นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คำบริกรรม #เจริญสติปัฏฐาน๔ #จุดตั้งต้น #ถาม : ถ้าภาวนา “สัมมาอรหัง” จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ไหม? #ตอบ : ได้นะ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ “สัมมาอรหัง” เป็นเพียงคำบริกรรม ถ้าใจอยู่กับคำบริกรรมนี้ ก็เรียกว่าทำสมถกรรมฐานโดยมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็น​อารมณ์​ ถ้าใจอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นไปไหน เรียกว่าจิตสงบ ก็จะได้ “สมถกรรมฐาน” จิตมี“สัมมาอรหัง”เป็นอารมณ์ พอจิตอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นแส่ส่ายไปไหน เรียกว่ามีความสงบเกิดขึ้น เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันไม่สงบ..ก็ยังทำสติปัฏฐานได้ “สติปัฏฐาน” หมาย​ถึง​ข้อ​ปฏิบัติ​ที่​มี​สติ​เป็น​ประธาน​ เพื่อ​ให้​ปัญญา​รู้​เท่าทัน​ความ​เป็น​จริง ก็คือเมื่อมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็นคำบริกรรม จิตมารู้อยู่กับคำบริกรรมอันนี้..แล้วเผลอไป ถ้าเห็นว่าจิตเผลอ ก็ได้ทำ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ก็คือมีสติรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต ตอนที่จิตเผลอก็คือจิตลืมคำบริกรรมนี้ไปแล้ว.. ไปรู้สิ่งอื่น ตอนที่รู้สิ่งอื่น เราก็รู้ตามมันไปอีกทีว่า เมื่อกี้เผลอแล้ว ทำไมถึงรู้ว่าเผลอ? ก็เมื่อกี้กำลังมี “สัมมาอรหัง” เป็นอารมณ์ แล้วตอนนี้ไปนึกถึงอย่างอื่น สมมติว่าเป็น "เกี๊ยวซ่า" ซึ่งไม่ใช่ "สัมมาอรหัง" เราจึงรู้ว่า เมื่อกี้นี้เราเผลอไป เราอาจจะนึกถึงอย่างอื่นก็ได้นะ สมมติ​ว่า​ทีนี้เรารู้ว่าเมื่อกี้เรานึกถึงเกี๊ยวซ่าแล้ว แปลว่าเผลอแล้ว ก็เพราะว่า​ก่อนหน้านี้เราตั้งกติกาไว้ว่าจะเอาใจอยู่กับ “สัมมาอรหัง” พอเห็นว่ามีอารมณ์อื่นที่ผิดไปจาก “สัมมาอรหัง” ก็เรียกว่า “เผลอ” ไม่ว่าจะเผลอถึงอะไร เรียกว่าเผลอทั้งหมดเลย เห็นเผลอปุ๊บ ก็​มีตัวรู้เกิดขึ้นมาแทน ความเผลอนั้นก็ดับ จิตก็เรียนรู้ความจริงอันนี้ไป ทีนี้พอเห็นความเผลอดับแล้ว อย่าให้ใจล่องลอยไปที่อื่น ให้มาที่คำบริกรรม ยกเอาคำบริกรรมมาเป็นอารมณ์ของจิตต่อ เพื่อจะเรียนรู้จิตอีกทีว่า ความเผลอเป็นอย่างไร? กระบวนการฝึกจึงสรุปลงเป็นคำสั้นๆ ว่า “จิตเผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้” ข้อสำคัญ ก็คือว่าคำว่า “สัมมาอรหัง” มันเป็นเพียงจุดตั้งต้น เหมือนกับคำบริกรรมอื่น จะใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” ก็ได้ “นะมะพะทะ” ก็ได้ หรือว่าจะใช้คำว่า “หนอ” ก็ได้ “ยุบหนอ พองหนอ” ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า “นะเมติ นะเมติ นะเมติ” นี่ก็ได้ บางท่าน เช่น พระจุลปันถกะได้รับคำบริกรรม พร้อมกับรับพระราชทานผ้ามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้บริกรรมคำว่า “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” นี่ก็เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยมีคำบริกรรม คือ “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” พร้อมกับการเช็ดไป เหมือนกันตรงที่ คำบริกรรมมันเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” จุดที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำใดคำหนึ่ง หรือว่าต้องคำนั้นคำนี้จึงบรรลุ ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เราต้องการคือ “จิตเผลอไป แล้วรู้ทัน” ที่ว่า “รู้ทัน” เนี่ย มันจะเป็นการรู้ทันการทำงานของจิต รู้ทันความจริงของจิตว่าจิตมันเกิด-ดับ เมื่อกี้เกิดอยู่ที่คำบริกรรม แล้วมันดับไปแล้ว..มาเกิดใหม่ที่อื่น ไปนึกถึงเรื่องอื่น มันก็เกิดที่อื่น รู้ทันว่ามันเผลอไป ความเผลอก็ดับแล้วก็มาเรียนใหม่ ที่ว่า “เรียนใหม่” ก็คือกลับเข้าห้องเรียน กลับเข้าบ้าน หมายถึงมาเริ่มที่คำบริกรรมใหม่ เผลออีกก็รู้อีก ให้รู้ทัน รู้บ่อย ๆ ให้มันเข้าใจว่าจิตนี้ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับไม่ได้ ก็เรียกว่าอาศัยคำบริกรรมเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเรียนรู้จิต ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “สัมมาอะระหัง” หรือคำไหนก็ได้ หลักการก็คือว่าใช้มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อทำสมถะ และต่อไปให้ถึงวิปัสสนา “วิปัสสนา” แปลว่า ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม คือจิตเริ่มฉลาด มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมด้วย สิ่งที่จะทำให้จิตฉลาดขึ้นมา คือ รู้ทันเมื่อจิตมันทำงาน ที่จิตมันเผลอไป บางทีมันไม่ได้เผลอข้างนอกนะ บางทีมันเผลอเพ่ง เช่นบริกรรมคำนี้อยู่ก็เพ่งในคำนี้ เพ่งแล้วจิตก็มีน้ำหนัก จิตแข็ง จิตทื่อ การบริกรรมจริงๆ มันต้องบริกรรมด้วยใจสบาย ๆ ที่เพ่งนั้นบางทีก็เป็นเพราะเมื่อเผลอไปแล้วก็รู้สึกว่า ‘ความเผลอไม่ดี’ ก็เลยไม่อยากเผลอ จึงตั้งใจเพ่งเข้าไปในคำบริกรรม เพื่อไม่ให้จิตเผลอ การเพ่ง ก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งของจิต ให้รู้ทันด้วยว่า ตอนนี้ทำการเพ่งเพราะมีตัณหา..อยากจะสงบ อยากจะสงบก็เลยเพ่งไป เมื่อรู้ทันตัณหา ตัณหาก็จะแสดงความจริงว่า มันเกิด-ดับเหมือนกัน ทีนี้เราก็รู้ทันว่า มันมีความเผลอ ๒ แบบ คือ ๑.​ เผลอเพลินออกไปข้างนอก กับ ๒. เผลอเพ่งไอ้จุดเริ่มต้นนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น "สัมมาอะระหัง" จะเป็น "พุทโธ" หรือจะเป็นลมหายใจ เป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกัน มันจะมี เผลอเพลินไปจากจุดเริ่มต้นนี้ หรือ เผลอเพ่งไปในจุดเริ่มต้นนี้ ก็แค่เห็นอาการกิริยาของจิต ที่มันแสดงออก ๒ แบบ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนพระปัญจวัคคีย์ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” พระองค์สอนพระปัญจวัคคีย์ว่า ที่สุด ๒ ทาง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขลิกานุโยค คือ เผลอเพลินไปในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ ทรมานตัวเองนั้น ถ้าสมัยก่อนนั้นมันชัดเจน คือนอนบนหนาม เปลือยกายบนหิมะ อย่างนั้นมันชัดเจน แต่บางทีนักปฏิบัติในปัจจุบันก็ทำอัตตกิลมถานุโยคโดยไม่รู้ตัว ก็คือเพ่งไว้ แล้วคิดว่ามันดี จริงๆ มันเครียดจะตายไป! มันเครียดเท่ากับเป็นทุกข์นะ! ใจเป็นทุกข์..แต่ไม่ทันสังเกต ให้รู้ทันตรงนี้ด้วยว่า นี่กำลังทำความเครียดให้เกิดขึ้นกับใจ ใจที่เหมาะสมคือ ใจที่เบา สบาย อ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การงาน ไอ้จิตที่เพ่งเนี่ย มันแข็งเกินไป ต้องสังเกตจิตให้ดีว่า จิตขณะนี้มันพร้อมไหม? เป็นจิตที่ซื่อตรงต่ออารมณ์ไหม? ซื่อตรงต่อการรู้ คือมีการรู้แบบเบา ๆ นุ่มนวล-มุทุตา เบา-ลหุตา (ลหุตา คือเบา ๆ, มุทุ คือนุ่มนวล อ่อนโยน) มีความคล่องตัวในการทำงาน งานที่ว่านี้คืองานวิปัสสนา เพราะฉะนั้นมันต้องมีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวล เบา ๆ เบาก็ไม่ใช่เบาหวิว จนลอยปลิวหายไปนะ เบาก็คือรู้อารมณ์แบบเบา ๆ ถ้าเพ่งก็หนักเกิน หนักเกินก็รู้ทันว่า ‘ไอ้นี่มันหนักไปแล้ว’ หนักไปก็รู้ทัน ที่จะรู้ยากก็คือ “ตัวเพ่ง” เพราะจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังทำสมาธิ” บางทีเราก็ตีความคำว่า “ตั้งมั่น” ว่า ต้องเข้าไปเพ่ง อันนี้ก็ต้องระวัง สิ่งที่ควรระวังมี ๒ แบบ คือ เผลอเพลินไป กับเผลอเพ่ง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/759165894860740 (นาทีที่ 1.34.58-1.42.06)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คำบริกรรม #เจริญสติปัฏฐาน๔ #จุดตั้งต้น #ถาม : ถ้าภาวนา “สัมมาอรหัง” จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ไหม? #ตอบ : ได้นะ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ “สัมมาอรหัง” เป็นเพียงคำบริกรรม ถ้าใจอยู่กับคำบริกรรมนี้ ก็เรียกว่าทำสมถกรรมฐานโดยมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็น​อารมณ์​ ถ้าใจอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นไปไหน เรียกว่าจิตสงบ ก็จะได้ “สมถกรรมฐาน” จิตมี“สัมมาอรหัง”เป็นอารมณ์ พอจิตอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นแส่ส่ายไปไหน เรียกว่ามีความสงบเกิดขึ้น เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันไม่สงบ..ก็ยังทำสติปัฏฐานได้ “สติปัฏฐาน” หมาย​ถึง​ข้อ​ปฏิบัติ​ที่​มี​สติ​เป็น​ประธาน​ เพื่อ​ให้​ปัญญา​รู้​เท่าทัน​ความ​เป็น​จริง ก็คือเมื่อมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็นคำบริกรรม จิตมารู้อยู่กับคำบริกรรมอันนี้..แล้วเผลอไป ถ้าเห็นว่าจิตเผลอ ก็ได้ทำ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ก็คือมีสติรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต ตอนที่จิตเผลอก็คือจิตลืมคำบริกรรมนี้ไปแล้ว.. ไปรู้สิ่งอื่น ตอนที่รู้สิ่งอื่น เราก็รู้ตามมันไปอีกทีว่า เมื่อกี้เผลอแล้ว ทำไมถึงรู้ว่าเผลอ? ก็เมื่อกี้กำลังมี “สัมมาอรหัง” เป็นอารมณ์ แล้วตอนนี้ไปนึกถึงอย่างอื่น สมมติว่าเป็น “เกี๊ยวซ่า” ซึ่งไม่ใช่ “สัมมาอรหัง” เราจึงรู้ว่า เมื่อกี้นี้เราเผลอไป เราอาจจะนึกถึงอย่างอื่นก็ได้นะ สมมติ​ว่า​ทีนี้เรารู้ว่าเมื่อกี้เรานึกถึงเกี๊ยวซ่าแล้ว แปลว่าเผลอแล้ว ก็เพราะว่า​ก่อนหน้านี้เราตั้งกติกาไว้ว่าจะเอาใจอยู่กับ “สัมมาอรหัง” พอเห็นว่ามีอารมณ์อื่นที่ผิดไปจาก “สัมมาอรหัง” ก็เรียกว่า “เผลอ” ไม่ว่าจะเผลอถึงอะไร เรียกว่าเผลอทั้งหมดเลย เห็นเผลอปุ๊บ ก็​มีตัวรู้เกิดขึ้นมาแทน ความเผลอนั้นก็ดับ จิตก็เรียนรู้ความจริงอันนี้ไป ทีนี้พอเห็นความเผลอดับแล้ว อย่าให้ใจล่องลอยไปที่อื่น ให้มาที่คำบริกรรม ยกเอาคำบริกรรมมาเป็นอารมณ์ของจิตต่อ เพื่อจะเรียนรู้จิตอีกทีว่า ความเผลอเป็นอย่างไร? กระบวนการฝึกจึงสรุปลงเป็นคำสั้นๆ ว่า “จิตเผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้” ข้อสำคัญ ก็คือว่าคำว่า “สัมมาอรหัง” มันเป็นเพียงจุดตั้งต้น เหมือนกับคำบริกรรมอื่น จะใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” ก็ได้ “นะมะพะทะ” ก็ได้ หรือว่าจะใช้คำว่า “หนอ” ก็ได้ “ยุบหนอ พองหนอ” ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า “นะเมติ นะเมติ นะเมติ” นี่ก็ได้ บางท่าน เช่น พระจุลปันถกะได้รับคำบริกรรม พร้อมกับรับพระราชทานผ้ามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้บริกรรมคำว่า “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” นี่ก็เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยมีคำบริกรรม คือ “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” พร้อมกับการเช็ดไป เหมือนกันตรงที่ คำบริกรรมมันเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” จุดที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำใดคำหนึ่ง หรือว่าต้องคำนั้นคำนี้จึงบรรลุ ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เราต้องการคือ “จิตเผลอไป แล้วรู้ทัน” ที่ว่า “รู้ทัน” เนี่ย มันจะเป็นการรู้ทันการทำงานของจิต รู้ทันความจริงของจิตว่าจิตมันเกิด-ดับ เมื่อกี้เกิดอยู่ที่คำบริกรรม แล้วมันดับไปแล้ว..