นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เกร็ดเรื่องกฐิน #สันโดษในปัจจัยสี่ #ถาม : พระไม่รับปัจจัยทอดกฐิน บาปไหม? 🤔🤔 #ตอบ : จริง ๆ แล้ว กฐิน แปลว่า สะดึง สะดึง คือ ไม้ที่เอาไว้เป็นอุปกรณ์ สำหรับการเย็บผ้า ถ้ายุคที่ผ่านมา ที่เคยเห็นก็คือ เป็นสะดึงกลม ๆ ไว้ ปักชื่อนักเรียน ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังใช้กันอยู่หรือเปล่า? ที่โรงเรียนในชั่วโมงที่สอนเย็บปักถักร้อยเนี่ย จะยังมีใครใช้ตัวนี้ไหม? อาจจะต้องอนุรักษ์กันไว้นะ ช่วยสอนไว้หน่อย เพื่อให้พระอธิบายเรื่องกฐินได้ง่ายขึ้น ส่วนสะดึงสำหรับทำจีวร ต้องใหญ่กว่านั้น สะดึงทำจีวรจะเป็นกรอบใหญ่ ๆ เหตุที่ขนาดใหญ่ก็เพื่อเย็บจีวร ก็ต้องใหญ่หน่อย เพราะฉะนั้นเวลาพระจำพรรษาเสร็จแล้ว จะมีการหาผ้าเพื่อมาทำผ้ากฐิน ก็คือเอาผ้ามาเข้าสะดึงเพื่อเย็บ ให้สำเร็จเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง จีวรผืนใดผืนหนึ่งหมายถึงว่า เป็นจีวร เป็นสบง หรือเป็นสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง ถ้าเป็นเรา ก็น่าจะเลือกเอาผืนเล็กที่สุด เย็บง่ายที่สุด ก็คือ สบง เหตุที่เลือกผ้าผืนที่เย็บง่ายที่สุด ก็เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาว่า ต้องทำผ้าให้เสร็จภายใน ๑ วัน พระก็ไปหาผ้ามา ผ้าที่ได้มาคือ ผ้าที่ไม่มีเจ้าของ ก็คือผ้าบังสุกุล ไปหาตามกองขยะ ไปตามป่าช้า สมมติว่าไม่มีโยมมาเกี่ยวข้องเลย ก็คือ พระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันเนี่ย ไปช่วยกันหาผ้า แล้วมามอบให้พระภิกษุรูปหนึ่ง ผ้านั้นเรียกว่า ผ้ากฐิน เพราะต้องเอาไปเข้ากฐิน คือ เข้าสะดึง ไปทำต่อ พระที่รับผ้ากฐินนั้นมา ก็ต้องเอาผ้าไปเข้าสะดึง หรือเข้ากฐินนี้ แล้วก็ไม่ได้ทำคนเดียว พระที่ช่วยหามานั่นแหละ ท่านเหล่านั้นก็มาช่วยทำต่อด้วย ทั้ง ๆ ที่มอบให้กับพระผู้รับกฐินนั้นแล้วนะ ก็ต้องมาช่วยกันทำ ให้สำเร็จเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งขึ้นมา ก็คือมาตัด มาเย็บ มาย้อม ถ้าเกิดเป็นผ้าจากที่สกปรก เช่น จากกองขยะ จากผ้าห่อศพ ต้องมาซักก่อน ก็เริ่มขั้นตอนตั้งแต่ซัก แล้วก็มากะ(คือคำนวนและขีดเส้น) มาตัด มาเย็บ มาย้อม จนสำเร็จ เป็นผ้าขึ้นมา เมื่อสำเร็จแล้วผ้านั้นอยู่ในมือของพระผู้รับกฐิน พระรูปนั้นก็จะมาบอกกับสงฆ์ บอกว่า “ผ้ากฐินสำเร็จแล้วครับ ขอท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาเถิด” พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายก็อนุโมทนากัน อย่างนี้เป็นเรื่องของผ้า กฐิน คือ เรื่องของผ้า ไม่มีเรื่องเงินทอง จริง ๆ บริวารต่าง ๆ เช่น หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ อะไรต่าง ๆ เนี่ย เดิมก็ไม่มีด้วย แต่ทีนี้พอโยมเห็นพระไปหาผ้าตามกองขยะ ตามป่าช้า โยมก็อยากจะช่วย เห็นพระลำบากเหลือเกินในการทำผ้าให้สำเร็จมาเป็นผืน ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ ขั้นต้นเห็นพระลำบากในการหาผ้าบังสุกุลที่เป็นผ้าขาว โยมก็ไปหาผ้าขาวมาให้ คราวนี้เอาผ้าขาวมาถวาย พอเอาผ้าขาวมาถวายเนี่ย คล้าย ๆ กับว่าต้องแจ้งกับพระด้วยว่า “ปีนี้ท่านทั้งหลายไม่ต้องไปหาผ้านะ เดี๋ยวโยมจะเอาผ้ามาถวายเอง” เมื่อโยมเอาผ้ามาถวายต่อสงฆ์แล้ว สงฆ์ก็ต้องมีการปรึกษากัน ประมาณว่า “ผ้านี้ประดุจดังผ้าทิพย์ อันเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ...” ทำไมต้องเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ เพราะว่าถ้าไม่มีผ้านี้นะ ต้องไปหาตามกองขยะ ต้องไปหาตามป่าช้า แต่ตอนนี้ เหมือนเป็นผ้าทิพย์เลย เราไม่ต้องไปเดินหาตามกองขยะ ไม่ต้องไปหาตามป่าช้า มันปรากฏอยู่ข้างหน้า โยมที่เอามาถวาย เราจึงเรียกว่า เป็นเปรียบประดุจดังผ้าทิพย์ อันเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ “...แต่ไม่เจาะจงจะให้ใคร เป็นสังฆทาน...” กฐินนี่เป็นสังฆทานนะ ไม่ได้เจาะจงให้ใคร “...เราทั้งหลายในที่นี้ มาประชุมกันตรงนี้ จงพิจารณากันเถิดว่า ผ้านี้ควรแก่ใคร” เป็นเรื่องของผ้านะ ยังเป็นเรื่องของผ้าอยู่ ไม่มีปัจจัยอะไรเข้ามาเลย โยมเอาผ้ามาถวาย พระก็มาปรึกษากันว่า ‘อ้าว ผ้านี้ปรากฏขึ้นกับสงฆ์แล้ว ควรที่จะยกผ้านี้ให้กับใคร?’ ถ้ามีการปรึกษากัน ๒ รูป อีกรูปหนึ่งก็เสนอเลย “รูปนี้คุณสมบัติพร้อมพอ ขอเสนอท่าน (.....) เป็นผู้ครองผ้ากฐินผืนนี้” ถ้าผ้าได้เป็นผ้าขาว ท่าน (.....) ก็ต้องเอาผ้านี้ไปรีบจัดการให้เป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งขึ้นมา โดยมีพระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันไปช่วยด้วย เรียกว่า แม้จะมอบให้แล้ว ไม่ได้มีกรรมสิทธิแล้ว แต่ต้องไปช่วยด้วย นี่คือแสดงความสามัคคีกัน ถ้าเป็นผ้าที่สำเร็จมาแบบพร้อมเลย ตัดเย็บแล้ว เหลือแต่ย้อม ก็รับผ้ามาถวายท่าน (.....) บอกว่า ท่าน (.....) ครองผ้ากฐินนะ ท่าน (.....) ก็มีหน้าที่อย่างเดียว คือไปย้อม ถ้าย้อมเสร็จแล้ว เป็นผ้าสำเร็จรูปเหมือนเดี๋ยวนี้ ผ้าตัดเย็บแล้ว ย้อมสีเรียบร้อยแล้ว เมื่อโยมถวายมาแล้ว งานหรือหน้าที่ที่จะไปทำอะไรกับผ้านี้มีเพียงแค่ พินทุ อธิษฐาน แล้วก็บอกกับหมู่สงฆ์ว่า เรียบร้อยแล้วครับ ผมกรานกฐินแล้ว ท่านทั้งหลายพึงอนุโมทนา กรานกฐิน ก็คือว่า ตั้งแต่ เอาผ้าไปซัก ไปกะ ตัด เย็บ ย้อม จนสำเร็จเป็นผ้าขึ้นมา ตอนนี้มันสำเร็จแล้ว ก็เหลือแต่พินทุ และอธิษฐาน การกรานกฐิน คือ กระบวนการทำผ้าที่แม้จะหาจากซากศพ หรือหาจากกองขยะ ทำให้สำเร็จเป็นผ้าผืนหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า กรานกฐิน นี่แหละเรื่องของผ้าทั้งนั้นเลย สิ่งของอื่นนอกนั้นเรียกว่า บริวาร บริวารก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ บางทีโยมเอาผ้ามาถวายแล้วก็รู้สึกว่า “เอ.. ท่านอยู่วัดเนี่ยนะ อาจจะต้องใช้อุปกรณ์บางอย่าง เครื่องมือบางอย่างในการที่จะอยู่ที่วัดนั้น เวลาผ่าฟืน..มีขวานหรือยัง? เวลาจะสับแก่น (แก่นขนุน) มีมีดหรือยัง? เวลาจะทำเตา มีอุปกรณ์เครื่องมือแบบช่างหรือเปล่า? จะต้องมีอุปกรณ์ คือเกรียงในการใช้ปูนไหม? ถ้ายังไม่มีก็หาอุปกรณ์มา เหล่านี้เรียกว่า บริวารกฐิน ยังไม่มีเงินด้วยซ้ำไป มันยังเป็นเรื่องบริวารกฐิน ไอ้เงินเนี่ยคือ บางทีรุ่นหลังมาวัดแล้วเห็นว่า บางสิ่งบางอย่างเช่น อาคารสถานที่ ต้องใช้ปัจจัยมาก คือใช้เงินมากในการทำให้สำเร็จ คนที่มาถวายกฐินก็เห็นว่า “เออ.. อาคารนี้ยังสร้างค้างอยู่ ก็น่าจะมีปัจจัยเพื่อจะสร้างอาคารนี้ต่อ” ก็ถวายปัจจัยมา ปัจจัยนี้มาทีหลัง “อ้าว.. ที่ดินขยายไว้ ยังค้างคาค่าที่ดินเขาอยู่” ก็เอาปัจจัยมา เพื่อที่จะให้ทางวัดจ่ายให้กับเจ้าของที่ดิน อะไรที่มันต้องใช้เงินมาก ก็เลยต้องมีปัจจัยคือเงินเนี่ย มาถวายตอนทอดกฐินด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระวินัยจริง ๆ คือ ผ้า แม้แต่หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ ขวาน พร้า อะไรเนี่ย ก็ยังเป็นเพียงบริวารเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัจจัยก็เป็นบริวาร ห้อยตามบริวารที่กล่าวมาด้วยซ้ำไป ก็จริง ๆ แล้วเนี่ย ถ้าได้เพียงผ้า การทอดกฐินวันนั้น ก็ไม่บกพร่องไปเลย อย่าว่าแต่ได้เงินเป็นหมื่นแสนเลย อันนั้นเป็นเพียงส่วนเกินด้วยซ้ำไป และโดยเฉพาะความเป็นพระภิกษุ ท่านควรจะยินดีในปัจจัยเท่าที่มี เรียกว่ามีสันโดษ.. สันโดษในปัจจัย ๔ ไม่ควรจะไปเรียกร้องเอาจากโยมให้มากอย่างนั้น มันจะสร้างความลำบากใจให้กับผู้ให้ผู้ถวาย ก็ถ้าปัจจัยน้อย แล้วเราจะต้องมีงานก่อสร้างอย่างนี้นะ ถ้ามันไม่พอก็หยุดแค่นั้น แสดงว่าโยมไม่ศรัทธาจะทำต่อ ที่เราสร้างก็เพราะว่า เพื่อประโยชน์กับญาติโยม ไม่ใช่ประโยชน์กับตนเอง กุฏิเราก็มีแล้ว อาหารเราก็มีแล้ว บิณฑบาตทุก ๆ วัน ก็เท่าที่อยู่ได้ เราก็ภาวนาของเราเพื่อให้พ้นทุกข์ต่อไป ส่วนอาคารสถานที่ เท่าไหร่ก็เท่านั้น... ครั้งหนึ่ง มีพระไปกราบเยี่ยมหลวงพ่อพุทธทาส คราวก่อนที่เคยมา เห็นว่ามีอาคารหลังหนึ่งกำลังก่อสร้าง แล้วก็ลาท่านไปจำพรรษาที่อื่น กลับมาก็เลยถามถึงอาคารหลังนั้น “เสร็จหรือยังครับ?” หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า “เสร็จแล้ว” โอ้ ท่านก็ดีใจว่าเสร็จแล้ว อยากจะไปดูผลงานอาคารหลังนั้นเหลือเกินว่า พอเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ไปดู “ไหนว่าเสร็จแล้ว?!?! เสาชั้นที่สองยังเป็นเหล็กเส้นอยู่เลย” มันมีแค่ชั้นล่างเท่านั้นเอง แล้วก็เทพื้นชั้นสองไว้ แต่เสาชั้นสองขึ้นไปเนี่ย ยังเป็นเหล็กเส้น มีปลอกเหล็ก ก็เลยกลับมาหาหลวงพ่อ บอกว่า “หลวงพ่อครับ หลวงพ่อบอกว่าเสร็จแล้ว แต่ผมไปดู มันยังไม่เสร็จครับ หรือว่าหลวงพ่อตั้งใจจะสร้างไว้แค่นี้ครับ?” หลวงพ่อพุทธทาสจึงตอบว่า "ทำไมจะไม่เสร็จ มันเสร็จของมันทุกวันแหละ วันนี้ก็เสร็จ พรุ่งนี้ก็เสร็จ วันต่อๆไปมันก็เสร็จของมันทุกวัน" "พอทำวันนี้ได้เท่าไหร่ เราก็วางมันลงจากใจ ไม่กังวล ไม่คิดว่ายังไม่ได้ทำตรงนั้น ไม่ได้ทำตรงนี้ เราไม่คิด เราวางเลย" ถ้าพูดให้สั้นก็คือ “มันเสร็จเท่าที่เสร็จ” หมายความว่า วันนี้เสร็จแค่นี้ ก็ถือว่าเสร็จแล้ว ถ้ามีปัจจัยทำต่อ ก็ทำต่อไป ถ้าไม่มีปัจจัยทำต่อ มันก็เสร็จแค่นี้ ทำใจแบบหลวงพ่อพุทธทาส ก็คือถ้ามีอะไรค้างคาอยู่ ทำใจว่า วันนี้เสร็จแค่นี้ คือมันได้แค่นี้ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องก่อสร้างที่อาจจะยังทำไม่เสร็จ แต่ไม่ทราบว่า ในคำถามนี้ พระท่านมีการก่อสร้างอะไรยังค้างอยู่หรือเปล่า? ไม่ทราบนะ พูดถึงพระทั่ว ๆ ไปก็แล้วกันว่า ถ้ามีญาติโยมถวายปัจจัย แล้วมีความรู้สึกเหมือนไม่พอต่อการก่อสร้าง ให้ทำใจเหมือนอย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสทำ ก็คือ วันนี้ทำได้แค่นี้ ก่อนจะเสร็จสิ้นของวันนี้ หมายถึงว่าจะเสร็จงานวันนี้ เก็บของให้เรียบร้อย เหมือนเสร็จแล้ว ใครมาก็จะได้ดูว่ามันไม่เกะกะใคร เหมือนทำงานเสร็จเรียบร้อยอยู่ทุก ๆ วัน วันนี้เสร็จเท่านี้ ถ้าวันนี้เราตายไป พรุ่งนี้ไม่ได้มีโอกาสมาทำต่อ ก็ไม่ติดใจกังวล มันก็คือเสร็จ มันไม่ค้างคาใจ ไม่ใช่ตายไปแล้วก็กังวลอยู่ว่า อาคารนั้นยังไม่เสร็จ ก็อาจจะไปเป็นจิ้งจก หรือว่าเป็นคางคก อยู่ตามซอกหลืบอะไรสักอย่าง แถวๆอาคารที่มันยังไม่เสร็จนั่นเอง ใจต้องเป็นอิสระจากโลกนี้ด้วย ไม่ใช่ออกบวช คือออกจากเรือนมาแล้ว มาติดวัดอีกเนี่ย..ก็ลำบากเหมือนกัน ก็ลองดูนะ ให้เหตุการณ์ต่าง ๆ แม้จะผิดพลาดไป ก็ให้เรียนรู้ว่า มันเป็นบทเรียนของท่านเหล่านั้นก็แล้วกันนะ ก็ไม่ใช่ว่าผิดพลาดอย่างนี้แล้วก็จะต้องเอาถึงตาย เอาเป็นว่า ท่านพลาดไป ต่อไปนี้ก็ให้รู้ว่า มันไม่ใช่ว่าไปให้ความสำคัญกับปัจจัย จนลืมแก่นของพิธี คือผ้ากฐิน ให้เรียนรู้พระวินัยให้ถึงว่า โดยแท้จริงแล้ววินัยข้อนี้ท่านมุ่งเอาอะไร มุ่งเอาที่ผ้า เมื่อเข้าใจอย่างแล้ว ใจก็มุ่งไปที่ผ้า ได้ผ้าสำเร็จที่จะให้ทำตามพระวินัยได้แล้ว ก็พอใจเท่านี้ ส่วนสิ่งอื่นนอกนั้น เป็นอดิเรกลาภทั้งนั้นเลย อดิเรกลาภ แปลว่า ลาภส่วนพิเศษ ลาภเกินปกติ หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ ผ้าทิพย์อะไร หรือว่าปัจจัยที่ติดพ่วงมา ถือเป็นอดิเรกลาภ แม้จะมีทรัพย์ไม่พอที่จะสร้างอาคารจนสำเร็จเนี่ย แต่มันก็คือกำไรแล้ว เพราะเป็นส่วนพิเศษ ที่เกินปกติ อันนี้เรียกว่า มีปัจจัยทำได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น แล้วก็เป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างในวัดนั้นด้วย รับผิดชอบในการทำงาน แต่อย่าถึงขนาดที่ว่าเป็นทุกข์ กับการที่ได้ปัจจัย ไม่ได้ตามคาดตามหวัง เรียกว่า เพราะมีหวัง..จึงทุกข์เพราะผิดหวัง ก็ต้องระวัง อันนี้เราหวังเพียงแค่ผ้า จริง ๆ แม้ไม่ได้ผ้า ยังไม่ต้องผิดหวังเลยด้วยซ้ำไป ปีนี้จำพรรษาแล้ว ไม่มีโยมมาเป็นเจ้าภาพถวายผ้ากฐินเลยก็ไม่ต้องเดือนร้อนอะไร ก็เพียงแค่ปีนี้ไม่ได้รับกฐินเท่านั้นเอง ก็ไม่บาปอะไร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/1020478765092235 (นาทีที่ 1.40.44-1.54.50)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เกร็ดเรื่องกฐิน #สันโดษในปัจจัยสี่ #ถาม : พระไม่รับปัจจัยทอดกฐิน บาปไหม? 🤔🤔 #ตอบ : จริง ๆ แล้ว กฐิน แปลว่า สะดึง สะดึง คือ ไม้ที่เอาไว้เป็นอุปกรณ์ สำหรับการเย็บผ้า ถ้ายุคที่ผ่านมา ที่เคยเห็นก็คือ เป็นสะดึงกลม ๆ ไว้ ปักชื่อนักเรียน ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังใช้กันอยู่หรือเปล่า? ที่โรงเรียนในชั่วโมงที่สอนเย็บปักถักร้อยเนี่ย จะยังมีใครใช้ตัวนี้ไหม? อาจจะต้องอนุรักษ์กันไว้นะ ช่วยสอนไว้หน่อย เพื่อให้พระอธิบายเรื่องกฐินได้ง่ายขึ้น ส่วนสะดึงสำหรับทำจีวร ต้องใหญ่กว่านั้น สะดึงทำจีวรจะเป็นกรอบใหญ่ ๆ เหตุที่ขนาดใหญ่ก็เพื่อเย็บจีวร ก็ต้องใหญ่หน่อย เพราะฉะนั้นเวลาพระจำพรรษาเสร็จแล้ว จะมีการหาผ้าเพื่อมาทำผ้ากฐิน ก็คือเอาผ้ามาเข้าสะดึงเพื่อเย็บ ให้สำเร็จเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง จีวรผืนใดผืนหนึ่งหมายถึงว่า เป็นจีวร เป็นสบง หรือเป็นสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง ถ้าเป็นเรา ก็น่าจะเลือกเอาผืนเล็กที่สุด เย็บง่ายที่สุด ก็คือ สบง เหตุที่เลือกผ้าผืนที่เย็บง่ายที่สุด ก็เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาว่า ต้องทำผ้าให้เสร็จภายใน ๑ วัน พระก็ไปหาผ้ามา ผ้าที่ได้มาคือ ผ้าที่ไม่มีเจ้าของ ก็คือผ้าบังสุกุล ไปหาตามกองขยะ ไปตามป่าช้า สมมติว่าไม่มีโยมมาเกี่ยวข้องเลย ก็คือ พระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันเนี่ย ไปช่วยกันหาผ้า แล้วมามอบให้พระภิกษุรูปหนึ่ง ผ้านั้นเรียกว่า ผ้ากฐิน เพราะต้องเอาไปเข้ากฐิน คือ เข้าสะดึง ไปทำต่อ พระที่รับผ้ากฐินนั้นมา ก็ต้องเอาผ้าไปเข้าสะดึง หรือเข้ากฐินนี้ แล้วก็ไม่ได้ทำคนเดียว พระที่ช่วยหามานั่นแหละ ท่านเหล่านั้นก็มาช่วยทำต่อด้วย ทั้ง ๆ ที่มอบให้กับพระผู้รับกฐินนั้นแล้วนะ ก็ต้องมาช่วยกันทำ ให้สำเร็จเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งขึ้นมา ก็คือมาตัด มาเย็บ มาย้อม ถ้าเกิดเป็นผ้าจากที่สกปรก เช่น จากกองขยะ จากผ้าห่อศพ ต้องมาซักก่อน ก็เริ่มขั้นตอนตั้งแต่ซัก แล้วก็มากะ(คือคำนวนและขีดเส้น) มาตัด มาเย็บ มาย้อม จนสำเร็จ เป็นผ้าขึ้นมา เมื่อสำเร็จแล้วผ้านั้นอยู่ในมือของพระผู้รับกฐิน พระรูปนั้นก็จะมาบอกกับสงฆ์ บอกว่า “ผ้ากฐินสำเร็จแล้วครับ ขอท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาเถิด” พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายก็อนุโมทนากัน อย่างนี้เป็นเรื่องของผ้า กฐิน คือ เรื่องของผ้า ไม่มีเรื่องเงินทอง จริง ๆ บริวารต่าง ๆ เช่น หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ อะไรต่าง ๆ เนี่ย เดิมก็ไม่มีด้วย แต่ทีนี้พอโยมเห็นพระไปหาผ้าตามกองขยะ ตามป่าช้า โยมก็อยากจะช่วย เห็นพระลำบากเหลือเกินในการทำผ้าให้สำเร็จมาเป็นผืน ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ ขั้นต้นเห็นพระลำบากในการหาผ้าบังสุกุลที่เป็นผ้าขาว โยมก็ไปหาผ้าขาวมาให้ คราวนี้เอาผ้าขาวมาถวาย พอเอาผ้าขาวมาถวายเนี่ย คล้าย ๆ กับว่าต้องแจ้งกับพระด้วยว่า “ปีนี้ท่านทั้งหลายไม่ต้องไปหาผ้านะ เดี๋ยวโยมจะเอาผ้ามาถวายเอง” เมื่อโยมเอาผ้ามาถวายต่อสงฆ์แล้ว สงฆ์ก็ต้องมีการปรึกษากัน ประมาณว่า “ผ้านี้ประดุจดังผ้าทิพย์ อันเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ…” ทำไมต้องเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ เพราะว่าถ้าไม่มีผ้านี้นะ ต้องไปหาตามกองขยะ ต้องไปหาตามป่าช้า แต่ตอนนี้ เหมือนเป็นผ้าทิพย์เลย เราไม่ต้องไปเดินหาตามกองขยะ ไม่ต้องไปหาตามป่าช้า มันปรากฏอยู่ข้างหน้า โยมที่เอามาถวาย เราจึงเรียกว่า เป็นเปรียบประดุจดังผ้าทิพย์ อันเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ “…แต่ไม่เจาะจงจะให้ใคร เป็นสังฆทาน…” กฐินนี่เป็นสังฆทานนะ ไม่ได้เจาะจงให้ใคร “…เราทั้งหลายในที่นี้ มาประชุมกันตรงนี้ จงพิจารณากันเถิดว่า ผ้านี้ควรแก่ใคร” เป็นเรื่องของผ้านะ ยังเป็นเรื่องของผ้าอยู่ ไม่มีปัจจัยอะไรเข้ามาเลย โยมเอาผ้ามาถวาย พระก็มาปรึกษากันว่า ‘อ้าว ผ้านี้ปรากฏขึ้นกับสงฆ์แล้ว ควรที่จะยกผ้านี้ให้กับใคร?’ ถ้ามีการปรึกษากัน ๒ รูป อีกรูปหนึ่งก็เสนอเลย “รูปนี้คุณสมบัติพร้อมพอ ขอเสนอท่าน (…..) เป็นผู้ครองผ้ากฐินผืนนี้” ถ้าผ้าได้เป็นผ้าขาว ท่าน (…..) ก็ต้องเอาผ้านี้ไปรีบจัดการให้เป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งขึ้นมา โดยมีพระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันไปช่วยด้วย เรียกว่า แม้จะมอบให้แล้ว ไม่ได้มีกรรมสิทธิแล้ว แต่ต้องไปช่วยด้วย นี่คือแสดงความสามัคคีกัน ถ้าเป็นผ้าที่สำเร็จมาแบบพร้อมเลย ตัดเย็บแล้ว เหลือแต่ย้อม ก็รับผ้ามาถวายท่าน (…..) บอกว่า ท่าน (…..) ครองผ้ากฐินนะ ท่าน (…..) ก็มีหน้าที่อย่างเดียว คือไปย้อม ถ้าย้อมเสร็จแล้ว เป็นผ้าสำเร็จรูปเหมือนเดี๋ยวนี้ ผ้าตัดเย็บแล้ว ย้อมสีเรียบร้อยแล้ว เมื่อโยมถวายมาแล้ว งานหรือหน้าที่ที่จะไปทำอะไรกับผ้านี้มีเพียงแค่ พินทุ อธิษฐาน แล้วก็บอกกับหมู่สงฆ์ว่า เรียบร้อยแล้วครับ ผมกรานกฐินแล้ว ท่านทั้งหลายพึงอนุโมทนา กรานกฐิน ก็คือว่า ตั้งแต่ เอาผ้าไปซัก ไปกะ ตัด เย็บ ย้อม จนสำเร็จเป็นผ้าขึ้นมา ตอนนี้มันสำเร็จแล้ว ก็เหลือแต่พินทุ และอธิษฐาน การกรานกฐิน คือ กระบวนการทำผ้าที่แม้จะหาจากซากศพ หรือหาจากกองขยะ ทำให้สำเร็จเป็นผ้าผืนหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า กรานกฐิน นี่แหละเรื่องของผ้าทั้งนั้นเลย สิ่งของอื่นนอกนั้นเรียกว่า บริวาร บริวารก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ บางทีโยมเอาผ้ามาถวายแล้วก็รู้สึกว่า “เอ.. ท่านอยู่วัดเนี่ยนะ อาจจะต้องใช้อุปกรณ์บางอย่าง เครื่องมือบางอย่างในการที่จะอยู่ที่วัดนั้น เวลาผ่าฟืน..มีขวานหรือยัง? เวลาจะสับแก่น (แก่นขนุน) มีมีดหรือยัง? เวลาจะทำเตา มีอุปกรณ์เครื่องมือแบบช่างหรือเปล่า? จะต้องมีอุปกรณ์ คือเกรียงในการใช้ปูนไหม? ถ้ายังไม่มีก็หาอุปกรณ์มา เหล่านี้เรียกว่า บริวารกฐิน ยังไม่มีเงินด้วยซ้ำไป มันยังเป็นเรื่องบริวารกฐิน ไอ้เงินเนี่ยคือ บางทีรุ่นหลังมาวัดแล้วเห็นว่า บางสิ่งบางอย่างเช่น อาคารสถานที่ ต้องใช้ปัจจัยมาก คือใช้เงินมากในการทำให้สำเร็จ คนที่มาถวายกฐินก็เห็นว่า “เออ.. อาคารนี้ยังสร้างค้างอยู่ ก็น่าจะมีปัจจัยเพื่อจะสร้างอาคารนี้ต่อ” ก็ถวายปัจจัยมา ปัจจัยนี้มาทีหลัง “อ้าว.. ที่ดินขยายไว้ ยังค้างคาค่าที่ดินเขาอยู่” ก็เอาปัจจัยมา เพื่อที่จะให้ทางวัดจ่ายให้กับเจ้าของที่ดิน อะไรที่มันต้องใช้เงินมาก ก็เลยต้องมีปัจจัยคือเงินเนี่ย มาถวายตอนทอดกฐินด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระวินัยจริง ๆ คือ ผ้า แม้แต่หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ ขวาน พร้า อะไรเนี่ย ก็ยังเป็นเพียงบริวารเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัจจัยก็เป็นบริวาร ห้อยตามบริวารที่กล่าวมาด้วยซ้ำไป ก็จริง ๆ แล้วเนี่ย ถ้าได้เพียงผ้า การทอดกฐินวันนั้น ก็ไม่บกพร่องไปเลย อย่าว่าแต่ได้เงินเป็นหมื่นแสนเลย อันนั้นเป็นเพียงส่วนเกินด้วยซ้ำไป และโดยเฉพาะความเป็นพระภิกษุ ท่านควรจะยินดีในปัจจัยเท่าที่มี เรียกว่ามีสันโดษ.. สันโดษในปัจจัย ๔ ไม่ควรจะไปเรียกร้องเอาจากโยมให้มากอย่างนั้น มันจะสร้างความลำบากใจให้กับผู้ให้ผู้ถวาย ก็ถ้าปัจจัยน้อย แล้วเราจะต้องมีงานก่อสร้างอย่างนี้นะ ถ้ามันไม่พอก็หยุดแค่นั้น แสดงว่าโยมไม่ศรัทธาจะทำต่อ ที่เราสร้างก็เพราะว่า เพื่อประโยชน์กับญาติโยม ไม่ใช่ประโยชน์กับตนเอง กุฏิเราก็มีแล้ว อาหารเราก็มีแล้ว บิณฑบาตทุก ๆ วัน ก็เท่าที่อยู่ได้ เราก็ภาวนาของเราเพื่อให้พ้นทุกข์ต่อไป ส่วนอาคารสถานที่ เท่าไหร่ก็เท่านั้น… ครั้งหนึ่ง มีพระไปกราบเยี่ยมหลวงพ่อพุทธทาส คราวก่อนที่เคยมา เห็นว่ามีอาคารหลังหนึ่งกำลังก่อสร้าง แล้วก็ลาท่านไปจำพรรษาที่อื่น กลับมาก็เลยถามถึงอาคารหลังนั้น “เสร็จหรือยังครับ?” หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า “เสร็จแล้ว” โอ้ ท่านก็ดีใจว่าเสร็จแล้ว อยากจะไปดูผลงานอาคารหลังนั้นเหลือเกินว่า พอเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ไปดู “ไหนว่าเสร็จแล้ว?!?! เสาชั้นที่สองยังเป็นเหล็กเส้นอยู่เลย” มันมีแค่ชั้นล่างเท่านั้นเอง แล้วก็เทพื้นชั้นสองไว้ แต่เสาชั้นสองขึ้นไปเนี่ย ยังเป็นเหล็กเส้น มีปลอกเหล็ก ก็เลยกลับมาหาหลวงพ่อ บอกว่า “หลวงพ่อครับ หลวงพ่อบอกว่าเสร็จแล้ว แต่ผมไปดู มันยังไม่เสร็จครับ หรือว่าหลวงพ่อตั้งใจจะสร้างไว้แค่นี้ครับ?” หลวงพ่อพุทธทาสจึงตอบว่า “ทำไมจะไม่เสร็จ มันเสร็จของมันทุกวันแหละ วันนี้ก็เสร็จ พรุ่งนี้ก็เสร็จ วันต่อๆไปมันก็เสร็จของมันทุกวัน” “พอทำวันนี้ได้เท่าไหร่ เราก็วางมันลงจากใจ ไม่กังวล ไม่คิดว่ายังไม่ได้ทำตรงนั้น ไม่ได้ทำตรงนี้ เราไม่คิด เราวางเลย” ถ้าพูดให้สั้นก็คือ “มันเสร็จเท่าที่เสร็จ” หมายความว่า วันนี้เสร็จแค่นี้ ก็ถือว่าเสร็จแล้ว ถ้ามีปัจจัยทำต่อ ก็ทำต่อไป ถ้าไม่มีปัจจัยทำต่อ มันก็เสร็จแค่นี้ ทำใจแบบหลวงพ่อพุทธทาส ก็คือถ้ามีอะไรค้างคาอยู่ ทำใจว่า วันนี้เสร็จแค่นี้ คือมันได้แค่นี้ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องก่อสร้างที่อาจจะยังทำไม่เสร็จ แต่ไม่ทราบว่า ในคำถามนี้ พระท่านมีการก่อสร้างอะไรยังค้างอยู่หรือเปล่า? ไม่ทราบนะ พูดถึงพระทั่ว ๆ ไปก็แล้วกันว่า ถ้ามีญาติโยมถวายปัจจัย แล้วมีความรู้สึกเหมือนไม่พอต่อการก่อสร้าง ให้ทำใจเหมือนอย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสทำ ก็คือ วันนี้ทำได้แค่นี้ ก่อนจะเสร็จสิ้นของวันนี้ หมายถึงว่าจะเสร็จงานวันนี้ เก็บของให้เรียบร้อย เหมือนเสร็จแล้ว ใครมาก็จะได้ดูว่ามันไม่เกะกะใคร เหมือนทำงานเสร็จเรียบร้อยอยู่ทุก ๆ วัน วันนี้เสร็จเท่านี้ ถ้าวันนี้เราตายไป พรุ่งนี้ไม่ได้มีโอกาสมาทำต่อ ก็ไม่ติดใจกังวล มันก็คือเสร็จ มันไม่ค้างคาใจ ไม่ใช่ตายไปแล้วก็กังวลอยู่ว่า อาคารนั้นยังไม่เสร็จ ก็อาจจะไปเป็นจิ้งจก หรือว่าเป็นคางคก อยู่ตามซอกหลืบอะไรสักอย่าง แถวๆอาคารที่มันยังไม่เสร็จนั่นเอง ใจต้องเป็นอิสระจากโลกนี้ด้วย ไม่ใช่ออกบวช คือออกจากเรือนมาแล้ว มาติดวัดอีกเนี่ย..ก็ลำบากเหมือนกัน ก็ลองดูนะ ให้เหตุการณ์ต่าง ๆ แม้จะผิดพลาดไป ก็ให้เรียนรู้ว่า มันเป็นบทเรียนของท่านเหล่านั้นก็แล้วกันนะ ก็ไม่ใช่ว่าผิดพลาดอย่างนี้แล้วก็จะต้องเอาถึงตาย เอาเป็นว่า ท่านพลาดไป ต่อไปนี้ก็ให้รู้ว่า มันไม่ใช่ว่าไปให้ความสำคัญกับปัจจัย จนลืมแก่นของพิธี คือผ้ากฐิน ให้เรียนรู้พระวินัยให้ถึงว่า โดยแท้จริงแล้ววินัยข้อนี้ท่านมุ่งเอาอะไร มุ่งเอาที่ผ้า เมื่อเข้าใจอย่างแล้ว ใจก็มุ่งไปที่ผ้า ได้ผ้าสำเร็จที่จะให้ทำตามพระวินัยได้แล้ว ก็พอใจเท่านี้ ส่วนสิ่งอื่นนอกนั้น เป็นอดิเรกลาภทั้งนั้นเลย อดิเรกลาภ แปลว่า ลาภส่วนพิเศษ ลาภเกินปกติ หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ ผ้าทิพย์อะไร หรือว่าปัจจัยที่ติดพ่วงมา ถือเป็นอดิเรกลาภ แม้จะมีทรัพย์ไม่พอที่จะสร้างอาคารจนสำเร็จเนี่ย แต่มันก็คือกำไรแล้ว เพราะเป็นส่วนพิเศษ ที่เกินปกติ อันนี้เรียกว่า มีปัจจัยทำได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น แล้วก็เป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างในวัดนั้นด้วย รับผิดชอบในการทำงาน แต่อย่าถึงขนาดที่ว่าเป็นทุกข์ กับการที่ได้ปัจจัย ไม่ได้ตามคาดตามหวัง เรียกว่า เพราะมีหวัง..จึงทุกข์เพราะผิดหวัง ก็ต้องระวัง อันนี้เราหวังเพียงแค่ผ้า จริง ๆ แม้ไม่ได้ผ้า ยังไม่ต้องผิดหวังเลยด้วยซ้ำไป ปีนี้จำพรรษาแล้ว ไม่มีโยมมาเป็นเจ้าภาพถวายผ้ากฐินเลยก็ไม่ต้องเดือนร้อนอะไร ก็เพียงแค่ปีนี้ไม่ได้รับกฐินเท่านั้นเอง ก็ไม่บาปอะไร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/1020478765092235 (นาทีที่ 1.40.44-1.54.50)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ # พลาดแล้วให้ขอโทษ 🤔🤔 #ถาม : เคยเอาไม้ตีหัวเป็ด ๑๐ ที แล้วเป็ดถึงตาย จะแก้บาปนี้ได้อย่างไร? #ตอบ : เราไม่ได้ไปแก้ในแง่ที่ว่า ปฏิเสธว่า “ไม่ได้ทำ” นะ ก็ยอมรับไปตามตรงว่า “บาปนี้เราได้ทำไปแล้ว” กรรมอันนี้ซึ่งเป็นอกุศล เราได้ทำไปแล้ว วิธีที่จะทำต่อไปก็คือว่า สมาทานไว้เลยว่า “ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก” ที่ทำไป..อาจจะทำด้วยโทสะ ที่ตีหัวเป็ดไปเนี่ย แสดงว่าทำด้วยโทสะ ถ้ามีภาพการกระทำนี้ขึ้นมา หรือมีภาพเป็ดผุดขึ้นมา..ให้นึกถึงบุญกุศล เพื่อที่จะอุทิศบุญกุศลไปให้ ให้นึกขอโทษด้วย และให้นึกอุทิศบุญกุศล อุทิศให้บ่อย ๆ ที่ว่า “นึกขอโทษ” ก็คือ คล้าย ๆ กับว่า ยอมรับผิด ยอมรับว่าตัวเองผิด ถ้ามีภาพนิมิตลักษณะนี้ขึ้นมา ให้นึกขอโทษ แล้วถ้ามีโอกาส ก็ทำบุญกุศลอุทิศให้ ทำบุญกับเป็ดตัวอื่นด้วยก็ได้ ทำบุญกับเป็ดตัวอื่นบ่อยๆ.. ทำบุญกับเป็ดบ่อยๆ จนกระทั่งเห็นเป็ดครั้งต่อไป..คราวนี้เราเห็นแล้ว เราจะมีประสบการณ์ใหม่ คือ จะมีการกระทำที่มีกรุณา มีเมตตากับเป็ด มีความเอื้อเฟื้อต่อเป็ด ก็คือ มีกุศลใหม่มาทำให้มันมีภาพจำในแง่ที่ดี ๆ เกี่ยวกับเป็ด ไม่ใช่ว่ามีภาพเป็ดขึ้นมา แล้วเราก็มีแต่ความทรงจำในแง่ที่ว่า “โอ้.. กูไปฆ่าเป็ดมาอย่างนี้, ตีหัวเป็ดอย่างนั้น” มันก็กลายเป็นว่า มีความทรงจำแง่ร้ายแง่เดียว เพราะฉะนั้นเวลา ต่อไปนี้ เราเห็นเป็ดเมื่อใด ให้เป็นโอกาสเกิดกุศลขึ้นมา อาจจะซื้ออาหารให้เป็ด หรือว่าจะทำอย่างไรก็ได้ ที่เป็นการสนับสนุน ให้เป็ดมีชีวิตที่สุขสบาย หรืองดงามขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ถ้ามีภาพเกิดขึ้นในใจ แล้วเราไม่สบายใจ ให้นึกขอโทษ แต่ขอโทษอย่างเดียวไม่พอนะ..ต้องทำบุญอุทิศให้ด้วย!! การขอโทษเนี่ย มันเหมือนเป็นการที่เราเจอคู่กรณี แล้วขอโทษเขา บางทีเขายังไม่ให้อภัยแก่เรา “การที่จะให้เขาให้อภัยได้เร็วขึ้น ก็คือว่า ทำคุณความดีให้เขาเห็น แล้วก็ยกคุณความดีให้เขาด้วย” เหมือนเราไปทำผิดกับใคร แล้วเราก็มีของติดไม้ติดมือ ประกอบคำขอโทษนั้นด้วย ไม่ใช่ไปขอโทษอย่างเดียว และการขอโทษนั้น ให้ “ขอโทษล้วนๆ” ไม่ต้องไปใส่เหตุผลอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปบอกว่า “วันนั้นเนี่ย ฉันจำเป็นต้องทำอย่างนั้นๆ นะ” ยิ่งให้เหตุผล เขายิ่งโกรธมาก! นึกถึงตัวเอง..เวลาถูกกระทำ เวลาเขาพูดไม่ดีกับเรา เราโกรธ.. เราก็ต้องการเพียง “คำขอโทษ” เท่านั้น ไม่ใช่คำบอกแก้ตัวว่า “ไอ้ที่ทำไปนั้นนะ เพราะปรารถนาดี” หรือว่า มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งมีเหตุผลมากนะ ไอ้คนที่เราไปขอโทษด้วยเนี่ย บางทีจะยิ่งโกรธ บางทีถ้าเป็นคนมีชีวิตอยู่ ก็อาจจะด่าใส่ “อย่ามาเถียง ๆ “ อย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ให้ “ขอโทษล้วนๆ” ขอโทษด้วยความสำนึกผิดจากใจของเราเลย สำนึกว่า “เราทำผิดไปแล้วจริง ๆ” สำนึกอย่างนี้ แล้วขอโทษไป ด้วยใจที่สำนึกเนี่ย จะเป็นตัวช่วยให้เขาใจอ่อนลงได้ และถ้าจะอ่อนลงมาก ถึงขั้น “ให้อภัย” ก็ต้องประกอบด้วยความจริงใจในแง่ที่ว่า เราทำดีอะไร..เราก็นึกถึงเขา ทำดีอะไร ทำบุญอะไร..ก็อุทิศให้เขา นึกถึงเขา อุทิศบุญให้เขาบ่อย ๆ เรียกว่า จนกว่าเราจะตายไปเลย คือ สิ่งที่เราทำไป มันติดตาติดใจเรามากแค่ไหน ยังนึกถึงอยู่เมื่อไหร่ ก็ทำบุญอุทิศให้ ขอโทษเขาไป โดยที่ทำด้วยใจที่ “สำนึกผิด” แต่.. ไม่ใช่มาตอกย้ำ..!! อันนี้ต้องระวังให้ดีว่า อย่าไปสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ในแง่ที่ว่า มาตอกย้ำตนเองในแง่ “ฉันผิด ฉันชั่วไปแล้ว” แล้วก็กลายเป็นเศร้า-ทุกข์ กับสิ่งที่นึกถึง ทุกคนเคยพลาดได้ แต่พลาดแล้วให้ขอโทษ แล้วก็ปรับตัวขึ้นมาใหม่ ทำตนให้ดีขึ้นมาใหม่ ในกรณีนี้ก็คือ "ขอโทษ.. แล้วก็ทำบุญ และพัฒนาตนเองต่อไป" พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/384290336289674 (นาทีที่ 1.56.47-2.01.25)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ # พลาดแล้วให้ขอโทษ 🤔🤔 #ถาม : เคยเอาไม้ตีหัวเป็ด ๑๐ ที แล้วเป็ดถึงตาย จะแก้บาปนี้ได้อย่างไร? #ตอบ : เราไม่ได้ไปแก้ในแง่ที่ว่า ปฏิเสธว่า “ไม่ได้ทำ” นะ ก็ยอมรับไปตามตรงว่า “บาปนี้เราได้ทำไปแล้ว” กรรมอันนี้ซึ่งเป็นอกุศล เราได้ทำไปแล้ว วิธีที่จะทำต่อไปก็คือว่า สมาทานไว้เลยว่า “ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก” ที่ทำไป..อาจจะทำด้วยโทสะ ที่ตีหัวเป็ดไปเนี่ย แสดงว่าทำด้วยโทสะ ถ้ามีภาพการกระทำนี้ขึ้นมา หรือมีภาพเป็ดผุดขึ้นมา..