นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๙ #ศีลห้า 🤔🤔 #ถาม : กรณีของการผิดศีล รวมไปถึง .. ๑. การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ๒. การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง ๓. เจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ซื้อบริการทางเพศ ๔. การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น ๕. การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติด อื่นๆ ด้วยหรือไม่ครับ? #ตอบ : ศีลข้อที่ ๑ เว้นปาณาติบาต ปาณาติบาต แปลว่า ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป หมายความว่า ฆ่าสัตว์ ปลงชีพสัตว์ ปาณาติบาตนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. สัตว์มีชีวิต ๒. ตนรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. จิตคิดจะฆ่า ๔. มีความพยายาม คือลงมือทำ ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ในส่วนของความพยายาม มีอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามฆ่าด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นฆ่า ๓. พยายามฆ่าด้วยอาวุธที่ซัดไป ๔. พยายามฆ่าด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ เช่น ขุดหลุม/บ่อ/กับดัก วางยาพิษ ๕. พยายามฆ่าด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคมเพื่อให้ตาย ๖. พยายามฆ่าด้วยฤทธิ์ การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ตรงกับข้อ ๒ ถ้าทำการฆ่าสำเร็จตามสั่ง ก็นับว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต ทั้งผู้สั่ง/ใช้/ไหว้วาน และผู้รับสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ... ศีลข้อที่ ๒ เว้นอทินนาทาน อทินนาทาน แปลว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ของที่เจ้าของหวงแหน ๒. รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน ๓. จิตคิดลัก ๔. พยายามลัก ๕. ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น อาการที่ถือว่าลักทรัพย์ มีได้หลายแบบ เช่น ๑. ลัก คือ ถือเอาโดยที่เจ้าของไม่เห็น ๒. ขโมย คือ ลอบเอาสิ่งของของผู้อื่นมา โดยเจ้าของไม่ได้ให้ ๓. ฉกชิง หรือวิ่งราว คือ ฉวยเอาตอนเขาเผลอ ๔. ลักซ่อน เช่น เห็นของตกอยู่ แล้วเอาใบไม้มาปิด เพื่อจะเอา ๕. ลักต้อน เช่น ต้อนวัวควายของผู้อื่นไปตอนที่เจ้าของไม่เห็น ๖. ลักสับ คือ ลักโดยแอบสับเปลี่ยนสลาก หรือแอบเปลี่ยนของ ๗. แย่ง คือ แย่งเอาต่อหน้า ๘. ตู่ คือ เถียงเอาหน้าด้านๆ ๙. ฉ้อ คือ รับของฝากไว้ แล้วไม่คืน ๑๐. ยักยอก คือ แอบเอาทรัพย์ของหลวงหรือของส่วนรวมไป ๑๑. ปล้น คือ ใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์ ๑๒. ปลอม คือ ทำของปลอม ให้คนอื่นเห็นว่าเป็นของแท้ ๑๓. โกง เช่น ตั้งใจใช้ตราชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน ๑๔. หลอกลวง คือ ใช้อุบายปลิ้นปล้อนล่อลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้ทรัพย์ ๑๕. กดขี่ หรือกรรโชก คือ ขู่ให้กลัว แล้วเอาทรัพย์ไป ๑๖. ตระบัด คือ ยืมของคนอื่นไป แล้วเบี้ยว ไม่ยอมคืน ๑๗. แอบซ่อนของหนีภาษี เป็นต้น เรียกรวมๆ ว่า ทำ “โจรกรรม” คือ การกระทำอย่างโจร นอกจากโจรกรรมโดยตรงแล้ว ท่านก็ยังห้ามโจรกรรมโดยอ้อมด้วย ได้แก่ ๑. อนุโลมโจรกรรม คือ ความเลี้ยงชีพหรือการแสวงหาทรัพย์ในทางไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ - สมโจร คือ การกระทำที่ส่งเสริมโจร เช่น รับซื้อของโจร - ปอกลอก คือ การคบกันแบบไม่ซื่อ ทำให้เขาหลงเชื่อแล้วล่อลวงเอาทรัพย์เขาไป เมื่อเขาสิ้นเนื้อประดาตัวก็ทิ้งขว้าง - รับสินบน หมายเฉพาะการรับทรัพย์ที่เขาให้เพื่อช่วยทำธุระให้เขาในทางที่ผิด ๒. ฉายาโจรกรรม แปลว่า เงาของโจรกรรม คือ การทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ที่หวงแหน ได้แก่ - ผลาญ คือ ทำความเสียหายแก่ทรัพย์ผู้อื่น เช่น เผาบ้านเขา ฆ่าสัตว์เลี้ยงของเขา - หยิบฉวย คือ ถือเอาทรัพย์ผู้อื่นด้วยความมักง่าย เช่น หยิบเอาไปโดยไม่บอกเจ้าของ ในส่วนของอทินนาทาน ก็มีความพยายามอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามลักด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นลัก ๓. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่ซัดไป/เคลื่อนไป/อยู่ไกลตัว เช่น ใช้โดรนไปลัก ๔. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ ๕. พยายามลักด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคม ๖. พยายามลักด้วยฤทธิ์ การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง จึงนับว่าเป็นการทำอทินนาทานด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ... ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร แปลว่า การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย กามทั้งหลาย ในที่นี้ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันทางประเวณี หมายถึง เมถุน คือ การส้องเสพระหว่างชายหญิง กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. วัตถุอันไม่ควรถึง ๒. จิตคิดจะเสพ ๓. ทำความพยายามที่จะเสพ ๔. มรรคต่อมรรคถึงกัน วัตถุอันไม่ควรถึง ในที่นี้คือ คนต้องห้าม หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่ ๑. หญิงมีสามี ๒. หญิงมีญาติรักษา คือ มีผู้ปกครอง อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพ่อหรือแม่หรือพี่หรือน้องหรือญาติ ๓. หญิงที่มีจารีตรักษา ได้แก่ - เทือกเถา ๓ ชั้น คือ แม่ / ย่า-ยาย / ย่าทวด-ยายทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน - หญิงนักบวช - หญิงที่มีกฎหมายห้าม ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่ ๑. ชายอื่นนอกจากสามี เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงที่มีสามีแล้ว ๒. ชายที่มีจารีตห้าม ได้แก่ - เทือกเถา ๓ ชั้น คือ พ่อ / ปู่-ตา / ปู่ทวด-ตาทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน - ชายนักบวช - ชายที่มีกฎหมายห้าม ศีลข้อนี้ ท่านมุ่งป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ ทำให้มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การซื้อบริการทางเพศ ถ้าผู้ชายซื้อบริการทางเพศกับหญิง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะผิดศีลข้อนี้ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า ใครเป็นใคร หญิงนั้นได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือไม่ มีสามีอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าผู้หญิงซื้อบริการทางเพศกับชาย ก็น่าจะผิดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ในแง่กฎหมาย ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุ ๑๕-๑๘ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็อาจผิดฐานพรากผู้เยาว์ ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็มีความผิดยอมความไม่ได้ และผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วย ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดให้มีการขายบริการทางเพศ (เช่น เจ้าของสถานบริการ, แม่เล้า, แมงดา เป็นต้น) มีความผิดทุกกรณี เราก็ไม่ควรไปส่งเสริมให้เขาทำผิดกันนะ ที่ดีที่สุด คือ อย่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ใน ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเป็นนักเลงหญิง ... ข้อนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม” ความเป็นนักเลงหญิง ซึ่งหมายรวมถึงความเจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ด้วยนั้น ก็ยังเป็นหนึ่งใน “อบายมุข” อีกต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทอีกว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น” ... ศีลข้อที่ ๔ เว้นจากมุสาวาท มุสาวาท แปลว่า การพูดเท็จ รวมถึงการสื่อสารทุกอย่างด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง มุสาวาท มีองค์ ๔ ได้แก่ ๑. เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง ๒. เจตนาจะพูด ๓. พยายามพูด ๔. ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ที่ว่าพูดนั้น รวมถึงภาษากาย และการสื่อสารทุกอย่าง ท่านยังได้แจกแจงกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง ได้แก่ ๑. ปด คือโกหกกันชัดๆ ๒. ทนสาบาน คือ ตั้งสัจจะหรือสาบานว่าจะพูดความจริง แต่ก็พูดเท็จ ๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ ทำกลอุบายหลอกลวง เช่น พูดอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีจริง ๔. มารยา คือ ลวงให้เข้าใจผิด เช่น ไม่เจ็บ แต่ทำเป็นเจ็บ ๕. ทำเลศ คือ ยกเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน มาเล่นสำนวนเพื่อกล่าวหา เช่น ไม่ชอบคนชื่อ “ต” ก็ไปตั้งชื่อลิงตัวหนึ่งให้ชื่อ “ต” พอลิงขโมยของ ก็เที่ยวไปพูดว่า นาย “ต” ขโมยของไป ๖. เสริมความ คือ อาศัยเรื่องจริงบางส่วน ตัดเรื่องที่ไม่ต้องการออก เติมเรื่องที่ตั้งใจบิดเบือนลงไป ยังมีถ้อยคำที่ไม่ใช่มุสาวาทโดยตรง แต่จัดเข้าในศีลข้อนี้ด้วย เรียกว่า อนุโลมมุสา ได้แก่ ๑. เสียดแทง คือ พูดเกินจริง โดยเจตนาให้เจ็บใจ รวมถึงการพูดด่า และพูดประชด ๒. สับปลับ คือ พูดกลับกลอก รวมถึงการพูดปดด้วยคะนองวาจา บางทีก็ตอนพูดยังไม่เป็นมุสาวาท แต่มาเป็นภายหลังก็มี คือ รับคำแล้วไม่ทำตามที่รับคำนั้น มีศัพท์ว่า ปฏิสสวะ ได้แก่ ๑. ผิดสัญญา คือ สัญญาว่าจะทำ แต่ภายหลังไม่ทำ ๒. เสียสัตย์ เช่น ข้าราชการถวายสัตย์ แล้วไม่ทำตามนั้น ๓. คืนคำ เช่น รับว่าจะทำ แล้วไม่ทำ คำพูดไม่จริง แต่ไม่นับว่าเป็นมุสาวาท ก็มี ได้แก่ ๑. โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เช่น เขียนลงท้ายจดหมายว่า ด้วยความเคารพอย่างสูง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เคารพเลย ๒. นิยาย คือ เรื่องที่รู้กันอยู่ว่าแต่งขึ้นมา ๓. สำคัญผิด คือ ไม่ได้มีเจตนาโกหก แต่พูดไปด้วยความเข้าใจผิด ๔. พลั้ง คือ ตั้งใจพูดอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปพูดอีกอย่างหนึ่ง การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น จัดอยู่ใน อนุโลมมุสา ... ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมรัย คือ น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น เช่น กระแช่ เป็นต้น สุรา คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว ที่คนไทยเรียกกันว่า เหล้า สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเสพด้วยวิธีใด ก็จัดเข้าในข้อนี้ด้วย องค์แห่งศีลข้อนี้มี ๔ ได้แก่ ๑. น้ำเมา (รวมทั้งสิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย) ๒. จิตคิดจะดื่ม (หรือเสพ) ๓. พยายามดื่ม (หรือเสพ) ๔. น้ำเมานั้นล่วงลำคอลงไป (หรือเสพสำเร็จ) การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติดอื่นๆ ยังไม่ถึงกับผิดศีล แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการทำผิด จัดอยู่ใน “มิจฉาวณิชชา” มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม การค้าขายที่ผิดศีลธรรม มี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑. ค้าอาวุธ ๒. ค้ามนุษย์ ๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่า เช่น ฆ่าเป็นอาหาร เป็นต้น ๔. ค้าของเมา ๕. ค้ายาพิษ ... ขอปิดท้ายการตอบโจทย์นี้ด้วยพุทธพจน์ ใน ธัมมิกสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธพจน์ตรัสโปรดธัมมิกอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสกบริวาร ๕๐๐ คน ดังนี้ “ต่อไปนี้ เราจะบอกข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์แก่พวกเธอ คือสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ประพฤติอย่างไร จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ จริงอยู่ สาวกที่ยังมีความหวงแหนในไร่นาเป็นต้น ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมของภิกษุล้วนๆ ได้ สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และที่มั่นคงในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ฆ่า จากนั้น สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ รู้อยู่ ควรงดเว้นการถือเอาสิ่งของต่างๆ ในทุกหนทุกแห่ง ที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ไม่พึงลักเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ลัก พึงงดเว้นการถือเอาสิ่งของทั้งปวงที่เจ้าของมิได้ให้โดยเด็ดขาด สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าใจชัดแจ้ง ควรงดเว้นพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ เหมือนคนเดินหลีกหลุมถ่านเพลิงที่มีไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ ก็ไม่ควรล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น สาวกผู้อยู่ในที่ประชุม หรือในที่สาธารณชน และอยู่กับคนคนเดียว ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นพูดเท็จ และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ พูดเท็จ ควรงดเว้นคำพูดที่ไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่ควรประพฤติการดื่มน้ำเมา ควรยินดีชอบใจธรรมคือการงดเว้นการดื่มน้ำเมานี้ ไม่ควรชักชวนผู้อื่นให้ดื่ม และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ ดื่ม เพราะรู้ชัดถึงโทษของการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าในที่สุด เพราะความเมานั่นเอง คนพาลทั้งหลายจึงทำบาปต่างๆ ได้ ทั้งยังชักชวนคนอื่นๆ ผู้ประมาทให้ทำอีกด้วย สาวกที่เป็นคฤหัสถ์จึงควรงดเว้นการดื่มน้ำเมา ที่ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี มีแต่ทำให้เป็นบ้า หลงลืม ที่พวกคนปัญญาทรามชอบดื่มกันนี้ …” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๙ #ศีลห้า 🤔🤔 #ถาม : กรณีของการผิดศีล รวมไปถึง .. ๑. การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ๒. การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง ๓. เจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ซื้อบริการทางเพศ ๔. การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น ๕. การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติด อื่นๆ ด้วยหรือไม่ครับ? #ตอบ : ศีลข้อที่ ๑ เว้นปาณาติบาต ปาณาติบาต แปลว่า ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป หมายความว่า ฆ่าสัตว์ ปลงชีพสัตว์ ปาณาติบาตนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. สัตว์มีชีวิต ๒. ตนรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. จิตคิดจะฆ่า ๔. มีความพยายาม คือลงมือทำ ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ในส่วนของความพยายาม มีอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามฆ่าด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นฆ่า ๓. พยายามฆ่าด้วยอาวุธที่ซัดไป ๔. พยายามฆ่าด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ เช่น ขุดหลุม/บ่อ/กับดัก วางยาพิษ ๕. พยายามฆ่าด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคมเพื่อให้ตาย ๖. พยายามฆ่าด้วยฤทธิ์ การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ตรงกับข้อ ๒ ถ้าทำการฆ่าสำเร็จตามสั่ง ก็นับว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต ทั้งผู้สั่ง/ใช้/ไหว้วาน และผู้รับสั่ง/ใช้/ไหว้วาน … ศีลข้อที่ ๒ เว้นอทินนาทาน อทินนาทาน แปลว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ของที่เจ้าของหวงแหน ๒. รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน ๓. จิตคิดลัก ๔. พยายามลัก ๕. ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น อาการที่ถือว่าลักทรัพย์ มีได้หลายแบบ เช่น ๑. ลัก คือ ถือเอาโดยที่เจ้าของไม่เห็น ๒. ขโมย คือ ลอบเอาสิ่งของของผู้อื่นมา โดยเจ้าของไม่ได้ให้ ๓. ฉกชิง หรือวิ่งราว คือ ฉวยเอาตอนเขาเผลอ ๔. ลักซ่อน เช่น เห็นของตกอยู่ แล้วเอาใบไม้มาปิด เพื่อจะเอา ๕. ลักต้อน เช่น ต้อนวัวควายของผู้อื่นไปตอนที่เจ้าของไม่เห็น ๖. ลักสับ คือ ลักโดยแอบสับเปลี่ยนสลาก หรือแอบเปลี่ยนของ ๗. แย่ง คือ แย่งเอาต่อหน้า ๘. ตู่ คือ เถียงเอาหน้าด้านๆ ๙. ฉ้อ คือ รับของฝากไว้ แล้วไม่คืน ๑๐. ยักยอก คือ แอบเอาทรัพย์ของหลวงหรือของส่วนรวมไป ๑๑. ปล้น คือ ใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์ ๑๒. ปลอม คือ ทำของปลอม ให้คนอื่นเห็นว่าเป็นของแท้ ๑๓. โกง เช่น ตั้งใจใช้ตราชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน ๑๔. หลอกลวง คือ ใช้อุบายปลิ้นปล้อนล่อลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้ทรัพย์ ๑๕. กดขี่ หรือกรรโชก คือ ขู่ให้กลัว แล้วเอาทรัพย์ไป ๑๖. ตระบัด คือ ยืมของคนอื่นไป แล้วเบี้ยว ไม่ยอมคืน ๑๗. แอบซ่อนของหนีภาษี เป็นต้น เรียกรวมๆ ว่า ทำ “โจรกรรม” คือ การกระทำอย่างโจร นอกจากโจรกรรมโดยตรงแล้ว ท่านก็ยังห้ามโจรกรรมโดยอ้อมด้วย ได้แก่ ๑. อนุโลมโจรกรรม คือ ความเลี้ยงชีพหรือการแสวงหาทรัพย์ในทางไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ – สมโจร คือ การกระทำที่ส่งเสริมโจร เช่น รับซื้อของโจร – ปอกลอก คือ การคบกันแบบไม่ซื่อ ทำให้เขาหลงเชื่อแล้วล่อลวงเอาทรัพย์เขาไป เมื่อเขาสิ้นเนื้อประดาตัวก็ทิ้งขว้าง – รับสินบน หมายเฉพาะการรับทรัพย์ที่เขาให้เพื่อช่วยทำธุระให้เขาในทางที่ผิด ๒. ฉายาโจรกรรม แปลว่า เงาของโจรกรรม คือ การทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ที่หวงแหน ได้แก่ – ผลาญ คือ ทำความเสียหายแก่ทรัพย์ผู้อื่น เช่น เผาบ้านเขา ฆ่าสัตว์เลี้ยงของเขา – หยิบฉวย คือ ถือเอาทรัพย์ผู้อื่นด้วยความมักง่าย เช่น หยิบเอาไปโดยไม่บอกเจ้าของ ในส่วนของอทินนาทาน ก็มีความพยายามอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามลักด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นลัก ๓. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่ซัดไป/เคลื่อนไป/อยู่ไกลตัว เช่น ใช้โดรนไปลัก ๔. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ ๕. พยายามลักด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคม ๖. พยายามลักด้วยฤทธิ์ การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง จึงนับว่าเป็นการทำอทินนาทานด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย … ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร แปลว่า การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย กามทั้งหลาย ในที่นี้ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันทางประเวณี หมายถึง เมถุน คือ การส้องเสพระหว่างชายหญิง กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. วัตถุอันไม่ควรถึง ๒. จิตคิดจะเสพ ๓. ทำความพยายามที่จะเสพ ๔. มรรคต่อมรรคถึงกัน วัตถุอันไม่ควรถึง ในที่นี้คือ คนต้องห้าม หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่ ๑. หญิงมีสามี ๒. หญิงมีญาติรักษา คือ มีผู้ปกครอง อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพ่อหรือแม่หรือพี่หรือน้องหรือญาติ ๓. หญิงที่มีจารีตรักษา ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ แม่ / ย่า-ยาย / ย่าทวด-ยายทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – หญิงนักบวช – หญิงที่มีกฎหมายห้าม ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่ ๑. ชายอื่นนอกจากสามี เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงที่มีสามีแล้ว ๒. ชายที่มีจารีตห้าม ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ พ่อ / ปู่-ตา / ปู่ทวด-ตาทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – ชายนักบวช – ชายที่มีกฎหมายห้าม ศีลข้อนี้ ท่านมุ่งป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ ทำให้มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การซื้อบริการทางเพศ ถ้าผู้ชายซื้อบริการทางเพศกับหญิง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะผิดศีลข้อนี้ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า ใครเป็นใคร หญิงนั้นได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือไม่ มีสามีอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าผู้หญิงซื้อบริการทางเพศกับชาย ก็น่าจะผิดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ในแง่กฎหมาย ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุ ๑๕-๑๘ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็อาจผิดฐานพรากผู้เยาว์ ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็มีความผิดยอมความไม่ได้ และผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วย ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดให้มีการขายบริการทางเพศ (เช่น เจ้าของสถานบริการ, แม่เล้า, แมงดา เป็นต้น) มีความผิดทุกกรณี เราก็ไม่ควรไปส่งเสริมให้เขาทำผิดกันนะ ที่ดีที่สุด คือ อย่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ใน ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเป็นนักเลงหญิง … ข้อนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม” ความเป็นนักเลงหญิง ซึ่งหมายรวมถึงความเจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ด้วยนั้น ก็ยังเป็นหนึ่งใน “อบายมุข” อีกต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทอีกว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น” … ศีลข้อที่ ๔ เว้นจากมุสาวาท มุสาวาท แปลว่า การพูดเท็จ รวมถึงการสื่อสารทุกอย่างด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง มุสาวาท มีองค์ ๔ ได้แก่ ๑. เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง ๒. เจตนาจะพูด ๓. พยายามพูด ๔. ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ที่ว่าพูดนั้น รวมถึงภาษากาย และการสื่อสารทุกอย่าง ท่านยังได้แจกแจงกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง ได้แก่ ๑. ปด คือโกหกกันชัดๆ ๒. ทนสาบาน คือ ตั้งสัจจะหรือสาบานว่าจะพูดความจริง แต่ก็พูดเท็จ ๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ ทำกลอุบายหลอกลวง เช่น พูดอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีจริง ๔. มารยา คือ ลวงให้เข้าใจผิด เช่น ไม่เจ็บ แต่ทำเป็นเจ็บ ๕. ทำเลศ คือ ยกเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน มาเล่นสำนวนเพื่อกล่าวหา เช่น ไม่ชอบคนชื่อ “ต” ก็ไปตั้งชื่อลิงตัวหนึ่งให้ชื่อ “ต” พอลิงขโมยของ ก็เที่ยวไปพูดว่า นาย “ต” ขโมยของไป ๖. เสริมความ คือ อาศัยเรื่องจริงบางส่วน ตัดเรื่องที่ไม่ต้องการออก เติมเรื่องที่ตั้งใจบิดเบือนลงไป ยังมีถ้อยคำที่ไม่ใช่มุสาวาทโดยตรง แต่จัดเข้าในศีลข้อนี้ด้วย เรียกว่า อนุโลมมุสา ได้แก่ ๑. เสียดแทง คือ พูดเกินจริง โดยเจตนาให้เจ็บใจ รวมถึงการพูดด่า และพูดประชด ๒. สับปลับ คือ พูดกลับกลอก รวมถึงการพูดปดด้วยคะนองวาจา บางทีก็ตอนพูดยังไม่เป็นมุสาวาท แต่มาเป็นภายหลังก็มี คือ รับคำแล้วไม่ทำตามที่รับคำนั้น มีศัพท์ว่า ปฏิสสวะ ได้แก่ ๑. ผิดสัญญา คือ สัญญาว่าจะทำ แต่ภายหลังไม่ทำ ๒. เสียสัตย์ เช่น ข้าราชการถวายสัตย์ แล้วไม่ทำตามนั้น ๓. คืนคำ เช่น รับว่าจะทำ แล้วไม่ทำ คำพูดไม่จริง แต่ไม่นับว่าเป็นมุสาวาท ก็มี ได้แก่ ๑. โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เช่น เขียนลงท้ายจดหมายว่า ด้วยความเคารพอย่างสูง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เคารพเลย ๒. นิยาย คือ เรื่องที่รู้กันอยู่ว่าแต่งขึ้นมา ๓. สำคัญผิด คือ ไม่ได้มีเจตนาโกหก แต่พูดไปด้วยความเข้าใจผิด ๔. พลั้ง คือ ตั้งใจพูดอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปพูดอีกอย่างหนึ่ง การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น จัดอยู่ใน อนุโลมมุสา … ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมรัย คือ น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น เช่น กระแช่ เป็นต้น สุรา คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว ที่คนไทยเรียกกันว่า เหล้า สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเสพด้วยวิธีใด ก็จัดเข้าในข้อนี้ด้วย องค์แห่งศีลข้อนี้มี ๔ ได้แก่ ๑. น้ำเมา (รวมทั้งสิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย) ๒. จิตคิดจะดื่ม (หรือเสพ) ๓. พยายามดื่ม (หรือเสพ) ๔. น้ำเมานั้นล่วงลำคอลงไป (หรือเสพสำเร็จ) การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติดอื่นๆ ยังไม่ถึงกับผิดศีล แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการทำผิด จัดอยู่ใน “มิจฉาวณิชชา” มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม การค้าขายที่ผิดศีลธรรม มี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑. ค้าอาวุธ ๒. ค้ามนุษย์ ๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่า เช่น ฆ่าเป็นอาหาร เป็นต้น ๔. ค้าของเมา ๕. ค้ายาพิษ … ขอปิดท้ายการตอบโจทย์นี้ด้วยพุทธพจน์ ใน ธัมมิกสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธพจน์ตรัสโปรดธัมมิกอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสกบริวาร ๕๐๐ คน ดังนี้ “ต่อไปนี้ เราจะบอกข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์แก่พวกเธอ คือสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ประพฤติอย่างไร จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ จริงอยู่ สาวกที่ยังมีความหวงแหนในไร่นาเป็นต้น ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมของภิกษุล้วนๆ ได้ สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และที่มั่นคงในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ฆ่า จากนั้น สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ รู้อยู่ ควรงดเว้นการถือเอาสิ่งของต่างๆ ในทุกหนทุกแห่ง ที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ไม่พึงลักเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ลัก พึงงดเว้นการถือเอาสิ่งของทั้งปวงที่เจ้าของมิได้ให้โดยเด็ดขาด สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าใจชัดแจ้ง ควรงดเว้นพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ เหมือนคนเดินหลีกหลุมถ่านเพลิงที่มีไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ ก็ไม่ควรล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น สาวกผู้อยู่ในที่ประชุม หรือในที่สาธารณชน และอยู่กับคนคนเดียว ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นพูดเท็จ และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ พูดเท็จ ควรงดเว้นคำพูดที่ไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่ควรประพฤติการดื่มน้ำเมา ควรยินดีชอบใจธรรมคือการงดเว้นการดื่มน้ำเมานี้ ไม่ควรชักชวนผู้อื่นให้ดื่ม และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ ดื่ม เพราะรู้ชัดถึงโทษของการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าในที่สุด เพราะความเมานั่นเอง คนพาลทั้งหลายจึงทำบาปต่างๆ ได้ ทั้งยังชักชวนคนอื่นๆ ผู้ประมาทให้ทำอีกด้วย สาวกที่เป็นคฤหัสถ์จึงควรงดเว้นการดื่มน้ำเมา ที่ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี มีแต่ทำให้เป็นบ้า หลงลืม ที่พวกคนปัญญาทรามชอบดื่มกันนี้ …” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๘ #วิปัสสนู ต่างกับ #วิปัสสนา อย่างไร 🤔🤔 #ถาม : "วิปัสสนู" เทียบเคียงกับ​ "วิปัสสนา" มัน​ต่างกันยังไง? แค่ไหนครับ? #ตอบ : “วิปัสสนู” เป็นการเรียกสั้น​ๆ​ ที่จริงมีคำเต็มคือ "วิปัสสนูปกิเลส" แปลว่า อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา​ ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด เป็นอุปกิเลสที่เกิดกับผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน เรียกว่า ตรุณวิปัสสนา คือ บางทีเจริญวิปัสสนาไปแล้ว..เกิดแสงสว่าง เช่น​ ดูจิตไปนี่..เห็นกิเลส กิเลสเกิดขึ้นแล้ว..เห็นกิเลส ตอนเห็นกิเลส..กิเลสดับ ตอนเห็นกิเลสแล้ว..กิเลสดับเนี่ย ขณะนั้นเรียกว่า "มี​สติ​​เห็น​จิต" ตอนมีสติเห็นจิต​..ก็เกิดกุศล​ 'สติ' เป็นตัวกุศลนะ​ พอกิเลสดับไปแล้ว​..ใจก็สว่าง ที่ใจสว่างขณะนั้นนะ! ถ้าไปเข้าใจว่า​แสงสว่างที่เกิดขึ้น​เป็นการบรรลุมรรคผล แสงสว่างนั้นก็กลายเป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา คนที่เจริญวิปัสสนามาถึงระดับนี้​ เห็นกิเลสดับ แล้วจิตมันสว่างขึ้นมาเนี่ยนะ​ แล้วไปเข้าใจว่าความสว่างนี้เป็นมรรคผล​ ไอ้ความเข้าใจผิดอย่างนี้​ เรียกว่า​ "อุปกิเลส" เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา​ จึงเรียกว่า​ "วิปัสสนูปกิเลส" คนไทยก็มาเรียกสั้น​ๆ​ ว่า​ "วิปัสสนู​" พอไปเทียบกับคำว่า “วิปัสสนา” มัน​ก็เลยอาจจะงงว่า​ลงท้ายสระ "อู" กับลงท้ายสระ "อา" เนี่ย​ มันต่างกันอย่างไร​? จริง​ๆ​​ คำมันยาว​ "วิปัสสนูปกิเลส​" มันมาจากคำ ๒ คำ​ คือ​ "วิปัสสนา​" บวกกับคำว่า​ "อุปกิเลส" "อุปกิเลส​" ก็คือ​ เครื่องเศร้าหมอง "กิเลส​" ก็แปลว่า ความเศร้าหมอง ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ อย่างนี้นะ ฉะนั้น ความเศร้าหมองที่เกิดจากวิปัสสนา​ ก็คือว่า​ เจริญวิปัสสนามาแล้ว​..แล้วเกิดปรากฏการณ์บางอย่าง​ แล้วเข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้น​ มันพิเศษเหลือเกิน​ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม ประมาณนี้นะ​! ก็เลยไม่ก้าวหน้าต่อไป​ เกิดเป็นความเศร้าหมองจากการเจริญวิปัสสนา​.. มีอยู่สิบอย่าง ได้แก่ โอภาส คือ แสงสว่าง ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม ญาณ ความรู้ที่คมชัด ปัสสัทธิ ความสงบเย็นกายใจ สุข เป็นสุขที่ฉ่ำชื่นไปทั้งตัว อธิโมกข์ มีศรัทธาแรงกล้า ปัคคาหะ มีความเพียร อุปัฏฐาน มีสติชัดมาก อุเบกขา วางจิตเป็นกลาง นิกันติ ความติดใจพอใจ ดูดีทั้งนั้นเลยนะ! ครูบาอาจารย์​บางที​ท่านเคยบอก​เล่าประสบการณ์ว่า​.. ตอนมีสติชัดมาก​ๆ​ เนี่ย เห็นแม้กระทั่งเม็ดในอากาศ​ เรียกว่า​ ความรับรู้มันชัดเจนมาก​ อย่างนี้นะ​ มีความเพียร.. ถ้าเพียรมาก​ ก็เข้าใจว่าความเพียรแบบนี้ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุ​อะไรอย่างนี้แหละ คือ​มันเป็นความเข้าใจผิด​ มีของดีต่าง ๆ เกิดขึ้น มีสภาวะดี ๆ เกิดขึ้นในใจ​หลังจากเจริญวิปัสสนาแล้ว​ แล้วเข้าใจว่า​..มันเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม​ อย่างนี้นะ​ คือเรียกว่าเป็น​ "วิปัสสนูปกิเลส​" ที่เข้าใจ​อย่างนี้​ แล้วมันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เพราะว่ามันจะไม่เจริญต่อแล้ว​ เหมือนบอกว่า "สมบูรณ์แล้ว​!" "สมบูรณ์แล้ว​!..ก็​ไม่เจริญกว่านี้อีกแล้ว"​ มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์​มากกว่าสมบูรณ์แล้วใช่ไหม​? พอคิดว่าบรรลุธรรมแล้ว​ ก็เลยไม่ภาวนา ไม่ทำอะไรต่อที่จะ​ให้เจริญมากกว่านี้​ ฉะนั้น การที่เห็นปรากฏการณ์ต่าง​ ๆ​ จากการภาวนา​ แล้วคิดว่า​ ไอ้ปรากฏการณ์ดีๆ แปลก​ๆ​ เหล่านั้น​ เป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรมเนี่ย​ เป็นการคิดแบบผู้ที่ตกอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสนะ​ บางที..คนที่ประสบกับวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย​ เพียงแค่เขา​รู้สึกตัวขึ้นมาว่า​ "ไอ้เนี่ย!​..มันไม่ใช่" วิธีแก้ไข ก็คือว่า..​ รู้ก่อนว่า​ "ไอ้เนี่ย!​..มันไม่ใช่​" เป็นเพียงปรากฏการณ์อันหนึ่ง วิธีจะพ้นจากสภาวะวิปัสสนูปกิเลส​ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง​ ไอ้ที่หลง​วิปัสสนูฯไปเนี่ย​ เป็นเพราะ​จิตมันไม่ตั้งมั่น​ จิตไหลไปหาปรากฏการณ์นั้น​ เช่น​ มีแสงสว่างปรากฏขึ้นเนี่ย​.. มีสติ..แล้ว​จิตมันสว่างขึ้นมา​ จิต​..มันไหลไปหาแสงสว่างนั้น​ มันจมอยู่ในแสงสว่างนั้น​ ก็ให้รู้ทันว่า..จิต​เมื่อกี้​ มันเคลื่อนไป​ หรือ​ไม่ต้องไปสนใจแสงสว่างนั้น​แล้ว​..มารู้สึกตัว​ ตอนมารู้สึกตัวเนี่ย​ ด้วยใจแบบนักปฏิบัติที่เคยทำมาจนถึงได้วิปัสสนา​ จนเกิดวิปัสสนูฯ เนี่ย​นะ​ เพียงแค่เขาทำสมถะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ต้องเป็นสมถะเพื่อสมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน​.. จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา​ แล้วก็จะรู้เลย​ว่า​ "ไอ้สภาวะแสงสว่างนั้น..ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกเห็น​ จิต..