มาเกิดใหม่ที่อื่น ไปนึกถึงเรื่องอื่น มันก็เกิดที่อื่น รู้ทันว่ามันเผลอไป ความเผลอก็ดับแล้วก็มาเรียนใหม่ ที่ว่า “เรียนใหม่” ก็คือกลับเข้าห้องเรียน กลับเข้าบ้าน หมายถึงมาเริ่มที่คำบริกรรมใหม่ เผลออีกก็รู้อีก ให้รู้ทัน รู้บ่อย ๆ ให้มันเข้าใจว่าจิตนี้ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับไม่ได้ ก็เรียกว่าอาศัยคำบริกรรมเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเรียนรู้จิต ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “สัมมาอะระหัง” หรือคำไหนก็ได้ หลักการก็คือว่าใช้มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อทำสมถะ และต่อไปให้ถึงวิปัสสนา “วิปัสสนา” แปลว่า ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม คือจิตเริ่มฉลาด มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมด้วย สิ่งที่จะทำให้จิตฉลาดขึ้นมา คือ รู้ทันเมื่อจิตมันทำงาน ที่จิตมันเผลอไป บางทีมันไม่ได้เผลอข้างนอกนะ บางทีมันเผลอเพ่ง เช่นบริกรรมคำนี้อยู่ก็เพ่งในคำนี้ เพ่งแล้วจิตก็มีน้ำหนัก จิตแข็ง จิตทื่อ การบริกรรมจริงๆ มันต้องบริกรรมด้วยใจสบาย ๆ ที่เพ่งนั้นบางทีก็เป็นเพราะเมื่อเผลอไปแล้วก็รู้สึกว่า ‘ความเผลอไม่ดี’ ก็เลยไม่อยากเผลอ จึงตั้งใจเพ่งเข้าไปในคำบริกรรม เพื่อไม่ให้จิตเผลอ การเพ่ง ก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งของจิต ให้รู้ทันด้วยว่า ตอนนี้ทำการเพ่งเพราะมีตัณหา..อยากจะสงบ อยากจะสงบก็เลยเพ่งไป เมื่อรู้ทันตัณหา ตัณหาก็จะแสดงความจริงว่า มันเกิด-ดับเหมือนกัน ทีนี้เราก็รู้ทันว่า มันมีความเผลอ ๒ แบบ คือ ๑.​ เผลอเพลินออกไปข้างนอก กับ ๒. เผลอเพ่งไอ้จุดเริ่มต้นนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น “สัมมาอะระหัง” จะเป็น “พุทโธ” หรือจะเป็นลมหายใจ เป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกัน มันจะมี เผลอเพลินไปจากจุดเริ่มต้นนี้ หรือ เผลอเพ่งไปในจุดเริ่มต้นนี้ ก็แค่เห็นอาการกิริยาของจิต ที่มันแสดงออก ๒ แบบ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนพระปัญจวัคคีย์ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” พระองค์สอนพระปัญจวัคคีย์ว่า ที่สุด ๒ ทาง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขลิกานุโยค คือ เผลอเพลินไปในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ ทรมานตัวเองนั้น ถ้าสมัยก่อนนั้นมันชัดเจน คือนอนบนหนาม เปลือยกายบนหิมะ อย่างนั้นมันชัดเจน แต่บางทีนักปฏิบัติในปัจจุบันก็ทำอัตตกิลมถานุโยคโดยไม่รู้ตัว ก็คือเพ่งไว้ แล้วคิดว่ามันดี จริงๆ มันเครียดจะตายไป! มันเครียดเท่ากับเป็นทุกข์นะ! ใจเป็นทุกข์..แต่ไม่ทันสังเกต ให้รู้ทันตรงนี้ด้วยว่า นี่กำลังทำความเครียดให้เกิดขึ้นกับใจ ใจที่เหมาะสมคือ ใจที่เบา สบาย อ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การงาน ไอ้จิตที่เพ่งเนี่ย มันแข็งเกินไป ต้องสังเกตจิตให้ดีว่า จิตขณะนี้มันพร้อมไหม? เป็นจิตที่ซื่อตรงต่ออารมณ์ไหม? ซื่อตรงต่อการรู้ คือมีการรู้แบบเบา ๆ นุ่มนวล-มุทุตา เบา-ลหุตา (ลหุตา คือเบา ๆ, มุทุ คือนุ่มนวล อ่อนโยน) มีความคล่องตัวในการทำงาน งานที่ว่านี้คืองานวิปัสสนา เพราะฉะนั้นมันต้องมีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวล เบา ๆ เบาก็ไม่ใช่เบาหวิว จนลอยปลิวหายไปนะ เบาก็คือรู้อารมณ์แบบเบา ๆ ถ้าเพ่งก็หนักเกิน หนักเกินก็รู้ทันว่า ‘ไอ้นี่มันหนักไปแล้ว’ หนักไปก็รู้ทัน ที่จะรู้ยากก็คือ “ตัวเพ่ง” เพราะจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังทำสมาธิ” บางทีเราก็ตีความคำว่า “ตั้งมั่น” ว่า ต้องเข้าไปเพ่ง อันนี้ก็ต้องระวัง สิ่งที่ควรระวังมี ๒ แบบ คือ เผลอเพลินไป กับเผลอเพ่ง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/759165894860740 (นาทีที่ 1.34.58-1.42.06)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อบายมุข #พนันออนไลน์ #การพนัน #เกิดมาตายเปล่า 🤔🤔 #ถาม : ตอนนี้มีแต่ข่าวเล่นพนันออนไลน์ (online) เล่นง่าย ลูกหลานเล่นกันหมด เราจะบอกกับลูกหลานอย่างไรดี #ตอบ : “การพนัน” ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันก็ไม่ดีทั้งหมด การพนันเป็นวิธีการหาเงินของคนขี้เกียจ ไม่ได้สร้างผลงานอะไร..แต่อยากรวย ไม่ต้องทำงานอะไร ไม่ต้องออกแรงอะไร..แต่ได้เงิน (หรือคาดว่าจะได้เงิน) คนเล่นพนันต้องอยากได้เงินมากกว่าที่ลงไป แล้วไม่มีการพนันไหนเลย..ที่เจ้ามือจะเจ๊ง ถ้าเขาเปิดบ่อนขึ้นมา เปิดเพื่อให้เจ้ามือเจ๊งเนี่ยนะ แสดงว่าไอ้เจ้ามือเนี่ยมันโง่! ให้รู้ไว้เลยว่า ถ้าเราเข้าบ่อน หรือไปเล่นการพนัน ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันคือนำตนไปเป็น “เหยื่อ” เขาอาจจะอ่อย (มาจาก อ่อยเหยื่อ) ให้เราหน่อยหนึ่ง ครั้งแรกเลย เราอาจจะได้ ๑๐ แล้วเราก็ได้ใจ แทงต่อ มันจะกินเรา ๑๐ ที่ได้ไปก็หมด เสียไป ๒๐, เสียไป ๕๐, เสียไป ๑๐๐ พอเริ่มเกิน ๑๐๐ ขึ้นไป มันจะอ่อยให้เราอีก ๑๐ ประมาณอย่างนี้ เหมือนมีกำลังใจว่า เฮ้ย!..มันก็มีโอกาสได้เหมือนกัน ลงไป ๆ ย่ามใจ ไปเรื่อย ๆ เสียไปอีก ๑,๐๐๐ จริง ๆ แล้วพนันมันไม่ใช่แค่ ๑๐๐ แค่ ๑,๐๐๐ ส่วนใหญ่แล้ว ที่มีปัญหาคือ มันเป็นแสน (๑๐๐,๐๐๐) เป็นล้าน (๑,๐๐๐,๐๐๐) แล้วก็ไม่ใช่ล้านเดียว..หลายล้าน ผลเสียจากการเล่นการพนัน นอกจากจะเสียทรัพย์แล้ว - “ครอบครัวแตกแยก” มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย - “ชีวิตตกต่ำ” แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาชีวิตด้วยการเรียนหรือการทำงาน - ผู้คนทั่วไปจดจำเราว่า “คนนี้ติดการพนัน” เสียความน่าเชื่อถือ ไม่มีใครอยากคบ - นำไปสู่การทำผิดเรื่องอื่น เช่น ขโมยเพื่อใช้หนี้พนัน ในวงพนันเนี่ย ไม่มีใครจริงใจกับเราเลย เจ้ามือมักจะบอกอย่างนี้ว่า “แทงเสีย! แทงเสีย!” ไม่ใช่ แทงได้! แทงได้! นะ เขาอวยพรเราขนาดนี้..เราไม่รู้สึกตัวเลยหรือ? มันแช่งเรานะ..ไม่ใช่อวยพร ไม่ได้รู้สึกสำนึกเลยว่า..นี่เราถลำมาขนาดนี้แล้วหรือ? ในวงของการพนัน “ไม่มีใครจริงใจกับเรา” มีแต่คน “อยากได้” ไอ้เงินก้อนนี้ ที่มันกองอยู่ข้างหน้านี้ ไม่ต้องดูใคร..ดูเราเอง เราก็ยังอยากได้ ไอ้คนอื่นก็อยากได้เหมือนกัน และไอ้ที่เราอยากได้เนี่ย มันก็เงินของคนโน้น คนนี้ ที่ลงมาอยู่ในกองนี้ “เราเองก็ไม่จริงใจกับคนอื่น” และแน่นอน.. “คนอื่นก็ไม่จริงใจกับเรา” แล้วเงินก้อนนี้ ถ้าเราได้มานะ..เราได้มาด้วยความไม่เต็มใจของเจ้าของเงิน เราได้ครั้งนี้ก็จริง..แต่ก่อเวร! เจ้าของเขาหวง..เขาก็อยากได้ เขาก็เสียดาย พอเขาไม่เต็มใจเนี่ยนะ “เรากำลังก่อเวร” ถ้าเราแพ้..เราก็เศร้าเสียใจ เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ เพราะฉะนั้น ทั้งได้ทั้งเสีย มีแต่เรื่องร้าย ๆ มีแต่เรื่องเสีย..ไม่ดีเลย ก่อเวรกันเนี่ยมันดีแค่ไหน?..ไม่ดีนะ เราเคยได้ยินไหม คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ทำไมเจ้ากรรมนายเวรเรามันเยอะจัง? การพนัน..เล่นกันทั้งวงเนี่ย ถ้าเราได้นะ ทั้งวงนี่คือเจ้ากรรมนายเวรเราทั้งหมดเลย ..ไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันได้ เป็นเรื่องดี ถ้ายุ่งไปแล้ว..ให้รีบเลิก อย่าคิดว่าจะร่ำรวยด้วยวิธีเล่นการพนัน คนที่จะรวยเรื่องการพนัน..มีคนเดียว คือเจ้ามือ แล้วก็ไม่ใช่หมายความว่าพูดอย่างนี้แล้วเลยก็จะไปเป็นเจ้ามือนะ เพราะมันทำให้ตนเองไปเป็นผู้ก่อเวร เพราะเจ้ามือมักจะได้บ่อย ก็เป็นผู้ก่อเวรบ่อย มีใครเห็นเจ้ามือแล้วรู้สึกว่าอวยชัยให้พรด้วยความจริงใจ.. มีไหม? ไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวได้จะดี เขามีคำเตือนอยู่ว่าถูกโจรปล้น ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ ๑ ครั้ง ไฟไหม้ ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไปเล่นการพนัน เพราะว่าการเล่นการพนันเนี่ย บ้านก็ถูกยึด ที่ดินก็ถูกยึด แล้วบางทีไม่พอด้วย เป็นหนี้เข้าไปอีก ทั้งบ้านทั้งที่ดินไม่พอใช้หนี้ บางทีถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเสียเนื้อเสียตัวไปอีก ผู้ชายก็ตกเป็นทาส ถูกเขาใช้ทำอะไรก็ได้ อย่าไปหลงกลกับนางแบบ หรือนายแบบที่ชักชวน บางทีนายแบบ นางแบบเนี่ย อาจจะเสียการพนันแล้วต้องมาเป็นนางแบบ นายแบบ หรือพรีเซนเตอร์ (Presenter) ชักชวนให้คนอื่นมาเล่นให้ได้ อย่า! ไปเห็นแก่คนดัง ว่าคนนี้มาชักชวน อย่า! ไปเห็นแก่ คนหนุ่ม, คนสาว, คนสวย, คนหล่อ มาชักชวน ให้รู้เลยว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ..การโกหกกัน เป็นเรื่องของ..การหลอกลวงกัน เป็นเรื่องของ..คนที่ไม่จริงใจ เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเนี่ย เราจะกลายเป็นเหยื่อ แล้วเป็นเหยื่อในลักษณะที่ว่า..บางทีทำให้เราต้องหลุดออกจากวงจรในการพัฒนาชีวิต..ที่น่าเสียดายมาก (พระอาจารย์เล่าเรื่อง ลูกเศรษฐี 2 คนมาแต่งงานกัน ถูกคนพาลชวนกินเหล้าจนหมดตัว พลาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง...เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าก็สายเสียแล้ว) “การพนัน” ถ้าเราไปยุ่งกับมัน มันก็ตัดโอกาส ไม่ให้เราได้พบสิ่งที่ดี ชาตินี้เราอาจจะมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ก็บรรลุไม่ได้ เพราะการพนันมันตัดโอกาส ใช้โอกาสใช้เวลาไปหลงผิด เพลินไปในอบายมุข..แทนที่จะได้บรรลุธรรม ชีวิตกลับตกต่ำ การเล่นอบายมุข..ทำไปแล้วมันก็เป็นกรรม เป็นอกุศลกรรม ทำกรรมมันก็มีวิบาก ไม่ว่าจะกินเหล้า, ไม่ว่าจะเล่นการพนัน, ไม่ว่าจะคบเพื่อนชั่วเป็นมิตร มันทำแล้วมีวิบาก วิบากนั้น นอกจากว่าจะทำให้ชีวิตเราตกต่ำไปแล้ว มันยังไปรบกวนกับการปฏิบัติธรรมของเราในอนาคตด้วย บางคนกินเหล้าตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้ทำให้มึนงง แล้วก็ง่วงนอน มีโมหะครอบงำ ..มันข้ามภพข้ามชาติ การกระทำไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย ก็ให้ผล เวลาเราทำดีเนี่ย อยากให้ผลดีให้ผลไว ๆ ข้ามภพข้ามชาติด้วย ผลของการทำชั่วเช่นเดียวกัน ให้ผลทันที! และให้ผลข้ามภพข้ามชาติด้วย เพราะฉะนั้น..ชั่ว แม้เล็กน้อย อย่าทำดีกว่า! การทำอบายมุขเนี่ยนะ ชื่อมันบอกอยู่แล้ว “อบาย” แปลว่า ที่ที่ปราศจากความเจริญ “มุข” แปลว่า ประตู หรือช่องทาง “อบายมุข” ก็แปลว่า ช่องทางแห่งความเสื่อม, ทางฉิบหาย, ทางแห่งความพินาศ การทำอะไรก็ตามที่ไปเกี่ยวข้องกับ อบายมุข คือเรากำลังเปิดประตูไปสู่อบาย ไม่ว่าจะเป็น เล่นการพนัน, กินเหล้า, คบคนชั่วเป็นมิตร หรือว่าไปเที่ยวกลางคืน มันเป็นเรื่องของการกระทำสร้างเหตุให้ตนเอง..ไปสู่อบาย เพราะฉะนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงได้..ก็อย่าทำ! แล้วนอกจากจะไม่ไปยุ่งกับอบายมุข ก็มาสร้างกุศลให้เกิดขึ้น สร้างบารมีให้เกิดขึ้น ทำในสิ่งตรงข้ามด้วย ไม่ใช่ว่าอบายมุขก็ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่บารมีก็ไม่สร้าง อย่างนี้เขาเรียกว่า “เกิดมาตายเปล่า” อย่างนี้ คือฟาวล์ (foul) คือเกิดมาแล้วก็ตายเปล่า ก็ควรทำชาตินี้ให้มันเป็นประโยชน์ด้วย ประโยชน์ที่เราควรทำจริง ๆ คือพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นจนพ้นทุกข์ไปได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 33.37-49.52 )

