Category Archives: นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๑ #ไม่ชอบแม่สามีพูดเรื่องคนอื่น 🤔🤔 #ถาม​ : โยมอยู่บ้านแม่สามีนะคะ​ ทีนี้แม่สามีชอบเอาเรื่องข้างนอก​ เรื่องคนอื่นมาพูด แล้วใจโยม​ก็รู้สึกว่าโยมไม่ค่อยชอบ​ เราจะแก้ยังไงดีคะ? แบบใจเรามันจะค้านว่า​ “ทำไมเอาเรื่องคนโน้นมาพูด? ทำไมต้องพูดโกหก? ทำไม..? อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ​ ..แต่โยมไม่ได้เถียงนะคะ​ ยังไม่ได้พูดอะไรนะคะ #ตอบ​ : ชักสีหน้าไหม? สีหน้าเปลี่ยนไหม? #ถาม : ไม่เปลี่ยนค่ะ​ โยมก็แบบ​.. “อุ้ย! เอาอีกแล้ว” พอเอาอีกแล้วนี่..โยมจะเงียบไปเล​ย แล้วบางทีโยมก็สงสารแกนะ​ เพราะว่าอย่างแกทานข้าวอย่างนี้​ แกก็ทานคนเดียวโยมก็ไปนั่งคุย​ พอโยมคุยได้ซัก ๒​ – ๓ คำ​ แกก็เอาคนอื่นมาอีกแล้วนะคะ​ แล้วโยมจะแก้อย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : ไม่ได้แก้ที่แม่นะ! แม่เนี่ย​ ยังไม่ต้องแก้​ ให้รู้ทันจิตใจเรา​ เราได้ยินคำนี้..แล้วไม่ชอบใจ​ ให้รู้ทันว่า..มีโทสะ​เกิดขึ้นในใจ​ นึกออกไหม? แม่จะพูดอะไรมา​ เราก็ไม่เติมเรื่อง​ อาจจะพยักหน้าหงึก​ ๆ​ ไป​ ไอ้พยักหน้าเนี่ยนะ​ ไม่ได้เห็นด้วยอะไรกับเขาหรอก แค่ “อืม..เรื่องมันเป็นอย่างนี้” แล้วเราอาศัยกายเคลื่อนไหวเนี่ย..เจริญกรรมฐานรู้กาย​ เอาจิต..รู้กาย​ ฟัง..แล้วก็ยิ้ม​ ยิ้มแล้ว..มีความสุข เราก็รู้ว่า​ขณะนี้​ กาย..ยิ้ม​ ใจ..มีความสุข​ นึกออกไหม? เราไม่ได้สนับสนุนในสิ่งที่แม่พูดมา แต่เราก็ไม่ทำร้ายน้ำใจแม่​ นึกออกไหม? เราอาศัยอยู่กับเขาน่ะ จะไปดักคอแม่​ แม่ก็โกรธเราน่ะสิ​ ใช่ไหม? ไม่ต้องดักคอนะ ฟัง​ ๆ​ ไปก่อน ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมาสอนแม่​ เราก็ฟัง​ ๆ​ ไป​ แล้วดูจังหวะดี​ ๆ ถ้ามีจังหวะอะไรที่ดี​ ๆ​ หน่อย​ คือ​พอจะบอกกันได้..ก็บอก “แม่อย่าพูดเลย​ ไม่มีประโยชน์หรอก​ ตรงนี้นะ!” “พูดไป​นะ! เราได้ยินกัน​ ๒​ คน​ พูดทีไรนะ..เราก็โกรธทุกที​ โกรธทีไรนะ..กินอาหารไม่อร่อยสักที” อย่างนี้นะ! ใจเราเนี่ย​ พอนึกถึงเรื่องนี้ คุยเรื่องนี้​ แล้วเราไม่ชอบใจ​ ใจเราเสียทันที อาหารยังไม่เสีย..แต่ใจเราเสีย เริ่มต้นทำใจตัวเองให้ได้ก่อน​ เพียงแค่.. รู้ทัน​ ความโกรธที่เกิดขึ้น ใจเป็นปกติแล้ว..รอดูจังหวะ​ ถ้าจังหวะนี้​ ยังไม่ควรพูด..ก็ยังไม่ต้องพูด​ นึกออกไหม? มันไม่ใช่ว่าจะเตือนกันได้ตลอดเวลา​นะ เราต้องดูจังหวะ​ ดู​ว่าเตือนไปแล้วเนี่ย.. ถ้าเตือนในขณะที่เขากำลังหงุดหงิดจัด​ ๆ​ เนี่ยนะ..เราอาจจะโดนโกรธไปด้วย​ แม่อาจจะโกรธเราไปด้วย​ นึกออกไหม? ก็ดูจังหวะดี​ ๆ​ ว่า​ คือ​แต่ละคน​ ๆ​ ก็จะมีจังหวะที่ดีไม่เหมือนกัน โยมอยู่ด้วยกันกับคุณแม่มานานเนี่ยนะ​ ก็น่าจะพอจับจังหวะได้​ว่า​ ควรจะพูดเวลาไหน? ถ้าเห็นว่าพูดแล้วไม่ได้ผล​ ก็รอนาน​ ๆ​ รอไปก่อน​ อย่างน้อย​ ๆ​ ใจเราเนี่ย..อย่าเสียไปด้วย วิธีที่จะรักษาจิต..ก็คือ​ใช้​สติ​รักษา​ “สติ” เป็นเครื่องรักษาจิต เราไม่ต้องทำอะไรมาก..แค่​รู้ทัน​ เนี่ยนะ ตอน​ รู้ทัน..มีสติขึ้นมาแล้ว สติ..ที่รู้ทันกิเลสนั่นน่ะ​ สติ..เป็นตัวรักษาจิต​ เพราะตอนรู้ทันเนี่ย..ไม่มีกิเลส​ แล้วเราก็กินต่อไป​ เสพรสชาติอาหารได้เต็มที่​ ตอนเสพรสชาติอาหารนะ! จิตอยู่กับรสชาติเนี่ยนะ..มันไม่ได้ฟัง จิตเนี่ย..ทำงานทีละขณะ เวลาเสพรสชาติอาหารเนี่ยนะ..