Category Archives: นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๘๔ 🤔🤔 #ถาม​ : คุณแม่ของผมตอนนี้อายุ​ ๙๓​ ปี ก็มีอาการป่วยบ้างตามประสาคนแก่​ แต่รวมๆแล้วถือว่ายังแข็งแรงช่วยเหลือตัวเองยังได้อยู่…

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๘๑ #ถาม : เมื่อก่อนเคยมีความหวังว่าส่งเสียลูกเรียน เลี้ยงลูกคนเดียว กินอะไรก็ไม่กล้ากิน…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๘๑

#ถาม : เมื่อก่อนเคยมีความหวังว่าส่งเสียลูกเรียน เลี้ยงลูกคนเดียว กินอะไรก็ไม่กล้ากิน อด​เพื่อให้ลูกกิน เราก็อยากให้ลูกเขาให้กำลังใจเรา เราก็มีพลังงานที่จะทำได้
แต่ตอนนี้พลังงานมันหมดแล้ว​ เพราะว่าพอเขามีครอบครัว เขาไม่ค่อยมาสูงสิงกับเรา เขาก็ไปคุยกับลูกกับสามีมีความสุข แต่เขาคุยกับเราเขามีความทุกข์ มันก็เลยไม่เป็นอย่างที่เราคิด ก็เลยคิดมากและเสียใจ
พอฟังพระอาจารย์สอนเราก็หันมาปฏิบัติธรรม ไม่ร้องไห้เท่าเดิม เพราะ​อะไรก็ไม่แน่นอน แต่อยากจะไปถือศีลที่วัด อยากจะหันหน้าหาธรรมะ แต่ตอนนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะดูแลแม่ที่นอนติดเตียง ทำให้ไปไม่ได้

#ตอบ : เราผิดหวังที่ลูกไปสนใจครอบครัว ใจเรา​ก็​หงุดหงิด​ หน้า​ก็​บูด​ ใคร​ๆ​ ก็​ไม่​อยาก​อยู่​ใกล้​ทั้งนั้น

จริงๆแล้วเนี่ย​ ถ้า​เรา​รัก​ลูก​ เรา​ก็​ควรทำใจ​อนุโมทนา​กับ​เขา​ เมื่อ​เขา​ได้​ดี​มี​สุข​

ส่วน​เรา​ก็​ควร​ทำ​ใจให้เบิกบาน-ให้ดีใจว่า เราดูแลแม่ของเรา​ ก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ส่วนใครจะมาทำตอบแทนหรือไม่ตอบแทน อย่าไปหวัง!
และ​ที่​สำคัญ​ อย่า​ทวง​บุญคุณ​ด้วย!

เรา​ก็​ทำให้เขาดูว่า เราได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ด้วยการเลี้ยงดูท่านในยามเจ็บป่วยอย่างนี้ ทำให้เต็มที่ของเรา

เขามา​หา​ก็อย่าไปบ่น อย่าไปต่อว่า อย่าไปแสดงสีหน้า หรือชักสีหน้า หน้าบึ้งอะไร​ก็​อย่าไปทำ

ถ้า​ลูกเข้ามา​หาก็ดีใจ​ ยิ้ม​ต้อนรับ
ถ้าเขามาคนเดียว​ ก็ฝากขอบคุณสามีเขาด้วย
ถ้าสามีมา​ ก็ฝากขอบคุณภรรยาเขาด้วย​ ที่อุตส่าห์อนุญาตให้มาเยี่ยมแม่ มาเยี่ยมยาย

พูดดีๆ ขอบคุณเขา..
เราทำความเข้าใจประมาณว่า เขากำลังยุ่งนะ! เขามีธุระของเขา
เราอยู่ของเราเองได้
เมื่อ​เข้าใจ​อย่างนี้​ เวลา​ลูกมา​ เราจะได้ไม่ไปพูดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
การพูดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเนี่ย บางทีก็ทำให้คนที่เขารับฟังเกิดโทสะ​ได้

บางที​เขา​ฟังไปมากๆ ก็​เบื่อ​ ไม่อยากจะมาฟังไอ้คำพูดต่อว่าต่อขาน​ หรือว่า​คำ​พูดน้อย​เนื้อต่ำใจเหล่านี้

เวลา​ลูกมาให้ขอบคุณ ขอบคุณครอบครัวเขา ที่อุตส่าห์เสียสละเวลามาเยี่ยมเรา ดีใจด้วยที่เขามาเยี่ยม
ไม่ใช่ว่าไปพูดต่อว่าต่อขาน ในเวลาที่เขาหายไปนาน
ทุกครั้งที่มาให้ขอบคุณ..ขอบคุณ ดีใจอนุโมทนา​ใน​ความ​ดีที่เขาทำ แม้​ใน​เรื่อง​เล็กน้อย​ แล้วความสัมพันธ์ในครอบครัวก็จะดีขึ้น

ส่วน​อาตมา​เองก็อนุโมทนากับโยมด้วยนะ​ ที่​โยม​มี​โอกาสดูแลคุณแม่
คุณแม่ก็หวังสิ่งนี้แหละ
คือในยามเจ็บไข้ก็หวังให้เราดูแล
ขออนุโมทนาด้วย!