ก็รู้อยู่ต่างหาก​" คราวนี้ ไอ้สภาวะแสงสว่าง ก็หลอกไม่ได้แล้ว​ ไอ้ตอนแรกที่เห็นความแสงสว่าง​นี่ มันตื่นเต้นดีใจ​ ก็ไหล​ไปหาแสงสว่างนั้น​ ก็คิดว่า​ "แสงสว่างนี้ ดีจัง​!" แล้วก็เป็นสภาวะที่น่าจะเป็นเครื่องหมายว่า​ "ฉันบรรลุอะไรสักอย่างแล้ว!" อะไรอย่างนี้นะ​ ที่แท้ มันก็​เป็นเพียง​.. สิ่ง​ๆ​ หนึ่ง​ที่ถูกรู้​ มันเป็นสภาวะ​ หรือเป็นปรากฏการณ์อันหนึ่ง​ที่เกิดขึ้น​จากการปฏิบัติเท่านั้นเอง​ แล้วยังมีสภาวะอื่น​อีกมากมาย​ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง​ ไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์,​ เป็นอนัตตา​ทั้งหมดเลย​..แม้แต่​ ตัวรู้​! เหมือน​ "ฉันรู้" อะไรนี่นะ​ จริง​ ๆ​ แล้ว​ "ก็​ไม่ใช่ฉัน" ด้วย​.. เป็นเพียง​ ตัวรู้​ ซึ่งเดี๋ยวก็​รู้​..เดี๋ยวก็​เผลอ​ เดี๋ยวก็​รู้​..เดี๋ยว​ก็​คิด​ อย่างนี้ ทั้งหมดเนี่ย​..ต้องเข้าใจว่า​ มันไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์,​ เป็นอนัตตา​ ก็กลับมาเจริญวิปัสสนาใหม่​ ทุกครั้งที่เห็นรูปธรรม​ นามธรรม​ แสดงไตรลักษณ์แง่ใดหนึ่ง​ คือ​ไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์​ หรือเป็นอนัตตาเนี่ยนะ​ ก็เข้ามาสู่วงจร​ในระดับของวิปัสสนาอีกครั้งหนึ่ง หลุดพ้นจากการถูกอุปกิเลสของวิปัสสนาครอบงำ​ คำว่า "อุปกิเลสของวิปัสสนา" ก็เมื่อควบรวมคำแล้ว​ ก็กลายเป็นว่า "วิปัสสนูปกิเลส" นะ และจะเกิดกับผู้ที่เจริญวิปัสสนาเท่านั้นด้วย​ ฉะนั้นผู้ที่เกิดวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย ไม่ต้องตกใจ​ ไม่ต้องเสียใจ​ และไม่ต้องกังวลใจ​ ก็เพียงแค่..ทำให้เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง​ พอจิตตั้งมั่น มันก็มองออกแล้ว บางทีเนี่ย จะมีคำสรุปอาการของวิปัสสนูปกิเลส​ ด้วยคำสั้น​ ๆ​ ว่า​ "เป็นความฟุ้งซ่านในธรรม​" มันเป็นฟุ้งซ่านนะ​! แต่ไม่ใช่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ​ แบบคนทั่ว​ ๆ​ ไป​ แต่มัน​ฟุ้งในธรรม​ ติดในธรรมสิบอย่าง ตามที่ว่ามานั่นแหละ ภาษาบาลีใช้คำว่า​ "ธัมมุทธัจจะ" สองคำรวมกัน "ธัมมะ" กับ "อุทธัจจะ" ..กลายเป็นคำใหม่ขึ้นมา ​เป็น​ "ธัมมุทธัจจะ" "อุทธัจจะ" แปลว่า​ ฟุ้งซ่าน​ แต่ฟุ้งซ่าน​เนี่ย..ฟุ้งซ่านในธรรม​ ฟุ้งซ่าน..​ไปในเรื่องของ​ เห็นแสงสว่าง​ แล้วฟุ้ง​ไปว่า​.. "เราบรรลุแล้ว!" อะไรอย่างนี้นะ​ คิดไปเอง​ คิดเข้าข้างตัวเอง​ คือทุกคนเนี่ย​ เวลาจะมาภาวนาเนี่ย​ มันก็ต้องอยาก​บรรลุธรรมแหละ​.. พอเจอสภาวะดีๆ ดูเหมือนว่ามันเที่ยง เราบังคับได้​ ก็ชวนให้เข้าใจผิด ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่าง​ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น “อนิจจัง” และเป็น "อนัตตา​" "ทำไมมันเที่ยง? ทำไมเราบังคับได้?" ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่า​ เราเองน่าจะผิด​ พอรู้สึกว่าเราเองน่าจะผิดเนี่ยนะ​..ลองกลับมาเริ่มต้นใหม่​ เริ่มจากทำกรรมฐานใหม่​ ทำสมถกรรมฐานขึ้นมาก่อน​ แล้วก็ทำสมถะ​..เพื่อรู้ทันจิต​ พอทำสมถะ เพื่อรู้ทันจิตเนี่ย​..จิตเผลอไป..ก็รู้​ จิตไหลจมไปในปรากฏการณ์ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสทั้งหลาย..ก็รู้​ อย่างนี้ พูดง่าย​ ๆ​ ว่า​ จิตเผลอ..ก็รู้​ จิตเพ่ง..ก็รู้ ไม่ว่าจะ​เผลอ​ หรือจะ​เพ่ง​เนี่ย​.. แค่รู้​เฉย​ๆ​ มัน​เผลอ​ไป..ก็อันนี้เห็นง่าย​ แต่ไอ้​เพ่ง​เนี่ย..อาจจะเห็นยากหน่อย บางทีเพ่งเบาๆ คือไปทำการประคับประคองให้มันอยู่นิ่ง​ๆ​ กับอารมณ์นั้น​ ประคองปรากฏการณ์ที่ดีนั้น..ให้อยู่นาน​ๆ​ ประมาณนี้นะ​ อย่างนี้ให้รู้เลยว่า​.. "เนี่ย!​ ทำไปเพราะความอยากแล้วนี่" พออยากไป​รู้ชัดๆ..จิต​มันก็ไปสนใจสิ่งนั้น​ พอสนใจสิ่งนั้น​ พูดภาษาปัจจุบัน ก็เรียกว่า​ "มันมีการโฟกัส ณ จุดๆ หนึ่ง" ถ้ามีจุด, มีขอบ, มีเขต อะไรอย่างนี้นะ​ แสดงว่า​ เราเพ่งแล้ว​ ถ้าเพ่งอย่างนี้​..ก็ให้รู้ทัน​ รู้ทันจิตที่มันไหลไปหาอารมณ์​ อย่างนี้ก็เรียกว่า​ เห็นจิตที่มันเคลื่อนไป เห็นจิตที่เคลื่อนไป​เนี่ย.. ความเคลื่อน​อันนั้นนะ!​..ถูก​เห็น​นะ​ ขณะที่​เห็น​..จะกลายเป็น​ "จิตที่ไม่เคลื่อน​" จิตไม่เคลื่อนเนี่ย..พูดอีกแง่หนึ่งก็เรียกว่า​ "จิตตั้งมั่น" ฉะนั้น​ เห็น​จิตเคลื่อน​.. ก็ได้​ "จิตตั้งมั่น​" พอจิตตั้งมั่น​..ก็จะเห็นความจริงเลย​ ภาษาพระ​ ก็เรียกว่า​เกิด​ "ยถาภูตญาณทัสสนะ​" ศัพท์ยากหน่อย​ แปลว่า "ความรู้ความเห็นตามที่มันเป็น" เห็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น​ ที่เคยถูกหลอก..ก็เห็นว่า​ มันเป็นเพียงการปรากฏการณ์อันหนึ่ง แล้ว​จิต​..ก็เป็น​ ผู้รู้​ อยู่ต่างหาก​ ความจริงอันนี้​..พอเห็นไปแล้วนะ​ แทนที่จะไปติดไอ้อาการที่ดีๆ เหล่านั้น​..ก็กลายเป็นว่า​ คลายวาง​ เห็นความจริง..แล้วก็หน่าย พอหน่าย..แล้ว​ก็คลายวาง​ พอคลายวาง..ก็​ หลุดพ้น​ อย่างนี้​นะ ถ้าหลุดพ้นเพียงชั่วคราว​..ก็ให้รู้อีก​ ถ้าหลุดพ้นเพราะมรรคผล​..ก็จะมีอาการอีกแบบหนึ่ง​ คือ​มันจะย้อนมา ไม่ว่าจะย้อนมาดูตอนไหน​ ก็จะเห็นเลยว่า​ สังโยชน์​ถูกละไป ถ้าเป็นพระโสดาบัน​ ก็ละสังโยชน์ ๓ ตัว คือ.. ละสักกายทิฏฐิ มองมา​ในกายนี้ ในใจนี้..ก็จะไม่เห็นเรา​ ไม่เห็นความเป็นเรา​ ละวิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย มีความศรัทธา​ตั้งมั่น​, เชื่อ​ไม่คลอนแคลนในพระพุทธเจ้า, พระธรรม และพระสงฆ์ ละสีลัพพตปรามาส ไม่ถือการปฏิบัติในศีลและพรตที่ผิด​ๆ ตัวสำคัญที่ชัดหน่อยคือ​ ข้อแรก​นั่นเอง​ คือ รู้ว่า, มีความเห็นว่า​ กายนี้..ไม่ใช่เรา และ​ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราด้วย​ แต่ต้องดูนาน ๆ หน่อย​นะ บางทีคนที่ทำถึงขั้นที่ว่า​ วิปัสสนูปกิเลสเนี่ย​ ก็น่าจะทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานมามากพอสมควร​ บางทีในขณะที่ทรงฌาน..มันจะไม่เห็นว่ามีเรา​ แต่พอออกจากฌานแล้ว..อาจจะมี ฉะนั้น​ อย่าไปดูตอนทรงฌาน​ อย่าไปดูตอนเข้าสมาธิ​ ให้ดู..ตอนชีวิตปกติ เวลาถูกคนด่า​..เราโกรธ​ แล้ว​มันโกรธ​ ก็โกรธได้นะ!​..แต่มันมี​เรา​ไหม? หรือว่า​ อยากจะกินอะไร​..มันเหมือนเราอยากจะกินจริง​ๆ​ นะ​.. มี​เรา​จริง​ๆ​​ นะ​ อย่างนี้​ ก็ให้ดูตอนที่เผลอ​ ตอนเผลอ​..มันจะแสดงตัวตนออกมา ถ้ายังไม่ใช่เป็นพระอริยะนะ ยังเป็นปุถุชนอยู่นี่​..ความรู้สึกว่ามีตัวตน​ จะมี​ จะผุดขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์อะไร​ จริงๆ แล้ว ถ้าจะให้ปลอดภัย คือ​อย่าเพิ่งเชื่อ​ ดูไป ดูไปนานๆ แล้วความจริงก็จะปรากฏเอง แล้วก็​ไม่ต้องคิดจะไปต่อยอด เอาแค่ว่า​..เริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ ครูบาอาจารย์จะใช้คำว่า "นับหนึ่ง! นับหนึ่งใหม่!" ทุกๆ ขั้นตอนของการภาวนา​ ให้นับหนึ่งใหม่​ คือ​ เริ่มต้นรู้สึกตัว​ บางคนเนี่ย​นะ ก็ใช้ว่า "เห็นกายหายใจ​" เห็นกายหายใจ​ แล้วดูจิต​..เผลอไป​ การนับหนึ่ง ก็คือ​ การกลับมาเห็นกายหายใจ​ แล้วจิตเผลอ​..รู้ทัน​ แล้วนับหนึ่ง ไม่ต้องไปนับ​ สอง, สาม, สี่.. เห็นจิตเผลอ..แล้วรู้ทันเนี่ยนะ​ ไม่ใช่ว่าเห็นเผลอ..แล้วคือ​ สอง แล้วก็ เห็นเผลออีกครั้ง..คือ​ สาม ไม่ใช่อย่างนั้น นับหนึ่ง​ คือ​เริ่มต้น​.. รู้สึกว่ากายกำลังหายใจ แล้วพอเผลอไป..รู้ทัน​ ไม่ต้องนับอะไรนะ​! แล้วกลับมานับหนึ่งใหม่​ ตอนที่ไม่รู้ตัวเลย​เนี่ย..ศูนย์​! ไม่มีอะไร​เพิ่มเลย​ กลับมา​นับหนึ่ง​.. คือ​รู้ว่า​กายกำลังหายใจ​ โดยมีเป้าหมายว่า​ การเห็นกายหายใจครั้งนี้​ เป็นเพียงแค่เครื่องเทียบ​ เพื่อดูว่าจิตจะเผลอไปเมื่อไหร่? ไม่ใช่มาเห็นกายหายใจ​เพื่อรักษาให้จิตอยู่กับกาย​ ไม่ใช่ว่าจะบังคับจิตให้อยู่กับกาย​ เพียงแค่เป็นจุดเริ่มต้น​ แล้วถ้าจิตจะทำงาน​..ก็ให้มันทำงานไป​ เรียกว่ามีความปล่อยอิสระ​ ให้จิตมันมีความคล่องตัวในการทำงาน​ ไม่ใช่ไปกดจิตให้อยู่นิ่ง​ๆ​ บังคับจิตให้อยู่นิ่ง​ๆ​ ถ้าบังคับ​ ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า​ มันรู้สึกหนัก​ๆ​ แน่น​ๆ​ แข็ง​ๆ​ ซึมๆ ทื่อ​ๆ​ อย่างนี้นะ​ อย่างนี้ไม่พร้อมที่จะเดินปัญญา สรุปว่า วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่นนะ วิธีแก้ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่น เท่านั้นเอง พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๘ #วิปัสสนู ต่างกับ #วิปัสสนา อย่างไร 🤔🤔 #ถาม : “วิปัสสนู” เทียบเคียงกับ​ “วิปัสสนา” มัน​ต่างกันยังไง? แค่ไหนครับ? #ตอบ : “วิปัสสนู” เป็นการเรียกสั้น​ๆ​ ที่จริงมีคำเต็มคือ “วิปัสสนูปกิเลส” แปลว่า อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา​ ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด เป็นอุปกิเลสที่เกิดกับผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน เรียกว่า ตรุณวิปัสสนา คือ บางทีเจริญวิปัสสนาไปแล้ว..เกิดแสงสว่าง เช่น​ ดูจิตไปนี่..เห็นกิเลส กิเลสเกิดขึ้นแล้ว..เห็นกิเลส ตอนเห็นกิเลส..กิเลสดับ ตอนเห็นกิเลสแล้ว..กิเลสดับเนี่ย ขณะนั้นเรียกว่า “มี​สติ​​เห็น​จิต” ตอนมีสติเห็นจิต​..ก็เกิดกุศล​ ‘สติ’ เป็นตัวกุศลนะ​ พอกิเลสดับไปแล้ว​..ใจก็สว่าง ที่ใจสว่างขณะนั้นนะ! ถ้าไปเข้าใจว่า​แสงสว่างที่เกิดขึ้น​เป็นการบรรลุมรรคผล แสงสว่างนั้นก็กลายเป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา คนที่เจริญวิปัสสนามาถึงระดับนี้​ เห็นกิเลสดับ แล้วจิตมันสว่างขึ้นมาเนี่ยนะ​ แล้วไปเข้าใจว่าความสว่างนี้เป็นมรรคผล​ ไอ้ความเข้าใจผิดอย่างนี้​ เรียกว่า​ “อุปกิเลส” เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา​ จึงเรียกว่า​ “วิปัสสนูปกิเลส” คนไทยก็มาเรียกสั้น​ๆ​ ว่า​ “วิปัสสนู​” พอไปเทียบกับคำว่า “วิปัสสนา” มัน​ก็เลยอาจจะงงว่า​ลงท้ายสระ “อู” กับลงท้ายสระ “อา” เนี่ย​ มันต่างกันอย่างไร​? จริง​ๆ​​ คำมันยาว​ “วิปัสสนูปกิเลส​” มันมาจากคำ ๒ คำ​ คือ​ “วิปัสสนา​” บวกกับคำว่า​ “อุปกิเลส” “อุปกิเลส​” ก็คือ​ เครื่องเศร้าหมอง “กิเลส​” ก็แปลว่า ความเศร้าหมอง ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ อย่างนี้นะ ฉะนั้น ความเศร้าหมองที่เกิดจากวิปัสสนา​ ก็คือว่า​ เจริญวิปัสสนามาแล้ว​..แล้วเกิดปรากฏการณ์บางอย่าง​ แล้วเข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้น​ มันพิเศษเหลือเกิน​ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม ประมาณนี้นะ​! ก็เลยไม่ก้าวหน้าต่อไป​ เกิดเป็นความเศร้าหมองจากการเจริญวิปัสสนา​.. มีอยู่สิบอย่าง ได้แก่ โอภาส คือ แสงสว่าง ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม ญาณ ความรู้ที่คมชัด ปัสสัทธิ ความสงบเย็นกายใจ สุข เป็นสุขที่ฉ่ำชื่นไปทั้งตัว อธิโมกข์ มีศรัทธาแรงกล้า ปัคคาหะ มีความเพียร อุปัฏฐาน มีสติชัดมาก อุเบกขา วางจิตเป็นกลาง นิกันติ ความติดใจพอใจ ดูดีทั้งนั้นเลยนะ! ครูบาอาจารย์​บางที​ท่านเคยบอก​เล่าประสบการณ์ว่า​.. ตอนมีสติชัดมาก​ๆ​ เนี่ย เห็นแม้กระทั่งเม็ดในอากาศ​ เรียกว่า​ ความรับรู้มันชัดเจนมาก​ อย่างนี้นะ​ มีความเพียร.. ถ้าเพียรมาก​ ก็เข้าใจว่าความเพียรแบบนี้ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุ​อะไรอย่างนี้แหละ คือ​มันเป็นความเข้าใจผิด​ มีของดีต่าง ๆ เกิดขึ้น มีสภาวะดี ๆ เกิดขึ้นในใจ​หลังจากเจริญวิปัสสนาแล้ว​ แล้วเข้าใจว่า​..มันเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม​ อย่างนี้นะ​ คือเรียกว่าเป็น​ “วิปัสสนูปกิเลส​” ที่เข้าใจ​อย่างนี้​ แล้วมันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เพราะว่ามันจะไม่เจริญต่อแล้ว​ เหมือนบอกว่า “สมบูรณ์แล้ว​!” “สมบูรณ์แล้ว​!..ก็​ไม่เจริญกว่านี้อีกแล้ว”​ มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์​มากกว่าสมบูรณ์แล้วใช่ไหม​? พอคิดว่าบรรลุธรรมแล้ว​ ก็เลยไม่ภาวนา ไม่ทำอะไรต่อที่จะ​ให้เจริญมากกว่านี้​ ฉะนั้น การที่เห็นปรากฏการณ์ต่าง​ ๆ​ จากการภาวนา​ แล้วคิดว่า​ ไอ้ปรากฏการณ์ดีๆ แปลก​ๆ​ เหล่านั้น​ เป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรมเนี่ย​ เป็นการคิดแบบผู้ที่ตกอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสนะ​ บางที..คนที่ประสบกับวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย​ เพียงแค่เขา​รู้สึกตัวขึ้นมาว่า​ “ไอ้เนี่ย!​..มันไม่ใช่” วิธีแก้ไข ก็คือว่า..​ รู้ก่อนว่า​ “ไอ้เนี่ย!​..มันไม่ใช่​” เป็นเพียงปรากฏการณ์อันหนึ่ง วิธีจะพ้นจากสภาวะวิปัสสนูปกิเลส​ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง​ ไอ้ที่หลง​วิปัสสนูฯไปเนี่ย​ เป็นเพราะ​จิตมันไม่ตั้งมั่น​ จิตไหลไปหาปรากฏการณ์นั้น​ เช่น​ มีแสงสว่างปรากฏขึ้นเนี่ย​.. มีสติ..แล้ว​จิตมันสว่างขึ้นมา​ จิต​..มันไหลไปหาแสงสว่างนั้น​ มันจมอยู่ในแสงสว่างนั้น​ ก็ให้รู้ทันว่า..จิต​เมื่อกี้​ มันเคลื่อนไป​ หรือ​ไม่ต้องไปสนใจแสงสว่างนั้น​แล้ว​..มารู้สึกตัว​ ตอนมารู้สึกตัวเนี่ย​ ด้วยใจแบบนักปฏิบัติที่เคยทำมาจนถึงได้วิปัสสนา​ จนเกิดวิปัสสนูฯ เนี่ย​นะ​ เพียงแค่เขาทำสมถะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ต้องเป็นสมถะเพื่อสมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน​.. จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา​ แล้วก็จะรู้เลย​ว่า​ “ไอ้สภาวะแสงสว่างนั้น..ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกเห็น​ จิต..ก็รู้อยู่ต่างหาก​” คราวนี้ ไอ้สภาวะแสงสว่าง ก็หลอกไม่ได้แล้ว​ ไอ้ตอนแรกที่เห็นความแสงสว่าง​นี่ มันตื่นเต้นดีใจ​ ก็ไหล​ไปหาแสงสว่างนั้น​ ก็คิดว่า​ “แสงสว่างนี้ ดีจัง​!” แล้วก็เป็นสภาวะที่น่าจะเป็นเครื่องหมายว่า​ “ฉันบรรลุอะไรสักอย่างแล้ว!” อะไรอย่างนี้นะ​ ที่แท้ มันก็​เป็นเพียง​.. สิ่ง​ๆ​ หนึ่ง​ที่ถูกรู้​ มันเป็นสภาวะ​ หรือเป็นปรากฏการณ์อันหนึ่ง​ที่เกิดขึ้น​จากการปฏิบัติเท่านั้นเอง​ แล้วยังมีสภาวะอื่น​อีกมากมาย​ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง​ ไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์,​ เป็นอนัตตา​ทั้งหมดเลย​..แม้แต่​ ตัวรู้​! เหมือน​ “ฉันรู้” อะไรนี่นะ​ จริง​ ๆ​ แล้ว​ “ก็​ไม่ใช่ฉัน” ด้วย​.. เป็นเพียง​ ตัวรู้​ ซึ่งเดี๋ยวก็​รู้​..เดี๋ยวก็​เผลอ​ เดี๋ยวก็​รู้​..เดี๋ยว​ก็​คิด​ อย่างนี้ ทั้งหมดเนี่ย​..ต้องเข้าใจว่า​ มันไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์,​ เป็นอนัตตา​ ก็กลับมาเจริญวิปัสสนาใหม่​ ทุกครั้งที่เห็นรูปธรรม​ นามธรรม​ แสดงไตรลักษณ์แง่ใดหนึ่ง​ คือ​ไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์​ หรือเป็นอนัตตาเนี่ยนะ​ ก็เข้ามาสู่วงจร​ในระดับของวิปัสสนาอีกครั้งหนึ่ง หลุดพ้นจากการถูกอุปกิเลสของวิปัสสนาครอบงำ​ คำว่า “อุปกิเลสของวิปัสสนา” ก็เมื่อควบรวมคำแล้ว​ ก็กลายเป็นว่า “วิปัสสนูปกิเลส” นะ และจะเกิดกับผู้ที่เจริญวิปัสสนาเท่านั้นด้วย​ ฉะนั้นผู้ที่เกิดวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย ไม่ต้องตกใจ​ ไม่ต้องเสียใจ​ และไม่ต้องกังวลใจ​ ก็เพียงแค่..ทำให้เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง​ พอจิตตั้งมั่น มันก็มองออกแล้ว บางทีเนี่ย จะมีคำสรุปอาการของวิปัสสนูปกิเลส​ ด้วยคำสั้น​ ๆ​ ว่า​ “เป็นความฟุ้งซ่านในธรรม​” มันเป็นฟุ้งซ่านนะ​! แต่ไม่ใช่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ​ แบบคนทั่ว​ ๆ​ ไป​ แต่มัน​ฟุ้งในธรรม​ ติดในธรรมสิบอย่าง ตามที่ว่ามานั่นแหละ ภาษาบาลีใช้คำว่า​ “ธัมมุทธัจจะ” สองคำรวมกัน “ธัมมะ” กับ “อุทธัจจะ” ..กลายเป็นคำใหม่ขึ้นมา ​เป็น​ “ธัมมุทธัจจะ” “อุทธัจจะ” แปลว่า​ ฟุ้งซ่าน​ แต่ฟุ้งซ่าน​เนี่ย..ฟุ้งซ่านในธรรม​ ฟุ้งซ่าน..​ไปในเรื่องของ​ เห็นแสงสว่าง​ แล้วฟุ้ง​ไปว่า​.. “เราบรรลุแล้ว!” อะไรอย่างนี้นะ​ คิดไปเอง​ คิดเข้าข้างตัวเอง​ คือทุกคนเนี่ย​ เวลาจะมาภาวนาเนี่ย​ มันก็ต้องอยาก​บรรลุธรรมแหละ​.. พอเจอสภาวะดีๆ ดูเหมือนว่ามันเที่ยง เราบังคับได้​ ก็ชวนให้เข้าใจผิด ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่าง​ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น “อนิจจัง” และเป็น “อนัตตา​” “ทำไมมันเที่ยง? ทำไมเราบังคับได้?” ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่า​ เราเองน่าจะผิด​ พอรู้สึกว่าเราเองน่าจะผิดเนี่ยนะ​..ลองกลับมาเริ่มต้นใหม่​ เริ่มจากทำกรรมฐานใหม่​ ทำสมถกรรมฐานขึ้นมาก่อน​ แล้วก็ทำสมถะ​..เพื่อรู้ทันจิต​ พอทำสมถะ เพื่อรู้ทันจิตเนี่ย​..จิตเผลอไป..