มันจะไม่ได้ดู​ ไม่ได้ฟัง​ ตอนดู..ก็ไม่ได้ฟัง​ ไม่ได้กิน​ ไม่ได้เสพรสชาติ ตอนโกรธนะ! อาหารอร่อยอยู่กับปากนะ ก็ไม่รับรู้เลยว่ามันอร่อย..มันกำลังโกรธ​ จิตเนี่ย​ เกิด-ดับทีละขณะ​ และทำงานได้ขณะละอย่างเดียว ฉะนั้นถ้าคุณแม่เอาเรื่องคนอื่นมาคุยบนโต๊ะอาหารเนี่ยนะ เราก็กิน..แล้วเสพรสอาหารของเราไปเรื่อย​ ๆ​ มีความสุขกับน้ำพริกไปเรื่อย​ ๆ​ เนี่ยนะ​ นี่นะ! มีรสน้ำพริกอยู่ในปากเนี่ยนะ.. พอจิตไหวไปหาเสียงที่แม่กำลังคุยนะ! จิตแว๊ปไป..รู้ทัน อย่างนี้​ ได้ทำกรรมฐานบนโต๊ะอาหาร​เลย แว๊ปไป​ ๆ​ เผลอเนี่ยนะ! เห็นความเผลอ..ใช้ได้ ถ้าเผลอไป..ไม่รู้ทัน เห็นความโกรธ..ก็ยังใช้ได้ เห็นความไม่พอใจ..ใช้ได้ เห็นตอนไหน..เอาตอนนั้น เรียกว่าเราได้ทำกรรมฐานบนโต๊ะอาหารเนี่ยนะ ได้สติหลายตัวเลย บางทีก็อาจจะได้สมาธิจิตตั้งมั่นด้วยซ้ำไป เห็นจิตไหลไป​ เห็นจิตเผลอไปกับเรื่องราว​ที่แม่พูด​ โดยตั้งต้นจิตที่ว่า​ เรากินข้าว.. มีสติอยู่ตรงปากเราเนี่ย แล้วเผลอไป.. รู้ทัน เผลอไป.. รู้ทัน เวลาเผลอเนี่ยนะ.. คือจิตเปลี่ยนช่องทางรับรู้​ เปลี่ยนช่องทางทำงาน​ แทนที่จะรับรู้อยู่ที่ลิ้น​ ที่ปากเนี่ยนะ​ มันใช้ช่องหูแล้ว..ไปฟัง​ แล้วใช้มโนด้วย..ใช้ความคิดนึก​ ทำงานหลายช่อง​ บางทีเราอาจจะเห็นการทำงาน​ของจิต​หลากหลายรูปแบบ ในขณะที่กำลังกินข้าว..แล้วแม่กำลังคุยอยู่นี่แหละ เข้าใจเรื่องจิตไปเลย เข้าใจตรงนั้นเลย​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ 18 ธันวาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/9aFxtIfV5PQ (นาทีที่​ 1:09:50​ -​ 1:16:50)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๐ #การอุทิศให้ผู้ตาย 🤔🤔 #ถาม​ : สามีของโยมเพิ่งเสียไป​ โยมจะกรวดน้ำให้เฉพาะสามี​ ซึ่งปกติก็จะกรวดน้ำให้พ่อแม่อะไรอย่างนี้นะคะ​ เราจะรวมกันเลยได้ไหมคะเนี่ย? #ตอบ​ : จะรวมก็ได้​ เฉพาะก็ได้​ สมมุติว่า​ คราวนี้ต้องการเจาะจงให้สามี​ ก็ทุ่มให้สามีเต็มที่ตอนนี้..อย่างนี้ก็ได้​ เช่นว่า​ งานนี้เฉพาะสามี​ เราก็เจาะจงไปเลยว่า งานนี้​ ที่ทำบุญมาทั้งหมดนี้นะ..ขออุทิศให้สามี แต่ถ้าเราคิดจะเผื่อไปถึงคนอื่นด้วยก็ได้..ไม่ผิด​ จะเอ่ยชื่อสามีขึ้นมาก่อน​ แล้วค่อยอุทิศขยายรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่​ ปู่ย่าตายาย​ อย่างนี้ก็ได้ เพราะว่าบุญนี้อุทิศไปได้..ไม่จำกัด มันไม่ใช่ว่า​ มีข้าวอยู่จานเดียว​ แล้วเรียกสามีมากินข้าวจานนี้..ไม่ใช่อย่างนั้นนะ บุญ​ คือ​ ได้เอาข้าวจานนี้ไปถวายพระ​ แล้วอาการถวายหรือให้ทาน.. เรียกว่า​เป็นบุญ​ เกิดบุญขึ้นมาแล้ว..ก็อุทิศบุญ อุทิศความปลื้มใจ​ ความปีติใจที่ได้ถวายอาหารให้กับพระเนี่ยนะ ให้กับใครก็ได้แล้วคราวนี้​ ให้กับสามีก็ได้​ ให้กับพ่อ​ ให้กับแม่​ ให้กับปู่ย่าตายายได้หมดเลย​ เพราะว่าความปลื้มใจปิติใจเนี่ย..ไม่จำกัด​ มันเป็นอนันต์ คนที่มาดีใจด้วยเนี่ย..ก็ไม่จำกัด สมมุติว่า อาตมาถวายของให้พระ ถวายไปแล้วอาตมาก็ดีใจปลื้มใจ​ คนที่จะมาดีใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้..ก็ไม่จำกัด​ ไม่ใช่ว่าจะดีใจได้คนเดียว​ ใช่มั้ย? อาการดีใจที่ผู้อื่นกระทำบุญ เรียกว่า​ อนุโมทนาบุญ ฉะนั้น การอนุโมทนาเนี่ย..สามีก็อนุโมทนาได้​ พ่ออนุโมทนาได้​ แม่ก็อนุโมทนาได้​ ปู่ย่าตายายก็อนุโมทนาได้ แม้ผู้ที่จำไม่ได้แล้วว่าเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน​ตั้งแต่ครั้งไหน ถ้าเห็นแล้วดีใจด้วย..