ให้นึกถึงบุญกุศล เพื่อที่จะอุทิศบุญกุศลไปให้ ให้นึกขอโทษด้วย และให้นึกอุทิศบุญกุศล อุทิศให้บ่อย ๆ ที่ว่า “นึกขอโทษ” ก็คือ คล้าย ๆ กับว่า ยอมรับผิด ยอมรับว่าตัวเองผิด ถ้ามีภาพนิมิตลักษณะนี้ขึ้นมา ให้นึกขอโทษ แล้วถ้ามีโอกาส ก็ทำบุญกุศลอุทิศให้ ทำบุญกับเป็ดตัวอื่นด้วยก็ได้ ทำบุญกับเป็ดตัวอื่นบ่อยๆ.. ทำบุญกับเป็ดบ่อยๆ จนกระทั่งเห็นเป็ดครั้งต่อไป..คราวนี้เราเห็นแล้ว เราจะมีประสบการณ์ใหม่ คือ จะมีการกระทำที่มีกรุณา มีเมตตากับเป็ด มีความเอื้อเฟื้อต่อเป็ด ก็คือ มีกุศลใหม่มาทำให้มันมีภาพจำในแง่ที่ดี ๆ เกี่ยวกับเป็ด ไม่ใช่ว่ามีภาพเป็ดขึ้นมา แล้วเราก็มีแต่ความทรงจำในแง่ที่ว่า “โอ้.. กูไปฆ่าเป็ดมาอย่างนี้, ตีหัวเป็ดอย่างนั้น” มันก็กลายเป็นว่า มีความทรงจำแง่ร้ายแง่เดียว เพราะฉะนั้นเวลา ต่อไปนี้ เราเห็นเป็ดเมื่อใด ให้เป็นโอกาสเกิดกุศลขึ้นมา อาจจะซื้ออาหารให้เป็ด หรือว่าจะทำอย่างไรก็ได้ ที่เป็นการสนับสนุน ให้เป็ดมีชีวิตที่สุขสบาย หรืองดงามขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ถ้ามีภาพเกิดขึ้นในใจ แล้วเราไม่สบายใจ ให้นึกขอโทษ แต่ขอโทษอย่างเดียวไม่พอนะ..ต้องทำบุญอุทิศให้ด้วย!! การขอโทษเนี่ย มันเหมือนเป็นการที่เราเจอคู่กรณี แล้วขอโทษเขา บางทีเขายังไม่ให้อภัยแก่เรา “การที่จะให้เขาให้อภัยได้เร็วขึ้น ก็คือว่า ทำคุณความดีให้เขาเห็น แล้วก็ยกคุณความดีให้เขาด้วย” เหมือนเราไปทำผิดกับใคร แล้วเราก็มีของติดไม้ติดมือ ประกอบคำขอโทษนั้นด้วย ไม่ใช่ไปขอโทษอย่างเดียว และการขอโทษนั้น ให้ “ขอโทษล้วนๆ” ไม่ต้องไปใส่เหตุผลอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปบอกว่า “วันนั้นเนี่ย ฉันจำเป็นต้องทำอย่างนั้นๆ นะ” ยิ่งให้เหตุผล เขายิ่งโกรธมาก! นึกถึงตัวเอง..เวลาถูกกระทำ เวลาเขาพูดไม่ดีกับเรา เราโกรธ.. เราก็ต้องการเพียง “คำขอโทษ” เท่านั้น ไม่ใช่คำบอกแก้ตัวว่า “ไอ้ที่ทำไปนั้นนะ เพราะปรารถนาดี” หรือว่า มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งมีเหตุผลมากนะ ไอ้คนที่เราไปขอโทษด้วยเนี่ย บางทีจะยิ่งโกรธ บางทีถ้าเป็นคนมีชีวิตอยู่ ก็อาจจะด่าใส่ “อย่ามาเถียง ๆ “ อย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ให้ “ขอโทษล้วนๆ” ขอโทษด้วยความสำนึกผิดจากใจของเราเลย สำนึกว่า “เราทำผิดไปแล้วจริง ๆ” สำนึกอย่างนี้ แล้วขอโทษไป ด้วยใจที่สำนึกเนี่ย จะเป็นตัวช่วยให้เขาใจอ่อนลงได้ และถ้าจะอ่อนลงมาก ถึงขั้น “ให้อภัย” ก็ต้องประกอบด้วยความจริงใจในแง่ที่ว่า เราทำดีอะไร..เราก็นึกถึงเขา ทำดีอะไร ทำบุญอะไร..ก็อุทิศให้เขา นึกถึงเขา อุทิศบุญให้เขาบ่อย ๆ เรียกว่า จนกว่าเราจะตายไปเลย คือ สิ่งที่เราทำไป มันติดตาติดใจเรามากแค่ไหน ยังนึกถึงอยู่เมื่อไหร่ ก็ทำบุญอุทิศให้ ขอโทษเขาไป โดยที่ทำด้วยใจที่ “สำนึกผิด” แต่.. ไม่ใช่มาตอกย้ำ..!! อันนี้ต้องระวังให้ดีว่า อย่าไปสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ในแง่ที่ว่า มาตอกย้ำตนเองในแง่ “ฉันผิด ฉันชั่วไปแล้ว” แล้วก็กลายเป็นเศร้า-ทุกข์ กับสิ่งที่นึกถึง ทุกคนเคยพลาดได้ แต่พลาดแล้วให้ขอโทษ แล้วก็ปรับตัวขึ้นมาใหม่ ทำตนให้ดีขึ้นมาใหม่ ในกรณีนี้ก็คือ “ขอโทษ.. แล้วก็ทำบุญ และพัฒนาตนเองต่อไป” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/384290336289674 (นาทีที่ 1.56.47-2.01.25)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สวดมนต์ให้ได้หลักภาวนา 🤔🤔 #ถาม : ทุกวันนี้เวลานั่งภาวนาจะต้องเปิดบทสวดมนต์ อิติปิโส พาหุง และธรรมจักร มีความรู้สึกว่าถ้าสวดไปด้วยตัวเองจะรู้สึกว่านิ่งกว่าไม่เปิดค่ะ ได้มั๊ยคะแบบนี้? #ตอบ : ได้นะ ก็อาศัยบทสวดมนต์ที่เปิดนั้นเป็นที่อยู่ของจิตไปนะ หรือจะสวดไปเองด้วยก็ได้ ถ้าจิตเผลอไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนต์ที่กำลังสวด ก็ให้รู้ทันว่า เมื่อกี้เผลอไป ถ้าเห็นว่ามีความเผลอเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าได้เจริญสติปัฏฐานแล้ว เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สวดมนต์ต่อไปอีก การสวดมนต์มีข้อดีในแง่ที่ว่าจะเผลอได้ไม่นาน โดยเฉพาะถ้าสวดด้วยตนเอง เนื่องจากว่าถ้าเผลอนานก็จะสวดต่อไม่ได้ เผลออีกก็รู้อีก ถ้าเห็นว่าตอนที่เผลอ จิตมันเคลื่อนออกไปจากมนต์ที่สวด นั่นคือเห็นสภาวะจิตที่ไม่ตั้งมั่น ขณะที่เห็นจิตไม่ตั้งมั่น ก็จะเป็นขณะที่จิตตั้งมั่นพอดี นี่ก็เท่ากับได้ทำสมาธิที่ถูกต้องแล้ว สวดมนต์ต่อไปอีก เผลออีก ตอนเผลอคือตอนที่จิตคิดเรื่องอื่นๆ ตอนรู้ว่าเผลอ-ไม่ได้คิด ความเผลอก็หยุดลงในขณะที่รู้นั้น ถ้าเห็นได้อย่างนี้ ก็คือ เห็นว่าเมื่อกี้สภาวะความเผลอมีอยู่จริง แต่ตอนนี้ดับไปแล้ว ความเผลอก็แสดงความไม่เที่ยงให้ดู นี่ก็เท่ากับได้เจริญวิปัสสนาแล้ว สวดมนต์ต่อไปอีก เผลออีก บางทีจะเห็นว่ามันเผลอเอง ไม่ได้อยากเผลอเลย นั่นคือเห็นว่าความเผลอไม่ใช่เรา ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของเรา แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ความเผลอก็แสดงความเป็นอนัตตาให้ดู นี่ก็เท่ากับได้เจริญวิปัสสนาแล้วเช่นกัน ถ้าเห็นว่าจิตที่เป็นตัวรู้สภาวะต่างๆ นั้น เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ จิตผู้รู้นั้นก็ไม่เที่ยง และไม่ใช่เรา ละความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวของตนลงได้ ก็เท่ากับว่าได้ปัญญาในระดับมรรคผลเลยทีเดียว ฉะนั้น สวดมนต์ต่อไปนะ ถ้าสวดจนจดจำได้คล่องแล้ว ก็ไม่ต้องเปิดเสียงนำแล้วนะ สวดมนต์ด้วยตนเอง จะเห็นสภาวะได้ดีกว่า สวดให้ได้หลักภาวนานะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สวดมนต์ให้ได้หลักภาวนา 🤔🤔 #ถาม : ทุกวันนี้เวลานั่งภาวนาจะต้องเปิดบทสวดมนต์ อิติปิโส พาหุง และธรรมจักร มีความรู้สึกว่าถ้าสวดไปด้วยตัวเองจะรู้สึกว่านิ่งกว่าไม่เปิดค่ะ ได้มั๊ยคะแบบนี้? #ตอบ : ได้นะ ก็อาศัยบทสวดมนต์ที่เปิดนั้นเป็นที่อยู่ของจิตไปนะ หรือจะสวดไปเองด้วยก็ได้ ถ้าจิตเผลอไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนต์ที่กำลังสวด ก็ให้รู้ทันว่า เมื่อกี้เผลอไป ถ้าเห็นว่ามีความเผลอเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าได้เจริญสติปัฏฐานแล้ว เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สวดมนต์ต่อไปอีก การสวดมนต์มีข้อดีในแง่ที่ว่าจะเผลอได้ไม่นาน โดยเฉพาะถ้าสวดด้วยตนเอง เนื่องจากว่าถ้าเผลอนานก็จะสวดต่อไม่ได้ เผลออีกก็รู้อีก ถ้าเห็นว่าตอนที่เผลอ จิตมันเคลื่อนออกไปจากมนต์ที่สวด นั่นคือเห็นสภาวะจิตที่ไม่ตั้งมั่น ขณะที่เห็นจิตไม่ตั้งมั่น ก็จะเป็นขณะที่จิตตั้งมั่นพอดี นี่ก็เท่ากับได้ทำสมาธิที่ถูกต้องแล้ว สวดมนต์ต่อไปอีก เผลออีก ตอนเผลอคือตอนที่จิตคิดเรื่องอื่นๆ ตอนรู้ว่าเผลอ-ไม่ได้คิด ความเผลอก็หยุดลงในขณะที่รู้นั้น ถ้าเห็นได้อย่างนี้ ก็คือ เห็นว่าเมื่อกี้สภาวะความเผลอมีอยู่จริง แต่ตอนนี้ดับไปแล้ว ความเผลอก็แสดงความไม่เที่ยงให้ดู นี่ก็เท่ากับได้เจริญวิปัสสนาแล้ว สวดมนต์ต่อไปอีก เผลออีก บางทีจะเห็นว่ามันเผลอเอง ไม่ได้อยากเผลอเลย นั่นคือเห็นว่าความเผลอไม่ใช่เรา ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของเรา แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ความเผลอก็แสดงความเป็นอนัตตาให้ดู นี่ก็เท่ากับได้เจริญวิปัสสนาแล้วเช่นกัน ถ้าเห็นว่าจิตที่เป็นตัวรู้สภาวะต่างๆ นั้น เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ จิตผู้รู้นั้นก็ไม่เที่ยง และไม่ใช่เรา ละความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวของตนลงได้ ก็เท่ากับว่าได้ปัญญาในระดับมรรคผลเลยทีเดียว ฉะนั้น สวดมนต์ต่อไปนะ ถ้าสวดจนจดจำได้คล่องแล้ว ก็ไม่ต้องเปิดเสียงนำแล้วนะ สวดมนต์ด้วยตนเอง จะเห็นสภาวะได้ดีกว่า สวดให้ได้หลักภาวนานะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ธรรมะของคนวิตกกังวล #ถาม : มีธรรมข้อไหนที่จะช่วยคนที่มีความวิตกกังวล? #ตอบ : วิตกกังวลเนี่ย..ง่าย ๆ เลย คือ “รู้ทันสภาวะความวิตกกังวล” ที่เกิดขึ้น ตัวสภาวะ “วิตกกังวล” เนี่ย มันเกิดจากการคิดถึงเรื่องที่เราไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ พอคิดถึงเรื่องราวที่เราไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็เกิดความวิตกกังวล เช่น “อนาคตจะเป็นอย่างไรหนอ?” หรือว่า “ปลายปีนี้โควิดจะระบาดอีกหรือเปล่า?” “กังวล” มันกังวลใน ‘สิ่งที่ยังไม่เกิด’ แต่ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว’ คือ “กังวล” ..เห็นความแตกต่างไหม? กังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิด - แต่สิ่งที่เกิดจริง ๆ คือ กังวล เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะดูได้ คือ สภาวะที่เกิดขึ้นขณะนี้เลย! ..มันมี “ความกังวล” เกิดขึ้นกับจิต เราเรียกชื่อได้ อาจเป็นเพราะมีครูบาอาจารย์บอกแล้วว่าอันนี้เรียกว่า “กังวล” ตอนนี้ที่เรารู้สึกได้ ก็คือ “รู้ทัน” สภาวะไปเลย ว่ามีความกังวลเกิดขึ้น ส่วนหน้าที่การงานของเราที่จะไปทำอะไร เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่เราคิดว่ามันจะเป็นปัญหา.. ที่เรากังวล..ก็แสดงว่า รู้แล้วว่ามันน่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าป้องกันได้ก็ไปทำการป้องกัน “วิธีคลายกังวล คือ ไปทำการป้องกันปัญหานั้น” ความกังวลเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาด้วยความกังวล.. ควรแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นปกติก่อน วิธีจะทำให้จิตมันปกติขึ้นมาได้ ก็คือว่า “รู้ทันความกังวล” ไม่ใช่กังวลแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วก็ไปแก้ปัญหา สมมติว่า กังวลเกี่ยวกับคน.. คนเห็นหน้าเรากังวลอย่างนั้น เขาก็กังวลว่า ‘มันจะมาไม้ไหนนะ?’ ‘เขาเป็นอะไรของเขา?’ ดังนั้น “ทำใจของตนให้เป็นปกติก่อน.. ด้วยการ ‘รู้ทัน’ จิตที่มันกังวล” ส่วนปัญหามันเป็นอะไรอย่างไร ก็ไปดูตามกรณี ๆ ไป มีปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหา! ปัญหาที่มันมีอยู่เนี่ย..ต้องแก้นะ แต่บางทีปัญหานั้นนะไม่มีอะไรเลย..กังวลไปเอง เช่น เครียดว่าเดือนหน้าจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้นะ เครียดมาตลอดเดือนเลย พอถึงเวลา..ไม่มีอะไร! ปัญหาที่มีอยู่แน่ๆ จึงอยู่ที่ว่า .. มันมีสภาวะอันหนึ่งที่เป็นอกุศล เรียกชื่อว่า “ความกังวล” เกิดขึ้น ก็อย่าให้มันสร้างความมัวหมองให้กับจิตอยู่นาน ให้รู้ทันมันไปเลยว่า มันเป็นเพียง ‘สภาวะอย่างหนึ่ง’ ที่เกิดขึ้นกับจิตเท่านั้น มันมีเหตุ คือ “เผลอไปคิด”..คิดเรื่องราวที่เราไม่รู้ ไม่มั่นใจ ก็เลยกังวล เหมือนกับว่า คิดถึงเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ประมาณนี้ เพราะเผลอคิดไป มันก็เลยกังวล เพราะฉะนั้น วิธีรับมือกับมันก็คือ “รู้ทัน” สภาวะความกังวลที่เกิดขึ้น ส่วนจะป้องกันปัญหานั้นอย่างไร? ก็ใช้ “ปัญญา” เข้าไปแก้ไข พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/271164653968776 (นาทีที่ 1.22.52-1.26.29)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ธรรมะของคนวิตกกังวล #ถาม : มีธรรมข้อไหนที่จะช่วยคนที่มีความวิตกกังวล? #ตอบ : วิตกกังวลเนี่ย..ง่าย ๆ เลย คือ “รู้ทันสภาวะความวิตกกังวล” ที่เกิดขึ้น ตัวสภาวะ “วิตกกังวล” เนี่ย มันเกิดจากการคิดถึงเรื่องที่เราไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ พอคิดถึงเรื่องราวที่เราไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็เกิดความวิตกกังวล เช่น “อนาคตจะเป็นอย่างไรหนอ?” หรือว่า “ปลายปีนี้โควิดจะระบาดอีกหรือเปล่า?” “กังวล” มันกังวลใน ‘สิ่งที่ยังไม่เกิด’ แต่ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว’ คือ “กังวล” ..เห็นความแตกต่างไหม? กังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิด – แต่สิ่งที่เกิดจริง ๆ คือ กังวล เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะดูได้ คือ สภาวะที่เกิดขึ้นขณะนี้เลย! ..มันมี “ความกังวล” เกิดขึ้นกับจิต เราเรียกชื่อได้ อาจเป็นเพราะมีครูบาอาจารย์บอกแล้วว่าอันนี้เรียกว่า “กังวล” ตอนนี้ที่เรารู้สึกได้ ก็คือ “รู้ทัน” สภาวะไปเลย ว่ามีความกังวลเกิดขึ้น ส่วนหน้าที่การงานของเราที่จะไปทำอะไร เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่เราคิดว่ามันจะเป็นปัญหา.. ที่เรากังวล..ก็แสดงว่า รู้แล้วว่ามันน่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าป้องกันได้ก็ไปทำการป้องกัน “วิธีคลายกังวล คือ ไปทำการป้องกันปัญหานั้น” ความกังวลเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาด้วยความกังวล.. ควรแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นปกติก่อน วิธีจะทำให้จิตมันปกติขึ้นมาได้ ก็คือว่า “รู้ทันความกังวล” ไม่ใช่กังวลแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วก็ไปแก้ปัญหา สมมติว่า กังวลเกี่ยวกับคน.. คนเห็นหน้าเรากังวลอย่างนั้น เขาก็กังวลว่า ‘มันจะมาไม้ไหนนะ?’ ‘เขาเป็นอะไรของเขา?’ ดังนั้น “ทำใจของตนให้เป็นปกติก่อน.. ด้วยการ ‘รู้ทัน’ จิตที่มันกังวล” ส่วนปัญหามันเป็นอะไรอย่างไร ก็ไปดูตามกรณี ๆ ไป มีปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหา! ปัญหาที่มันมีอยู่เนี่ย..ต้องแก้นะ แต่บางทีปัญหานั้นนะไม่มีอะไรเลย..กังวลไปเอง เช่น เครียดว่าเดือนหน้าจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้นะ เครียดมาตลอดเดือนเลย พอถึงเวลา..ไม่มีอะไร! ปัญหาที่มีอยู่แน่ๆ จึงอยู่ที่ว่า .. มันมีสภาวะอันหนึ่งที่เป็นอกุศล เรียกชื่อว่า “ความกังวล” เกิดขึ้น ก็อย่าให้มันสร้างความมัวหมองให้กับจิตอยู่นาน ให้รู้ทันมันไปเลยว่า มันเป็นเพียง ‘สภาวะอย่างหนึ่ง’ ที่เกิดขึ้นกับจิตเท่านั้น มันมีเหตุ คือ “เผลอไปคิด”..คิดเรื่องราวที่เราไม่รู้ ไม่มั่นใจ ก็เลยกังวล เหมือนกับว่า คิดถึงเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ประมาณนี้ เพราะเผลอคิดไป มันก็เลยกังวล เพราะฉะนั้น วิธีรับมือกับมันก็คือ “รู้ทัน” สภาวะความกังวลที่เกิดขึ้น ส่วนจะป้องกันปัญหานั้นอย่างไร? ก็ใช้ “ปัญญา” เข้าไปแก้ไข พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/271164653968776 (นาทีที่ 1.22.52-1.26.29)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คราวใกล้ตาย #ยอมรับความจริง 🤔🤔 #ถาม : คนเราก่อนจะตาย กำหนดสติอย่างไร? จะให้กำหนดลมหายใจ หรือกำหนดทุกขเวทนา? #ตอบ : มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะตายในสภาพแบบไหน? สมมติว่าถูกเสียบท่อช่วยหายใจอยู่..