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรมะ
ในรายการธรรมะสว่างใจ เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FrXoFcoGG3w
(นาทีที่ 1:52:29-1:57:48)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๘๐ 🤔🤔 #ถาม​ : ผู้ที่ปฏิบัติที่มีจิตวิปลาส​ เกิดจากสาเหตุอะไร? #ตอบ​ : ส่วนใหญ่แล้ว​มักจะไปเกิดนิมิต​ขึ้นมา​ก่อน…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๘๐
🤔🤔
#ถาม​ : ผู้ที่ปฏิบัติที่มีจิตวิปลาส​ เกิดจากสาเหตุอะไร?

#ตอบ​ : ส่วนใหญ่แล้ว​มักจะไปเกิดนิมิต​ขึ้นมา​ก่อน ไม่ว่า​จะ​เป็น​นิมิตภาพหรือเป็นเสียง มาบอกมาสอน​ อะไรก็ตาม​ แล้ว​ยึดถือ​หรือเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจริง

บางคนก็จะเห็นเป็นพระพุทธเจ้ามาสอน บางคนก็จะเห็นเป็นครูบาอาจารย์มาสอน​ แล้วก็เชื่อ บางคนอาจจะเห็นเป็น เทวดาองค์ใดองค์​หนึ่งมาสอน และก็เชื่อไปตามที่นิมิตนั้นสร้างขึ้นมา บางทีไม่ได้เห็นภาพ มีแต่ได้ยินเสียง มาบอกมาสอน ไปเชื่อตาม​
พอเชื่อตาม​ก็จะกลายเป็นว่าเชื่อนิมิต หลงนิมิต​

อย่างนี้ ครูบาอาจารย์จะเรียกว่า ถ้าทำตามสิ่งที่มาปรากฏกับจิต ซึ่งเป็นนิมิตนี่นะ จะกลายเป็นพวกที่เป็นวิปลาส

บางคน​ก็​มี​เสียง​บอกว่า​ “ให้จุดไฟสิ​ แล้วก็เอาเท้าลนไฟไป ถ้าทนได้จะบรรลุมรรคผล” ถ้าเชื่อและทำตามนะ ก็เรียกว่าไม่มีสติยั้งคิด กลายเป็นผู้ที่ปฏิบัติและเกิดวิปลาส เชื่อว่าทรมานตัวเองแบบนี้แล้วจะบรรลุมรรคผล อย่างนี้ก็เรียกว่า มีนิมิตเกิดขึ้น อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ไปหลงเชื่อ
จะ​เรียกบุคคลแบบนี้ว่าปฏิบัติแล้วไปหลงนิมิตก็ได้ หรือว่าปฏิบัติแล้วเกิดวิปลาสก็ได้

แต่จริงๆ แล้ว วิปลาสนี่นะ เป็นศัพท์ที่มาใช้ทีหลัง “วิปลาส​” เนี่​ย ไม่ต้องบ้าก็ได้
วิปลาส​ แปล​ว่า​ ความเห็น​หรือ​ความ​เข้าใจ​คลาดเคลื่อนตัว​สภาพ​ที่​เป็น​จริง

คน​ปุถุชน.. เห็นของไม่สวย..ว่าสวย ก็เรียกว่าวิปลาสแล้วนะ!
เห็นของไม่เที่ยง..ว่าเที่ยง​ นี่ก็เรียกว่าวิปลาส
เห็นของเป็นทุกข์..ว่าเป็นสุข ก็วิปลาส
เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน..ว่าเป็นตัวตน​ ก็เรียกว่าวิปลาส

พระ​อรหันต์​ ละ​วิปลาส​ได้​ทั้งหมด
พระ​อนาคามี​ ละ​วิปลาส​ใน​แง่​ “เห็น​รูป​ที่​ไม่​งาม..ว่า​งาม, เห็น​เวทนา​ที่​เป็น​ทุกข์..ว่า​เป็น​สุข” ได้
พระ​โสดาบัน​และ​พระ​สกิทาคามี​ ละ​วิปลาส​ใน​แง่​ “เห็น​กาย​ใจ​ที่​ไม่​เที่ยง..ว่า​เที่ยง, เห็น​กาย​ใจ​ที่​ไม่ใช่​ตัวตน..ว่า​เป็น​ตัวตน” ได้

ฉะนั้น คำ​ว่า​ “วิปลาส” ถ้าในแง่ของพุทธศาสนาเนี่ย คนที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็วิปลาสทั้งหมด เพราะ​ยังเห็น​กายไม่สวยไม่งาม..ว่าสวยงาม เห็น​จิต​ที่​ไม่เที่ยง..ว่าเป็นของเที่ยง​ เป็นต้น

จิตนี้ไม่เที่ยง เห็นว่าจิตเป็นของเที่ยง นี่ก็เรียกว่าวิปลาส
เห็นของเป็นทุกข์..ว่าเป็นสุข ชีวิตฉันเป็นสุขเหลือเกิน ไม่มีทุกข์เลย ไม่สนใจธรรมะ​ อย่างนี่ก็วิปลาส
เห็นของไม่ใช่ตัวเรา..ว่าเป็นตัวเรา เห็นว่ามีตัวเรา หรือเห็นว่า​กาย​นี้​ใจ​นี้​คือตัวเรา เหมือนอย่างปุถุชนทั่วๆไปเนี่ย นี่ก็วิปลาสอยู่