ก็เรียกว่าอนุโมทนา​ นึกออกไหม? แล้วถ้าเราไม่จำกัดว่าเฉพาะใคร​..ใครก็ได้​ “สรรพสัตว์ทั้งหลาย”จงมาอนุโมทนา​ ถ้าเกิดการอนุโมทนาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย​ ก็เรียกว่า​ เกิดการทำบุญครั้งใหญ่​ ก็คือ มีการอนุโมทนาร่วมกันมากมาย​ในครั้งนั้น ถ้าเราไม่จำกัดผู้รับเนี่ยนะ..ผู้ที่จะรับหรือผู้ที่จะมาอนุโมทนา​ก็จะไม่จำกัดไปด้วย​ การที่จะเกิดบุญ​ คืออนุโมทนาบุญครั้งใหญ่​ก็จะเกิดขึ้นได้​ แต่ถ้าเกรงว่าถ้าพูดหลาย​ ๆ​ คนไปเนี่ย​ บุญจะไม่เจาะจง..ก็เอ่ยถึงคนเดียวก็ได้​ ไม่ห้าม​ แต่ถ้าเอ่ยถึงหลาย​ ๆ​ คน..ก็ดีเหมือนกัน การอนุโมทนา​เนี่ย​นะ ให้นึกอย่างนี้ว่า​ การทำบุญเนี่ย..เปรียบเหมือนวัตถุก้อนหนึ่ง​ เป็นบุญก้อนหนึ่ง การที่จะอุทิศให้ผู้อื่น..เป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง​ จิตที่คิดจะอนุโมทนา..ก็เป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง เราทำบุญแล้ว เช่น ให้ทานเนี่ยนะ​ เปรียบเป็นบุญก้อนหนึ่งแล้วนะ ถ้าจะอุทิศให้ใคร? ใจที่จะเผื่อแผ่เนี่ย..เป็นใจอีกดวงหนึ่ง ก็เปรียบเป็นบุญอีกก้อนหนึ่ง แต่อาศัยว่าเคยมีบุญก้อนแรกเกิดขึ้น​ แล้วอยากจะเอาบุญอันนี้ไปเผื่อแผ่คนอื่น การคิดว่าจะเอาบุญก้อนแรก ไปเผื่อแผ่คนอื่น..เป็นบุญอันใหม่ ส่วนคนที่จะมาอนุโมทนา..เขาต้องมีใจเป็นบุญของเขาเอง ใจที่เป็นบุญของเขา..ก็คือ พลอยยินดีกับการกระทำที่เป็นบุญก้อนแรก พร้อมทั้งดีใจที่เราอุทิศให้ คือดีใจกับบุญก้อนที่สองด้วย จะเห็นได้ว่า ความยินดีนั้นจะสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อ..เราคิดเผื่อแผ่ด้วย หากเราทำบุญแล้ว… ถ้ามีเปรตมารอดู​ แล้วเราไม่เอ่ยชื่อเขา หรือไม่คิดอุทิศให้เขาเนี่ย..เขาจะรู้สึกว่า​ บุญนี้เขาไม่มีส่วนร่วมด้วย​ นี่ในกรณีถ้าเป็นเปรตนะ! แต่ถ้าเป็นคน​ คนเห็นแล้วดีใจ..เขาได้บุญเลย​!เพราะเห็นอยู่เอง ถ้าพ่อแม่อยู่ที่บ้าน​ การทำบุญเกิดขึ้นที่นี่​ พ่อแม่ไม่รู้..ก็ไปบอกเล่า​ให้ท่านทราบ ไม่ใช่จุดธูปที่นี่อุทิศไปให้ท่านนะ​ เข้าใจไหม? คือพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่เนี่ยนะ ต้องไปบอกท่าน ว่าเราทำอะไรไป..ไม่ใช่อุทิศในใจให้พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน​ อย่างนี้ท่านไม่รู้ ท่านก็ไม่มีโอกาสอนุโมทนา ต้องให้ท่านรู้..มันถึงจะถูกต้อง แต่ถ้าผู้ที่เราต้องการอุทิศให้เนี่ย..เขาเป็นเปรต​ เขามีความเดือดร้อนอยู่​ เขามีความทุกข์ที่เกิดจากอกุศลที่เขาเคยทำ กำลังเสวยวิบากอยู่นี่นะ วิธีช่วยง่าย​ ๆ​ เลย​ ​คือ​ ทำบุญ..แล้วตั้งใจอุทิศให้กับคนชื่อนั้น​ ๆ​ ที่เคยเป็นญาติเรา​ ที่เคยเป็นมิตรกับเรานะ..อุทิศให้เขาไป​ เขาก็จะมีโอกาสระลึกได้ว่า​ “อ้าว!​ ญาติทำบุญ..แล้วอุทิศให้เราอยู่” มันเหมือนเป็นการเรียกชื่อกัน​ “นี่! มาดีใจกับงานครั้งนี้นะ​” “เขาเรียกเราหรอ?”..ก็มาดู “โอ้! เขาทำบุญครั้งนี้​ แล้วให้เรามีส่วนในครั้งนี้ด้วย​ เขาให้เกียรติเรา​ เรียกเราเข้ามาร่วมในการทำบุญในครั้งนี้ด้วย ดีจัง” ..เหมือนเขาได้ร่วมพิธี แล้วยิ่งมีการเอ่ยชื่อด้วย..จะดีใจมาก ฉะนั้น​ ถ้ารู้จักชื่อ..ให้เอ่ยชื่อ​ ถ้าไม่รู้จักชื่อ..ให้นึกถึงหน้า ถ้าไม่รู้จักชื่อ​ ไม่รู้จักหน้า..