ก็รู้​ จิตไหลจมไปในปรากฏการณ์ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสทั้งหลาย..ก็รู้​ อย่างนี้ พูดง่าย​ ๆ​ ว่า​ จิตเผลอ..ก็รู้​ จิตเพ่ง..ก็รู้ ไม่ว่าจะ​เผลอ​ หรือจะ​เพ่ง​เนี่ย​.. แค่รู้​เฉย​ๆ​ มัน​เผลอ​ไป..ก็อันนี้เห็นง่าย​ แต่ไอ้​เพ่ง​เนี่ย..อาจจะเห็นยากหน่อย บางทีเพ่งเบาๆ คือไปทำการประคับประคองให้มันอยู่นิ่ง​ๆ​ กับอารมณ์นั้น​ ประคองปรากฏการณ์ที่ดีนั้น..ให้อยู่นาน​ๆ​ ประมาณนี้นะ​ อย่างนี้ให้รู้เลยว่า​.. “เนี่ย!​ ทำไปเพราะความอยากแล้วนี่” พออยากไป​รู้ชัดๆ..จิต​มันก็ไปสนใจสิ่งนั้น​ พอสนใจสิ่งนั้น​ พูดภาษาปัจจุบัน ก็เรียกว่า​ “มันมีการโฟกัส ณ จุดๆ หนึ่ง” ถ้ามีจุด, มีขอบ, มีเขต อะไรอย่างนี้นะ​ แสดงว่า​ เราเพ่งแล้ว​ ถ้าเพ่งอย่างนี้​..ก็ให้รู้ทัน​ รู้ทันจิตที่มันไหลไปหาอารมณ์​ อย่างนี้ก็เรียกว่า​ เห็นจิตที่มันเคลื่อนไป เห็นจิตที่เคลื่อนไป​เนี่ย.. ความเคลื่อน​อันนั้นนะ!​..ถูก​เห็น​นะ​ ขณะที่​เห็น​..จะกลายเป็น​ “จิตที่ไม่เคลื่อน​” จิตไม่เคลื่อนเนี่ย..พูดอีกแง่หนึ่งก็เรียกว่า​ “จิตตั้งมั่น” ฉะนั้น​ เห็น​จิตเคลื่อน​.. ก็ได้​ “จิตตั้งมั่น​” พอจิตตั้งมั่น​..ก็จะเห็นความจริงเลย​ ภาษาพระ​ ก็เรียกว่า​เกิด​ “ยถาภูตญาณทัสสนะ​” ศัพท์ยากหน่อย​ แปลว่า “ความรู้ความเห็นตามที่มันเป็น” เห็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น​ ที่เคยถูกหลอก..ก็เห็นว่า​ มันเป็นเพียงการปรากฏการณ์อันหนึ่ง แล้ว​จิต​..ก็เป็น​ ผู้รู้​ อยู่ต่างหาก​ ความจริงอันนี้​..พอเห็นไปแล้วนะ​ แทนที่จะไปติดไอ้อาการที่ดีๆ เหล่านั้น​..ก็กลายเป็นว่า​ คลายวาง​ เห็นความจริง..แล้วก็หน่าย พอหน่าย..แล้ว​ก็คลายวาง​ พอคลายวาง..ก็​ หลุดพ้น​ อย่างนี้​นะ ถ้าหลุดพ้นเพียงชั่วคราว​..ก็ให้รู้อีก​ ถ้าหลุดพ้นเพราะมรรคผล​..ก็จะมีอาการอีกแบบหนึ่ง​ คือ​มันจะย้อนมา ไม่ว่าจะย้อนมาดูตอนไหน​ ก็จะเห็นเลยว่า​ สังโยชน์​ถูกละไป ถ้าเป็นพระโสดาบัน​ ก็ละสังโยชน์ ๓ ตัว คือ.. ละสักกายทิฏฐิ มองมา​ในกายนี้ ในใจนี้..ก็จะไม่เห็นเรา​ ไม่เห็นความเป็นเรา​ ละวิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย มีความศรัทธา​ตั้งมั่น​, เชื่อ​ไม่คลอนแคลนในพระพุทธเจ้า, พระธรรม และพระสงฆ์ ละสีลัพพตปรามาส ไม่ถือการปฏิบัติในศีลและพรตที่ผิด​ๆ ตัวสำคัญที่ชัดหน่อยคือ​ ข้อแรก​นั่นเอง​ คือ รู้ว่า, มีความเห็นว่า​ กายนี้..ไม่ใช่เรา และ​ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราด้วย​ แต่ต้องดูนาน ๆ หน่อย​นะ บางทีคนที่ทำถึงขั้นที่ว่า​ วิปัสสนูปกิเลสเนี่ย​ ก็น่าจะทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานมามากพอสมควร​ บางทีในขณะที่ทรงฌาน..มันจะไม่เห็นว่ามีเรา​ แต่พอออกจากฌานแล้ว..อาจจะมี ฉะนั้น​ อย่าไปดูตอนทรงฌาน​ อย่าไปดูตอนเข้าสมาธิ​ ให้ดู..ตอนชีวิตปกติ เวลาถูกคนด่า​..เราโกรธ​ แล้ว​มันโกรธ​ ก็โกรธได้นะ!​..แต่มันมี​เรา​ไหม? หรือว่า​ อยากจะกินอะไร​..มันเหมือนเราอยากจะกินจริง​ๆ​ นะ​.. มี​เรา​จริง​ๆ​​ นะ​ อย่างนี้​ ก็ให้ดูตอนที่เผลอ​ ตอนเผลอ​..มันจะแสดงตัวตนออกมา ถ้ายังไม่ใช่เป็นพระอริยะนะ ยังเป็นปุถุชนอยู่นี่​..ความรู้สึกว่ามีตัวตน​ จะมี​ จะผุดขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์อะไร​ จริงๆ แล้ว ถ้าจะให้ปลอดภัย คือ​อย่าเพิ่งเชื่อ​ ดูไป ดูไปนานๆ แล้วความจริงก็จะปรากฏเอง แล้วก็​ไม่ต้องคิดจะไปต่อยอด เอาแค่ว่า​..เริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ ครูบาอาจารย์จะใช้คำว่า “นับหนึ่ง! นับหนึ่งใหม่!” ทุกๆ ขั้นตอนของการภาวนา​ ให้นับหนึ่งใหม่​ คือ​ เริ่มต้นรู้สึกตัว​ บางคนเนี่ย​นะ ก็ใช้ว่า “เห็นกายหายใจ​” เห็นกายหายใจ​ แล้วดูจิต​..เผลอไป​ การนับหนึ่ง ก็คือ​ การกลับมาเห็นกายหายใจ​ แล้วจิตเผลอ​..รู้ทัน​ แล้วนับหนึ่ง ไม่ต้องไปนับ​ สอง, สาม, สี่.. เห็นจิตเผลอ..แล้วรู้ทันเนี่ยนะ​ ไม่ใช่ว่าเห็นเผลอ..แล้วคือ​ สอง แล้วก็ เห็นเผลออีกครั้ง..คือ​ สาม ไม่ใช่อย่างนั้น นับหนึ่ง​ คือ​เริ่มต้น​.. รู้สึกว่ากายกำลังหายใจ แล้วพอเผลอไป..รู้ทัน​ ไม่ต้องนับอะไรนะ​! แล้วกลับมานับหนึ่งใหม่​ ตอนที่ไม่รู้ตัวเลย​เนี่ย..ศูนย์​! ไม่มีอะไร​เพิ่มเลย​ กลับมา​นับหนึ่ง​.. คือ​รู้ว่า​กายกำลังหายใจ​ โดยมีเป้าหมายว่า​ การเห็นกายหายใจครั้งนี้​ เป็นเพียงแค่เครื่องเทียบ​ เพื่อดูว่าจิตจะเผลอไปเมื่อไหร่? ไม่ใช่มาเห็นกายหายใจ​เพื่อรักษาให้จิตอยู่กับกาย​ ไม่ใช่ว่าจะบังคับจิตให้อยู่กับกาย​ เพียงแค่เป็นจุดเริ่มต้น​ แล้วถ้าจิตจะทำงาน​..ก็ให้มันทำงานไป​ เรียกว่ามีความปล่อยอิสระ​ ให้จิตมันมีความคล่องตัวในการทำงาน​ ไม่ใช่ไปกดจิตให้อยู่นิ่ง​ๆ​ บังคับจิตให้อยู่นิ่ง​ๆ​ ถ้าบังคับ​ ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า​ มันรู้สึกหนัก​ๆ​ แน่น​ๆ​ แข็ง​ๆ​ ซึมๆ ทื่อ​ๆ​ อย่างนี้นะ​ อย่างนี้ไม่พร้อมที่จะเดินปัญญา สรุปว่า วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่นนะ วิธีแก้ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่น เท่านั้นเอง พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๗ #สามีเสียชีวิต กับ #วิธีตัดใจในความเศร้า 🤔🤔 #ถาม : สามีเสียชีวิตไปปีกว่าแล้ว​ แต่โยมยังมีอาการร้องไห้คิดถึงเขาอยู่ทุกวัน​ ทำใจไม่ได้​ จะตัดใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ : วิธีตัดใจนะ! ถ้าสมมุติว่า​สามีโยมนี่ตายไปแล้วไปสู่สุคติแล้วไปเป็นเทวดาแล้ว ถ้าเขามาดูอดีตภรรยา เห็นเรา​ยังร้องไห้ทุกวันเลย เรายังรู้สึกว่าเศร้าใจ​ สามีก็จะเศร้าใจ​ คงจะนึกประมาณว่า "แทนที่จะทำบุญให้เรา​ กลับทำอกุศลให้เรา นึกถึงเราทีไร​ ก็ร้องไห้ทุกที​" นี่​ มันส่งอกุศล​นะ! เพราะการร้องไห้นี่ก็เพราะมีความเศร้าโศก​ จิตเศร้าหมอง​ มันไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครเลย​ กับตัวเอง..ก็ไม่ได้​ กับสามีที่ตายไปแล้ว​..ก็ไม่ได้​ สมมุติเขาไม่ได้เป็นเทวดา​..ไปเป็นเปรต..สมมุตินะ​! สมมุติว่าเขาเป็นเปรต​ กำลังรอบุญอยู่​ คงจะนึกประมาณว่า "แล้วไหนล่ะบุญ? ไม่เห็นมีบุญส่งมาเล​ย​ มีแต่น้ำตา​ มีแต่ความทุกข์​" อย่างนี้ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย​ แล้วก็กลับกลายเป็นซ้ำเติมกันเองอีก​ เพราะเขาก็กำลังทุกข์ ต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น​ ทำใจให้สบาย ๆ​ ก่อนนะ ที่นี้ เราระลึกได้ว่า เราเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกัน​ เคยมีสุขมีทุกข์ร่วมกัน​ เห็นอย่างนี้แล้ว​ เราระลึกถึงเขาแล้วเนี่ย เห็นความเอื้อเฟื้อที่เคยมีต่อกันอย่างนี้​ ก็ควรจะทำบุญ​ ทำบุญมีอะไรได้บ้าง? มีให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา​ ให้ทานก็มีได้ทั้งให้วัตถุทาน​ ให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน จะเห็นว่าบุญทั้งหมดนี้​ที่ว่ามานี้ มีเสียตังค์อยู่แค่ส่วนเดียว​ นอกนั้นเนี่ย.. ให้อภัยทานไม่ต้องเสียตังค์​ ได้บุญมากด้วย แล้วก็ให้ธรรมทาน​ คือให้ความรู้ของเรา​มีประโยชน์กับคนอื่นต่อ​ ธรรมทานระดับสูง ก็คือว่า ได้ธรรมะแล้ว​ รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว​ ก็มาบอกต่อ​ แต่เราไม่ถึงขั้นนั้น ยังไม่รู้ธรรมเห็นธรรม ก็ดูว่า เรามีความรู้ความสามารถอะไร​ที่จะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็ไปถ่ายทอด​ เช่น ทำขนมเก่ง ก็ไปสอนเขาทำขนม​ ทำกับข้าวเก่ง ก็ไปสอนเขาทำกับข้าว อย่างนี้นะ​ มีฝีมือในการประดิษฐ์อะไร ก็ไปสอน ให้คนเขาได้รับความรู้ความสามารถ​พัฒนาตัวเองต่อไป​ ทำแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นประโยชน์ด้วย​นะ​ จิตก็เป็นกุศล บุญก็ได้มาก ได้บุญแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลไปให้สามีด้วยนะ ไม่ใช่มานั่งจมกับความเศร้า​ คิดถึงสามีด้วยจิตเศร้า ๆ​ ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับใครเลย​ พยายามหาเวลา​ ทำตนเองให้เป็นประโยชน์​ จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า​ คุณค่าที่เกิดขึ้นนี่​ จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น​ ทีนี้ก็จะใช้ชีวิตขลุกอยู่กับบุญ ลืมร้องไห้คร่ำครวญไปเลย พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "#ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/XP0EvakOHTk (นาทีที่ 10:34 - 14:00)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๗ #สามีเสียชีวิต กับ #วิธีตัดใจในความเศร้า 🤔🤔 #ถาม : สามีเสียชีวิตไปปีกว่าแล้ว​ แต่โยมยังมีอาการร้องไห้คิดถึงเขาอยู่ทุกวัน​ ทำใจไม่ได้​ จะตัดใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ : วิธีตัดใจนะ! ถ้าสมมุติว่า​สามีโยมนี่ตายไปแล้วไปสู่สุคติแล้วไปเป็นเทวดาแล้ว ถ้าเขามาดูอดีตภรรยา เห็นเรา​ยังร้องไห้ทุกวันเลย เรายังรู้สึกว่าเศร้าใจ​ สามีก็จะเศร้าใจ​ คงจะนึกประมาณว่า “แทนที่จะทำบุญให้เรา​ กลับทำอกุศลให้เรา นึกถึงเราทีไร​ ก็ร้องไห้ทุกที​” นี่​ มันส่งอกุศล​นะ! เพราะการร้องไห้นี่ก็เพราะมีความเศร้าโศก​ จิตเศร้าหมอง​ มันไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครเลย​ กับตัวเอง..ก็ไม่ได้​ กับสามีที่ตายไปแล้ว​..ก็ไม่ได้​ สมมุติเขาไม่ได้เป็นเทวดา​..ไปเป็นเปรต..สมมุตินะ​! สมมุติว่าเขาเป็นเปรต​ กำลังรอบุญอยู่​ คงจะนึกประมาณว่า “แล้วไหนล่ะบุญ? ไม่เห็นมีบุญส่งมาเล​ย​ มีแต่น้ำตา​ มีแต่ความทุกข์​” อย่างนี้ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย​ แล้วก็กลับกลายเป็นซ้ำเติมกันเองอีก​ เพราะเขาก็กำลังทุกข์ ต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น​ ทำใจให้สบาย ๆ​ ก่อนนะ ที่นี้ เราระลึกได้ว่า เราเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกัน​ เคยมีสุขมีทุกข์ร่วมกัน​ เห็นอย่างนี้แล้ว​ เราระลึกถึงเขาแล้วเนี่ย เห็นความเอื้อเฟื้อที่เคยมีต่อกันอย่างนี้​ ก็ควรจะทำบุญ​ ทำบุญมีอะไรได้บ้าง? มีให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา​ ให้ทานก็มีได้ทั้งให้วัตถุทาน​ ให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน จะเห็นว่าบุญทั้งหมดนี้​ที่ว่ามานี้ มีเสียตังค์อยู่แค่ส่วนเดียว​ นอกนั้นเนี่ย.. ให้อภัยทานไม่ต้องเสียตังค์​ ได้บุญมากด้วย แล้วก็ให้ธรรมทาน​ คือให้ความรู้ของเรา​มีประโยชน์กับคนอื่นต่อ​ ธรรมทานระดับสูง ก็คือว่า ได้ธรรมะแล้ว​ รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว​ ก็มาบอกต่อ​ แต่เราไม่ถึงขั้นนั้น ยังไม่รู้ธรรมเห็นธรรม ก็ดูว่า เรามีความรู้ความสามารถอะไร​ที่จะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็ไปถ่ายทอด​ เช่น ทำขนมเก่ง ก็ไปสอนเขาทำขนม​ ทำกับข้าวเก่ง ก็ไปสอนเขาทำกับข้าว อย่างนี้นะ​ มีฝีมือในการประดิษฐ์อะไร ก็ไปสอน ให้คนเขาได้รับความรู้ความสามารถ​พัฒนาตัวเองต่อไป​ ทำแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นประโยชน์ด้วย​นะ​ จิตก็เป็นกุศล บุญก็ได้มาก ได้บุญแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลไปให้สามีด้วยนะ ไม่ใช่มานั่งจมกับความเศร้า​ คิดถึงสามีด้วยจิตเศร้า ๆ​ ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับใครเลย​ พยายามหาเวลา​ ทำตนเองให้เป็นประโยชน์​ จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า​ คุณค่าที่เกิดขึ้นนี่​ จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น​ ทีนี้ก็จะใช้ชีวิตขลุกอยู่กับบุญ ลืมร้องไห้คร่ำครวญไปเลย พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “#ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/XP0EvakOHTk (นาทีที่ 10:34 – 14:00)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๖ #การเจริญสติปัฏฐาน 🤔🤔 #ถาม​ : อยากทราบวิธีดู กายในกาย​ เวทนาในเวทนา​ จิตในจิต​ และธรรมในธรรมครับ? #ตอบ​ : อันนี้เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะมีคำเป็นชุดอยู่ว่า "ตามดูกายในกาย... ตามดูเวทนาในเวทนา... ตามดูจิตในจิต... ตามดูธรรมในธรรม..." ที่ว่า “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” เนี่ย​ ก็มีอธิบายได้ ๒ แง่ใหญ่ ๆ ยกตัวอย่าง อย่างดู “กายในกาย” ก่อน “กายในกาย” ในแง่ที่หนึ่ง ก็คือ​ กายมันมีหลายส่วน​ ก็ดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้​ เป็นตัวแทนของกาย เรียก​กายในกาย​ เช่น​ ดูลม​หายใจ​ ลมหายใจนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย​ ก็รู้ว่านี่เป็นเพียงกาย ในกายทั้งหมดนี้​ หรือว่าจะดู ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง ก็คือ​แต่ละส่วน​ ๆ ก็คือส่วนหนึ่งของกาย ในกายทั้งหมดนี้​ เวลาดูกายก็คือ ยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมาพิจารณา​ และเห็นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด จึงใช้คำว่า “กายในกาย” ดู “เวทนาในเวทนา” ก็เช่นเดียวกัน​ เวทนาก็มีสุข​, ทุกข์​ หรือเฉย​ ๆ​ คือไม่สุขไม่ทุกข์​ ภาษาบาลีเรียกว่า​ "อทุกขมสุข​" เห็นสุข ก็คือ เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย​ เห็นทุกข์ ก็เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย​ นี่คือ เห็น “เวทนาในเวทนา​“ เห็น “จิตในจิต”​ ก็คือ​ เห็นจิตมันแสดงการปรุงแต่งต่าง ๆ​ นานา พระพุทธเจ้าเวลาให้ดูจิตในจิตเนี่ย​ พระองค์ให้ดูว่า.. จิตมีราคะ​ ก็ให้รู้ว่า..มีราคะ จิตไม่มีราคะ ก็ให้รู้ว่า..ไม่มีราคะ เป็นต้น ราคะ​ ก็เป็นหนึ่งในความปรุงแต่งในจิตนี้​ อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต​“ เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เช่น เห็นความลังเลสงสัย ก็รู้ว่า นี่เป็นเพียงสภาวะหนึ่งในนิวรณ์ เป็นต้น แง่นี้คือ เห็น​ส่วนย่อยในส่วนองค์รวม​ อีกแง่หนึ่ง “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” ก็คือว่า​ เห็น “กายในกาย” ก็คือ​มันเป็นแค่ “กาย​“ คนเวลาเห็น “กายที่ไม่ใช่กาย​“ มันจะเห็นเป็นยังไง? ก็เห็นเป็น “กู​“ เห็นเป็น “ฉัน" อย่างนี้นะ​ อย่างนี้ไม่ใช่​.. ความจริงมันก็คือ “กาย” นั่นแหละ​! ลม ก็คือ “กาย​“ ผม, ขน, เล็บ ก็คือ “กาย​“ 'ไม่ใช่ผมฉัน ไม่ใช่เล็บฉัน​ ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ฉัน' ถ้ากำลังนั่ง​ ก็เป็น “กาย” อยู่ในอิริยาบถนั่ง​ ถ้าเดินจงกรมอยู่​ ก็เห็น “กาย” กำลังอยู่ในอิริยาบถเดิน​ ไม่ใช่ “กู” เดิน ไม่ใช่ “ฉัน” เดิน นี่ก็คือ เห็น “กายในกาย​“ เวลาเห็นเวทนา​ ก็เวทนานั่นแหละ​ เห็นสุข ก็คือ สุขเวทนา​ เห็นทุกข์ ก็คือ ทุกขเวทนา​ 'ไม่ใช่ฉันทุกข์ ไม่ใช่ฉันสุข ไม่ใช่ฉันเฉย ๆ ด้วย’ มันเป็นแค่ “เวทนา”​ เห็น “เวทนาในเวทนา” ก็คือ.. เห็นเป็นเวทนา ไม่ใช่เห็น​เป็น “ฉัน”​ ไม่ใช่เห็นเป็น “เรา​“ ไม่ใช่เห็นเป็น “กู​“ เวทนา ก็เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง​ เวลาดูจิต เห็นราคะ.. ก็แค่ราคะ ไม่ใช่เป็น ”เรา” ​มีราคะ​ ไม่ใช่ “ฉัน” มีราคะ 'ไม่ใช่ฉันโกรธ​ ไม่ใช่ฉัน​โลภ​ ไม่ใช่ฉันหลง​' มันเป็นแค่​ เป็นความปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ​ เรียกว่า​ เห็น “จิตในจิต” เห็นโทสะในจิต,​ เห็นโมหะในจิต​, เห็นฟุ้งซ่านในจิต, เห็นหดหู่ในจิต อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต​“ แล้วคือ​ มันเป็นเพียงแค่สภาวธรรม เป็นรูปธรรมบ้าง เป็นนามธรรมบ้าง​ ถ้าเห็นรูป..ก็เป็นรูปธรรม​ ถ้าเห็นเวทนา หรือเห็นจิตแสดงเป็นกิเลสต่าง ๆ​ ..ก็เป็นนามธรรม​ ก็สักแต่ว่า​ รูปธรรมบ้าง​-นามธรรมบ้าง​ ที่เกิดขึ้นมา​ ให้สติไปรู้เข้าเท่านั้นเอง​ ไม่มีเราในบรรดาสิ่งเหล่านี้เลย รูป..ก็ไม่ใช่เรา​ เวทนา..ก็ไม่ใช่เรา​ จิตทั้งหลาย..ก็ไม่ใช่เรา​ ธรรมทั้งหลาย​ ก็เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ เป็นต้น ..ก็ไม่ใช่เรา​ ขันธ์ ๕ มี​ รูป​, เวทนา​, สัญญา​, สังขาร​, วิญญาณ​..ไม่ใช่เรา​ อายตนะ​ทั้ง ๖ นี้ ก็มีอะไรบ้าง​? ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ คู่กับ รูป, รส, กลิ่นเสียง, สัมผัส​, ธรรมารมณ์ เหล่านี้​..ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย​ เห็นเป็นเพียงสภาพธรรม​ อันนี้เห็น “ธรรมในธรรม” นะ! เห็นเป็นสภาพธรรมของมันไปตามอย่างนี้​..ไม่มีเรา​ เรียกว่าเห็น “กายในกาย”.. 