จะกำหนดดูลมหายใจ ก็ไม่แน่ใจว่าจะดูได้หรือเปล่า? หรือว่าอยู่ในโรงพยาบาลที่เขาต่อท่อ ต่อโน่น ต่อนี่ เสียบโน่น เสียบนี่ เราจะดูลมหายใจไหวรึเปล่า? ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เคยอยู่ในสภาพนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่า ใช้วิธี “รู้สึกตัว” รู้สึกตัว คือเห็นกายอยู่ในสภาพแบบไหน ก็มีกายอยู่ในสภาพนั้น กายที่ว่านั้นเป็นเพียงก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง ถ้าจะใช้บริกรรม “พุทโธ” ก็ได้ หรือจะดูลมหายใจก็ได้ แต่ถ้ามันเริ่มดูยากนะ ก็อาศัยกายเนี่ยเป็นที่ตั้งไปเลย ถ้าจะให้มันมีคำบริกรรมขึ้นมาก็ช่วยได้ เช่น คำว่า พุทโธ.. พุทโธ.. พุทโธ.. ถ้าจิตมันเผลอคิดไป พุทโธก็จะหาย จริง ๆ ตัวหลักก็คือ มาดูจิต ทีนี้ถ้าก่อนจะตายมีความหวั่นใจ คนใกล้ตายจะมีความหวั่นใจประเภทที่ว่า ไม่แน่ใจว่าตายแล้วจะไปไหน? ส่วนใหญ่ที่กลัวเนี่ย คือ “กลัวตาย” ที่กลัวตาย เพราะ “ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน?” ถ้ามันจวนตัวและใกล้ตาย แล้วเกิดความหวั่นใจขึ้นมา ให้ “ระลึกถึงพระรัตนตรัย” ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ซึ่งสามารถทำให้ผู้ระลึกนั้นไปสู่สุคติได้ ระลึกถึงพระธรรม ก็หมายความว่า นอกจากจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ระลึกด้วยว่า พระองค์สอนอะไร? ท่านสอนให้ “มีสติ” ตอนกลัว..ขาดสติ ตอนกังวล..ขาดสติ เช่นกังวลว่า “ถ้าตายไปตอนนี้ คนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไรหนอ?” “เขาจะทะเลาะเรื่องมรดกเราไหม?” คิดอย่างนี้ คือกังวล กังวลเป็นส่วนหนึ่งของโทสะ ถ้ามีโทสะ ตายไป ก็ไปอบาย แล้วก็น่าจะอยู่ในกลุ่มสมาชิกของสัตว์นรก เพราะฉะนั้นให้รู้ทันว่า เมื่อกี้นี้เกิดความกังวลเกิดขึ้นมา รู้ทัน-ได้สติ ที่ได้สติ ก็เพราะอาศัยว่าเมื่อกี้นี้มีกิเลสเกิดขึ้น มีโทสะ มีกังวล มีความกลัว พวกนี้กลุ่มโทสะทั้งนั้นเลย รู้ทันว่ามีความกลัวก็ได้ มีความกังวลก็ได้ หรือรู้รวดไปเลยว่าเมื่อกี้มันมีโทสะเกิดขึ้นมา โทสะเกิดขึ้น ถ้าตายตอนที่มีโทสะ..นรกก็เป็นที่ไป แต่ถ้าโทสะเกิด แล้ว “รู้” “ตายตอนรู้-ไปสวรรค์” ถ้าตอนมีโทสะแล้วรู้ แล้วเห็นเลยว่า .. โทสะเกิดดับเปลี่ยนแปลง ..ไม่เที่ยง ไอ้ตัวรู้ที่เราดูไป ดูมา .. เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ ทั้งโทสะ และตัวรู้ “ไม่ใช่เรา” ตอนนี้ “ได้มรรคผล-ก่อนตาย” เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวล! คำว่า “อย่าไปกังวล” เนี่ย เป็นคำพูดแบบปลอบใจนะ จริงๆ บางทีก็กังวลอยู่นะ กังวลแล้ว “รู้” .. กังวลแล้ว “รู้” อย่าปล่อยให้กังวลนาน ถ้ากังวลนานเนี่ยเสี่ยงมากตรงที่ว่า .. อาจจะตายตอนกังวล ถ้าตายตอนกังวล..นรกก็เป็นที่ไป เพราะฉะนั้น ให้ “รู้” บ่อย ๆ กังวลบ่อย ก็ให้ “รู้” บ่อย กังวลบ่อยดีกว่ากังวลนาน..กังวลแล้วรู้ กังวลแล้วรู้ ถ้ามันกังวลบ่อย ๆ แล้วชักหวั่นใจ ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ระลึกถึงพระพุทธ.. นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก นึกถึงพระองค์แล้วใจเราก็เป็นกุศล ระลึกถึงพระธรรม ก็คือคำสั่งสอน ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรให้สัตว์โลกทั้งหลายพ้นทุกข์ เราจะนำเอาคำสอนนั้นมาปฏิบัติตอนนี้เลย ! ระลึกถึงพระสงฆ์ คือครูบาอาจารย์ของเรา ที่เราศรัทธาว่าท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศรัทธายิ่งไปกว่านั้น คือถ้าสามารถได้เจอครูบาอาจารย์ ที่เราเชื่อว่าท่านบรรลุมรรคผล ..อันนี้ยิ่งดี มันจะเป็นการเติมกำลังใจ รำลึกถึงท่านแล้วก็จะเกิดบุญกุศลขึ้นมา มีปีติ มีศรัทธาขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองมีที่พึ่งทันทีเลย บางคนจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าเนี่ย ก็อาจจะรู้สึกว่าห่างไกลเหลือเกิน เราเกิดมาตอนที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้วถึงสองพันกว่าปี นึกหน้าท่านก็ไม่ออก หน้าจะเหมือนหลวงพ่อโตรึเปล่าหนอ? นึกถึงพระพุทธเจ้า อาจจะยังไม่ชำนาญ นึกถึงพระธรรม บางทีพอจวนตัวขึ้นมาก็กางตำราไม่ทัน พระพุทธเจ้าสอนอะไร? สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร? แค่บทคำว่าสติปัฏฐาน ๔ ก็ยังนึกไม่ออกแล้ว อย่างนี้ก็ลำบาก นึกถึงหน้าครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงปู่ องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ที่เราศรัทธา แค่นี้..อุ่นใจแล้ว อันนี้คือมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ระลึกถึงพระสงฆ์แล้วสบายใจ อุ่นใจ ก็ระลึกถึงพระสงฆ์ไป บางทีก็เผลอแว๊บไปหวั่นใจอีก ก็ให้รู้ทัน แล้วก็นึกถึงหน้าพระสงฆ์นั้นต่อ มีพระสงฆ์เป็นกรรมฐานไปเลย ใช้ “สังฆานุสสติ” ไปเลยก็ได้ อย่างที่ถามมา มันก็แล้วแต่ว่า เราอยู่ในสภาวะแบบไหน? อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าอยู่ที่โรงพยาบาล จะยากตรงที่ว่า บางทีจะมีญาติเรามาเกาะเตียงคอยกวนใจ เพื่อตัดปัญหา เตรียมตัวไว้ก่อนเลย คือ ตกลงกับญาติ ๆ ของเราไว้ก่อนเลยว่า “ถ้าถึงขั้นนี้แล้วนะ ไม่ต้องมากวนแล้วนะ” “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน ถึงขั้นป่วยหนัก ๆ เนี่ย ขอให้ไปแบบธรรมชาติ” ตกลงกันไว้ก่อนเลย เพื่อจะได้ไม่มาทรมานตอนที่ใกล้ตาย อยากจะบอก “เอาออกทีเถอะ” ก็บอกไม่ได้ เพราะว่าเขาเสียบท่อคาปากไว้แล้วเนี่ย ..พูดไม่ได้ ควรตกลงกันไว้ก่อน สภาพก่อนตายของเราจะได้ไม่เป็นปัญหากับเรา เวลาที่ใกล้ตายขึ้นมาจะได้ไม่ทรมานนาน ร่างกายตอนที่จะไปแบบธรรมชาติเนี่ย ธรรมชาติมันจะช่วยไม่ให้ทรมานนาน ถ้าเราไม่มีวิบากอะไรมากมาย ก็จะทรมานหรือมีเวทนานิดหน่อยเท่านั้นเอง ตอนร่างกายจะใกล้แตกดับเนี่ยนะ สภาพร่างกายดูอาจจะเหมือนทรมานมาก แต่ความรับรู้ทางกายมันจะตัดไปแล้ว กลายเป็นจิตเด่นขึ้นมา จิตจะตัดความรับรู้ทางร่างกายไป กลายเป็นที่จิตเด่น เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์จึงเน้นให้เรา “ฝึกดูจิต” เพราะในคราวใกล้ตาย แรก ๆ อาจจะดูเจ็บปวดทรมาน แต่พอใกล้ตายจริง ๆ ความรับรู้มันจะมารวมกันอยู่ที่จิต ถ้าจิตขณะนั้นไม่ได้ฝึกมาเลย ก็จะงง ไม่รู้จะไปไหน จะเคว้งคว้าง ถ้าเราฝึกดูจิตมาก็จะรู้สึกว่า “อ้า! สบายแล้ว ตอนนี้ร่างกายเราไม่รับรู้อะไรเลย” เราไม่รับรู้อะไรที่ร่างกายเลย กลายเป็นมีเรื่องจิตเด่นขึ้นมา เราก็ทำกรรมฐานของเราเลยตอนนั้น เราจะระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือระลึกถึงพระธรรม หรือระลึกถึงพระสงฆ์ ทำได้ตอนนั้นเลย หรือจะพิจารณาเห็นว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ก็เห็นได้เลย ถ้าดูจิต ก็เห็นเลยว่า จิตนี่ก็บังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ระลึกถึงพระสงฆ์ เดี๋ยวก็ลืม จิตนี่ก็บังคับไม่ได้ เห็นว่า “จิตนี้ไม่ใช่เรา” ไปเลยก็ได้ ในขณะนั้น เป็นโอกาสที่เราจะเห็นความจริงของจิต ตอนนี้ร่างกายกำลังแสดงความจริงแล้วว่าบังคับไม่ได้ จะตายอยู่แล้วจะบังคับให้มันฟื้นเป็นปกติขึ้นมาก็ไม่ได้ จิตใจก็เช่นเดียวกัน จะให้อยู่ตรงนี้นิ่ง ๆ นาน ๆ ก็ไม่นิ่งตามที่ปรารถนา อยากให้คิดเป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลา มันก็แว๊บไปเป็นอกุศลบ้าง เห็นมันเลยว่ามันไม่ได้ดั่งใจปรารถนา เห็นเลยว่ามันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันไม่ได้ดั่งใจปรารถนา แสดงว่ามัน “เป็นอนัตตา” เห็นไปเลยว่า จิตกำลังแสดงความจริง ตัวคีย์ (key) สำคัญ คือ “ยอมรับความจริง” ยอมรับว่ากายก็กำลังจะตาย จิตนี้ก็เป็นไปตามอย่างนี้ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยของมัน ยอมรับได้ ใจก็สบาย ใจสบายแล้วบางทีก็จะมีปัญญาบรรลุธรรมในขณะนั้นเลย ว่า “กายก็ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เรา” อาศัยความจริงที่กำลังเกิดขึ้น เรียนรู้ความเข้าใจอันนี้ไปเลยเป็นดีที่สุด พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/849109402543776 (นาทีที่ 1.41.15-1.50.50)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คราวใกล้ตาย #ยอมรับความจริง 🤔🤔 #ถาม : คนเราก่อนจะตาย กำหนดสติอย่างไร? จะให้กำหนดลมหายใจ หรือกำหนดทุกขเวทนา? #ตอบ : มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะตายในสภาพแบบไหน? สมมติว่าถูกเสียบท่อช่วยหายใจอยู่..จะกำหนดดูลมหายใจ ก็ไม่แน่ใจว่าจะดูได้หรือเปล่า? หรือว่าอยู่ในโรงพยาบาลที่เขาต่อท่อ ต่อโน่น ต่อนี่ เสียบโน่น เสียบนี่ เราจะดูลมหายใจไหวรึเปล่า? ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เคยอยู่ในสภาพนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่า ใช้วิธี “รู้สึกตัว” รู้สึกตัว คือเห็นกายอยู่ในสภาพแบบไหน ก็มีกายอยู่ในสภาพนั้น กายที่ว่านั้นเป็นเพียงก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง ถ้าจะใช้บริกรรม “พุทโธ” ก็ได้ หรือจะดูลมหายใจก็ได้ แต่ถ้ามันเริ่มดูยากนะ ก็อาศัยกายเนี่ยเป็นที่ตั้งไปเลย ถ้าจะให้มันมีคำบริกรรมขึ้นมาก็ช่วยได้ เช่น คำว่า พุทโธ.. พุทโธ.. พุทโธ.. ถ้าจิตมันเผลอคิดไป พุทโธก็จะหาย จริง ๆ ตัวหลักก็คือ มาดูจิต ทีนี้ถ้าก่อนจะตายมีความหวั่นใจ คนใกล้ตายจะมีความหวั่นใจประเภทที่ว่า ไม่แน่ใจว่าตายแล้วจะไปไหน? ส่วนใหญ่ที่กลัวเนี่ย คือ “กลัวตาย” ที่กลัวตาย เพราะ “ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน?” ถ้ามันจวนตัวและใกล้ตาย แล้วเกิดความหวั่นใจขึ้นมา ให้ “ระลึกถึงพระรัตนตรัย” ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ซึ่งสามารถทำให้ผู้ระลึกนั้นไปสู่สุคติได้ ระลึกถึงพระธรรม ก็หมายความว่า นอกจากจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ระลึกด้วยว่า พระองค์สอนอะไร? ท่านสอนให้ “มีสติ” ตอนกลัว..ขาดสติ ตอนกังวล..ขาดสติ เช่นกังวลว่า “ถ้าตายไปตอนนี้ คนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไรหนอ?” “เขาจะทะเลาะเรื่องมรดกเราไหม?” คิดอย่างนี้ คือกังวล กังวลเป็นส่วนหนึ่งของโทสะ ถ้ามีโทสะ ตายไป ก็ไปอบาย แล้วก็น่าจะอยู่ในกลุ่มสมาชิกของสัตว์นรก เพราะฉะนั้นให้รู้ทันว่า เมื่อกี้นี้เกิดความกังวลเกิดขึ้นมา รู้ทัน-ได้สติ ที่ได้สติ ก็เพราะอาศัยว่าเมื่อกี้นี้มีกิเลสเกิดขึ้น มีโทสะ มีกังวล มีความกลัว พวกนี้กลุ่มโทสะทั้งนั้นเลย รู้ทันว่ามีความกลัวก็ได้ มีความกังวลก็ได้ หรือรู้รวดไปเลยว่าเมื่อกี้มันมีโทสะเกิดขึ้นมา โทสะเกิดขึ้น ถ้าตายตอนที่มีโทสะ..นรกก็เป็นที่ไป แต่ถ้าโทสะเกิด แล้ว “รู้” “ตายตอนรู้-ไปสวรรค์” ถ้าตอนมีโทสะแล้วรู้ แล้วเห็นเลยว่า .. โทสะเกิดดับเปลี่ยนแปลง ..ไม่เที่ยง ไอ้ตัวรู้ที่เราดูไป ดูมา .. เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ ทั้งโทสะ และตัวรู้ “ไม่ใช่เรา” ตอนนี้ “ได้มรรคผล-ก่อนตาย” เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวล! คำว่า “อย่าไปกังวล” เนี่ย เป็นคำพูดแบบปลอบใจนะ จริงๆ บางทีก็กังวลอยู่นะ กังวลแล้ว “รู้” .. กังวลแล้ว “รู้” อย่าปล่อยให้กังวลนาน ถ้ากังวลนานเนี่ยเสี่ยงมากตรงที่ว่า .. อาจจะตายตอนกังวล ถ้าตายตอนกังวล..นรกก็เป็นที่ไป เพราะฉะนั้น ให้ “รู้” บ่อย ๆ กังวลบ่อย ก็ให้ “รู้” บ่อย กังวลบ่อยดีกว่ากังวลนาน..กังวลแล้วรู้ กังวลแล้วรู้ ถ้ามันกังวลบ่อย ๆ แล้วชักหวั่นใจ ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ระลึกถึงพระพุทธ.. นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก นึกถึงพระองค์แล้วใจเราก็เป็นกุศล ระลึกถึงพระธรรม ก็คือคำสั่งสอน ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรให้สัตว์โลกทั้งหลายพ้นทุกข์ เราจะนำเอาคำสอนนั้นมาปฏิบัติตอนนี้เลย ! ระลึกถึงพระสงฆ์ คือครูบาอาจารย์ของเรา ที่เราศรัทธาว่าท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศรัทธายิ่งไปกว่านั้น คือถ้าสามารถได้เจอครูบาอาจารย์ ที่เราเชื่อว่าท่านบรรลุมรรคผล ..อันนี้ยิ่งดี มันจะเป็นการเติมกำลังใจ รำลึกถึงท่านแล้วก็จะเกิดบุญกุศลขึ้นมา มีปีติ มีศรัทธาขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองมีที่พึ่งทันทีเลย บางคนจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าเนี่ย ก็อาจจะรู้สึกว่าห่างไกลเหลือเกิน เราเกิดมาตอนที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้วถึงสองพันกว่าปี นึกหน้าท่านก็ไม่ออก หน้าจะเหมือนหลวงพ่อโตรึเปล่าหนอ? นึกถึงพระพุทธเจ้า อาจจะยังไม่ชำนาญ นึกถึงพระธรรม บางทีพอจวนตัวขึ้นมาก็กางตำราไม่ทัน พระพุทธเจ้าสอนอะไร? สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร? แค่บทคำว่าสติปัฏฐาน ๔ ก็ยังนึกไม่ออกแล้ว อย่างนี้ก็ลำบาก นึกถึงหน้าครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงปู่ องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ที่เราศรัทธา แค่นี้..อุ่นใจแล้ว อันนี้คือมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ระลึกถึงพระสงฆ์แล้วสบายใจ อุ่นใจ ก็ระลึกถึงพระสงฆ์ไป บางทีก็เผลอแว๊บไปหวั่นใจอีก ก็ให้รู้ทัน แล้วก็นึกถึงหน้าพระสงฆ์นั้นต่อ มีพระสงฆ์เป็นกรรมฐานไปเลย ใช้ “สังฆานุสสติ” ไปเลยก็ได้ อย่างที่ถามมา มันก็แล้วแต่ว่า เราอยู่ในสภาวะแบบไหน? อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าอยู่ที่โรงพยาบาล จะยากตรงที่ว่า บางทีจะมีญาติเรามาเกาะเตียงคอยกวนใจ เพื่อตัดปัญหา เตรียมตัวไว้ก่อนเลย คือ ตกลงกับญาติ ๆ ของเราไว้ก่อนเลยว่า “ถ้าถึงขั้นนี้แล้วนะ ไม่ต้องมากวนแล้วนะ” “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน ถึงขั้นป่วยหนัก ๆ เนี่ย ขอให้ไปแบบธรรมชาติ” ตกลงกันไว้ก่อนเลย เพื่อจะได้ไม่มาทรมานตอนที่ใกล้ตาย อยากจะบอก “เอาออกทีเถอะ” ก็บอกไม่ได้ เพราะว่าเขาเสียบท่อคาปากไว้แล้วเนี่ย ..