เช่นได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ​ แล้วก็สงสัยว่า​ “เอ๊ะ! นี่คือใคร? เขาต้องการบุญหรือเปล่า?​” ..จะอุทิศให้กับเจ้าของเสียงนั้นก็ได้ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๕​ กุมพาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/IVHtM5DrZG4 (นาทีที่​ 1:57:27​ -​ 2:00:40)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๙ 🤔🤔 #ถาม​ : เรา​จะ​วาง​ใจ​อย่างไร​ ใน​สถานการณ์​ที่​เชื้อ​โควิด-19​ ระบาด? #ตอบ​ : สถานการณ์​นี้​มัน​เกิด​ขึ้น​แล้ว​ โควิด​-19​ มัน​มา​ถึง​แล้ว​ เรา​ก็​ต้อง​เรียนรู้​ที่จะ​อยู่กับ​มัน​ให้​ได้ ถ้า​ถาม​ว่า​ วาง​ใจ​ยัง​ไง? ตอบ​ว่า​ วาง​ไว้​ตาม​ที่​เป็น​จริง กลัว​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! กังวล​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! ไม่​รู้จัก​มัน​ ก็​ต้อง​อยู่กับ​มัน! อยู่กับ​มัน​โดย​ที่​เรา, คน​ที่​เรา​รัก​ และ​สังคม​โดย​ส่วนรวม​ ได้​รับ​ความเดือดร้อน​น้อย​ที่สุด ความ​กลัว​และ​ความ​กังวล​ไม่ได้​ทำให้​เชื้อ​โรค​ตาย​ แต่​จะ​ทำให้​ภูมิคุ้มกัน​ใน​ร่างกายอ่อนแอ​ ถ้า​ไม่​กลัว​ไม่​กังวล​ แล้ว​ประมาท​ ไป​ทำ​ตัว​มี​พฤติกรรม​เสี่ยง​จนติด​โรค​ ก็​พา​ให้​คน​อื่น​เขา​เดือดร้อน ถ้า​รู้​แล้ว​ยัง​ดื้อ​ทำ​ ก็​เท่ากับ​สร้าง​อกุศลกรรม​ด้วย​ใจ​มืด​บอด ถ้า​มี​ผู้​รับ​ผล​กระทบ​มาก​ วิบาก​ก็​รุนแรง​ไป​ตาม​ส่วน ฉะนั้น​ ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ของ​การ​อยู่​ร่วมกัน​ใน​สังคม​ ก็​ควร​อยู่​อย่าง​รับผิดชอบ​ใน​หน้าที่​ของ​การร่วมกัน​ด้วย เชื้อ​นี้​มัน​มา​แล้ว​ และ​มัน​จะ​อยู่​กับ​เรา​อีก​นาน หมอ​ยง​ (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ)​บอก​ว่า​ “การรบ(กับ​ covid-19)​ครั้งนี้​ จึงเปรียบเทียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร” จึง​ควร​ทำ​ความ​รู้จัก​กับ​มัน​ เพื่อ​จะได้​รู้​วิธี​ที่​จะ​อยู่กับ​มัน​ โดย​ที่​ไม่​โดน​มัน​ขวิด​ตาย แน่นอน​ว่า​ เรา​จะ​รู้​เอง​ไม่ได้​ ต้อง​อาศัย​”ผู้​รู้” ใน​กรณี​นี้​ แนะนำ​ให้​ฟัง​หมอ​ หมอ​ไทย​เก่ง​ไม่​แพ้​ชาติ​ใด​ใน​โลก​ พวกเราต้อง​ช่วย​หมอ​ ด้วย​การฟัง​หมอ​ เรียนรู้​ไป​กับ​หมอ แล้วทำ​ตามที่​หมอ​แนะนำ..ด้วย​ความ​รับผิดชอบ จะ​ผ่าน​วิกฤติ​ได้​ ต้อง​มี​วินัย สำหรับ​พวกเรา​ที่​ยัง​ไม่มี​อาการ​อะไร ก็​ต้องรักษาระยะห่าง​ทาง​บุคคล​และ​สังคม ไม่​รวม​กลุ่ม​ ไม่​กิน​ข้าว​นอก​บ้าน​ ไม่​ไป​สถาน​บันเทิง​ และ​กิจกรรม​ที่​ต้อง​อยู่​ร่วม​กับ​คน​หมู่​มาก หมอ​ประสิทธิ์​ (ศ.นพ.ประสิทธิ์​ วัฒนาภา)​ บอก​ว่า “โรคติดต่อ​-จะ​ไม่​ติดต่อ​-ถ้า​เรา​ไม่​ติดต่อกัน” ช่วงนี้​มี​ที่สุด​สอง​ด้าน​ปรากฏ​ให้​เห็น​ คือ​ – ตื่น​ตระหนก​ และ​ – เพิกเฉย ยิ่ง​มี​พวก​เพิกเฉย​มาก​ ก็​ยิ่ง​น่า​ตื่น​ตระหนก​ 555 ทาง​สาย​กลาง​คือควร​มี​ “ความ​ตื่น​รู้” ให้​มาก รู้​เท่า​ทัน​เหตุการณ์​ตาม​ที่​เป็น​จริง เพื่อ​เตรียม​รับมือ เรียนรู้​จาก​ความ​ผิดพลาด​ของ​ผู้อื่น​ เพื่อ​ระวัง สนุก​กับ​ความรู้​ใหม่​ๆ​ ศัพท์​ใหม่​ๆ​ กัน​ดีกว่า​ เช่น quarantine isolation shelter in place work from home social distance ไป​หา​ความหมาย​กันเอง​นะ​ เดี๋ยว​ไม่​สนุก​ 5555​ คน​ที่​จะ​ผ่าน​วิกฤติ​นี้​ได้​ คือ คน​ที่​ฝึก​มา​ดี​แล้ว​ กับ คน​ที่​พร้อม​จะ​ฝึก คน​ที่​ฝึก​มา​ดี​แล้ว​ ภาวนา​เป็น​แล้ว​ ก็​แค่​ปรับ​วิถี​ชีวิต​นิดหน่อย​ ใจ​ไม่​เป็น​ทุกข์ คน​ที่​พร้อม​จะ​ฝึก​ ก็​ยินดี​ที่​จะ​ใช้​วิกฤติ​นี้​เป็น​โอกาส​ฝึก​ตน​ ยินดี​ที่​จะ​เรียนรู้​ อดทน​ที่​จะ​ต้อง​ใช้​วิถี​ชีวิต​แบบ​ใหม่ อยู่​อย่าง​พอ​เพียง​แบบ​ที่​ในหลวง​ ร.