นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๗๐ #พึ่งตนเองให้ได้ 🤔🤔 #ถาม​ : ไม่มีหลาน​ คิดอยากจะไปขอเด็กตามโรงพยาบาล​ มันจะดีหรือไม่ดีคะ? #ตอบ​ : แล้วลูก​ ๆ​ ว่าอย่างไรละ?​ ลูก​ ๆ​ เห็นด้วยไหม? #ถาม​ : ลูกเห็นด้วยค่ะ​ แต่ลูกชายคนโตไม่เห็นด้วยนะคะ​ แต่คนเล็กเขาชอบ​ ก็อยากได้ค่ะ #ตอบ​ : แล้วเราอยู่กับใคร? เราอยู่คนเดียวหรือว่าอยู่กับลูกชายคนโตหรือคนเล็ก? #ถาม​ : เราก็อยู่กันสองตายายอยู่ที่บ้าน​ แต่ว่าลูกเขาทำงานอยู่ที่ศรีราชาค่ะ #ตอบ​ : ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเรา​ แล้วก็คนในครอบครัวเรา​ แต่ถ้าที่บ้านเราอยู่กันลำพังสองตายาย​ หากต้องการจะเลี้ยงเด็ก​ ก็สามารถทำได้​ แต่ก็ต้องยอมรับภาระนะ​ มันมีภาระนะ​ ถ้าเรายอมรับภาระนั้นได้..ก็ไม่มีปัญหาอะไร #ถาม​ : แต่ลูกชายเขาพูดว่า​ “อยากได้เด็กสักคนมาเลี้ยง​ เพื่อว่าจะได้ดูแลตอนแก่เฒ่า​ ก็จะให้พ่อแม่เป็นคนดูแลให้ซักระยะหนึ่ง​ หมายถึงคือ สองปี​ พอเด็กจะเข้าโรงเรียน​ พวกผมก็จะเอาไปเลี้ยงเอง” #ตอบ​ : ก็ดีนะเป็นการสงเคราะห์เด็ก​ ใช้ได้อยู่นะ​ ที่นี้เราก็​ ดูก็แล้วกัน​ เวลาไปรับสงเคราะห์​ เราก็ต้องไปดูเด็กด้วยใช่ไหม? แล้วเด็กเนี่ย..ก็ต้องยอมรับเราด้วย​ ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน​ ปัญหามันก็น่าจะน้อยลง #ถาม​ : แต่ว่าลูกเขาบอกว่าจะไปเอาแบบแดง​ ๆ​ มาเลยนะเจ้าคะ #ตอบ​ : แบบแดง​ ๆ​ ก็ได้​ ยิ่งง่ายขึ้น..แต่เอ๊ะ!​ มันจะได้มายังไงละ? แบบแดง​ ๆ #ถาม​ : แบบแดง​ ๆ​ หมายถึงว่า​ จะเป็นเด็กน้อยมา​ ที่แบบว่าไม่โตมา​ มาเลี้ยงเหมือนลูกของเราเขาบอก #ตอบ​ : แล้วมันจะมีที่มาอย่างนี้ได้อย่างไร? อาตมาไม่เข้าใจเหมือนกัน​ #ถาม​ : ก็คงเลี้ยงประมาณสักห้าเดือน​ หรือสิบเดือนน่ะเจ้าค่ะ #ตอบ​ : ถ้ามี​ แล้วก็พ่อแม่เด็กนั้นเต็มใจด้วย​ ก็ไม่เป็นไรนะ​ น่าจะได้นะ​ คือที่มาเนี่ย​ ควรจะเป็นที่มาที่ถูกต้องด้วย​ เป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย #ถาม​ : ต้องไปเอาตามโรงพยาบาล​ ที่สถานสงเคราะห์อะไรพวกนี้นั้นเจ้าค่ะ​ #ตอบ​ : อย่างนั้นก็น่าจะได้อยู่ #ถาม​ : คงจะดีกว่า​ ที่เราไม่มีใครเลยนะเจ้าคะ? #ตอบ​ : อ๋อ..! อันนี้​ เราถือว่าเราทำบุญก็แล้วกัน​ ถือว่าเราทำบุญสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา จากที่ว่าเขาอาจจะกำพร้าพ่อแม่อย่างนี้นะ..เราสงเคราะห์เขา​ ส่วนเขาจะดีแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า (๑) เราอบรมสั่งสอนเขาด้วย​ แล้วก็มันก็ (๒) ขึ้นอยู่กับเขาด้วย​ ว่าเขาเนี่ยมีพื้นฐานมาแค่ไหน แต่จริง​ ๆ​ ไม่ว่าพื้นฐานเขามาอย่างไรก็แล้วแต่..ขอให้เรามีความจริงใจในการดูแลอบรมเขา​ เขาก็น่าจะเห็นความจริงใจในการดูแลอบรมของเรา​ เลี้ยงดูเขาอย่างนี้นะ! เขาน่าจะมีความกตัญญู​ ถ้าเขาเห็นเรา​เลี้ยงดูแบบไม่ใช่ว่าโหดร้ายอย่างนี้นะ..ก็น่าจะมีความกตัญญู​ แล้วก็​ “ไอ้ตัวความคาดหวัง” เนี่ยนะ ..เราอาจจะคาดหวังได้​ แต่ว่าส่วนเขาจะทำตามที่เราคาดหวังหรือเปล่าเนี่ย.. อย่าเพิ่งไปคาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ลูกแท้​ ๆ​ ก็ยังบางทีตอนเราแก่ก็อาจจะไม่เลี้ยงเราด้วยซ้ำ ใช่ไหม? หลานแท้​ ๆ​ ก็อาจจะไม่มาเลี้ยงเรา คือในอนาคตเนี่ยนะ​ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าสังคมของเราเนี่ย​ มันจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ในอนาคต​ เด็ก​ ๆ​ ในยุคนี้ก็จะมีภาระอะไรของเขามากขึ้น​ ที่จะมารับเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ..มันอาจจะหวังได้​ แต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราก็ถือว่า​ เราทำบุญก็แล้วกัน จริง​ ๆ​ แล้ว เราควรจะฝึกตนเอง​ให้อยู่ได้ แม้ไม่มีใคร​ จะปลอดภัยที่สุด ส่วนเรื่องที่ว่าจะสงเคราะห์เด็ก..ก็สงเคราะห์ได้​ แต่ถ้าสงเคราะห์ด้วยความคาดหวังว่าจะให้เขามาเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ​ บางทีอาจจะผิดหวัง​ เข้าใจไหม? ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ ทำอย่างไรเราจะฝึกให้เราสามารถอยู่ได้คนเดียว​ แม้ไม่มีใคร สมมุติว่าเขาเป็นเด็กดี​ แต่เผอิญ​ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน​ เราก็ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง​ นึกออกไหม? ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงเขาแล้ว​ แล้วเขาจะต้องอยู่กับเรา เลี้ยงดูเราตอนเราแก่​ ตอนที่เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อะไรอย่างนี้นะ​ จะมีอะไรเป็นหลักประกันว่าที่เขาจะมีชีวิตมาเลี้ยงดูเรา​ นึกออกไหม? จริง​ ๆ​ แล้วเนี่ย​ ต้องพิจารณาความตายของตนเอง และพิจารณาความตายของคนอื่นเขาด้วย​ บางทีเราอาจจะตายก่อน​ บางทีเขาอาจจะตายก่อน​ ถ้าเราคาดหวังว่าต้องการคนมาเลี้ยงดูเราตอนแก่เนี่ยนะ​ บางทีเราคาดหวัง..แล้วเราจะผิดหวัง แต่ถ้าเราต้องการจะสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง เขาจะเลี้ยงดูเราก็ได้​ ไม่เลี้ยงก็ได้ อย่างนี้นะ​ ความคาดหวังจะน้อย หรือไม่มี ส่วนพอเราสงเคราะห์ด้วยใจจริงไม่คาดหวัง บางทีเขากลับเห็นคุณความดีของเราชัดเจน​ แล้วเขาก็กตัญญูกตเวทีเอง​ นึกออกไหม? ฉะนั้นเวลาทำ..แม้ว่าอาจจะแอบคาดหวังอยู่บ้าง​ ว่าให้เขามาเลี้ยงดูนี่นะ​ แต่ความคาดหวังนั้น​ ถ้ามากเกินไป​ จะกลายเป็นตัณหา​ แล้วก็อยากให้เขามาตอบสนองความต้องการของเรา​ ไอ้ความต้องการแบบนี้..จะทำให้เรา​บางทีตัดสินใจทำอะไร​ผิดพลาดไป​ เช่น ไปพูดกดดันเขา ถ้ารู้ไม่ทัน เราจะกลายเป็นผู้ทวงบุญคุณในอนาคต​ นึกออกไหม? ตอนที่เรา “สร้างบุญคุณ” กับใคร..ตอนนี้ดี​ แต่ตอนที่ “ทวงบุญคุณ” นะ..จะทำให้คุณความดีทั้งหมดเนี่ย​ หายหมดเลย​ ! คือถ้าเราตั้งความหวังไว้ อย่างที่โยมบอกเนี่ยนะ​..มันจะทำให้มีโอกาสมากเลยที่เราจะผิดหวัง​ และบางทีอาจจะมีคำพูดที่ไปเชือดเฉือนน้ำใจ​ ประเภททวงบุญคุณ "ทำไมเนี่ย? ฉันอุตส่าห์เลี้ยงแกมา​ เก็บแกมาจากกองขยะ​ แกไม่เลี้ยงดูฉันตอบเลย"..ประมาณนี้นะ! พูดคำพูดแบบแรง​ ๆ​ มันจะออกมา​ ตอนที่เราผิดหวังหนัก​ ๆ​ ฉะนั้น ความคาดหวังแบบนี้​ มันก็จะทำด้วยตัณหาใช่ไหม? เราก็อยากให้เขามาสนองความต้องการของเรา ให้เขามาทำให้เรามีความสุข..นี่​คือตัณหา แต่ถ้าทำด้วยฉันทะ​ หรือว่าด้วยกรุณา..การแสดงออกของเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง​ เราทำกรุณา​ เจริญกรุณา​ คือได้เลี้ยงดูเขา​ ได้สงเคราะห์เขาแล้ว​ งานนี้หมดแล้ว​ เขาจะไปได้ดี..เราก็ดีใจด้วย​ เขาจะไม่กลับมาเลี้ยงดูเรา..เราก็ไม่ได้ว่าอะไร​ เราก็มีที่พึ่งของเรา​ คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง อย่างนี้นะ! ถ้าได้ที่พึ่งอย่างนี้ก็ปลอดภัย ต้องเตรียมตัว..​ แม้จะต้องป่วยอยู่คนเดียว​ ไม่มีใครมาดูแล.. เราก็อยู่ได้​ ดูกายนี้มันตายไป​ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์​ ก้อนทุกข์มันจะตายไป​ เสียดายทำไม? ต้องทำให้ได้ขนาดนี้นะ ปัจจุบัน..ฝึกรู้ทันกิเลส รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลาย ว่ามันไม่เที่ยง เป็นอนัตตา อนาคต..อย่าไปหวังว่าใครจะมาเลี้ยงดูเรา​ ถ้าเขามีคุณความดี​ มีความพร้อมพอ..เขาจะมาเลี้ยงดูเราเอง​ มาสงเคราะห์​ หรือมาแสดงความกตัญญูกตเวทีเอง​ ก็ถือว่า กุศลส่งผล มีเหตุดี ผลก็จะดี ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่า..เราสร้างเหตุแบบไหน? เราเลี้ยงดูเขาแบบไหน?​ เลี้ยงดูแบบมีกรุณา​ มีเมตตา​โดยส่วนเดียว​ ไม่คิดจะทวงบุญคุณ​ อย่างนี้นะ!..เขาจะยิ่งเห็นบุญคุณของเรา​ แต่ถ้าเราทำเหมือนการลงทุน "เนี่ย!​ เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง​ เพื่อผลกำไรในภายหน้า​ พอเขาโตแล้ว​ เขาจะต้องเลี้ยงดูเรา" คิดเหมือนทำธุรกิ​จ​ ทำการลงทุน​ในชีวิตอีกแบบหนึ่ง​อย่างนี้ มีความคาดหวังขึ้นมา​ ความคาดหวังอย่างนี้..จะทำให้เราผิดหวัง​ หรืออาจจะทำให้เรามีการแสดงออกทางกายทางวาจาที่ไม่เหมาะไม่ควร.. นี่พูดเผื่อเอาไว้ ! ฉะนั้น อย่าไปวาดหวังอะไรมากมาย​ เกี่ยวกับว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ คือเราสามารถรับได้ไหม..แม้ในกรณีที่ว่าเขาไม่มาตอบแทนบุญคุณเรา​ รับได้ไหม​? นึกออกไหม? ไม่งั้นเราจะวาดฝันสวยหรู​ ชีวิตต่อไปนี้จะมี​เด็กคนนี้คอยดูแลเรารับใช้เรา​ บางทีวาดหวังมากเกินไป​ เข้าใจไหม? #ถาม​ : ทุกวันนี้ตายายก็อยู่กันสองคนอยู่แล้วนะเจ้าคะ #ตอบ​ : ให้ตายายเนี่ยนะ..ฝึกกรรมฐาน​ ให้ทาน​ รักษาศีล​ เจริญภาวนา​ พร้อมที่จะตายกันอยู่สองคนเนี่ย​ แม้ไม่มีใครมาดูแล..เราก็อยู่กันได้​ ใครตายก่อน..ก็ไปก่อน​ รอก็แล้วกันนะ​ ฉันไปทีหลัง..ฉันก็มีโอกาสภาวนานานขึ้นหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง​ เห็นความจริงของร่างกาย​ เห็นความจริงของจิตใจของเราไปดีกว่า แต่ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้สงเคราะห์เด็กนะ! โยมจะเอาเด็กมาสงเคราะห์ก็ได้นะ นี่พูดที่ว่านี้​ คือไม่ได้ห้ามสงเคราะห์​ แต่ให้เตรียมใจในแง่นี้ไว้บ้าง​ พอเข้าใจนะ #ถาม​ : ลูกชายเขาหวังแค่ว่า​ อยากให้มีใครสักคน​ มาอยู่ในตระกูลของเรา​ ก็แค่นั้นเจ้าค่ะ #ตอบ​ : มันก็เป็นความหวังแล้วใช่ไหมล่ะ? อาจจะผิดหวังก็ได้ใช่ไหม? ลูกชายเขากะว่าจะหาผู้ช่วยมาดูแลแม่ใช่ไหมละ? เราบอกลูกไปเลยว่า​ "ไม่จำเป็น​ ไม่มี​ก็ไม่เป็นไร" ​ เราฝึกตนเอง​ ให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ดีกว่า​ มั่นใจกว่า​ ฝึกตนเอง เราจะป่วยจะเจ็บยังไง? ถ้าจิตใจไม่ป่วยไม่เจ็บ..ก็ไม่เป็นไร​ ใช่ไหม?​ มันอยู่ที่จิตใจต่างหาก​ ขากระเผก​ ก็กระเผกไป.. ดูไป​ กายเป็นทุกข์อย่างนี้​ กายมันก้อนทุกข์อย่างนี้..ดูไป แต่ถ้ารักษาได้ก็ต้องรักษามันไว้นะ​ รักษามันไว้​ รักษาเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าที่สุดแล้วเนี่ย..มันรักษาไม่ได้แล้ว​ มันก็แสดงความจริงของร่างกายนี้ ในที่สุดแล้วกายมันก็ถูกบีบคั้น​ กายเป็นก้อนทุกข์​ มันถูกบีบคั้นอยู่เสมอ..เห็นความจริงของกายไป​ แต่ไม่ใช่หดหู่ท้อถอย​ เห็นความจริงด้วยใจเบิกบาน​ นึกออกไหม? ถ้าเบิกบานไม่ได้..ก็ใจอุเบกขา​ มีสองอย่าง​ อนุญาตให้ใจสองแบบ​ แบบเบิกบาน​ กับอุเบกขาวางเฉย​ ไม่ทุกข์กับมัน​ ไม่หดหู่กับมัน​ ใจเป็นกลาง เห็นความจริง​ เห็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ เห็นกายเป็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ ฝึกให้ได้​ ทำที่บ้านของเรา​ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของเราไป แล้วก็ทำกิจวัตรที่บ้านให้เป็นวัดไปเลยก็ได้ ให้มีการสวดมนต์ทำวัตร​พร้อม​ ๆ​ กัน สองคนตายาย​ มาสวดมนต์พร้อมกันก็ได้​ ชวนกันทำ​ เป็นกำลังใจให้กัน​ นี้ในกรณีที่ว่าเสียงสวดมนต์สองคนเข้ากันนะ​ ถ้าสวดแล้ว​ เสียงไม่เข้ากัน..ก็แยกกันสวด​ ถ้าสวดมนต์เสียงเข้ากัน..ก็สวดพร้อมกัน​ สวดไม่เก่ง​ ถ้าสวดกันได้..เราก็เป็นเสียงนำ​ ให้ตาก็คลอไป​ เป็นเพื่อนกันก็ดี เป็นเพื่อนคู่ชีวิตในการที่จะพัฒนาจิตใจไปด้วยกัน​ โดยหลักการที่พูดมาทั้งหมดนี้​ ก็คือว่า ..ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ แล้วก็ถ้าลูกกังวลเรื่องไม่มีคนดูแล​ ก็บอก.."ไม่ต้องกังวล" ลูกไม่มีเวลา..ก็ไม่เป็นไร คือเราก็เข้าใจลูก​ ลูกมีภาระ ไม่มีเวลามาดูแลเรา..ก็ไม่เป็นไร​ ไม่ต่อว่าลูก ไม่ต้องไปรอคอยด้วยนะ​ ไม่ใช่มานั่งชะเง้อ “เมื่อไหร่จะมา?“ ก็หาวิธีดำรงชีพของเราต่อไป​ ดำรงชีพเท่าที่จะเป็นไป​ ชีวิตอยู่ขณะนี้จนถึงวันตาย​ ก็ให้เป็นเวลาของการพัฒนาจิตใจของเราให้มากที่สุด เด็กอาจจะดีก็ได้นะ​ อาตมาไม่ได้ว่า​ ไม่ใช่ว่าเด็กจะไม่ดีนะ​ เด็กอาจจะดีก็ได้ ก็คือมันอาจจะดีก็ได้​ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ใช่ไหม? แม้แต่ครอบครัวเดียวกันนะ​ พี่น้องบางทีบางคนก็อาจจะแหวกเหล่าแหวกกอออกมา​ เลี้ยงดูก็เลี้ยงดูด้วยพ่อแม่คู่เดียวกัน​ บรรยากาศก็แบบพอ​ ๆ​ กัน ใช่ไหม? แต่บางทีจะมีแหวกออกมา​ นับประสาอะไรกับคนข้างนอก ถ้าเราทำด้วยความกรุณา​ เห็นเด็กเดือดร้อน​ ก็อยากจะช่วยเหลือสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา​ อย่างนี้นะ​ ทำด้วยไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะมาเลี้ยงดูเรา.. อย่างนี้น่าจะได้กุศลกว่า ถ้าทำด้วยความคาดหวัง บางทีอาจจะผิดหวังนะ​ ก็ต้องเตรียมใจตรงนี้ด้วย​ ถ้าคิดจะรับมาเลี้ยงดูด้วยใจที่คาดหวัง..มันออกแนวที่เรียกว่ามีตัณหา มีความคาดหวังว่าเด็กคนนี้จะมาสนองความต้องการเรา​ ทำให้เรามีความสุข อย่างนี้​หวังพึ่งเด็ก​ มันไม่ได้หวังพึ่งตนเอง​ ถ้าหวังพึ่งตนเอง​ มันจะฝึกตนเอง​ ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนเองให้ได้ รู้ว่าต่อไปเราต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย​ ทำอย่างไรที่จะให้อยู่กับสภาพแก่เจ็บตายโดยที่จิตใจไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้​ คิดพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตัวเองให้ได้​ ไม่ใช่ว่าทำยังไงจะพัฒนาเด็ก​ ให้เด็กเป็นที่พึ่งของเรา​ ซึ่งความคิดแบบนี้มันไม่เป็นอิสระ​ ไม่มีอิสระในการที่จะมีความสุข​ เพราะว่าเด็กมันจะดีหรือไม่ดี? ก็ยังไม่แน่ใช่ไหม? ก็เรียกว่าหวังพึ่งผู้อื่นเนี่ย..