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อบายมุข #พนันออนไลน์ #การพนัน #เกิดมาตายเปล่า 🤔🤔 #ถาม : ตอนนี้มีแต่ข่าวเล่นพนันออนไลน์ (online) เล่นง่าย ลูกหลานเล่นกันหมด เราจะบอกกับลูกหลานอย่างไรดี #ตอบ : “การพนัน” ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันก็ไม่ดีทั้งหมด การพนันเป็นวิธีการหาเงินของคนขี้เกียจ ไม่ได้สร้างผลงานอะไร..แต่อยากรวย ไม่ต้องทำงานอะไร ไม่ต้องออกแรงอะไร..แต่ได้เงิน (หรือคาดว่าจะได้เงิน) คนเล่นพนันต้องอยากได้เงินมากกว่าที่ลงไป แล้วไม่มีการพนันไหนเลย..ที่เจ้ามือจะเจ๊ง ถ้าเขาเปิดบ่อนขึ้นมา เปิดเพื่อให้เจ้ามือเจ๊งเนี่ยนะ แสดงว่าไอ้เจ้ามือเนี่ยมันโง่! ให้รู้ไว้เลยว่า ถ้าเราเข้าบ่อน หรือไปเล่นการพนัน ไม่ว่าจะออนไลน์ (online) หรือออฟไลน์ (offline) มันคือนำตนไปเป็น “เหยื่อ” เขาอาจจะอ่อย (มาจาก อ่อยเหยื่อ) ให้เราหน่อยหนึ่ง ครั้งแรกเลย เราอาจจะได้ ๑๐ แล้วเราก็ได้ใจ แทงต่อ มันจะกินเรา ๑๐ ที่ได้ไปก็หมด เสียไป ๒๐, เสียไป ๕๐, เสียไป ๑๐๐ พอเริ่มเกิน ๑๐๐ ขึ้นไป มันจะอ่อยให้เราอีก ๑๐ ประมาณอย่างนี้ เหมือนมีกำลังใจว่า เฮ้ย!..มันก็มีโอกาสได้เหมือนกัน ลงไป ๆ ย่ามใจ ไปเรื่อย ๆ เสียไปอีก ๑,๐๐๐ จริง ๆ แล้วพนันมันไม่ใช่แค่ ๑๐๐ แค่ ๑,๐๐๐ ส่วนใหญ่แล้ว ที่มีปัญหาคือ มันเป็นแสน (๑๐๐,๐๐๐) เป็นล้าน (๑,๐๐๐,๐๐๐) แล้วก็ไม่ใช่ล้านเดียว..หลายล้าน ผลเสียจากการเล่นการพนัน นอกจากจะเสียทรัพย์แล้ว – “ครอบครัวแตกแยก” มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย – “ชีวิตตกต่ำ” แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาชีวิตด้วยการเรียนหรือการทำงาน – ผู้คนทั่วไปจดจำเราว่า “คนนี้ติดการพนัน” เสียความน่าเชื่อถือ ไม่มีใครอยากคบ – นำไปสู่การทำผิดเรื่องอื่น เช่น ขโมยเพื่อใช้หนี้พนัน ในวงพนันเนี่ย ไม่มีใครจริงใจกับเราเลย เจ้ามือมักจะบอกอย่างนี้ว่า “แทงเสีย! แทงเสีย!” ไม่ใช่ แทงได้! แทงได้! นะ เขาอวยพรเราขนาดนี้..เราไม่รู้สึกตัวเลยหรือ? มันแช่งเรานะ..ไม่ใช่อวยพร ไม่ได้รู้สึกสำนึกเลยว่า..นี่เราถลำมาขนาดนี้แล้วหรือ? ในวงของการพนัน “ไม่มีใครจริงใจกับเรา” มีแต่คน “อยากได้” ไอ้เงินก้อนนี้ ที่มันกองอยู่ข้างหน้านี้ ไม่ต้องดูใคร..ดูเราเอง เราก็ยังอยากได้ ไอ้คนอื่นก็อยากได้เหมือนกัน และไอ้ที่เราอยากได้เนี่ย มันก็เงินของคนโน้น คนนี้ ที่ลงมาอยู่ในกองนี้ “เราเองก็ไม่จริงใจกับคนอื่น” และแน่นอน.. “คนอื่นก็ไม่จริงใจกับเรา” แล้วเงินก้อนนี้ ถ้าเราได้มานะ..เราได้มาด้วยความไม่เต็มใจของเจ้าของเงิน เราได้ครั้งนี้ก็จริง..แต่ก่อเวร! เจ้าของเขาหวง..เขาก็อยากได้ เขาก็เสียดาย พอเขาไม่เต็มใจเนี่ยนะ “เรากำลังก่อเวร” ถ้าเราแพ้..เราก็เศร้าเสียใจ เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ เพราะฉะนั้น ทั้งได้ทั้งเสีย มีแต่เรื่องร้าย ๆ มีแต่เรื่องเสีย..ไม่ดีเลย ก่อเวรกันเนี่ยมันดีแค่ไหน?..ไม่ดีนะ เราเคยได้ยินไหม คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ทำไมเจ้ากรรมนายเวรเรามันเยอะจัง? การพนัน..เล่นกันทั้งวงเนี่ย ถ้าเราได้นะ ทั้งวงนี่คือเจ้ากรรมนายเวรเราทั้งหมดเลย ..ไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันได้ เป็นเรื่องดี ถ้ายุ่งไปแล้ว..ให้รีบเลิก อย่าคิดว่าจะร่ำรวยด้วยวิธีเล่นการพนัน คนที่จะรวยเรื่องการพนัน..มีคนเดียว คือเจ้ามือ แล้วก็ไม่ใช่หมายความว่าพูดอย่างนี้แล้วเลยก็จะไปเป็นเจ้ามือนะ เพราะมันทำให้ตนเองไปเป็นผู้ก่อเวร เพราะเจ้ามือมักจะได้บ่อย ก็เป็นผู้ก่อเวรบ่อย มีใครเห็นเจ้ามือแล้วรู้สึกว่าอวยชัยให้พรด้วยความจริงใจ.. มีไหม? ไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวได้จะดี เขามีคำเตือนอยู่ว่าถูกโจรปล้น ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ ๑ ครั้ง ไฟไหม้ ๑๐ ครั้ง ไม่เท่ากับไปเล่นการพนัน เพราะว่าการเล่นการพนันเนี่ย บ้านก็ถูกยึด ที่ดินก็ถูกยึด แล้วบางทีไม่พอด้วย เป็นหนี้เข้าไปอีก ทั้งบ้านทั้งที่ดินไม่พอใช้หนี้ บางทีถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเสียเนื้อเสียตัวไปอีก ผู้ชายก็ตกเป็นทาส ถูกเขาใช้ทำอะไรก็ได้ อย่าไปหลงกลกับนางแบบ หรือนายแบบที่ชักชวน บางทีนายแบบ นางแบบเนี่ย อาจจะเสียการพนันแล้วต้องมาเป็นนางแบบ นายแบบ หรือพรีเซนเตอร์ (Presenter) ชักชวนให้คนอื่นมาเล่นให้ได้ อย่า! ไปเห็นแก่คนดัง ว่าคนนี้มาชักชวน อย่า! ไปเห็นแก่ คนหนุ่ม, คนสาว, คนสวย, คนหล่อ มาชักชวน ให้รู้เลยว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ..การโกหกกัน เป็นเรื่องของ..การหลอกลวงกัน เป็นเรื่องของ..คนที่ไม่จริงใจ เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเนี่ย เราจะกลายเป็นเหยื่อ แล้วเป็นเหยื่อในลักษณะที่ว่า..บางทีทำให้เราต้องหลุดออกจากวงจรในการพัฒนาชีวิต..ที่น่าเสียดายมาก (พระอาจารย์เล่าเรื่อง ลูกเศรษฐี 2 คนมาแต่งงานกัน ถูกคนพาลชวนกินเหล้าจนหมดตัว พลาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง…เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าก็สายเสียแล้ว) “การพนัน” ถ้าเราไปยุ่งกับมัน มันก็ตัดโอกาส ไม่ให้เราได้พบสิ่งที่ดี ชาตินี้เราอาจจะมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ก็บรรลุไม่ได้ เพราะการพนันมันตัดโอกาส ใช้โอกาสใช้เวลาไปหลงผิด เพลินไปในอบายมุข..แทนที่จะได้บรรลุธรรม ชีวิตกลับตกต่ำ การเล่นอบายมุข..ทำไปแล้วมันก็เป็นกรรม เป็นอกุศลกรรม ทำกรรมมันก็มีวิบาก ไม่ว่าจะกินเหล้า, ไม่ว่าจะเล่นการพนัน, ไม่ว่าจะคบเพื่อนชั่วเป็นมิตร มันทำแล้วมีวิบาก วิบากนั้น นอกจากว่าจะทำให้ชีวิตเราตกต่ำไปแล้ว มันยังไปรบกวนกับการปฏิบัติธรรมของเราในอนาคตด้วย บางคนกินเหล้าตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้ทำให้มึนงง แล้วก็ง่วงนอน มีโมหะครอบงำ ..มันข้ามภพข้ามชาติ การกระทำไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย ก็ให้ผล เวลาเราทำดีเนี่ย อยากให้ผลดีให้ผลไว ๆ ข้ามภพข้ามชาติด้วย ผลของการทำชั่วเช่นเดียวกัน ให้ผลทันที! และให้ผลข้ามภพข้ามชาติด้วย เพราะฉะนั้น..ชั่ว แม้เล็กน้อย อย่าทำดีกว่า! การทำอบายมุขเนี่ยนะ ชื่อมันบอกอยู่แล้ว “อบาย” แปลว่า ที่ที่ปราศจากความเจริญ “มุข” แปลว่า ประตู หรือช่องทาง “อบายมุข” ก็แปลว่า ช่องทางแห่งความเสื่อม, ทางฉิบหาย, ทางแห่งความพินาศ การทำอะไรก็ตามที่ไปเกี่ยวข้องกับ อบายมุข คือเรากำลังเปิดประตูไปสู่อบาย ไม่ว่าจะเป็น เล่นการพนัน, กินเหล้า, คบคนชั่วเป็นมิตร หรือว่าไปเที่ยวกลางคืน มันเป็นเรื่องของการกระทำสร้างเหตุให้ตนเอง..ไปสู่อบาย เพราะฉะนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงได้..ก็อย่าทำ! แล้วนอกจากจะไม่ไปยุ่งกับอบายมุข ก็มาสร้างกุศลให้เกิดขึ้น สร้างบารมีให้เกิดขึ้น ทำในสิ่งตรงข้ามด้วย ไม่ใช่ว่าอบายมุขก็ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่บารมีก็ไม่สร้าง อย่างนี้เขาเรียกว่า “เกิดมาตายเปล่า” อย่างนี้ คือฟาวล์ (foul) คือเกิดมาแล้วก็ตายเปล่า ก็ควรทำชาตินี้ให้มันเป็นประโยชน์ด้วย ประโยชน์ที่เราควรทำจริง ๆ คือพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นจนพ้นทุกข์ไปได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 33.37-49.52 )

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เตือนด้วยใจกรุณา #อุเบกขา #สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม 🤔🤔 #ถาม : เราหวังดีอยากช่วย อยากเตือนเพื่อน แต่พอเวลาเข้าไปบอก เขากลับไม่สนใจ ควรทำอย่างไรดี? #ตอบ : คำเตือนของเราอาจจะไม่ประทับใจเขา คือแทนที่จะไปโทษเขา ก็มองมาที่เราเองว่า 'เราเองอาจจะไม่มีความสามารถพอที่จะเตือนเขา' อย่าไปมองว่า 'เขาเลวเกินไป' อย่าเพิ่งไปประณามเขามาก เราอาจจะยังเป็นผู้เตือนที่ยังไม่เก่งพอ อีกอย่างหนึ่ง ตอนเราเตือนเนี่ย ต้องเตือนด้วยใจกรุณา คือ ด้วยใจที่เป็นกุศล เห็นเขากำลังทำอะไรที่ไม่ดี เขากำลังพาตนเองตกต่ำ จิตใจของเขาขณะนั้นกำลังมืดมัวด้วยอกุศล สภาวะตอนนี้ของเขา คือกำลังตกต่ำ เราอยากจะช่วยเหนี่ยวรั้งเขาขึ้นมาจากสภาวะที่ตกต่ำนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็น “กรุณา” ถ้าตักเตือนเพื่อนด้วยใจที่กรุณาอย่างนี้..ก็น่าชื่นชม แต่ถ้าเขาฟังคำตักเตือนของเราแล้ว แล้วเขาละเลยเสีย ไม่รับฟัง ก็เป็นโอกาสที่เราจะเจริญกุศลอีกตัวหนึ่ง เรียกว่า “อุเบกขา” อุเบกขา ก็คือ วางใจเป็นกลาง พิจารณาว่าเขาทำกรรมอะไรไว้ ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น เราก็ไม่เข้าไปแทรกแซง คือเราเข้าไปแทรกแซงด้วยการตักเตือนแล้ว..เขาไม่ยอมรับ เหมือนเขาตกน้ำอยู่ เรายื่นมือไปช่วย แต่เขาปัดมือเราทิ้ง ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ทำใจว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" นี่เป็นภาษาง่ายๆ นะ ถ้าจะให้เต็มรูปแบบ ก็จะบอกว่า "สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม" อย่างนี้เรียกว่ามองว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม เราช่วยแล้ว แต่เขาไม่รับความช่วยเหลือนี้ ก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว แต่ต้องอยู่ที่ว่าเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้วนะ อย่าไปโทษเขา และอย่าโทษตัวเองด้วย ที่ให้มองว่าเราอาจจะมีความสามารถไม่พอนี่นะ ไม่ใช่ว่าให้มาประณามตัวเอง แต่ว่าให้คิดอย่างนี้เพื่อที่ว่าไม่ไปคิดโทษเขา ไม่ไปประณามเขา ไม่ไปโกรธเขา ไม่ไปเกลียดเขา มันอาจจะเป็นที่ความสามารถของเรามีไม่มากพอก็ได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/plY81DBOAx0 (นาทีที่ 18.25-21.43)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เตือนด้วยใจกรุณา #อุเบกขา #สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม 🤔🤔 #ถาม : เราหวังดีอยากช่วย อยากเตือนเพื่อน แต่พอเวลาเข้าไปบอก เขากลับไม่สนใจ ควรทำอย่างไรดี? #ตอบ : คำเตือนของเราอาจจะไม่ประทับใจเขา คือแทนที่จะไปโทษเขา ก็มองมาที่เราเองว่า ‘เราเองอาจจะไม่มีความสามารถพอที่จะเตือนเขา’ อย่าไปมองว่า ‘เขาเลวเกินไป’ อย่าเพิ่งไปประณามเขามาก เราอาจจะยังเป็นผู้เตือนที่ยังไม่เก่งพอ อีกอย่างหนึ่ง ตอนเราเตือนเนี่ย ต้องเตือนด้วยใจกรุณา คือ ด้วยใจที่เป็นกุศล เห็นเขากำลังทำอะไรที่ไม่ดี เขากำลังพาตนเองตกต่ำ จิตใจของเขาขณะนั้นกำลังมืดมัวด้วยอกุศล สภาวะตอนนี้ของเขา คือกำลังตกต่ำ เราอยากจะช่วยเหนี่ยวรั้งเขาขึ้นมาจากสภาวะที่ตกต่ำนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็น “กรุณา” ถ้าตักเตือนเพื่อนด้วยใจที่กรุณาอย่างนี้..ก็น่าชื่นชม แต่ถ้าเขาฟังคำตักเตือนของเราแล้ว แล้วเขาละเลยเสีย ไม่รับฟัง ก็เป็นโอกาสที่เราจะเจริญกุศลอีกตัวหนึ่ง เรียกว่า “อุเบกขา” อุเบกขา ก็คือ วางใจเป็นกลาง พิจารณาว่าเขาทำกรรมอะไรไว้ ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น เราก็ไม่เข้าไปแทรกแซง คือเราเข้าไปแทรกแซงด้วยการตักเตือนแล้ว..เขาไม่ยอมรับ เหมือนเขาตกน้ำอยู่ เรายื่นมือไปช่วย แต่เขาปัดมือเราทิ้ง ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ทำใจว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” นี่เป็นภาษาง่ายๆ นะ ถ้าจะให้เต็มรูปแบบ ก็จะบอกว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม” อย่างนี้เรียกว่ามองว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม เราช่วยแล้ว แต่เขาไม่รับความช่วยเหลือนี้ ก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว แต่ต้องอยู่ที่ว่าเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้วนะ อย่าไปโทษเขา และอย่าโทษตัวเองด้วย ที่ให้มองว่าเราอาจจะมีความสามารถไม่พอนี่นะ ไม่ใช่ว่าให้มาประณามตัวเอง แต่ว่าให้คิดอย่างนี้เพื่อที่ว่าไม่ไปคิดโทษเขา ไม่ไปประณามเขา ไม่ไปโกรธเขา ไม่ไปเกลียดเขา มันอาจจะเป็นที่ความสามารถของเรามีไม่มากพอก็ได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/plY81DBOAx0 (นาทีที่ 18.25-21.43)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เก็บดอกเบี้ยมาทำบุญ #อาชีพปล่อยเงินกู้ 🤔🤔 #ถาม : ทำอาชีพปล่อยเงินกู้ เก็บดอกเบี้ยมาทำบุญจะได้บุญไหม? #ตอบ : ต้องถามกลับสักหน่อยว่า ดอกเบี้ยโหดรึเปล่า? คือก็เหมือนเป็นอาชีพนะ เป็นอาชีพที่เหมือนธนาคาร ปล่อยกู้..ก็ต้องมีผลประโยชน์บ้าง เราก็ปล่อยกู้ไป ก็ต้องได้รับผลประโยชน์บ้าง แต่ผลประโยชน์ที่เราได้เนี่ยลองประเมินดูว่ามันโหดไหม? หมายถึงว่าคนที่เอาไปเดือดร้อนไหม? ถ้าพอดี ๆ ไม่มากเกินไป-ไม่น้อยเกินไป ก็ไม่เป็นไร “ไม่น้อยเกินไป” คือเราก็สามารถอยู่ได้ เพราะเราก็ต้องมีครอบครัว มีบุตร มีหลาน มีบริวารที่ต้องเลี้ยง ก็ต้องมีรายได้ รวมทั้งตัวเราเองก็ต้องกินต้องอยู่ อีกประการหนึ่ง ในการให้เขากู้ยืมเงินไปก็ต้องมีหลักประกันว่าเขาจะต้องทำงานมีรายได้ด้วย ไม่ใช่ว่าเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างเดียว เราก็ต้องคิดดอกเบี้ย เพื่อให้เขารู้สึกว่าเขา“ต้องทำเงินนั้นให้งอกเงย” ให้มีรายได้ขึ้นมาเพื่อจะมาจ่ายดอกเบี้ยให้เรา ก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยนั้นมากหรือน้อยเกินไปรึเปล่า? ถ้ามันพอดี ๆ รายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้นี้ถือว่าเป็นรายได้โดยชอบ จะเอามาทำบุญ จะเอามาลงทุนอะไรต่อก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการทำอาชีพที่ผิดกฏหมายอะไร และไม่ผิดธรรมะอะไรด้วย ไม่ผิดศีลด้วย ถือว่าเป็นการเลี้ยงชีพอย่างหนึ่ง แต่ต้องดูตรงนี้..