๙​ สอน​ไว้​ ก็​จะ​ดี​มาก พ่อบ้าน​บาง​คน​บอก​ว่า​ ก่อน​โควิด​จะ​มา​ ภรรยา​ก็​ให้​อยู่​บ้าน, ห้ามเที่ยว​สถาน​บันเทิง, ไม่​ให้​ไป​สังสรรค์, ​ ไม่ให้​เก็บ​เงิน​อยู่​แล้ว​ ชิน​แล้ว​ ตอน​นี้​สบาย​ 5555​ ภรรยา​ฝึก​มา​ดี​ (อัน​นี้​หยอก​ๆ​นะ​ 555)​ ช่วง​นี้ภาวนา​ไปนะ ขยับ​มือ​จะ​มา​เกา​หน้า​ รู้​ทัน ขยับ​มือ​จะ​มา​ขยี้​ตา​ รู้​ทัน จะ​ไป​นั่ง​ติด​กับ​คนอื่น​ รู้​ทัน อยู่บ้าน เปิดตู้เย็นอีกแล้ว!.. รู้ทัน เหงา​ ก็​รู้​ว่า​เหงา​ แล้ว​หา​งาน​ทำ​ไป “กู​ติด​รึ​ยัง​เนี่ย?” ให้​รู้​ว่า​กังวล​ ดู​จิต​ไป หลัก​การ​เจริญ​สติ​ที่​เรียน​มา​ ก็​จะ​ได้​ใช้​ให้​เป็น​ประโยชน์​กัน​ใน​คราวนี้​แหละ​ ที่​เคย​ท่อง​กัน​ไว้​ จำ​ได้​มั้ย? “มี​สติ​รู้​กาย​รู้​ใจ​ ตาม​ความ​เป็น​จริง​ ด้วย​จิต​ตั้งมั่น​และ​เป็น​กลาง” #รกรจตคปจดจทตมลปก

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๘ #รู้ทันอาการของสมาธิ 🤔🤔 #ถาม​ : เวลานั่งสมาธิมีอาการนิ่ง​และมีอาการดิ่งเหมือนตกเหว​ เป็นเพราะอะไร? และโยมต้องทำอย่างไรต่อไป? #ตอบ​ : ไม่ต้องทำอะไร​ มันเป็นอาการของสมาธิ..ให้รู้ทัน ไม่ต้องไปแทรกแซง​ หรือว่าไม่ต้องไปแก้ไข​ มันจะดิ่ง..ก็ดิ่ง แต่สมมุตินะ! ถ้าดิ่ง..แล้วกลัว​ ไอ้ตอนกลัวนี่​ มันออกจากสมาธิ​แล้ว.. ให้รู้ทัน​ความกลัวไปเลย ดิ่ง..แล้วสงสัย​ ไอ้ตอนสงสัยเนี่ย..ไม่ดิ่งแล้ว ดิ่งแล้ว.. “เอ๊ะ! มันคืออะไรนะ?” ไอ้​ “เอ๊ะ!​ “..นี่มันออกจากสมาธิแล้ว ให้รู้ทันว่า..เมื่อกี้สงสัย​ นึกออกไหม? ถ้าดิ่ง..ก็ให้มันดิ่งไป ดิ่ง..จนหมด​กำลังของสมาธิแล้ว​ เดี๋ยวมันก็จะออกมาเอง​ เป็นเพียงอาการหนึ่งของสมาธิ​ ไม่ต้องไปสงสัยอะไรมาก แต่ถ้าสงสัย..ก็ให้รู้ว่า​สงสัย ถ้ากลัว..ให้รู้ว่ากลัว หรือ​ “อ๋อ! มันดีนี่เอง” อยากดิ่งอีก ..ให้รู้ว่าอยาก เพราะถ้าทำด้วยความอยาก..จะไม่ดิ่งอีกแล้ว ก็ให้รู้ทันความจริงของจิต โดยอาศัยทำสมถะไว้อย่างหนึ่ง สมถะที่ว่านี้​ จะเป็นดูลมหายใจก็ได้​ หรือจะเป็นคำบริกรรมก็ได้ พอมีอาการของสมาธิขึ้นมา​ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่..รู้ไปตามตรง​ มัน​อาจจะจะมีปรากฏนิมิตขึ้นมา เป็นร่างกายถูกหนอนเจาะไช..ให้รู้ไปตามตรง มันเป็นเพียงแค่นิมิต​ แต่ว่านิมิตนั้นน่ะ..จะเกิดขึ้นมาเพื่อสอนใจให้เห็นความจริงของร่างกาย​ พอจิตเห็นนิมิตนั้นแล้ว..มันจะคลายจากความกำหนัดยินดี คนที่ทำสมาธิถึงขั้นนี้​ ก็จะไม่ค่อยฟุ้งซ่าน เพราะเห็นแล้วว่า​ กายนี้เป็นของเน่า​เปื่อยผุพัง มันก็ลดความใคร่​ในกาม​ คนที่มีกามมาก​ ก็คือ​ เห็นร่างกายสวยงาม​ เห็นร่างกายของเราก็สวย​ เห็นคนอื่นก็สวย แล้วก็อยากได้กาม​ มาบำรุงบำเรอกามตัณหา คนที่ทำสมาธิเห็นความจริงของร่างกายในแง่ของ”อสุภะ”..ราคะก็จะเบาบางลง ความที่ราคะเบาบางเนี่ย​ ก็ทำให้ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น เพราะว่าตัวขัดขวางที่ไม่ให้เกิดสมาธิ​ ก็คือ​ตัวนิวรณ์ต่าง​ ๆ​ ที่ไปสนใจสิ่งอื่น แล้วก็ไปมีกามฉันทะ​ ก็คือ​ ความพอใจรักใคร่..