มันไม่แน่นอน ต้องเอาตนเองให้เป็นที่พึ่งให้ได้​ อย่างนี้แน่นอนกว่า พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๗๐ #พึ่งตนเองให้ได้ 🤔🤔 #ถาม​ : ไม่มีหลาน​ คิดอยากจะไปขอเด็กตามโรงพยาบาล​ มันจะดีหรือไม่ดีคะ? #ตอบ​ : แล้วลูก​ ๆ​ ว่าอย่างไรละ?​ ลูก​ ๆ​ เห็นด้วยไหม? #ถาม​ : ลูกเห็นด้วยค่ะ​ แต่ลูกชายคนโตไม่เห็นด้วยนะคะ​ แต่คนเล็กเขาชอบ​ ก็อยากได้ค่ะ #ตอบ​ : แล้วเราอยู่กับใคร? เราอยู่คนเดียวหรือว่าอยู่กับลูกชายคนโตหรือคนเล็ก? #ถาม​ : เราก็อยู่กันสองตายายอยู่ที่บ้าน​ แต่ว่าลูกเขาทำงานอยู่ที่ศรีราชาค่ะ #ตอบ​ : ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเรา​ แล้วก็คนในครอบครัวเรา​ แต่ถ้าที่บ้านเราอยู่กันลำพังสองตายาย​ หากต้องการจะเลี้ยงเด็ก​ ก็สามารถทำได้​ แต่ก็ต้องยอมรับภาระนะ​ มันมีภาระนะ​ ถ้าเรายอมรับภาระนั้นได้..ก็ไม่มีปัญหาอะไร #ถาม​ : แต่ลูกชายเขาพูดว่า​ “อยากได้เด็กสักคนมาเลี้ยง​ เพื่อว่าจะได้ดูแลตอนแก่เฒ่า​ ก็จะให้พ่อแม่เป็นคนดูแลให้ซักระยะหนึ่ง​ หมายถึงคือ สองปี​ พอเด็กจะเข้าโรงเรียน​ พวกผมก็จะเอาไปเลี้ยงเอง” #ตอบ​ : ก็ดีนะเป็นการสงเคราะห์เด็ก​ ใช้ได้อยู่นะ​ ที่นี้เราก็​ ดูก็แล้วกัน​ เวลาไปรับสงเคราะห์​ เราก็ต้องไปดูเด็กด้วยใช่ไหม? แล้วเด็กเนี่ย..ก็ต้องยอมรับเราด้วย​ ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน​ ปัญหามันก็น่าจะน้อยลง #ถาม​ : แต่ว่าลูกเขาบอกว่าจะไปเอาแบบแดง​ ๆ​ มาเลยนะเจ้าคะ #ตอบ​ : แบบแดง​ ๆ​ ก็ได้​ ยิ่งง่ายขึ้น..แต่เอ๊ะ!​ มันจะได้มายังไงละ? แบบแดง​ ๆ #ถาม​ : แบบแดง​ ๆ​ หมายถึงว่า​ จะเป็นเด็กน้อยมา​ ที่แบบว่าไม่โตมา​ มาเลี้ยงเหมือนลูกของเราเขาบอก #ตอบ​ : แล้วมันจะมีที่มาอย่างนี้ได้อย่างไร? อาตมาไม่เข้าใจเหมือนกัน​ #ถาม​ : ก็คงเลี้ยงประมาณสักห้าเดือน​ หรือสิบเดือนน่ะเจ้าค่ะ #ตอบ​ : ถ้ามี​ แล้วก็พ่อแม่เด็กนั้นเต็มใจด้วย​ ก็ไม่เป็นไรนะ​ น่าจะได้นะ​ คือที่มาเนี่ย​ ควรจะเป็นที่มาที่ถูกต้องด้วย​ เป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย #ถาม​ : ต้องไปเอาตามโรงพยาบาล​ ที่สถานสงเคราะห์อะไรพวกนี้นั้นเจ้าค่ะ​ #ตอบ​ : อย่างนั้นก็น่าจะได้อยู่ #ถาม​ : คงจะดีกว่า​ ที่เราไม่มีใครเลยนะเจ้าคะ? #ตอบ​ : อ๋อ..! อันนี้​ เราถือว่าเราทำบุญก็แล้วกัน​ ถือว่าเราทำบุญสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา จากที่ว่าเขาอาจจะกำพร้าพ่อแม่อย่างนี้นะ..เราสงเคราะห์เขา​ ส่วนเขาจะดีแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า (๑) เราอบรมสั่งสอนเขาด้วย​ แล้วก็มันก็ (๒) ขึ้นอยู่กับเขาด้วย​ ว่าเขาเนี่ยมีพื้นฐานมาแค่ไหน แต่จริง​ ๆ​ ไม่ว่าพื้นฐานเขามาอย่างไรก็แล้วแต่..ขอให้เรามีความจริงใจในการดูแลอบรมเขา​ เขาก็น่าจะเห็นความจริงใจในการดูแลอบรมของเรา​ เลี้ยงดูเขาอย่างนี้นะ! เขาน่าจะมีความกตัญญู​ ถ้าเขาเห็นเรา​เลี้ยงดูแบบไม่ใช่ว่าโหดร้ายอย่างนี้นะ..ก็น่าจะมีความกตัญญู​ แล้วก็​ “ไอ้ตัวความคาดหวัง” เนี่ยนะ ..เราอาจจะคาดหวังได้​ แต่ว่าส่วนเขาจะทำตามที่เราคาดหวังหรือเปล่าเนี่ย.. อย่าเพิ่งไปคาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ลูกแท้​ ๆ​ ก็ยังบางทีตอนเราแก่ก็อาจจะไม่เลี้ยงเราด้วยซ้ำ ใช่ไหม? หลานแท้​ ๆ​ ก็อาจจะไม่มาเลี้ยงเรา คือในอนาคตเนี่ยนะ​ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าสังคมของเราเนี่ย​ มันจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ในอนาคต​ เด็ก​ ๆ​ ในยุคนี้ก็จะมีภาระอะไรของเขามากขึ้น​ ที่จะมารับเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ..มันอาจจะหวังได้​ แต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราก็ถือว่า​ เราทำบุญก็แล้วกัน จริง​ ๆ​ แล้ว เราควรจะฝึกตนเอง​ให้อยู่ได้ แม้ไม่มีใคร​ จะปลอดภัยที่สุด ส่วนเรื่องที่ว่าจะสงเคราะห์เด็ก..ก็สงเคราะห์ได้​ แต่ถ้าสงเคราะห์ด้วยความคาดหวังว่าจะให้เขามาเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ​ บางทีอาจจะผิดหวัง​ เข้าใจไหม? ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ ทำอย่างไรเราจะฝึกให้เราสามารถอยู่ได้คนเดียว​ แม้ไม่มีใคร สมมุติว่าเขาเป็นเด็กดี​ แต่เผอิญ​ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน​ เราก็ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง​ นึกออกไหม? ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงเขาแล้ว​ แล้วเขาจะต้องอยู่กับเรา เลี้ยงดูเราตอนเราแก่​ ตอนที่เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อะไรอย่างนี้นะ​ จะมีอะไรเป็นหลักประกันว่าที่เขาจะมีชีวิตมาเลี้ยงดูเรา​ นึกออกไหม? จริง​ ๆ​ แล้วเนี่ย​ ต้องพิจารณาความตายของตนเอง และพิจารณาความตายของคนอื่นเขาด้วย​ บางทีเราอาจจะตายก่อน​ บางทีเขาอาจจะตายก่อน​ ถ้าเราคาดหวังว่าต้องการคนมาเลี้ยงดูเราตอนแก่เนี่ยนะ​ บางทีเราคาดหวัง..แล้วเราจะผิดหวัง แต่ถ้าเราต้องการจะสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง เขาจะเลี้ยงดูเราก็ได้​ ไม่เลี้ยงก็ได้ อย่างนี้นะ​ ความคาดหวังจะน้อย หรือไม่มี ส่วนพอเราสงเคราะห์ด้วยใจจริงไม่คาดหวัง บางทีเขากลับเห็นคุณความดีของเราชัดเจน​ แล้วเขาก็กตัญญูกตเวทีเอง​ นึกออกไหม? ฉะนั้นเวลาทำ..แม้ว่าอาจจะแอบคาดหวังอยู่บ้าง​ ว่าให้เขามาเลี้ยงดูนี่นะ​ แต่ความคาดหวังนั้น​ ถ้ามากเกินไป​ จะกลายเป็นตัณหา​ แล้วก็อยากให้เขามาตอบสนองความต้องการของเรา​ ไอ้ความต้องการแบบนี้..จะทำให้เรา​บางทีตัดสินใจทำอะไร​ผิดพลาดไป​ เช่น ไปพูดกดดันเขา ถ้ารู้ไม่ทัน เราจะกลายเป็นผู้ทวงบุญคุณในอนาคต​ นึกออกไหม? ตอนที่เรา “สร้างบุญคุณ” กับใคร..ตอนนี้ดี​ แต่ตอนที่ “ทวงบุญคุณ” นะ..จะทำให้คุณความดีทั้งหมดเนี่ย​ หายหมดเลย​ ! คือถ้าเราตั้งความหวังไว้ อย่างที่โยมบอกเนี่ยนะ​..มันจะทำให้มีโอกาสมากเลยที่เราจะผิดหวัง​ และบางทีอาจจะมีคำพูดที่ไปเชือดเฉือนน้ำใจ​ ประเภททวงบุญคุณ “ทำไมเนี่ย? ฉันอุตส่าห์เลี้ยงแกมา​ เก็บแกมาจากกองขยะ​ แกไม่เลี้ยงดูฉันตอบเลย”..ประมาณนี้นะ! พูดคำพูดแบบแรง​ ๆ​ มันจะออกมา​ ตอนที่เราผิดหวังหนัก​ ๆ​ ฉะนั้น ความคาดหวังแบบนี้​ มันก็จะทำด้วยตัณหาใช่ไหม? เราก็อยากให้เขามาสนองความต้องการของเรา ให้เขามาทำให้เรามีความสุข..นี่​คือตัณหา แต่ถ้าทำด้วยฉันทะ​ หรือว่าด้วยกรุณา..การแสดงออกของเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง​ เราทำกรุณา​ เจริญกรุณา​ คือได้เลี้ยงดูเขา​ ได้สงเคราะห์เขาแล้ว​ งานนี้หมดแล้ว​ เขาจะไปได้ดี..เราก็ดีใจด้วย​ เขาจะไม่กลับมาเลี้ยงดูเรา..เราก็ไม่ได้ว่าอะไร​ เราก็มีที่พึ่งของเรา​ คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง อย่างนี้นะ! ถ้าได้ที่พึ่งอย่างนี้ก็ปลอดภัย ต้องเตรียมตัว..​ แม้จะต้องป่วยอยู่คนเดียว​ ไม่มีใครมาดูแล.. เราก็อยู่ได้​ ดูกายนี้มันตายไป​ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์​ ก้อนทุกข์มันจะตายไป​ เสียดายทำไม? ต้องทำให้ได้ขนาดนี้นะ ปัจจุบัน..ฝึกรู้ทันกิเลส รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลาย ว่ามันไม่เที่ยง เป็นอนัตตา อนาคต..อย่าไปหวังว่าใครจะมาเลี้ยงดูเรา​ ถ้าเขามีคุณความดี​ มีความพร้อมพอ..เขาจะมาเลี้ยงดูเราเอง​ มาสงเคราะห์​ หรือมาแสดงความกตัญญูกตเวทีเอง​ ก็ถือว่า กุศลส่งผล มีเหตุดี ผลก็จะดี ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่า..เราสร้างเหตุแบบไหน? เราเลี้ยงดูเขาแบบไหน?​ เลี้ยงดูแบบมีกรุณา​ มีเมตตา​โดยส่วนเดียว​ ไม่คิดจะทวงบุญคุณ​ อย่างนี้นะ!..เขาจะยิ่งเห็นบุญคุณของเรา​ แต่ถ้าเราทำเหมือนการลงทุน “เนี่ย!​ เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง​ เพื่อผลกำไรในภายหน้า​ พอเขาโตแล้ว​ เขาจะต้องเลี้ยงดูเรา” คิดเหมือนทำธุรกิ​จ​ ทำการลงทุน​ในชีวิตอีกแบบหนึ่ง​อย่างนี้ มีความคาดหวังขึ้นมา​ ความคาดหวังอย่างนี้..จะทำให้เราผิดหวัง​ หรืออาจจะทำให้เรามีการแสดงออกทางกายทางวาจาที่ไม่เหมาะไม่ควร.. นี่พูดเผื่อเอาไว้ ! ฉะนั้น อย่าไปวาดหวังอะไรมากมาย​ เกี่ยวกับว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ คือเราสามารถรับได้ไหม..แม้ในกรณีที่ว่าเขาไม่มาตอบแทนบุญคุณเรา​ รับได้ไหม​? นึกออกไหม? ไม่งั้นเราจะวาดฝันสวยหรู​ ชีวิตต่อไปนี้จะมี​เด็กคนนี้คอยดูแลเรารับใช้เรา​ บางทีวาดหวังมากเกินไป​ เข้าใจไหม? #ถาม​ : ทุกวันนี้ตายายก็อยู่กันสองคนอยู่แล้วนะเจ้าคะ #ตอบ​ : ให้ตายายเนี่ยนะ..ฝึกกรรมฐาน​ ให้ทาน​ รักษาศีล​ เจริญภาวนา​ พร้อมที่จะตายกันอยู่สองคนเนี่ย​ แม้ไม่มีใครมาดูแล..เราก็อยู่กันได้​ ใครตายก่อน..ก็ไปก่อน​ รอก็แล้วกันนะ​ ฉันไปทีหลัง..ฉันก็มีโอกาสภาวนานานขึ้นหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง​ เห็นความจริงของร่างกาย​ เห็นความจริงของจิตใจของเราไปดีกว่า แต่ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้สงเคราะห์เด็กนะ! โยมจะเอาเด็กมาสงเคราะห์ก็ได้นะ นี่พูดที่ว่านี้​ คือไม่ได้ห้ามสงเคราะห์​ แต่ให้เตรียมใจในแง่นี้ไว้บ้าง​ พอเข้าใจนะ #ถาม​ : ลูกชายเขาหวังแค่ว่า​ อยากให้มีใครสักคน​ มาอยู่ในตระกูลของเรา​ ก็แค่นั้นเจ้าค่ะ #ตอบ​ : มันก็เป็นความหวังแล้วใช่ไหมล่ะ? อาจจะผิดหวังก็ได้ใช่ไหม? ลูกชายเขากะว่าจะหาผู้ช่วยมาดูแลแม่ใช่ไหมละ? เราบอกลูกไปเลยว่า​ “ไม่จำเป็น​ ไม่มี​ก็ไม่เป็นไร” ​ เราฝึกตนเอง​ ให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ดีกว่า​ มั่นใจกว่า​ ฝึกตนเอง เราจะป่วยจะเจ็บยังไง? ถ้าจิตใจไม่ป่วยไม่เจ็บ..ก็ไม่เป็นไร​ ใช่ไหม?​ มันอยู่ที่จิตใจต่างหาก​ ขากระเผก​ ก็กระเผกไป.. ดูไป​ กายเป็นทุกข์อย่างนี้​ กายมันก้อนทุกข์อย่างนี้..ดูไป แต่ถ้ารักษาได้ก็ต้องรักษามันไว้นะ​ รักษามันไว้​ รักษาเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าที่สุดแล้วเนี่ย..มันรักษาไม่ได้แล้ว​ มันก็แสดงความจริงของร่างกายนี้ ในที่สุดแล้วกายมันก็ถูกบีบคั้น​ กายเป็นก้อนทุกข์​ มันถูกบีบคั้นอยู่เสมอ..เห็นความจริงของกายไป​ แต่ไม่ใช่หดหู่ท้อถอย​ เห็นความจริงด้วยใจเบิกบาน​ นึกออกไหม? ถ้าเบิกบานไม่ได้..ก็ใจอุเบกขา​ มีสองอย่าง​ อนุญาตให้ใจสองแบบ​ แบบเบิกบาน​ กับอุเบกขาวางเฉย​ ไม่ทุกข์กับมัน​ ไม่หดหู่กับมัน​ ใจเป็นกลาง เห็นความจริง​ เห็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ เห็นกายเป็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ ฝึกให้ได้​ ทำที่บ้านของเรา​ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของเราไป แล้วก็ทำกิจวัตรที่บ้านให้เป็นวัดไปเลยก็ได้ ให้มีการสวดมนต์ทำวัตร​พร้อม​ ๆ​ กัน สองคนตายาย​ มาสวดมนต์พร้อมกันก็ได้​ ชวนกันทำ​ เป็นกำลังใจให้กัน​ นี้ในกรณีที่ว่าเสียงสวดมนต์สองคนเข้ากันนะ​ ถ้าสวดแล้ว​ เสียงไม่เข้ากัน..ก็แยกกันสวด​ ถ้าสวดมนต์เสียงเข้ากัน..ก็สวดพร้อมกัน​ สวดไม่เก่ง​ ถ้าสวดกันได้..เราก็เป็นเสียงนำ​ ให้ตาก็คลอไป​ เป็นเพื่อนกันก็ดี เป็นเพื่อนคู่ชีวิตในการที่จะพัฒนาจิตใจไปด้วยกัน​ โดยหลักการที่พูดมาทั้งหมดนี้​ ก็คือว่า ..ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ แล้วก็ถ้าลูกกังวลเรื่องไม่มีคนดูแล​ ก็บอก..”ไม่ต้องกังวล” ลูกไม่มีเวลา..ก็ไม่เป็นไร คือเราก็เข้าใจลูก​ ลูกมีภาระ ไม่มีเวลามาดูแลเรา..ก็ไม่เป็นไร​ ไม่ต่อว่าลูก ไม่ต้องไปรอคอยด้วยนะ​ ไม่ใช่มานั่งชะเง้อ “เมื่อไหร่จะมา?“ ก็หาวิธีดำรงชีพของเราต่อไป​ ดำรงชีพเท่าที่จะเป็นไป​ ชีวิตอยู่ขณะนี้จนถึงวันตาย​ ก็ให้เป็นเวลาของการพัฒนาจิตใจของเราให้มากที่สุด เด็กอาจจะดีก็ได้นะ​ อาตมาไม่ได้ว่า​ ไม่ใช่ว่าเด็กจะไม่ดีนะ​ เด็กอาจจะดีก็ได้ ก็คือมันอาจจะดีก็ได้​ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ใช่ไหม? แม้แต่ครอบครัวเดียวกันนะ​ พี่น้องบางทีบางคนก็อาจจะแหวกเหล่าแหวกกอออกมา​ เลี้ยงดูก็เลี้ยงดูด้วยพ่อแม่คู่เดียวกัน​ บรรยากาศก็แบบพอ​ ๆ​ กัน ใช่ไหม? แต่บางทีจะมีแหวกออกมา​ นับประสาอะไรกับคนข้างนอก ถ้าเราทำด้วยความกรุณา​ เห็นเด็กเดือดร้อน​ ก็อยากจะช่วยเหลือสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา​ อย่างนี้นะ​ ทำด้วยไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะมาเลี้ยงดูเรา.. อย่างนี้น่าจะได้กุศลกว่า ถ้าทำด้วยความคาดหวัง บางทีอาจจะผิดหวังนะ​ ก็ต้องเตรียมใจตรงนี้ด้วย​ ถ้าคิดจะรับมาเลี้ยงดูด้วยใจที่คาดหวัง..มันออกแนวที่เรียกว่ามีตัณหา มีความคาดหวังว่าเด็กคนนี้จะมาสนองความต้องการเรา​ ทำให้เรามีความสุข อย่างนี้​หวังพึ่งเด็ก​ มันไม่ได้หวังพึ่งตนเอง​ ถ้าหวังพึ่งตนเอง​ มันจะฝึกตนเอง​ ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนเองให้ได้ รู้ว่าต่อไปเราต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย​ ทำอย่างไรที่จะให้อยู่กับสภาพแก่เจ็บตายโดยที่จิตใจไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้​ คิดพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตัวเองให้ได้​ ไม่ใช่ว่าทำยังไงจะพัฒนาเด็ก​ ให้เด็กเป็นที่พึ่งของเรา​ ซึ่งความคิดแบบนี้มันไม่เป็นอิสระ​ ไม่มีอิสระในการที่จะมีความสุข​ เพราะว่าเด็กมันจะดีหรือไม่ดี? ก็ยังไม่แน่ใช่ไหม? ก็เรียกว่าหวังพึ่งผู้อื่นเนี่ย..