พระโสดาบันเนี่ย ละวิปลาสได้บางส่วนแล้ว แต่ยังมีความเห็นว่า กามยังนำสุขมาให้ เห็นสุขในกาม ทั้งๆ ที่กามนี่เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์อยู่ ไม่เห็นความจริงตัวนี้ ก็ยังวิปลาสบางส่วน
แต่ก็ดียังมีทุกข์น้อยลงแล้ว เพราะว่าเริ่มเห็นแล้วว่า กายนี้ใจนี้​ไม่ใช่​เรา เหตุแห่งทุกข์ก็น้อยลงไปเยอะ

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล​

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม
รายการ”ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๒
ลิงค์วีดีโอ​ https://youtu.be/ekk5zVUNPuc
(นาทีที่ 1:52:10 – 1:55:10)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๙ ถาม : โยมศรัทธาในพระพุทธศาสนามากค่ะ ชอบเดินสายไปกราบพระตามวัดต่างๆ แต่ภาวนาไม่ก้าวหน้า…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๙

ถาม : โยมศรัทธาในพระพุทธศาสนามากค่ะ ชอบเดินสายไปกราบพระตามวัดต่างๆ แต่ภาวนาไม่ก้าวหน้า ทำอานาปานสติไม่สงบสักที มีอาจารย์มาแนะให้ทำวิปัสสนาก่อน โดยการฝึกมีสติรู้สึกตัว ลองทำแล้วก็เบื่อค่ะ จิตมันคิดตลอดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?” ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

ตอบ : อืมมม.. ตอนที่คิดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?” ขณะนั้นเราเผลอคิดไปแล้ว และมีโทสะหน่อยๆ ด้วย ไม่ได้รู้สึกตัวแล้ว!
การฝึกสติรู้สึกตัวเพื่อเป็นบาทฐานไปเจริญวิปัสสนานั้น ต้องเป็นการรู้สึกลงมาที่กายที่ใจเท่านั้น
ถ้าลองทำแล้วเบื่อ แล้วรู้ว่าจิตเมื่อกี้มันเบื่อ ก็เรียกว่ารู้สึกตัวแล้ว มีสติรู้จิตแล้ว!
จะรู้ว่าจิตมีโทสะก็ได้ เพราะเบื่อกับโทสะก็อยู่กลุ่มเดียวกัน
ถ้าคิดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?” แล้วรู้ว่าจิตเมื่อกี้มันเผลอคิด ก็เรียกว่ารู้สึกตัวแล้ว มีสติรู้จิตแล้ว!
เราส่วนมากเคยชินที่จะไปรู้เรื่องราวนะ ช่วงที่คิดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?” มันก็หลงไปหาคำตอบ จมไปกับโทสะ ลืมดูกายใจ กายกำลังนั่งอยู่ก็ไม่รู้สึกตัว จิตกำลังเผลอคิดก็ไม่รู้สึกตัว กำลังมีโทสะไม่พอใจสภาวะที่เป็นก็ไม่รู้สึกตัว
ตอนที่รู้เรื่องราว ตอนนั้นจิตรู้อารมณ์บัญญัติ
ตอนที่รู้สึกตัว ตอนนั้นจิตรู้อารมณ์รูปนาม
ถ้าจับจุดนี้ได้ ก็น่าจะง่ายขึ้น

มองอีกมุมหนึ่ง ตอนที่คิดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?” ตอนนั้นกำลังมีนิวรณ์ด้วย คือกำลังอยากรู้คำตอบ อยากรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วมันจะได้ผลอย่างไร? เกิดความลังเลสงสัย
ถ้าแค่รู้ว่า นี่มันเป็นนิวรณ์ นิวรณ์ก็ดับไป

อีกมุมหนึ่ง ตอนที่คิดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?” ตอนนั้นกำลังมีตัณหาด้วย ถ้ารู้สึกว่าอยากพ้นไปจากสภาวะนี้ ก็เป็นวิภวตัณหา ถ้าไม่รู้ทันมัน มันก็ผลักดันจิตให้ควานหาทางที่จะพ้นอยู่นั่นเอง!
ตัณหามันเหมือนเจ้านายที่มองไม่เห็นตัว แต่จะคอยออกคำสั่งอยู่เรื่อย สั่งให้หาสุข สั่งให้หนีทุกข์ สั่งทั้งวันทั้งคืน เราก็เหนื่อยไปสิ ทำตามสำเร็จไป..มีสุขแป๊บเดียว มันสั่งใหม่อีกแล้ว เราก็ต้องดิ้นรนแสวงหาไปตลอดไม่ได้พักผ่อน เหมือนเป็นทาสตัณหา
เราก็แค่รู้ทันว่า นี่มันคือตัณหา มันแอบแฝงมาคอยบงการพฤติกรรมของเราอยู่ ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ พอรู้ทัน มันก็ดับไป แต่ดับชั่วคราวเป็นขณะๆ นะ ซึ่งจิตก็เก็บเป็นข้อมูลว่า สิ่งนี้เกิดได้ดับได้ ไม่เที่ยง