คือดอกเบี้ยอัตรามันเป็นอย่างไร? อีกประการหนึ่ง ดูใจตนเองด้วย..ตอนพิจารณาให้ใครยืม ใครกู้ “เราให้ด้วยใจแบบไหน?” เช่น ให้ด้วยใจสงเคราะห์อนุเคราะห์ หรือว่ามีกรุณา คือที่เขามาหยิบยืมกู้เงินเรา แสดงว่าเขาเดือดร้อน เวลาเราเห็นคนอื่นเดือดร้อน เราให้เขาด้วยการสงเคราะห์เท่ากับว่าเรากำลังเจริญกุศลตัวหนึ่ง เรียกว่า "เจริญกรุณา” แต่ถ้าคิดค้ากำไร..มันจะคิดอีกแบบหนึ่ง “อ้า..นี่มาอีกแล้ว..เหยื่อ เหยื่อมาแล้ว” ถ้าเราคิดอย่างนี้ “คิดโลภ” อย่างนี้ ถ้าเขาไม่ใช้คืน เราก็จะหานักเลงไปข่มขู่ เพื่อให้เขาใช้เงินเราคืนมา หรือว่าไปยึดทรัพย์สินอย่างอื่นมาทดแทนอะไรอย่างนี้นะ เราก็จะกลายเป็น ไม่ใช่คนที่ทำมาหากินที่เขายกย่อง ก็ควรจะอยู่ในร่องที่เป็นเรื่องของการเจริญพรหมวิหาร เมตตา คือในเวลาที่เราเห็นเขาอยู่ในสภาพปกติ ปรารถนาให้คนมีความสุข กรุณา คือตอนที่เขาทุกข์ ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ แต่จะช่วยเฉย ๆ เนี่ย มันจะกลายเป็นว่าหยิบยื่นให้เขาง่าย ๆ เขาอาจจะได้ง่าย ๆ จนเขาไม่ไปพัฒนาตนเอง มันมีอย่างนี้ด้วยนะ คือถ้าผู้ได้รับความช่วยเหลือได้รับอะไรง่ายเกินไป เขาก็คิดจะทำวิธีนี้ล่ะ..ขอเรื่อยๆ ยิ่งยืม..โดยที่ไม่มีดอกเบี้ยเนี่ยนะ ถ้าเขาคิดว่าถ้า ‘เราเดือดร้อนเมื่อไหร่ก็ไปหาทางนี้’ แล้วก็ไม่คิดขวนขวายที่จะพัฒนาตนเอง ไม่คิดที่จะไปทำการค้าขาย หรือทำอาชีพอะไรให้ได้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา คิดว่า ‘มาขอแล้วเดี๋ยวหมดเงินก็ขอใหม่’ อย่างนี้ก็อาจจะเป็นภาระต่อไปเรื่อย ๆ เขาเองจะไม่พัฒนา ถ้าเราคิดว่าจะฝึกหัดพัฒนาเขา อาจจะไม่ให้แค่เงินอย่างเดียวก็ได้ อาจจะให้ช่องทางในการทำมาหากิน หรืออาจจะแนะนำเขา พูดจาแนะนำ เรามีประสบการณ์มามากกว่าเขา จึงมีรายได้หรือมีทรัพย์สินมากพอให้เขาหยิบยืม แสดงว่าเรามีประสบการณ์ บางทีมุมมองธุรกิจอะไรต่าง ๆ วิสัยทัศน์จะกว้างไกลกว่าเขา หรือเห็นช่องทางได้มากกว่าเขา ก็ลองแนะนำเขาดู แนะนำเขาให้เขาได้พัฒนาตนเอง ให้เขาพึ่งตนเองให้ได้ การช่วยเหลือเขา ไม่ได้คิดหวังว่าจะเอาทรัพย์สินของเขา หรือว่าจะเอาดอกเบี้ยของเขา แต่ต้องมีดอกเบี้ยเป็นเครื่องผูกมัดเขาว่า เขาจะต้องเอาทรัพย์ที่หยิบยืมไปทำให้งอกเงยขึ้นมาให้ได้ คือเป็นเครื่องกระตุ้นเขานั่นเอง ดังนั้นไอ้ตัวกระตุ้นเนี่ย ก็ต้องประเมินให้ดีว่า ไอ้ตัวกระตุ้นนั้นเป็นตัวกระตุ้นจริง ๆ ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป อันนี้ลองไปประเมินเองก็แล้วกัน แล้วก็ให้ด้วยใจกรุณา คือ ให้เขาไปพัฒนาตนเอง ประการแรก การให้ในระยะต้น คือให้เขาพ้นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าตรงนี้ก่อน ประการที่สอง ถ้าสามารถทำได้ คือต้องเอื้อให้เขาไปพัฒนาตนเองให้ได้ด้วย ด โดยหมายรู้ในใจว่า ถ้าพัฒนาให้เขาจนไม่กลับมาหาเพื่อขอเราอีก แสดงว่าเขาไม่เดือดร้อนแล้ว อย่างนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่พึงได้ ในการช่วยเหลือเขาครั้งนี้ ถ้าให้เขาน้อยไป ก้อนนี้ให้น้อยไปแล้วเขากำลังจะไปได้ดีแล้ว อาจจะต้องมีอีกก้อนหนึ่งสนับสนุน ถ้าเขามาขออีกว่า “แหม..มันยังขาดมืออยู่” ด้วยสายตาด้วยปัญญาของเรา เราประเมินเขาแล้วว่า เขาเอาไปทำจริง เขาไปลงทุนจริง เขาไปทำงานจริง เขาไปพัฒนาตนเองจริง เราอาจจะต้องสนับสนุนเขาเพิ่มอีก ให้ต่ออีก ก็ต้องพิจารณาดู แต่ถ้าดูแล้วประเมินแล้วมันเอาไปทำอะไรเนี่ย? มันยืมเราไปปุ๊บ แล้วมันไปกินเลี้ยงเลยเนี่ยนะ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อเลย พอเงินมันหมดแล้วก็มาขออีกอย่างนี้นะ เราก็ไม่ควรให้ต่อ ก็ลงในหลักที่พ่อของนางวิสาขาสอนเอาไว้ “ให้กับคนที่เขาให้” หมายถึงว่าใครหยิบยืมเราไป แล้วเขาให้คืนเรา แล้วเขามายืมอีก..ก็ให้ “อย่าให้กับคนที่ไม่ให้” คือเขายืมไปแล้วไม่ให้คืนเลย ยืมแล้วสูญเปล่า อย่างนี้ก็ควรที่จะไม่ให้แล้ว ควรพิจารณาว่า เขาเอาไปแล้วแทนที่จะเอาไปพัฒนาตนเอง หรือว่าแทนที่จะไปฝึกให้เขาได้เจริญขึ้น กลับกลายเป็นว่าเขากลายเป็นคนงอมืองอเท้า แล้วไม่คิดที่จะทำอะไรที่จะพัฒนาตนเองต่อ ก็น่าจะไม่ส่งเสริมเขา มันจะทำให้เขาจมไปมากกว่านี้ ก็คือ “ไม่ให้กับผู้ที่ไม่ให้” นี่เป็นคำสั่งสอนที่พ่อของนางวิสาขาสั่งเอาไว้ “แต่ถ้าเป็นญาติ อย่างไรก็ต้องให้” พ่อนางวิสาขาสอนอย่างนี้ ถ้าเป็นญาติถึงเขาไม่ให้คืน ก็ให้ ท่านว่า “ให้กับคนที่ทั้งให้และไม่ให้” อันนี้ในกรณีที่เป็นญาติกัน ก็พิจารณาดูก็แล้วกันนะ ถ้าคนที่มาหยิบยืมนั้นเขาเป็นญาติ อันนี้เราจำเป็นก็ต้องสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ให้ช่วยสอนเขาด้วยก็แล้วกัน ในฐานะที่เราเป็นที่พึ่งของเขานะ แทนที่จะให้เงินหรือให้ทรัพย์อย่างเดียว ควรให้ความรู้เขาด้วย เหมือนที่เขาพูดกันว่า “แทนที่จะเอาปลาไปให้เขาตลอดเวลา ก็ควรสอนเขาตกปลาด้วย จึงจะเป็นการช่วยเขาที่ยั่งยืนขึ้น” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/plY81DBOAx0 (นาทีที่ 37.20-46.26 https://youtu.be/plY81DBOAx0?t=2248)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เก็บดอกเบี้ยมาทำบุญ #อาชีพปล่อยเงินกู้ 🤔🤔 #ถาม : ทำอาชีพปล่อยเงินกู้ เก็บดอกเบี้ยมาทำบุญจะได้บุญไหม? #ตอบ : ต้องถามกลับสักหน่อยว่า ดอกเบี้ยโหดรึเปล่า? คือก็เหมือนเป็นอาชีพนะ เป็นอาชีพที่เหมือนธนาคาร ปล่อยกู้..ก็ต้องมีผลประโยชน์บ้าง เราก็ปล่อยกู้ไป ก็ต้องได้รับผลประโยชน์บ้าง แต่ผลประโยชน์ที่เราได้เนี่ยลองประเมินดูว่ามันโหดไหม? หมายถึงว่าคนที่เอาไปเดือดร้อนไหม? ถ้าพอดี ๆ ไม่มากเกินไป-ไม่น้อยเกินไป ก็ไม่เป็นไร “ไม่น้อยเกินไป” คือเราก็สามารถอยู่ได้ เพราะเราก็ต้องมีครอบครัว มีบุตร มีหลาน มีบริวารที่ต้องเลี้ยง ก็ต้องมีรายได้ รวมทั้งตัวเราเองก็ต้องกินต้องอยู่ อีกประการหนึ่ง ในการให้เขากู้ยืมเงินไปก็ต้องมีหลักประกันว่าเขาจะต้องทำงานมีรายได้ด้วย ไม่ใช่ว่าเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างเดียว เราก็ต้องคิดดอกเบี้ย เพื่อให้เขารู้สึกว่าเขา“ต้องทำเงินนั้นให้งอกเงย” ให้มีรายได้ขึ้นมาเพื่อจะมาจ่ายดอกเบี้ยให้เรา ก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยนั้นมากหรือน้อยเกินไปรึเปล่า? ถ้ามันพอดี ๆ รายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้นี้ถือว่าเป็นรายได้โดยชอบ จะเอามาทำบุญ จะเอามาลงทุนอะไรต่อก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการทำอาชีพที่ผิดกฏหมายอะไร และไม่ผิดธรรมะอะไรด้วย ไม่ผิดศีลด้วย ถือว่าเป็นการเลี้ยงชีพอย่างหนึ่ง แต่ต้องดูตรงนี้..คือดอกเบี้ยอัตรามันเป็นอย่างไร? อีกประการหนึ่ง ดูใจตนเองด้วย..ตอนพิจารณาให้ใครยืม ใครกู้ “เราให้ด้วยใจแบบไหน?” เช่น ให้ด้วยใจสงเคราะห์อนุเคราะห์ หรือว่ามีกรุณา คือที่เขามาหยิบยืมกู้เงินเรา แสดงว่าเขาเดือดร้อน เวลาเราเห็นคนอื่นเดือดร้อน เราให้เขาด้วยการสงเคราะห์เท่ากับว่าเรากำลังเจริญกุศลตัวหนึ่ง เรียกว่า “เจริญกรุณา” แต่ถ้าคิดค้ากำไร..มันจะคิดอีกแบบหนึ่ง “อ้า..นี่มาอีกแล้ว..เหยื่อ เหยื่อมาแล้ว” ถ้าเราคิดอย่างนี้ “คิดโลภ” อย่างนี้ ถ้าเขาไม่ใช้คืน เราก็จะหานักเลงไปข่มขู่ เพื่อให้เขาใช้เงินเราคืนมา หรือว่าไปยึดทรัพย์สินอย่างอื่นมาทดแทนอะไรอย่างนี้นะ เราก็จะกลายเป็น ไม่ใช่คนที่ทำมาหากินที่เขายกย่อง ก็ควรจะอยู่ในร่องที่เป็นเรื่องของการเจริญพรหมวิหาร เมตตา คือในเวลาที่เราเห็นเขาอยู่ในสภาพปกติ ปรารถนาให้คนมีความสุข กรุณา คือตอนที่เขาทุกข์ ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ แต่จะช่วยเฉย ๆ เนี่ย มันจะกลายเป็นว่าหยิบยื่นให้เขาง่าย ๆ เขาอาจจะได้ง่าย ๆ จนเขาไม่ไปพัฒนาตนเอง มันมีอย่างนี้ด้วยนะ คือถ้าผู้ได้รับความช่วยเหลือได้รับอะไรง่ายเกินไป เขาก็คิดจะทำวิธีนี้ล่ะ..ขอเรื่อยๆ ยิ่งยืม..โดยที่ไม่มีดอกเบี้ยเนี่ยนะ ถ้าเขาคิดว่าถ้า ‘เราเดือดร้อนเมื่อไหร่ก็ไปหาทางนี้’ แล้วก็ไม่คิดขวนขวายที่จะพัฒนาตนเอง ไม่คิดที่จะไปทำการค้าขาย หรือทำอาชีพอะไรให้ได้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา คิดว่า ‘มาขอแล้วเดี๋ยวหมดเงินก็ขอใหม่’ อย่างนี้ก็อาจจะเป็นภาระต่อไปเรื่อย ๆ เขาเองจะไม่พัฒนา ถ้าเราคิดว่าจะฝึกหัดพัฒนาเขา อาจจะไม่ให้แค่เงินอย่างเดียวก็ได้ อาจจะให้ช่องทางในการทำมาหากิน หรืออาจจะแนะนำเขา พูดจาแนะนำ เรามีประสบการณ์มามากกว่าเขา จึงมีรายได้หรือมีทรัพย์สินมากพอให้เขาหยิบยืม แสดงว่าเรามีประสบการณ์ บางทีมุมมองธุรกิจอะไรต่าง ๆ วิสัยทัศน์จะกว้างไกลกว่าเขา หรือเห็นช่องทางได้มากกว่าเขา ก็ลองแนะนำเขาดู แนะนำเขาให้เขาได้พัฒนาตนเอง ให้เขาพึ่งตนเองให้ได้ การช่วยเหลือเขา ไม่ได้คิดหวังว่าจะเอาทรัพย์สินของเขา หรือว่าจะเอาดอกเบี้ยของเขา แต่ต้องมีดอกเบี้ยเป็นเครื่องผูกมัดเขาว่า เขาจะต้องเอาทรัพย์ที่หยิบยืมไปทำให้งอกเงยขึ้นมาให้ได้ คือเป็นเครื่องกระตุ้นเขานั่นเอง ดังนั้นไอ้ตัวกระตุ้นเนี่ย ก็ต้องประเมินให้ดีว่า ไอ้ตัวกระตุ้นนั้นเป็นตัวกระตุ้นจริง ๆ ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป อันนี้ลองไปประเมินเองก็แล้วกัน แล้วก็ให้ด้วยใจกรุณา คือ ให้เขาไปพัฒนาตนเอง ประการแรก การให้ในระยะต้น คือให้เขาพ้นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าตรงนี้ก่อน ประการที่สอง ถ้าสามารถทำได้ คือต้องเอื้อให้เขาไปพัฒนาตนเองให้ได้ด้วย ด โดยหมายรู้ในใจว่า ถ้าพัฒนาให้เขาจนไม่กลับมาหาเพื่อขอเราอีก แสดงว่าเขาไม่เดือดร้อนแล้ว อย่างนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่พึงได้ ในการช่วยเหลือเขาครั้งนี้ ถ้าให้เขาน้อยไป ก้อนนี้ให้น้อยไปแล้วเขากำลังจะไปได้ดีแล้ว อาจจะต้องมีอีกก้อนหนึ่งสนับสนุน ถ้าเขามาขออีกว่า “แหม..มันยังขาดมืออยู่” ด้วยสายตาด้วยปัญญาของเรา เราประเมินเขาแล้วว่า เขาเอาไปทำจริง เขาไปลงทุนจริง เขาไปทำงานจริง เขาไปพัฒนาตนเองจริง เราอาจจะต้องสนับสนุนเขาเพิ่มอีก ให้ต่ออีก ก็ต้องพิจารณาดู แต่ถ้าดูแล้วประเมินแล้วมันเอาไปทำอะไรเนี่ย? มันยืมเราไปปุ๊บ แล้วมันไปกินเลี้ยงเลยเนี่ยนะ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อเลย พอเงินมันหมดแล้วก็มาขออีกอย่างนี้นะ เราก็ไม่ควรให้ต่อ ก็ลงในหลักที่พ่อของนางวิสาขาสอนเอาไว้ “ให้กับคนที่เขาให้” หมายถึงว่าใครหยิบยืมเราไป แล้วเขาให้คืนเรา แล้วเขามายืมอีก..ก็ให้ “อย่าให้กับคนที่ไม่ให้” คือเขายืมไปแล้วไม่ให้คืนเลย ยืมแล้วสูญเปล่า อย่างนี้ก็ควรที่จะไม่ให้แล้ว ควรพิจารณาว่า เขาเอาไปแล้วแทนที่จะเอาไปพัฒนาตนเอง หรือว่าแทนที่จะไปฝึกให้เขาได้เจริญขึ้น กลับกลายเป็นว่าเขากลายเป็นคนงอมืองอเท้า แล้วไม่คิดที่จะทำอะไรที่จะพัฒนาตนเองต่อ ก็น่าจะไม่ส่งเสริมเขา มันจะทำให้เขาจมไปมากกว่านี้ ก็คือ “ไม่ให้กับผู้ที่ไม่ให้” นี่เป็นคำสั่งสอนที่พ่อของนางวิสาขาสั่งเอาไว้ “แต่ถ้าเป็นญาติ อย่างไรก็ต้องให้” พ่อนางวิสาขาสอนอย่างนี้ ถ้าเป็นญาติถึงเขาไม่ให้คืน ก็ให้ ท่านว่า “ให้กับคนที่ทั้งให้และไม่ให้” อันนี้ในกรณีที่เป็นญาติกัน ก็พิจารณาดูก็แล้วกันนะ ถ้าคนที่มาหยิบยืมนั้นเขาเป็นญาติ อันนี้เราจำเป็นก็ต้องสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ให้ช่วยสอนเขาด้วยก็แล้วกัน ในฐานะที่เราเป็นที่พึ่งของเขานะ แทนที่จะให้เงินหรือให้ทรัพย์อย่างเดียว ควรให้ความรู้เขาด้วย เหมือนที่เขาพูดกันว่า “แทนที่จะเอาปลาไปให้เขาตลอดเวลา ก็ควรสอนเขาตกปลาด้วย จึงจะเป็นการช่วยเขาที่ยั่งยืนขึ้น” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/plY81DBOAx0 (นาทีที่ 37.20-46.26 https://youtu.be/plY81DBOAx0?t=2248)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อยู่ที่ไหนก็มีกายมีใจไป 🤔🤔 #ถาม : ถ้าโยมฟังธรรม แล้วปฏิบัติอยู่บ้าน โยมไม่ต้องไปบวชกับหมู่คณะได้ใช่มั้ยค่ะ? #ตอบ : ได้อยู่แล้ว..