พูดไม่ได้ ควรตกลงกันไว้ก่อน สภาพก่อนตายของเราจะได้ไม่เป็นปัญหากับเรา เวลาที่ใกล้ตายขึ้นมาจะได้ไม่ทรมานนาน ร่างกายตอนที่จะไปแบบธรรมชาติเนี่ย ธรรมชาติมันจะช่วยไม่ให้ทรมานนาน ถ้าเราไม่มีวิบากอะไรมากมาย ก็จะทรมานหรือมีเวทนานิดหน่อยเท่านั้นเอง ตอนร่างกายจะใกล้แตกดับเนี่ยนะ สภาพร่างกายดูอาจจะเหมือนทรมานมาก แต่ความรับรู้ทางกายมันจะตัดไปแล้ว กลายเป็นจิตเด่นขึ้นมา จิตจะตัดความรับรู้ทางร่างกายไป กลายเป็นที่จิตเด่น เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์จึงเน้นให้เรา “ฝึกดูจิต” เพราะในคราวใกล้ตาย แรก ๆ อาจจะดูเจ็บปวดทรมาน แต่พอใกล้ตายจริง ๆ ความรับรู้มันจะมารวมกันอยู่ที่จิต ถ้าจิตขณะนั้นไม่ได้ฝึกมาเลย ก็จะงง ไม่รู้จะไปไหน จะเคว้งคว้าง ถ้าเราฝึกดูจิตมาก็จะรู้สึกว่า “อ้า! สบายแล้ว ตอนนี้ร่างกายเราไม่รับรู้อะไรเลย” เราไม่รับรู้อะไรที่ร่างกายเลย กลายเป็นมีเรื่องจิตเด่นขึ้นมา เราก็ทำกรรมฐานของเราเลยตอนนั้น เราจะระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือระลึกถึงพระธรรม หรือระลึกถึงพระสงฆ์ ทำได้ตอนนั้นเลย หรือจะพิจารณาเห็นว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ก็เห็นได้เลย ถ้าดูจิต ก็เห็นเลยว่า จิตนี่ก็บังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ระลึกถึงพระสงฆ์ เดี๋ยวก็ลืม จิตนี่ก็บังคับไม่ได้ เห็นว่า “จิตนี้ไม่ใช่เรา” ไปเลยก็ได้ ในขณะนั้น เป็นโอกาสที่เราจะเห็นความจริงของจิต ตอนนี้ร่างกายกำลังแสดงความจริงแล้วว่าบังคับไม่ได้ จะตายอยู่แล้วจะบังคับให้มันฟื้นเป็นปกติขึ้นมาก็ไม่ได้ จิตใจก็เช่นเดียวกัน จะให้อยู่ตรงนี้นิ่ง ๆ นาน ๆ ก็ไม่นิ่งตามที่ปรารถนา อยากให้คิดเป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลา มันก็แว๊บไปเป็นอกุศลบ้าง เห็นมันเลยว่ามันไม่ได้ดั่งใจปรารถนา เห็นเลยว่ามันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันไม่ได้ดั่งใจปรารถนา แสดงว่ามัน “เป็นอนัตตา” เห็นไปเลยว่า จิตกำลังแสดงความจริง ตัวคีย์ (key) สำคัญ คือ “ยอมรับความจริง” ยอมรับว่ากายก็กำลังจะตาย จิตนี้ก็เป็นไปตามอย่างนี้ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยของมัน ยอมรับได้ ใจก็สบาย ใจสบายแล้วบางทีก็จะมีปัญญาบรรลุธรรมในขณะนั้นเลย ว่า “กายก็ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เรา” อาศัยความจริงที่กำลังเกิดขึ้น เรียนรู้ความเข้าใจอันนี้ไปเลยเป็นดีที่สุด พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/849109402543776 (นาทีที่ 1.41.15-1.50.50)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สีกาอาสาขับรถให้พระ #นั่งรถสองต่อสอง #ลับหูลับตา #อาบัติปาจิตตีย์ 🤔🤔 #ถาม : การที่มีสีกาอาสาขับรถไปรับไปส่งพระ โดยนั่งไปในรถเพียงสองคน สีกาขับ พระนั่งเบาะหลัง จะสมควรไหมเจ้าคะ? คือโยมถูกบอกมาว่าไม่ให้พระนั่งรถมากับสีกาสองต่อสอง ต้องมีอีกคนนั่งมาด้วย ในกรณีนี้ พระต้องปลงอาบัติมั้ยคะ? #ตอบ : ไม่สมควรนะ การพระภิกษุนั่งอยู่กับโยมผู้หญิงในห้องโดยสารรถยนต์คันเดียวกัน โดยที่ไม่มีผู้ชายที่รู้ความอยู่เป็นเพื่อน ก็ไปตรงกับสิกขาบทว่าด้วย "การนั่งในที่ลับหู ลับตากับหญิงสองต่อสอง” ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ “ ก็ สถานที่ไม่ใช่อาสนะที่กำบัง ไม่พอจะทำการได้ แต่เป็นสถานที่พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้ ก็ภิกษุใดนั่งบนอาสนะเช่นนั้น ในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง (หาก)อุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้ ได้เห็นภิกษุนั่งกับมาตุคามนั้นแล้วกล่าวโทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ภิกษุยอมรับการนั่ง พึงถูกปรับด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้นั้นกล่าวโทษด้วยอาบัติใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วย อาบัตินั้น อาบัตินี้ชื่อว่า "อนิยต” คำว่า “สถานที่ไม่ใช่อาสนะที่กำบัง” หมายถึง สถานที่เปิดเผย คือ ที่ไม่ได้ถูกกำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน ม่าน เป็นต้น อย่างใด อย่างหนึ่ง คำว่า “ไม่พอจะทำการได้” คือ ไม่อาจจะเสพเมถุนกันได้ คำว่า “แต่เป็นสถานที่พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้” คือ อาจพูดเกี้ยวหญิงนั้นด้วยคำชั่วหยาบได้ ที่ชื่อว่า “มาตุคาม” ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้เข้าใจถ้อยคำ คำว่า “สองต่อสอง” คือ มีเพียงภิกษุกับมาตุคาม ที่ชื่อว่า “ที่ลับ” มี ๒ ประเภท ได้แก่ ที่ลับตาและลับหู - ที่ลับตา หมายถึง สถานที่ซึ่งเมื่อบุคคลขยิบตา ยักคิ้ว หรือผงกศีรษะขึ้นใครๆ ก็ไม่สามารถเห็นได้ - ที่ลับหู หมายถึง ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถได้ยินถ้อยคำที่พูดกันตามปกติได้ คำว่า “นั่ง” หมายรวมถึง - เมื่อมาตุคามนั่ง ภิกษุนั่งใกล้หรือนอนใกล้ - เมื่อภิกษุนั่ง มาตุคามนั่งใกล้หรือนอนใกล้ - นั่งทั้งสองคน - นอนทั้งสองคน คำว่า “อุบาสิกาชื่อว่า มีวาจาเชื่อถือได้” คือ หญิงผู้บรรลุผล ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข้าใจ ศาสนาดี คำว่า “อนิยต” แปลว่า ไม่แน่นอน คือไม่แน่ว่าจะเป็นอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ใจความก็คือ ภิกษุนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง :- - อุบาสิกาผู้ที่เชื่อถือได้ มาเห็นเข้า แล้วกล่าวว่า ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส (เพราะพูดเกี้ยวหญิง หรือพูดล่อลวงหญิงให้มาบำเรอตนด้วยกาม) หรืออาบัติปาจิตตีย์ (เพราะนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง) ก็ปรับอาบัติภิกษุนั้นตามนั้น - หรือภิกษุนั้นรับสารภาพอย่างไรในอาบัติ ๒ อย่างนั้น ก็ปรับอาบัติตามนั้น แม้ว่าจะไม่มีอุบาสิกาหรือใครมาเห็น ไม่มีใครมากล่าวหา อย่างน้อยก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ว่า “ก็ ภิกษุใดนั่งในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์” แต่ถ้าระหว่างที่นั่งด้วยกันนั้น ภิกษุนั้นไปพูดเกี้ยวหญิงนั้น หรือพูดล่อให้บำเรอด้วยกาม อาบัติก็จะหนักขึ้น เป็นสังฆาทิเสส ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ “ก็ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน พูดเกี้ยวมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบ พาดพิงเมถุน เหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว เป็นสังฆาทิเสส” “ก็ ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ด้วยคำที่พาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิง หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่น การบำเรอนี้ของหญิงนั้นเป็นการบำเรอชั้นยอด” เป็นสังฆาทิเสส” สรุปว่า อย่างน้อยก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์นะ ต้องปลงอาบัตินะ และมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าจะมีเพื่อนมานั่งด้วยเพื่อป้องกันความเป็นสองต่อสอง เพื่อนนั้นก็ต้องเป็นบุรุษผู้รู้ความด้วยนะ เป็นเด็กชายแบเบาะไม่ได้ เป็นชายต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาก็ไม่ได้นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตอบโจทย์เมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สีกาอาสาขับรถให้พระ #นั่งรถสองต่อสอง #ลับหูลับตา #อาบัติปาจิตตีย์ 🤔🤔 #ถาม : การที่มีสีกาอาสาขับรถไปรับไปส่งพระ โดยนั่งไปในรถเพียงสองคน สีกาขับ พระนั่งเบาะหลัง จะสมควรไหมเจ้าคะ? คือโยมถูกบอกมาว่าไม่ให้พระนั่งรถมากับสีกาสองต่อสอง ต้องมีอีกคนนั่งมาด้วย ในกรณีนี้ พระต้องปลงอาบัติมั้ยคะ? #ตอบ : ไม่สมควรนะ การพระภิกษุนั่งอยู่กับโยมผู้หญิงในห้องโดยสารรถยนต์คันเดียวกัน โดยที่ไม่มีผู้ชายที่รู้ความอยู่เป็นเพื่อน ก็ไปตรงกับสิกขาบทว่าด้วย “การนั่งในที่ลับหู ลับตากับหญิงสองต่อสอง” ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ “ ก็ สถานที่ไม่ใช่อาสนะที่กำบัง ไม่พอจะทำการได้ แต่เป็นสถานที่พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้ ก็ภิกษุใดนั่งบนอาสนะเช่นนั้น ในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง (หาก)อุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้ ได้เห็นภิกษุนั่งกับมาตุคามนั้นแล้วกล่าวโทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ภิกษุยอมรับการนั่ง พึงถูกปรับด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้นั้นกล่าวโทษด้วยอาบัติใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วย อาบัตินั้น อาบัตินี้ชื่อว่า “อนิยต” คำว่า “สถานที่ไม่ใช่อาสนะที่กำบัง” หมายถึง สถานที่เปิดเผย คือ ที่ไม่ได้ถูกกำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน ม่าน เป็นต้น อย่างใด อย่างหนึ่ง คำว่า “ไม่พอจะทำการได้” คือ ไม่อาจจะเสพเมถุนกันได้ คำว่า “แต่เป็นสถานที่พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้” คือ อาจพูดเกี้ยวหญิงนั้นด้วยคำชั่วหยาบได้ ที่ชื่อว่า “มาตุคาม” ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้เข้าใจถ้อยคำ คำว่า “สองต่อสอง” คือ มีเพียงภิกษุกับมาตุคาม ที่ชื่อว่า “ที่ลับ” มี ๒ ประเภท ได้แก่ ที่ลับตาและลับหู – ที่ลับตา หมายถึง สถานที่ซึ่งเมื่อบุคคลขยิบตา ยักคิ้ว หรือผงกศีรษะขึ้นใครๆ ก็ไม่สามารถเห็นได้ – ที่ลับหู หมายถึง ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถได้ยินถ้อยคำที่พูดกันตามปกติได้ คำว่า “นั่ง” หมายรวมถึง – เมื่อมาตุคามนั่ง ภิกษุนั่งใกล้หรือนอนใกล้ – เมื่อภิกษุนั่ง มาตุคามนั่งใกล้หรือนอนใกล้ – นั่งทั้งสองคน – นอนทั้งสองคน คำว่า “อุบาสิกาชื่อว่า มีวาจาเชื่อถือได้” คือ หญิงผู้บรรลุผล ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข้าใจ ศาสนาดี คำว่า “อนิยต” แปลว่า ไม่แน่นอน คือไม่แน่ว่าจะเป็นอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ใจความก็คือ ภิกษุนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง :- – อุบาสิกาผู้ที่เชื่อถือได้ มาเห็นเข้า แล้วกล่าวว่า ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส (เพราะพูดเกี้ยวหญิง หรือพูดล่อลวงหญิงให้มาบำเรอตนด้วยกาม) หรืออาบัติปาจิตตีย์ (เพราะนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง) ก็ปรับอาบัติภิกษุนั้นตามนั้น – หรือภิกษุนั้นรับสารภาพอย่างไรในอาบัติ ๒ อย่างนั้น ก็ปรับอาบัติตามนั้น แม้ว่าจะไม่มีอุบาสิกาหรือใครมาเห็น ไม่มีใครมากล่าวหา อย่างน้อยก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ว่า “ก็ ภิกษุใดนั่งในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์” แต่ถ้าระหว่างที่นั่งด้วยกันนั้น ภิกษุนั้นไปพูดเกี้ยวหญิงนั้น หรือพูดล่อให้บำเรอด้วยกาม อาบัติก็จะหนักขึ้น เป็นสังฆาทิเสส ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ “ก็ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน พูดเกี้ยวมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบ พาดพิงเมถุน เหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว เป็นสังฆาทิเสส” “ก็ ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ด้วยคำที่พาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิง หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่น การบำเรอนี้ของหญิงนั้นเป็นการบำเรอชั้นยอด” เป็นสังฆาทิเสส” สรุปว่า อย่างน้อยก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์นะ ต้องปลงอาบัตินะ และมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าจะมีเพื่อนมานั่งด้วยเพื่อป้องกันความเป็นสองต่อสอง เพื่อนนั้นก็ต้องเป็นบุรุษผู้รู้ความด้วยนะ เป็นเด็กชายแบเบาะไม่ได้ เป็นชายต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาก็ไม่ได้นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตอบโจทย์เมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เห็นครั้งเดียวไม่พอ #เห็นจนจิตยอม #ดูตามที่มันเป็น 🤔🤔 #ถาม : ตอนนี้ผมเห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง เห็นจิตทำงานได้เอง เดี๋ยวจิตก็หลง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เห็นตัวเองตลอดครับ ผมขอคำแนะนำจากพระอาจารย์เพิ่มเติมครับ #ตอบ : เห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง .. เห็นจิตทำงานได้เอง ..ก็ดีแล้ว แสดงว่าที่ทำมา ทำถูกทาง ให้ทำต่อ ทำจนกว่าจิตมันจะยอมศิโรราบ เห็นจิตทำงานได้เองเนี่ย มันกำลังแสดงอนัตตาให้ดูแล้ว อย่างที่บอกว่า “เห็นไตรลักษณ์ครั้งเดียวไม่พอ” สองครั้งก็ไม่พอ เพราะจิตมันสะสม “อวิชชา” ไว้เยอะ มี “อนุสัย” หนาแน่น เหนียวหนึบ เหนอะหนะ เพราะฉะนั้น การเห็นอย่างนี้ก็มาถูกทางแล้ว แต่ต้องทำอีก ทำจนจิตมันยอม ทีนี้เวลาดู แรก ๆ เราอาจจะมีการ “คิดนำ” คือเรียกว่าฟังครูบาอาจารย์มาเยอะ อาจจะมีการคิดนำ ต่อไปนี้ไม่ต้องคิดนำ.. ให้ “ดูตามที่มันเป็น” การคิดนำเนี่ย ยังเป็นลักษณะของ “ปัญญาที่ยังไม่ใช่วิปัสสนา” วิปัสสนาจริงๆ ต้องให้มันแสดงความจริง! เหมือนอย่างที่โยมเขียนมาบอกว่า “เห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง” ถ้าเห็นอย่างที่ไม่ได้คิดนำ ก็ให้ดูอีก ให้ดูต่อไป “สมาธิ” ก็ยังควรทำอยู่ สมาธิ ทำทั้ง ๒ แบบ ทั้ง “อารัมมณูปนิชฌาน” และ “ลักขณูปนิชฌาน” อารัมมณูปนิชฌาน คือ การเพ่งอารมณ์ ตามแบบสมถะ ก็ได้แก่ทำฌานสมาบัติ ลักขณูปนิชฌาน คือ การเพ่งพินิจลักษณะ ตามแบบวิปัสสนา ก็ได้แก่การพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ เรียกง่ายๆ ว่า จิตตั้งมั่น ก็ควรทำสมาธิทั้ง ๒ แบบ “ศีล” ก็รักษาไว้ให้ดี มีบุญกุศลอะไรอื่น ๆ นอกจากนี้ ถ้ามีโอกาสทำ ก็ให้ทำ มีการให้ทาน การช่วยเหลือคนอื่น เป็นจิตอาสา อะไรก็แล้วแต่ มีโอกาสทำก็ทำ สิ่งเหล่านี้มันช่วยให้จิตชุ่มชื่น ไม่แห้งแล้ง ไม่กระด้าง ไม่ใช่เอาแต่การภาวนาอย่างเดียว บุญกุศลอื่นบางทีก็ช่วยเติมให้จิตมีกำลังมากพอที่จะทำวิปัสสนาให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น การงานอะไรที่ทำอยู่ก็ทำเต็มที่ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งควรทำ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ทำไปโดยไม่คิดว่างานนั้นเป็นเครื่องขัดขวางต่อการภาวนาของเรา ครูบาอาจารย์ท่านทำงานไปภาวนาไป แล้วได้ผล มีมากมายเลย ไม่ใช่เอาแต่ภาวนา ทำงานแล้วก็เรียนรู้จิตไป ทำงานแล้วเกิดกิเลสอะไรก็เรียนรู้ไป แล้วก็ภาวนาอย่างที่เคยทำไปให้ต่อเนื่อง และอย่าดูหมิ่นบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็คอยสังเกตจิตที่มันทำงาน..แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย จิตมันขยับนิดนึงก็ให้รู้ มันเริ่มจะเป็นกิเลสแม้เล็กน้อยก็ให้รู้ รู้ให้เร็ว รู้ให้ไว ๆ แต่อย่าไปอยากให้ดี มีข้อควรระวังมากมายเลย ก็คือ บางทีมันก็เผลอเพลินไปกลายเป็น..กามสุขัลลิกานุโยค ประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย บางทีก็อยากให้ดี กลายเป็นเพ่งเกินไปบังคับเกินไปก็เป็น..อัตตกิลมถานุโยค ประกอบความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ตนเปล่าๆ ระวังสองทางที่ผิด รู้ที่ผิด มันจะได้ทางที่เป็นกลาง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/3450693194951549 (นาทีที่ 1.52.22-1.56.27)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เห็นครั้งเดียวไม่พอ #เห็นจนจิตยอม #ดูตามที่มันเป็น 🤔🤔 #ถาม : ตอนนี้ผมเห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง เห็นจิตทำงานได้เอง เดี๋ยวจิตก็หลง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เห็นตัวเองตลอดครับ ผมขอคำแนะนำจากพระอาจารย์เพิ่มเติมครับ #ตอบ : เห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง .. เห็นจิตทำงานได้เอง ..ก็ดีแล้ว แสดงว่าที่ทำมา ทำถูกทาง ให้ทำต่อ ทำจนกว่าจิตมันจะยอมศิโรราบ เห็นจิตทำงานได้เองเนี่ย มันกำลังแสดงอนัตตาให้ดูแล้ว อย่างที่บอกว่า “เห็นไตรลักษณ์ครั้งเดียวไม่พอ” สองครั้งก็ไม่พอ เพราะจิตมันสะสม “อวิชชา” ไว้เยอะ มี “อนุสัย” หนาแน่น เหนียวหนึบ เหนอะหนะ เพราะฉะนั้น การเห็นอย่างนี้ก็มาถูกทางแล้ว แต่ต้องทำอีก ทำจนจิตมันยอม ทีนี้เวลาดู แรก ๆ เราอาจจะมีการ “คิดนำ” คือเรียกว่าฟังครูบาอาจารย์มาเยอะ อาจจะมีการคิดนำ ต่อไปนี้ไม่ต้องคิดนำ.. ให้ “ดูตามที่มันเป็น” การคิดนำเนี่ย ยังเป็นลักษณะของ “ปัญญาที่ยังไม่ใช่วิปัสสนา” วิปัสสนาจริงๆ ต้องให้มันแสดงความจริง! เหมือนอย่างที่โยมเขียนมาบอกว่า “เห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง” ถ้าเห็นอย่างที่ไม่ได้คิดนำ ก็ให้ดูอีก ให้ดูต่อไป “สมาธิ” ก็ยังควรทำอยู่ สมาธิ ทำทั้ง ๒ แบบ ทั้ง “อารัมมณูปนิชฌาน” และ “ลักขณูปนิชฌาน” อารัมมณูปนิชฌาน คือ การเพ่งอารมณ์ ตามแบบสมถะ ก็ได้แก่ทำฌานสมาบัติ ลักขณูปนิชฌาน คือ การเพ่งพินิจลักษณะ ตามแบบวิปัสสนา ก็ได้แก่การพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ เรียกง่ายๆ ว่า จิตตั้งมั่น ก็ควรทำสมาธิทั้ง ๒ แบบ “ศีล” ก็รักษาไว้ให้ดี มีบุญกุศลอะไรอื่น ๆ นอกจากนี้ ถ้ามีโอกาสทำ ก็ให้ทำ มีการให้ทาน การช่วยเหลือคนอื่น เป็นจิตอาสา อะไรก็แล้วแต่ มีโอกาสทำก็ทำ สิ่งเหล่านี้มันช่วยให้จิตชุ่มชื่น ไม่แห้งแล้ง ไม่กระด้าง ไม่ใช่เอาแต่การภาวนาอย่างเดียว บุญกุศลอื่นบางทีก็ช่วยเติมให้จิตมีกำลังมากพอที่จะทำวิปัสสนาให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น การงานอะไรที่ทำอยู่ก็ทำเต็มที่ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งควรทำ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ทำไปโดยไม่คิดว่างานนั้นเป็นเครื่องขัดขวางต่อการภาวนาของเรา ครูบาอาจารย์ท่านทำงานไปภาวนาไป แล้วได้ผล มีมากมายเลย ไม่ใช่เอาแต่ภาวนา ทำงานแล้วก็เรียนรู้จิตไป ทำงานแล้วเกิดกิเลสอะไรก็เรียนรู้ไป แล้วก็ภาวนาอย่างที่เคยทำไปให้ต่อเนื่อง และอย่าดูหมิ่นบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็คอยสังเกตจิตที่มันทำงาน..แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย จิตมันขยับนิดนึงก็ให้รู้ มันเริ่มจะเป็นกิเลสแม้เล็กน้อยก็ให้รู้ รู้ให้เร็ว รู้ให้ไว ๆ แต่อย่าไปอยากให้ดี มีข้อควรระวังมากมายเลย ก็คือ บางทีมันก็เผลอเพลินไปกลายเป็น..กามสุขัลลิกานุโยค ประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย บางทีก็อยากให้ดี กลายเป็นเพ่งเกินไปบังคับเกินไปก็เป็น..อัตตกิลมถานุโยค ประกอบความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ตนเปล่าๆ ระวังสองทางที่ผิด รู้ที่ผิด มันจะได้ทางที่เป็นกลาง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/3450693194951549 (นาทีที่ 1.52.22-1.56.27)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เริ่มปฏิบัติจนถึงนิพพาน 🤔🤔 #ถาม : ขอให้สรุปวิธีการปฏิบัติจากเริ่มต้นจนเข้าถึงนิพพาน แบบง่าย ๆ #ตอบ : มันไม่ง่ายนะสิ! แต่ถ้าให้สรุปนะ มันสรุปลงในประโยคสั้น ๆ ที่ครูบาอาจารย์ได้สอนมา ก็คือ “มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” การมีสติ รู้กาย รู้ใจ ก็คือ เรียนรู้ในสิ่งที่เรายึดมั่นว่าเป็นเรา กาย-ใจ จริง ๆ แล้ว ตอนที่เราอยู่กับโลกปัจจุบันทั่ว ๆ ไปเนี่ย เราไม่เห็นเป็นกาย เป็นใจ หรอก ส่องกระจกนะ.. “กฤช.. พระกฤช!” ไปไหนเจอใครก็ทักชื่อคนนั้น ไม่ค่อยได้มองว่า เป็นกาย เป็นใจ เพราะฉะนั้น เวลาระลึกถึงการที่จะมาปฏิบัติธรรม ถ้าจะมุ่งที่จะ เข้าถึงมรรคผลนิพพาน อย่างง่าย ๆ ก็คือ เตือนตัวเอง! ให้มาระลึกถึง “กาย” หรือระลึกถึง “ใจ” บ้าง เห็น “กาย” เป็น “กาย” จริง ๆ นะ ไม่ใช่เป็นฉัน ไม่ใช่เป็นเรา และไม่ใช่กู “เห็นเป็นกาย” เช่น ยกมาเนี่ย คือเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง ไม่เรียกว่า “มือ” ไม่เรียกว่า “มือฉัน” ด้วย เป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง เวลาแปรงฟันเนี่ย รู้สึกว่ามันเหมือนมีความเคลื่อนไหวของก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง เรียกเป็นภาษาว่า “กาย” แต่ความรู้สึกตอนนั้นจะไม่มีคำพูด จะมีความรู้สึกว่ามันเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง บรรยายทีหลังก็คือ เป็น “กาย” บ้าง เป็น “รูปธรรม” บ้าง บางทีก็เวลา “เห็นใจ” เนี่ย ไม่ใช่ว่าเห็นใจในความหมายที่ว่า “เห็นใจเธอเหลือเกิน” ไม่ใช่นะ! เห็นใจ คือเห็น “ใจ” ตนเอง เห็นจิตมันทำงาน เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นกับจิต ต้องเห็นถึงสภาวะส่วนที่เป็นนามธรรมแท้ ๆ เห็นใจ คือเห็น “ใจ” จริง ๆ เห็นจิต คือเห็น “จิต” จริง ๆ หรือเห็นสิ่งที่เกิด-ดับปนเปื้อนอยู่ในจิต จิตปกติจะผ่องใส แต่พอมีกิเลสจรมา จิตก็ไม่ผ่องใส เวลาเห็นกิเลส กิเลสก็จะเกิด-ดับให้ดู เพราะฉะนั้น เวลาเห็นกาย เห็นใจเนี่ย ต้องเห็นตามที่มันเป็น อย่าไปปรุงแต่ง อย่าไปดักดู อย่าไปปั้นให้มันเป็นไปตามอยาก มันเป็นอย่างไร รู้ไปอย่างนั้น จิตโกรธ รู้ว่า..โกรธ จิตเผลอ รู้ว่า..เผลอ รู้ไปตามจริง แล้วมันจะแสดงความจริงอีกระดับหนึ่งคือ - มันไม่เที่ยง เกิดดับเปลี่ยนแปลง และ - การเกิดดับเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย หมายถึงว่า เห็นจิต ก็เห็นความเป็นจริงในแง่ที่ว่า มันมีอยู่จริง ๆ แล้วจิตก็แสดงความจริงในแง่ของ “ไตรลักษณ์” ด้วย เวลาดูจิต ไม่ใช่ดูเห็นครั้งเดียวแล้วก็จะบรรลุธรรมเลย ต้องดูแล้ว ดูอีก ดูซ้ำ ดูซาก ดูไปเรื่อย ๆ จนใจมันยอม ตอนใจมันยอมเนี่ยนะ มันจะ “ดูด้วยความเป็นกลาง” ส่วนคำว่า “จิตตั้งมั่น” ทำให้เห็นสภาวะได้ชัดเจนว่า มีสิ่งหนึ่งถูกรู้ มีสิ่งหนึ่งเป็นผู้รู้ ตอนจะได้มรรคผลจริง ๆ เนี่ย มันจะดูสภาวะด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่เองเอียงไปในทางที่พอใจหรือไม่พอใจ ไม่เข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เป็นไปตามอยาก เพราะแทรกแซงทีไร..ไม่ได้ผล เวลามีสุขขึ้นมา อยากให้สุขนาน ๆ มันไม่สุขตามปรารถนา เวลามีทุกข์ขึ้นมา อยากให้ทุกข์ดับไปเร็ว ๆ ทุกข์มันก็ไม่ดับไปตามปรารถนา มีโกรธเกิดขึ้นมา อยากไม่โกรธ มันก็ไม่เป็นไปตามปรารถนา ลองมาหมดแล้ว คือแทรกแซงมาเรียบร้อยทุกอย่าง ลองมาทุกครั้งแล้ว ไม่เป็นไปตามปรารถนา จนมันยอมที่จะดูเฉย ๆ ตอนดูเฉย ๆ ไม่แทรกแซงเนี่ย มันจะแสดงความเป็นจริงขึ้นมา ตอนมีความจริงปรากฏขึ้นมา แล้วใจเป็นผู้รู้อยู่เฉย ๆ เนี่ยนะ จะเป็นอาการที่หลวงปู่สังวาลเรียกว่า “รู้เฉย รู้เฉย” คือดูอยู่เฉย ๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง มันจะเข้าใจปรากฏการณ์นั้น พอเข้าใจปรากฏการณ์นั้น มันคือเข้าใจขันธ์ ๕ พร้อมกันไปหมดเลย ถ้าถึงขั้นเห็นอนัตตาของจิต ก็เรียกว่า "เข้าถึงมรรคผล” ดูไปเรื่อย ๆ ถ้าขั้นแรกได้แค่โสดาบัน ก็ดูต่อไปอีก จนได้เป็นพระสกิทาคาฯ, พระอนาคาฯ จนสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ ทำประโยคนี้ให้ชัดขึ้นมา ให้ปรากฏขึ้นมาในใจให้ได้ คือ ประโยคที่ว่า “มีสติ รู้กาย-รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 1.44.50-1.49.26)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เริ่มปฏิบัติจนถึงนิพพาน 🤔🤔 #ถาม : ขอให้สรุปวิธีการปฏิบัติจากเริ่มต้นจนเข้าถึงนิพพาน แบบง่าย ๆ #ตอบ : มันไม่ง่ายนะสิ! แต่ถ้าให้สรุปนะ มันสรุปลงในประโยคสั้น ๆ ที่ครูบาอาจารย์ได้สอนมา ก็คือ “มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” การมีสติ รู้กาย รู้ใจ ก็คือ เรียนรู้ในสิ่งที่เรายึดมั่นว่าเป็นเรา กาย-ใจ จริง ๆ แล้ว ตอนที่เราอยู่กับโลกปัจจุบันทั่ว ๆ ไปเนี่ย เราไม่เห็นเป็นกาย เป็นใจ หรอก ส่องกระจกนะ.. “กฤช.. พระกฤช!” ไปไหนเจอใครก็ทักชื่อคนนั้น ไม่ค่อยได้มองว่า เป็นกาย เป็นใจ เพราะฉะนั้น เวลาระลึกถึงการที่จะมาปฏิบัติธรรม ถ้าจะมุ่งที่จะ เข้าถึงมรรคผลนิพพาน อย่างง่าย ๆ ก็คือ เตือนตัวเอง! ให้มาระลึกถึง “กาย” หรือระลึกถึง “ใจ” บ้าง เห็น “กาย” เป็น “กาย” จริง ๆ นะ ไม่ใช่เป็นฉัน ไม่ใช่เป็นเรา และไม่ใช่กู “เห็นเป็นกาย” เช่น ยกมาเนี่ย คือเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง ไม่เรียกว่า “มือ” ไม่เรียกว่า “มือฉัน” ด้วย เป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง เวลาแปรงฟันเนี่ย รู้สึกว่ามันเหมือนมีความเคลื่อนไหวของก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง เรียกเป็นภาษาว่า “กาย” แต่ความรู้สึกตอนนั้นจะไม่มีคำพูด จะมีความรู้สึกว่ามันเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง บรรยายทีหลังก็คือ เป็น “กาย” บ้าง เป็น “รูปธรรม” บ้าง บางทีก็เวลา “เห็นใจ” เนี่ย ไม่ใช่ว่าเห็นใจในความหมายที่ว่า “เห็นใจเธอเหลือเกิน” ไม่ใช่นะ! เห็นใจ คือเห็น “ใจ” ตนเอง เห็นจิตมันทำงาน เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นกับจิต ต้องเห็นถึงสภาวะส่วนที่เป็นนามธรรมแท้ ๆ เห็นใจ คือเห็น “ใจ” จริง ๆ เห็นจิต คือเห็น “จิต” จริง ๆ หรือเห็นสิ่งที่เกิด-ดับปนเปื้อนอยู่ในจิต จิตปกติจะผ่องใส แต่พอมีกิเลสจรมา จิตก็ไม่ผ่องใส เวลาเห็นกิเลส กิเลสก็จะเกิด-ดับให้ดู เพราะฉะนั้น เวลาเห็นกาย เห็นใจเนี่ย ต้องเห็นตามที่มันเป็น อย่าไปปรุงแต่ง อย่าไปดักดู อย่าไปปั้นให้มันเป็นไปตามอยาก มันเป็นอย่างไร รู้ไปอย่างนั้น จิตโกรธ รู้ว่า..โกรธ จิตเผลอ รู้ว่า..เผลอ รู้ไปตามจริง แล้วมันจะแสดงความจริงอีกระดับหนึ่งคือ – มันไม่เที่ยง เกิดดับเปลี่ยนแปลง และ – การเกิดดับเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย หมายถึงว่า เห็นจิต ก็เห็นความเป็นจริงในแง่ที่ว่า มันมีอยู่จริง ๆ แล้วจิตก็แสดงความจริงในแง่ของ “ไตรลักษณ์” ด้วย เวลาดูจิต ไม่ใช่ดูเห็นครั้งเดียวแล้วก็จะบรรลุธรรมเลย ต้องดูแล้ว ดูอีก ดูซ้ำ ดูซาก ดูไปเรื่อย ๆ จนใจมันยอม ตอนใจมันยอมเนี่ยนะ มันจะ “ดูด้วยความเป็นกลาง” ส่วนคำว่า “จิตตั้งมั่น” ทำให้เห็นสภาวะได้ชัดเจนว่า มีสิ่งหนึ่งถูกรู้ มีสิ่งหนึ่งเป็นผู้รู้ ตอนจะได้มรรคผลจริง ๆ เนี่ย มันจะดูสภาวะด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่เองเอียงไปในทางที่พอใจหรือไม่พอใจ ไม่เข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เป็นไปตามอยาก เพราะแทรกแซงทีไร..ไม่ได้ผล เวลามีสุขขึ้นมา อยากให้สุขนาน ๆ มันไม่สุขตามปรารถนา เวลามีทุกข์ขึ้นมา อยากให้ทุกข์ดับไปเร็ว ๆ ทุกข์มันก็ไม่ดับไปตามปรารถนา มีโกรธเกิดขึ้นมา อยากไม่โกรธ มันก็ไม่เป็นไปตามปรารถนา ลองมาหมดแล้ว คือแทรกแซงมาเรียบร้อยทุกอย่าง ลองมาทุกครั้งแล้ว ไม่เป็นไปตามปรารถนา จนมันยอมที่จะดูเฉย ๆ ตอนดูเฉย ๆ ไม่แทรกแซงเนี่ย มันจะแสดงความเป็นจริงขึ้นมา ตอนมีความจริงปรากฏขึ้นมา แล้วใจเป็นผู้รู้อยู่เฉย ๆ เนี่ยนะ จะเป็นอาการที่หลวงปู่สังวาลเรียกว่า “รู้เฉย รู้เฉย” คือดูอยู่เฉย ๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง มันจะเข้าใจปรากฏการณ์นั้น พอเข้าใจปรากฏการณ์นั้น มันคือเข้าใจขันธ์ ๕ พร้อมกันไปหมดเลย ถ้าถึงขั้นเห็นอนัตตาของจิต ก็เรียกว่า “เข้าถึงมรรคผล” ดูไปเรื่อย ๆ ถ้าขั้นแรกได้แค่โสดาบัน ก็ดูต่อไปอีก จนได้เป็นพระสกิทาคาฯ, พระอนาคาฯ จนสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ ทำประโยคนี้ให้ชัดขึ้นมา ให้ปรากฏขึ้นมาในใจให้ได้ คือ ประโยคที่ว่า “มีสติ รู้กาย-รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 1.44.50-1.49.26)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คำบริกรรม #เจริญสติปัฏฐาน๔ #จุดตั้งต้น #ถาม : ถ้าภาวนา “สัมมาอรหัง” จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ไหม? #ตอบ : ได้นะ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ “สัมมาอรหัง” เป็นเพียงคำบริกรรม ถ้าใจอยู่กับคำบริกรรมนี้ ก็เรียกว่าทำสมถกรรมฐานโดยมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็น​อารมณ์​ ถ้าใจอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นไปไหน เรียกว่าจิตสงบ ก็จะได้ “สมถกรรมฐาน” จิตมี“สัมมาอรหัง”เป็นอารมณ์ พอจิตอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นแส่ส่ายไปไหน เรียกว่ามีความสงบเกิดขึ้น เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันไม่สงบ..ก็ยังทำสติปัฏฐานได้ “สติปัฏฐาน” หมาย​ถึง​ข้อ​ปฏิบัติ​ที่​มี​สติ​เป็น​ประธาน​ เพื่อ​ให้​ปัญญา​รู้​เท่าทัน​ความ​เป็น​จริง ก็คือเมื่อมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็นคำบริกรรม จิตมารู้อยู่กับคำบริกรรมอันนี้..