มันไม่แน่นอน ต้องเอาตนเองให้เป็นที่พึ่งให้ได้​ อย่างนี้แน่นอนกว่า พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๘ #ไม่อยากผูกพันให้วนเวียนในสังสารวัฏ 🤔🤔 #ถาม : โยมเห็นโทษภัยในการเวียนเกิดเวียนตาย ไม่อยากให้ใครมาโกรธเกลียดเราและทั้งไม่อยากให้ใครมารักเราด้วย รู้สึกว่ามันจะเป็นการผูกพันให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ควรจะทำอย่างไรดีคะ? #ตอบ : เดี๋ยวนะ! ต้องทำความเข้าใจกันใหม่นิดนึงก่อนนะ ถ้าต้องการจะพ้นจากวัฏสงสาร เราไม่ต้องรอให้ “ทุกคนในโลกนี้จงอย่ารักหรือชังเรา” นะ ถ้าจะรอให้ทุกคนเป็นกลางกับเรา ก็จะไม่เจอสภาวะนั้นสักที เพราะเหมือนกับบอกว่า รอให้ทุกคนบนโลกนี้เป็นพระอรหันต์กันทั้งหมดก่อน ฉันจึงจะพ้นทุกข์ได้ ต้องดูที่ใจเราต่างหาก! ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีโทสะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีราคะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน แม้กระทั่ง เผลอไปผูกพันในภพต่างๆ เช่น ในรูปภพ อรูปภพ ..ก็รู้ทัน ด้วยวิธีนี้ต่างหาก จึงจะพ้นได้ ไม่ใช่ไปดูว่าใครคิดอะไรกับเรา พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ก็ยังมีทั้งคนที่ชอบใจและไม่ชอบใจพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย เมื่อพระองค์ให้คำแนะนำสั่งสอนเพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จนกระทั่งพุทธบริษัททั้งสี่เข้มแข็ง พระศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้มั่นคงแล้ว พระองค์จึงปลงอายุสังขาร พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ทั้งที่ยังคนจำนวนมากรักและอาลัยร้องไห้คร่ำครวญปรารถนาให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อ รวมทั้งยังมีเหล่าเดียรถีย์อีกมากที่ยังคงไม่ชอบใจ รอเวลาหักล้างทำลายศาสนาพุทธ “ความรักความชังของผู้อื่น” ไม่ได้เป็นสิ่งหน่วงเหนี่ยวเราไว้ในสังสารวัฏ “ความรักความชังของเรา” นั้นต่างหากเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งเราไว้ ให้เวียนเกิดมาเพื่อรอวันสมหวังที่จะได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารัก แลรอวันสมหวังที่จะได้ล้างแค้นกับคนที่เราเกลียด “ความรักความชังของเรา” นั่นแหละ ที่ควรรู้ทันมัน เพราะมันหลอกให้เราหลงหวัง หวังแล้วก็ต้องเกิดมาเพื่อทำความหวังให้เต็ม และก็เป็นอย่างนี้มาตลอดสังสารวัฏ ต้องย้อนกลับมาดู “กิเลสที่ใจเรา” นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๘ #ไม่อยากผูกพันให้วนเวียนในสังสารวัฏ 🤔🤔 #ถาม : โยมเห็นโทษภัยในการเวียนเกิดเวียนตาย ไม่อยากให้ใครมาโกรธเกลียดเราและทั้งไม่อยากให้ใครมารักเราด้วย รู้สึกว่ามันจะเป็นการผูกพันให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ควรจะทำอย่างไรดีคะ? #ตอบ : เดี๋ยวนะ! ต้องทำความเข้าใจกันใหม่นิดนึงก่อนนะ ถ้าต้องการจะพ้นจากวัฏสงสาร เราไม่ต้องรอให้ “ทุกคนในโลกนี้จงอย่ารักหรือชังเรา” นะ ถ้าจะรอให้ทุกคนเป็นกลางกับเรา ก็จะไม่เจอสภาวะนั้นสักที เพราะเหมือนกับบอกว่า รอให้ทุกคนบนโลกนี้เป็นพระอรหันต์กันทั้งหมดก่อน ฉันจึงจะพ้นทุกข์ได้ ต้องดูที่ใจเราต่างหาก! ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีโทสะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีราคะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน แม้กระทั่ง เผลอไปผูกพันในภพต่างๆ เช่น ในรูปภพ อรูปภพ ..ก็รู้ทัน ด้วยวิธีนี้ต่างหาก จึงจะพ้นได้ ไม่ใช่ไปดูว่าใครคิดอะไรกับเรา พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ก็ยังมีทั้งคนที่ชอบใจและไม่ชอบใจพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย เมื่อพระองค์ให้คำแนะนำสั่งสอนเพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จนกระทั่งพุทธบริษัททั้งสี่เข้มแข็ง พระศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้มั่นคงแล้ว พระองค์จึงปลงอายุสังขาร พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ทั้งที่ยังคนจำนวนมากรักและอาลัยร้องไห้คร่ำครวญปรารถนาให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อ รวมทั้งยังมีเหล่าเดียรถีย์อีกมากที่ยังคงไม่ชอบใจ รอเวลาหักล้างทำลายศาสนาพุทธ “ความรักความชังของผู้อื่น” ไม่ได้เป็นสิ่งหน่วงเหนี่ยวเราไว้ในสังสารวัฏ “ความรักความชังของเรา” นั้นต่างหากเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งเราไว้ ให้เวียนเกิดมาเพื่อรอวันสมหวังที่จะได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารัก แลรอวันสมหวังที่จะได้ล้างแค้นกับคนที่เราเกลียด “ความรักความชังของเรา” นั่นแหละ ที่ควรรู้ทันมัน เพราะมันหลอกให้เราหลงหวัง หวังแล้วก็ต้องเกิดมาเพื่อทำความหวังให้เต็ม และก็เป็นอย่างนี้มาตลอดสังสารวัฏ ต้องย้อนกลับมาดู “กิเลสที่ใจเรา” นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๙ #การเห็นไตรลักษณ์ 🤔🤔 #ถาม : โยมทำในรูปแบบทุกวันเช้า-เย็น ทุกวันตั้งใจรักษาศีล ๕ ทำในรูปแบบ มีเครี่องอยู่กับพุธโธ แล้วดูจิตที่ไหลไป คิดก็รู้ เพ่งก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ โกรธเองก็รู้ เห็นการเกิดดับของสภาวะ อยากทราบว่าโยมได้เห็นไตรลักษณ์รึยัง? และตอนระหว่างวันก็ได้มีเครื่องอยู่ ยืน-นั่ง-นอน-เดิน แล้วดูจิตที่ไหลไปคิด ในระหว่างวันก็ได้ ฝึกสติได้เนืองๆ หลงบ้าง รู้บ้าง บางวันหลงไม่ยาว บางวันหลงยาว และระหว่างวันบางครั้งได้เห็นจิตที่ไหลไปอยู่กับความคิด และเหมือนมีอีกตัวเห็นมันทำงานของมันเอง อันนี้คือการเห็นไตรลักษณ์รึยังเจ้าค่ะ? ปัญหาคือไม่เข้าใจการเห็นไตรลักษณ์เจ้าค่ะ! #ตอบ : ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง หมายถึง ลักษณะที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ได้แก่ 1. อนิจจลักษณะ ความเป็นของไม่เที่ยง 2. ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ เป็นของคงทนอยู่ไม่ได้ 3. อนัตตลักษณะ ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลกันง่ายๆ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซึ่งความเป็นไปลักษณะนี้พระพุทธองค์ทรงค้นพบ แล้วนำมาเปิดเผยต่อชาวโลก ดังมีพุทธพจน์ว่า “ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ (ภาวะที่ตั้งอยู่ หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา) เป็นธรรมนิยาม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน) ว่า (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ... (๒) สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ... (๓) ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ... ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย ว่า ‘สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” “สังขาร” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม นั่นก็คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด “ธรรมทั้งปวง” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เป็นสังขารและไม่ใช่สังขาร คือรวมมาถึงพระนิพพานด้วย ผู้ที่มีปัญญาเห็นความจริงของสภาวธรรม พูดอีกอย่างว่าเห็นไตรลักษณ์ จึงจะเรียกได้ว่า “เจริญวิปัสสนา” ผู้ที่ยังไม่เห็นไตรลักษณ์ หรือยังเห็นไม่มากพอ ก็ยังมีความเห็นผิดว่า มีตัวตนเป็นเรา เราเป็นนั่น นั่นของเรา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดถืออะไร จึงเกิดทิฏฐิขึ้นว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา ภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป...เมื่อเวทนา...เมื่อสัญญา...เมื่อสังขาร...เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัย (รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร) วิญญาณ เพราะยึดมั่น (รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร) วิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา” การเห็นอนิจจลักษณะ หรือลักษณะที่ไม่เที่ยงนี้ จะเห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นการเกิดและการสลาย คือ เกิดดับ-เกิดดับ มีแล้วก็ไม่มี 2. เห็นเป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลง แปรสภาพไปเรื่อยๆ 3. เห็นเป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะ 4. แย้งต่อความเที่ยง คือสภาวะที่เห็นนั้นมันปฏิเสธความเที่ยงอยู่เอง ไม่พบความเที่ยงเลย การเห็นทุกขลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นทุกข์ ก็เห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นว่ามีความบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา 2. เห็นว่าเป็นสภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนไป กลายไป หมดสภาพไป 3. เห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือเมื่อโยงมาถึงคน ก็เป็นที่ก่อให้เกิดทุกข์ 4. แย้งต่อสุข คือ ความขัดแย้งบีบคั้นนั้น มันทำให้ไม่คล่อง ไม่สะดวก ไม่ราบรื่น การเห็นอนัตตลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นอนัตตา ก็เห็นได้ ๖ แง่ คือ 1. เห็นเป็นสภาพว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ความเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีแก่นสารสาระที่เป็นตัวแท้ที่ยืนยงอยู่ตลอดไป 2. เห็นเป็นสภาพไร้เจ้าของ ไม่เป็นของใคร ไม่มีตัวตนใดๆ ที่จะเป็นเจ้าของครอบครอง 3. เห็นเป็นสภาพที่ไม่อยู่ในอำนาจใคร ไม่มีตัวตนที่ไหนจะมามีอำนาจสั่งบังคับได้ ไม่ขึ้นต่ออำนาจหรือความปรารถนาของใคร 4. เห็นเป็นสภาพเป็นกองแห่งธรรมล้วนๆ เป็นเพียงรูปธรรม-นามธรรม ที่เกิดจากองค์ประกอบรูป/นามย่อยๆ มาประชุมกัน 5. เห็นเป็นสภาพที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย องค์ประกอบทั้งหลายต่างก็สัมพันธ์เป็นปัจจัยแก่กัน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ 6. แย้งต่ออัตตา มีสภาวะตามที่มันเป็นอย่างนั้นเอง การที่โยมเห็นการเกิดดับของสภาวะ ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์แล้ว คือเห็นในแง่ว่ามัน “ไม่เที่ยง” และที่โยมเห็นว่า จิตทำงานของมันเอง ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์ได้เหมือนกัน คือเห็นในแง่ของ “อนัตตา” แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า ที่ว่า “เห็น” นั้น เป็นการเห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเทียบเคียง การคิดเทียบเคียง จะเป็นการเอาสภาวะอดีตมาเทียบกับปัจจุบัน เช่น “เมื่อกี้โกรธ ตอนนี้ไม่โกรธ” อย่างนี้คือคิดเทียบเคียง เป็นปัญญาเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา เพราะยังเจือความคิด การเห็นไตรลักษณ์ขั้นวิปัสสนา ก็ต้องเป็นการ “เห็น” ไม่ใช่ “คิด” คือจะต้องเห็นสภาวะปัจจุบันนั้นเองดับไป แปรไป ต่อหน้าต่อตาตรงนี้เลย การที่จิตจะเห็นไตรลักษณ์ได้ จึงต้องมีสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ พูดง่ายๆ ก็คือ ฝึกให้รู้สึกตัว และมีจิตผู้รู้ขึ้นมา เมื่อมีจิตผู้รู้ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่ใช่เรา ดูไปมากเข้า จิตผู้รู้นั้นเองก็ไม่ใช่เราด้วย ในระหว่างการฝึกรู้เท่าทันธรรมดาของโลก เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ ขึ้นมา ก็มักจะเกิดความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นไปจากสภาวะเหล่านี้ไปเสีย เมื่อรู้สึกอย่างนี้ ก็ต้องรู้เท่าทันอีกว่า นี่เป็น “ความไม่เป็นกลาง” เมื่อความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นนั้นดับหายไปแล้ว จิตมีความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย จิตจึงจะพร้อมที่จะเข้าถึงความหยั่งรู้อริยสัจ และบรรลุมรรคผลไปเป็นลำดับ การเห็นไตรลักษณ์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความไม่ประมาท - เมื่อเห็นอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องเร่งรัดปฏิบัติให้ทัน มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลา มันย่อมแตกดับสลาย การเห็นไตรลักษณ์จึงกระตุ้นเตือนให้เร่งพัฒนาจิต เพื่อบรรลุภูมิธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าจะหลุดพ้นเป็นอิสระ - เมื่อเห็นทุกข์บีบคั้นอยู่ เหมือนเห็นภัยมาถึงตัว ท่าทีของใจก็ไม่มัวเมา - เมื่อรู้อยู่ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ย่อมเร่งสร้างเหตุที่ดี ไม่เผลอทำเหตุที่ชั่ว โดยเฉพาะจะเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุมรรคผล พ้นทุกข์พ้นภัยไป จิตนี้ยึดอะไร จึงเกิดมิจฉาทิฏฐิว่านี่เป็นเรา/ของเรา ก็ยึดขันธ์ ๕ นี้แหละ ดังนั้น พึงเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีขอบเขตอยู่ที่ขันธ์ ๕ นี้ ให้เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์​ ๕ นี้ เร่งภาวนาให้เห็นจริง เพราะชีวิตนี้ไม่เที่ยง และทุกข์ก็กำลังบีบคั้นอยู่นี่แหละ ให้สมกับคำเตือน อันเป็นปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ว่า “สิ่งทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่มุ่งหวังให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาท” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๙ #การเห็นไตรลักษณ์ 🤔🤔 #ถาม : โยมทำในรูปแบบทุกวันเช้า-เย็น ทุกวันตั้งใจรักษาศีล ๕ ทำในรูปแบบ มีเครี่องอยู่กับพุธโธ แล้วดูจิตที่ไหลไป คิดก็รู้ เพ่งก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ โกรธเองก็รู้ เห็นการเกิดดับของสภาวะ อยากทราบว่าโยมได้เห็นไตรลักษณ์รึยัง? และตอนระหว่างวันก็ได้มีเครื่องอยู่ ยืน-นั่ง-นอน-เดิน แล้วดูจิตที่ไหลไปคิด ในระหว่างวันก็ได้ ฝึกสติได้เนืองๆ หลงบ้าง รู้บ้าง บางวันหลงไม่ยาว บางวันหลงยาว และระหว่างวันบางครั้งได้เห็นจิตที่ไหลไปอยู่กับความคิด และเหมือนมีอีกตัวเห็นมันทำงานของมันเอง อันนี้คือการเห็นไตรลักษณ์รึยังเจ้าค่ะ? ปัญหาคือไม่เข้าใจการเห็นไตรลักษณ์เจ้าค่ะ! #ตอบ : ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง หมายถึง ลักษณะที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ได้แก่ 1. อนิจจลักษณะ ความเป็นของไม่เที่ยง 2. ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ เป็นของคงทนอยู่ไม่ได้ 3. อนัตตลักษณะ ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลกันง่ายๆ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซึ่งความเป็นไปลักษณะนี้พระพุทธองค์ทรงค้นพบ แล้วนำมาเปิดเผยต่อชาวโลก ดังมีพุทธพจน์ว่า “ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ (ภาวะที่ตั้งอยู่ หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา) เป็นธรรมนิยาม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน) ว่า (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง … (๒) สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ … (๓) ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา … ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย ว่า ‘สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง … สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ … ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” “สังขาร” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม นั่นก็คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด “ธรรมทั้งปวง” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เป็นสังขารและไม่ใช่สังขาร คือรวมมาถึงพระนิพพานด้วย ผู้ที่มีปัญญาเห็นความจริงของสภาวธรรม พูดอีกอย่างว่าเห็นไตรลักษณ์ จึงจะเรียกได้ว่า “เจริญวิปัสสนา” ผู้ที่ยังไม่เห็นไตรลักษณ์ หรือยังเห็นไม่มากพอ ก็ยังมีความเห็นผิดว่า มีตัวตนเป็นเรา เราเป็นนั่น นั่นของเรา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดถืออะไร จึงเกิดทิฏฐิขึ้นว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา ภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป…เมื่อเวทนา…เมื่อสัญญา…เมื่อสังขาร…เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัย (รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร) วิญญาณ เพราะยึดมั่น (รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร) วิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา” การเห็นอนิจจลักษณะ หรือลักษณะที่ไม่เที่ยงนี้ จะเห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นการเกิดและการสลาย คือ เกิดดับ-เกิดดับ มีแล้วก็ไม่มี 2. เห็นเป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลง แปรสภาพไปเรื่อยๆ 3. เห็นเป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะ 4. แย้งต่อความเที่ยง คือสภาวะที่เห็นนั้นมันปฏิเสธความเที่ยงอยู่เอง ไม่พบความเที่ยงเลย การเห็นทุกขลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นทุกข์ ก็เห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นว่ามีความบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา 2. เห็นว่าเป็นสภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนไป กลายไป หมดสภาพไป 3. เห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือเมื่อโยงมาถึงคน ก็เป็นที่ก่อให้เกิดทุกข์ 4. แย้งต่อสุข คือ ความขัดแย้งบีบคั้นนั้น มันทำให้ไม่คล่อง ไม่สะดวก ไม่ราบรื่น การเห็นอนัตตลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นอนัตตา ก็เห็นได้ ๖ แง่ คือ 1. เห็นเป็นสภาพว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ความเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีแก่นสารสาระที่เป็นตัวแท้ที่ยืนยงอยู่ตลอดไป 2. เห็นเป็นสภาพไร้เจ้าของ ไม่เป็นของใคร ไม่มีตัวตนใดๆ ที่จะเป็นเจ้าของครอบครอง 3. เห็นเป็นสภาพที่ไม่อยู่ในอำนาจใคร ไม่มีตัวตนที่ไหนจะมามีอำนาจสั่งบังคับได้ ไม่ขึ้นต่ออำนาจหรือความปรารถนาของใคร 4. เห็นเป็นสภาพเป็นกองแห่งธรรมล้วนๆ เป็นเพียงรูปธรรม-นามธรรม ที่เกิดจากองค์ประกอบรูป/นามย่อยๆ มาประชุมกัน 5. เห็นเป็นสภาพที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย องค์ประกอบทั้งหลายต่างก็สัมพันธ์เป็นปัจจัยแก่กัน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ 6. แย้งต่ออัตตา มีสภาวะตามที่มันเป็นอย่างนั้นเอง การที่โยมเห็นการเกิดดับของสภาวะ ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์แล้ว คือเห็นในแง่ว่ามัน “ไม่เที่ยง” และที่โยมเห็นว่า จิตทำงานของมันเอง ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์ได้เหมือนกัน คือเห็นในแง่ของ “อนัตตา” แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า ที่ว่า “เห็น” นั้น เป็นการเห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเทียบเคียง การคิดเทียบเคียง จะเป็นการเอาสภาวะอดีตมาเทียบกับปัจจุบัน เช่น “เมื่อกี้โกรธ ตอนนี้ไม่โกรธ” อย่างนี้คือคิดเทียบเคียง เป็นปัญญาเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา เพราะยังเจือความคิด การเห็นไตรลักษณ์ขั้นวิปัสสนา ก็ต้องเป็นการ “เห็น” ไม่ใช่ “คิด” คือจะต้องเห็นสภาวะปัจจุบันนั้นเองดับไป แปรไป ต่อหน้าต่อตาตรงนี้เลย การที่จิตจะเห็นไตรลักษณ์ได้ จึงต้องมีสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ พูดง่ายๆ ก็คือ ฝึกให้รู้สึกตัว และมีจิตผู้รู้ขึ้นมา เมื่อมีจิตผู้รู้ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่ใช่เรา ดูไปมากเข้า จิตผู้รู้นั้นเองก็ไม่ใช่เราด้วย ในระหว่างการฝึกรู้เท่าทันธรรมดาของโลก เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ ขึ้นมา ก็มักจะเกิดความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นไปจากสภาวะเหล่านี้ไปเสีย เมื่อรู้สึกอย่างนี้ ก็ต้องรู้เท่าทันอีกว่า นี่เป็น “ความไม่เป็นกลาง” เมื่อความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นนั้นดับหายไปแล้ว จิตมีความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย จิตจึงจะพร้อมที่จะเข้าถึงความหยั่งรู้อริยสัจ และบรรลุมรรคผลไปเป็นลำดับ การเห็นไตรลักษณ์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความไม่ประมาท – เมื่อเห็นอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องเร่งรัดปฏิบัติให้ทัน มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลา มันย่อมแตกดับสลาย การเห็นไตรลักษณ์จึงกระตุ้นเตือนให้เร่งพัฒนาจิต เพื่อบรรลุภูมิธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าจะหลุดพ้นเป็นอิสระ – เมื่อเห็นทุกข์บีบคั้นอยู่ เหมือนเห็นภัยมาถึงตัว ท่าทีของใจก็ไม่มัวเมา – เมื่อรู้อยู่ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ย่อมเร่งสร้างเหตุที่ดี ไม่เผลอทำเหตุที่ชั่ว โดยเฉพาะจะเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุมรรคผล พ้นทุกข์พ้นภัยไป จิตนี้ยึดอะไร จึงเกิดมิจฉาทิฏฐิว่านี่เป็นเรา/ของเรา ก็ยึดขันธ์ ๕ นี้แหละ ดังนั้น พึงเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีขอบเขตอยู่ที่ขันธ์ ๕ นี้ ให้เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์​ ๕ นี้ เร่งภาวนาให้เห็นจริง เพราะชีวิตนี้ไม่เที่ยง และทุกข์ก็กำลังบีบคั้นอยู่นี่แหละ ให้สมกับคำเตือน อันเป็นปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ว่า “สิ่งทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่มุ่งหวังให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาท” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๕ #เหงามากจะปฏิบัติต่อใจอย่างไร? 🤔🤔 #ถาม​ : แฟนเสียชีวิตอาทิตย์ที่แล้ว​ แต่โยมอยู่บ้านคนเดียว​ เคยอยู่กันสองคน​ โยมก็เลยเศร้ามาก​ เหงามาก​ ให้ดิฉันปฏิบัติต่อใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : เหงาด้วย..เศร้าด้วย​ ใช้​ "พุทโธ" เป็นเพื่อนนะ​ เอา​ "พุทโธ" เป็นเพื่อน #ถาม : "พุทโธ" ก็เอาไม่อยู่ค่ะ #ตอบ : นั่นแหละ.. มีเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ มี "ความเผลอ"..เป็นเพื่อนอีกตัวแล้ว​ ​! เห็นไหม? แต่ไอ้ "ความเผลอ" เนี่ย.. เป็นเพื่อนไม่ดี​ เราไม่เอา เราเห็นมันนะ แล้วเราอยู่กับ​ "พุทโธ" ต่อ เอางี้นะ! คือมาคุยกับอาตมานี่นะ​ โยมมีอาตมาเป็นเพื่อน​ แต่อาตมานี่อยู่ตรงนี้ได้ไม่นานหรอกเพราะว่าหกโมงเย็น​ อาตมาก็จะไปแล้ว โยมก็ต้องมีเพื่อนด้วยตัวของตัวเองให้ได้ วิธีจะให้มีเพื่อนด้วยตัวของตัวเอง​ง่ายๆ ก็คือใช้​ "พุทโธ" นี่​ เป็นเพื่อน​ ใช้​ "ลมหายใจ" เป็นเพื่อนด้วย​ก็ได้ มีลมหายใจด้วย​ แล้วมีคบริกรรมำ​ "พุทโธ" ไปด้วย​ มันจะได้มีเพื่อนมีที่พึ่งของตัวเอง #ถาม​ : สวดมนต์วันนี้ก็สวดอยู่นะคะ​ แต่ใจมันเหงาน่ะค่ะ #ตอบ​ : "ความเหงา" เป็นเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ ! นอกจาก​ "พุทโธ" แล้ว..ยังมี "ความเหงา" ด้วย​ รู้ทันว่า​ เนี่ย!​ มี "ไอ้เหงา" อีกตัวแล้ว นึกออกไหม? #ถาม​ : แล้วยังมีใครอีกล่ะคะ? #ตอบ​ : เออ! ลองดูซิ​ว่า​จะมีใครอีก? โยมจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเรามี​ "พุทโธ" มาก่อนนะ!​ บริกรรม "พุทโธ" ไป เดี๋ยว "ไอ้เหงา" โผล่มา​ "อ้าว!..นี่! ไอ้เหงา"..ทักมันด้วยนะ "ไอ้เหงา!​ ฉันเห็นแกแล้ว" แล้วก็กลับมา​ "พุทโธ" ใหม่ #ถาม​ : เวลาดูบ้านดูช่อง​ ดูที่แฟนเคยอยู่เคยทำ เวลานี้แกจะขี่รถมา​ แล้วเราก็คอยมอง.. ก็เลยไม่อยากเปิดบ้านเลย​ แบบไม่อยากเห็นภาพเดิม​ ๆ​ นะคะ #ตอบ​ : มันเป็นอย่างไร? เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร? #ถาม​ : เหงามากเลย​ หมูหมากาไก่ตีระเบิด #​ตอบ​ : ภาวนา "พุทโธ" ไปนะ​ แล้วเห็น "ไอ้เหงา" ที่มันแอบมาขอเป็นเพื่อนไปเรื่อย​ ๆ ทัก "ไอ้เหงา" บ่อย​ ๆ​.."ฉันเห็นแกอีกแล้ว..ไอ้เหงา! ฉันเห็นแกอีกแล้ว" ดูบ่อย​ ๆ​ "แกมาอีกแล้ว!" เห็นมัน แต่ไม่อยู่กับมัน ยิ่งมาบ่อย​ ๆ​ แล้วเห็นมันบ่อย​ ๆ​ นะ..เราจะมีสติได้เร็วขึ้น​ มีสติ​ ก็คือ​ รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตเมื่อกี้นี้​ "ไอ้เหงามาอีกแล้ว" บางทีก็มี​ "ไอ้เศร้า" นะ! ​​ ไอ้เศร้า,​ ไอ้โศก​, ไอ้เหงา​ ทำความรู้จักเพื่อนที่อยู่รอบ​ ๆ​ ตัวนี้บ่อย​ ๆ อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็ผุดความเหงาขึ้นมา.. "อ้าว! ไอ้เหงามาอีกแล้ว" อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็มีความเศร้าขึ้นมา.."อ้าว! ไอ้เศร้ามาอีกแล้ว" ไม่ต้องบังคับมัน..แค่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น​ ไม่ต้องบังคับนะ! ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไร..ก็​ "พุทโธ​" ไป " พุทโธ" ไว้ที่แถวๆ จมูกนี่แหละ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรนะ "พุทโธ" ไปก่อน "พุทโธ​ ๆ​ ไป​".. ไอ้เหงามาอีกแล้ว! " รู้ทันไอ้เหงา "พุทโธ​"ๆ​ ไป​ ..เบื่อ​! "อ้าว! ไอ้เบื่อ" ​ จากไอ้เหงา..ตอนนี้เป็น "ไอ้เบื่อ" แล้ว​ "โอ้ย! เพื่อนเยอะเลย" ไม่ต้องกลัวเหงาเลย​ เพื่อนเยอะ! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๒๒​ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/E7HpvEzlYYo (นาทีที่​ 1:31:04​ -​ 1:36:56)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๕ #เหงามากจะปฏิบัติต่อใจอย่างไร? 🤔🤔 #ถาม​ : แฟนเสียชีวิตอาทิตย์ที่แล้ว​ แต่โยมอยู่บ้านคนเดียว​ เคยอยู่กันสองคน​ โยมก็เลยเศร้ามาก​ เหงามาก​ ให้ดิฉันปฏิบัติต่อใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : เหงาด้วย..เศร้าด้วย​ ใช้​ “พุทโธ” เป็นเพื่อนนะ​ เอา​ “พุทโธ” เป็นเพื่อน #ถาม : “พุทโธ” ก็เอาไม่อยู่ค่ะ #ตอบ : นั่นแหละ.. มีเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ มี “ความเผลอ”..เป็นเพื่อนอีกตัวแล้ว​ ​! เห็นไหม? แต่ไอ้ “ความเผลอ” เนี่ย.. เป็นเพื่อนไม่ดี​ เราไม่เอา เราเห็นมันนะ แล้วเราอยู่กับ​ “พุทโธ” ต่อ เอางี้นะ! คือมาคุยกับอาตมานี่นะ​ โยมมีอาตมาเป็นเพื่อน​ แต่อาตมานี่อยู่ตรงนี้ได้ไม่นานหรอกเพราะว่าหกโมงเย็น​ อาตมาก็จะไปแล้ว โยมก็ต้องมีเพื่อนด้วยตัวของตัวเองให้ได้ วิธีจะให้มีเพื่อนด้วยตัวของตัวเอง​ง่ายๆ ก็คือใช้​ “พุทโธ” นี่​ เป็นเพื่อน​ ใช้​ “ลมหายใจ” เป็นเพื่อนด้วย​ก็ได้ มีลมหายใจด้วย​ แล้วมีคบริกรรมำ​ “พุทโธ” ไปด้วย​ มันจะได้มีเพื่อนมีที่พึ่งของตัวเอง #ถาม​ : สวดมนต์วันนี้ก็สวดอยู่นะคะ​ แต่ใจมันเหงาน่ะค่ะ #ตอบ​ : “ความเหงา” เป็นเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ ! นอกจาก​ “พุทโธ” แล้ว..