วิธีเดียวที่จะเป็นอิสระจากตัณหาไปได้จริงๆ ก็คือ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนะ
การเจริญวิปัสสนากรรมฐานคือการหันมาเผชิญหน้ากับความจริง รู้กายตามที่เป็นจริง รู้ใจตามที่เป็นจริง
กรณีนี้..
มันเผลอคิด..ก็รู้ตามจริงว่ามันเผลอ
มันเบื่อ..ก็รู้ตามจริงว่ามันเบื่อ
มันมีนิวรณ์..ก็รู้ตามจริงว่ามันมีนิวรณ์
มันมีตัณหา..ก็รู้ตามจริงว่ามันมีตัณหา
ความจริงมันอาจจะไม่ดี แต่รู้ทีไร มันก็ดีทุกที โดยเฉพาะถ้าเป็นกิเลส รู้ทีไรกิเลสจะดับทุกที
เพราะกิเลสเป็นสภาวธรรมฝ่ายอกุศล การรู้ตามจริงก็คือมีสติ เป็นสภาวธรรมฝ่ายกุศล เมื่อกุศลเกิด อกุศลก็ดับ เป็นธรรมชาติตามปกติของมัน
รู้บ่อยๆ คือเจริญวิปัสสนาบ่อยๆ จิตก็จะเก็บข้อมูลที่เป็นจริงได้มาก จนมากพอที่จะสรุปเป็นปัญญาขึ้นมาว่า “กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา” ก็เรียกผู้ที่รู้ความจริงนี้ว่าพระโสดาบัน
งานยังไม่จบ ทุกข์ของพระโสดาบันก็ยังมีอยู่ ท่านก็ต้องเจริญสติ เจริญวิปัสสนาเพื่อสะสมข้อมูลที่เป็นจริงต่อไป จนกว่าจะละวางความยึดถือกายและใจลงได้สิ้นเชิง

งานของเราตอนนี้คือ เจริญวิปัสสนา
ถ้าจะทำสมถะบ้าง ก็เพื่อเป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนา
เช่น ทำอานาปานสติ เพื่อเรียนรู้จิต
เห็นกายหายใจ แล้วเผลอคิด ก็รู้ว่าจิตเผลอ
เห็นกายหายใจ แล้วสงสัย ก็รู้ว่าจิตมันมีความสงสัย
ให้จิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เห็นไตรลักษณ์แง่ใดแง่หนึ่งก็ได้ชื่อว่าเจริญวิปัสสนา
สิ่งที่จะแสดงไตรลักษณ์ได้ มีเพียงรูปนาม/กายใจนี้เท่านั้น ฉะนั้น อย่าเพลินไปกับสมมุติบัญญัตินานนัก

อีกอย่างหนึ่ง รูปนาม/กายใจที่จะรู้ ก็ต้องเป็นรูปนาม/กายใจในปัจจุบันด้วย
ถ้าจะรู้กาย ต้องเป็นกายที่เป็นปัจจุบันแท้ๆ
ถ้าจะรู้ใจ ต้องเป็นใจที่เพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ เรียกว่าเป็นปัจจุบันสันตติ
เช่น ฝึกอานาปานสติ แล้วคิดว่า “แล้วไง? ก็รู้สึกแล้ว แล้วไงต่อ?”
ตอนนี้ไม่ได้เห็นกายหายใจแล้ว ปัจจุบันกำลังเผลอคิด จิตที่จะมารู้สึกตัวเป็นจิตดวงใหม่มารู้จิตที่เพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ
ก็จะเห็นประมาณว่า เมื่อกี้เผลอ
เห็นแล้วก็แค่เห็นนะ ไม่ต้องไปแก้ไข ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน เพราะจิตที่ถูกเห็นนั้นมันดับไปแล้ว จะไปแก้อดีตไม่ได้แล้ว
ทำได้แค่รู้

แต่ทำแค่รู้นี่แหละ จิตจะเห็นความจริง แล้วฉลาดขึ้นเป็นลำดับ

จิตไม่สงบ จะบังคับให้สงบ..มันยากนะ
จิตไม่สงบ รู้ว่าไม่สงบ..ง่ายกว่า
มันจะยากตรงที่คิดว่า “มันง่ายไป” นี่แหละ!

๑ กันยายน ๒๕๖๒


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๘ 🤔🤔 #ถาม​ : แม่ของโยมนี่ป่วยอาการหนักมาก โยมก็เลยเข้าไปนั่งที่ศาลานั่งทำใจ ก็เลยคิดคำว่า…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๘
🤔🤔
#ถาม​ : แม่ของโยมนี่ป่วยอาการหนักมาก โยมก็เลยเข้าไปนั่งที่ศาลานั่งทำใจ ก็เลยคิดคำว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” นั่งภาวนาไปคิดไป ก็มีอาการโล่งเกิดขึ้น เป็นเพราะอะไรครับ?

#ตอบ​ : ก็​คิดพิจารณา​ไตรลักษณ์​ แล้วทำใจได้!

ทีแรกก็กังวลกับความป่วยของแม่ตัวเอง
แต่พอนึกถึงว่า​ทุกคนมีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
อาจจะนึกถึงคำสวดอย่างนี้ก็ได้นะ ใน​บท”ปัญจอภิณหปัจจเวกขณ์”
เรามีความแก่เป็นธรรมดา ล่วง​ความ​แก่​ไป​ไม่ได้
มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ล่วง​ความ​เจ็บ​ไข้​ไป​ไม่ได้
มีความตายเป็นธรรมดา​ ล่วง​ความ​ตาย​ไป​ไม่ได้
ต้อง​พลัดพราก​จาก​ของ​รัก​ของ​เจริญ​ใจ
ทำ​กรรม​ใด​ไว้​ ก็​ย่อม​ได้รับ​ผล​ของ​กรรม​นั้น​

แม่เราก็เหมือนกัน แม่เราเมื่อมีชีวิตขึ้นมา ก็ย่อมมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา

แต่เราในฐานะที่เป็นลูกก็ควรดูแลให้เต็มที่
ไม่ใช่ว่า “เออ!​ แม่ป่วย..ธรรมดา​นะ​แม่” แล้วก็ไม่ยอมขวนขวายรักษา
นี่มันใช้”ธรรมดา”ผิดที่ไป!