แล้วเผลอไป ถ้าเห็นว่าจิตเผลอ ก็ได้ทำ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ก็คือมีสติรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต ตอนที่จิตเผลอก็คือจิตลืมคำบริกรรมนี้ไปแล้ว.. ไปรู้สิ่งอื่น ตอนที่รู้สิ่งอื่น เราก็รู้ตามมันไปอีกทีว่า เมื่อกี้เผลอแล้ว ทำไมถึงรู้ว่าเผลอ? ก็เมื่อกี้กำลังมี “สัมมาอรหัง” เป็นอารมณ์ แล้วตอนนี้ไปนึกถึงอย่างอื่น สมมติว่าเป็น "เกี๊ยวซ่า" ซึ่งไม่ใช่ "สัมมาอรหัง" เราจึงรู้ว่า เมื่อกี้นี้เราเผลอไป เราอาจจะนึกถึงอย่างอื่นก็ได้นะ สมมติ​ว่า​ทีนี้เรารู้ว่าเมื่อกี้เรานึกถึงเกี๊ยวซ่าแล้ว แปลว่าเผลอแล้ว ก็เพราะว่า​ก่อนหน้านี้เราตั้งกติกาไว้ว่าจะเอาใจอยู่กับ “สัมมาอรหัง” พอเห็นว่ามีอารมณ์อื่นที่ผิดไปจาก “สัมมาอรหัง” ก็เรียกว่า “เผลอ” ไม่ว่าจะเผลอถึงอะไร เรียกว่าเผลอทั้งหมดเลย เห็นเผลอปุ๊บ ก็​มีตัวรู้เกิดขึ้นมาแทน ความเผลอนั้นก็ดับ จิตก็เรียนรู้ความจริงอันนี้ไป ทีนี้พอเห็นความเผลอดับแล้ว อย่าให้ใจล่องลอยไปที่อื่น ให้มาที่คำบริกรรม ยกเอาคำบริกรรมมาเป็นอารมณ์ของจิตต่อ เพื่อจะเรียนรู้จิตอีกทีว่า ความเผลอเป็นอย่างไร? กระบวนการฝึกจึงสรุปลงเป็นคำสั้นๆ ว่า “จิตเผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้” ข้อสำคัญ ก็คือว่าคำว่า “สัมมาอรหัง” มันเป็นเพียงจุดตั้งต้น เหมือนกับคำบริกรรมอื่น จะใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” ก็ได้ “นะมะพะทะ” ก็ได้ หรือว่าจะใช้คำว่า “หนอ” ก็ได้ “ยุบหนอ พองหนอ” ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า “นะเมติ นะเมติ นะเมติ” นี่ก็ได้ บางท่าน เช่น พระจุลปันถกะได้รับคำบริกรรม พร้อมกับรับพระราชทานผ้ามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้บริกรรมคำว่า “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” นี่ก็เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยมีคำบริกรรม คือ “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” พร้อมกับการเช็ดไป เหมือนกันตรงที่ คำบริกรรมมันเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” จุดที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำใดคำหนึ่ง หรือว่าต้องคำนั้นคำนี้จึงบรรลุ ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เราต้องการคือ “จิตเผลอไป แล้วรู้ทัน” ที่ว่า “รู้ทัน” เนี่ย มันจะเป็นการรู้ทันการทำงานของจิต รู้ทันความจริงของจิตว่าจิตมันเกิด-ดับ เมื่อกี้เกิดอยู่ที่คำบริกรรม แล้วมันดับไปแล้ว..มาเกิดใหม่ที่อื่น ไปนึกถึงเรื่องอื่น มันก็เกิดที่อื่น รู้ทันว่ามันเผลอไป ความเผลอก็ดับแล้วก็มาเรียนใหม่ ที่ว่า “เรียนใหม่” ก็คือกลับเข้าห้องเรียน กลับเข้าบ้าน หมายถึงมาเริ่มที่คำบริกรรมใหม่ เผลออีกก็รู้อีก ให้รู้ทัน รู้บ่อย ๆ ให้มันเข้าใจว่าจิตนี้ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับไม่ได้ ก็เรียกว่าอาศัยคำบริกรรมเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเรียนรู้จิต ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “สัมมาอะระหัง” หรือคำไหนก็ได้ หลักการก็คือว่าใช้มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อทำสมถะ และต่อไปให้ถึงวิปัสสนา “วิปัสสนา” แปลว่า ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม คือจิตเริ่มฉลาด มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมด้วย สิ่งที่จะทำให้จิตฉลาดขึ้นมา คือ รู้ทันเมื่อจิตมันทำงาน ที่จิตมันเผลอไป บางทีมันไม่ได้เผลอข้างนอกนะ บางทีมันเผลอเพ่ง เช่นบริกรรมคำนี้อยู่ก็เพ่งในคำนี้ เพ่งแล้วจิตก็มีน้ำหนัก จิตแข็ง จิตทื่อ การบริกรรมจริงๆ มันต้องบริกรรมด้วยใจสบาย ๆ ที่เพ่งนั้นบางทีก็เป็นเพราะเมื่อเผลอไปแล้วก็รู้สึกว่า ‘ความเผลอไม่ดี’ ก็เลยไม่อยากเผลอ จึงตั้งใจเพ่งเข้าไปในคำบริกรรม เพื่อไม่ให้จิตเผลอ การเพ่ง ก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งของจิต ให้รู้ทันด้วยว่า ตอนนี้ทำการเพ่งเพราะมีตัณหา..อยากจะสงบ อยากจะสงบก็เลยเพ่งไป เมื่อรู้ทันตัณหา ตัณหาก็จะแสดงความจริงว่า มันเกิด-ดับเหมือนกัน ทีนี้เราก็รู้ทันว่า มันมีความเผลอ ๒ แบบ คือ ๑.​ เผลอเพลินออกไปข้างนอก กับ ๒. เผลอเพ่งไอ้จุดเริ่มต้นนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น "สัมมาอะระหัง" จะเป็น "พุทโธ" หรือจะเป็นลมหายใจ เป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกัน มันจะมี เผลอเพลินไปจากจุดเริ่มต้นนี้ หรือ เผลอเพ่งไปในจุดเริ่มต้นนี้ ก็แค่เห็นอาการกิริยาของจิต ที่มันแสดงออก ๒ แบบ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนพระปัญจวัคคีย์ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” พระองค์สอนพระปัญจวัคคีย์ว่า ที่สุด ๒ ทาง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขลิกานุโยค คือ เผลอเพลินไปในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ ทรมานตัวเองนั้น ถ้าสมัยก่อนนั้นมันชัดเจน คือนอนบนหนาม เปลือยกายบนหิมะ อย่างนั้นมันชัดเจน แต่บางทีนักปฏิบัติในปัจจุบันก็ทำอัตตกิลมถานุโยคโดยไม่รู้ตัว ก็คือเพ่งไว้ แล้วคิดว่ามันดี จริงๆ มันเครียดจะตายไป! มันเครียดเท่ากับเป็นทุกข์นะ! ใจเป็นทุกข์..แต่ไม่ทันสังเกต ให้รู้ทันตรงนี้ด้วยว่า นี่กำลังทำความเครียดให้เกิดขึ้นกับใจ ใจที่เหมาะสมคือ ใจที่เบา สบาย อ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การงาน ไอ้จิตที่เพ่งเนี่ย มันแข็งเกินไป ต้องสังเกตจิตให้ดีว่า จิตขณะนี้มันพร้อมไหม? เป็นจิตที่ซื่อตรงต่ออารมณ์ไหม? ซื่อตรงต่อการรู้ คือมีการรู้แบบเบา ๆ นุ่มนวล-มุทุตา เบา-ลหุตา (ลหุตา คือเบา ๆ, มุทุ คือนุ่มนวล อ่อนโยน) มีความคล่องตัวในการทำงาน งานที่ว่านี้คืองานวิปัสสนา เพราะฉะนั้นมันต้องมีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวล เบา ๆ เบาก็ไม่ใช่เบาหวิว จนลอยปลิวหายไปนะ เบาก็คือรู้อารมณ์แบบเบา ๆ ถ้าเพ่งก็หนักเกิน หนักเกินก็รู้ทันว่า ‘ไอ้นี่มันหนักไปแล้ว’ หนักไปก็รู้ทัน ที่จะรู้ยากก็คือ “ตัวเพ่ง” เพราะจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังทำสมาธิ” บางทีเราก็ตีความคำว่า “ตั้งมั่น” ว่า ต้องเข้าไปเพ่ง อันนี้ก็ต้องระวัง สิ่งที่ควรระวังมี ๒ แบบ คือ เผลอเพลินไป กับเผลอเพ่ง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/759165894860740 (นาทีที่ 1.34.58-1.42.06)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คำบริกรรม #เจริญสติปัฏฐาน๔ #จุดตั้งต้น #ถาม : ถ้าภาวนา “สัมมาอรหัง” จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ไหม? #ตอบ : ได้นะ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ “สัมมาอรหัง” เป็นเพียงคำบริกรรม ถ้าใจอยู่กับคำบริกรรมนี้ ก็เรียกว่าทำสมถกรรมฐานโดยมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็น​อารมณ์​ ถ้าใจอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นไปไหน เรียกว่าจิตสงบ ก็จะได้ “สมถกรรมฐาน” จิตมี“สัมมาอรหัง”เป็นอารมณ์ พอจิตอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นแส่ส่ายไปไหน เรียกว่ามีความสงบเกิดขึ้น เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันไม่สงบ..ก็ยังทำสติปัฏฐานได้ “สติปัฏฐาน” หมาย​ถึง​ข้อ​ปฏิบัติ​ที่​มี​สติ​เป็น​ประธาน​ เพื่อ​ให้​ปัญญา​รู้​เท่าทัน​ความ​เป็น​จริง ก็คือเมื่อมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็นคำบริกรรม จิตมารู้อยู่กับคำบริกรรมอันนี้..แล้วเผลอไป ถ้าเห็นว่าจิตเผลอ ก็ได้ทำ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ก็คือมีสติรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต ตอนที่จิตเผลอก็คือจิตลืมคำบริกรรมนี้ไปแล้ว.. ไปรู้สิ่งอื่น ตอนที่รู้สิ่งอื่น เราก็รู้ตามมันไปอีกทีว่า เมื่อกี้เผลอแล้ว ทำไมถึงรู้ว่าเผลอ? ก็เมื่อกี้กำลังมี “สัมมาอรหัง” เป็นอารมณ์ แล้วตอนนี้ไปนึกถึงอย่างอื่น สมมติว่าเป็น “เกี๊ยวซ่า” ซึ่งไม่ใช่ “สัมมาอรหัง” เราจึงรู้ว่า เมื่อกี้นี้เราเผลอไป เราอาจจะนึกถึงอย่างอื่นก็ได้นะ สมมติ​ว่า​ทีนี้เรารู้ว่าเมื่อกี้เรานึกถึงเกี๊ยวซ่าแล้ว แปลว่าเผลอแล้ว ก็เพราะว่า​ก่อนหน้านี้เราตั้งกติกาไว้ว่าจะเอาใจอยู่กับ “สัมมาอรหัง” พอเห็นว่ามีอารมณ์อื่นที่ผิดไปจาก “สัมมาอรหัง” ก็เรียกว่า “เผลอ” ไม่ว่าจะเผลอถึงอะไร เรียกว่าเผลอทั้งหมดเลย เห็นเผลอปุ๊บ ก็​มีตัวรู้เกิดขึ้นมาแทน ความเผลอนั้นก็ดับ จิตก็เรียนรู้ความจริงอันนี้ไป ทีนี้พอเห็นความเผลอดับแล้ว อย่าให้ใจล่องลอยไปที่อื่น ให้มาที่คำบริกรรม ยกเอาคำบริกรรมมาเป็นอารมณ์ของจิตต่อ เพื่อจะเรียนรู้จิตอีกทีว่า ความเผลอเป็นอย่างไร? กระบวนการฝึกจึงสรุปลงเป็นคำสั้นๆ ว่า “จิตเผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้” ข้อสำคัญ ก็คือว่าคำว่า “สัมมาอรหัง” มันเป็นเพียงจุดตั้งต้น เหมือนกับคำบริกรรมอื่น จะใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” ก็ได้ “นะมะพะทะ” ก็ได้ หรือว่าจะใช้คำว่า “หนอ” ก็ได้ “ยุบหนอ พองหนอ” ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า “นะเมติ นะเมติ นะเมติ” นี่ก็ได้ บางท่าน เช่น พระจุลปันถกะได้รับคำบริกรรม พร้อมกับรับพระราชทานผ้ามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้บริกรรมคำว่า “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” นี่ก็เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยมีคำบริกรรม คือ “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” พร้อมกับการเช็ดไป เหมือนกันตรงที่ คำบริกรรมมันเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” จุดที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำใดคำหนึ่ง หรือว่าต้องคำนั้นคำนี้จึงบรรลุ ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เราต้องการคือ “จิตเผลอไป แล้วรู้ทัน” ที่ว่า “รู้ทัน” เนี่ย มันจะเป็นการรู้ทันการทำงานของจิต รู้ทันความจริงของจิตว่าจิตมันเกิด-ดับ เมื่อกี้เกิดอยู่ที่คำบริกรรม แล้วมันดับไปแล้ว..มาเกิดใหม่ที่อื่น ไปนึกถึงเรื่องอื่น มันก็เกิดที่อื่น รู้ทันว่ามันเผลอไป ความเผลอก็ดับแล้วก็มาเรียนใหม่ ที่ว่า “เรียนใหม่” ก็คือกลับเข้าห้องเรียน กลับเข้าบ้าน หมายถึงมาเริ่มที่คำบริกรรมใหม่ เผลออีกก็รู้อีก ให้รู้ทัน รู้บ่อย ๆ ให้มันเข้าใจว่าจิตนี้ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับไม่ได้ ก็เรียกว่าอาศัยคำบริกรรมเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเรียนรู้จิต ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “สัมมาอะระหัง” หรือคำไหนก็ได้ หลักการก็คือว่าใช้มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อทำสมถะ และต่อไปให้ถึงวิปัสสนา “วิปัสสนา” แปลว่า ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม คือจิตเริ่มฉลาด มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมด้วย สิ่งที่จะทำให้จิตฉลาดขึ้นมา คือ รู้ทันเมื่อจิตมันทำงาน ที่จิตมันเผลอไป บางทีมันไม่ได้เผลอข้างนอกนะ บางทีมันเผลอเพ่ง เช่นบริกรรมคำนี้อยู่ก็เพ่งในคำนี้ เพ่งแล้วจิตก็มีน้ำหนัก จิตแข็ง จิตทื่อ การบริกรรมจริงๆ มันต้องบริกรรมด้วยใจสบาย ๆ ที่เพ่งนั้นบางทีก็เป็นเพราะเมื่อเผลอไปแล้วก็รู้สึกว่า ‘ความเผลอไม่ดี’ ก็เลยไม่อยากเผลอ จึงตั้งใจเพ่งเข้าไปในคำบริกรรม เพื่อไม่ให้จิตเผลอ การเพ่ง ก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งของจิต ให้รู้ทันด้วยว่า ตอนนี้ทำการเพ่งเพราะมีตัณหา..อยากจะสงบ อยากจะสงบก็เลยเพ่งไป เมื่อรู้ทันตัณหา ตัณหาก็จะแสดงความจริงว่า มันเกิด-ดับเหมือนกัน ทีนี้เราก็รู้ทันว่า มันมีความเผลอ ๒ แบบ คือ ๑.​ เผลอเพลินออกไปข้างนอก กับ ๒. เผลอเพ่งไอ้จุดเริ่มต้นนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น “สัมมาอะระหัง” จะเป็น “พุทโธ” หรือจะเป็นลมหายใจ เป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกัน มันจะมี เผลอเพลินไปจากจุดเริ่มต้นนี้ หรือ เผลอเพ่งไปในจุดเริ่มต้นนี้ ก็แค่เห็นอาการกิริยาของจิต ที่มันแสดงออก ๒ แบบ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนพระปัญจวัคคีย์ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” พระองค์สอนพระปัญจวัคคีย์ว่า ที่สุด ๒ ทาง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขลิกานุโยค คือ เผลอเพลินไปในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ ทรมานตัวเองนั้น ถ้าสมัยก่อนนั้นมันชัดเจน คือนอนบนหนาม เปลือยกายบนหิมะ อย่างนั้นมันชัดเจน แต่บางทีนักปฏิบัติในปัจจุบันก็ทำอัตตกิลมถานุโยคโดยไม่รู้ตัว ก็คือเพ่งไว้ แล้วคิดว่ามันดี จริงๆ มันเครียดจะตายไป! มันเครียดเท่ากับเป็นทุกข์นะ! ใจเป็นทุกข์..แต่ไม่ทันสังเกต ให้รู้ทันตรงนี้ด้วยว่า นี่กำลังทำความเครียดให้เกิดขึ้นกับใจ ใจที่เหมาะสมคือ ใจที่เบา สบาย อ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การงาน ไอ้จิตที่เพ่งเนี่ย มันแข็งเกินไป ต้องสังเกตจิตให้ดีว่า จิตขณะนี้มันพร้อมไหม? เป็นจิตที่ซื่อตรงต่ออารมณ์ไหม? ซื่อตรงต่อการรู้ คือมีการรู้แบบเบา ๆ นุ่มนวล-มุทุตา เบา-ลหุตา (ลหุตา คือเบา ๆ, มุทุ คือนุ่มนวล อ่อนโยน) มีความคล่องตัวในการทำงาน งานที่ว่านี้คืองานวิปัสสนา เพราะฉะนั้นมันต้องมีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวล เบา ๆ เบาก็ไม่ใช่เบาหวิว จนลอยปลิวหายไปนะ เบาก็คือรู้อารมณ์แบบเบา ๆ ถ้าเพ่งก็หนักเกิน หนักเกินก็รู้ทันว่า ‘ไอ้นี่มันหนักไปแล้ว’ หนักไปก็รู้ทัน ที่จะรู้ยากก็คือ “ตัวเพ่ง” เพราะจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังทำสมาธิ” บางทีเราก็ตีความคำว่า “ตั้งมั่น” ว่า ต้องเข้าไปเพ่ง อันนี้ก็ต้องระวัง สิ่งที่ควรระวังมี ๒ แบบ คือ เผลอเพลินไป กับเผลอเพ่ง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/759165894860740 (นาทีที่ 1.34.58-1.42.06)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อบายมุข #พนันออนไลน์ #การพนัน #เกิดมาตายเปล่า 🤔🤔 #ถาม : ตอนนี้มีแต่ข่าวเล่นพนันออนไลน์ (online) เล่นง่าย ลูกหลานเล่นกันหมด เราจะบอกกับลูกหลานอย่างไรดี #ตอบ : “การพนัน” ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันก็ไม่ดีทั้งหมด การพนันเป็นวิธีการหาเงินของคนขี้เกียจ ไม่ได้สร้างผลงานอะไร..แต่อยากรวย ไม่ต้องทำงานอะไร ไม่ต้องออกแรงอะไร..