ถ้ามันเจริญขึ้น คำว่า “เจริญขึ้น” หมายถึงว่า เห็นสภาวะง่ายขึ้น เห็นสภาวะบ่อยขึ้น อยู่บ้านก็เจริญ ไปอยู่ปากซอยก็ได้ เดินจากบ้านไปปากซอยเห็นร่างกายเดิน เห็นจิตเผลอไป เห็นร่างกายเดิน เห็นจิตเคลื่อนไป อย่างนี้ก็เรียกว่า “เจริญ” ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่วัด การบรรลุธรรมเนี่ยไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่ที่วัด ที่ไหนก็ได้ ขอให้มีกายมีใจ แล้วก็ฝึกมีสติรู้กายรู้ใจไป ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เราไปอยู่ที่ไหนก็มีกายมีใจไป จะขึ้นเครื่องบินก็เอากายเอาใจไป จะไปดวงจันทร์ก็เอากายเอาใจไป มีกายมีใจที่ไหน..ก็มีที่ปฏิบัติที่นั่น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/1KLZIWRyAJ0 (นาทีที่ 1.44.45-2.01.35)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อยู่ที่ไหนก็มีกายมีใจไป 🤔🤔 #ถาม : ถ้าโยมฟังธรรม แล้วปฏิบัติอยู่บ้าน โยมไม่ต้องไปบวชกับหมู่คณะได้ใช่มั้ยค่ะ? #ตอบ : ได้อยู่แล้ว..ถ้ามันเจริญขึ้น คำว่า “เจริญขึ้น” หมายถึงว่า เห็นสภาวะง่ายขึ้น เห็นสภาวะบ่อยขึ้น อยู่บ้านก็เจริญ ไปอยู่ปากซอยก็ได้ เดินจากบ้านไปปากซอยเห็นร่างกายเดิน เห็นจิตเผลอไป เห็นร่างกายเดิน เห็นจิตเคลื่อนไป อย่างนี้ก็เรียกว่า “เจริญ” ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่วัด การบรรลุธรรมเนี่ยไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่ที่วัด ที่ไหนก็ได้ ขอให้มีกายมีใจ แล้วก็ฝึกมีสติรู้กายรู้ใจไป ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เราไปอยู่ที่ไหนก็มีกายมีใจไป จะขึ้นเครื่องบินก็เอากายเอาใจไป จะไปดวงจันทร์ก็เอากายเอาใจไป มีกายมีใจที่ไหน..ก็มีที่ปฏิบัติที่นั่น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/1KLZIWRyAJ0 (นาทีที่ 1.44.45-2.01.35)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #นอนมีสติ #ไม่ติดสุขกับการนอน #สีหไสยา #อุฏฐานสัญญา 🤔🤔 #ถาม : เวลาทำสมาธิ มันหาวง่วงนอนมากเลยค่ะ ทำยังไงดีเจ้าคะ? #ตอบ : ลองศึกษาอุบายแก้ง่วง ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะให้กับพระมหาโมคคัลลานะดูนะ เมื่อครั้งพระมหาโมคคัลลานะบวชได้ ๗ วัน ท่านได้เข้าไปภาวนาในป่าใกล้หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เดินจงกรมทำความเพียรอยู่ตลอด ๗ วัน มีความลำบากทางร่างกายบีบคั้น จึงนั่งโงกง่วงอยู่ในท้ายที่จงกรม พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เภสกฬามิคทายวัน เขตกรุงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ ได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาทิพย์ จึงไปปรากฏพระองค์ต่อหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วถามว่า “เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ? เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ?” ตรัสถามถึงสองครั้ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลรับว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ๑. เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่า ได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๒. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงตรึกตรองพิจารณา ธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วง นั้นได้ ๓. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงสาธยายธรรมตาม ที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วง นั้นได้ ๔. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้าง ใช้มือบีบนวดตัว เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๕. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความ ง่วงนั้นได้ ๖. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงมนสิการถึงอาโลก- สัญญา(ความกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวัน อย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๗. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น เธอยังละความง่วงนั้นไม่ได้ ก็พึงสำเร็จสีหไสยา(การ นอนดุจราชสีห์)โดยตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา(กำหนดหมายว่าจะลุกขึ้น)ไว้ในใจ พอตื่น ก็รีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า‘เราจักไม่ ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบ ความสุขในการหลับ’ โมคคัลลานะ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ จปลายมานสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต) ท่านพระมหาโมคคัลลานะคงจะหายง่วงตั้งแต่พระพุทธองค์เสด็จมาแล้วล่ะนะ แต่อุบายทั้ง ๗ ข้อนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติในภายหลัง ขออธิบายด้วยสำนวนที่ง่ายขึ้นเท่าที่ปัญญาจะอำนวย ดังนี้ ๑. “เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่า ได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก” นี่ก็คือ จิตเผลอ..ก็รู้ว่าเผลอ เห็นสภาวะเผลอก็หายง่วง ถ้าไม่เห็น จิตก็จะไปจมในเรื่องราวที่เผลอคิด เห็นความเผลอ..จิตก็ตื่นขึ้นมา ก็มาเริ่มที่กรรมฐานตั้งต้นใหม่ จิตไหลไป..ก็รู้ว่าจิตไหลไป ถ้าไม่เห็น บางทีมันก็ไหลเคลิ้มไปเลย ถ้าเห็นจิตที่ไหล..จิตก็ตื่นตั้งมั่นขึ้นมา ๒. “พึงตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา” ก็คือ แทนที่จะปล่อยให้เคลิ้ม ก็เปลี่ยนอารมณ์ เป็นคิดพิจารณาธรรมที่ได้ยินได้ฟังมา ได้ทบทวนธรรมในใจ บางทีได้ความเข้าใจมากขึ้น แม้จะเป็นปัญญาในระดับคิดเอา ก็ยังดีกว่านั่งหลับ ๓. “พึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร” คราวนี้ไม่ใช่แค่คิดแล้ว พระองค์ให้สวดออกเสียงเลย ๔. “พึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้างใช้มือบีบนวดตัว” สวดมนต์นานๆ บางทีชักชิน มีแอบหลับ ก็ต้องคอยขยับบ้าง ใช้มือตนเองลูบแขนลูบตัว ใครผมยาวก็ลองเอาผมมาแหย่หู มันจะจั๊กจี้ชนิดสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ ๕. “พึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร” แสดงว่าทนนั่งต่อไปไม่ได้แล้วนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเป็นท่ายืน หรือเอามือตนเองลูบก็ชักจะไม่พอ ต้องใช้น้ำมาช่วยกระตุ้น ๖. “พึงมนสิการถึงอาโลกสัญญา(ความกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวันอย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส” อันนี้พระองค์ใช้เป็นโอกาสพลิกมาทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง คือ กำหนดหมายแสงสว่าง ทำความสำคัญในแสงสว่าง แม้เปลือกตาจะปิดอยู่ แต่ตาข้างในก็ยังเห็นเป็นแสงสว่าง จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้สึกแตกต่าง หลับตาก็เห็นความสว่าง ลืมตาขึ้นมาก็ยังรู้สึกว่าสว่าง อันนี้ใครทำได้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับทิพยจักขุญาณ ๗. “พึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก” คือข้อ ๑-๔ ยังอยู่ในท่านั่งอยู่กับที่ ข้อ ๕ ลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังยืนนิ่งๆ มาข้อ ๗ นี้พระองค์ให้เดิน แสดงว่าง่วงมากนะ ประมาณว่ายืนยังเซ ก็เดินจงกรม คำบาลีว่า จงฺกม อ่านว่า จัง-กะ-มะ แปลว่า เดินกลับไปกลับมา และไม่ใช่เดินใจลอย เดินด้วยความรู้สึกตัว ถ้าทำตามลำดับมา ๗ ข้อดังกล่าวแล้วยังง่วง พระองค์ก็ให้นอน แต่เป็นการนอนที่ยังไม่ทิ้งกรรมฐาน นอนอย่างมีสติ มีลีลาอย่างนักปฏิบัติ คือหมายใจไว้ว่า ‘เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบความสุขในการหลับ’ ไม่ใช่ว่าตื่นแล้วแต่ขอต่ออีกหน่อย ต่อไปต่อมา..ตะวันโด่ง และขอทำความเข้าใจว่า นอนท่า “สีหไสยา” ไม่ใช่ท่านอนแบบพระนอนวัดโพธิ์(พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร) ท่าตั้งแขนชันขึ้นมานั้นเป็น”ปางโปรดอสุรินทราหู” ท่าที่เป็นแบบอย่าง ได้แก่ พระนอนเมืองกุสินารา แขนวางราบ มือมาหนุนที่ข้างแก้ม นอนท่า “สีหไสยา” คือการนอนดุจราชสีห์ ราชสีห์เมื่อจะนอนเขาจะเตรียมที่นอนอย่างดี เวลานอนจะนอนในท่าตะแคง สำรวจท่านอนของตนเองก่อนจะหลับ ถ้าตื่นมาไม่อยู่ในท่าเดิม เขาจะเสียใจว่านอนขาดสติ ขยับพลิกแล้วไม่รู้สึกตัว วันนั้นจะไม่ออกหากิน สำหรับนักปฏิบัติ โดยความหมายคือให้นอนอย่างมีสติ จะนอนตะแคงหรือนอนหงายก็ไม่ว่านะ แต่ตื่นมาให้สำรวจท่าด้วยว่า อยู่ในท่าเดิมหรือไม่ ถ้าผิดไปก็แสดงว่ายังไม่ผ่าน และที่สำคัญคือ ทำอุฏฐานสัญญา(กำหนดหมายว่าจะลุกขึ้น)ไว้ในใจ ซึ่งช่วยให้เราไม่ติดสุขในการนอน และเอื้อให้ไม่ประมาท พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๘ กันยายน ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #นอนมีสติ #ไม่ติดสุขกับการนอน #สีหไสยา #อุฏฐานสัญญา 🤔🤔 #ถาม : เวลาทำสมาธิ มันหาวง่วงนอนมากเลยค่ะ ทำยังไงดีเจ้าคะ? #ตอบ : ลองศึกษาอุบายแก้ง่วง ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะให้กับพระมหาโมคคัลลานะดูนะ เมื่อครั้งพระมหาโมคคัลลานะบวชได้ ๗ วัน ท่านได้เข้าไปภาวนาในป่าใกล้หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เดินจงกรมทำความเพียรอยู่ตลอด ๗ วัน มีความลำบากทางร่างกายบีบคั้น จึงนั่งโงกง่วงอยู่ในท้ายที่จงกรม พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เภสกฬามิคทายวัน เขตกรุงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ ได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาทิพย์ จึงไปปรากฏพระองค์ต่อหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วถามว่า “เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ? เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ?” ตรัสถามถึงสองครั้ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลรับว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ๑. เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่า ได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๒. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงตรึกตรองพิจารณา ธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วง นั้นได้ ๓. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงสาธยายธรรมตาม ที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วง นั้นได้ ๔. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้าง ใช้มือบีบนวดตัว เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๕. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความ ง่วงนั้นได้ ๖. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงมนสิการถึงอาโลก- สัญญา(ความกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวัน อย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๗. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น เธอยังละความง่วงนั้นไม่ได้ ก็พึงสำเร็จสีหไสยา(การ นอนดุจราชสีห์)โดยตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา(กำหนดหมายว่าจะลุกขึ้น)ไว้ในใจ พอตื่น ก็รีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า‘เราจักไม่ ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบ ความสุขในการหลับ’ โมคคัลลานะ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ จปลายมานสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต) ท่านพระมหาโมคคัลลานะคงจะหายง่วงตั้งแต่พระพุทธองค์เสด็จมาแล้วล่ะนะ แต่อุบายทั้ง ๗ ข้อนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติในภายหลัง ขออธิบายด้วยสำนวนที่ง่ายขึ้นเท่าที่ปัญญาจะอำนวย ดังนี้ ๑. “เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่า ได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก” นี่ก็คือ จิตเผลอ..