ในกายตัวเองบ้าง​ ในกายคนอื่นบ้าง​ มีกามฉันทะ​ มีความพอใจในแง่..ให้มันมาบำรุงบำเรอ​ ตา​ หู​ จมูก​ ลิ้น​ กาย มีความต้องการ​ แล้วไม่ได้ตามที่ต้องการ..ก็จะกลายเป็น​ พยาบาท หรือว่า​ ฟุ้งซ่านไปในกามต่าง​ ๆ​ หรือ งงๆ สงสัย ไม่แน่ใจ หรือ หมดแรงใจ ซึมเศร้า ห่อเหี่ยว หดหู่ ไอ้สภาวะเหล่านี้ก็เป็นตัวขัดขวางไม่ให้เกิดสมาธิ​ เรียกว่า​ นิวรณ์​ พอเห็นร่างกายเป็นอสุภะได้แล้ว​ นิวรณ์เหล่านี้ก็จะหมดกำลังลง​ ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม รายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๕​ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/IVHtM5DrZG4 (นาทีที่​ 55:33​ -​ 58:52)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๗ #พรสี่ประการ 🤔🤔 #ถาม: อยากได้คาถา หรือบทสวดมนต์ที่ช่วยคุ้มครองให้เราปลอดภัย #ตอบ: อยากได้มั้ย? … สามารสร้างคาถาได้เองมั้ย? “ให้มีสติรู้กายรู้ใจของเรา รู้ทันกิเลสของตัวเอง อย่าประมาท!” คำว่า “อย่าประมาท” เป็นคำกว้างๆ บางทีคนก็อาจจะนึกไม่ออกว่าอะไรเรียกว่า ไม่ประมาท! ไม่ประมาท ก็คือมีสติรู้ทันใจกายตัวเองในการเคลื่อนไหวร่างกาย นั่งอยู่..ก็รู้ว่าว่ากายนั่งอยู่ กายเคลื่อนไหวในการเดิน..ก็เห็นว่ากายกำลังเดิน เรียกว่า มีสติรู้กาย อย่างนี้อยู่ในขั้นหนึ่งที่เรียกว่า ไม่ประมาท! อีกขั้นหนึ่งคือ ตระหนักว่า นอกจากกายแล้ว ชีวิตเรามีส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งคือ ใจ ใจ กับ กาย อย่างไหนสำคัญกว่ากัน? ใจสำคัญกว่า กายอาจจะดูดี แต่ใจร้ายก็มีใช่ไหม? แล้วการที่เราจะเรียกว่าคนนั้นดี คนนั้นร้าย เราดูที่รูปร่างหน้าตา หรือดูที่ใจ? ดูที่ใจใช่ไหม? จึงต้องหมั่นดูที่ใจของเรา ถ้าใจมีความไม่ดีเกิดขึ้น ให้รู้ทัน เพราะถ้าไม่รู้ทัน ปล่อยทิ้งให้มันไว้ ความไม่ดีนั้นจะขยายตัว แล้วมันจะทำให้เรากลายเป็นคนเลว ฉะนั้น ให้รู้ทันไว้ ถ้ามีความไม่ดีเกิดขึ้นในใจ แล้วขอให้พระคุ้มครอง พระก็คุ้มครองไม่ไหว มันต้องเห็นความไม่ดีที่เกิดขึ้นก่อน แล้วสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือว่า หมั่นสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้น คุณธรรมที่พระท่านสอนให้บ่อย ๆ เคยได้ยินพระให้พรไหม? “อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” แปลว่า พร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ รู้ไหมว่า..อายุ คืออะไร? อายุ.. ยุคนี้เขาเรียกว่า..มีพลังชีวิตในการที่จะดำรงความเป็นคนอยู่ได้นาน ๆ วรรณะ คืออะไร ? หมายถึง ผิวพรรณผ่องใส ถ้าให้อายุยืน แล้วผิวเหี่ยว ๆ หมอง ๆ เราก็ไม่เอา จะเอาแบบผ่องใสด้วย สุขะ คืออะไร ? สุขะ นี้แปลง่าย ก็คือความสุข พละ คืออะไร ? พละ คือมีกำลังด้วย พร ๔ ประการนี้ จะสำเร็จกับบุคคลผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ทำเป็นประจำ คนที่มีความอ่อนน้อม ไม่แข็งกระด้าง จะทำให้มีพร ๔ ประการนี้เกิดขึ้น ถ้าเราไม่อ่อนน้อม ผู้ใหญ่จะไม่เอ็นดู อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย คนทั่ว ๆ ไปก็ไม่เอ็นดู ถ้าเราแข็งกระด้าง มันก็พาไปจะเจอคนกระด้าง บางทีเราอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเรากระด้างไว้หน่อย ..