แต่ได้เงิน (หรือคาดว่าจะได้เงิน) คนเล่นพนันต้องอยากได้เงินมากกว่าที่ลงไป แล้วไม่มีการพนันไหนเลย..ที่เจ้ามือจะเจ๊ง ถ้าเขาเปิดบ่อนขึ้นมา เปิดเพื่อให้เจ้ามือเจ๊งเนี่ยนะ แสดงว่าไอ้เจ้ามือเนี่ยมันโง่! ให้รู้ไว้เลยว่า ถ้าเราเข้าบ่อน หรือไปเล่นการพนัน ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันคือนำตนไปเป็น “เหยื่อ” เขาอาจจะอ่อย (มาจาก อ่อยเหยื่อ) ให้เราหน่อยหนึ่ง ครั้งแรกเลย เราอาจจะได้ ๑๐ แล้วเราก็ได้ใจ แทงต่อ มันจะกินเรา ๑๐ ที่ได้ไปก็หมด เสียไป ๒๐, เสียไป ๕๐, เสียไป ๑๐๐ พอเริ่มเกิน ๑๐๐ ขึ้นไป มันจะอ่อยให้เราอีก ๑๐ ประมาณอย่างนี้ เหมือนมีกำลังใจว่า เฮ้ย!..มันก็มีโอกาสได้เหมือนกัน ลงไป ๆ ย่ามใจ ไปเรื่อย ๆ เสียไปอีก ๑,๐๐๐ จริง ๆ แล้วพนันมันไม่ใช่แค่ ๑๐๐ แค่ ๑,๐๐๐ ส่วนใหญ่แล้ว ที่มีปัญหาคือ มันเป็นแสน (๑๐๐,๐๐๐) เป็นล้าน (๑,๐๐๐,๐๐๐) แล้วก็ไม่ใช่ล้านเดียว..หลายล้าน ผลเสียจากการเล่นการพนัน นอกจากจะเสียทรัพย์แล้ว - “ครอบครัวแตกแยก” มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย - “ชีวิตตกต่ำ” แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาชีวิตด้วยการเรียนหรือการทำงาน - ผู้คนทั่วไปจดจำเราว่า “คนนี้ติดการพนัน” เสียความน่าเชื่อถือ ไม่มีใครอยากคบ - นำไปสู่การทำผิดเรื่องอื่น เช่น ขโมยเพื่อใช้หนี้พนัน ในวงพนันเนี่ย ไม่มีใครจริงใจกับเราเลย เจ้ามือมักจะบอกอย่างนี้ว่า “แทงเสีย! แทงเสีย!” ไม่ใช่ แทงได้! แทงได้! นะ เขาอวยพรเราขนาดนี้..เราไม่รู้สึกตัวเลยหรือ? มันแช่งเรานะ..ไม่ใช่อวยพร ไม่ได้รู้สึกสำนึกเลยว่า..นี่เราถลำมาขนาดนี้แล้วหรือ? ในวงของการพนัน “ไม่มีใครจริงใจกับเรา” มีแต่คน “อยากได้” ไอ้เงินก้อนนี้ ที่มันกองอยู่ข้างหน้านี้ ไม่ต้องดูใคร..ดูเราเอง เราก็ยังอยากได้ ไอ้คนอื่นก็อยากได้เหมือนกัน และไอ้ที่เราอยากได้เนี่ย มันก็เงินของคนโน้น คนนี้ ที่ลงมาอยู่ในกองนี้ “เราเองก็ไม่จริงใจกับคนอื่น” และแน่นอน.. “คนอื่นก็ไม่จริงใจกับเรา” แล้วเงินก้อนนี้ ถ้าเราได้มานะ..เราได้มาด้วยความไม่เต็มใจของเจ้าของเงิน เราได้ครั้งนี้ก็จริง..แต่ก่อเวร! เจ้าของเขาหวง..เขาก็อยากได้ เขาก็เสียดาย พอเขาไม่เต็มใจเนี่ยนะ “เรากำลังก่อเวร” ถ้าเราแพ้..เราก็เศร้าเสียใจ เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ เพราะฉะนั้น ทั้งได้ทั้งเสีย มีแต่เรื่องร้าย ๆ มีแต่เรื่องเสีย..ไม่ดีเลย ก่อเวรกันเนี่ยมันดีแค่ไหน?..ไม่ดีนะ เราเคยได้ยินไหม คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ทำไมเจ้ากรรมนายเวรเรามันเยอะจัง? การพนัน..เล่นกันทั้งวงเนี่ย ถ้าเราได้นะ ทั้งวงนี่คือเจ้ากรรมนายเวรเราทั้งหมดเลย ..ไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันได้ เป็นเรื่องดี ถ้ายุ่งไปแล้ว..ให้รีบเลิก อย่าคิดว่าจะร่ำรวยด้วยวิธีเล่นการพนัน คนที่จะรวยเรื่องการพนัน..มีคนเดียว คือเจ้ามือ แล้วก็ไม่ใช่หมายความว่าพูดอย่างนี้แล้วเลยก็จะไปเป็นเจ้ามือนะ เพราะมันทำให้ตนเองไปเป็นผู้ก่อเวร เพราะเจ้ามือมักจะได้บ่อย ก็เป็นผู้ก่อเวรบ่อย มีใครเห็นเจ้ามือแล้วรู้สึกว่าอวยชัยให้พรด้วยความจริงใจ.. มีไหม? ไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวได้จะดี เขามีคำเตือนอยู่ว่าถูกโจรปล้น ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ ๑ ครั้ง ไฟไหม้ ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไปเล่นการพนัน เพราะว่าการเล่นการพนันเนี่ย บ้านก็ถูกยึด ที่ดินก็ถูกยึด แล้วบางทีไม่พอด้วย เป็นหนี้เข้าไปอีก ทั้งบ้านทั้งที่ดินไม่พอใช้หนี้ บางทีถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเสียเนื้อเสียตัวไปอีก ผู้ชายก็ตกเป็นทาส ถูกเขาใช้ทำอะไรก็ได้ อย่าไปหลงกลกับนางแบบ หรือนายแบบที่ชักชวน บางทีนายแบบ นางแบบเนี่ย อาจจะเสียการพนันแล้วต้องมาเป็นนางแบบ นายแบบ หรือพรีเซนเตอร์ (Presenter) ชักชวนให้คนอื่นมาเล่นให้ได้ อย่า! ไปเห็นแก่คนดัง ว่าคนนี้มาชักชวน อย่า! ไปเห็นแก่ คนหนุ่ม, คนสาว, คนสวย, คนหล่อ มาชักชวน ให้รู้เลยว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ..การโกหกกัน เป็นเรื่องของ..การหลอกลวงกัน เป็นเรื่องของ..คนที่ไม่จริงใจ เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเนี่ย เราจะกลายเป็นเหยื่อ แล้วเป็นเหยื่อในลักษณะที่ว่า..บางทีทำให้เราต้องหลุดออกจากวงจรในการพัฒนาชีวิต..ที่น่าเสียดายมาก (พระอาจารย์เล่าเรื่อง ลูกเศรษฐี 2 คนมาแต่งงานกัน ถูกคนพาลชวนกินเหล้าจนหมดตัว พลาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง...เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าก็สายเสียแล้ว) “การพนัน” ถ้าเราไปยุ่งกับมัน มันก็ตัดโอกาส ไม่ให้เราได้พบสิ่งที่ดี ชาตินี้เราอาจจะมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ก็บรรลุไม่ได้ เพราะการพนันมันตัดโอกาส ใช้โอกาสใช้เวลาไปหลงผิด เพลินไปในอบายมุข..แทนที่จะได้บรรลุธรรม ชีวิตกลับตกต่ำ การเล่นอบายมุข..ทำไปแล้วมันก็เป็นกรรม เป็นอกุศลกรรม ทำกรรมมันก็มีวิบาก ไม่ว่าจะกินเหล้า, ไม่ว่าจะเล่นการพนัน, ไม่ว่าจะคบเพื่อนชั่วเป็นมิตร มันทำแล้วมีวิบาก วิบากนั้น นอกจากว่าจะทำให้ชีวิตเราตกต่ำไปแล้ว มันยังไปรบกวนกับการปฏิบัติธรรมของเราในอนาคตด้วย บางคนกินเหล้าตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้ทำให้มึนงง แล้วก็ง่วงนอน มีโมหะครอบงำ ..มันข้ามภพข้ามชาติ การกระทำไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย ก็ให้ผล เวลาเราทำดีเนี่ย อยากให้ผลดีให้ผลไว ๆ ข้ามภพข้ามชาติด้วย ผลของการทำชั่วเช่นเดียวกัน ให้ผลทันที! และให้ผลข้ามภพข้ามชาติด้วย เพราะฉะนั้น..ชั่ว แม้เล็กน้อย อย่าทำดีกว่า! การทำอบายมุขเนี่ยนะ ชื่อมันบอกอยู่แล้ว “อบาย” แปลว่า ที่ที่ปราศจากความเจริญ “มุข” แปลว่า ประตู หรือช่องทาง “อบายมุข” ก็แปลว่า ช่องทางแห่งความเสื่อม, ทางฉิบหาย, ทางแห่งความพินาศ การทำอะไรก็ตามที่ไปเกี่ยวข้องกับ อบายมุข คือเรากำลังเปิดประตูไปสู่อบาย ไม่ว่าจะเป็น เล่นการพนัน, กินเหล้า, คบคนชั่วเป็นมิตร หรือว่าไปเที่ยวกลางคืน มันเป็นเรื่องของการกระทำสร้างเหตุให้ตนเอง..ไปสู่อบาย เพราะฉะนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงได้..ก็อย่าทำ! แล้วนอกจากจะไม่ไปยุ่งกับอบายมุข ก็มาสร้างกุศลให้เกิดขึ้น สร้างบารมีให้เกิดขึ้น ทำในสิ่งตรงข้ามด้วย ไม่ใช่ว่าอบายมุขก็ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่บารมีก็ไม่สร้าง อย่างนี้เขาเรียกว่า “เกิดมาตายเปล่า” อย่างนี้ คือฟาวล์ (foul) คือเกิดมาแล้วก็ตายเปล่า ก็ควรทำชาตินี้ให้มันเป็นประโยชน์ด้วย ประโยชน์ที่เราควรทำจริง ๆ คือพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นจนพ้นทุกข์ไปได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 33.37-49.52 )

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อบายมุข #พนันออนไลน์ #การพนัน #เกิดมาตายเปล่า 🤔🤔 #ถาม : ตอนนี้มีแต่ข่าวเล่นพนันออนไลน์ (online) เล่นง่าย ลูกหลานเล่นกันหมด เราจะบอกกับลูกหลานอย่างไรดี #ตอบ : “การพนัน” ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันก็ไม่ดีทั้งหมด การพนันเป็นวิธีการหาเงินของคนขี้เกียจ ไม่ได้สร้างผลงานอะไร..แต่อยากรวย ไม่ต้องทำงานอะไร ไม่ต้องออกแรงอะไร..แต่ได้เงิน (หรือคาดว่าจะได้เงิน) คนเล่นพนันต้องอยากได้เงินมากกว่าที่ลงไป แล้วไม่มีการพนันไหนเลย..ที่เจ้ามือจะเจ๊ง ถ้าเขาเปิดบ่อนขึ้นมา เปิดเพื่อให้เจ้ามือเจ๊งเนี่ยนะ แสดงว่าไอ้เจ้ามือเนี่ยมันโง่! ให้รู้ไว้เลยว่า ถ้าเราเข้าบ่อน หรือไปเล่นการพนัน ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันคือนำตนไปเป็น “เหยื่อ” เขาอาจจะอ่อย (มาจาก อ่อยเหยื่อ) ให้เราหน่อยหนึ่ง ครั้งแรกเลย เราอาจจะได้ ๑๐ แล้วเราก็ได้ใจ แทงต่อ มันจะกินเรา ๑๐ ที่ได้ไปก็หมด เสียไป ๒๐, เสียไป ๕๐, เสียไป ๑๐๐ พอเริ่มเกิน ๑๐๐ ขึ้นไป มันจะอ่อยให้เราอีก ๑๐ ประมาณอย่างนี้ เหมือนมีกำลังใจว่า เฮ้ย!..มันก็มีโอกาสได้เหมือนกัน ลงไป ๆ ย่ามใจ ไปเรื่อย ๆ เสียไปอีก ๑,๐๐๐ จริง ๆ แล้วพนันมันไม่ใช่แค่ ๑๐๐ แค่ ๑,๐๐๐ ส่วนใหญ่แล้ว ที่มีปัญหาคือ มันเป็นแสน (๑๐๐,๐๐๐) เป็นล้าน (๑,๐๐๐,๐๐๐) แล้วก็ไม่ใช่ล้านเดียว..หลายล้าน ผลเสียจากการเล่นการพนัน นอกจากจะเสียทรัพย์แล้ว – “ครอบครัวแตกแยก” มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย – “ชีวิตตกต่ำ” แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาชีวิตด้วยการเรียนหรือการทำงาน – ผู้คนทั่วไปจดจำเราว่า “คนนี้ติดการพนัน” เสียความน่าเชื่อถือ ไม่มีใครอยากคบ – นำไปสู่การทำผิดเรื่องอื่น เช่น ขโมยเพื่อใช้หนี้พนัน ในวงพนันเนี่ย ไม่มีใครจริงใจกับเราเลย เจ้ามือมักจะบอกอย่างนี้ว่า “แทงเสีย! แทงเสีย!” ไม่ใช่ แทงได้! แทงได้! นะ เขาอวยพรเราขนาดนี้..เราไม่รู้สึกตัวเลยหรือ? มันแช่งเรานะ..ไม่ใช่อวยพร ไม่ได้รู้สึกสำนึกเลยว่า..นี่เราถลำมาขนาดนี้แล้วหรือ? ในวงของการพนัน “ไม่มีใครจริงใจกับเรา” มีแต่คน “อยากได้” ไอ้เงินก้อนนี้ ที่มันกองอยู่ข้างหน้านี้ ไม่ต้องดูใคร..ดูเราเอง เราก็ยังอยากได้ ไอ้คนอื่นก็อยากได้เหมือนกัน และไอ้ที่เราอยากได้เนี่ย มันก็เงินของคนโน้น คนนี้ ที่ลงมาอยู่ในกองนี้ “เราเองก็ไม่จริงใจกับคนอื่น” และแน่นอน.. “คนอื่นก็ไม่จริงใจกับเรา” แล้วเงินก้อนนี้ ถ้าเราได้มานะ..เราได้มาด้วยความไม่เต็มใจของเจ้าของเงิน เราได้ครั้งนี้ก็จริง..แต่ก่อเวร! เจ้าของเขาหวง..เขาก็อยากได้ เขาก็เสียดาย พอเขาไม่เต็มใจเนี่ยนะ “เรากำลังก่อเวร” ถ้าเราแพ้..เราก็เศร้าเสียใจ เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ เพราะฉะนั้น ทั้งได้ทั้งเสีย มีแต่เรื่องร้าย ๆ มีแต่เรื่องเสีย..ไม่ดีเลย ก่อเวรกันเนี่ยมันดีแค่ไหน?..ไม่ดีนะ เราเคยได้ยินไหม คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ทำไมเจ้ากรรมนายเวรเรามันเยอะจัง? การพนัน..เล่นกันทั้งวงเนี่ย ถ้าเราได้นะ ทั้งวงนี่คือเจ้ากรรมนายเวรเราทั้งหมดเลย ..ไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันได้ เป็นเรื่องดี ถ้ายุ่งไปแล้ว..ให้รีบเลิก อย่าคิดว่าจะร่ำรวยด้วยวิธีเล่นการพนัน คนที่จะรวยเรื่องการพนัน..มีคนเดียว คือเจ้ามือ แล้วก็ไม่ใช่หมายความว่าพูดอย่างนี้แล้วเลยก็จะไปเป็นเจ้ามือนะ เพราะมันทำให้ตนเองไปเป็นผู้ก่อเวร เพราะเจ้ามือมักจะได้บ่อย ก็เป็นผู้ก่อเวรบ่อย มีใครเห็นเจ้ามือแล้วรู้สึกว่าอวยชัยให้พรด้วยความจริงใจ.. มีไหม? ไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวได้จะดี เขามีคำเตือนอยู่ว่าถูกโจรปล้น ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ ๑ ครั้ง ไฟไหม้ ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไปเล่นการพนัน เพราะว่าการเล่นการพนันเนี่ย บ้านก็ถูกยึด ที่ดินก็ถูกยึด แล้วบางทีไม่พอด้วย เป็นหนี้เข้าไปอีก ทั้งบ้านทั้งที่ดินไม่พอใช้หนี้ บางทีถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเสียเนื้อเสียตัวไปอีก ผู้ชายก็ตกเป็นทาส ถูกเขาใช้ทำอะไรก็ได้ อย่าไปหลงกลกับนางแบบ หรือนายแบบที่ชักชวน บางทีนายแบบ นางแบบเนี่ย อาจจะเสียการพนันแล้วต้องมาเป็นนางแบบ นายแบบ หรือพรีเซนเตอร์ (Presenter) ชักชวนให้คนอื่นมาเล่นให้ได้ อย่า! ไปเห็นแก่คนดัง ว่าคนนี้มาชักชวน อย่า! ไปเห็นแก่ คนหนุ่ม, คนสาว, คนสวย, คนหล่อ มาชักชวน ให้รู้เลยว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ..การโกหกกัน เป็นเรื่องของ..การหลอกลวงกัน เป็นเรื่องของ..คนที่ไม่จริงใจ เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเนี่ย เราจะกลายเป็นเหยื่อ แล้วเป็นเหยื่อในลักษณะที่ว่า..บางทีทำให้เราต้องหลุดออกจากวงจรในการพัฒนาชีวิต..ที่น่าเสียดายมาก (พระอาจารย์เล่าเรื่อง ลูกเศรษฐี 2 คนมาแต่งงานกัน ถูกคนพาลชวนกินเหล้าจนหมดตัว พลาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง…เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าก็สายเสียแล้ว) “การพนัน” ถ้าเราไปยุ่งกับมัน มันก็ตัดโอกาส ไม่ให้เราได้พบสิ่งที่ดี ชาตินี้เราอาจจะมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ก็บรรลุไม่ได้ เพราะการพนันมันตัดโอกาส ใช้โอกาสใช้เวลาไปหลงผิด เพลินไปในอบายมุข..แทนที่จะได้บรรลุธรรม ชีวิตกลับตกต่ำ การเล่นอบายมุข..ทำไปแล้วมันก็เป็นกรรม เป็นอกุศลกรรม ทำกรรมมันก็มีวิบาก ไม่ว่าจะกินเหล้า, ไม่ว่าจะเล่นการพนัน, ไม่ว่าจะคบเพื่อนชั่วเป็นมิตร มันทำแล้วมีวิบาก วิบากนั้น นอกจากว่าจะทำให้ชีวิตเราตกต่ำไปแล้ว มันยังไปรบกวนกับการปฏิบัติธรรมของเราในอนาคตด้วย บางคนกินเหล้าตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้ทำให้มึนงง แล้วก็ง่วงนอน มีโมหะครอบงำ ..มันข้ามภพข้ามชาติ การกระทำไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย ก็ให้ผล เวลาเราทำดีเนี่ย อยากให้ผลดีให้ผลไว ๆ ข้ามภพข้ามชาติด้วย ผลของการทำชั่วเช่นเดียวกัน ให้ผลทันที! และให้ผลข้ามภพข้ามชาติด้วย เพราะฉะนั้น..ชั่ว แม้เล็กน้อย อย่าทำดีกว่า! การทำอบายมุขเนี่ยนะ ชื่อมันบอกอยู่แล้ว “อบาย” แปลว่า ที่ที่ปราศจากความเจริญ “มุข” แปลว่า ประตู หรือช่องทาง “อบายมุข” ก็แปลว่า ช่องทางแห่งความเสื่อม, ทางฉิบหาย, ทางแห่งความพินาศ การทำอะไรก็ตามที่ไปเกี่ยวข้องกับ อบายมุข คือเรากำลังเปิดประตูไปสู่อบาย ไม่ว่าจะเป็น เล่นการพนัน, กินเหล้า, คบคนชั่วเป็นมิตร หรือว่าไปเที่ยวกลางคืน มันเป็นเรื่องของการกระทำสร้างเหตุให้ตนเอง..ไปสู่อบาย เพราะฉะนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงได้..ก็อย่าทำ! แล้วนอกจากจะไม่ไปยุ่งกับอบายมุข ก็มาสร้างกุศลให้เกิดขึ้น สร้างบารมีให้เกิดขึ้น ทำในสิ่งตรงข้ามด้วย ไม่ใช่ว่าอบายมุขก็ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่บารมีก็ไม่สร้าง อย่างนี้เขาเรียกว่า “เกิดมาตายเปล่า” อย่างนี้ คือฟาวล์ (foul) คือเกิดมาแล้วก็ตายเปล่า ก็ควรทำชาตินี้ให้มันเป็นประโยชน์ด้วย ประโยชน์ที่เราควรทำจริง ๆ คือพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นจนพ้นทุกข์ไปได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 33.37-49.52 )

อ่านต่อ ...
Loading...