ยังมี “ความเหงา” ด้วย​ รู้ทันว่า​ เนี่ย!​ มี “ไอ้เหงา” อีกตัวแล้ว นึกออกไหม? #ถาม​ : แล้วยังมีใครอีกล่ะคะ? #ตอบ​ : เออ! ลองดูซิ​ว่า​จะมีใครอีก? โยมจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเรามี​ “พุทโธ” มาก่อนนะ!​ บริกรรม “พุทโธ” ไป เดี๋ยว “ไอ้เหงา” โผล่มา​ “อ้าว!..นี่! ไอ้เหงา”..ทักมันด้วยนะ “ไอ้เหงา!​ ฉันเห็นแกแล้ว” แล้วก็กลับมา​ “พุทโธ” ใหม่ #ถาม​ : เวลาดูบ้านดูช่อง​ ดูที่แฟนเคยอยู่เคยทำ เวลานี้แกจะขี่รถมา​ แล้วเราก็คอยมอง.. ก็เลยไม่อยากเปิดบ้านเลย​ แบบไม่อยากเห็นภาพเดิม​ ๆ​ นะคะ #ตอบ​ : มันเป็นอย่างไร? เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร? #ถาม​ : เหงามากเลย​ หมูหมากาไก่ตีระเบิด #​ตอบ​ : ภาวนา “พุทโธ” ไปนะ​ แล้วเห็น “ไอ้เหงา” ที่มันแอบมาขอเป็นเพื่อนไปเรื่อย​ ๆ ทัก “ไอ้เหงา” บ่อย​ ๆ​..”ฉันเห็นแกอีกแล้ว..ไอ้เหงา! ฉันเห็นแกอีกแล้ว” ดูบ่อย​ ๆ​ “แกมาอีกแล้ว!” เห็นมัน แต่ไม่อยู่กับมัน ยิ่งมาบ่อย​ ๆ​ แล้วเห็นมันบ่อย​ ๆ​ นะ..เราจะมีสติได้เร็วขึ้น​ มีสติ​ ก็คือ​ รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตเมื่อกี้นี้​ “ไอ้เหงามาอีกแล้ว” บางทีก็มี​ “ไอ้เศร้า” นะ! ​​ ไอ้เศร้า,​ ไอ้โศก​, ไอ้เหงา​ ทำความรู้จักเพื่อนที่อยู่รอบ​ ๆ​ ตัวนี้บ่อย​ ๆ อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็ผุดความเหงาขึ้นมา.. “อ้าว! ไอ้เหงามาอีกแล้ว” อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็มีความเศร้าขึ้นมา..”อ้าว! ไอ้เศร้ามาอีกแล้ว” ไม่ต้องบังคับมัน..แค่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น​ ไม่ต้องบังคับนะ! ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไร..ก็​ “พุทโธ​” ไป ” พุทโธ” ไว้ที่แถวๆ จมูกนี่แหละ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรนะ “พุทโธ” ไปก่อน “พุทโธ​ ๆ​ ไป​”.. ไอ้เหงามาอีกแล้ว! ” รู้ทันไอ้เหงา “พุทโธ​”ๆ​ ไป​ ..เบื่อ​! “อ้าว! ไอ้เบื่อ” ​ จากไอ้เหงา..ตอนนี้เป็น “ไอ้เบื่อ” แล้ว​ “โอ้ย! เพื่อนเยอะเลย” ไม่ต้องกลัวเหงาเลย​ เพื่อนเยอะ! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๒​ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/E7HpvEzlYYo (นาทีที่​ 1:31:04​ -​ 1:36:56)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๔ #ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ 🤔🤔 #ถาม : ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ สำหรับตัวคุณแม่เอง และ ลูกๆของท่าน ๑. คุณแม่อายุ ๘๕ ปี เป็นคนจีน ที่ทำบุญ ทำทาน แบบเทาๆ ยังไม่มีศรัทธาพระพุทธศาสนา 100% ทำบุญแบบมีอคติ ไม่สวดมนต์ ไม่ฟังธรรม แต่ท่านเป็นคนที่มีจิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ตอนนี้เพิ่งตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ อยู่ระหว่างการตรวจรักษาและรอวินิจฉัยจากคุณหมอว่าจะสามารถรักษาได้หรือไม่? ๒. โยมอายุ ๕๓ ปี ทำงานบริษัทฯ เริ่มที่จะมีศรัทธาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยการได้ฟังโอวาทธรรมพระอาจารย์กฤช ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เป็นต้นมาฟังแล้วเข้าใจทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอ เพราะเป็นคนฟุ้งซ่าน ขี้โกรธ ขี้โมโห คิดมาก #ตอบ : แนวเดียวกับอาตมาเลย 555 ดูจิตไปนะ ฟุ้งซ่านก็คอยรู้ไปนะ ตอนฟุ้งมันเอาแต่คิด ตอนรู้มันไม่ได้คิด มันแค่รู้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้นะ ทำไว้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ตอนที่จิตมันลืมกรรมฐานนั้นไป เห็นจิตที่เผลอ แล้วก็เริ่มใหม่ เก็บแต้มไปเรื่อยๆ สนุกดี ๓. ถาม : เราควรทำอย่างไรบ้างเพื่อให้แม่เห็นธรรม เริ่มสวดมนต์ (บทไหน?) และทำบุญทำทานด้วยศรัทธาพระศาสนาด้วยใจจริง อยากให้ท่านแนะนำบทสวดมนต์และการปฏิบัติเพื่อให้จิตท่านไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ตกไปอบาย หลังจากเสียชีวิตค่ะ #ตอบ : ถ้าไม่เคยสวดบทไหนเลย ก็แนะนำให้สวดบทพุทธคุณ ที่มีคำสวดว่า “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.” สวดซ้ำ ๆ บทเดียวก็ได้ และแนะนำให้ดูคลิป “รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน สิ่งที่ควรรู้ก่อนสวดอิติปิโส” ด้วยนะ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของบทสวด สามารถดูได้ตามลิ้งค์นี้นะ https://youtu.be/dXJbzU-z8j8 ๔. ถาม : ในฐานะลูกที่เป็นคนดูแลแม่ พาแม่ไปหาหมอโดยตลอด ตอนนี้จมความทุกข์ ความเศร้า รู้สึกว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่พาท่านตรวจร่างกายให้ครบทุกด้าน จึงทำให้ท่านป่วยโรคมะเร็ง มีความเครียดมากๆ งานการเริ่มล่าช้ากระทบกับเจ้านายและลูกน้อง ตอนนี้เราควรทำอย่างไรเพื่อให้พ้นจากสภาวะนี้ค่ะ #ตอบ : ทำความเข้าใจใหม่นะ ความเครียดและความกังวล ไม่ได้ช่วยให้แม่หายป่วย รวมทั้งไม่ได้ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น มันเป็นสภาวะที่ไม่จำเป็นต้องมีในขณะนี้ ให้รู้ทัน และไม่คิดต่อเรื่องกับมัน โยมก็บอกเองว่า พาแม่ไปหาหมอโดยตลอด แล้วจะมีความผิดอะไร? ถึงจะตรวจให้ครบถ้วน บางทีก็ไม่เจอ บางคนตรวจสม่ำเสมอ ผลตรวจออกมาก็ปกติ มาพบอีกทีก็ขั้นร้ายแรงแล้ว อย่างนี้ก็มีมากมาย ทำใจให้เป็นปกติ ร่างกายแม่ ก็ให้หมอดูแลไป เรามาช่วยดูแลใจแม่กันดีกว่า ๕. คำถาม : การตัดสินใจที่จะรักษาโดยการผ่าตัด 50:50 ถ้าแม่ตายเราก็รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่ผ่าตัด เราก็ต้องเห็นแม่ทรมานจากการปวดท้อง ไปตลอดจนกว่าจะเสียชีวิต การเลือกตัดสินใจของเราทั้งหมดโดยที่ไม่บอกคุณแม่ว่าท่านเป็นมะเร็ง ถือว่าเราทำบาปมากไหมคะ ทำอย่างไรให้จิตเราดีขึ้น #ตอบ : ปรึกษาหมอว่า ถ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป วิธีไหนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ถ้าแม่จะจากไป วิธีไหนที่แม่จะมีทุกขเวทนาน้อยกว่า ย้ำกับคุณหมอว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องยื้อชีวิต ขอให้จากไปแบบธรรมชาติ เรามีเจตนาให้แม่จากไปอย่างสงบ ส่วนประเด็นที่ว่า จะบอกความจริงกับคุณแม่ดีไหม? อันนี้โยมต้องช่วยกันประเมิน ถ้าคุณแม่จิตใจเข้มแข็งพอ ก็ควรจะบอกความจริงได้ แต่การบอกก็ต้องมีศิลปะนะ ผู้บอกก็ต้องมีใจที่สบาย ผู้ฟังก็จะไม่เครียด เช่น เสริมว่า “ดีกว่าติดโควิดเนอะ ถ้าติดโควิดแม่ต้องนอนป่วยอยู่คนเดียว นี่ยังมาเยี่ยมมาเฝ้าได้ บีบนวดกันได้ มาสวดมนต์ด้วยกันได้ ยังกอดกันได้ หอมแก้มกันได้” พูดเสร็จก็กอดท่าน แล้วก็หอมแก้มสักฟอด 555 เวลานี้สำคัญที่จิตใจ จิตใจดี ก็พลอยให้ร่างกายดีด้วย บางคนเป็นมะเร็งเต้านม หมอบอกว่าอยู่ได้ ๖ เดือน แต่เขาใช้ธรรมโอสถ สวดมนต์ เจริญสติ แถมเป็นจิตอาสาคอยดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่หนักกว่า ปรากฎว่าเธออยู่มาได้สิบกว่าปี ยังไม่ตาย ผู้ป่วยคนอื่นๆ มักจะถามว่า “คุณเป็นมะเร็งจริงๆหรือ? ดูไม่ออกเลย” เธอก็เปิดเสื้อให้ดู เอาผ้าขนหนูที่ยัดไว้ออกมา หน้าอกมีแต่รอยเย็บ มะเร็งเป็นได้แค่ที่กาย แต่ใจไม่เป็นมะเร็ง ใจมีแต่ความเบิกบาน ที่ได้ฝึกสติ สวดมนต์ และทำตนให้เป็นประโยชน์ ๖. ขอคำแนะนำสำหรับตัวโยมที่เพิ่งเริ่มฟังธรรมได้ดี แต่จิตยังไม่ชอบการสวดมนต์ และนั่งสมาธิ ไม่สามารถทำได้ถูกต้องต่อเนื่องทุกวัน ในเวลานี้ควรทำอย่างไรเพื่อให้มีบุญกุศลต่อเนื่อง และอุทิศให้แม่ได้มากที่สุด ตอบ : ทำใจสบายๆ นะ ฝากใจไว้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นะ นึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก เราระลึกบ่อยๆ ใจก็เป็นกุศล และมีที่พึ่ง ไม่เคว้งคว้าง ใจที่ไม่มีที่พึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่า “อนาถา” นาถ แปลว่า ที่พึ่ง หรือผู้เป็นที่พึ่ง นึกถึงพระพุทธเจ้าบ่อยๆ สวดอิติปิโส ให้ขึ้นใจ ใช้เป็นธรรมโอสถได้ด้วยนะ นิมฺมโลตอบโจทย์ #ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ ทำใจสบายๆ นะ ฝากใจไว้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นะ นึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก เราระลึกบ่อยๆ ใจก็เป็นกุศล และมีที่พึ่ง ไม่เคว้งคว้าง พระกฤช นิมฺมโล ๑๔ เมษายน ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๔ #ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ 🤔🤔 #ถาม : ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ สำหรับตัวคุณแม่เอง และ ลูกๆของท่าน ๑. คุณแม่อายุ ๘๕ ปี เป็นคนจีน ที่ทำบุญ ทำทาน แบบเทาๆ ยังไม่มีศรัทธาพระพุทธศาสนา 100% ทำบุญแบบมีอคติ ไม่สวดมนต์ ไม่ฟังธรรม แต่ท่านเป็นคนที่มีจิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ตอนนี้เพิ่งตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ อยู่ระหว่างการตรวจรักษาและรอวินิจฉัยจากคุณหมอว่าจะสามารถรักษาได้หรือไม่? ๒. โยมอายุ ๕๓ ปี ทำงานบริษัทฯ เริ่มที่จะมีศรัทธาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยการได้ฟังโอวาทธรรมพระอาจารย์กฤช ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เป็นต้นมาฟังแล้วเข้าใจทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอ เพราะเป็นคนฟุ้งซ่าน ขี้โกรธ ขี้โมโห คิดมาก #ตอบ : แนวเดียวกับอาตมาเลย 555 ดูจิตไปนะ ฟุ้งซ่านก็คอยรู้ไปนะ ตอนฟุ้งมันเอาแต่คิด ตอนรู้มันไม่ได้คิด มันแค่รู้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้นะ ทำไว้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ตอนที่จิตมันลืมกรรมฐานนั้นไป เห็นจิตที่เผลอ แล้วก็เริ่มใหม่ เก็บแต้มไปเรื่อยๆ สนุกดี ๓. ถาม : เราควรทำอย่างไรบ้างเพื่อให้แม่เห็นธรรม เริ่มสวดมนต์ (บทไหน?) และทำบุญทำทานด้วยศรัทธาพระศาสนาด้วยใจจริง อยากให้ท่านแนะนำบทสวดมนต์และการปฏิบัติเพื่อให้จิตท่านไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ตกไปอบาย หลังจากเสียชีวิตค่ะ #ตอบ : ถ้าไม่เคยสวดบทไหนเลย ก็แนะนำให้สวดบทพุทธคุณ ที่มีคำสวดว่า “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.” สวดซ้ำ ๆ บทเดียวก็ได้ และแนะนำให้ดูคลิป “รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน สิ่งที่ควรรู้ก่อนสวดอิติปิโส” ด้วยนะ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของบทสวด สามารถดูได้ตามลิ้งค์นี้นะ https://youtu.be/dXJbzU-z8j8 ๔. ถาม : ในฐานะลูกที่เป็นคนดูแลแม่ พาแม่ไปหาหมอโดยตลอด ตอนนี้จมความทุกข์ ความเศร้า รู้สึกว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่พาท่านตรวจร่างกายให้ครบทุกด้าน จึงทำให้ท่านป่วยโรคมะเร็ง มีความเครียดมากๆ งานการเริ่มล่าช้ากระทบกับเจ้านายและลูกน้อง ตอนนี้เราควรทำอย่างไรเพื่อให้พ้นจากสภาวะนี้ค่ะ #ตอบ : ทำความเข้าใจใหม่นะ ความเครียดและความกังวล ไม่ได้ช่วยให้แม่หายป่วย รวมทั้งไม่ได้ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น มันเป็นสภาวะที่ไม่จำเป็นต้องมีในขณะนี้ ให้รู้ทัน และไม่คิดต่อเรื่องกับมัน โยมก็บอกเองว่า พาแม่ไปหาหมอโดยตลอด แล้วจะมีความผิดอะไร? ถึงจะตรวจให้ครบถ้วน บางทีก็ไม่เจอ บางคนตรวจสม่ำเสมอ ผลตรวจออกมาก็ปกติ มาพบอีกทีก็ขั้นร้ายแรงแล้ว อย่างนี้ก็มีมากมาย ทำใจให้เป็นปกติ ร่างกายแม่ ก็ให้หมอดูแลไป เรามาช่วยดูแลใจแม่กันดีกว่า ๕. คำถาม : การตัดสินใจที่จะรักษาโดยการผ่าตัด 50:50 ถ้าแม่ตายเราก็รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่ผ่าตัด เราก็ต้องเห็นแม่ทรมานจากการปวดท้อง ไปตลอดจนกว่าจะเสียชีวิต การเลือกตัดสินใจของเราทั้งหมดโดยที่ไม่บอกคุณแม่ว่าท่านเป็นมะเร็ง ถือว่าเราทำบาปมากไหมคะ ทำอย่างไรให้จิตเราดีขึ้น #ตอบ : ปรึกษาหมอว่า ถ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป วิธีไหนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ถ้าแม่จะจากไป วิธีไหนที่แม่จะมีทุกขเวทนาน้อยกว่า ย้ำกับคุณหมอว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องยื้อชีวิต ขอให้จากไปแบบธรรมชาติ เรามีเจตนาให้แม่จากไปอย่างสงบ ส่วนประเด็นที่ว่า จะบอกความจริงกับคุณแม่ดีไหม? อันนี้โยมต้องช่วยกันประเมิน ถ้าคุณแม่จิตใจเข้มแข็งพอ ก็ควรจะบอกความจริงได้ แต่การบอกก็ต้องมีศิลปะนะ ผู้บอกก็ต้องมีใจที่สบาย ผู้ฟังก็จะไม่เครียด เช่น เสริมว่า “ดีกว่าติดโควิดเนอะ ถ้าติดโควิดแม่ต้องนอนป่วยอยู่คนเดียว นี่ยังมาเยี่ยมมาเฝ้าได้ บีบนวดกันได้ มาสวดมนต์ด้วยกันได้ ยังกอดกันได้ หอมแก้มกันได้” พูดเสร็จก็กอดท่าน แล้วก็หอมแก้มสักฟอด 555 เวลานี้สำคัญที่จิตใจ จิตใจดี ก็พลอยให้ร่างกายดีด้วย บางคนเป็นมะเร็งเต้านม หมอบอกว่าอยู่ได้ ๖ เดือน แต่เขาใช้ธรรมโอสถ สวดมนต์ เจริญสติ แถมเป็นจิตอาสาคอยดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่หนักกว่า ปรากฎว่าเธออยู่มาได้สิบกว่าปี ยังไม่ตาย ผู้ป่วยคนอื่นๆ มักจะถามว่า “คุณเป็นมะเร็งจริงๆหรือ? ดูไม่ออกเลย” เธอก็เปิดเสื้อให้ดู เอาผ้าขนหนูที่ยัดไว้ออกมา หน้าอกมีแต่รอยเย็บ มะเร็งเป็นได้แค่ที่กาย แต่ใจไม่เป็นมะเร็ง ใจมีแต่ความเบิกบาน ที่ได้ฝึกสติ สวดมนต์ และทำตนให้เป็นประโยชน์ ๖. ขอคำแนะนำสำหรับตัวโยมที่เพิ่งเริ่มฟังธรรมได้ดี แต่จิตยังไม่ชอบการสวดมนต์ และนั่งสมาธิ ไม่สามารถทำได้ถูกต้องต่อเนื่องทุกวัน ในเวลานี้ควรทำอย่างไรเพื่อให้มีบุญกุศลต่อเนื่อง และอุทิศให้แม่ได้มากที่สุด ตอบ : ทำใจสบายๆ นะ ฝากใจไว้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นะ นึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก เราระลึกบ่อยๆ ใจก็เป็นกุศล และมีที่พึ่ง ไม่เคว้งคว้าง ใจที่ไม่มีที่พึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่า “อนาถา” นาถ แปลว่า ที่พึ่ง หรือผู้เป็นที่พึ่ง นึกถึงพระพุทธเจ้าบ่อยๆ สวดอิติปิโส ให้ขึ้นใจ ใช้เป็นธรรมโอสถได้ด้วยนะ นิมฺมโลตอบโจทย์ #ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ ทำใจสบายๆ นะ ฝากใจไว้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นะ นึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก เราระลึกบ่อยๆ ใจก็เป็นกุศล และมีที่พึ่ง ไม่เคว้งคว้าง พระกฤช นิมฺมโล ๑๔ เมษายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #มุมมองการบริจาคเลือดในสถานการณ์โควิด19 🤔🤔 #ถาม: สามีอยากทำกุศล ด้วยการไปบริจาคเลือดที่โรงพยาบาล เพราะว่ารพ.