ก็เห็นธรรมดาของแม่ ว่าต้องเป็นอย่างนี้ แล้ว​ก็ขวนขวายรักษา
รักษาหายได้ก็ดีใจ ถ้าไม่หาย..ก็ธรรมดา
หากถึงคราวที่แม้เราจะรักษาเต็มที่ เมื่อมันไม่หาย คุณแม่อาจจะต้องเสียชีวิตอะไรไป ก็เป็นเรื่องธรรมดา
คนเราเกิดมาก็ต้องตาย ก่อนตาย​ มีแก่​ มีเจ็บ ก็ธรรมดาอย่างนี้

ก็น้อมมาสู่ตัวเองด้วย
เราเองก็จะเป็นอย่างนี้เหมือนกัน สภาพอาจจะไม่เหมือนกัน​เป๊ะนะ แต่โดยภาพรวมของชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้ มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา…

แม้สิ่งเหล่านี้จะเกิดกับเรา เราก็ไม่รู้สึกกระเทือนใจ หรือว่าเรารับไม่ได้
เมื่อ​ความ​แก่​ เจ็บ​ ตาย​ เกิดขึ้น​กับ​เรา​หรือ​คน​ในครอบครัว​ของ​เรา​ เรา​ก็รับได้กับสิ่ง​นั้น​ เพราะว่าเราพิจารณาอยู่เสมออยู่แล้ว

พิจารณาคนอื่นก็น้อมมาที่ตัว แม้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเอง ยามที่เราแก่ เราก็ทำใจได้ ยามที่เราเจ็บ เราก็ทำใจได้
ไม่เป็นคนเจ็บที่เรื่องมากหรือเอาใจยาก ก็เป็นคนเจ็บที่คนมาพยาบาลหรือมาดูแล รู้สึกอยากดูแลต่อ เพราะว่าเราไม่เป็นผู้เรื่องมาก

ไม่ใช่ว่า..”ทำไมฉันต้องเจ็บปวดอย่างนี้? ทำไมหมอไม่รักษาให้หายสักที? หมอรักษาไม่ดีหรือไง? หรือว่ายาให้มาไม่ดี?”
ไปโทษคนอื่นหมดเลย

จริงๆเป็นเรื่องธรรมดา​ ที่เรามีความเจ็บไข้ อย่างนี้นะ! เห็นความเป็นธรรมดาแล้ว ใจสบาย คนดูแลก็สบาย ครอบครัวก็สบาย บรรยากาศในการดูแลนั้นก็สบาย
เป็นบุญเป็นกุศลของคนที่อยู่ใกล้ด้วย

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล​

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม
ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒
ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ttuWWDE8qdo
(นาทีที่ 1:36:30 – 1:39:10)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๒ 🤔🤔 #ถาม : เวลานั่งสมาธิ ทำไมต้องเกิดภาพนิมิตต่างๆ ขึ้นมาคะ? เราจะมีวิธีไหนบ้างที่จะให้เรารู้ว่า…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๒
🤔🤔
#ถาม : เวลานั่งสมาธิ ทำไมต้องเกิดภาพนิมิตต่างๆ ขึ้นมาคะ? เราจะมีวิธีไหนบ้างที่จะให้เรารู้ว่า การที่เราเห็นภาพนิมิตนี้เป็นของจริงหรือไม่ค่ะ?

#ตอบ : นิมิตนี่นะ เป็นสิ่งที่ปรากฏเมื่อเราทำสมาธิระดับหนึ่ง
พอเกิดเรื่องขึ้นมา ถ้าใจไปสนใจนิมิตนั้น จิตจะส่งออกไปหาสิ่งที่เห็น
ถ้าเรามองจิตออก จะเห็นจิตมันพุ่งไปหานิมิต ก็รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป เมื่อรู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่น ไม่เผลอไปตามนิมิตนั้น
เราจะได้สมาธิที่ดีขึ้น เป็นสมาธิที่เรียกว่าจิตตั้งมั่นนะ
แต่ถ้าเห็นนิมิตอะไรเกิดขึ้นมา แล้วก็อยากรู้เรื่องราวอะไรต่อในนิมิตนั้นนะ
จิตเริ่มส่งออกตั้งแต่สนใจนิมิตนั้นแล้ว
ฉะนั้น นิมิตนั้นถ้าเรารู้อยู่ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ เกิดขึ้นจากการทำสมาธิของเรา การเห็นนิมิตก็เป็นเพียงการเห็นเฉยๆ
ถ้าเราสนใจสิ่งนั้นไปแล้ว ก็รู้ทันจิตที่ส่งออก ก็ใช้ได้