ก็รู้ว่าเผลอ เห็นสภาวะเผลอก็หายง่วง ถ้าไม่เห็น จิตก็จะไปจมในเรื่องราวที่เผลอคิด เห็นความเผลอ..จิตก็ตื่นขึ้นมา ก็มาเริ่มที่กรรมฐานตั้งต้นใหม่ จิตไหลไป..ก็รู้ว่าจิตไหลไป ถ้าไม่เห็น บางทีมันก็ไหลเคลิ้มไปเลย ถ้าเห็นจิตที่ไหล..จิตก็ตื่นตั้งมั่นขึ้นมา ๒. “พึงตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา” ก็คือ แทนที่จะปล่อยให้เคลิ้ม ก็เปลี่ยนอารมณ์ เป็นคิดพิจารณาธรรมที่ได้ยินได้ฟังมา ได้ทบทวนธรรมในใจ บางทีได้ความเข้าใจมากขึ้น แม้จะเป็นปัญญาในระดับคิดเอา ก็ยังดีกว่านั่งหลับ ๓. “พึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร” คราวนี้ไม่ใช่แค่คิดแล้ว พระองค์ให้สวดออกเสียงเลย ๔. “พึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้างใช้มือบีบนวดตัว” สวดมนต์นานๆ บางทีชักชิน มีแอบหลับ ก็ต้องคอยขยับบ้าง ใช้มือตนเองลูบแขนลูบตัว ใครผมยาวก็ลองเอาผมมาแหย่หู มันจะจั๊กจี้ชนิดสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ ๕. “พึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร” แสดงว่าทนนั่งต่อไปไม่ได้แล้วนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเป็นท่ายืน หรือเอามือตนเองลูบก็ชักจะไม่พอ ต้องใช้น้ำมาช่วยกระตุ้น ๖. “พึงมนสิการถึงอาโลกสัญญา(ความกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวันอย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส” อันนี้พระองค์ใช้เป็นโอกาสพลิกมาทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง คือ กำหนดหมายแสงสว่าง ทำความสำคัญในแสงสว่าง แม้เปลือกตาจะปิดอยู่ แต่ตาข้างในก็ยังเห็นเป็นแสงสว่าง จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้สึกแตกต่าง หลับตาก็เห็นความสว่าง ลืมตาขึ้นมาก็ยังรู้สึกว่าสว่าง อันนี้ใครทำได้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับทิพยจักขุญาณ ๗. “พึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก” คือข้อ ๑-๔ ยังอยู่ในท่านั่งอยู่กับที่ ข้อ ๕ ลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังยืนนิ่งๆ มาข้อ ๗ นี้พระองค์ให้เดิน แสดงว่าง่วงมากนะ ประมาณว่ายืนยังเซ ก็เดินจงกรม คำบาลีว่า จงฺกม อ่านว่า จัง-กะ-มะ แปลว่า เดินกลับไปกลับมา และไม่ใช่เดินใจลอย เดินด้วยความรู้สึกตัว ถ้าทำตามลำดับมา ๗ ข้อดังกล่าวแล้วยังง่วง พระองค์ก็ให้นอน แต่เป็นการนอนที่ยังไม่ทิ้งกรรมฐาน นอนอย่างมีสติ มีลีลาอย่างนักปฏิบัติ คือหมายใจไว้ว่า ‘เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบความสุขในการหลับ’ ไม่ใช่ว่าตื่นแล้วแต่ขอต่ออีกหน่อย ต่อไปต่อมา..ตะวันโด่ง และขอทำความเข้าใจว่า นอนท่า “สีหไสยา” ไม่ใช่ท่านอนแบบพระนอนวัดโพธิ์(พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร) ท่าตั้งแขนชันขึ้นมานั้นเป็น”ปางโปรดอสุรินทราหู” ท่าที่เป็นแบบอย่าง ได้แก่ พระนอนเมืองกุสินารา แขนวางราบ มือมาหนุนที่ข้างแก้ม นอนท่า “สีหไสยา” คือการนอนดุจราชสีห์ ราชสีห์เมื่อจะนอนเขาจะเตรียมที่นอนอย่างดี เวลานอนจะนอนในท่าตะแคง สำรวจท่านอนของตนเองก่อนจะหลับ ถ้าตื่นมาไม่อยู่ในท่าเดิม เขาจะเสียใจว่านอนขาดสติ ขยับพลิกแล้วไม่รู้สึกตัว วันนั้นจะไม่ออกหากิน สำหรับนักปฏิบัติ โดยความหมายคือให้นอนอย่างมีสติ จะนอนตะแคงหรือนอนหงายก็ไม่ว่านะ แต่ตื่นมาให้สำรวจท่าด้วยว่า อยู่ในท่าเดิมหรือไม่ ถ้าผิดไปก็แสดงว่ายังไม่ผ่าน และที่สำคัญคือ ทำอุฏฐานสัญญา(กำหนดหมายว่าจะลุกขึ้น)ไว้ในใจ ซึ่งช่วยให้เราไม่ติดสุขในการนอน และเอื้อให้ไม่ประมาท พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๘ กันยายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สังโยชน์๑๐ #สังโยชน์เบื้องต่ำ #สังโยชน์เบื้องสูง 🤔🤔 #ถาม : เมื่อวานนี้ผมถามสังโยชน์ ๑๐ ไปตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ อยากจะให้ท่านเทศน์ให้ฟังอีกทีนึง โดยเน้นข้อ ๓ ข้อ ๔ ให้ชัดหน่อยครับ #ตอบ : สังโยชน์ ๑๐ เป็นชื่อของกิเลสที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงในแง่ที่ว่า มันผูกมัดใจคนให้วนเวียนในวัฏฏทุกข์ ข้อ ๑) สักกายทิฏฐิ คือทิฏฐิว่ามีเรา มีความเห็นว่าเป็นตัวของตน คือมันมีทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิว่ามีเรา เห็นว่ากายเป็นเรา เห็นว่าใจเป็นเรา มันเป็นความเข้าใจผิดซึ่งเกิดตามหลังความคิดอันไม่แยบคาย มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริง ที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่างๆ มาประชุมกัน คิดว่ามีเรา ก็อยากได้อะไรต่างๆ มาสนองเรา ส่วนมากก็วนอยู่ในเรื่องกาม อยากดู อยากฟัง อยากกิน อย่างนี้เป็นต้น หนักเข้าก็เห็นแก่ตัว รวมแล้วก็คืออยากได้อยากเอาสิ่งนั้นมาสนองความอยากของเรา อยากได้กาม อยากได้เกียรติ อยากได้สรรเสริญ ทุกอย่างอยากได้มาเพื่อสนองความเป็นเราที่คิดว่ามี.. “เรา”จริง ๆ ไม่มี มีแต่ “ความคิดว่าเป็นเรา” จึงเรียกกิเลสตัวนี้ว่าเป็นเพียงทิฏฐิ ข้อ ๒) วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย เช่น สงสัยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม? พระธรรมคำสอนเป็นเรื่องจริงไหม? พระสงฆ์มีจริงไหม? ทำให้ไม่มั่นใจ ไม่มีความแกล้วกล้าที่จะมุ่งหน้าไปตามหนทางที่พระพุทธองค์ทรงสอน ข้อ ๓) สีลัพพตปรามาส โดยคำศัพท์ "สีล(อ่านว่า สี-ละ)" คือ ศีล, “พต(อ่านว่า พะ-ตะ)” คือ พรต, ปรามาส(อ่านว่า ปะ-รา-มา-สะ) แปลว่า การจับ แต่เป็นการจับแบบไม่มั่นคง โดยความหมายก็คือถือผิดไป สีลัพพตปรามาส ก็คือ การถือศีลพรตแบบงมงาย ยึดถือผิดไปว่า จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ก็ต้องทำรูปแบบอย่างนี้เท่านั้น หรือต้องมีพิธีอย่างนี้ มีข้อปฏิบัติต่างๆ ก็ยึดถือทำตามๆ กันไป ไม่รู้เหตุผล กลายเป็นเรื่องขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ไป บางทีก็ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตอบแทน เพื่อลาภสักการะ เพื่ออำนาจใหญ่โต เลยเถิดออกนอกลู่นอกทาง บางทีก็เคร่งครัดในระเบียบที่ตั้งขึ้นเอง ต้องทำอย่างนั้นจึงจะสำเร็จ ต้องทำอย่างนี้จึงจะสำเร็จ ต้องเอาหัวหมูมาบูชาจึงจะสำเร็จ ประมาณอย่างนี้นะ หรือว่าต้องเดินท่านี้เท่านั้นจึงจะสำเร็จ หรือว่าต้องเดินที่นี่เท่านั้นจึงจะสำเร็จ คล้าย ๆ กับมันมีกรอบมีขอบเขตของการปฏิบัติแบบงมงาย ไม่ได้ถือหลักว่าต้องมีสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐาน ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไปยึดเอารูปแบบ ต้องดูกายก่อน ห้ามดูจิตก่อน ต้องพุทโธเท่านั้น สัมมาอาระหังไม่ได้อะไรอย่างนี้ คือไปยึดเอารูปแบบจนไปตำหนิติเตียนกันเอง แล้วก็ถือว่าตัวเองถูก-คนอื่นผิด เพียงแค่รูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วจะเข้าใจถึงหลักการของการปฏิบัติ แล้วไม่ไปตำหนิติเตียนกันด้วยเพียงรูปแบบ ข้อ ๔) กามราคะ แปลว่า ความติดใคร่ในกาม หมายถึง ความพอใจใฝ่หาในการดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัสทางกาย ที่น่าพอใจ นี่เรียกว่า "กามราคะ" คนที่ติดในกามก็จะติดในการดูของสวยงาม ถ้าไม่ได้ดูก็จะเกิดโทสะหรือเกิดทุกข์ ติดในการที่จะฟังเสียงไพเราะ หรือเสียงชมเสียงสรรเสริญเท่านั้น ถ้าไม่ได้รับคำชม ไม่ได้รับคำสรรเสริญ จะรู้สึกเป็นทุกข์ ต้องกินของอร่อยเท่านั้น ถ้าวันไหนไม่อร่อยก็เป็นทุกข์ วันไหนอากาศไม่ดีก็เป็นทุกข์ ร้อนไปก็เป็นทุกข์ หนาวเกินไปก็เป็นทุกข์ อย่างนี้นะ ความสุขนี่มันขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกทั้งหมดเลย แล้วการที่ยังมีกามราคะอยู่ ก็เป็นเหตุให้ผิดหวัง ผิดหวังทีไรก็เป็นโทสะ แต่โทสะนี่ก็ไปอยู่ข้อที่ ๕ แล้ว..เป็นปฏิฆะ ข้อ ๕) ปฏิฆะ ปฏิฆะ แปลว่า ความกระทบกระทั่งในใจ หงุดหงิดขัดเคืองใจ ซึ่งก็มีเหตุมาจากที่ว่า หวังกามสุขแล้วผิดหวังจากกามสุขนั้น กลายเป็นโทสะหรือเป็นปฏิฆะ ข้อ ๔ และข้อ ๕ สองข้อนี้จะเกี่ยวกันเนื่องกัน เวลาละได้มันจะละไปด้วยกัน หมายถึงว่าพระอนาคามี เวลาละกามได้ ไม่ได้หวังความสุขจากการดู การฟัง การดม การกิน หรือการสัมผัส ก็จะละไปได้ทีเดียวทั้งคู่เลย ทั้งสองข้อนี้ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อละกามราคะได้ มันไม่หวังแล้วเนี่ย มันก็ไม่มีโทสะหรือไม่มีปฏิฆะจากการผิดหวังในเรื่องของกาม มันก็เลยละไปด้วยกัน ๕ ข้อแรกนี้รวมเรียกว่า “สังโยชน์เบื้องต่ำ” คืออยู่ในขั้นหยาบ พระอนาคามีท่านจะละสังโยชน์ ๕ ข้อแรกนี้ไปได้ สามข้อแรกละได้ตั้งแต่เป็นพระโสดาบันแล้ว อีกสองข้อก็ละไปด้วยกัน ตอนที่ละกามได้ด้วยอนาคามิมรรค ยังเหลืออยู่อีก ๕ ข้อ เป็นสังโยชน์เบื้องสูง เป็นเรื่องของกิเลสละเอียดๆ ที่จะละได้ด้วยอรหัตตมรรคเท่านั้น ได้แก่ ข้อ ๖) รูปราคะ รูปราคะนี่ไม่ใช่ราคะใน Picture-รูปภาพ นะ รูปราคะ แปลว่า ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต หมายถึงรูปฌาณ แสดงว่าพระอนาคามีเข้ารูปฌาณได้ แต่ยังติดในสุขในการเข้ารูปฌาน พอใจในความสงบของสมาธิขั้นรูปฌาน ติดใจในรูปภพ ข้อ ๗) อรูปราคะ แปลว่า ความติดใจในอรูปธรรม ซึ่งก็คือ อรูปฌาน หมายความว่า พระอนาคามีที่ทำอรูปฌาณได้ แล้วยังติดในความสุขในการเข้าอรูปฌาน พอติดความสุขในการเข้าอรูปฌาณ ก็จะติดในสังโยชน์ข้อนี้ ยังติดใจในอรูปภพ สมมติว่าเวลาพระอนาคามีคุยกับโยมเนี่ยนะ แล้วก็รู้สึกว่าโยมฟุ้งซ่านมากเลย ท่านก็แอบเข้าฌาน พอแอบเข้าฌานจิตก็เคลื่อน จิตเคลื่อนเข้ารูปฌาน ถ้าท่านทำอรูปฌานได้ ก็จะหลบเข้าอรูปฌาน จิตเคลื่อนเข้าอรูปฌาน แล้วเวลาเข้าฌานเนี่ยจิตเคลื่อน แต่อย่าไปตำหนิท่านนะ จริงๆ แล้วภูมิจิตภูมิธรรมของท่านก็อยู่ในระดับสูงมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกเรา แต่ที่พูดก็เพื่อให้เห็นว่าการพอใจ มีราคะในรูปฌานและอรูปฌาน มันยังเป็นปัญหาของท่าน ปัญหาของท่านนะ..ไม่ใช่ปัญหาของเรา ปัญหาของท่านคือ ยังมีการติดในรูปฌานและอรูปฌานอยู่ ข้อ ๘) มานะ แปลว่า ความถือตัว แต่ไม่ใช่มานะแบบปุถุชนแบบเรา มานะแบบปุถุชนคือถือตัวถือตนแบบตำหนิคนอื่น เหยียดหยามคนอื่น นึกว่าตัวเองเจ๋งแล้ว พระอนาคามีไม่ได้มีหยาบๆ อย่างนั้น พระอนาคามีจะมีมานะคือในแง่ของการเปรียบเทียบ เช่น สมมติว่าท่านมีตาทิพย์ แต่โยมไม่มีตาทิพย์ แล้วท่านก็คิดเทียบ คือรู้ตามจริงนะ แต่ยังมีการเทียบเขาเทียบเรา หรือว่าไปเจอครูบาอาจารย์ โอ้โห! ครูบาอาจารย์ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านผุดผ่องไม่มีทุกข์อะไรเลย แต่เราเนี่ยยังมีงานอยู่ มันมีการเปรียบเทียบ แต่ไม่ใช่ออกมาในแนวหยาบ ๆ แบบเหยียดหยามอะไรใคร ไม่มีการตำหนิติเตียนในแง่ทำให้เกิดกิเลสหยาบๆ มานะของพระอนาคามีไม่ได้หยาบแบบที่เราเข้าใจ มันเป็นเพียงการเทียบเขาเทียบเรา บางทีเทียบด้วยความเคารพด้วยซ้ำไป เจอครูบาอาจารย์ท่านผ่องใสมาก เรายังมัวหมองอยู่เลย เรายังไม่พ้นเลย มันมีการเทียบเขาเทียบเราอย่างนี้ ถ้าเทียบเขาเทียบเราเมื่อไหร่เป็นมานะเมื่อนั้น ก็เป็นงานของท่านพระอนาคามี ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นงานละเอียดมากๆ เลย ข้อ ๙) อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน อุทธัจจะของพระอนาคามีเนี่ยนะ ไม่ใช่อุทธัจจะแบบปุถุชน แต่เป็นฟุ้งซ่านในธรรม โยมอาจจะงง..อยู่ในธรรมยังฟุ้งซ่านอีกเหรอ คือเอาง่าย ๆ ว่า จิตยังเคลื่อนอยู่ ตัวท่านมีสมาธิก็จริง สมาธิของท่านดีก็จริงนะ แต่เวลาเข้าสมาธิยังไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลา ยังมีการเคลื่อน จิตเคลื่อนแสดงว่าไม่ตั้งมั่น..เข้าใจมั้ย? ความฟุ้งซ่านของท่านเนี่ยมันการการฟุ้นซ่านเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแง่ที่ว่าระลึกถึงรูป แล้วเอาจิตไปแปะกับรูปธรรม หรือระลึกถึงอารมณ์ที่ไม่ใช่รูป คืออรูป เช่นอารมณ์ว่างๆ จิตส่งไปหาความว่าง อันนี้เรียกว่าจิตเคลื่อนไป ถ้าจิตมีการส่งออกเมื่อไหร่ก็เป็นการฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องของอุทธัจจะในธรรม ปุถุชนเนี่ย..