'ไม่ใช่เห็นกูในกาย เห็น “เวทนาในเวทนา” 'ไม่ใช่เห็นว่ากูเจ็บ กูปวด​' เห็นเพียงแค่เวทนา เห็น “จิตในจิต​“ ก็คือ​ เห็นมันแสดงความปรุงแต่ง​ เป็นราคะ​, โทสะ​, โมหะ​, ฟุ้งซ่าน​, หดหู่​ เป็นต้น เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เห็นสภาวะธรรมที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง มี นิวรณ์, ขันธ์, อายตนะ เป็นต้น ก็เป็นเพียงสภาวะธรรม​ เห็นทีไรก็เข้าใจมากขึ้น​ ว่าชีวิตนี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบ​ของรูปธรรมนามธรรม​มาประกอบกัน​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/xGwa3WUjc4Y (นาทีที่​ 12:30​ -​17:43)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๖ #การเจริญสติปัฏฐาน 🤔🤔 #ถาม​ : อยากทราบวิธีดู กายในกาย​ เวทนาในเวทนา​ จิตในจิต​ และธรรมในธรรมครับ? #ตอบ​ : อันนี้เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะมีคำเป็นชุดอยู่ว่า “ตามดูกายในกาย… ตามดูเวทนาในเวทนา… ตามดูจิตในจิต… ตามดูธรรมในธรรม…” ที่ว่า “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” เนี่ย​ ก็มีอธิบายได้ ๒ แง่ใหญ่ ๆ ยกตัวอย่าง อย่างดู “กายในกาย” ก่อน “กายในกาย” ในแง่ที่หนึ่ง ก็คือ​ กายมันมีหลายส่วน​ ก็ดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้​ เป็นตัวแทนของกาย เรียก​กายในกาย​ เช่น​ ดูลม​หายใจ​ ลมหายใจนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย​ ก็รู้ว่านี่เป็นเพียงกาย ในกายทั้งหมดนี้​ หรือว่าจะดู ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง ก็คือ​แต่ละส่วน​ ๆ ก็คือส่วนหนึ่งของกาย ในกายทั้งหมดนี้​ เวลาดูกายก็คือ ยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมาพิจารณา​ และเห็นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด จึงใช้คำว่า “กายในกาย” ดู “เวทนาในเวทนา” ก็เช่นเดียวกัน​ เวทนาก็มีสุข​, ทุกข์​ หรือเฉย​ ๆ​ คือไม่สุขไม่ทุกข์​ ภาษาบาลีเรียกว่า​ “อทุกขมสุข​” เห็นสุข ก็คือ เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย​ เห็นทุกข์ ก็เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย​ นี่คือ เห็น “เวทนาในเวทนา​“ เห็น “จิตในจิต”​ ก็คือ​ เห็นจิตมันแสดงการปรุงแต่งต่าง ๆ​ นานา พระพุทธเจ้าเวลาให้ดูจิตในจิตเนี่ย​ พระองค์ให้ดูว่า.. จิตมีราคะ​ ก็ให้รู้ว่า..มีราคะ จิตไม่มีราคะ ก็ให้รู้ว่า..ไม่มีราคะ เป็นต้น ราคะ​ ก็เป็นหนึ่งในความปรุงแต่งในจิตนี้​ อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต​“ เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เช่น เห็นความลังเลสงสัย ก็รู้ว่า นี่เป็นเพียงสภาวะหนึ่งในนิวรณ์ เป็นต้น แง่นี้คือ เห็น​ส่วนย่อยในส่วนองค์รวม​ อีกแง่หนึ่ง “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” ก็คือว่า​ เห็น “กายในกาย” ก็คือ​มันเป็นแค่ “กาย​“ คนเวลาเห็น “กายที่ไม่ใช่กาย​“ มันจะเห็นเป็นยังไง? ก็เห็นเป็น “กู​“ เห็นเป็น “ฉัน” อย่างนี้นะ​ อย่างนี้ไม่ใช่​.. ความจริงมันก็คือ “กาย” นั่นแหละ​! ลม ก็คือ “กาย​“ ผม, ขน, เล็บ ก็คือ “กาย​“ ‘ไม่ใช่ผมฉัน ไม่ใช่เล็บฉัน​ ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ฉัน’ ถ้ากำลังนั่ง​ ก็เป็น “กาย” อยู่ในอิริยาบถนั่ง​ ถ้าเดินจงกรมอยู่​ ก็เห็น “กาย” กำลังอยู่ในอิริยาบถเดิน​ ไม่ใช่ “กู” เดิน ไม่ใช่ “ฉัน” เดิน นี่ก็คือ เห็น “กายในกาย​“ เวลาเห็นเวทนา​ ก็เวทนานั่นแหละ​ เห็นสุข ก็คือ สุขเวทนา​ เห็นทุกข์ ก็คือ ทุกขเวทนา​ ‘ไม่ใช่ฉันทุกข์ ไม่ใช่ฉันสุข ไม่ใช่ฉันเฉย ๆ ด้วย’ มันเป็นแค่ “เวทนา”​ เห็น “เวทนาในเวทนา” ก็คือ.. เห็นเป็นเวทนา ไม่ใช่เห็น​เป็น “ฉัน”​ ไม่ใช่เห็นเป็น “เรา​“ ไม่ใช่เห็นเป็น “กู​“ เวทนา ก็เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง​ เวลาดูจิต เห็นราคะ.. ก็แค่ราคะ ไม่ใช่เป็น ”เรา” ​มีราคะ​ ไม่ใช่ “ฉัน” มีราคะ ‘ไม่ใช่ฉันโกรธ​ ไม่ใช่ฉัน​โลภ​ ไม่ใช่ฉันหลง​’ มันเป็นแค่​ เป็นความปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ​ เรียกว่า​ เห็น “จิตในจิต” เห็นโทสะในจิต,​ เห็นโมหะในจิต​, เห็นฟุ้งซ่านในจิต, เห็นหดหู่ในจิต อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต​“ แล้วคือ​ มันเป็นเพียงแค่สภาวธรรม เป็นรูปธรรมบ้าง เป็นนามธรรมบ้าง​ ถ้าเห็นรูป..ก็เป็นรูปธรรม​ ถ้าเห็นเวทนา หรือเห็นจิตแสดงเป็นกิเลสต่าง ๆ​ ..ก็เป็นนามธรรม​ ก็สักแต่ว่า​ รูปธรรมบ้าง​-นามธรรมบ้าง​ ที่เกิดขึ้นมา​ ให้สติไปรู้เข้าเท่านั้นเอง​ ไม่มีเราในบรรดาสิ่งเหล่านี้เลย รูป..ก็ไม่ใช่เรา​ เวทนา..ก็ไม่ใช่เรา​ จิตทั้งหลาย..ก็ไม่ใช่เรา​ ธรรมทั้งหลาย​ ก็เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ เป็นต้น ..ก็ไม่ใช่เรา​ ขันธ์ ๕ มี​ รูป​, เวทนา​, สัญญา​, สังขาร​, วิญญาณ​..ไม่ใช่เรา​ อายตนะ​ทั้ง ๖ นี้ ก็มีอะไรบ้าง​? ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ คู่กับ รูป, รส, กลิ่นเสียง, สัมผัส​, ธรรมารมณ์ เหล่านี้​..ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย​ เห็นเป็นเพียงสภาพธรรม​ อันนี้เห็น “ธรรมในธรรม” นะ! เห็นเป็นสภาพธรรมของมันไปตามอย่างนี้​..ไม่มีเรา​ เรียกว่าเห็น “กายในกาย”.. ‘ไม่ใช่เห็นกูในกาย เห็น “เวทนาในเวทนา” ‘ไม่ใช่เห็นว่ากูเจ็บ กูปวด​’ เห็นเพียงแค่เวทนา เห็น “จิตในจิต​“ ก็คือ​ เห็นมันแสดงความปรุงแต่ง​ เป็นราคะ​, โทสะ​, โมหะ​, ฟุ้งซ่าน​, หดหู่​ เป็นต้น เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เห็นสภาวะธรรมที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง มี นิวรณ์, ขันธ์, อายตนะ เป็นต้น ก็เป็นเพียงสภาวะธรรม​ เห็นทีไรก็เข้าใจมากขึ้น​ ว่าชีวิตนี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบ​ของรูปธรรมนามธรรม​มาประกอบกัน​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/xGwa3WUjc4Y (นาทีที่​ 12:30​ -​17:43)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๕ #ทำไมภาวนาแล้วเห็นจิตมีแต่ทุกข์ 🤔🤔 #ถาม : โยมสวดมนต์เองบ้างไปสวดที่วัดบ้าง นั่งทำสมาธิได้น้อยมากไม่ค่อยได้นั่งทำเป็นกิจลักษณะ พยายามตามดูรู้ใจตามดูความคิด ก็เห็นแต่จิตทุกข์, จิตโกรธ, จิตกลัว, จิตกังวล, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ปนเปกันไปว้าวุ่นวุ่นวาย ปฏิบ้ติไปนาน ๆ เข้า จิตมีแต่ความทุกข์ ไม่เห็นจิตจะมีพุทธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เลยค่ะ #ตอบ : เวลาจิตเป็นทุกข์ จิตมันจะจมอยู่ในเรื่องราว ถ้ารู้ทันว่าจิตมันจมอยู่ในเรื่องราว ก็จะเห็นว่าจิตที่เป็นทุกข์เมื่อสักครู่นี้ถูกรู้ จิตปัจจุบันก็เป็นจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก ถ้าดูไม่ทัน หรือไม่รู้ว่าจะภาวนายังไงต่อ ก็ให้กลับไปทำสมถะ เช่น กลับมารู้ที่กาย หรือเห็นกายหายใจก็ได้ เดี๋ยวก็จะเห็นจิตมันทำงานเอง ทบทวนหลักที่หลวงพ่อได้สอนไว้นะ คือ 1. ดูจิตได้ ให้ดูจิต 2. ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย 3. ดูจิตไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ให้กลับไปทำสมถะ มีเวลาที่ไม่ต้องกังวลเรื่องภาวนาอยู่สองเวลา คือ 1. ตอนนอนหลับ 2. ตอนทำงานที่ต้องใช้ความคิด เวลานอกนั้น ภาวนาตามหลักสามข้อข้างบนนะ โยมไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก เพียงแค่บางทีมันลืมหลักไปน่ะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๕ #ทำไมภาวนาแล้วเห็นจิตมีแต่ทุกข์ 🤔🤔 #ถาม : โยมสวดมนต์เองบ้างไปสวดที่วัดบ้าง นั่งทำสมาธิได้น้อยมากไม่ค่อยได้นั่งทำเป็นกิจลักษณะ พยายามตามดูรู้ใจตามดูความคิด ก็เห็นแต่จิตทุกข์, จิตโกรธ, จิตกลัว, จิตกังวล, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ปนเปกันไปว้าวุ่นวุ่นวาย ปฏิบ้ติไปนาน ๆ เข้า จิตมีแต่ความทุกข์ ไม่เห็นจิตจะมีพุทธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เลยค่ะ #ตอบ : เวลาจิตเป็นทุกข์ จิตมันจะจมอยู่ในเรื่องราว ถ้ารู้ทันว่าจิตมันจมอยู่ในเรื่องราว ก็จะเห็นว่าจิตที่เป็นทุกข์เมื่อสักครู่นี้ถูกรู้ จิตปัจจุบันก็เป็นจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก ถ้าดูไม่ทัน หรือไม่รู้ว่าจะภาวนายังไงต่อ ก็ให้กลับไปทำสมถะ เช่น กลับมารู้ที่กาย หรือเห็นกายหายใจก็ได้ เดี๋ยวก็จะเห็นจิตมันทำงานเอง ทบทวนหลักที่หลวงพ่อได้สอนไว้นะ คือ 1. ดูจิตได้ ให้ดูจิต 2. ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย 3. ดูจิตไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ให้กลับไปทำสมถะ มีเวลาที่ไม่ต้องกังวลเรื่องภาวนาอยู่สองเวลา คือ 1. ตอนนอนหลับ 2. ตอนทำงานที่ต้องใช้ความคิด เวลานอกนั้น ภาวนาตามหลักสามข้อข้างบนนะ โยมไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก เพียงแค่บางทีมันลืมหลักไปน่ะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๔ #วางใจยังไงเพื่อไปสุคติภูมิ 🤔🤔 #ถาม: ปุถุชนทั่วไป ซึ่งค่อนข้างจะ​ไม่รู้เกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย​ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ควรวางจิตอย่างไร ที่ให้พ้นจาก​นรก หรือเดรัจฉานครับ​​? #ตอบ​: ถ้าจะให้อาตมาแนะนำ​ก็คือ อย่ารอถึงวันตาย!​ คนปุถุชนชนทั้งหลาย​ ที่ตามสเปคที่โยมว่ามานี้นะ​ ถ้ารอถึงวันตายเนี่ย..ช่วยยาก​ ก็ต้องให้เขามาตระหนักความจริงที่ว่า คนเราเกิดมาต้องตายนะ แล้วทางไปหลังจากตายเนี่ย​ มันไปได้หลายทาง​ มีทั้งไปดีและไปไม่ดี​ ไปสุคติกับไปทุคติ ถ้าใจเรามีทุนไม่พอที่จะไปสุคติ​ มันก็มีโอกาสมากเลยที่จะไปทุคติ ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หวังว่าไปวางใจยังไงตอนใกล้ตาย​ แต่ควรจะลึกถึงความตายเสียแต่บัดนี้​ แล้วสร้างเหตุที่จะไปสุคติ​ ถ้าต้องการจะเวียนว่ายตายเกิดต่อนะ​ ก็สร้างเหตุที่​จะไปสุคติซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้​ อะไรที่ควรทำ สิ่งที่จำเป็นสิ่งเร่งด่วน เพื่อที่จะเตรียมตัวไปสุคติ ก็ต้องทำซะแต่เดี๋ยวนี้เลย​ ศึกษาวิธี..ถ้าไม่รู้​..ก็เข้าหาครูบาอาจารย์ว่าต้องทำอะไรบ้าง​? สรุปง่าย​ ๆ​ สิ่งที่ต้องทำ​ก็คือ​... ให้ทาน​ รักษาศีล​ เจริญภาวนา ก็คือ การทำบุญ​ นั่นเอง การทำบุญ ก็ควรให้เกิดมีความอิ่มอกอิ่มใจในการทำด้วย​ ไม่ใช่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำ​ ถ้าถูกบังคับให้ทำ เจ้าตัวให้ทานไปก็รู้สึกว่า "เสียดาย​!" แทนที่จะได้บุญมาก​ บางทีอาจจะได้บาปด้วยซ้ำไป มัวแต่คิดเสียดาย หรือ​มัวแต่คิดตำหนิผู้รับอย่างนี้นะ​ ก็บางทีมันไม่คุ้ม​ #เรื่องการให้ทาน : ก็ต้องให้เขาเห็นประโยชน์ จากการที่จะสละสิ่งของให้กับบุคคลอื่น ได้รับความชุ่มชื่นใจ​ ที่ได้เห็นคนอื่นรับสิ่งของที่เราสละไปนั้น​ แล้วผู้รับเขามีความสุขขึ้น​ มีชีวิตที่ดีขึ้น​ เห็นเขามีชีวิตดีขึ้น​ เราผู้ให้ก็อิ่มอกอิ่มใจ​ #เรื่องการรักษาศีล : ก็ควรจะรู้สึกว่า “การระวังรักษาการแสดงออกทางกายวาจา​ ที่จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น​ ไม่ไปล่วงเกินคนอื่น​“ เป็นเรื่องดี เป็นการดี ที่ได้ทำตนให้ไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน​ ด้วยการ.. - ไม่ไปทำร้ายชีวิตเขา - ไม่ไปทำลายทรัพย์สมบัติของคนอื่นเขา - ไม่ไปทำลายคนรักของคนอื่นเขา - ไม่ไปพูดร้าย ๆ ทำให้คนอื่นเขาต้องเสียผลประโยชน์ต่าง ๆ นะ​ คือ​ ไม่พูดปด,​ ไม่พูดส่อเสียด,​ ไม่พูดคำหยาบ,​ ไม่พูดเพ้อเจ้อ​ - แล้วก็รักษาตนเองให้เป็นผู้มีสติ​ ให้สังคมหรือคนที่อยู่รอบข้างที่พบเราแล้ว​ เขารู้สึกปลอดภัย ก็คือทำตนให้เป็นผู้ไม่มึนเมา รักษาตนด้วยการรู้ว่าถ้าเสพสิ่งนี้แล้วมึนเมา..อย่าไปยุ่ง​! อย่าไปเกี่ยว ยุคนี้​ ก็มีเสพวัตถุที่ทำให้เรามึนเมาได้หลายอย่าง..ก็ต้องหลีกเลี่ยงมัน แล้วก็ไม่พาตนเองไปในที่ที่อันตราย ที่เราอาจจะต้องไปเสพสิ่งเหล่านี้ด้วย ก็คือ..พัฒนาตนเอง​ ด้วยการ “ระวังรักษาการแสดงออกทางกายวาจา​ ที่จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น​ ไม่ไปล่วงเกินคนอื่น​“ #เรื่องการเจริญภาวนา : พอพัฒนาตนเองด้วยการทำบุญได้ถึงรักษาศีลแล้ว ก็ต้องพัฒนาไปถึงขั้นที่จะพัฒนาจิตใจด้วย..ด้วยการทำสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ภาวนามี ๒ เรื่อง คือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา "สมถะ" คือ รู้จักทำจิตให้สงบบ้าง​ ที่มันฟุ้งซ่านวุ่นวายเนี่ย​..ก็รู้จักทำความสงบบ้าง​ ทำความสงบได้แม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วนะ​..จะรู้สึกแล้วว่า​ "ไอ้ความสงบเนี่ยนะ​ มันดีจังเลย​!" เราวุ่นวายมามากเนี่ยนะ​..พอสงบไปนิดเดียว จะรู้สึกว่า.. "ไอ้ที่​เราสงบเนี่ย! เป็นความสุขอย่างมากเลย" "ไอ้ที่วุ่นวายทั้งหมด​เนี่ย!​ มันเป็นเรื่องหยาบ ๆ แล้วก็ใจเป็นทุกข์​" พอได้สงบสักนิดนึง ได้ลิ้มรสของความสงบนะ​..ก็จะมีกำลังใจที่จะภาวนาต่อ​ ทีนี้พอสงบแล้วเนี่ย!​ อย่าให้สงบเพียงแค่พัก​..แล้วก็ฟุ้งใหม่​ สงบแล้ว​..ฟุ้งใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้เฉย​ ๆ​ ก็ให้ความสงบนั้นมาเป็นบาทฐานให้เกิดความเข้าใจชีวิตจริงอันนี้ด้วย​ หาความจริงของชีวิตที่ว่า​ “กายนี้..ตกลงมันเป็นเราหรือเปล่า​?” “ใจนี้..มันเป็นเราหรือเปล่า?” ที่เราเศร้า​ หรือที่เราทุกข์ทุกวันนี้​ เพราะว่า​มันมีการยึดถือ​ กายนี้..เป็นเรา​ ใจนี้..เป็นเรา​ แล้วพยายามแสวงหาอะไร​ต่างๆ มาสนองเรา​ ใครมาขัดขวาง..ก็โกรธเขา​ กายมันจะเจ็บ​ จะป่วย..ก็เดือดร้อนใจ​ กายมันจะตาย..ใจก็กระวนกระวาย​ จิตใจ​ที่กระวนกระวายนั่นแหละ!​ จะพาไปทุคติ​ ถ้าเจริญวิปัสสนาด้วย..ก็จะเห็นความจริง มันเป็นธรรมดาอย่างนี้​ ยอมรับความจริงได้​ เพราะวิปัสสนา คือ กระบวนการเรียนรู้กายใจตามที่มันเป็น มันจะแก่​ จะเจ็บ​ จะตาย.. ก็ไม่เป็นทุกข์​ ไม่ไปเดือดร้อนอะไรกับมัน​ แต่รักษานะ! รักษามัน​ รักษา..เพื่อเอาชีวิตมาภาวนาต่อ​ มาพัฒนาจิตใจของเราให้เต็มที่​ แต่ถ้ามันถึงที่สุดแล้ว รักษาไม่ได้​ มันป่วย​..ถึงขั้นที่จะต้องตายแล้ว​ หรือว่า​ มันแก่​..จนกระทั่งมันจะต้องตายแล้วเนี่ยนะ​ ก็รับความจริง ไม่ทุกข์กับมัน​ เพราะเห็นมามากแล้ว เรียนรู้กายใจตามที่มันเป็นมามากแล้ว อย่างนี้นะ​ การที่เราภาวนา ก็เพื่อที่จะมาถึงวาระสุดท้าย เห็นว่า..มันเป็นธรรมดาของมันอย่างนี้​ ไม่เสียดาย ไม่อาลัยอาวรณ์​ เข้าใจความจริงของมัน ใจที่มันมีปัญญาอย่างนี้​ ถ้าแม้ว่าไม่บรรลุมรรคผล ก็จะไปสู่สุคติ​ แล้วก็จะไปภาวนาต่อที่สุคตินั้นได้ด้วย ไม่เหมือนกับคนที่ฟลุ๊ค ๆ ตายไปเป็นเทวดา​นะ ฟลุ๊ค ๆ เป็นเทวดานี่นะ ไปเป็นเทวดาแล้ว..ก็เพลิน​.. ไม่ได้ภาวนาอะไรต่อหรอก​ ใช้ชีวิตเสวยบุญ​ หมดบุญ..แล้วก็ต้องตาย ตกอบายอยู่ดี​ ! เพราะวิบากกรรมก็ยังรอให้ผล และยังไม่เคยชินที่จะภาวนาเติมบุญกุศลให้พ้นทุกข์ ฉะนั้นก็ แทนที่จะรอให้ “ถึงวันถึงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะตาย​ แล้วจะวางใจยังไง?” เนี่ยนะ​ คิดอย่างนี้ประมาทไป​ ต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/W8m1Tx0SPQ0 (นาทีที่​ 1:23:44​ -​ 1:30:17)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๔ #วางใจยังไงเพื่อไปสุคติภูมิ 🤔🤔 #ถาม: ปุถุชนทั่วไป ซึ่งค่อนข้างจะ​ไม่รู้เกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย​ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ควรวางจิตอย่างไร ที่ให้พ้นจาก​นรก หรือเดรัจฉานครับ​​? #ตอบ​: ถ้าจะให้อาตมาแนะนำ​ก็คือ อย่ารอถึงวันตาย!​ คนปุถุชนชนทั้งหลาย​ ที่ตามสเปคที่โยมว่ามานี้นะ​ ถ้ารอถึงวันตายเนี่ย..ช่วยยาก​ ก็ต้องให้เขามาตระหนักความจริงที่ว่า คนเราเกิดมาต้องตายนะ แล้วทางไปหลังจากตายเนี่ย​ มันไปได้หลายทาง​ มีทั้งไปดีและไปไม่ดี​ ไปสุคติกับไปทุคติ ถ้าใจเรามีทุนไม่พอที่จะไปสุคติ​ มันก็มีโอกาสมากเลยที่จะไปทุคติ ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หวังว่าไปวางใจยังไงตอนใกล้ตาย​ แต่ควรจะลึกถึงความตายเสียแต่บัดนี้​ แล้วสร้างเหตุที่จะไปสุคติ​ ถ้าต้องการจะเวียนว่ายตายเกิดต่อนะ​ ก็สร้างเหตุที่​จะไปสุคติซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้​ อะไรที่ควรทำ สิ่งที่จำเป็นสิ่งเร่งด่วน เพื่อที่จะเตรียมตัวไปสุคติ ก็ต้องทำซะแต่เดี๋ยวนี้เลย​ ศึกษาวิธี..ถ้าไม่รู้​..