นิมิตนั้นจะจริงหรือไม่จริง.. ดูอย่างนี้..
ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งนั้นจริง ใจเราจะน้อมไปหาสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่ได้ยิน คือน้อมไปหานิมิตนั้น
จิตก็ส่งออกตั้งแต่ตอนต้นเลย
ดังนั้น ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจริงหรือไม่จริง ดูจิตที่มันเคลื่อนหรือไม่เคลื่อนที่ดีกว่า
ตอนที่มันจม มันสนใจเรื่องราว จิตมันจะจมอยู่กับภาพนั้นอยู่กับเสียงนั้น
จิตจมอยู่ หรือคลุกคลีคลอเคลียกับนิมิตนั้น ก็ไม่รู้ทัน
เช่น เกิดแสงสว่างขึ้นมา ไปสนใจแสงสว่างนั้น จิตก็ส่งออกไปหาแสงแล้ว
ถ้าเห็นภาพนรก-สวรรค์ เห็นเทวดา สนใจภาพนั้น จิตก็ส่งออกไปหาสิ่งนั้น
สิ่งนั้นจะจริงหรือไม่จริง ไม่ได้ไม่ใช่สาระหในตอนนี้เลย
สาระที่เราควรจะสนใจคือว่า จิตมันเป็นยังไง? จิตมันทำงานยังไง?
จิตมันพุ่งไปสนใจอยู่ ให้รู้ทันว่าจิตมันส่งออก? เข้าใจไหม?
สมาธิที่จิตส่งออกไปอย่างนั้น มีอันตรายคือ มันจะไปไหนก็ไม่รู้ บังคับไม่ได้
แทนที่จะปล่อยให้จิตมันเลื่อนลอยอย่างนั้น ก็กลับมารู้สึกตัวใหม่
ถ้าใช้ลมหายใจในการภาวนา ก็หายใจให้แรงขึ้นมาอีกนิดนึง ทำความรู้สึกตัว
ไม่ปล่อยให้จิตส่งออกในลักษณะอย่างนี้ ไม่ให้นิมิตมาหลอกเรา
นิมิตที่เกิดขึ้นดูน่าเชื่อนะ ดูน่าสนใจ ดูน่าติดตาม
ทั้งๆ ที่มันน่าเชื่อน่าสนใจน่าติดตามนั้น มันทำหน้าที่ในการหลอกจิตให้ส่งออก!
กายมีอยู่..ก็ให้ลืมกาย จิตมีอยู่..ก็ให้ลืมจิต
มันมัวแต่สนใจเรื่องราวในนิมิตนั้น

ฉะนั้น อย่าให้มันหลอกเรา
มีนิมิตเกิดขึ้น..จิตมาสนใจนิมิต ให้รู้ทันว่า..จิตมันเคลื่อนไปแล้ว!
หายใจขึ้นมาแรงๆ อีกสักที หรือ สองที เพื่อให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมาใหม่
อย่าให้นิมิตนั้นหลอกเรานะ!

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรมะ
ในรายการธรรมะสว่างใจ เมื่อ ๘พฤษภาคม ๒๕๖๒
ลิงค์วีดีโอhttps://youtu.be/4geXsKOgjeM
(09:40-13:30)

#โดนนิมิตหลอก


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๑ 🤔🤔 #ถาม​ : ผู้ชายมาเที่ยวหญิงโสเภณี​ ผิดศีลข้อ​ ๓​ ไหม? #ตอบ​ : จริง​ๆ​ แล้ว…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๑
🤔🤔
#ถาม​ : ผู้ชายมาเที่ยวหญิงโสเภณี​ ผิดศีลข้อ​ ๓​ ไหม?

#ตอบ​ : จริง​ๆ​ แล้ว ถ้าเราจะรักษาศีลข้อ​ ๓​ ให้บริสุทธิ์ ควรจะเว้น​การกระทำนี้ด้วย

เพราะว่าผู้ชายถ้ามีครอบครัว เราขออนุญาตภรรยาหรือยัง?
แล้ว​ผู้หญิงคนที่ทำงานนี้​ เขามีครอบครัวอยู่หรือเปล่า? เราไม่รู้ได้เลยว่าเขามีครอบครัวอยู่หรือเปล่า? เขาแอบสามีมาทำงานนี้หรือเปล่า? มันก็มีโอกาสที่จะไปผิดศีลได้

โดยเฉพาะเราเอง เราแอบภรรยาไปหรือเปล่า? ถ้าเราแอบภรรยาไป นี่ก็เราผิดตั้งแต่แอบนั่นแหละ!

ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโสเภณีนี้​ เป็นความสัมพันธ์ที่เปิดเผยได้ไหม? ภรรยาของเรารับรู้ด้วยไหม? ยินดีด้วยไหม?

ถ้าภรรยาบอกว่า​ “ช่วงนี้ฉันไม่ว่างนะ! เธอไปหาโสเภณีเถอะ”
อย่างนี้ภรรยาอนุญาตแล้ว ไปได้.. ไปได้ในแง่ภรรยาอนุญาต
แต่โสเภณีที่ว่านี้สามีเขามีหรือเปล่า? เขาอนุญาตหรือเปล่า? เขาแอบทำหรือเปล่า?​ มั่นใจได้​ไหมว่าเขามีอาชีพนี้อย่างบริสุทธิ์ไม่ได้ถูกหลอกมาขาย ไม่ได้ถูกล่อลวงมา มาด้วยความเต็มใจของเขาเอง?