ก็จะดูเป็นที่น่าสนใจ กระด้างแล้วมันเสียงดังดี ดูเด่นด้วย เราจะเห็นว่า เดี๋ยวนี้มันจะมีประเภทนี้เกิดขึ้นเยอะใช่ไหม? ทำให้มันห้าว ๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าเกรียน ๆ กรากเกรียน ใช่ไหม? ดูแล้วมันมีคนสนใจติดตาม แต่ว่าที่ติดตาม ๆ แต่มันอาจจะตามมาด่าก็ได้นะ อาจจะมีคนสนใจก็จริงอยู่ แต่ว่าไม่ได้เป็นเหตุแห่งความเจริญที่แท้จริง ความเจริญที่แท้จริง คือว่า ทำอย่างไรเราจะเป็นผู้อ่อนน้อม สุภาพอ่อนโยน อ่อนที่ว่านี้ไม่ใช่อ่อนแอ คำว่า “อ่อนโยน”‘ นี้เป็นภาษาไทย ท่านเปรียบเทียบเหมือนกับมะม่วงเวลาออกลูกเนี่ยนะ มันจะโยนตัวได้ ความอ่อนโยน ก็คือความที่มันคล่องแคล่ว ว่องไวด้วย เหมือนลูกมะม่วงที่โยนตัวได้ ความอ่อนโยน ก็มีทั้ง อ่อนน้อมและคล่องแคล่วด้วย ความอ่อนน้อม ก็เปรียบเสมือนรวงข้าว ร่วงข้าวเนี่ยถ้าตั้งตรงเด่ ๆ เนี่ยนะ แสดงว่าข้าวนั้นใช้ไม่ได้ ไม่มีน้ำหนัก มีแต่แกลบ ถ้าข้าวมีเนื้อเต็ม มีน้ำหนัก ตัวน้ำหนักมันจะทำให้ข้าวโน้มลงมา อย่างนี้เรียกว่า อ่อนน้อม ถ้าคนอ่อนน้อมได้ แสดงว่ามีคุณธรรมในใจเยอะ มีคุณความดี มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าที่จะอ่อนน้อมเข้าหาผู้ใหญ่ ส่วนคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง บางทีก็ไปแบบ งก ๆ เงิ่น ๆ กลายเป็นลืมที่จะอ่อนน้อม ลืมไปว่า อะไรควรทำ คนที่มีคุณความดีจริงๆ เขาย่อมรู้กาลเทศะ เวลานี้ควรทำอะไร กับคน ๆ คนนี้ ควรมีปฏิสัมพันธ์ กับเขาแบบไหน รู้การเข้าหาคน คนนี้มีฐานะอย่างนี้ เช่น เป็นอาจารย์ เราควรเข้าหาแบบไหน คนนี้เป็นลุง เป็นป้า เป็นปู่ เราควรเข้าไปหาแบบไหน รู้จักฐานะ รู้จักวิธีปฏิสัมพันธ์กับคนที่มีฐานะต่าง ๆ กัน ทางพระพุทธศาสนาจะสอนว่า บุคคลต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์นั้น มีอยู่ด้วยกัน ๖ ฐานะ เปรียบเสมือนทิศที่อยู่รอบตัวเรา ๖ ทิศ ฐานะที่ ๑ พ่อแม่ กับ ลูก เปรียบเสมือนทิศเบื้องหน้า ฐานะที่ ๒ ครูบาอาจารย์ กับ ลูกศิษย์ เปรียบเสมือนทิศเบื้องขวา ฐานะที่ ๓ กับคู่ครอง ก็คือ สามี กับ ภรรยา เปรียบเสมือนทิศเบื้องหลัง ฐานะที่ ๔ เพื่อน กับ เพื่อน เปรียบเสมือนทิศเบื้องซ้าย ฐานะที่ ๕ ผู้บังคับบัญชา กับ ผู้ใต้บังคับบัญชา พูดง่าย ๆ ก็คือ เจ้านาย กับ ลูกน้อง เปรียบเสมือนทิศเบื้องล่าง ฐานะที่ ๖ นักบวช กับ ฆราวาส เปรียบเสมือนทิศเบื้องบน วันหนึ่ง ๆ เราก็มีฐานะเปลี่ยนไปต่างกัน แล้วแต่ว่าขณะนั้นเราอยู่กับใคร แล้วมีวิธีปฏิบัติตัวของแต่ละฐานะต่อกัน ลูกทำอย่างไรกับพ่อแม่ พ่อแม่ควรทำอย่างไรกับลูก..มีหน้าที่ที่ทำต่อกัน ครูมีหน้าที่ทำอย่างไรกับลูกศิษย์ ลูกศิษย์มีหน้าที่อย่างไรต่อครู เพื่อนกับเพื่อน ก็มีหน้าที่ต่อกัน สามีมีหน้าที่อย่างไรกับภรรยา ภรรยามีหน้าที่อย่างไรกับสามี ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ เคารพในหน้าที่ เคารพในฝ่ายตรงข้ามด้วย ระหว่างเจ้านาย กับลูกน้อง ก็มีหน้าที่ต่อกัน หน้าที่ของลูกน้องก็มี หน้าที่ของเจ้านายก็มี นักบวชก็มีหน้าที่ ฆราวาสก็มีหน้าที่ เรียกว่าต่างคนต่างรู้ฐานะของตนเอง มีความเคารพในความเป็นตัวของตัวเอง และเคารพในความเป็นตัวเขาด้วย เขาเป็นเจ้านาย เขาเป็นลูกน้อง เขาเป็นสามี เขาเป็นภรรยา เคารพในความเป็นเขาด้วย แสดงว่ามีความอ่อนน้อมอ่อนโยน ไม่ใช่แข็งทื่อ ถ้าแข็งทื่อ แข็งกร้าว แข็งกระด้าง แข็งข้อ ก็จะไม่ได้พร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ที่ว่ามานี้ ไม่มีใครมาช่วยคุ้มครอง และไม่ปลอดภัย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย นิสิตพบพระ มศว.ประสานมิตร ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง https://bitps://bit.ly/3bezdtC (นาทีที่ 55:22-1:03:05) #อย่าประมาท