ขาดเลือด แต่เราก็บอกเขาไปว่า "ไม่อยากขัดกับกุศลหรอกนะ! แต่ถ้าคุณไปในที่สุ่มเสี่ยง (รพ.ก็ถือว่าสุ่มเสี่ยงใช่ไหมค่ะ?) คุณก็ต้องพิจารณาตนเองว่า.. เราไปในที่สุ่มเสี่ยง ก็อาจจะมีผลกับคนรอบข้างที่บ้าน ถ้าพิจารณาแล้วว่าเสี่ยงจริง ก็ต้องนอนนอกห้อง กักตัวเอง 14 วัน" เขาก็เลยไม่ได้ไปทำกุศลในวันเกิด เราเลยไม่แน่ใจว่าที่บอกไปแบบนี้มันถูกไหมค่ะ? เพราะสังเกตุแล้วใจมันหมองหน่อย ๆ คือรู้สึกว่า..ขัดกุศลผู้อื่น แล้วถ้าหากทุกคนคิดเช่นเรา จะมีใครล่ะที่เสียสละเลือด กราบขอความเมตตาพระอาจารย์ให้มุมมองเรื่องนี้ค่ะ #ตอบ: ก็มองได้ทั้งสองมุมนะ ถูกทุกมุม ถ้าปฏิบัติให้ตรงตามมุมนั้น ๑. ถ้าไปบริจาคเลือด ก็ได้บุญจากการบริจาคนั้น แต่ก็ต้องยอมแยกตนเองออกมา ๑๔ วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ (ถ้าเผื่อมี) อันนี้จะดี ถ้าทุกคนในบ้านเห็นดีด้วย ได้บุญกันทุกคน ๒. ถ้ายังไม่ไปบริจาคตอนนี้ ด้วยเจตนาจะป้องกันตัวเองและคนในครอบครัว เพื่อสะดวกต่อการทำงานและทำบุญอย่างอื่นไปก่อน รอดูสถานการณ์ไป ถ้าฉุกเฉินต้องการเลือดด่วน ก็พร้อมจะไปบริจาค และพร้อมจะทำตามเงื่อนไขของข้อ ๑. อย่างนี้ก็ยังได้บุญกันทุกคน อยู่ที่มีเจตนา และมีความเข้าใจตรงกันหรือไม่นะ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๘ เมษายน ๒๕๖๓

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #มุมมองการบริจาคเลือดในสถานการณ์โควิด19 🤔🤔 #ถาม: สามีอยากทำกุศล ด้วยการไปบริจาคเลือดที่โรงพยาบาล เพราะว่ารพ.ขาดเลือด แต่เราก็บอกเขาไปว่า “ไม่อยากขัดกับกุศลหรอกนะ! แต่ถ้าคุณไปในที่สุ่มเสี่ยง (รพ.ก็ถือว่าสุ่มเสี่ยงใช่ไหมค่ะ?) คุณก็ต้องพิจารณาตนเองว่า.. เราไปในที่สุ่มเสี่ยง ก็อาจจะมีผลกับคนรอบข้างที่บ้าน ถ้าพิจารณาแล้วว่าเสี่ยงจริง ก็ต้องนอนนอกห้อง กักตัวเอง 14 วัน” เขาก็เลยไม่ได้ไปทำกุศลในวันเกิด เราเลยไม่แน่ใจว่าที่บอกไปแบบนี้มันถูกไหมค่ะ? เพราะสังเกตุแล้วใจมันหมองหน่อย ๆ คือรู้สึกว่า..ขัดกุศลผู้อื่น แล้วถ้าหากทุกคนคิดเช่นเรา จะมีใครล่ะที่เสียสละเลือด กราบขอความเมตตาพระอาจารย์ให้มุมมองเรื่องนี้ค่ะ #ตอบ: ก็มองได้ทั้งสองมุมนะ ถูกทุกมุม ถ้าปฏิบัติให้ตรงตามมุมนั้น ๑. ถ้าไปบริจาคเลือด ก็ได้บุญจากการบริจาคนั้น แต่ก็ต้องยอมแยกตนเองออกมา ๑๔ วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ (ถ้าเผื่อมี) อันนี้จะดี ถ้าทุกคนในบ้านเห็นดีด้วย ได้บุญกันทุกคน ๒. ถ้ายังไม่ไปบริจาคตอนนี้ ด้วยเจตนาจะป้องกันตัวเองและคนในครอบครัว เพื่อสะดวกต่อการทำงานและทำบุญอย่างอื่นไปก่อน รอดูสถานการณ์ไป ถ้าฉุกเฉินต้องการเลือดด่วน ก็พร้อมจะไปบริจาค และพร้อมจะทำตามเงื่อนไขของข้อ ๑. อย่างนี้ก็ยังได้บุญกันทุกคน อยู่ที่มีเจตนา และมีความเข้าใจตรงกันหรือไม่นะ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๘ เมษายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๑ #ไม่ชอบแม่สามีพูดเรื่องคนอื่น 🤔🤔 #ถาม​ : โยมอยู่บ้านแม่สามีนะคะ​ ทีนี้แม่สามีชอบเอาเรื่องข้างนอก​ เรื่องคนอื่นมาพูด แล้วใจโยม​ก็รู้สึกว่าโยมไม่ค่อยชอบ​ เราจะแก้ยังไงดีคะ? แบบใจเรามันจะค้านว่า​ "ทำไมเอาเรื่องคนโน้นมาพูด? ทำไมต้องพูดโกหก? ทำไม..? อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ​ ..แต่โยมไม่ได้เถียงนะคะ​ ยังไม่ได้พูดอะไรนะคะ #ตอบ​ : ชักสีหน้าไหม? สีหน้าเปลี่ยนไหม? #ถาม : ไม่เปลี่ยนค่ะ​ โยมก็แบบ​.. "อุ้ย! เอาอีกแล้ว" พอเอาอีกแล้วนี่..โยมจะเงียบไปเล​ย แล้วบางทีโยมก็สงสารแกนะ​ เพราะว่าอย่างแกทานข้าวอย่างนี้​ แกก็ทานคนเดียวโยมก็ไปนั่งคุย​ พอโยมคุยได้ซัก ๒​ - ๓ คำ​ แกก็เอาคนอื่นมาอีกแล้วนะคะ​ แล้วโยมจะแก้อย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : ไม่ได้แก้ที่แม่นะ! แม่เนี่ย​ ยังไม่ต้องแก้​ ให้รู้ทันจิตใจเรา​ เราได้ยินคำนี้..แล้วไม่ชอบใจ​ ให้รู้ทันว่า..มีโทสะ​เกิดขึ้นในใจ​ นึกออกไหม? แม่จะพูดอะไรมา​ เราก็ไม่เติมเรื่อง​ อาจจะพยักหน้าหงึก​ ๆ​ ไป​ ไอ้พยักหน้าเนี่ยนะ​ ไม่ได้เห็นด้วยอะไรกับเขาหรอก แค่ “อืม..เรื่องมันเป็นอย่างนี้” แล้วเราอาศัยกายเคลื่อนไหวเนี่ย..เจริญกรรมฐานรู้กาย​ เอาจิต..รู้กาย​ ฟัง..แล้วก็ยิ้ม​ ยิ้มแล้ว..มีความสุข เราก็รู้ว่า​ขณะนี้​ กาย..ยิ้ม​ ใจ..มีความสุข​ นึกออกไหม? เราไม่ได้สนับสนุนในสิ่งที่แม่พูดมา แต่เราก็ไม่ทำร้ายน้ำใจแม่​ นึกออกไหม? เราอาศัยอยู่กับเขาน่ะ จะไปดักคอแม่​ แม่ก็โกรธเราน่ะสิ​ ใช่ไหม? ไม่ต้องดักคอนะ ฟัง​ ๆ​ ไปก่อน ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมาสอนแม่​ เราก็ฟัง​ ๆ​ ไป​ แล้วดูจังหวะดี​ ๆ ถ้ามีจังหวะอะไรที่ดี​ ๆ​ หน่อย​ คือ​พอจะบอกกันได้..ก็บอก "แม่อย่าพูดเลย​ ไม่มีประโยชน์หรอก​ ตรงนี้นะ!" "พูดไป​นะ! เราได้ยินกัน​ ๒​ คน​ พูดทีไรนะ..เราก็โกรธทุกที​ โกรธทีไรนะ..กินอาหารไม่อร่อยสักที" อย่างนี้นะ! ใจเราเนี่ย​ พอนึกถึงเรื่องนี้ คุยเรื่องนี้​ แล้วเราไม่ชอบใจ​ ใจเราเสียทันที อาหารยังไม่เสีย..แต่ใจเราเสีย เริ่มต้นทำใจตัวเองให้ได้ก่อน​ เพียงแค่.. รู้ทัน​ ความโกรธที่เกิดขึ้น ใจเป็นปกติแล้ว..รอดูจังหวะ​ ถ้าจังหวะนี้​ ยังไม่ควรพูด..ก็ยังไม่ต้องพูด​ นึกออกไหม? มันไม่ใช่ว่าจะเตือนกันได้ตลอดเวลา​นะ เราต้องดูจังหวะ​ ดู​ว่าเตือนไปแล้วเนี่ย.. ถ้าเตือนในขณะที่เขากำลังหงุดหงิดจัด​ ๆ​ เนี่ยนะ..เราอาจจะโดนโกรธไปด้วย​ แม่อาจจะโกรธเราไปด้วย​ นึกออกไหม? ก็ดูจังหวะดี​ ๆ​ ว่า​ คือ​แต่ละคน​ ๆ​ ก็จะมีจังหวะที่ดีไม่เหมือนกัน โยมอยู่ด้วยกันกับคุณแม่มานานเนี่ยนะ​ ก็น่าจะพอจับจังหวะได้​ว่า​ ควรจะพูดเวลาไหน? ถ้าเห็นว่าพูดแล้วไม่ได้ผล​ ก็รอนาน​ ๆ​ รอไปก่อน​ อย่างน้อย​ ๆ​ ใจเราเนี่ย..อย่าเสียไปด้วย วิธีที่จะรักษาจิต..ก็คือ​ใช้​สติ​รักษา​ "สติ" เป็นเครื่องรักษาจิต เราไม่ต้องทำอะไรมาก..แค่​รู้ทัน​ เนี่ยนะ ตอน​ รู้ทัน..มีสติขึ้นมาแล้ว สติ..ที่รู้ทันกิเลสนั่นน่ะ​ สติ..เป็นตัวรักษาจิต​ เพราะตอนรู้ทันเนี่ย..ไม่มีกิเลส​ แล้วเราก็กินต่อไป​ เสพรสชาติอาหารได้เต็มที่​ ตอนเสพรสชาติอาหารนะ! จิตอยู่กับรสชาติเนี่ยนะ..มันไม่ได้ฟัง จิตเนี่ย..ทำงานทีละขณะ เวลาเสพรสชาติอาหารเนี่ยนะ..มันจะไม่ได้ดู​ ไม่ได้ฟัง​ ตอนดู..ก็ไม่ได้ฟัง​ ไม่ได้กิน​ ไม่ได้เสพรสชาติ ตอนโกรธนะ! อาหารอร่อยอยู่กับปากนะ ก็ไม่รับรู้เลยว่ามันอร่อย..มันกำลังโกรธ​ จิตเนี่ย​ เกิด-ดับทีละขณะ​ และทำงานได้ขณะละอย่างเดียว ฉะนั้นถ้าคุณแม่เอาเรื่องคนอื่นมาคุยบนโต๊ะอาหารเนี่ยนะ เราก็กิน..แล้วเสพรสอาหารของเราไปเรื่อย​ ๆ​ มีความสุขกับน้ำพริกไปเรื่อย​ ๆ​ เนี่ยนะ​ นี่นะ! มีรสน้ำพริกอยู่ในปากเนี่ยนะ.. พอจิตไหวไปหาเสียงที่แม่กำลังคุยนะ! จิตแว๊ปไป..รู้ทัน อย่างนี้​ ได้ทำกรรมฐานบนโต๊ะอาหาร​เลย แว๊ปไป​ ๆ​ เผลอเนี่ยนะ! เห็นความเผลอ..ใช้ได้ ถ้าเผลอไป..ไม่รู้ทัน เห็นความโกรธ..ก็ยังใช้ได้ เห็นความไม่พอใจ..ใช้ได้ เห็นตอนไหน..เอาตอนนั้น เรียกว่าเราได้ทำกรรมฐานบนโต๊ะอาหารเนี่ยนะ ได้สติหลายตัวเลย บางทีก็อาจจะได้สมาธิจิตตั้งมั่นด้วยซ้ำไป เห็นจิตไหลไป​ เห็นจิตเผลอไปกับเรื่องราว​ที่แม่พูด​ โดยตั้งต้นจิตที่ว่า​ เรากินข้าว.. มีสติอยู่ตรงปากเราเนี่ย แล้วเผลอไป.. รู้ทัน เผลอไป.. รู้ทัน เวลาเผลอเนี่ยนะ.. คือจิตเปลี่ยนช่องทางรับรู้​ เปลี่ยนช่องทางทำงาน​ แทนที่จะรับรู้อยู่ที่ลิ้น​ ที่ปากเนี่ยนะ​ มันใช้ช่องหูแล้ว..ไปฟัง​ แล้วใช้มโนด้วย..ใช้ความคิดนึก​ ทำงานหลายช่อง​ บางทีเราอาจจะเห็นการทำงาน​ของจิต​หลากหลายรูปแบบ ในขณะที่กำลังกินข้าว..แล้วแม่กำลังคุยอยู่นี่แหละ เข้าใจเรื่องจิตไปเลย เข้าใจตรงนั้นเลย​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ 18 ธันวาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/9aFxtIfV5PQ (นาทีที่​ 1:09:50​ -​ 1:16:50)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๑ #ไม่ชอบแม่สามีพูดเรื่องคนอื่น 🤔🤔 #ถาม​ : โยมอยู่บ้านแม่สามีนะคะ​ ทีนี้แม่สามีชอบเอาเรื่องข้างนอก​ เรื่องคนอื่นมาพูด แล้วใจโยม​ก็รู้สึกว่าโยมไม่ค่อยชอบ​ เราจะแก้ยังไงดีคะ? แบบใจเรามันจะค้านว่า​ “ทำไมเอาเรื่องคนโน้นมาพูด? ทำไมต้องพูดโกหก? ทำไม..? อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ​ ..แต่โยมไม่ได้เถียงนะคะ​ ยังไม่ได้พูดอะไรนะคะ #ตอบ​ : ชักสีหน้าไหม? สีหน้าเปลี่ยนไหม? #ถาม : ไม่เปลี่ยนค่ะ​ โยมก็แบบ​.. “อุ้ย! เอาอีกแล้ว” พอเอาอีกแล้วนี่..โยมจะเงียบไปเล​ย แล้วบางทีโยมก็สงสารแกนะ​ เพราะว่าอย่างแกทานข้าวอย่างนี้​ แกก็ทานคนเดียวโยมก็ไปนั่งคุย​ พอโยมคุยได้ซัก ๒​ – ๓ คำ​ แกก็เอาคนอื่นมาอีกแล้วนะคะ​ แล้วโยมจะแก้อย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : ไม่ได้แก้ที่แม่นะ! แม่เนี่ย​ ยังไม่ต้องแก้​ ให้รู้ทันจิตใจเรา​ เราได้ยินคำนี้..แล้วไม่ชอบใจ​ ให้รู้ทันว่า..มีโทสะ​เกิดขึ้นในใจ​ นึกออกไหม? แม่จะพูดอะไรมา​ เราก็ไม่เติมเรื่อง​ อาจจะพยักหน้าหงึก​ ๆ​ ไป​ ไอ้พยักหน้าเนี่ยนะ​ ไม่ได้เห็นด้วยอะไรกับเขาหรอก แค่ “อืม..เรื่องมันเป็นอย่างนี้” แล้วเราอาศัยกายเคลื่อนไหวเนี่ย..เจริญกรรมฐานรู้กาย​ เอาจิต..รู้กาย​ ฟัง..แล้วก็ยิ้ม​ ยิ้มแล้ว..มีความสุข เราก็รู้ว่า​ขณะนี้​ กาย..ยิ้ม​ ใจ..มีความสุข​ นึกออกไหม? เราไม่ได้สนับสนุนในสิ่งที่แม่พูดมา แต่เราก็ไม่ทำร้ายน้ำใจแม่​ นึกออกไหม? เราอาศัยอยู่กับเขาน่ะ จะไปดักคอแม่​ แม่ก็โกรธเราน่ะสิ​ ใช่ไหม? ไม่ต้องดักคอนะ ฟัง​ ๆ​ ไปก่อน ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมาสอนแม่​ เราก็ฟัง​ ๆ​ ไป​ แล้วดูจังหวะดี​ ๆ ถ้ามีจังหวะอะไรที่ดี​ ๆ​ หน่อย​ คือ​พอจะบอกกันได้..ก็บอก “แม่อย่าพูดเลย​ ไม่มีประโยชน์หรอก​ ตรงนี้นะ!” “พูดไป​นะ! เราได้ยินกัน​ ๒​ คน​ พูดทีไรนะ..เราก็โกรธทุกที​ โกรธทีไรนะ..กินอาหารไม่อร่อยสักที” อย่างนี้นะ! ใจเราเนี่ย​ พอนึกถึงเรื่องนี้ คุยเรื่องนี้​ แล้วเราไม่ชอบใจ​ ใจเราเสียทันที อาหารยังไม่เสีย..แต่ใจเราเสีย เริ่มต้นทำใจตัวเองให้ได้ก่อน​ เพียงแค่.. รู้ทัน​ ความโกรธที่เกิดขึ้น ใจเป็นปกติแล้ว..รอดูจังหวะ​ ถ้าจังหวะนี้​ ยังไม่ควรพูด..ก็ยังไม่ต้องพูด​ นึกออกไหม? มันไม่ใช่ว่าจะเตือนกันได้ตลอดเวลา​นะ เราต้องดูจังหวะ​ ดู​ว่าเตือนไปแล้วเนี่ย.. ถ้าเตือนในขณะที่เขากำลังหงุดหงิดจัด​ ๆ​ เนี่ยนะ..เราอาจจะโดนโกรธไปด้วย​ แม่อาจจะโกรธเราไปด้วย​ นึกออกไหม? ก็ดูจังหวะดี​ ๆ​ ว่า​ คือ​แต่ละคน​ ๆ​ ก็จะมีจังหวะที่ดีไม่เหมือนกัน โยมอยู่ด้วยกันกับคุณแม่มานานเนี่ยนะ​ ก็น่าจะพอจับจังหวะได้​ว่า​ ควรจะพูดเวลาไหน? ถ้าเห็นว่าพูดแล้วไม่ได้ผล​ ก็รอนาน​ ๆ​ รอไปก่อน​ อย่างน้อย​ ๆ​ ใจเราเนี่ย..อย่าเสียไปด้วย วิธีที่จะรักษาจิต..ก็คือ​ใช้​สติ​รักษา​ “สติ” เป็นเครื่องรักษาจิต เราไม่ต้องทำอะไรมาก..แค่​รู้ทัน​ เนี่ยนะ ตอน​ รู้ทัน..มีสติขึ้นมาแล้ว สติ..ที่รู้ทันกิเลสนั่นน่ะ​ สติ..เป็นตัวรักษาจิต​ เพราะตอนรู้ทันเนี่ย..ไม่มีกิเลส​ แล้วเราก็กินต่อไป​ เสพรสชาติอาหารได้เต็มที่​ ตอนเสพรสชาติอาหารนะ! จิตอยู่กับรสชาติเนี่ยนะ..มันไม่ได้ฟัง จิตเนี่ย..ทำงานทีละขณะ เวลาเสพรสชาติอาหารเนี่ยนะ..มันจะไม่ได้ดู​ ไม่ได้ฟัง​ ตอนดู..ก็ไม่ได้ฟัง​ ไม่ได้กิน​ ไม่ได้เสพรสชาติ ตอนโกรธนะ! อาหารอร่อยอยู่กับปากนะ ก็ไม่รับรู้เลยว่ามันอร่อย..มันกำลังโกรธ​ จิตเนี่ย​ เกิด-ดับทีละขณะ​ และทำงานได้ขณะละอย่างเดียว ฉะนั้นถ้าคุณแม่เอาเรื่องคนอื่นมาคุยบนโต๊ะอาหารเนี่ยนะ เราก็กิน..แล้วเสพรสอาหารของเราไปเรื่อย​ ๆ​ มีความสุขกับน้ำพริกไปเรื่อย​ ๆ​ เนี่ยนะ​ นี่นะ! มีรสน้ำพริกอยู่ในปากเนี่ยนะ.. พอจิตไหวไปหาเสียงที่แม่กำลังคุยนะ! จิตแว๊ปไป..