ถ้า​โสเภณี​คนนั้นมีสามี สามีเขาก็อนุญาต​ ประมาณนี้นะ ถ้าเจอโสเภณีที่สมบูรณ์ขนาดนั้นค่อยไปได้ และก็ภรรยา​เราอนุญาตด้วย

แต่ถ้าเราจะรักษาศีลข้อนี้ เพื่อที่จะภาวนาให้เจริญยิ่งขึ้นนี้นะ ถ้าเว้นได้ก็​ดี​นะ
คือจะยุ่งเกี่ยวเฉพาะภรรยาตน เพราะว่าทุกครั้งที่เราตามใจกิเลสตัวนี้ ใจก็เศร้าหมอง

เวลาคนไปสถานที่แบบนี้นะ มงคลอะไรต่างๆก็หายหมด
พระ​หรือ​วัตถุมงคล​ที่​แขวนคอ​ไว้​ พอ​เข้า​ไป​ใน​สถานที่​แบบ​นี้​นะ​ ที่​เคย​ขลัง​ก็​เสื่อม​หมด

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม
ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ”
เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒
นาทีที่ 1:12:02 – 1:14:16
ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/M4FcxmPzNvg

#เที่ยวหญิงโสเภณี #ผิดศีลข้อสาม


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๐ 🤔🤔 #ถาม : ใส่บาตร ไม่ถอดรองเท้า จะบาปมั้ยคะ? #ตอบ : ตามธรรมเนียมของไทย เมื่อจะใส่บาตร…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๗๐
🤔🤔
#ถาม : ใส่บาตร ไม่ถอดรองเท้า จะบาปมั้ยคะ?

#ตอบ : ตามธรรมเนียมของไทย เมื่อจะใส่บาตร มักจะนิยมถอดรองเท้าก่อน เพื่อแสดง “ความเคารพ”

ก็ต้องย้อนไปในสมัยพุทธกาล
สมัยนั้น ถือกันว่า การใส่รองเท้าหรือถอดรองเท้า เป็นวิธีแสดงออกถึงความเคารพและไม่เคารพวิธีหนึ่ง
เช่น ไปในสถานที่ต่าง ๆ ที่ควรให้ความเคารพ ไม่ว่าจะเป็น ในเขตเจดีย์ ในเขตโบสถ์ ก็จะถอดรองเท้าก่อนจะเข้าไปในเขตนั้น
ถ้าใส่รองเท้าเข้าไป ก็เป็นการไม่เคารพสถานที่นั้น
ถ้าเป็นพระภิกษุ ก็จะมีโทษ เป็นอาบัติทุกกฏ

เวลาบิณฑบาต พระภิกษุท่านก็มีปกติไม่ใส่รองเท้า เมื่อชาวบ้านจะใส่บาตร ก็จะถอดรองเท้าก่อน จึงจะนำอาหารมาใส่บาตร ซึ่งก็เป็นวิธีแสดงความเคารพอย่างหนึ่ง คือ ไม่อยู่ในที่ที่สูงกว่าพระ (ผู้ใส่รองเท้า ถือว่าอยู่สูงกว่าผู้ที่ไม่มีรองเท้า) เรียกว่า “ใส่บาตรด้วยความเคารพ”

สำหรับผู้ที่มีศรัทธา การใส่บาตร(รวมถึงการถวายของพระ) จะไม่เหมือนการให้แก่คนทั่วไป
การให้ทานด้วยการใส่บาตร(รวมถึงการถวายของพระ) ผู้ให้รู้ว่าผู้รับเป็นนักบวช เป็นผู้ทรงศีล เป็นเนื้อนาบุญ จะรู้สึกว่าเป็นโอกาสดี เป็นบุญเหลือเกินที่ท่านมาโปรด และรู้สึกอยู่ว่า ผู้รับ(คือพระ)อยู่ในฐานะที่สูงกว่า

เคยเห็นที่ต่างจังหวัด บางแห่งเขาปูเสื่อหรือวางแผ่นไม้ไว้ ให้พระยืนรับบิณฑบาตบนเสื่อหรือแผ่นไม้นั้น แล้วโยมใส่บาตรด้วยอาการคุกเข่าบนพื้นดิน
โยมขี่จักรยานมา พอจะผ่านพระ ก็ลงมาเดินจูงจักรยาน พ้นพระไปแล้วจึงขึ้นขี่ไปตามปกติ
แม้แต่ขี่จักรยานยนต์ ก็จะดับเครื่อง แล้วลงมาจูงเหมือนกัน
นี่ก็เป็นตัวอย่างการแสดงความเคารพ

ในกรณีที่มีความจำเป็น เช่นอยู่ในที่เฉอะแฉะ ไม่ถอดรองเท้า ก็ไม่ได้ถือว่ามีความผิด และไม่เป็นบาป แต่ควรก็ใส่บาตรด้วยอาการนอบน้อม
ในปัจจุบันมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่ทำให้ญาติโยมไม่สะดวกที่จะถอดรองเท้า (เช่น รองเท้าทหาร) กรณีอย่างนี้จะไม่ถอดรองเท้าก็ได้ ขอให้ใส่บาตรด้วยกิริยาที่งดงาม แสดงว่ามีความเคารพก็แล้วกัน

(กรณีตำรวจ,ทหาร ในเครื่องแบบ ก็ให้ถอดหมวก
หมวก ก็เป็นของใช้อีกอย่างที่ควรถอด เพื่อแสดงความเคารพ)

ที่สำคัญคือ พระพุทธเจ้าไม่ได้มีบัญญัติบังคับอะไรกับผู้ถวาย
แต่ญาติโยมก็ต้องการแสดงความเคารพ จึงเป็นธรรมเนียมที่จะแสดงอาการกิริยาอันงดงามต่าง ๆ ออกมา