ก็เข้าหาครูบาอาจารย์ว่าต้องทำอะไรบ้าง​? สรุปง่าย​ ๆ​ สิ่งที่ต้องทำ​ก็คือ​… ให้ทาน​ รักษาศีล​ เจริญภาวนา ก็คือ การทำบุญ​ นั่นเอง การทำบุญ ก็ควรให้เกิดมีความอิ่มอกอิ่มใจในการทำด้วย​ ไม่ใช่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำ​ ถ้าถูกบังคับให้ทำ เจ้าตัวให้ทานไปก็รู้สึกว่า “เสียดาย​!” แทนที่จะได้บุญมาก​ บางทีอาจจะได้บาปด้วยซ้ำไป มัวแต่คิดเสียดาย หรือ​มัวแต่คิดตำหนิผู้รับอย่างนี้นะ​ ก็บางทีมันไม่คุ้ม​ #เรื่องการให้ทาน : ก็ต้องให้เขาเห็นประโยชน์ จากการที่จะสละสิ่งของให้กับบุคคลอื่น ได้รับความชุ่มชื่นใจ​ ที่ได้เห็นคนอื่นรับสิ่งของที่เราสละไปนั้น​ แล้วผู้รับเขามีความสุขขึ้น​ มีชีวิตที่ดีขึ้น​ เห็นเขามีชีวิตดีขึ้น​ เราผู้ให้ก็อิ่มอกอิ่มใจ​ #เรื่องการรักษาศีล : ก็ควรจะรู้สึกว่า “การระวังรักษาการแสดงออกทางกายวาจา​ ที่จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น​ ไม่ไปล่วงเกินคนอื่น​“ เป็นเรื่องดี เป็นการดี ที่ได้ทำตนให้ไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน​ ด้วยการ.. – ไม่ไปทำร้ายชีวิตเขา – ไม่ไปทำลายทรัพย์สมบัติของคนอื่นเขา – ไม่ไปทำลายคนรักของคนอื่นเขา – ไม่ไปพูดร้าย ๆ ทำให้คนอื่นเขาต้องเสียผลประโยชน์ต่าง ๆ นะ​ คือ​ ไม่พูดปด,​ ไม่พูดส่อเสียด,​ ไม่พูดคำหยาบ,​ ไม่พูดเพ้อเจ้อ​ – แล้วก็รักษาตนเองให้เป็นผู้มีสติ​ ให้สังคมหรือคนที่อยู่รอบข้างที่พบเราแล้ว​ เขารู้สึกปลอดภัย ก็คือทำตนให้เป็นผู้ไม่มึนเมา รักษาตนด้วยการรู้ว่าถ้าเสพสิ่งนี้แล้วมึนเมา..อย่าไปยุ่ง​! อย่าไปเกี่ยว ยุคนี้​ ก็มีเสพวัตถุที่ทำให้เรามึนเมาได้หลายอย่าง..ก็ต้องหลีกเลี่ยงมัน แล้วก็ไม่พาตนเองไปในที่ที่อันตราย ที่เราอาจจะต้องไปเสพสิ่งเหล่านี้ด้วย ก็คือ..พัฒนาตนเอง​ ด้วยการ “ระวังรักษาการแสดงออกทางกายวาจา​ ที่จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น​ ไม่ไปล่วงเกินคนอื่น​“ #เรื่องการเจริญภาวนา : พอพัฒนาตนเองด้วยการทำบุญได้ถึงรักษาศีลแล้ว ก็ต้องพัฒนาไปถึงขั้นที่จะพัฒนาจิตใจด้วย..ด้วยการทำสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ภาวนามี ๒ เรื่อง คือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา “สมถะ” คือ รู้จักทำจิตให้สงบบ้าง​ ที่มันฟุ้งซ่านวุ่นวายเนี่ย​..ก็รู้จักทำความสงบบ้าง​ ทำความสงบได้แม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วนะ​..จะรู้สึกแล้วว่า​ “ไอ้ความสงบเนี่ยนะ​ มันดีจังเลย​!” เราวุ่นวายมามากเนี่ยนะ​..พอสงบไปนิดเดียว จะรู้สึกว่า.. “ไอ้ที่​เราสงบเนี่ย! เป็นความสุขอย่างมากเลย” “ไอ้ที่วุ่นวายทั้งหมด​เนี่ย!​ มันเป็นเรื่องหยาบ ๆ แล้วก็ใจเป็นทุกข์​” พอได้สงบสักนิดนึง ได้ลิ้มรสของความสงบนะ​..ก็จะมีกำลังใจที่จะภาวนาต่อ​ ทีนี้พอสงบแล้วเนี่ย!​ อย่าให้สงบเพียงแค่พัก​..แล้วก็ฟุ้งใหม่​ สงบแล้ว​..ฟุ้งใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้เฉย​ ๆ​ ก็ให้ความสงบนั้นมาเป็นบาทฐานให้เกิดความเข้าใจชีวิตจริงอันนี้ด้วย​ หาความจริงของชีวิตที่ว่า​ “กายนี้..ตกลงมันเป็นเราหรือเปล่า​?” “ใจนี้..มันเป็นเราหรือเปล่า?” ที่เราเศร้า​ หรือที่เราทุกข์ทุกวันนี้​ เพราะว่า​มันมีการยึดถือ​ กายนี้..เป็นเรา​ ใจนี้..เป็นเรา​ แล้วพยายามแสวงหาอะไร​ต่างๆ มาสนองเรา​ ใครมาขัดขวาง..ก็โกรธเขา​ กายมันจะเจ็บ​ จะป่วย..ก็เดือดร้อนใจ​ กายมันจะตาย..ใจก็กระวนกระวาย​ จิตใจ​ที่กระวนกระวายนั่นแหละ!​ จะพาไปทุคติ​ ถ้าเจริญวิปัสสนาด้วย..ก็จะเห็นความจริง มันเป็นธรรมดาอย่างนี้​ ยอมรับความจริงได้​ เพราะวิปัสสนา คือ กระบวนการเรียนรู้กายใจตามที่มันเป็น มันจะแก่​ จะเจ็บ​ จะตาย.. ก็ไม่เป็นทุกข์​ ไม่ไปเดือดร้อนอะไรกับมัน​ แต่รักษานะ! รักษามัน​ รักษา..เพื่อเอาชีวิตมาภาวนาต่อ​ มาพัฒนาจิตใจของเราให้เต็มที่​ แต่ถ้ามันถึงที่สุดแล้ว รักษาไม่ได้​ มันป่วย​..ถึงขั้นที่จะต้องตายแล้ว​ หรือว่า​ มันแก่​..จนกระทั่งมันจะต้องตายแล้วเนี่ยนะ​ ก็รับความจริง ไม่ทุกข์กับมัน​ เพราะเห็นมามากแล้ว เรียนรู้กายใจตามที่มันเป็นมามากแล้ว อย่างนี้นะ​ การที่เราภาวนา ก็เพื่อที่จะมาถึงวาระสุดท้าย เห็นว่า..มันเป็นธรรมดาของมันอย่างนี้​ ไม่เสียดาย ไม่อาลัยอาวรณ์​ เข้าใจความจริงของมัน ใจที่มันมีปัญญาอย่างนี้​ ถ้าแม้ว่าไม่บรรลุมรรคผล ก็จะไปสู่สุคติ​ แล้วก็จะไปภาวนาต่อที่สุคตินั้นได้ด้วย ไม่เหมือนกับคนที่ฟลุ๊ค ๆ ตายไปเป็นเทวดา​นะ ฟลุ๊ค ๆ เป็นเทวดานี่นะ ไปเป็นเทวดาแล้ว..ก็เพลิน​.. ไม่ได้ภาวนาอะไรต่อหรอก​ ใช้ชีวิตเสวยบุญ​ หมดบุญ..แล้วก็ต้องตาย ตกอบายอยู่ดี​ ! เพราะวิบากกรรมก็ยังรอให้ผล และยังไม่เคยชินที่จะภาวนาเติมบุญกุศลให้พ้นทุกข์ ฉะนั้นก็ แทนที่จะรอให้ “ถึงวันถึงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะตาย​ แล้วจะวางใจยังไง?” เนี่ยนะ​ คิดอย่างนี้ประมาทไป​ ต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/W8m1Tx0SPQ0 (นาทีที่​ 1:23:44​ -​ 1:30:17)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๓ #จิตและเจตสิกคืออะไร 🤔🤔 #ถาม​ : ที่พระสวดอภิธรรมแปล ที่ว่า จิต และ เจตสิก คืออะไรคะ? #ตอบ​ : จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบจิต จิต และ เจตสิก เป็นนามธรรมด้วยกันทั้งหมด​ รู้จักขันธ์ ๕ ไหม​? ขันธ์ ๕ ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมกันเป็นชีวิต ได้แก่ รูปขันธ์​, เวทนาขันธ์,​ สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์​ เคยได้ยินนะ? รูปขันธ์ เป็นส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรม​..ยกเอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูดถึง ในส่วน นามธรรม​มี​ เวทนาขันธ์,​ สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์​ เราแบ่งอย่างนี้ว่า เวทนาขันธ์,​ สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์..เป็น เจตสิก ส่วนวิญญาณขันธ์..เป็น จิต​ ในอภิธรรมจะแยกอย่างนี้นะ! จิต พูดง่ายๆ คือ ความรับรู้​ รับรู้ทาง​ตา เรียกว่า​ จิตมันเกิดทางตา ศัพท์บาลีเรียกว่า "จักขุวิญญาณ" จิตที่รับรู้เสียงทางหู​ ภาษาบาลีเรียกว่า "โสตวิญญาณ" จิตที่รับรู้ทางจมูก​ คือรู้กลิ่น​ เรียกว่า "ฆานวิญญาน" จิตที่รับรู้ทางลิ้น คือรู้รส เรียกว่า "ชิวหาวิญญาน" จิตที่รับรู้​สัมผัสทางกาย คือ เย็น,​ ร้อน, อ่อน, แข็ง เรียกว่า "กายวิญญาณ" จิตที่รับรู้เรื่องราวทางใจ เรียกว่า "มโนวิญญาณ" เป็นวิญญาณนะ!​ วิญญาณ คือ จิต อาการหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิต เช่น เวลา​​เราไปเห็นอะไร​ มี​จักขุวิญญาณนี่นะ​.. เห็นแล้ว​เนี่ย เกิด​รัก-เกิดชัง​.. เป็นเรื่องของ​ สังขาร​ มีความปรุงแต่ง​ เห็นแล้ว​ มีความสุข​ ..ความสุข​เป็น​เวทนา​ เห็นแล้ว​ จำได้ว่า "นี่!​ คนนี้เคยเห็น​ จำได้​" ..ก็มีความจำ​ เรียกว่า​ สัญญา​ จิต​ และ​ เจตสิก​เนี่ย​ เกิด-ดับพร้อมกัน​ มีอารมณ์เดียวกัน นึกออกไหม? อย่างโยมฟังเสียงอาตมานี่นะ​! ฟังแล้วเนี่ย.. "โอ้โห! พระเสียงดี​จัง​" สมมุตินะ​! ไอ้ตอนฟังเสียงเนี่ย​..จิตรับรู้​เสียง​ เป็น​ "โสตวิญญาณ" ฟังแล้วมีความสุข สุข..ก็เป็นเวทนา​ เรียกว่า สุขเวทนา​ แล้วก็​หมายรู้​ว่า​ เสียงนี้เป็นพระ แน่​ ๆ​​ .. หมายรู้​ว่า​เป็น​พระ ความหมายรู้ ก็คือ สัญญา ฟังแล้วชอบใจ "เสียงดีจัง" ไอ้ที่คิดว่า "เสียงดีจัง" ..เป็นความปรุงแต่ง​ เรียกว่า​ สังขาร นึกออกไหม​? เนี่ย เกิดพร้อม ๆ กันเลย​ จากการที่ฟังเสียงเนี่ย..มีนามธรรม​เกิดขึ้น​พร้อมกัน-ดับพร้อมกัน​ มี​ โสตวิญญาณ​ ฟังเสียงนี้อยู่ด้วย​..ก็เกิด​-ดับด้วยกัน​ พร้อมกัน​ เวลาเราศึกษาเรื่องจิตนี่นะ​ จะแยกออกได้ว่า จิต เป็นเพียงแค่ “ตัวรับรู้​“ ไอ้ที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับ​ จิต​ เช่น​ สุข​นี่​ ไม่ใช่​จิต​หรอก​..เป็นเพียง ความรู้สึก​ ไอ้จำได้หมายรู้นี่ ไม่ใช่จิตหรอก..เป็นเพียง สัญญา ไอ้ที่ปรุงแต่ง เป็นสงสัย, เป็นศรัทธา, เป็นบุญ,​ เป็นบาป​, เป็นกุศล, เป็นอกุศล​ นี่นะ มันไม่ใช่จิตหรอก ..เป็นเพียง สังขาร เป็นความปรุงแต่ง​ ไอ้​ตัวจิต​ เป็นเพียง​แค่ ตัวรับรู้​, เป็นผู้รู้​, เป็นตัวรับรู้​ไปเรื่อย ต่อไป ฟังสวดอภิธรรมจะเข้าใจมากขึ้นแล้วนะคราวนี้​! ฟังคำตอบเข้าใจแล้ว ก็ลองไปฝึกภาวนาเองด้วย ดูจิต.. จิต​ มันเป็นยังไง? ไอ้ความรับรู้ทาง​ ตา,​ หู,​ จมูก,​ ลิ้น,​ กาย,​ ใจ​ เนี่ย​ มันเป็นยังไง​? สัญญา เป็นยังไง? สังขาร เป็นยังไง? เวทนา เป็นยังไง​? ลองรับรู้ แล้วดูจริง ๆ ไม่ใช่ว่าฟัง​เอาเพียงปริยัติ แต่ต้องเอาไปปฏิบัติด้วย​ ปริยัติมันเป็นเพียงแค่ว่าฟัง​เป็นข้อมูลมา ฟังข้อมูลมาแล้ว ต้องลองเอาไปปฏิบัติให้ได้ผลจริง​ ว่า​.. จิต​ เป็นอย่างนี้นะ​ เวทนา​ ..เป็นอย่างนี้นะ ความปรุงแต่ง​เป็นบุญ​เป็นบาป​ ..เป็นอย่างนี้นะ​ มันมีอยู่ในชีวิตนี้จริง​ ๆ​ แล้วชีวิตที่ควรเรียนรู้​ คือ​ ชีวิตของเรา..ที่เรากำลังรู้สึกว่าเป็นเรานี่แหละ เรียนรู้ไป​ เราจะรู้สึกว่า "อ้าว!​ ไอ้พวกเหล่านี้นะ​ เป็นเพียง​นามธรรม​เกิด-ดับ​ ไม่ใช่เรา​" ไอ้รูปขันธ์ ก็เป็นเพียง รูปธรรม เกิด-ดับ​ ไม่ใช่เรา​ นามธรรม​ ที่​​แบ่งออกมาเป็น ๔ อย่างนี่นะ​..มันก็เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงไป​ ไม่ใช่เรา​ ดูอย่างนี้ด้วย ให้เห็นความจริง​ ไม่ใช่เพียงท่องจำ​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่​ 1:35:33 - 1:43:04)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๓ #จิตและเจตสิกคืออะไร 🤔🤔 #ถาม​ : ที่พระสวดอภิธรรมแปล ที่ว่า จิต และ เจตสิก คืออะไรคะ? #ตอบ​ : จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบจิต จิต และ เจตสิก เป็นนามธรรมด้วยกันทั้งหมด​ รู้จักขันธ์ ๕ ไหม​? ขันธ์ ๕ ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมกันเป็นชีวิต ได้แก่ รูปขันธ์​, เวทนาขันธ์,​ สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์​ เคยได้ยินนะ? รูปขันธ์ เป็นส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรม​..ยกเอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูดถึง ในส่วน นามธรรม​มี​ เวทนาขันธ์,​ สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์​ เราแบ่งอย่างนี้ว่า เวทนาขันธ์,​ สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์..เป็น เจตสิก ส่วนวิญญาณขันธ์..เป็น จิต​ ในอภิธรรมจะแยกอย่างนี้นะ! จิต พูดง่ายๆ คือ ความรับรู้​ รับรู้ทาง​ตา เรียกว่า​ จิตมันเกิดทางตา ศัพท์บาลีเรียกว่า “จักขุวิญญาณ” จิตที่รับรู้เสียงทางหู​ ภาษาบาลีเรียกว่า “โสตวิญญาณ” จิตที่รับรู้ทางจมูก​ คือรู้กลิ่น​ เรียกว่า “ฆานวิญญาน” จิตที่รับรู้ทางลิ้น คือรู้รส เรียกว่า “ชิวหาวิญญาน” จิตที่รับรู้​สัมผัสทางกาย คือ เย็น,​ ร้อน, อ่อน, แข็ง เรียกว่า “กายวิญญาณ” จิตที่รับรู้เรื่องราวทางใจ เรียกว่า “มโนวิญญาณ” เป็นวิญญาณนะ!​ วิญญาณ คือ จิต อาการหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิต เช่น เวลา​​เราไปเห็นอะไร​ มี​จักขุวิญญาณนี่นะ​.. เห็นแล้ว​เนี่ย เกิด​รัก-เกิดชัง​.. เป็นเรื่องของ​ สังขาร​ มีความปรุงแต่ง​ เห็นแล้ว​ มีความสุข​ ..ความสุข​เป็น​เวทนา​ เห็นแล้ว​ จำได้ว่า “นี่!​ คนนี้เคยเห็น​ จำได้​” ..ก็มีความจำ​ เรียกว่า​ สัญญา​ จิต​ และ​ เจตสิก​เนี่ย​ เกิด-ดับพร้อมกัน​ มีอารมณ์เดียวกัน นึกออกไหม? อย่างโยมฟังเสียงอาตมานี่นะ​! ฟังแล้วเนี่ย.. “โอ้โห! พระเสียงดี​จัง​” สมมุตินะ​! ไอ้ตอนฟังเสียงเนี่ย​..จิตรับรู้​เสียง​ เป็น​ “โสตวิญญาณ” ฟังแล้วมีความสุข สุข..ก็เป็นเวทนา​ เรียกว่า สุขเวทนา​ แล้วก็​หมายรู้​ว่า​ เสียงนี้เป็นพระ แน่​ ๆ​​ .. หมายรู้​ว่า​เป็น​พระ ความหมายรู้ ก็คือ สัญญา ฟังแล้วชอบใจ “เสียงดีจัง” ไอ้ที่คิดว่า “เสียงดีจัง” ..เป็นความปรุงแต่ง​ เรียกว่า​ สังขาร นึกออกไหม​? เนี่ย เกิดพร้อม ๆ กันเลย​ จากการที่ฟังเสียงเนี่ย..มีนามธรรม​เกิดขึ้น​พร้อมกัน-ดับพร้อมกัน​ มี​ โสตวิญญาณ​ ฟังเสียงนี้อยู่ด้วย​..ก็เกิด​-ดับด้วยกัน​ พร้อมกัน​ เวลาเราศึกษาเรื่องจิตนี่นะ​ จะแยกออกได้ว่า จิต เป็นเพียงแค่ “ตัวรับรู้​“ ไอ้ที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับ​ จิต​ เช่น​ สุข​นี่​ ไม่ใช่​จิต​หรอก​..เป็นเพียง ความรู้สึก​ ไอ้จำได้หมายรู้นี่ ไม่ใช่จิตหรอก..เป็นเพียง สัญญา ไอ้ที่ปรุงแต่ง เป็นสงสัย, เป็นศรัทธา, เป็นบุญ,​ เป็นบาป​, เป็นกุศล, เป็นอกุศล​ นี่นะ มันไม่ใช่จิตหรอก ..เป็นเพียง สังขาร เป็นความปรุงแต่ง​ ไอ้​ตัวจิต​ เป็นเพียง​แค่ ตัวรับรู้​, เป็นผู้รู้​, เป็นตัวรับรู้​ไปเรื่อย ต่อไป ฟังสวดอภิธรรมจะเข้าใจมากขึ้นแล้วนะคราวนี้​! ฟังคำตอบเข้าใจแล้ว ก็ลองไปฝึกภาวนาเองด้วย ดูจิต.. จิต​ มันเป็นยังไง? ไอ้ความรับรู้ทาง​ ตา,​ หู,​ จมูก,​ ลิ้น,​ กาย,​ ใจ​ เนี่ย​ มันเป็นยังไง​? สัญญา เป็นยังไง? สังขาร เป็นยังไง? เวทนา เป็นยังไง​? ลองรับรู้ แล้วดูจริง ๆ ไม่ใช่ว่าฟัง​เอาเพียงปริยัติ แต่ต้องเอาไปปฏิบัติด้วย​ ปริยัติมันเป็นเพียงแค่ว่าฟัง​เป็นข้อมูลมา ฟังข้อมูลมาแล้ว ต้องลองเอาไปปฏิบัติให้ได้ผลจริง​ ว่า​.. จิต​ เป็นอย่างนี้นะ​ เวทนา​ ..เป็นอย่างนี้นะ ความปรุงแต่ง​เป็นบุญ​เป็นบาป​ ..เป็นอย่างนี้นะ​ มันมีอยู่ในชีวิตนี้จริง​ ๆ​ แล้วชีวิตที่ควรเรียนรู้​ คือ​ ชีวิตของเรา..ที่เรากำลังรู้สึกว่าเป็นเรานี่แหละ เรียนรู้ไป​ เราจะรู้สึกว่า “อ้าว!​ ไอ้พวกเหล่านี้นะ​ เป็นเพียง​นามธรรม​เกิด-ดับ​ ไม่ใช่เรา​” ไอ้รูปขันธ์ ก็เป็นเพียง รูปธรรม เกิด-ดับ​ ไม่ใช่เรา​ นามธรรม​ ที่​​แบ่งออกมาเป็น ๔ อย่างนี่นะ​..มันก็เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงไป​ ไม่ใช่เรา​ ดูอย่างนี้ด้วย ให้เห็นความจริง​ ไม่ใช่เพียงท่องจำ​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่​ 1:35:33 – 1:43:04)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๒ #ทำไมฌานเสื่อมง่ายจัง! 🤔🤔 #ถาม​ : โยมทำอานาปานสติได้ฌาน​ แต่คราวนี้พอไม่ได้ทำฌาน​ ๓​ วัน​ ฌานเสื่อม​ ทำไมฌานมันเสื่อมง่ายจังเลยคะ​? #ตอบ​ : ฌาน ก็เป็นความปรุงแต่งอย่างหนึ่ง​ซึ่ง​เกิด-ดับ​ ฉะนั้น จะทำให้มันไม่เกิด-ไม่ดับ​เนี่ย ทำไม่ได้! ทำได้อย่างเดียว คือ​ ทำให้ชำนาญ​ ทำให้ชำนาญ​ คือ​ ทำ​บ่อย​ ๆ​ ทำครั้งเดียวแล้วจะให้มันมีอายุยืนยาวนานเนี่ย..ไม่พอ​ ต้องหมั่นทำ​ ทีนี้เวลาจะหมั่นทำเนี่ยนะ​! เคยได้แล้ว อย่าอยากได้อีก เพราะความอยากจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ไม่ได้​ ตอนที่ทำได้ครั้งแรกเนี่ยไม่มีความอยาก​ แค่จิต​ไปแตะรู้อารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ​ อารมณ์ที่เคยทำนั่นแหละ​ ทำแบบเดิม​ ส่วนไอ้ตัวเพิ่มเติม​ คือ​ ความอยากเนี่ย​..ไม่ต้อง​ ไม่ต้องไป​เติม​ ทำบ่อย ๆ ทำให้ชำนาญ​ แล้วก็ให้เห็นว่า​ มันเป็นธรรมดาของความปรุงแต่งทั้งหลายที่มันเกิดแล้วดับ​ ฉะนั้น เวลาฌานเสื่อมไป ก็ธรรมดา​ "ฌาน" ก็เป็นความปรุงแต่งอย่างหนึ่ง​ซึ่งเกิด-ดับ​ เราบังคับไม่ได้​ เรา​ทำได้เพียงทำเหตุ​ คือ ฝึกบ่อย ๆ​ ถ้าอยากให้มีฌานอีก​ ก็ฝึก​ เอาจิตไปรู้อารมณ์ที่จิตชอบแบบสบาย​ ๆ​ รู้อารมณ์ที่สบาย ๆ​ ด้วยจิตสบาย ๆ นึกออกไหม? อย่างที่เคยทำนั่นแหละ​ ในเมื่อฌาน​ มันแสดงความจริงแล้วว่า​มันไม่เที่ยง​ ก็ให้รู้มันตรง​ ๆ​ ไปเลย ถ้ารู้สึกเสียดายอาลัยอาวรณ์..ความเสียดายเนี่ย​ อยู่ที่​จิต​ ก็รู้ทันไปเลยว่า..เมื่อกี้มีความเสียดายอาลัยอาวรณ์​กับสภาวะ​ คือฌานที่เกิดขึ้นดับไปเมื่อกี้นี้​ อยากได้ฌานอีก​..ให้รู้ทัน​ความอยาก​ อย่าทำฌานตามความอยาก​ เพราะจะไม่ได้​ เพราะความอยากที่ว่าอยากได้ฌานเนี่ย​ เรียกว่าเป็น "ตัณหา​" ตัณหา​ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดฌาน​ แต่ตัณหา​เป็นเหตุ​ให้เกิดทุกข์​ ให้รู้ทัน​ตัว​ตัณหา​คืออยากได้ฌานนั้นด้วย​ รู้ทันแล้ว..ทำยังไงต่อ? ก็เคยทำยังไง​ ก็​ทำอย่างนั้นแหละ​! เคย​รู้อะไร​ ก็​รู้สิ่งนั้นด้วยใจสบาย ๆ​ ด้วยจิตสบาย ๆ​ เคยรู้ลมหายใจ​..ก็รู้ลมหายใจแบบสบาย ๆ​ เคยบริกรรม "พุท-โธ​" ..ก็บริกรรม​ "พุท-โธ" แบบสบาย ๆ​ เคยหายใจเข้า​ "พุท​" หายใจออก "โธ​" ..ก็หายใจเข้า "พุท​" หายใจออก "โธ​" อย่างสบาย ๆ​ ตอนรู้อารมณ์แบบสบาย ๆ​ ด้วยจิตสบาย ๆ นี่นะ​! จิตจะมีความสุขเอง​ พอมีความสุข​อยู่กับอารมณ์นั้น​..จิตก็อยู่กับอารมณ์นั้นได้นานเอง​ ถ้ามันไม่อยู่​ มันดิ้นไป​ มันไม่ยอม​..เรียกว่า จิตอยู่ไม่สุข​ จิต​ดิ้นไปหาอารมณ์นู้นอารมณ์นี้..ให้รู้ทันไปเลยว่า​ จิตมันฟุ้งซ่าน​ เห็นความฟุ้งซ่านให้เป็นประโยชน์​ อย่าให้เห็นความฟุ้งซ่าน​ว่าเป็นศัตรู​ เห็นความฟุ้งซ่านเป็นประโยชน์ ก็คือ​ว่า​ เห็นความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมา​จริงๆ รู้ทัน​ ความฟุ้งซ่าน​..