ขอให้ได้เข้าให้เถอะ..ฌานเนี่ย จิตเคลื่อนก็ไม่ว่าหรอก แต่การที่มีจิตเคลื่อนของพระอนาคามี เป็นปัญหาของท่าน พระอรหันต์เนี่ยจิตไม่เคลื่อน ไม่มีการฟุ้งซ่านในลักษณะที่จิตเคลื่อนแบบนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าฟุ้งซ่านหรืออุทธัจจะในสังโยชน์เนี่ยนะ มีตั้งแต่ฟุ้งซ่านแบบทั่วๆ ไป คือคิดนึกเรื่อยเปื่อยแบบปุถุชนเลย ฟุ้งไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ จิตเคลื่อนออก ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ๆ อันนี้ชัดเจน แต่ของพระอนาคามีเนี่ยท่านละกามแล้ว คงไม่ได้ไปคิดถึงโยมคนนั้น ไม่ได้ไปคิดถึงอยากจะกินร้านนั้น อะไรอย่างนี้ไม่ได้คิดแล้ว ความสุขของท่านคือการเข้าฌาน เพราะฉะนั้นเวลาเข้าฌานของท่าน ถ้าจิตเคลื่อน..ท่านยังฟุ้งซ่านอยู่ มันไม่ใช่ฟุ้งซ่านแบบปุถุชนทั่วไป สังโยชน์เบื้องสูงข้อท้ายๆ เนี่ยนะ มันไม่ใช่เพียงหยาบๆ แต่เป็นส่วนละเอียดที่พระอนาคามียังละไม่ได้ และเป็นงานของท่านที่ท่านจะต้องมาสังเกตจิตของท่านเองว่า มันยังเคลื่อนอยู่นะ บางท่านเนี่ยเห็นจิตเคลื่อนตอนที่สิ้นชีวิตจากมนุษย์แล้วไปเกิดเป็นพรหม พอเกิดเป็นพรหมท่านจึงเห็นว่าจิตมันเคลื่อนเข้าหาพรหมโลก แล้วท่านก็สำเร็จตอนนั้นเลย คือว่าเห็นจิตเคลื่อนแล้วก็ใช้ได้แล้ว อันนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาไปเห็นท่านนะ แต่ว่ามีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ บางท่านเป็นพระอนาคามีตอนเป็นมนุษย์ คิดว่าสำเร็จแล้วหรืออาจจะรู้ว่าท่านเป็นอนาคามีแล้วก็ได้นะ แต่พอสิ้นชีวิตเห็นจิตเคลื่อน พอเห็นจิตเคลื่อนเนี่ยใช้ได้เลย จิตก็ตั้งมั่นพอดี ก็เหมือนตอนที่เห็นกิเลส เห็นกิเลสๆจะดับ เห็นจิตเคลื่อน..จิตก็ไม่เคลื่อน..ตั้งมั่นขึ้นมา มันสำคัญตรงที่ว่าจะเห็นมั้ยเท่านั้นเอง ข้อ ๑๐) ข้อสุดท้าย"อวิชชา" แปลว่า ความไม่รู้ ก็คือมันจะมีติดอยู่นิดนึง พระอนาคามีท่านจะรู้สึกว่าติดอยู่นิดนึง เหมือนยังไม่รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านก็ยังความหาอยู่ เคล็ดลับคือ ถ้ายังควานหาอยู่..ก็ยังไม่เจอ อันนี้ก็ไม่ใช่ความรู้ของอาตมานะ ฟังครูบาอาจารย์มาอีกที เหมือนคนจะขึ้นยอดเขานะ หาทางอยู่นั้นล่ะ หาทางว่าจะขึ้นยอดเขา..ไม่เจอทาง แต่พอหยุดหา..มันคือถึงยอดเขาพอดี คือถ้าใจยังควานหา เหมือนยังไม่รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง แสดงว่ายังมีอวิชชา ซึ่งตรงเป็นงานของพระอนาคามีอีกเหมือนกัน พูดไปปุถุชนก็จะฟุ้งซ่านเปล่าๆ ฟังไว้พอประดับความรู้ก็พอ ...อันนี้เป็นเรื่องของสังโยชน์ ที่อาตมาอธิบายได้เนี่ย ไม่ใช่อาตมาเป็นพระอรหันต์แล้วจึงอธิบายได้อย่างนี้นะ ฟังครูบาอาจารย์มาอีกทีเหมือนกัน อาตมาได้ฟังครูบาอาจารย์อธิบายมาก็เลยนำมาถ่ายทอดต่อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/1KLZIWRyAJ0 (นาทีที่ 33.24-47.50)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สังโยชน์๑๐ #สังโยชน์เบื้องต่ำ #สังโยชน์เบื้องสูง 🤔🤔 #ถาม : เมื่อวานนี้ผมถามสังโยชน์ ๑๐ ไปตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ อยากจะให้ท่านเทศน์ให้ฟังอีกทีนึง โดยเน้นข้อ ๓ ข้อ ๔ ให้ชัดหน่อยครับ #ตอบ : สังโยชน์ ๑๐ เป็นชื่อของกิเลสที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงในแง่ที่ว่า มันผูกมัดใจคนให้วนเวียนในวัฏฏทุกข์ ข้อ ๑) สักกายทิฏฐิ คือทิฏฐิว่ามีเรา มีความเห็นว่าเป็นตัวของตน คือมันมีทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิว่ามีเรา เห็นว่ากายเป็นเรา เห็นว่าใจเป็นเรา มันเป็นความเข้าใจผิดซึ่งเกิดตามหลังความคิดอันไม่แยบคาย มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริง ที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่างๆ มาประชุมกัน คิดว่ามีเรา ก็อยากได้อะไรต่างๆ มาสนองเรา ส่วนมากก็วนอยู่ในเรื่องกาม อยากดู อยากฟัง อยากกิน อย่างนี้เป็นต้น หนักเข้าก็เห็นแก่ตัว รวมแล้วก็คืออยากได้อยากเอาสิ่งนั้นมาสนองความอยากของเรา อยากได้กาม อยากได้เกียรติ อยากได้สรรเสริญ ทุกอย่างอยากได้มาเพื่อสนองความเป็นเราที่คิดว่ามี.. “เรา”จริง ๆ ไม่มี มีแต่ “ความคิดว่าเป็นเรา” จึงเรียกกิเลสตัวนี้ว่าเป็นเพียงทิฏฐิ ข้อ ๒) วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย เช่น สงสัยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม? พระธรรมคำสอนเป็นเรื่องจริงไหม? พระสงฆ์มีจริงไหม? ทำให้ไม่มั่นใจ ไม่มีความแกล้วกล้าที่จะมุ่งหน้าไปตามหนทางที่พระพุทธองค์ทรงสอน ข้อ ๓) สีลัพพตปรามาส โดยคำศัพท์ “สีล(อ่านว่า สี-ละ)” คือ ศีล, “พต(อ่านว่า พะ-ตะ)” คือ พรต, ปรามาส(อ่านว่า ปะ-รา-มา-สะ) แปลว่า การจับ แต่เป็นการจับแบบไม่มั่นคง โดยความหมายก็คือถือผิดไป สีลัพพตปรามาส ก็คือ การถือศีลพรตแบบงมงาย ยึดถือผิดไปว่า จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ก็ต้องทำรูปแบบอย่างนี้เท่านั้น หรือต้องมีพิธีอย่างนี้ มีข้อปฏิบัติต่างๆ ก็ยึดถือทำตามๆ กันไป ไม่รู้เหตุผล กลายเป็นเรื่องขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ไป บางทีก็ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตอบแทน เพื่อลาภสักการะ เพื่ออำนาจใหญ่โต เลยเถิดออกนอกลู่นอกทาง บางทีก็เคร่งครัดในระเบียบที่ตั้งขึ้นเอง ต้องทำอย่างนั้นจึงจะสำเร็จ ต้องทำอย่างนี้จึงจะสำเร็จ ต้องเอาหัวหมูมาบูชาจึงจะสำเร็จ ประมาณอย่างนี้นะ หรือว่าต้องเดินท่านี้เท่านั้นจึงจะสำเร็จ หรือว่าต้องเดินที่นี่เท่านั้นจึงจะสำเร็จ คล้าย ๆ กับมันมีกรอบมีขอบเขตของการปฏิบัติแบบงมงาย ไม่ได้ถือหลักว่าต้องมีสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐาน ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไปยึดเอารูปแบบ ต้องดูกายก่อน ห้ามดูจิตก่อน ต้องพุทโธเท่านั้น สัมมาอาระหังไม่ได้อะไรอย่างนี้ คือไปยึดเอารูปแบบจนไปตำหนิติเตียนกันเอง แล้วก็ถือว่าตัวเองถูก-คนอื่นผิด เพียงแค่รูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วจะเข้าใจถึงหลักการของการปฏิบัติ แล้วไม่ไปตำหนิติเตียนกันด้วยเพียงรูปแบบ ข้อ ๔) กามราคะ แปลว่า ความติดใคร่ในกาม หมายถึง ความพอใจใฝ่หาในการดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัสทางกาย ที่น่าพอใจ นี่เรียกว่า “กามราคะ” คนที่ติดในกามก็จะติดในการดูของสวยงาม ถ้าไม่ได้ดูก็จะเกิดโทสะหรือเกิดทุกข์ ติดในการที่จะฟังเสียงไพเราะ หรือเสียงชมเสียงสรรเสริญเท่านั้น ถ้าไม่ได้รับคำชม ไม่ได้รับคำสรรเสริญ จะรู้สึกเป็นทุกข์ ต้องกินของอร่อยเท่านั้น ถ้าวันไหนไม่อร่อยก็เป็นทุกข์ วันไหนอากาศไม่ดีก็เป็นทุกข์ ร้อนไปก็เป็นทุกข์ หนาวเกินไปก็เป็นทุกข์ อย่างนี้นะ ความสุขนี่มันขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกทั้งหมดเลย แล้วการที่ยังมีกามราคะอยู่ ก็เป็นเหตุให้ผิดหวัง ผิดหวังทีไรก็เป็นโทสะ แต่โทสะนี่ก็ไปอยู่ข้อที่ ๕ แล้ว..เป็นปฏิฆะ ข้อ ๕) ปฏิฆะ ปฏิฆะ แปลว่า ความกระทบกระทั่งในใจ หงุดหงิดขัดเคืองใจ ซึ่งก็มีเหตุมาจากที่ว่า หวังกามสุขแล้วผิดหวังจากกามสุขนั้น กลายเป็นโทสะหรือเป็นปฏิฆะ ข้อ ๔ และข้อ ๕ สองข้อนี้จะเกี่ยวกันเนื่องกัน เวลาละได้มันจะละไปด้วยกัน หมายถึงว่าพระอนาคามี เวลาละกามได้ ไม่ได้หวังความสุขจากการดู การฟัง การดม การกิน หรือการสัมผัส ก็จะละไปได้ทีเดียวทั้งคู่เลย ทั้งสองข้อนี้ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อละกามราคะได้ มันไม่หวังแล้วเนี่ย มันก็ไม่มีโทสะหรือไม่มีปฏิฆะจากการผิดหวังในเรื่องของกาม มันก็เลยละไปด้วยกัน ๕ ข้อแรกนี้รวมเรียกว่า “สังโยชน์เบื้องต่ำ” คืออยู่ในขั้นหยาบ พระอนาคามีท่านจะละสังโยชน์ ๕ ข้อแรกนี้ไปได้ สามข้อแรกละได้ตั้งแต่เป็นพระโสดาบันแล้ว อีกสองข้อก็ละไปด้วยกัน ตอนที่ละกามได้ด้วยอนาคามิมรรค ยังเหลืออยู่อีก ๕ ข้อ เป็นสังโยชน์เบื้องสูง เป็นเรื่องของกิเลสละเอียดๆ ที่จะละได้ด้วยอรหัตตมรรคเท่านั้น ได้แก่ ข้อ ๖) รูปราคะ รูปราคะนี่ไม่ใช่ราคะใน Picture-รูปภาพ นะ รูปราคะ แปลว่า ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต หมายถึงรูปฌาณ แสดงว่าพระอนาคามีเข้ารูปฌาณได้ แต่ยังติดในสุขในการเข้ารูปฌาน พอใจในความสงบของสมาธิขั้นรูปฌาน ติดใจในรูปภพ ข้อ ๗) อรูปราคะ แปลว่า ความติดใจในอรูปธรรม ซึ่งก็คือ อรูปฌาน หมายความว่า พระอนาคามีที่ทำอรูปฌาณได้ แล้วยังติดในความสุขในการเข้าอรูปฌาน พอติดความสุขในการเข้าอรูปฌาณ ก็จะติดในสังโยชน์ข้อนี้ ยังติดใจในอรูปภพ สมมติว่าเวลาพระอนาคามีคุยกับโยมเนี่ยนะ แล้วก็รู้สึกว่าโยมฟุ้งซ่านมากเลย ท่านก็แอบเข้าฌาน พอแอบเข้าฌานจิตก็เคลื่อน จิตเคลื่อนเข้ารูปฌาน ถ้าท่านทำอรูปฌานได้ ก็จะหลบเข้าอรูปฌาน จิตเคลื่อนเข้าอรูปฌาน แล้วเวลาเข้าฌานเนี่ยจิตเคลื่อน แต่อย่าไปตำหนิท่านนะ จริงๆ แล้วภูมิจิตภูมิธรรมของท่านก็อยู่ในระดับสูงมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกเรา แต่ที่พูดก็เพื่อให้เห็นว่าการพอใจ มีราคะในรูปฌานและอรูปฌาน มันยังเป็นปัญหาของท่าน ปัญหาของท่านนะ..ไม่ใช่ปัญหาของเรา ปัญหาของท่านคือ ยังมีการติดในรูปฌานและอรูปฌานอยู่ ข้อ ๘) มานะ แปลว่า ความถือตัว แต่ไม่ใช่มานะแบบปุถุชนแบบเรา มานะแบบปุถุชนคือถือตัวถือตนแบบตำหนิคนอื่น เหยียดหยามคนอื่น นึกว่าตัวเองเจ๋งแล้ว พระอนาคามีไม่ได้มีหยาบๆ อย่างนั้น พระอนาคามีจะมีมานะคือในแง่ของการเปรียบเทียบ เช่น สมมติว่าท่านมีตาทิพย์ แต่โยมไม่มีตาทิพย์ แล้วท่านก็คิดเทียบ คือรู้ตามจริงนะ แต่ยังมีการเทียบเขาเทียบเรา หรือว่าไปเจอครูบาอาจารย์ โอ้โห! ครูบาอาจารย์ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านผุดผ่องไม่มีทุกข์อะไรเลย แต่เราเนี่ยยังมีงานอยู่ มันมีการเปรียบเทียบ แต่ไม่ใช่ออกมาในแนวหยาบ ๆ แบบเหยียดหยามอะไรใคร ไม่มีการตำหนิติเตียนในแง่ทำให้เกิดกิเลสหยาบๆ มานะของพระอนาคามีไม่ได้หยาบแบบที่เราเข้าใจ มันเป็นเพียงการเทียบเขาเทียบเรา บางทีเทียบด้วยความเคารพด้วยซ้ำไป เจอครูบาอาจารย์ท่านผ่องใสมาก เรายังมัวหมองอยู่เลย เรายังไม่พ้นเลย มันมีการเทียบเขาเทียบเราอย่างนี้ ถ้าเทียบเขาเทียบเราเมื่อไหร่เป็นมานะเมื่อนั้น ก็เป็นงานของท่านพระอนาคามี ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นงานละเอียดมากๆ เลย ข้อ ๙) อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน อุทธัจจะของพระอนาคามีเนี่ยนะ ไม่ใช่อุทธัจจะแบบปุถุชน แต่เป็นฟุ้งซ่านในธรรม โยมอาจจะงง..อยู่ในธรรมยังฟุ้งซ่านอีกเหรอ คือเอาง่าย ๆ ว่า จิตยังเคลื่อนอยู่ ตัวท่านมีสมาธิก็จริง สมาธิของท่านดีก็จริงนะ แต่เวลาเข้าสมาธิยังไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลา ยังมีการเคลื่อน จิตเคลื่อนแสดงว่าไม่ตั้งมั่น..เข้าใจมั้ย? ความฟุ้งซ่านของท่านเนี่ยมันการการฟุ้นซ่านเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแง่ที่ว่าระลึกถึงรูป แล้วเอาจิตไปแปะกับรูปธรรม หรือระลึกถึงอารมณ์ที่ไม่ใช่รูป คืออรูป เช่นอารมณ์ว่างๆ จิตส่งไปหาความว่าง อันนี้เรียกว่าจิตเคลื่อนไป ถ้าจิตมีการส่งออกเมื่อไหร่ก็เป็นการฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องของอุทธัจจะในธรรม ปุถุชนเนี่ย..ขอให้ได้เข้าให้เถอะ..ฌานเนี่ย จิตเคลื่อนก็ไม่ว่าหรอก แต่การที่มีจิตเคลื่อนของพระอนาคามี เป็นปัญหาของท่าน พระอรหันต์เนี่ยจิตไม่เคลื่อน ไม่มีการฟุ้งซ่านในลักษณะที่จิตเคลื่อนแบบนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าฟุ้งซ่านหรืออุทธัจจะในสังโยชน์เนี่ยนะ มีตั้งแต่ฟุ้งซ่านแบบทั่วๆ ไป คือคิดนึกเรื่อยเปื่อยแบบปุถุชนเลย ฟุ้งไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ จิตเคลื่อนออก ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ๆ อันนี้ชัดเจน แต่ของพระอนาคามีเนี่ยท่านละกามแล้ว คงไม่ได้ไปคิดถึงโยมคนนั้น ไม่ได้ไปคิดถึงอยากจะกินร้านนั้น อะไรอย่างนี้ไม่ได้คิดแล้ว ความสุขของท่านคือการเข้าฌาน เพราะฉะนั้นเวลาเข้าฌานของท่าน ถ้าจิตเคลื่อน..