บางคนไม่ทราบธรรมเนียมเหล่านี้ เห็นพระภิกษุเดินบิณฑบาต เกิดมีจิตศรัทธา หรือมีใจเอื้อเฟื้อ คิดจะนำอาหารมาใส่บาตร แต่ไม่ได้ถอดรองเท้า ถ้ามีคนมาทักท้วง (หรือตำหนิ หรือต่อว่า) คนนั้นก็อาจจะเกิดโทสะ หมดศรัทธา อาจจะคิดว่า “เรื่องมากจัง” บรรยากาศที่กำลังเป็นกุศลดูดี ก็บังเกิดรังสีอำมหิตไปเสีย
ยิ่งถ้าอยู่ต่างประเทศ แล้วพระไปบิณฑบาต หากต้องบังคับให้เขาถอดรองเท้าก่อน ก็อาจจะไม่มีชาวต่างชาติใส่บาตรก็ได้

การแสดงออกซึ่งความเคารพของแต่ละท้องถิ่นก็ไม่เหมือนกัน
ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาก็มีวิธีของเขา ไม่จำเป็นต้องทำตามธรรมเนียมไทยเป๊ะ ๆ
เว้นแต่ว่าเขามีศรัทธา ต้องการเข้ามาศึกษาและทำตามแบบเรา
ก็ค่อย ๆ สอนกันไป

ขอยกตัวอย่างสิกขาบท ที่สื่อถึงการแสดงความเคารพบางข้อ เช่น

ครั้งหนึ่ง พระฉัพพัคคีย์รับบิณฑบาต โดยไม่เอาใจใส่ ทำ
อาการดุจทิ้งเสีย
เรื่องถึงพระพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
“ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ”
ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ทำเหมือนจะทิ้ง
ต้องอาบัติทุกกฏ

นี่เป็นบัญญัติสำหรับฝ่ายภิกษุ ผู้รับบิณฑบาต ถ้าบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ก็มีโทษ

แต่สำหรับผู้ใส่บาตร ถ้าถอดรองเท้าได้ก็ควรถอดนะ
ถ้ามีเหตุจำเป็น จะไม่ถอดก็ไม่เป็นไรนะ

พระอาจาร์ยกฤช นิมฺมโล

๕ สิงหาคม ๒๕๖๒


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๖๙ 🤔🤔 #ถาม​ : ใส่บาตรตอนเช้า​ แล้วเราใส่เงินในบาตร​ จะผิด​ไหมคะ? #ตอบ​ : เรารู้อยู่แล้วว่าพระท่านไม่รับเงิน​…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๖๙
🤔🤔
#ถาม​ : ใส่บาตรตอนเช้า​ แล้วเราใส่เงินในบาตร​ จะผิด​ไหมคะ?

#ตอบ​ : เรารู้อยู่แล้วว่าพระท่านไม่รับเงิน​ รับแล้วเป็นอาบัติ​
ถ้า​เราใส่​เงินไป​ใน​บาตร​ ก็ทำความลำบากให้กับพระ​

ถ้าเราอยากจะถวาย​เงิน​ถวายปัจจัย​ และถ้าพระ​ท่านมีลูกศิษย์​ ก็ให้ฝากลูกศิษย์ไป​ดีกว่า

หรือว่าเรารู้อยู่ว่าพระรูปนี้มาจากวัดไหน​ อยากจะทำบุญกับท่าน​ ก็ตามไปถวาย​ที่วัด​ เช่น​ ไป​ใส่​ที่​ตู้​บริจาค​ เป็นต้น
ก็จะช่วยท่านรักษาวินัยด้วย

พระท่านมีหน้าที่รักษาวินัย​
บาตร​ที่​ท่าน​อุ้ม​ไป​ตอน​เช้า​ ก็เอาไว้ใส่อาหาร​ ไม่ใช่​ใส่เงิน​

แต่ไม่ได้ห้ามทำบุญด้วยปัจจัยนะ​
แต่ว่าตอนบิณฑบาต​ เราไม่ควรใส่ปัจจัย​ในบาตร​

ถ้าเราต้องการจะถวายเป็นปัจจัย​ก็​สามารถทำได้​ ก็ไปที่วัด​ หรือ​ถ้าท่านมีลูกศิษย์​ ก็​ฝาก​ไว้​ที่​ลูกศิษย์ ลูกศิษย์​ก็ถือว่าเป็นไวยาวัจกรของ​ท่าน​

ไวยาวัจกร​ หมายถึง​ คฤหัสถ์​ผู้​ช่วยเหลือ​รับใช้​หรือ​ทำ​กิจ​ธุระ​ให้​แก่​พระ​ เป็นผู้ดูแลปัจจัยนี้แทนพระ​
ก็​มอบ​ทรัพย์ฝากปัจจัยนั้น​กับ​ไวยาวัจกร​ บอกว่า”เอาปัจจัยนี้นะ​ ถวาย​เป็น​ค่าใช้จ่ายเพื่อสมณะบริโภค​ สำหรับหลวงพี่​รูปนี้”

หรือว่าถวาย​เป็น​ส่วนกลาง ถวายเป็นสังฆทานก็ได้​

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรมะ
ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ”
เมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒
นาทีที่​ 1​:32:55 – 1:35:33
ลิงค์วีดีโอ ลิ้งค์​
https://youtu.be/ypuu7ZIIG3w


อ่านบน Facebook