ความฟุ้งซ่าน​ดับ​ นึกออกไหม? บางทีอาจจะเกิดแบบนี้นะ​ เนื่องจาก​คนเคยได้แล้วเนี่ย​ มักจะอยากได้อีก​ พออยากได้อีก​ ก็ทำด้วยตัณหา​ พอไม่รู้ตัณหานี่นะ มันก็จะไม่ได้นะ​ ถ้ารู้ทันตัณหาได้​ ก็จะง่ายขึ้น​ ที่นี้​ถ้าทำตามตัณหาไป​ มันก็​จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์​ จิตก็จะฟุ้งซ่าน​ เพราะว่าตัณหาเป็นตัวแปรที่เพิ่มเข้ามา​ ซึ่งทำให้ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ​ เหมือนทำเคมี​ สูตรผสมเคมีมันเปลี่ยนไป​ มีตัณหาปนเข้ามา​เนี่ย ก็ผิดสูตร​ จะไม่ได้ผลตามที่ต้องการ​ ฉะนั้นตอนไม่ได้ผล เกิดหงุดหงิด​..ให้รู้ทัน ความหงุดหงิด​ มันฟุ้งซ่าน..ให้รู้ทัน​ ความฟุ้งซ่าน​ นึกออกไหม? ไอ้ความหงุดหงิด​ ความฟุ้งซ่าน​..ก็เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้น​ ให้รู้ทันไป​ แต่ตัวเบื้องหลังจริง ๆ ที่ทำให้ไม่ได้ผล​ ก็คือ​ ตัวตัณหา​อยากได้เหมือนเดิม​ ให้รู้ทันกิเลส​ที่อยู่เบื้องหลังจริง ๆ​ ตอนต้นนี้ก่อน​ ไม่งั้นแล้วมันจะทำตามตัณหาอยู่เรื่อย ๆ​ รู้ทันกิเลสเบื้องต้น​ ที่เป็นแรงผลักดันให้ทำตัวนี้ขึ้นมาแล้วนี่นะ​ คราวต่อไป มันก็จะทำอย่างที่ไม่ต้องมีตัณหาตัวนี้​ พอทำอย่างไม่มีตัณหาตัวนี้​เนี่ย บางทีก็จะเกิดจิตที่​ฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก​ ให้รู้ทัน​ ฟุ้งซ่าน​..ฟุ้งซ่าน​จะดับไป​ ความฟุ้งซ่านก็แสดงความจริงด้วย​ ไม่ใช่รอให้มีความสงบ​ แล้วจึงดู ความฟุ้งซ่าน​ ก็แสดงความจริงด้วย​ แสดงไตรลักษณ์ให้ดูได้ แสดงความไม่เที่ยงให้ดูได้​ แสดงความเป็นอนัตตาให้ดูได้​ จิตที่รู้..ก็เกิด-ดับด้วย​ ไม่ต้องไปประคอง​ ไม่ต้องไป​รักษา​ จิตรู้เอง​..ก็เกิด-ดับ​ ทั้งจิตดีและจิตไม่ดี..ก็เกิด-ดับให้ดู​ ปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​ ก็จะไม่ได้เห็นของจริงของสิ่งนั้น​! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ "ธรรมะสว่างใจ" วันที่​ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/edpg2OijZDM (นาทีที่​ 1:38:58​ -​ 1:44:25)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๒ #ทำไมฌานเสื่อมง่ายจัง! 🤔🤔 #ถาม​ : โยมทำอานาปานสติได้ฌาน​ แต่คราวนี้พอไม่ได้ทำฌาน​ ๓​ วัน​ ฌานเสื่อม​ ทำไมฌานมันเสื่อมง่ายจังเลยคะ​? #ตอบ​ : ฌาน ก็เป็นความปรุงแต่งอย่างหนึ่ง​ซึ่ง​เกิด-ดับ​ ฉะนั้น จะทำให้มันไม่เกิด-ไม่ดับ​เนี่ย ทำไม่ได้! ทำได้อย่างเดียว คือ​ ทำให้ชำนาญ​ ทำให้ชำนาญ​ คือ​ ทำ​บ่อย​ ๆ​ ทำครั้งเดียวแล้วจะให้มันมีอายุยืนยาวนานเนี่ย..ไม่พอ​ ต้องหมั่นทำ​ ทีนี้เวลาจะหมั่นทำเนี่ยนะ​! เคยได้แล้ว อย่าอยากได้อีก เพราะความอยากจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ไม่ได้​ ตอนที่ทำได้ครั้งแรกเนี่ยไม่มีความอยาก​ แค่จิต​ไปแตะรู้อารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ​ อารมณ์ที่เคยทำนั่นแหละ​ ทำแบบเดิม​ ส่วนไอ้ตัวเพิ่มเติม​ คือ​ ความอยากเนี่ย​..ไม่ต้อง​ ไม่ต้องไป​เติม​ ทำบ่อย ๆ ทำให้ชำนาญ​ แล้วก็ให้เห็นว่า​ มันเป็นธรรมดาของความปรุงแต่งทั้งหลายที่มันเกิดแล้วดับ​ ฉะนั้น เวลาฌานเสื่อมไป ก็ธรรมดา​ “ฌาน” ก็เป็นความปรุงแต่งอย่างหนึ่ง​ซึ่งเกิด-ดับ​ เราบังคับไม่ได้​ เรา​ทำได้เพียงทำเหตุ​ คือ ฝึกบ่อย ๆ​ ถ้าอยากให้มีฌานอีก​ ก็ฝึก​ เอาจิตไปรู้อารมณ์ที่จิตชอบแบบสบาย​ ๆ​ รู้อารมณ์ที่สบาย ๆ​ ด้วยจิตสบาย ๆ นึกออกไหม? อย่างที่เคยทำนั่นแหละ​ ในเมื่อฌาน​ มันแสดงความจริงแล้วว่า​มันไม่เที่ยง​ ก็ให้รู้มันตรง​ ๆ​ ไปเลย ถ้ารู้สึกเสียดายอาลัยอาวรณ์..ความเสียดายเนี่ย​ อยู่ที่​จิต​ ก็รู้ทันไปเลยว่า..เมื่อกี้มีความเสียดายอาลัยอาวรณ์​กับสภาวะ​ คือฌานที่เกิดขึ้นดับไปเมื่อกี้นี้​ อยากได้ฌานอีก​..ให้รู้ทัน​ความอยาก​ อย่าทำฌานตามความอยาก​ เพราะจะไม่ได้​ เพราะความอยากที่ว่าอยากได้ฌานเนี่ย​ เรียกว่าเป็น “ตัณหา​” ตัณหา​ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดฌาน​ แต่ตัณหา​เป็นเหตุ​ให้เกิดทุกข์​ ให้รู้ทัน​ตัว​ตัณหา​คืออยากได้ฌานนั้นด้วย​ รู้ทันแล้ว..ทำยังไงต่อ? ก็เคยทำยังไง​ ก็​ทำอย่างนั้นแหละ​! เคย​รู้อะไร​ ก็​รู้สิ่งนั้นด้วยใจสบาย ๆ​ ด้วยจิตสบาย ๆ​ เคยรู้ลมหายใจ​..ก็รู้ลมหายใจแบบสบาย ๆ​ เคยบริกรรม “พุท-โธ​” ..ก็บริกรรม​ “พุท-โธ” แบบสบาย ๆ​ เคยหายใจเข้า​ “พุท​” หายใจออก “โธ​” ..ก็หายใจเข้า “พุท​” หายใจออก “โธ​” อย่างสบาย ๆ​ ตอนรู้อารมณ์แบบสบาย ๆ​ ด้วยจิตสบาย ๆ นี่นะ​! จิตจะมีความสุขเอง​ พอมีความสุข​อยู่กับอารมณ์นั้น​..จิตก็อยู่กับอารมณ์นั้นได้นานเอง​ ถ้ามันไม่อยู่​ มันดิ้นไป​ มันไม่ยอม​..เรียกว่า จิตอยู่ไม่สุข​ จิต​ดิ้นไปหาอารมณ์นู้นอารมณ์นี้..ให้รู้ทันไปเลยว่า​ จิตมันฟุ้งซ่าน​ เห็นความฟุ้งซ่านให้เป็นประโยชน์​ อย่าให้เห็นความฟุ้งซ่าน​ว่าเป็นศัตรู​ เห็นความฟุ้งซ่านเป็นประโยชน์ ก็คือ​ว่า​ เห็นความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมา​จริงๆ รู้ทัน​ ความฟุ้งซ่าน​..ความฟุ้งซ่าน​ดับ​ นึกออกไหม? บางทีอาจจะเกิดแบบนี้นะ​ เนื่องจาก​คนเคยได้แล้วเนี่ย​ มักจะอยากได้อีก​ พออยากได้อีก​ ก็ทำด้วยตัณหา​ พอไม่รู้ตัณหานี่นะ มันก็จะไม่ได้นะ​ ถ้ารู้ทันตัณหาได้​ ก็จะง่ายขึ้น​ ที่นี้​ถ้าทำตามตัณหาไป​ มันก็​จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์​ จิตก็จะฟุ้งซ่าน​ เพราะว่าตัณหาเป็นตัวแปรที่เพิ่มเข้ามา​ ซึ่งทำให้ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ​ เหมือนทำเคมี​ สูตรผสมเคมีมันเปลี่ยนไป​ มีตัณหาปนเข้ามา​เนี่ย ก็ผิดสูตร​ จะไม่ได้ผลตามที่ต้องการ​ ฉะนั้นตอนไม่ได้ผล เกิดหงุดหงิด​..ให้รู้ทัน ความหงุดหงิด​ มันฟุ้งซ่าน..ให้รู้ทัน​ ความฟุ้งซ่าน​ นึกออกไหม? ไอ้ความหงุดหงิด​ ความฟุ้งซ่าน​..ก็เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้น​ ให้รู้ทันไป​ แต่ตัวเบื้องหลังจริง ๆ ที่ทำให้ไม่ได้ผล​ ก็คือ​ ตัวตัณหา​อยากได้เหมือนเดิม​ ให้รู้ทันกิเลส​ที่อยู่เบื้องหลังจริง ๆ​ ตอนต้นนี้ก่อน​ ไม่งั้นแล้วมันจะทำตามตัณหาอยู่เรื่อย ๆ​ รู้ทันกิเลสเบื้องต้น​ ที่เป็นแรงผลักดันให้ทำตัวนี้ขึ้นมาแล้วนี่นะ​ คราวต่อไป มันก็จะทำอย่างที่ไม่ต้องมีตัณหาตัวนี้​ พอทำอย่างไม่มีตัณหาตัวนี้​เนี่ย บางทีก็จะเกิดจิตที่​ฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก​ ให้รู้ทัน​ ฟุ้งซ่าน​..ฟุ้งซ่าน​จะดับไป​ ความฟุ้งซ่านก็แสดงความจริงด้วย​ ไม่ใช่รอให้มีความสงบ​ แล้วจึงดู ความฟุ้งซ่าน​ ก็แสดงความจริงด้วย​ แสดงไตรลักษณ์ให้ดูได้ แสดงความไม่เที่ยงให้ดูได้​ แสดงความเป็นอนัตตาให้ดูได้​ จิตที่รู้..ก็เกิด-ดับด้วย​ ไม่ต้องไปประคอง​ ไม่ต้องไป​รักษา​ จิตรู้เอง​..ก็เกิด-ดับ​ ทั้งจิตดีและจิตไม่ดี..ก็เกิด-ดับให้ดู​ ปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​ ก็จะไม่ได้เห็นของจริงของสิ่งนั้น​! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/edpg2OijZDM (นาทีที่​ 1:38:58​ -​ 1:44:25)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๑ #แสงโอภาสจากการทำสมาธิ 🤔🤔 #ถาม: ทำไมเวลาผมนั่งหรือนอนทำสมาธิ ผมจะเห็นดวงสีม่วง ดวงสีแดง ดวงสีขาว ดวงสีแสด เล็ก ๆ ใหญ่ ๆ พระอาจารย์บางท่านบอกว่า "เป็นแสงโอภาส" "แสงโอภาส" คืออะไรครับ? #ตอบ: "โอภาส" เป็นภาษาบาลี แปลว่า แสงสว่าง เพราะฉะนั้น เห็นโอภาส คือ เห็นแสงสว่าง ก็แค่สักว่า "แสง" เท่านั้นเองไม่มีอะไร ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีอะไรน่ากลัว เวลาเห็น"แสง" แล้ว“ใจ”เป็นยังไง?..ให้รู้ทันใจ เห็นแสง..แล้วสงสัย ความสงสัยไม่ใช่แสงแล้ว ให้รู้ทันใจว่า..มีความสงสัยเกิดขึ้นกับใจ รู้ทันว่า..สงสัย เห็นแสง..แล้วดีใจ "โห! วันนี้ฉันปฏิบัติดี แสงสีม่วงสวยเชียว" อย่างนี้นะ! ให้รู้ทันว่า..ดีใจ "เฮ้ย! เห็นอย่างนี้ แสดงว่าเราปฏิบัติดี เก่ง" มีความภูมิใจในแง่ของถือตัว ว่าเราเป็นนักปฏิบัติที่ดี ให้รู้ทันว่า..ถือตัว นึกออกไหม? แสงที่เกิดขึ้น ก็สักว่าแสง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นแสงนั้นแล้ว ใจเราเป็นยังไง? ใจที่รับรู้แสงนั่นแล้ว เกิดอะไรขึ้น? สงสัย..ก็ให้รู้ กลัว..ก็ให้รู้ ดีใจ..ก็ให้รู้ ภูมิใจ เกิดมานะ..ก็ให้รู้ อย่างนี้นะ อย่างนี้เรียกว่าได้ประโยชน์จากการมี “แสง”ปรากฏ ตอนเห็นแสง.. แสงก็เป็นอารมณ์ของจิต แต่แสงก็อยู่ได้ไม่นาน เกิด-ดับไป มันไม่ได้มีแสงอยู่ตลอดเวลา เป็นเพียงนิมิตที่เกิดขึ้น เรียกว่า “นิมิตโอภาส” ภาษาบาลี "โอภาส" ก็แปลว่า แสงสว่าง นั่นเอง ก็คือ เห็นแสง..ก็รู้ว่า แสง มันคือ แสง เท่านั้นเอง! ไม่ต้องไปแปลค่า ไม่ต้องตีความ.. มันคือ แสง ทีนี้พอเห็นแล้ว "ใจ" เป็นยังไง? คราวนี้ย้อนมาดู ใจ พอย้อนดู ใจ แล้วนี่นะ..ก็จะเห็น จิต เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตทำงานของมัน กระทบแสงนี่.. บางที ใจ ก็ไม่เหมือนกัน เห็น แสง ครั้งนึง..จิต อาจจะดีใจ เห็นอีกครั้งนึง.. อาจจะ "ไม่ใช่แค่ดีใจ" อาจจะพลิกกลายเป็นกิเลสเลย! อย่างที่บอกว่า เริ่มจากดีใจ..แล้วกลายเป็นถือตัว หรือมีความภูมิใจเห็นว่าตัวเองเก่ง..กลายเป็นมานะอย่างนี้ เห็นว่า เราเป็นผู้ปฏิบัติที่รู้สึกเหนือกว่าคนอื่นแล้ว เวลามองคนอื่น รู้สึกว่า "เราเนี่ย! เหนือกว่าเขา" อย่างนี้ เห็นว่าเราเหนือกว่าเขานะ กลายเป็นมานะ มีการเทียบเขาเทียบเรา ก็ให้รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นด้วย บางคนเดินวิปัสสนามาอ่อนๆ แล้วเกิดแสงสว่าง ทำให้เข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผล อย่างนี้ก็เรียกว่า เกิด“วิปัสสนูปกิเลส” วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น วิธีแก้คือ พอจิตถลำไปหาแสง ให้รู้ทัน พอเห็นจิตถลำไป จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะเห็นว่า แสงก็เป็นเพียงสิ่งๆหนึ่ง ที่ถูกรู้ เท่านั้น เพราะฉะนั้น แสง ก็ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง ว่ามันจะดีหรือไม่ดี? ก็แค่..แสง เป็นสักว่า..แสง มันจะดีหรือไม่ดี?.. มันอยู่ที่ "จิต" หลังจากที่เห็นแสงแล้วนั้น มันเป็นยังไง? มันปรุงอะไรขึ้นมาอีก? ให้มารู้ทันที่จิต ไม่งั้นแล้ว ก็เห็นแสง..เกิดความภูมิใจ ไม่รู้ทัน ความภูมิใจ ก็กลายเป็นว่า ปรุงแต่งความภูมิใจ แล้วกลายเป็น ความถือตัว เป็นมานะ หรือเป็นวิปัสสนูปกิเลส อย่างนี้เป็นต้น ก็กลายเป็นว่า เอาสิ่งที่เห็น ซึ่งมันไม่ได้ดี ไม่ได้ร้ายอะไร กลายเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี เกิดขึ้นกับจิต ทีนี้ แทนที่จะไปดูแสง แล้วปล่อยให้จิตปรุงแต่งอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ กลับมาดูจิตด้วย เห็นจิตมันแสดงความจริงไปด้วย บางทีมันก็ปรุงดี บางทีมันก็ปรุงร้าย มันงง ๆ ไม่รู้จะเป็นยังไง?.. ให้รู้ทันไปเลยว่า สงสัย เป็นวิจิกิจฉา สงสัยขึ้นมา แสงจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ ไม่จำกัด ก็สักว่าแสงเท่านั้นเอง เป็นนิมิตขึ้นมา หลังจากที่เราทำจิตให้สงบไปสักพักนึง บางทีก็จะเป็นนิมิตที่เกิดจากเห็นสิ่งภายนอก เช่น มีเทวดามาก็มีแสงได้ แต่จริง ๆ ก็ไม่ต้องคิดมาก เห็นอะไร? เกิดสงสัย..รู้ทันว่า สงสัย อย่างนี้ดีกว่า พูดไปอย่างนี้ เดี๋ยวเกิดสงสัย หรือว่าไปปรุงแต่งกลายเป็นอะไร? ปรุงนำหน้าไป ทั้ง ๆ ที่จริงมันไม่มีอะไร เป็นเพียงผลจากการทำกรรมฐานเท่านั้นเอง สรุปแล้วคือ โอภาส แปลว่า แสง แล้วพอ เห็นโอภาส คือ เห็นแสงนั่นแล้ว..จิตเป็นยังไง? ให้รู้ทันจิต เอาอย่างนี้ดีกว่า พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ "ธรรมะสว่างใจ" เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอทhttps://youtu.be/ZKDjnBeK-k0 (นาทีที่ 1:19:20 - 1:24:20)

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๑ #แสงโอภาสจากการทำสมาธิ 🤔🤔 #ถาม: ทำไมเวลาผมนั่งหรือนอนทำสมาธิ ผมจะเห็นดวงสีม่วง ดวงสีแดง ดวงสีขาว ดวงสีแสด เล็ก ๆ ใหญ่ ๆ พระอาจารย์บางท่านบอกว่า “เป็นแสงโอภาส” “แสงโอภาส” คืออะไรครับ? #ตอบ: “โอภาส” เป็นภาษาบาลี แปลว่า แสงสว่าง เพราะฉะนั้น เห็นโอภาส คือ เห็นแสงสว่าง ก็แค่สักว่า “แสง” เท่านั้นเองไม่มีอะไร ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีอะไรน่ากลัว เวลาเห็น”แสง” แล้ว“ใจ”เป็นยังไง?..ให้รู้ทันใจ เห็นแสง..แล้วสงสัย ความสงสัยไม่ใช่แสงแล้ว ให้รู้ทันใจว่า..มีความสงสัยเกิดขึ้นกับใจ รู้ทันว่า..สงสัย เห็นแสง..แล้วดีใจ “โห! วันนี้ฉันปฏิบัติดี แสงสีม่วงสวยเชียว” อย่างนี้นะ! ให้รู้ทันว่า..ดีใจ “เฮ้ย! เห็นอย่างนี้ แสดงว่าเราปฏิบัติดี เก่ง” มีความภูมิใจในแง่ของถือตัว ว่าเราเป็นนักปฏิบัติที่ดี ให้รู้ทันว่า..ถือตัว นึกออกไหม? แสงที่เกิดขึ้น ก็สักว่าแสง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นแสงนั้นแล้ว ใจเราเป็นยังไง? ใจที่รับรู้แสงนั่นแล้ว เกิดอะไรขึ้น? สงสัย..ก็ให้รู้ กลัว..ก็ให้รู้ ดีใจ..ก็ให้รู้ ภูมิใจ เกิดมานะ..ก็ให้รู้ อย่างนี้นะ อย่างนี้เรียกว่าได้ประโยชน์จากการมี “แสง”ปรากฏ ตอนเห็นแสง.. แสงก็เป็นอารมณ์ของจิต แต่แสงก็อยู่ได้ไม่นาน เกิด-ดับไป มันไม่ได้มีแสงอยู่ตลอดเวลา เป็นเพียงนิมิตที่เกิดขึ้น เรียกว่า “นิมิตโอภาส” ภาษาบาลี “โอภาส” ก็แปลว่า แสงสว่าง นั่นเอง ก็คือ เห็นแสง..ก็รู้ว่า แสง มันคือ แสง เท่านั้นเอง! ไม่ต้องไปแปลค่า ไม่ต้องตีความ.. มันคือ แสง ทีนี้พอเห็นแล้ว “ใจ” เป็นยังไง? คราวนี้ย้อนมาดู ใจ พอย้อนดู ใจ แล้วนี่นะ..ก็จะเห็น จิต เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตทำงานของมัน กระทบแสงนี่.. บางที ใจ ก็ไม่เหมือนกัน เห็น แสง ครั้งนึง..จิต อาจจะดีใจ เห็นอีกครั้งนึง.. อาจจะ “ไม่ใช่แค่ดีใจ” อาจจะพลิกกลายเป็นกิเลสเลย! อย่างที่บอกว่า เริ่มจากดีใจ..แล้วกลายเป็นถือตัว หรือมีความภูมิใจเห็นว่าตัวเองเก่ง..กลายเป็นมานะอย่างนี้ เห็นว่า เราเป็นผู้ปฏิบัติที่รู้สึกเหนือกว่าคนอื่นแล้ว เวลามองคนอื่น รู้สึกว่า “เราเนี่ย! เหนือกว่าเขา” อย่างนี้ เห็นว่าเราเหนือกว่าเขานะ กลายเป็นมานะ มีการเทียบเขาเทียบเรา ก็ให้รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นด้วย บางคนเดินวิปัสสนามาอ่อนๆ แล้วเกิดแสงสว่าง ทำให้เข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผล อย่างนี้ก็เรียกว่า เกิด“วิปัสสนูปกิเลส” วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น วิธีแก้คือ พอจิตถลำไปหาแสง ให้รู้ทัน พอเห็นจิตถลำไป จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะเห็นว่า แสงก็เป็นเพียงสิ่งๆหนึ่ง ที่ถูกรู้ เท่านั้น เพราะฉะนั้น แสง ก็ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง ว่ามันจะดีหรือไม่ดี? ก็แค่..แสง เป็นสักว่า..แสง มันจะดีหรือไม่ดี?.. มันอยู่ที่ “จิต” หลังจากที่เห็นแสงแล้วนั้น มันเป็นยังไง? มันปรุงอะไรขึ้นมาอีก? ให้มารู้ทันที่จิต ไม่งั้นแล้ว ก็เห็นแสง..เกิดความภูมิใจ ไม่รู้ทัน ความภูมิใจ ก็กลายเป็นว่า ปรุงแต่งความภูมิใจ แล้วกลายเป็น ความถือตัว เป็นมานะ หรือเป็นวิปัสสนูปกิเลส อย่างนี้เป็นต้น ก็กลายเป็นว่า เอาสิ่งที่เห็น ซึ่งมันไม่ได้ดี ไม่ได้ร้ายอะไร กลายเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี เกิดขึ้นกับจิต ทีนี้ แทนที่จะไปดูแสง แล้วปล่อยให้จิตปรุงแต่งอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ กลับมาดูจิตด้วย เห็นจิตมันแสดงความจริงไปด้วย บางทีมันก็ปรุงดี บางทีมันก็ปรุงร้าย มันงง ๆ ไม่รู้จะเป็นยังไง?.. ให้รู้ทันไปเลยว่า สงสัย เป็นวิจิกิจฉา สงสัยขึ้นมา แสงจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ ไม่จำกัด ก็สักว่าแสงเท่านั้นเอง เป็นนิมิตขึ้นมา หลังจากที่เราทำจิตให้สงบไปสักพักนึง บางทีก็จะเป็นนิมิตที่เกิดจากเห็นสิ่งภายนอก เช่น มีเทวดามาก็มีแสงได้ แต่จริง ๆ ก็ไม่ต้องคิดมาก เห็นอะไร? เกิดสงสัย..รู้ทันว่า สงสัย อย่างนี้ดีกว่า พูดไปอย่างนี้ เดี๋ยวเกิดสงสัย หรือว่าไปปรุงแต่งกลายเป็นอะไร? ปรุงนำหน้าไป ทั้ง ๆ ที่จริงมันไม่มีอะไร เป็นเพียงผลจากการทำกรรมฐานเท่านั้นเอง สรุปแล้วคือ โอภาส แปลว่า แสง แล้วพอ เห็นโอภาส คือ เห็นแสงนั่นแล้ว..จิตเป็นยังไง? ให้รู้ทันจิต เอาอย่างนี้ดีกว่า พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอทhttps://youtu.be/ZKDjnBeK-k0 (นาทีที่ 1:19:20 – 1:24:20)

อ่านต่อ ...