ท่านยังฟุ้งซ่านอยู่ มันไม่ใช่ฟุ้งซ่านแบบปุถุชนทั่วไป สังโยชน์เบื้องสูงข้อท้ายๆ เนี่ยนะ มันไม่ใช่เพียงหยาบๆ แต่เป็นส่วนละเอียดที่พระอนาคามียังละไม่ได้ และเป็นงานของท่านที่ท่านจะต้องมาสังเกตจิตของท่านเองว่า มันยังเคลื่อนอยู่นะ บางท่านเนี่ยเห็นจิตเคลื่อนตอนที่สิ้นชีวิตจากมนุษย์แล้วไปเกิดเป็นพรหม พอเกิดเป็นพรหมท่านจึงเห็นว่าจิตมันเคลื่อนเข้าหาพรหมโลก แล้วท่านก็สำเร็จตอนนั้นเลย คือว่าเห็นจิตเคลื่อนแล้วก็ใช้ได้แล้ว อันนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาไปเห็นท่านนะ แต่ว่ามีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ บางท่านเป็นพระอนาคามีตอนเป็นมนุษย์ คิดว่าสำเร็จแล้วหรืออาจจะรู้ว่าท่านเป็นอนาคามีแล้วก็ได้นะ แต่พอสิ้นชีวิตเห็นจิตเคลื่อน พอเห็นจิตเคลื่อนเนี่ยใช้ได้เลย จิตก็ตั้งมั่นพอดี ก็เหมือนตอนที่เห็นกิเลส เห็นกิเลสๆจะดับ เห็นจิตเคลื่อน..จิตก็ไม่เคลื่อน..ตั้งมั่นขึ้นมา มันสำคัญตรงที่ว่าจะเห็นมั้ยเท่านั้นเอง ข้อ ๑๐) ข้อสุดท้าย”อวิชชา” แปลว่า ความไม่รู้ ก็คือมันจะมีติดอยู่นิดนึง พระอนาคามีท่านจะรู้สึกว่าติดอยู่นิดนึง เหมือนยังไม่รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านก็ยังความหาอยู่ เคล็ดลับคือ ถ้ายังควานหาอยู่..ก็ยังไม่เจอ อันนี้ก็ไม่ใช่ความรู้ของอาตมานะ ฟังครูบาอาจารย์มาอีกที เหมือนคนจะขึ้นยอดเขานะ หาทางอยู่นั้นล่ะ หาทางว่าจะขึ้นยอดเขา..ไม่เจอทาง แต่พอหยุดหา..มันคือถึงยอดเขาพอดี คือถ้าใจยังควานหา เหมือนยังไม่รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง แสดงว่ายังมีอวิชชา ซึ่งตรงเป็นงานของพระอนาคามีอีกเหมือนกัน พูดไปปุถุชนก็จะฟุ้งซ่านเปล่าๆ ฟังไว้พอประดับความรู้ก็พอ …อันนี้เป็นเรื่องของสังโยชน์ ที่อาตมาอธิบายได้เนี่ย ไม่ใช่อาตมาเป็นพระอรหันต์แล้วจึงอธิบายได้อย่างนี้นะ ฟังครูบาอาจารย์มาอีกทีเหมือนกัน อาตมาได้ฟังครูบาอาจารย์อธิบายมาก็เลยนำมาถ่ายทอดต่อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/1KLZIWRyAJ0 (นาทีที่ 33.24-47.50)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #บริกรรมพุทโธ 🤔🤔 #ถาม : เวลานั่งสมาธิ โยมบริกรรม "พุทโธ" พุทโธ พุทโธ แล้วพุทโธหายไป มันจะนิ่งขึ้นชั่วแว๊บเดียว รู้สึกว่ามันนิ่งแบบว่างเปล่า มันไม่ได้ทิ้งช่วง ไม่ได้นาน จะแค่แว๊บ ๆ #ตอบ : ปล่อยมัน ช่างมัน ถ้ามันทิ้ง "พุทโธ" ไม่เป็นไร ช่างมัน แต่ถ้ามันทิ้ง "พุทโธ" แล้วไปจับอย่างอื่น คือคิดฟุ้งซ่าน อย่างนี้ต้องรู้ว่าฟุ้งซ่าน แล้วมาเริ่มบริกรรม "พุทโธ" ใหม่ แต่ถ้ามันทิ้งพุทโธไปเฉยๆ โดยที่ยังมีความรู้สึกตัวอยู่ ก็ไม่เป็นไร จิตมันเริ่มวางภาระในการท่องคำบริกรรม อย่างนี้ไม่เป็นไร #ถาม : บางครั้งนั่งไปแล้ว เราอยากพุทโธ แต่จิตมันไม่อยากนึกถึงพุทโธ #ตอบ : ไม่เป็นไร ขอให้มีความรู้สึกตัว "รู้สึกตัว" ในที่นี้หมายถึงว่า กายกำลังอยู่ในอิริยาบถนั่ง..ก็รู้ว่ากายกำลังนั่งอยู่ กายหายใจด้วย..ก็รู้ว่ากายกำลังหายใจ อย่างนี้ไม่เป็นไร จะไม่มีพุทโธก็ไม่เป็นไร ถ้ามันมีความรู้สึกตัวอยู่ก็ใช้ได้ อิริยาบถอื่นก็เช่นเดียวกัน ที่ให้มีบริกรรม “พุทโธ” ด้วย ก็เพราะว่า บางทีเราเผลอไปแล้วไม่รู้ทัน ก็ต้องอาศัยคำบริกรรมเข้ามาช่วย บางทีตอนที่เผลอ เราไม่ได้เผลอธรรมดา เผลอแล้วคิด สังเกตดูว่าเวลาคิดเนี่ย จะมีเสียงพูดในใจของตัวเอง เสียงเราเองนี่แหละนะ คำว่า "พุทโธ" ที่เราบริกรรมอยู่จะช่วยให้เห็นชัดว่าเวลาที่เผลอไป เพราะมันมีเสียงอื่นแทรกเข้ามาที่ไม่ใช่เสียง "พุทโธ" เสียงเราที่พูดคำอื่นในใจ นั่นเรียกว่าเผลอ การมีคำว่า "พุทโธ" อยู่ในใจจะช่วยให้เราเจริญสติเห็นความเผลอได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ถ้ามีแค่ลมหายใจเนี่ยนะ บางทีก็เหมือนเห็นลมหายใจอยู่นะ แต่ก็รู้สึกว่าในขณะเดียวกันมันมีเสียงคำพูดอะไรก็ไม่รู้อยู่ในใจด้วย นี่คือเผลอคิดไปแล้ว..อันนี้มักจะไม่รู้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 53.0-55.34)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #บริกรรมพุทโธ 🤔🤔 #ถาม : เวลานั่งสมาธิ โยมบริกรรม “พุทโธ” พุทโธ พุทโธ แล้วพุทโธหายไป มันจะนิ่งขึ้นชั่วแว๊บเดียว รู้สึกว่ามันนิ่งแบบว่างเปล่า มันไม่ได้ทิ้งช่วง ไม่ได้นาน จะแค่แว๊บ ๆ #ตอบ : ปล่อยมัน ช่างมัน ถ้ามันทิ้ง “พุทโธ” ไม่เป็นไร ช่างมัน แต่ถ้ามันทิ้ง “พุทโธ” แล้วไปจับอย่างอื่น คือคิดฟุ้งซ่าน อย่างนี้ต้องรู้ว่าฟุ้งซ่าน แล้วมาเริ่มบริกรรม “พุทโธ” ใหม่ แต่ถ้ามันทิ้งพุทโธไปเฉยๆ โดยที่ยังมีความรู้สึกตัวอยู่ ก็ไม่เป็นไร จิตมันเริ่มวางภาระในการท่องคำบริกรรม อย่างนี้ไม่เป็นไร #ถาม : บางครั้งนั่งไปแล้ว เราอยากพุทโธ แต่จิตมันไม่อยากนึกถึงพุทโธ #ตอบ : ไม่เป็นไร ขอให้มีความรู้สึกตัว “รู้สึกตัว” ในที่นี้หมายถึงว่า กายกำลังอยู่ในอิริยาบถนั่ง..ก็รู้ว่ากายกำลังนั่งอยู่ กายหายใจด้วย..ก็รู้ว่ากายกำลังหายใจ อย่างนี้ไม่เป็นไร จะไม่มีพุทโธก็ไม่เป็นไร ถ้ามันมีความรู้สึกตัวอยู่ก็ใช้ได้ อิริยาบถอื่นก็เช่นเดียวกัน ที่ให้มีบริกรรม “พุทโธ” ด้วย ก็เพราะว่า บางทีเราเผลอไปแล้วไม่รู้ทัน ก็ต้องอาศัยคำบริกรรมเข้ามาช่วย บางทีตอนที่เผลอ เราไม่ได้เผลอธรรมดา เผลอแล้วคิด สังเกตดูว่าเวลาคิดเนี่ย จะมีเสียงพูดในใจของตัวเอง เสียงเราเองนี่แหละนะ คำว่า “พุทโธ” ที่เราบริกรรมอยู่จะช่วยให้เห็นชัดว่าเวลาที่เผลอไป เพราะมันมีเสียงอื่นแทรกเข้ามาที่ไม่ใช่เสียง “พุทโธ” เสียงเราที่พูดคำอื่นในใจ นั่นเรียกว่าเผลอ การมีคำว่า “พุทโธ” อยู่ในใจจะช่วยให้เราเจริญสติเห็นความเผลอได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ถ้ามีแค่ลมหายใจเนี่ยนะ บางทีก็เหมือนเห็นลมหายใจอยู่นะ แต่ก็รู้สึกว่าในขณะเดียวกันมันมีเสียงคำพูดอะไรก็ไม่รู้อยู่ในใจด้วย นี่คือเผลอคิดไปแล้ว..อันนี้มักจะไม่รู้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 53.0-55.34)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่ปีติกับทาน #ไม่ดูถูกบุญแม้เล็กน้อย 🤔🤔 #ถาม : การให้ทานแล้วถ้าเราไม่ปีติ เราต้องทำขึ้นมามั้ยคะ? #ตอบ : ไม่ต้องไปแกล้งให้มีปีตินะ มันไม่มีปีติ..ก็รู้ว่าไม่มีปีติ ไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ แต่ก็ให้ทำทานต่อไป บางทีเรามาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐานเนี่ย เรากำลังอิน(in)กับการเจริญกรรมฐาน มันจะรู้สึกว่าการให้ทานเนี่ยจืด ๆ แต่ก็ควรทำทานอยู่นะ ไม่ละเลยการให้ทาน แม้การให้ทานมันจะจืด ๆ แต่ก็ทำ ไม่ได้ดูถูกบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางทีพอผ่านไปสักพักหนึ่ง กรรมฐานมันเริ่มเสื่อม หรือมายุ่งกับทางโลกมากขึ้น ก็กลายเป็นรู้สึกว่าอยากจะมาให้ทานเพื่อปลุกให้เกิดกุศลเกิดขึ้นมาชโลมใจ ให้ทานแล้วรู้สึกชุ่มชื่นใจขึ้นมาอีก บางทีก็ต้องปลูกศรัทธามาเสริมเพื่อให้เกิดกำลัง ศรัทธาก็เป็นกำลังของใจ เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 28.53-30.05)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่ปีติกับทาน #ไม่ดูถูกบุญแม้เล็กน้อย 🤔🤔 #ถาม : การให้ทานแล้วถ้าเราไม่ปีติ เราต้องทำขึ้นมามั้ยคะ? #ตอบ : ไม่ต้องไปแกล้งให้มีปีตินะ มันไม่มีปีติ..ก็รู้ว่าไม่มีปีติ ไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ แต่ก็ให้ทำทานต่อไป บางทีเรามาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐานเนี่ย เรากำลังอิน(in)กับการเจริญกรรมฐาน มันจะรู้สึกว่าการให้ทานเนี่ยจืด ๆ แต่ก็ควรทำทานอยู่นะ ไม่ละเลยการให้ทาน แม้การให้ทานมันจะจืด ๆ แต่ก็ทำ ไม่ได้ดูถูกบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางทีพอผ่านไปสักพักหนึ่ง กรรมฐานมันเริ่มเสื่อม หรือมายุ่งกับทางโลกมากขึ้น ก็กลายเป็นรู้สึกว่าอยากจะมาให้ทานเพื่อปลุกให้เกิดกุศลเกิดขึ้นมาชโลมใจ ให้ทานแล้วรู้สึกชุ่มชื่นใจขึ้นมาอีก บางทีก็ต้องปลูกศรัทธามาเสริมเพื่อให้เกิดกำลัง ศรัทธาก็เป็นกำลังของใจ เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 28.53-30.05)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ # ระลึกถึงความตาย #อย่าหวังพึ่งผู้อื่น 🤔🤔 #ถาม : มีปัญหาเรื่องสู้กิเลสไม่ได้ค่ะ ระหว่างวันก็ใช้วิหารธรรมเป็นบริกรรม “พุทโธ” และเห็นความขี้เกียจ ความไม่อยากทำโน่นทำนี่ ไม่อยากทำในรูปแบบ หลงโลก เห็นว่าเราไม่ได้อยากจะเอามรรคผลจริงๆ เห็นในความเหลาะแหละของตัวเอง หรือเวลามีนิวรณ์ เช่น ง่วง ก็แพ้มันทุกที ช่วยแนะนำด้วยค่ะ #ตอบ : ถ้าขี้เกียจหรือเหลาะแหละเหลวไหลอย่างนี้ บางทีต้องนึกถึงความตายเอาไว้บ้างนะ การระลึกถึงความตายที่จะต้องมาถึงเราแน่ๆ ระลึกบ่อยๆ ก็เป็นการทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง เรียกว่า “มรณสติ” เป็นกรรมฐานที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกที่ทุกกรณี ทุกคนควรเจริญอยู่เสมอ เพราะจุดมุ่งหมายของการเจริญมรณสติ ก็เพื่อให้เกิดความไม่ประมาท ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน คือจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ก็ยังไม่แน่ ระหว่างชาติหน้ากับพรุ่งนี้ ก็ยังไม่แน่ว่าสิ่งไหนจะมาก่อน ถ้ายังเหลาะแหละเหลวไหล ประมาทในชีวิตอย่างนี้ ถึงคราวตายก็จะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย ลองถามตนเองดูว่า :- “เราพร้อมที่จะตายแล้วหรือยัง?” “ยังกลัวตายอยู่มั้ย?” “มั่นใจหรือไม่ ว่าหลังตายจะไม่ไปอบาย?” ถาม/ตอบกับตนเองอย่างนี้ ก็จะเป็นการเตือนตนและกระตุ้นให้ไม่ประมาทได้ และอย่าหวังว่า “จะตายท่ามกลางหมู่คนที่เรารัก” หรือ “จะมีครูบาอาจารย์มาเตือนสติขณะใกล้ตาย” อย่าคิดว่าการตายของเราจะสมบูรณ์แบบอย่างนั้น ..มันไม่แน่!! คิดอย่างนั้นมันเป็นการหวังพึ่งผู้อื่น ซึ่งเสี่ยงที่จะผิดหวัง! ทางที่ดี เราควรฝึกฝน จน “ตนเป็นที่พึ่งของตน” ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทอย่างแท้จริง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ # ระลึกถึงความตาย #อย่าหวังพึ่งผู้อื่น 🤔🤔 #ถาม : มีปัญหาเรื่องสู้กิเลสไม่ได้ค่ะ ระหว่างวันก็ใช้วิหารธรรมเป็นบริกรรม “พุทโธ” และเห็นความขี้เกียจ ความไม่อยากทำโน่นทำนี่ ไม่อยากทำในรูปแบบ หลงโลก เห็นว่าเราไม่ได้อยากจะเอามรรคผลจริงๆ เห็นในความเหลาะแหละของตัวเอง หรือเวลามีนิวรณ์ เช่น ง่วง ก็แพ้มันทุกที ช่วยแนะนำด้วยค่ะ #ตอบ : ถ้าขี้เกียจหรือเหลาะแหละเหลวไหลอย่างนี้ บางทีต้องนึกถึงความตายเอาไว้บ้างนะ การระลึกถึงความตายที่จะต้องมาถึงเราแน่ๆ ระลึกบ่อยๆ ก็เป็นการทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง เรียกว่า “มรณสติ” เป็นกรรมฐานที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกที่ทุกกรณี ทุกคนควรเจริญอยู่เสมอ เพราะจุดมุ่งหมายของการเจริญมรณสติ ก็เพื่อให้เกิดความไม่ประมาท ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน คือจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ก็ยังไม่แน่ ระหว่างชาติหน้ากับพรุ่งนี้ ก็ยังไม่แน่ว่าสิ่งไหนจะมาก่อน ถ้ายังเหลาะแหละเหลวไหล ประมาทในชีวิตอย่างนี้ ถึงคราวตายก็จะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย ลองถามตนเองดูว่า :- “เราพร้อมที่จะตายแล้วหรือยัง?” “ยังกลัวตายอยู่มั้ย?” “มั่นใจหรือไม่ ว่าหลังตายจะไม่ไปอบาย?” ถาม/ตอบกับตนเองอย่างนี้ ก็จะเป็นการเตือนตนและกระตุ้นให้ไม่ประมาทได้ และอย่าหวังว่า “จะตายท่ามกลางหมู่คนที่เรารัก” หรือ “จะมีครูบาอาจารย์มาเตือนสติขณะใกล้ตาย” อย่าคิดว่าการตายของเราจะสมบูรณ์แบบอย่างนั้น ..มันไม่แน่!! คิดอย่างนั้นมันเป็นการหวังพึ่งผู้อื่น ซึ่งเสี่ยงที่จะผิดหวัง! ทางที่ดี เราควรฝึกฝน จน “ตนเป็นที่พึ่งของตน” ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทอย่างแท้จริง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
Loading...