รู้ทัน อย่างนี้​ ได้ทำกรรมฐานบนโต๊ะอาหาร​เลย แว๊ปไป​ ๆ​ เผลอเนี่ยนะ! เห็นความเผลอ..ใช้ได้ ถ้าเผลอไป..ไม่รู้ทัน เห็นความโกรธ..ก็ยังใช้ได้ เห็นความไม่พอใจ..ใช้ได้ เห็นตอนไหน..เอาตอนนั้น เรียกว่าเราได้ทำกรรมฐานบนโต๊ะอาหารเนี่ยนะ ได้สติหลายตัวเลย บางทีก็อาจจะได้สมาธิจิตตั้งมั่นด้วยซ้ำไป เห็นจิตไหลไป​ เห็นจิตเผลอไปกับเรื่องราว​ที่แม่พูด​ โดยตั้งต้นจิตที่ว่า​ เรากินข้าว.. มีสติอยู่ตรงปากเราเนี่ย แล้วเผลอไป.. รู้ทัน เผลอไป.. รู้ทัน เวลาเผลอเนี่ยนะ.. คือจิตเปลี่ยนช่องทางรับรู้​ เปลี่ยนช่องทางทำงาน​ แทนที่จะรับรู้อยู่ที่ลิ้น​ ที่ปากเนี่ยนะ​ มันใช้ช่องหูแล้ว..ไปฟัง​ แล้วใช้มโนด้วย..ใช้ความคิดนึก​ ทำงานหลายช่อง​ บางทีเราอาจจะเห็นการทำงาน​ของจิต​หลากหลายรูปแบบ ในขณะที่กำลังกินข้าว..แล้วแม่กำลังคุยอยู่นี่แหละ เข้าใจเรื่องจิตไปเลย เข้าใจตรงนั้นเลย​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ 18 ธันวาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/9aFxtIfV5PQ (นาทีที่​ 1:09:50​ -​ 1:16:50)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๐ #การอุทิศให้ผู้ตาย 🤔🤔 #ถาม​ : สามีของโยมเพิ่งเสียไป​ โยมจะกรวดน้ำให้เฉพาะสามี​ ซึ่งปกติก็จะกรวดน้ำให้พ่อแม่อะไรอย่างนี้นะคะ​ เราจะรวมกันเลยได้ไหมคะเนี่ย? #ตอบ​ : จะรวมก็ได้​ เฉพาะก็ได้​ สมมุติว่า​ คราวนี้ต้องการเจาะจงให้สามี​ ก็ทุ่มให้สามีเต็มที่ตอนนี้..อย่างนี้ก็ได้​ เช่นว่า​ งานนี้เฉพาะสามี​ เราก็เจาะจงไปเลยว่า งานนี้​ ที่ทำบุญมาทั้งหมดนี้นะ..ขออุทิศให้สามี แต่ถ้าเราคิดจะเผื่อไปถึงคนอื่นด้วยก็ได้..ไม่ผิด​ จะเอ่ยชื่อสามีขึ้นมาก่อน​ แล้วค่อยอุทิศขยายรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่​ ปู่ย่าตายาย​ อย่างนี้ก็ได้ เพราะว่าบุญนี้อุทิศไปได้..ไม่จำกัด มันไม่ใช่ว่า​ มีข้าวอยู่จานเดียว​ แล้วเรียกสามีมากินข้าวจานนี้..ไม่ใช่อย่างนั้นนะ บุญ​ คือ​ ได้เอาข้าวจานนี้ไปถวายพระ​ แล้วอาการถวายหรือให้ทาน.. เรียกว่า​เป็นบุญ​ เกิดบุญขึ้นมาแล้ว..ก็อุทิศบุญ อุทิศความปลื้มใจ​ ความปีติใจที่ได้ถวายอาหารให้กับพระเนี่ยนะ ให้กับใครก็ได้แล้วคราวนี้​ ให้กับสามีก็ได้​ ให้กับพ่อ​ ให้กับแม่​ ให้กับปู่ย่าตายายได้หมดเลย​ เพราะว่าความปลื้มใจปิติใจเนี่ย..ไม่จำกัด​ มันเป็นอนันต์ คนที่มาดีใจด้วยเนี่ย..ก็ไม่จำกัด สมมุติว่า อาตมาถวายของให้พระ ถวายไปแล้วอาตมาก็ดีใจปลื้มใจ​ คนที่จะมาดีใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้..ก็ไม่จำกัด​ ไม่ใช่ว่าจะดีใจได้คนเดียว​ ใช่มั้ย? อาการดีใจที่ผู้อื่นกระทำบุญ เรียกว่า​ อนุโมทนาบุญ ฉะนั้น การอนุโมทนาเนี่ย..สามีก็อนุโมทนาได้​ พ่ออนุโมทนาได้​ แม่ก็อนุโมทนาได้​ ปู่ย่าตายายก็อนุโมทนาได้ แม้ผู้ที่จำไม่ได้แล้วว่าเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน​ตั้งแต่ครั้งไหน ถ้าเห็นแล้วดีใจด้วย..ก็เรียกว่าอนุโมทนา​ นึกออกไหม? แล้วถ้าเราไม่จำกัดว่าเฉพาะใคร​..ใครก็ได้​ “สรรพสัตว์ทั้งหลาย”จงมาอนุโมทนา​ ถ้าเกิดการอนุโมทนาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย​ ก็เรียกว่า​ เกิดการทำบุญครั้งใหญ่​ ก็คือ มีการอนุโมทนาร่วมกันมากมาย​ในครั้งนั้น ถ้าเราไม่จำกัดผู้รับเนี่ยนะ..ผู้ที่จะรับหรือผู้ที่จะมาอนุโมทนา​ก็จะไม่จำกัดไปด้วย​ การที่จะเกิดบุญ​ คืออนุโมทนาบุญครั้งใหญ่​ก็จะเกิดขึ้นได้​ แต่ถ้าเกรงว่าถ้าพูดหลาย​ ๆ​ คนไปเนี่ย​ บุญจะไม่เจาะจง..ก็เอ่ยถึงคนเดียวก็ได้​ ไม่ห้าม​ แต่ถ้าเอ่ยถึงหลาย​ ๆ​ คน..ก็ดีเหมือนกัน การอนุโมทนา​เนี่ย​นะ ให้นึกอย่างนี้ว่า​ การทำบุญเนี่ย..เปรียบเหมือนวัตถุก้อนหนึ่ง​ เป็นบุญก้อนหนึ่ง การที่จะอุทิศให้ผู้อื่น..เป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง​ จิตที่คิดจะอนุโมทนา..ก็เป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง เราทำบุญแล้ว เช่น ให้ทานเนี่ยนะ​ เปรียบเป็นบุญก้อนหนึ่งแล้วนะ ถ้าจะอุทิศให้ใคร? ใจที่จะเผื่อแผ่เนี่ย..เป็นใจอีกดวงหนึ่ง ก็เปรียบเป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง แต่อาศัยว่าเคยมีบุญก้อนแรกเกิดขึ้น​ แล้วอยากจะเอาบุญอันนี้ไปเผื่อแผ่คนอื่น การคิดว่าจะเอาบุญก้อนแรก ไปเผื่อแผ่คนอื่น..เป็นบุญอันใหม่ ส่วนคนที่จะมาอนุโมทนา..เขาต้องมีใจเป็นบุญของเขาเอง ใจที่เป็นบุญของเขา..ก็คือ พลอยยินดีกับการกระทำที่เป็นบุญก้อนแรก พร้อมทั้งดีใจที่เราอุทิศให้ คือดีใจกับบุญก้อนที่สองด้วย จะเห็นได้ว่า ความยินดีนั้นจะสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อ..เราคิดเผื่อแผ่ด้วย หากเราทำบุญแล้ว... ถ้ามีเปรตมารอดู​ แล้วเราไม่เอ่ยชื่อเขา หรือไม่คิดอุทิศให้เขาเนี่ย..เขาจะรู้สึกว่า​ บุญนี้เขาไม่มีส่วนร่วมด้วย​ นี่ในกรณีถ้าเป็นเปรตนะ! แต่ถ้าเป็นคน​ คนเห็นแล้วดีใจ..เขาได้บุญเลย​!เพราะเห็นอยู่เอง ถ้าพ่อแม่อยู่ที่บ้าน​ การทำบุญเกิดขึ้นที่นี่​ พ่อแม่ไม่รู้..ก็ไปบอกเล่า​ให้ท่านทราบ ไม่ใช่จุดธูปที่นี่อุทิศไปให้ท่านนะ​ เข้าใจไหม? คือพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่เนี่ยนะ ต้องไปบอกท่าน ว่าเราทำอะไรไป..ไม่ใช่อุทิศในใจให้พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน​ อย่างนี้ท่านไม่รู้ ท่านก็ไม่มีโอกาสอนุโมทนา ต้องให้ท่านรู้..มันถึงจะถูกต้อง แต่ถ้าผู้ที่เราต้องการอุทิศให้เนี่ย..เขาเป็นเปรต​ เขามีความเดือดร้อนอยู่​ เขามีความทุกข์ที่เกิดจากอกุศลที่เขาเคยทำ กำลังเสวยวิบากอยู่นี่นะ วิธีช่วยง่าย​ ๆ​ เลย​ ​คือ​ ทำบุญ..แล้วตั้งใจอุทิศให้กับคนชื่อนั้น​ ๆ​ ที่เคยเป็นญาติเรา​ ที่เคยเป็นมิตรกับเรานะ..อุทิศให้เขาไป​ เขาก็จะมีโอกาสระลึกได้ว่า​ "อ้าว!​ ญาติทำบุญ..แล้วอุทิศให้เราอยู่" มันเหมือนเป็นการเรียกชื่อกัน​ "นี่! มาดีใจกับงานครั้งนี้นะ​" "เขาเรียกเราหรอ?"..ก็มาดู "โอ้! เขาทำบุญครั้งนี้​ แล้วให้เรามีส่วนในครั้งนี้ด้วย​ เขาให้เกียรติเรา​ เรียกเราเข้ามาร่วมในการทำบุญในครั้งนี้ด้วย ดีจัง" ..เหมือนเขาได้ร่วมพิธี แล้วยิ่งมีการเอ่ยชื่อด้วย..จะดีใจมาก ฉะนั้น​ ถ้ารู้จักชื่อ..ให้เอ่ยชื่อ​ ถ้าไม่รู้จักชื่อ..ให้นึกถึงหน้า ถ้าไม่รู้จักชื่อ​ ไม่รู้จักหน้า..เช่นได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ​ แล้วก็สงสัยว่า​ "เอ๊ะ! นี่คือใคร? เขาต้องการบุญหรือเปล่า?​" ..จะอุทิศให้กับเจ้าของเสียงนั้นก็ได้ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๕​ กุมพาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/IVHtM5DrZG4 (นาทีที่​ 1:57:27​ -​ 2:00:40)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๐ #การอุทิศให้ผู้ตาย 🤔🤔 #ถาม​ : สามีของโยมเพิ่งเสียไป​ โยมจะกรวดน้ำให้เฉพาะสามี​ ซึ่งปกติก็จะกรวดน้ำให้พ่อแม่อะไรอย่างนี้นะคะ​ เราจะรวมกันเลยได้ไหมคะเนี่ย? #ตอบ​ : จะรวมก็ได้​ เฉพาะก็ได้​ สมมุติว่า​ คราวนี้ต้องการเจาะจงให้สามี​ ก็ทุ่มให้สามีเต็มที่ตอนนี้..อย่างนี้ก็ได้​ เช่นว่า​ งานนี้เฉพาะสามี​ เราก็เจาะจงไปเลยว่า งานนี้​ ที่ทำบุญมาทั้งหมดนี้นะ..ขออุทิศให้สามี แต่ถ้าเราคิดจะเผื่อไปถึงคนอื่นด้วยก็ได้..ไม่ผิด​ จะเอ่ยชื่อสามีขึ้นมาก่อน​ แล้วค่อยอุทิศขยายรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่​ ปู่ย่าตายาย​ อย่างนี้ก็ได้ เพราะว่าบุญนี้อุทิศไปได้..ไม่จำกัด มันไม่ใช่ว่า​ มีข้าวอยู่จานเดียว​ แล้วเรียกสามีมากินข้าวจานนี้..ไม่ใช่อย่างนั้นนะ บุญ​ คือ​ ได้เอาข้าวจานนี้ไปถวายพระ​ แล้วอาการถวายหรือให้ทาน.. เรียกว่า​เป็นบุญ​ เกิดบุญขึ้นมาแล้ว..ก็อุทิศบุญ อุทิศความปลื้มใจ​ ความปีติใจที่ได้ถวายอาหารให้กับพระเนี่ยนะ ให้กับใครก็ได้แล้วคราวนี้​ ให้กับสามีก็ได้​ ให้กับพ่อ​ ให้กับแม่​ ให้กับปู่ย่าตายายได้หมดเลย​ เพราะว่าความปลื้มใจปิติใจเนี่ย..ไม่จำกัด​ มันเป็นอนันต์ คนที่มาดีใจด้วยเนี่ย..ก็ไม่จำกัด สมมุติว่า อาตมาถวายของให้พระ ถวายไปแล้วอาตมาก็ดีใจปลื้มใจ​ คนที่จะมาดีใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้..ก็ไม่จำกัด​ ไม่ใช่ว่าจะดีใจได้คนเดียว​ ใช่มั้ย? อาการดีใจที่ผู้อื่นกระทำบุญ เรียกว่า​ อนุโมทนาบุญ ฉะนั้น การอนุโมทนาเนี่ย..สามีก็อนุโมทนาได้​ พ่ออนุโมทนาได้​ แม่ก็อนุโมทนาได้​ ปู่ย่าตายายก็อนุโมทนาได้ แม้ผู้ที่จำไม่ได้แล้วว่าเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน​ตั้งแต่ครั้งไหน ถ้าเห็นแล้วดีใจด้วย..ก็เรียกว่าอนุโมทนา​ นึกออกไหม? แล้วถ้าเราไม่จำกัดว่าเฉพาะใคร​..ใครก็ได้​ “สรรพสัตว์ทั้งหลาย”จงมาอนุโมทนา​ ถ้าเกิดการอนุโมทนาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย​ ก็เรียกว่า​ เกิดการทำบุญครั้งใหญ่​ ก็คือ มีการอนุโมทนาร่วมกันมากมาย​ในครั้งนั้น ถ้าเราไม่จำกัดผู้รับเนี่ยนะ..ผู้ที่จะรับหรือผู้ที่จะมาอนุโมทนา​ก็จะไม่จำกัดไปด้วย​ การที่จะเกิดบุญ​ คืออนุโมทนาบุญครั้งใหญ่​ก็จะเกิดขึ้นได้​ แต่ถ้าเกรงว่าถ้าพูดหลาย​ ๆ​ คนไปเนี่ย​ บุญจะไม่เจาะจง..ก็เอ่ยถึงคนเดียวก็ได้​ ไม่ห้าม​ แต่ถ้าเอ่ยถึงหลาย​ ๆ​ คน..ก็ดีเหมือนกัน การอนุโมทนา​เนี่ย​นะ ให้นึกอย่างนี้ว่า​ การทำบุญเนี่ย..เปรียบเหมือนวัตถุก้อนหนึ่ง​ เป็นบุญก้อนหนึ่ง การที่จะอุทิศให้ผู้อื่น..เป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง​ จิตที่คิดจะอนุโมทนา..ก็เป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง เราทำบุญแล้ว เช่น ให้ทานเนี่ยนะ​ เปรียบเป็นบุญก้อนหนึ่งแล้วนะ ถ้าจะอุทิศให้ใคร? ใจที่จะเผื่อแผ่เนี่ย..เป็นใจอีกดวงหนึ่ง ก็เปรียบเป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง แต่อาศัยว่าเคยมีบุญก้อนแรกเกิดขึ้น​ แล้วอยากจะเอาบุญอันนี้ไปเผื่อแผ่คนอื่น การคิดว่าจะเอาบุญก้อนแรก ไปเผื่อแผ่คนอื่น..เป็นบุญอันใหม่ ส่วนคนที่จะมาอนุโมทนา..เขาต้องมีใจเป็นบุญของเขาเอง ใจที่เป็นบุญของเขา..ก็คือ พลอยยินดีกับการกระทำที่เป็นบุญก้อนแรก พร้อมทั้งดีใจที่เราอุทิศให้ คือดีใจกับบุญก้อนที่สองด้วย จะเห็นได้ว่า ความยินดีนั้นจะสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อ..เราคิดเผื่อแผ่ด้วย หากเราทำบุญแล้ว… ถ้ามีเปรตมารอดู​ แล้วเราไม่เอ่ยชื่อเขา หรือไม่คิดอุทิศให้เขาเนี่ย..เขาจะรู้สึกว่า​ บุญนี้เขาไม่มีส่วนร่วมด้วย​ นี่ในกรณีถ้าเป็นเปรตนะ! แต่ถ้าเป็นคน​ คนเห็นแล้วดีใจ..เขาได้บุญเลย​!เพราะเห็นอยู่เอง ถ้าพ่อแม่อยู่ที่บ้าน​ การทำบุญเกิดขึ้นที่นี่​ พ่อแม่ไม่รู้..ก็ไปบอกเล่า​ให้ท่านทราบ ไม่ใช่จุดธูปที่นี่อุทิศไปให้ท่านนะ​ เข้าใจไหม? คือพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่เนี่ยนะ ต้องไปบอกท่าน ว่าเราทำอะไรไป..ไม่ใช่อุทิศในใจให้พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน​ อย่างนี้ท่านไม่รู้ ท่านก็ไม่มีโอกาสอนุโมทนา ต้องให้ท่านรู้..มันถึงจะถูกต้อง แต่ถ้าผู้ที่เราต้องการอุทิศให้เนี่ย..เขาเป็นเปรต​ เขามีความเดือดร้อนอยู่​ เขามีความทุกข์ที่เกิดจากอกุศลที่เขาเคยทำ กำลังเสวยวิบากอยู่นี่นะ วิธีช่วยง่าย​ ๆ​ เลย​ ​คือ​ ทำบุญ..แล้วตั้งใจอุทิศให้กับคนชื่อนั้น​ ๆ​ ที่เคยเป็นญาติเรา​ ที่เคยเป็นมิตรกับเรานะ..อุทิศให้เขาไป​ เขาก็จะมีโอกาสระลึกได้ว่า​ “อ้าว!​ ญาติทำบุญ..แล้วอุทิศให้เราอยู่” มันเหมือนเป็นการเรียกชื่อกัน​ “นี่! มาดีใจกับงานครั้งนี้นะ​” “เขาเรียกเราหรอ?”..ก็มาดู “โอ้! เขาทำบุญครั้งนี้​ แล้วให้เรามีส่วนในครั้งนี้ด้วย​ เขาให้เกียรติเรา​ เรียกเราเข้ามาร่วมในการทำบุญในครั้งนี้ด้วย ดีจัง” ..เหมือนเขาได้ร่วมพิธี แล้วยิ่งมีการเอ่ยชื่อด้วย..จะดีใจมาก ฉะนั้น​ ถ้ารู้จักชื่อ..ให้เอ่ยชื่อ​ ถ้าไม่รู้จักชื่อ..ให้นึกถึงหน้า ถ้าไม่รู้จักชื่อ​ ไม่รู้จักหน้า..เช่นได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ​ แล้วก็สงสัยว่า​ “เอ๊ะ! นี่คือใคร? เขาต้องการบุญหรือเปล่า?​” ..จะอุทิศให้กับเจ้าของเสียงนั้นก็ได้ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๕​ กุมพาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/IVHtM5DrZG4 (นาทีที่​ 1:57:27​ -​ 2:00:40)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๙ 🤔🤔 #ถาม​ : เรา​จะ​วาง​ใจ​อย่างไร​ ใน​สถานการณ์​ที่​เชื้อ​โควิด-19​ ระบาด? #ตอบ​ : สถานการณ์​นี้​มัน​เกิด​ขึ้น​แล้ว​ โควิด​-19​ มัน​มา​ถึง​แล้ว​ เรา​ก็​ต้อง​เรียนรู้​ที่จะ​อยู่กับ​มัน​ให้​ได้ ถ้า​ถาม​ว่า​ วาง​ใจ​ยัง​ไง? ตอบ​ว่า​ วาง​ไว้​ตาม​ที่​เป็น​จริง กลัว​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! กังวล​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! ไม่​รู้จัก​มัน​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! อยู่กับ​มัน​โดย​ที่​เรา, คน​ที่​เรา​รัก​ และ​สังคม​โดย​ส่วนรวม​ ได้​รับ​ความเดือดร้อน​น้อย​ที่สุด ความ​กลัว​และ​ความ​กังวล​ไม่ได้​ทำให้​เชื้อ​โรค​ตาย​ แต่​จะ​ทำให้​ภูมิคุ้มกัน​ใน​ร่างกายอ่อนแอ​ ถ้า​ไม่​กลัว​ไม่​กังวล​ แล้ว​ประมาท​ ไป​ทำ​ตัว​มี​พฤติกรรม​เสี่ยง​จนติด​โรค​ ก็​พา​ให้​คน​อื่น​เขา​เดือดร้อน ถ้า​รู้​แล้ว​ยัง​ดื้อ​ทำ​ ก็​เท่ากับ​สร้าง​อกุศลกรรม​ด้วย​ใจ​มืด​บอด ถ้า​มี​ผู้​รับ​ผล​กระทบ​มาก​ วิบาก​ก็​รุนแรง​ไป​ตาม​ส่วน ฉะนั้น​ ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ของ​การ​อยู่​ร่วมกัน​ใน​สังคม​ ก็​ควร​อยู่​อย่าง​รับผิดชอบ​ใน​หน้าที่​ของ​การร่วมกัน​ด้วย เชื้อ​นี้​มัน​มา​แล้ว​ และ​มัน​จะ​อยู่​กับ​เรา​อีก​นาน หมอ​ยง​ (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ)​บอก​ว่า​ "การรบ(กับ​ covid-19)​ครั้งนี้​ จึงเปรียบเทียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร" จึง​ควร​ทำ​ความ​รู้จัก​กับ​มัน​ เพื่อ​จะได้​รู้​วิธี​ที่​จะ​อยู่กับ​มัน​ โดย​ที่​ไม่​โดน​มัน​ขวิด​ตาย แน่นอน​ว่า​ เรา​จะ​รู้​เอง​ไม่ได้​ ต้อง​อาศัย​"ผู้​รู้" ใน​กรณี​นี้​ แนะนำ​ให้​ฟัง​หมอ​ หมอ​ไทย​เก่ง​ไม่​แพ้​ชาติ​ใด​ใน​โลก​ พวกเราต้อง​ช่วย​หมอ​ ด้วย​การฟัง​หมอ​ เรียนรู้​ไป​กับ​หมอ แล้วทำ​ตามที่​หมอ​แนะนำ..