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๐ #การดูจิตเหมาะกับคนช่างคิด 🤔🤔 #ถาม : ขอให้พระอาจารย์ช่วยอธิบายถึงหลักการปฏิบัติที่ว่า "การรู้สึกตัว รู้ที่จิต" และ "รู้ถึงจิตที่รู้" ขั้นตอนการปฏิบัติในการเดินจิตค่ะ #ตอบ : การดูจิตนี่ เหมาะสำหรับคนที่เป็นประเภทพวกช่างคิด พวกช่างคิดนี่ จิตทำงานอยู่บ่อย ๆ จิตทำงานบ่อย ๆ นี่ คือมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตนี่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ก็เหมาะสำหรับคนที่พวกช่างคิดนี่จะมาดูจิต เพราะจิตมันทำงานเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่เป็นจิตนิ่ง ๆ ถ้าเป็นจิตนิ่งๆ ก็เป็นพวกทำสมาธิทำฌานได้ เขาจะมีจิตนิ่ง ๆ การดูจิตของคนจิตนิ่ง ๆ แล้วนี่นะ จิตไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ไตรลักษณ์คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตขณะนั้นที่นิ่งอยู่ มันไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ แต่จิตที่กำลังทำงาน เดี๋ยวคิดนู้นเดี๋ยวคิดนี่ เป็นคนช่างคิดนี่นะ เหมาะที่สำหรับจะมาเจริญสติปัฏฐานในแง่ของการดูจิต แต่อยู่ ๆ จะไปดูจิตเลยเนี่ย บางทีก็ยาก ก็ควรจะทำสมถะไว้ก่อน ให้สมถะเป็นเพียงเครื่องเทียบให้เห็นว่า จิตที่เผลอจากสมถะนั้นหรือองค์ภาวนานั้น เป็นจิตที่เผลอ เช่น ดูลมหายใจ หรือว่า หายใจเข้า-หายใจออก หรือว่า หายใจเข้า"พุท" หายใจออก"โธ"นี่นะ หายใจเข้า"พุท" หายใจออก"โธ"เนี่ย เป็นที่อยู่สำหรับทำสมถะของเรา แต่ทำสมถะครั้งนี้ ไม่ได้ทำสมถะเพื่อรักษาจิตให้อยู่กับองค์ภาวนาของเราไปตลอดเวลา เพราะจิตคนที่เหมาะสำหรับคนดูจิตนี่นะ เป็นจิตที่ชอบล่อกแล่ก ชอบคิดชอบนึก ช่างปรุงช่างแต่ง ฉะนั้นเวลาอยู่กับ​ลมหายใจ หายใจเข้า"พุท" หายใจออก"โธ"นะ มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอก มันทนไม่ได้ เดี๋ยวมันก็ต้องคิดนู้นคิดนี่อยู่เรื่อย ๆ นะ แต่การคิดหลังจากที่เรามีการภาวนาเป็นสมถะ คือหายใจเข้า"พุท" หายใจออก"โธ"นี่ เราจะมีข้อสังเกตุได้ว่า ถ้ามันผิดไปจาก"พุทโธ"เมื่อไหร่ เรียกว่า..เผลอ เพราะเราตั้งใจ ตั้งกติกาไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า เราจะใช้"พุทโธ" หรือ"ลมหายใจ"นี่ เป็นเครื่องอยู่ของจิต ถ้ามันออกจากที่อยู่ตรงนี้ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) แสดงว่า​ มันเผลอ เราก็จะรู้ได้ง่ายว่า ทุกครั้งที่ลืม"พุทโธ" หรือ​ ลืม"ลมหายใจ"ไป​ ไปรู้เรื่องอื่น..ขณะนั้นเผลอแล้ว บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรชัดเจน​ แค่เบลอ ๆ แค่เบลอ ๆ มันลืมที่อยู่ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) ก็เรียกว่า​เผลอแล้วเหมือนกัน ใจมันจะมีการลอย ก็เห็นว่า..จิตมันลอย มันมีการเคลื่อน ก็เห็นว่า..จิตมันเคลื่อน หรือว่า​ มันดับจากตรงนี้ แล้วไปเกิดตรงนู้น​ ก็เห็นว่า..มันเกิด-ดับ ๆ จิตมันจะแสดงอาการของมันอย่างไร ก็รู้ไปตามจริง ว่ามันเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เห็นจิตมันเกิดดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตมันเป็นไปเอง ตามเหตุ ตามปัจจัย เรียกว่า​ เห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู ตอนเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์นี่​ ถ้าเห็นตรงนี้ เรียกว่า​ "เจริญวิปัสสนา" ถ้าจิตอยู่กับที่นิ่ง ๆ อยู่ในอารมณ์นี้ เช่น ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก แล้วอยู่กับมันนิ่ง ๆ นี่นะ ก็จะอาศัยลมหายใจนี้ เจริญสมถกรรมฐาน "สมถกรรมฐาน" แปลว่า งานฝึกจิตให้สงบ ให้จิตสงบอยู่กับอารมณ์ที่ต้องการ หรืออารมณ์ที่เราชอบหรือตั้งต้นเอาไว้ เช่นดูลมหายใจ ก็อยู่กับลมหายใจนาน ๆ อย่างนี้ ได้สมถะ แต่ถ้ามันไม่ยอมอยู่ ก็อาศัยที่มันไม่อยู่นี่แหละ ดูความจริงไปเลยว่า ความเผลอเกิดขึ้น ความเผลอเป็นความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ แล้วรู้ทันความเผลอ..เห็นความเผลอดับไป ความจริงที่เราเห็นนี่นะ เห็น หนึ่ง​ คือ"เห็น​ความเผลอ​ ที่เกิดขึ้นจริงๆ" สอง เห็นความเผลอที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้.. ดับไปแล้ว เห็นความจริงว่า “มันเกิด-ดับ” สาม เห็นความจริงว่าความเผลอที่มันเกิด-ดับเนี่ย..”ไม่ใช่เรา” เป็นเพียงสภาวะนึงที่เป็นนามธรรม..แล้วถูกรู้โดยจิตที่เป็น “ผู้รู้” นี้ เห็นมันแสดงความจริงอย่างนี้ สามระดับ บางคนเห็นระดับแรกอย่างเดียว คือว่าเห็นว่า..มีความเผลอเกิดขึ้น แต่ไม่เห็นว่า​ มันเกิด-ดับ ก็ให้ฝึกเห็นไปเรื่อย ๆ เจริญกรรมฐานไปเรื่อย ๆ เห็นความเผลอ..แล้วก็กลับมา อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานเดิมใหม่ หายใจเข้า"พุท" หายใจออก"โธ"ต่อไป ก็เห็นความเผลออีก จิตมันเผลอ..ก็เห็นความเผลออีก เห็นไปบ่อย ๆ ก็จะเห็นว่ามันเกิด-ดับด้วย เพราะทันทีที่เห็นมัน..มันไม่เผลอแล้ว ความเผลอเกิดขึ้น เห็นความเผลอ..ความเผลอดับ ก็จะกลายจะเป็นว่า เริ่มเห็นความจริงในระดับที่สอง คือ มีความเผลอเกิดขึ้นจริง..แล้วความเผลอนั้นก็เกิด-ดับด้วย แต่ยังรู้สึกว่า..ไอ้ความเผลอที่ว่านี่​เป็นเรา คือ​เราเป็นผู้เผลอ ดูไป ๆ ไอ้ผู้เผลอ..ไม่ใช่เรา ประมาณว่า..ความเผลอนั้นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อกี้ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป​ "ไม่ใช่เรา" ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้​ ก็เริ่มพัฒนามากขึ้น ได้ “เจริญวิปัสสนา” เรียกว่า อาศัยสมถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ แล้วเจริญวิปัสสนาไปเรื่อย ๆ ใช้วิปัสสนานำสมถะ หรือเรียกอีกอย่างว่า ใช้ปัญญานำสมาธิ แล้วทำอย่างนี้แหละ มันจะทำให้มีสมาธิเกิดขึ้นง่าย สมาธิในแง่ที่ว่าเกิดขึ้นง่ายนี่ จะเป็นสมาธิที่เห็นจิตเคลื่อน พอจิตเคลื่อนไป..รู้ทัน จิตเคลื่อนไป..รู้ทันเนี่ย จิตเคลื่อน มันเป็นสภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่น "สมาธิ" แปลว่า จิตตั้งมั่น อย่าแปล สมาธิ ว่าเป็นจิตสงบนะ! สมาธิ แปลว่า จิตตั้งมั่น จิตที่เคลื่อนไป แสดงความไม่ตั้งมั่น เห็นจิตที่เคลื่อน..ได้จิตตั้งมั่น แต่เป็นตั้งมั่นหนึ่งขณะ! การตั้งมั่นหนึ่งขณะเนี่ย เรียกว่าได้สมาธิหนึ่งขณะ ภาษาบาลีเรียกว่า "ขณิกสมาธิ" นี่เรียกว่า​ อาศัยเจริญปัญญาไปก่อน แล้วค่อยไปได้สมาธิภายหลัง เห็นความฟุ้งซ่าน.. เห็นความเผลอ​ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอเกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป​ ขณะที่เห็นอยู่นี่..มันจะเห็นว่าจิตมัน "มีการเคลื่อน" ด้วย​..ที่เผลอนี่ มันเคลื่อนจากตรงนี้ ประมาณว่าตรงปลายจมูกนี่..แล้วมันเคลื่อนไป อย่างนี้ก็ได้ เห็นความเคลื่อนเกิดขึ้น..ได้ความไม่เคลื่อน เห็นความเผลอ..ได้ความไม่เผลอ เห็นความเคลื่อน..ได้ความไม่เคลื่อน ความเคลื่อนของจิต คือ จิตไม่ตั้งมั่น เห็นจิตเคลื่อน.. จึงได้ “จิตตั้งมั่น” แล้วอาศัยสติและสมาธิที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา แล้วก็พัฒนาปัญญาไปด้วย เห็นแม้กระทั่งว่า จิตที่เป็น "ผู้รู้" เนี่ย..ก็ไม่ใช่เรา! จากที่เคยเห็นว่า ไอ้ความเผลอ​ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอ​ เกิด-ดับ ก็จริง แต่รู้สึกว่า “เรา” เป็นผู้รู้ ดูไปๆ เนี่ย.. "ผู้รู้​" ก็ “ไม่ใช่เรา” เพราะเดี๋ยวก็เป็น"ผู้รู้"..เดี๋ยวก็เป็น"ผู้คิด" เดี๋ยวก็เป็น"ผู้รู้"..เดี๋ยวก็เป็น"ผู้เผลอ" เห็นทั้งหมดนี่ แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ความเผลอที่ถูกรู้..ก็แสดงไตรลักษณ์ ตัวรู้เอง..ก็แสดงไตรลักษณ์ด้วย ตัว “ผู้รู้” เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็เกิดขึ้นมา​ แล้วก็ดับไป..มันก็ไม่ใช่เรา เดี๋ยวก็เป็น "ผู้รู้" ..เดี๋ยวก็เป็น "ผู้คิด" ทั้งหมดแล้วก็คือ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนี้ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม แต่ถ้าเป็นพวกที่ช่างคิด ก็มาเรียนรู้เรื่องนามธรรมก่อน เพราะตัวหลักใหญ่ก็คือตัวนามธรรมนี่แหละ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่า"จิต"..เนี่ย​ เป็นเรา และ"กายนี้"..เป็นเพียงแค่ของเรา ไอ้ตัวสำคัญ คือ​ตัวจิต ถ้าเราเห็นความจริงของจิตว่า..ไม่ใช่เราแล้ว ไอ้ร่างกายก็พลอยเห็นว่า..มันไม่ใช่เรา​ ไปแล้วด้วย จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ก็รู้ทันที่จิต ก็เข้าใจถึงชีวิตนี้ไปด้วย พอเห็นจิตนี้..ไม่ใช่เราแล้วเนี่ย ทั้งกายนี้ ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราไป ถ้าเห็นความจริงว่าจิตนี้ไม่ใช่เรา ก็จะกลายเป็นพระโสดาบัน นี่คือวิธีการภาวนาของคนที่ เริ่มต้นจากทำสมถะไม่ค่อยได้.. แต่ว่าพัฒนาได้! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ"ธรรมะสว่างใจ" เมื่อวันที่​ ๒​ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/clyuwC-c_JU (นาทีที่ 1:41:16 - 1:49:15​ )

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๐ #การดูจิตเหมาะกับคนช่างคิด 🤔🤔 #ถาม : ขอให้พระอาจารย์ช่วยอธิบายถึงหลักการปฏิบัติที่ว่า “การรู้สึกตัว รู้ที่จิต” และ “รู้ถึงจิตที่รู้” ขั้นตอนการปฏิบัติในการเดินจิตค่ะ #ตอบ : การดูจิตนี่ เหมาะสำหรับคนที่เป็นประเภทพวกช่างคิด พวกช่างคิดนี่ จิตทำงานอยู่บ่อย ๆ จิตทำงานบ่อย ๆ นี่ คือมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตนี่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ก็เหมาะสำหรับคนที่พวกช่างคิดนี่จะมาดูจิต เพราะจิตมันทำงานเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่เป็นจิตนิ่ง ๆ ถ้าเป็นจิตนิ่งๆ ก็เป็นพวกทำสมาธิทำฌานได้ เขาจะมีจิตนิ่ง ๆ การดูจิตของคนจิตนิ่ง ๆ แล้วนี่นะ จิตไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ไตรลักษณ์คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตขณะนั้นที่นิ่งอยู่ มันไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ แต่จิตที่กำลังทำงาน เดี๋ยวคิดนู้นเดี๋ยวคิดนี่ เป็นคนช่างคิดนี่นะ เหมาะที่สำหรับจะมาเจริญสติปัฏฐานในแง่ของการดูจิต แต่อยู่ ๆ จะไปดูจิตเลยเนี่ย บางทีก็ยาก ก็ควรจะทำสมถะไว้ก่อน ให้สมถะเป็นเพียงเครื่องเทียบให้เห็นว่า จิตที่เผลอจากสมถะนั้นหรือองค์ภาวนานั้น เป็นจิตที่เผลอ เช่น ดูลมหายใจ หรือว่า หายใจเข้า-หายใจออก หรือว่า หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นี่นะ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”เนี่ย เป็นที่อยู่สำหรับทำสมถะของเรา แต่ทำสมถะครั้งนี้ ไม่ได้ทำสมถะเพื่อรักษาจิตให้อยู่กับองค์ภาวนาของเราไปตลอดเวลา เพราะจิตคนที่เหมาะสำหรับคนดูจิตนี่นะ เป็นจิตที่ชอบล่อกแล่ก ชอบคิดชอบนึก ช่างปรุงช่างแต่ง ฉะนั้นเวลาอยู่กับ​ลมหายใจ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นะ มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอก มันทนไม่ได้ เดี๋ยวมันก็ต้องคิดนู้นคิดนี่อยู่เรื่อย ๆ นะ แต่การคิดหลังจากที่เรามีการภาวนาเป็นสมถะ คือหายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นี่ เราจะมีข้อสังเกตุได้ว่า ถ้ามันผิดไปจาก”พุทโธ”เมื่อไหร่ เรียกว่า..เผลอ เพราะเราตั้งใจ ตั้งกติกาไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า เราจะใช้”พุทโธ” หรือ”ลมหายใจ”นี่ เป็นเครื่องอยู่ของจิต ถ้ามันออกจากที่อยู่ตรงนี้ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) แสดงว่า​ มันเผลอ เราก็จะรู้ได้ง่ายว่า ทุกครั้งที่ลืม”พุทโธ” หรือ​ ลืม”ลมหายใจ”ไป​ ไปรู้เรื่องอื่น..ขณะนั้นเผลอแล้ว บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรชัดเจน​ แค่เบลอ ๆ แค่เบลอ ๆ มันลืมที่อยู่ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) ก็เรียกว่า​เผลอแล้วเหมือนกัน ใจมันจะมีการลอย ก็เห็นว่า..จิตมันลอย มันมีการเคลื่อน ก็เห็นว่า..จิตมันเคลื่อน หรือว่า​ มันดับจากตรงนี้ แล้วไปเกิดตรงนู้น​ ก็เห็นว่า..มันเกิด-ดับ ๆ จิตมันจะแสดงอาการของมันอย่างไร ก็รู้ไปตามจริง ว่ามันเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เห็นจิตมันเกิดดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตมันเป็นไปเอง ตามเหตุ ตามปัจจัย เรียกว่า​ เห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู ตอนเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์นี่​ ถ้าเห็นตรงนี้ เรียกว่า​ “เจริญวิปัสสนา” ถ้าจิตอยู่กับที่นิ่ง ๆ อยู่ในอารมณ์นี้ เช่น ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก แล้วอยู่กับมันนิ่ง ๆ นี่นะ ก็จะอาศัยลมหายใจนี้ เจริญสมถกรรมฐาน “สมถกรรมฐาน” แปลว่า งานฝึกจิตให้สงบ ให้จิตสงบอยู่กับอารมณ์ที่ต้องการ หรืออารมณ์ที่เราชอบหรือตั้งต้นเอาไว้ เช่นดูลมหายใจ ก็อยู่กับลมหายใจนาน ๆ อย่างนี้ ได้สมถะ แต่ถ้ามันไม่ยอมอยู่ ก็อาศัยที่มันไม่อยู่นี่แหละ ดูความจริงไปเลยว่า ความเผลอเกิดขึ้น ความเผลอเป็นความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ แล้วรู้ทันความเผลอ..เห็นความเผลอดับไป ความจริงที่เราเห็นนี่นะ เห็น หนึ่ง​ คือ”เห็น​ความเผลอ​ ที่เกิดขึ้นจริงๆ” สอง เห็นความเผลอที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้.. ดับไปแล้ว เห็นความจริงว่า “มันเกิด-ดับ” สาม เห็นความจริงว่าความเผลอที่มันเกิด-ดับเนี่ย..”ไม่ใช่เรา” เป็นเพียงสภาวะนึงที่เป็นนามธรรม..แล้วถูกรู้โดยจิตที่เป็น “ผู้รู้” นี้ เห็นมันแสดงความจริงอย่างนี้ สามระดับ บางคนเห็นระดับแรกอย่างเดียว คือว่าเห็นว่า..มีความเผลอเกิดขึ้น แต่ไม่เห็นว่า​ มันเกิด-ดับ ก็ให้ฝึกเห็นไปเรื่อย ๆ เจริญกรรมฐานไปเรื่อย ๆ เห็นความเผลอ..แล้วก็กลับมา อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานเดิมใหม่ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”ต่อไป ก็เห็นความเผลออีก จิตมันเผลอ..ก็เห็นความเผลออีก เห็นไปบ่อย ๆ ก็จะเห็นว่ามันเกิด-ดับด้วย เพราะทันทีที่เห็นมัน..มันไม่เผลอแล้ว ความเผลอเกิดขึ้น เห็นความเผลอ..ความเผลอดับ ก็จะกลายจะเป็นว่า เริ่มเห็นความจริงในระดับที่สอง คือ มีความเผลอเกิดขึ้นจริง..แล้วความเผลอนั้นก็เกิด-ดับด้วย แต่ยังรู้สึกว่า..ไอ้ความเผลอที่ว่านี่​เป็นเรา คือ​เราเป็นผู้เผลอ ดูไป ๆ ไอ้ผู้เผลอ..ไม่ใช่เรา ประมาณว่า..ความเผลอนั้นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อกี้ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป​ “ไม่ใช่เรา” ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้​ ก็เริ่มพัฒนามากขึ้น ได้ “เจริญวิปัสสนา” เรียกว่า อาศัยสมถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ แล้วเจริญวิปัสสนาไปเรื่อย ๆ ใช้วิปัสสนานำสมถะ หรือเรียกอีกอย่างว่า ใช้ปัญญานำสมาธิ แล้วทำอย่างนี้แหละ มันจะทำให้มีสมาธิเกิดขึ้นง่าย สมาธิในแง่ที่ว่าเกิดขึ้นง่ายนี่ จะเป็นสมาธิที่เห็นจิตเคลื่อน พอจิตเคลื่อนไป..รู้ทัน จิตเคลื่อนไป..รู้ทันเนี่ย จิตเคลื่อน มันเป็นสภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่น “สมาธิ” แปลว่า จิตตั้งมั่น อย่าแปล สมาธิ ว่าเป็นจิตสงบนะ! สมาธิ แปลว่า จิตตั้งมั่น จิตที่เคลื่อนไป แสดงความไม่ตั้งมั่น เห็นจิตที่เคลื่อน..ได้จิตตั้งมั่น แต่เป็นตั้งมั่นหนึ่งขณะ! การตั้งมั่นหนึ่งขณะเนี่ย เรียกว่าได้สมาธิหนึ่งขณะ ภาษาบาลีเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” นี่เรียกว่า​ อาศัยเจริญปัญญาไปก่อน แล้วค่อยไปได้สมาธิภายหลัง เห็นความฟุ้งซ่าน.. เห็นความเผลอ​ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอเกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป​ ขณะที่เห็นอยู่นี่..มันจะเห็นว่าจิตมัน “มีการเคลื่อน” ด้วย​..ที่เผลอนี่ มันเคลื่อนจากตรงนี้ ประมาณว่าตรงปลายจมูกนี่..แล้วมันเคลื่อนไป อย่างนี้ก็ได้ เห็นความเคลื่อนเกิดขึ้น..ได้ความไม่เคลื่อน เห็นความเผลอ..ได้ความไม่เผลอ เห็นความเคลื่อน..ได้ความไม่เคลื่อน ความเคลื่อนของจิต คือ จิตไม่ตั้งมั่น เห็นจิตเคลื่อน.. จึงได้ “จิตตั้งมั่น” แล้วอาศัยสติและสมาธิที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา แล้วก็พัฒนาปัญญาไปด้วย เห็นแม้กระทั่งว่า จิตที่เป็น “ผู้รู้” เนี่ย..ก็ไม่ใช่เรา! จากที่เคยเห็นว่า ไอ้ความเผลอ​ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอ​ เกิด-ดับ ก็จริง แต่รู้สึกว่า “เรา” เป็นผู้รู้ ดูไปๆ เนี่ย.. “ผู้รู้​” ก็ “ไม่ใช่เรา” เพราะเดี๋ยวก็เป็น”ผู้รู้”..เดี๋ยวก็เป็น”ผู้คิด” เดี๋ยวก็เป็น”ผู้รู้”..เดี๋ยวก็เป็น”ผู้เผลอ” เห็นทั้งหมดนี่ แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ความเผลอที่ถูกรู้..ก็แสดงไตรลักษณ์ ตัวรู้เอง..ก็แสดงไตรลักษณ์ด้วย ตัว “ผู้รู้” เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็เกิดขึ้นมา​ แล้วก็ดับไป..มันก็ไม่ใช่เรา เดี๋ยวก็เป็น “ผู้รู้” ..เดี๋ยวก็เป็น “ผู้คิด” ทั้งหมดแล้วก็คือ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนี้ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม แต่ถ้าเป็นพวกที่ช่างคิด ก็มาเรียนรู้เรื่องนามธรรมก่อน เพราะตัวหลักใหญ่ก็คือตัวนามธรรมนี่แหละ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่า”จิต”..เนี่ย​ เป็นเรา และ”กายนี้”..เป็นเพียงแค่ของเรา ไอ้ตัวสำคัญ คือ​ตัวจิต ถ้าเราเห็นความจริงของจิตว่า..ไม่ใช่เราแล้ว ไอ้ร่างกายก็พลอยเห็นว่า..มันไม่ใช่เรา​ ไปแล้วด้วย จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ก็รู้ทันที่จิต ก็เข้าใจถึงชีวิตนี้ไปด้วย พอเห็นจิตนี้..ไม่ใช่เราแล้วเนี่ย ทั้งกายนี้ ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราไป ถ้าเห็นความจริงว่าจิตนี้ไม่ใช่เรา ก็จะกลายเป็นพระโสดาบัน นี่คือวิธีการภาวนาของคนที่ เริ่มต้นจากทำสมถะไม่ค่อยได้.. แต่ว่าพัฒนาได้! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่​ ๒​ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/clyuwC-c_JU (นาทีที่ 1:41:16 – 1:49:15​ )

อ่านต่อ ...
Loading...