ด้วย​ความ​รับผิดชอบ จะ​ผ่าน​วิกฤติ​ได้​ ต้อง​มี​วินัย สำหรับ​พวกเรา​ที่​ยัง​ไม่มี​อาการ​อะไร ก็​ต้องรักษาระยะห่าง​ทาง​บุคคล​และ​สังคม ไม่​รวม​กลุ่ม​ ไม่​กิน​ข้าว​นอก​บ้าน​ ไม่​ไป​สถาน​บันเทิง​ และ​กิจกรรม​ที่​ต้อง​อยู่​ร่วม​กับ​คน​หมู่​มาก หมอ​ประสิทธิ์​ (ศ.นพ.ประสิทธิ์​ วัฒนาภา)​ บอก​ว่า "โรคติดต่อ​-จะ​ไม่​ติดต่อ​-ถ้า​เรา​ไม่​ติดต่อกัน" ช่วงนี้​มี​ที่สุด​สอง​ด้าน​ปรากฏ​ให้​เห็น​ คือ​ - ตื่น​ตระหนก​ และ​ - เพิกเฉย ยิ่ง​มี​พวก​เพิกเฉย​มาก​ ก็​ยิ่ง​น่า​ตื่น​ตระหนก​ 555 ทาง​สาย​กลาง​คือควร​มี​ "ความ​ตื่น​รู้" ให้​มาก รู้​เท่า​ทัน​เหตุการณ์​ตาม​ที่​เป็น​จริง เพื่อ​เตรียม​รับมือ เรียนรู้​จาก​ความ​ผิดพลาด​ของ​ผู้อื่น​ เพื่อ​ระวัง สนุก​กับ​ความรู้​ใหม่​ๆ​ ศัพท์​ใหม่​ๆ​ กัน​ดีกว่า​ เช่น quarantine isolation shelter in place work from home social distance ไป​หา​ความหมาย​กันเอง​นะ​ เดี๋ยว​ไม่​สนุก​ 5555​ คน​ที่​จะ​ผ่าน​วิกฤติ​นี้​ได้​ คือ คน​ที่​ฝึก​มา​ดี​แล้ว​ กับ คน​ที่​พร้อม​จะ​ฝึก คน​ที่​ฝึก​มา​ดี​แล้ว​ ภาวนา​เป็น​แล้ว​ ก็​แค่​ปรับ​วิถี​ชีวิต​นิดหน่อย​ ใจ​ไม่​เป็น​ทุกข์ คน​ที่​พร้อม​จะ​ฝึก​ ก็​ยินดี​ที่​จะ​ใช้​วิกฤติ​นี้​เป็น​โอกาส​ฝึก​ตน​ ยินดี​ที่​จะ​เรียนรู้​ อดทน​ที่​จะ​ต้อง​ใช้​วิถี​ชีวิต​แบบ​ใหม่ อยู่​อย่าง​พอ​เพียง​แบบ​ที่​ในหลวง​ ร.๙​ สอน​ไว้​ ก็​จะ​ดี​มาก พ่อบ้าน​บาง​คน​บอก​ว่า​ ก่อน​โควิด​จะ​มา​ ภรรยา​ก็​ให้​อยู่​บ้าน, ห้ามเที่ยว​สถาน​บันเทิง, ไม่​ให้​ไป​สังสรรค์, ​ ไม่ให้​เก็บ​เงิน​อยู่​แล้ว​ ชิน​แล้ว​ ตอน​นี้​สบาย​ 5555​ ภรรยา​ฝึก​มา​ดี​ (อัน​นี้​หยอก​ๆ​นะ​ 555)​ ช่วง​นี้ภาวนา​ไปนะ ขยับ​มือ​จะ​มา​เกา​หน้า​ รู้​ทัน ขยับ​มือ​จะ​มา​ขยี้​ตา​ รู้​ทัน จะ​ไป​นั่ง​ติด​กับ​คนอื่น​ รู้​ทัน อยู่บ้าน เปิดตู้เย็นอีกแล้ว!.. รู้ทัน เหงา​ ก็​รู้​ว่า​เหงา​ แล้ว​หา​งาน​ทำ​ไป "กู​ติด​รึ​ยัง​เนี่ย?" ให้​รู้​ว่า​กังวล​ ดู​จิต​ไป หลัก​การ​เจริญ​สติ​ที่​เรียน​มา​ ก็​จะ​ได้​ใช้​ให้​เป็น​ประโยชน์​กัน​ใน​คราวนี้​แหละ​ ที่​เคย​ท่อง​กัน​ไว้​ จำ​ได้​มั้ย? "มี​สติ​รู้​กาย​รู้​ใจ​ ตาม​ความ​เป็น​จริง​ ด้วย​จิต​ตั้งมั่น​และ​เป็น​กลาง" #รกรจตคปจดจทตมลปก

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๙ 🤔🤔 #ถาม​ : เรา​จะ​วาง​ใจ​อย่างไร​ ใน​สถานการณ์​ที่​เชื้อ​โควิด-19​ ระบาด? #ตอบ​ : สถานการณ์​นี้​มัน​เกิด​ขึ้น​แล้ว​ โควิด​-19​ มัน​มา​ถึง​แล้ว​ เรา​ก็​ต้อง​เรียนรู้​ที่จะ​อยู่กับ​มัน​ให้​ได้ ถ้า​ถาม​ว่า​ วาง​ใจ​ยัง​ไง? ตอบ​ว่า​ วาง​ไว้​ตาม​ที่​เป็น​จริง กลัว​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! กังวล​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! ไม่​รู้จัก​มัน​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! อยู่กับ​มัน​โดย​ที่​เรา, คน​ที่​เรา​รัก​ และ​สังคม​โดย​ส่วนรวม​ ได้​รับ​ความเดือดร้อน​น้อย​ที่สุด ความ​กลัว​และ​ความ​กังวล​ไม่ได้​ทำให้​เชื้อ​โรค​ตาย​ แต่​จะ​ทำให้​ภูมิคุ้มกัน​ใน​ร่างกายอ่อนแอ​ ถ้า​ไม่​กลัว​ไม่​กังวล​ แล้ว​ประมาท​ ไป​ทำ​ตัว​มี​พฤติกรรม​เสี่ยง​จนติด​โรค​ ก็​พา​ให้​คน​อื่น​เขา​เดือดร้อน ถ้า​รู้​แล้ว​ยัง​ดื้อ​ทำ​ ก็​เท่ากับ​สร้าง​อกุศลกรรม​ด้วย​ใจ​มืด​บอด ถ้า​มี​ผู้​รับ​ผล​กระทบ​มาก​ วิบาก​ก็​รุนแรง​ไป​ตาม​ส่วน ฉะนั้น​ ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ของ​การ​อยู่​ร่วมกัน​ใน​สังคม​ ก็​ควร​อยู่​อย่าง​รับผิดชอบ​ใน​หน้าที่​ของ​การร่วมกัน​ด้วย เชื้อ​นี้​มัน​มา​แล้ว​ และ​มัน​จะ​อยู่​กับ​เรา​อีก​นาน หมอ​ยง​ (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ)​บอก​ว่า​ “การรบ(กับ​ covid-19)​ครั้งนี้​ จึงเปรียบเทียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร” จึง​ควร​ทำ​ความ​รู้จัก​กับ​มัน​ เพื่อ​จะได้​รู้​วิธี​ที่​จะ​อยู่กับ​มัน​ โดย​ที่​ไม่​โดน​มัน​ขวิด​ตาย แน่นอน​ว่า​ เรา​จะ​รู้​เอง​ไม่ได้​ ต้อง​อาศัย​”ผู้​รู้” ใน​กรณี​นี้​ แนะนำ​ให้​ฟัง​หมอ​ หมอ​ไทย​เก่ง​ไม่​แพ้​ชาติ​ใด​ใน​โลก​ พวกเราต้อง​ช่วย​หมอ​ ด้วย​การฟัง​หมอ​ เรียนรู้​ไป​กับ​หมอ แล้วทำ​ตามที่​หมอ​แนะนำ..ด้วย​ความ​รับผิดชอบ จะ​ผ่าน​วิกฤติ​ได้​ ต้อง​มี​วินัย สำหรับ​พวกเรา​ที่​ยัง​ไม่มี​อาการ​อะไร ก็​ต้องรักษาระยะห่าง​ทาง​บุคคล​และ​สังคม ไม่​รวม​กลุ่ม​ ไม่​กิน​ข้าว​นอก​บ้าน​ ไม่​ไป​สถาน​บันเทิง​ และ​กิจกรรม​ที่​ต้อง​อยู่​ร่วม​กับ​คน​หมู่​มาก หมอ​ประสิทธิ์​ (ศ.นพ.ประสิทธิ์​ วัฒนาภา)​ บอก​ว่า “โรคติดต่อ​-จะ​ไม่​ติดต่อ​-ถ้า​เรา​ไม่​ติดต่อกัน” ช่วงนี้​มี​ที่สุด​สอง​ด้าน​ปรากฏ​ให้​เห็น​ คือ​ – ตื่น​ตระหนก​ และ​ – เพิกเฉย ยิ่ง​มี​พวก​เพิกเฉย​มาก​ ก็​ยิ่ง​น่า​ตื่น​ตระหนก​ 555 ทาง​สาย​กลาง​คือควร​มี​ “ความ​ตื่น​รู้” ให้​มาก รู้​เท่า​ทัน​เหตุการณ์​ตาม​ที่​เป็น​จริง เพื่อ​เตรียม​รับมือ เรียนรู้​จาก​ความ​ผิดพลาด​ของ​ผู้อื่น​ เพื่อ​ระวัง สนุก​กับ​ความรู้​ใหม่​ๆ​ ศัพท์​ใหม่​ๆ​ กัน​ดีกว่า​ เช่น quarantine isolation shelter in place work from home social distance ไป​หา​ความหมาย​กันเอง​นะ​ เดี๋ยว​ไม่​สนุก​ 5555​ คน​ที่​จะ​ผ่าน​วิกฤติ​นี้​ได้​ คือ คน​ที่​ฝึก​มา​ดี​แล้ว​ กับ คน​ที่​พร้อม​จะ​ฝึก คน​ที่​ฝึก​มา​ดี​แล้ว​ ภาวนา​เป็น​แล้ว​ ก็​แค่​ปรับ​วิถี​ชีวิต​นิดหน่อย​ ใจ​ไม่​เป็น​ทุกข์ คน​ที่​พร้อม​จะ​ฝึก​ ก็​ยินดี​ที่​จะ​ใช้​วิกฤติ​นี้​เป็น​โอกาส​ฝึก​ตน​ ยินดี​ที่​จะ​เรียนรู้​ อดทน​ที่​จะ​ต้อง​ใช้​วิถี​ชีวิต​แบบ​ใหม่ อยู่​อย่าง​พอ​เพียง​แบบ​ที่​ในหลวง​ ร.๙​ สอน​ไว้​ ก็​จะ​ดี​มาก พ่อบ้าน​บาง​คน​บอก​ว่า​ ก่อน​โควิด​จะ​มา​ ภรรยา​ก็​ให้​อยู่​บ้าน, ห้ามเที่ยว​สถาน​บันเทิง, ไม่​ให้​ไป​สังสรรค์, ​ ไม่ให้​เก็บ​เงิน​อยู่​แล้ว​ ชิน​แล้ว​ ตอน​นี้​สบาย​ 5555​ ภรรยา​ฝึก​มา​ดี​ (อัน​นี้​หยอก​ๆ​นะ​ 555)​ ช่วง​นี้ภาวนา​ไปนะ ขยับ​มือ​จะ​มา​เกา​หน้า​ รู้​ทัน ขยับ​มือ​จะ​มา​ขยี้​ตา​ รู้​ทัน จะ​ไป​นั่ง​ติด​กับ​คนอื่น​ รู้​ทัน อยู่บ้าน เปิดตู้เย็นอีกแล้ว!.. รู้ทัน เหงา​ ก็​รู้​ว่า​เหงา​ แล้ว​หา​งาน​ทำ​ไป “กู​ติด​รึ​ยัง​เนี่ย?” ให้​รู้​ว่า​กังวล​ ดู​จิต​ไป หลัก​การ​เจริญ​สติ​ที่​เรียน​มา​ ก็​จะ​ได้​ใช้​ให้​เป็น​ประโยชน์​กัน​ใน​คราวนี้​แหละ​ ที่​เคย​ท่อง​กัน​ไว้​ จำ​ได้​มั้ย? “มี​สติ​รู้​กาย​รู้​ใจ​ ตาม​ความ​เป็น​จริง​ ด้วย​จิต​ตั้งมั่น​และ​เป็น​กลาง” #รกรจตคปจดจทตมลปก

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๘ #รู้ทันอาการของสมาธิ 🤔🤔 #ถาม​ : เวลานั่งสมาธิมีอาการนิ่ง​และมีอาการดิ่งเหมือนตกเหว​ เป็นเพราะอะไร? และโยมต้องทำอย่างไรต่อไป? #ตอบ​ : ไม่ต้องทำอะไร​ มันเป็นอาการของสมาธิ..ให้รู้ทัน ไม่ต้องไปแทรกแซง​ หรือว่าไม่ต้องไปแก้ไข​ มันจะดิ่ง..ก็ดิ่ง แต่สมมุตินะ! ถ้าดิ่ง..แล้วกลัว​ ไอ้ตอนกลัวนี่​ มันออกจากสมาธิ​แล้ว.. ให้รู้ทัน​ความกลัวไปเลย ดิ่ง..แล้วสงสัย​ ไอ้ตอนสงสัยเนี่ย..ไม่ดิ่งแล้ว ดิ่งแล้ว.. "เอ๊ะ! มันคืออะไรนะ?" ไอ้​ "เอ๊ะ!​ "..นี่มันออกจากสมาธิแล้ว ให้รู้ทันว่า..เมื่อกี้สงสัย​ นึกออกไหม? ถ้าดิ่ง..ก็ให้มันดิ่งไป ดิ่ง..จนหมด​กำลังของสมาธิแล้ว​ เดี๋ยวมันก็จะออกมาเอง​ เป็นเพียงอาการหนึ่งของสมาธิ​ ไม่ต้องไปสงสัยอะไรมาก แต่ถ้าสงสัย..ก็ให้รู้ว่า​สงสัย ถ้ากลัว..ให้รู้ว่ากลัว หรือ​ "อ๋อ! มันดีนี่เอง" อยากดิ่งอีก ..ให้รู้ว่าอยาก เพราะถ้าทำด้วยความอยาก..จะไม่ดิ่งอีกแล้ว ก็ให้รู้ทันความจริงของจิต โดยอาศัยทำสมถะไว้อย่างหนึ่ง สมถะที่ว่านี้​ จะเป็นดูลมหายใจก็ได้​ หรือจะเป็นคำบริกรรมก็ได้ พอมีอาการของสมาธิขึ้นมา​ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่..รู้ไปตามตรง​ มัน​อาจจะจะมีปรากฏนิมิตขึ้นมา เป็นร่างกายถูกหนอนเจาะไช..ให้รู้ไปตามตรง มันเป็นเพียงแค่นิมิต​ แต่ว่านิมิตนั้นน่ะ..จะเกิดขึ้นมาเพื่อสอนใจให้เห็นความจริงของร่างกาย​ พอจิตเห็นนิมิตนั้นแล้ว..มันจะคลายจากความกำหนัดยินดี คนที่ทำสมาธิถึงขั้นนี้​ ก็จะไม่ค่อยฟุ้งซ่าน เพราะเห็นแล้วว่า​ กายนี้เป็นของเน่า​เปื่อยผุพัง มันก็ลดความใคร่​ในกาม​ คนที่มีกามมาก​ ก็คือ​ เห็นร่างกายสวยงาม​ เห็นร่างกายของเราก็สวย​ เห็นคนอื่นก็สวย แล้วก็อยากได้กาม​ มาบำรุงบำเรอกามตัณหา คนที่ทำสมาธิเห็นความจริงของร่างกายในแง่ของ”อสุภะ”..ราคะก็จะเบาบางลง ความที่ราคะเบาบางเนี่ย​ ก็ทำให้ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น เพราะว่าตัวขัดขวางที่ไม่ให้เกิดสมาธิ​ ก็คือ​ตัวนิวรณ์ต่าง​ ๆ​ ที่ไปสนใจสิ่งอื่น แล้วก็ไปมีกามฉันทะ​ ก็คือ​ ความพอใจรักใคร่..ในกายตัวเองบ้าง​ ในกายคนอื่นบ้าง​ มีกามฉันทะ​ มีความพอใจในแง่..ให้มันมาบำรุงบำเรอ​ ตา​ หู​ จมูก​ ลิ้น​ กาย มีความต้องการ​ แล้วไม่ได้ตามที่ต้องการ..ก็จะกลายเป็น​ พยาบาท หรือว่า​ ฟุ้งซ่านไปในกามต่าง​ ๆ​ หรือ งงๆ สงสัย ไม่แน่ใจ หรือ หมดแรงใจ ซึมเศร้า ห่อเหี่ยว หดหู่ ไอ้สภาวะเหล่านี้ก็เป็นตัวขัดขวางไม่ให้เกิดสมาธิ​ เรียกว่า​ นิวรณ์​ พอเห็นร่างกายเป็นอสุภะได้แล้ว​ นิวรณ์เหล่านี้ก็จะหมดกำลังลง​ ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม รายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๕​ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/IVHtM5DrZG4 (นาทีที่​ 55:33​ -​ 58:52)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๘ #รู้ทันอาการของสมาธิ 🤔🤔 #ถาม​ : เวลานั่งสมาธิมีอาการนิ่ง​และมีอาการดิ่งเหมือนตกเหว​ เป็นเพราะอะไร? และโยมต้องทำอย่างไรต่อไป? #ตอบ​ : ไม่ต้องทำอะไร​ มันเป็นอาการของสมาธิ..ให้รู้ทัน ไม่ต้องไปแทรกแซง​ หรือว่าไม่ต้องไปแก้ไข​ มันจะดิ่ง..ก็ดิ่ง แต่สมมุตินะ! ถ้าดิ่ง..แล้วกลัว​ ไอ้ตอนกลัวนี่​ มันออกจากสมาธิ​แล้ว.. ให้รู้ทัน​ความกลัวไปเลย ดิ่ง..แล้วสงสัย​ ไอ้ตอนสงสัยเนี่ย..ไม่ดิ่งแล้ว ดิ่งแล้ว.. “เอ๊ะ! มันคืออะไรนะ?” ไอ้​ “เอ๊ะ!​ “..นี่มันออกจากสมาธิแล้ว ให้รู้ทันว่า..เมื่อกี้สงสัย​ นึกออกไหม? ถ้าดิ่ง..ก็ให้มันดิ่งไป ดิ่ง..จนหมด​กำลังของสมาธิแล้ว​ เดี๋ยวมันก็จะออกมาเอง​ เป็นเพียงอาการหนึ่งของสมาธิ​ ไม่ต้องไปสงสัยอะไรมาก แต่ถ้าสงสัย..ก็ให้รู้ว่า​สงสัย ถ้ากลัว..ให้รู้ว่ากลัว หรือ​ “อ๋อ! มันดีนี่เอง” อยากดิ่งอีก ..ให้รู้ว่าอยาก เพราะถ้าทำด้วยความอยาก..จะไม่ดิ่งอีกแล้ว ก็ให้รู้ทันความจริงของจิต โดยอาศัยทำสมถะไว้อย่างหนึ่ง สมถะที่ว่านี้​ จะเป็นดูลมหายใจก็ได้​ หรือจะเป็นคำบริกรรมก็ได้ พอมีอาการของสมาธิขึ้นมา​ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่..รู้ไปตามตรง​ มัน​อาจจะจะมีปรากฏนิมิตขึ้นมา เป็นร่างกายถูกหนอนเจาะไช..ให้รู้ไปตามตรง มันเป็นเพียงแค่นิมิต​ แต่ว่านิมิตนั้นน่ะ..จะเกิดขึ้นมาเพื่อสอนใจให้เห็นความจริงของร่างกาย​ พอจิตเห็นนิมิตนั้นแล้ว..มันจะคลายจากความกำหนัดยินดี คนที่ทำสมาธิถึงขั้นนี้​ ก็จะไม่ค่อยฟุ้งซ่าน เพราะเห็นแล้วว่า​ กายนี้เป็นของเน่า​เปื่อยผุพัง มันก็ลดความใคร่​ในกาม​ คนที่มีกามมาก​ ก็คือ​ เห็นร่างกายสวยงาม​ เห็นร่างกายของเราก็สวย​ เห็นคนอื่นก็สวย แล้วก็อยากได้กาม​ มาบำรุงบำเรอกามตัณหา คนที่ทำสมาธิเห็นความจริงของร่างกายในแง่ของ”อสุภะ”..ราคะก็จะเบาบางลง ความที่ราคะเบาบางเนี่ย​ ก็ทำให้ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น เพราะว่าตัวขัดขวางที่ไม่ให้เกิดสมาธิ​ ก็คือ​ตัวนิวรณ์ต่าง​ ๆ​ ที่ไปสนใจสิ่งอื่น แล้วก็ไปมีกามฉันทะ​ ก็คือ​ ความพอใจรักใคร่..ในกายตัวเองบ้าง​ ในกายคนอื่นบ้าง​ มีกามฉันทะ​ มีความพอใจในแง่..ให้มันมาบำรุงบำเรอ​ ตา​ หู​ จมูก​ ลิ้น​ กาย มีความต้องการ​ แล้วไม่ได้ตามที่ต้องการ..ก็จะกลายเป็น​ พยาบาท หรือว่า​ ฟุ้งซ่านไปในกามต่าง​ ๆ​ หรือ งงๆ สงสัย ไม่แน่ใจ หรือ หมดแรงใจ ซึมเศร้า ห่อเหี่ยว หดหู่ ไอ้สภาวะเหล่านี้ก็เป็นตัวขัดขวางไม่ให้เกิดสมาธิ​ เรียกว่า​ นิวรณ์​ พอเห็นร่างกายเป็นอสุภะได้แล้ว​ นิวรณ์เหล่านี้ก็จะหมดกำลังลง​ ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม รายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๕​ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/IVHtM5DrZG4 (นาทีที่​ 55:33​ -​ 58:52)

อ่านต่อ ...
Loading...