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๖ #ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมยังมีกิเลส #นักปฏิบัติธรรมโกรธ 🤔🤔 #ถาม: พระอาจารย์อธิบายว่า..เรามีราคะเกิดขึ้น-เรารู้-ราคะดับ มีโทสะเกิดขึ้น มีโมหะเกิดขึ้น เรารู้แล้วมันดับ ตรงนี้สงสัยว่าแล้วกิเลสแบบนี้มันจะลดลงได้อย่างไร? #ตอบ: ยังไม่ต้องไปลดกิเลสนะ ไม่มีเป้าหมายว่าจะลด..แต่เรามีเป้าหมายว่าจะรู้ #ถาม: อย่างสมมุติว่าเป็นพระโสดาบันท่านก็ยังเกิดขึ้นแล้วก็ยังเห็น #ตอบ: ท่านยังมีกิเลสนะ อย่าไปยั่วท่านนะ! เพราะท่านก็ยังโกรธได้ แล้วท่านก็ยังมีราคะอยู่ อย่าไปยั่วท่าน #ถาม: ถ้างั้นแสดงว่าหน้าที่ของเราแค่รู้ เราก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนดี ก็คือเราก็สามารถที่จะมีราคะได้ #ตอบ: ใช่..แค่รู้ว่ากิเลสมีอยู่ จะรู้เลยว่า เราไม่ใช่คนดี พอภาวนาไปแล้วจะรู้ว่า ยัยตัวร้ายคือเรานี่แหละ ถ้าเป็นผู้ชายก็ กูก็อยู่ในระดับพญามารตัวนึง #ถาม: คือเวลาอย่างในที่ทำงานอย่างนี้น่ะค่ะ บางทีเพื่อนก็บอกว่า เอ๊ะ! เห็นเรามาปฏิบัติธรรม ฟังธรรมอย่างนี้ แล้วเพื่อนก็บอกว่า เอ๊ะ! ทำไมขนาดไปปฏิบัติธรรม แล้วยังมีกิเลสอยู่ #ตอบ: “อ๋อ! กูยังไม่ใช่พระอรหันต์นะ” บอกไปเลย บอกเขาไปเลย “ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์นะยังมีกิเลสบ้าง อย่ามายั่วนะ แล้วนี่ก็ยังไม่ใช่พระอนาคามีด้วยนะ ยังมีโกรธนะ!” #ถาม: คือก็อธิบายเพื่อนนะว่าขนาดพระท่านบวชนะ พอสึกออกมาท่านก็ยังมีกิเลสอยู่ #ตอบ: แม้ว่ายังไม่สึก ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกิเลสนะ เคยอ่านข่าวมั้ย? หน้าหนาวที่ผ่านมา พระหนุ่มนอนอยู่ พระแก่ไปปลุก เป็นวันพระต้องมาตั้งบาตร ก็เรียกพระหนุ่มให้ไปช่วยตั้งบาตร กำลังนอนอุ่น ๆ เลยนะ พระหนุ่มโมโห ชกหน้าพระแก่เลย! แต่นั่นก็เกินไป อันนี้ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี เพียงแค่จะบอกว่าคนมาบวชพระก็ยังโกรธได้ โยมที่เป็นนักปฏิบัติก็เช่นกัน เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ถ้าจะให้ปลอดภัยจริง ๆ นะ อย่าไปโชว์ตัวว่าเราเป็นนักปฏิบัติ เวลาเราปฏิบัติในชีวิตประจำวันเนี่ยนะ ให้มีอิริยาบถแบบคนปกติเลย จะเดิน.. ต้องเดินย่อง ๆ มั้ย? ..ไม่ต้อง! ต้องเอามือมากุมตรงนี้มั้ย? ..ไม่ต้อง! ปกติเคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นแหละ รู้สึกตัวไป เวลากิเลสมันเกิดขึ้นมา มันจำกัดมั้ยว่า ต้องอยู่ท่าไหน? ไม่จำกัดใช่มั้ย ท่าไหนมันก็มีกิเลสได้ใช่มั้ย? แล้วมันจำกัดมั้ยว่าต้องท่าไหนจึงจะรู้ ? ไม่จำกัดด้วย นึกออกมั้ย? ท่าไหนมีกิเลสเกิดขึ้นมา..ก็รู้ตอนท่านั้นแหละ ฉะนั้น ไม่ต้องมีท่าของนักปฏิบัติ เพราะถ้ามีท่าของนักปฏิบัตินะ คนก็จะเขม่น! #ถาม: กลัวว่าจะเป็นบาปค่ะ #ตอบ: บาปตรงไหน? #ถาม: เพื่อนมองว่าเราเป็นคนปฏิบัติ แล้วเราก็ยังทำแบบนี้อยู่ แล้วแบบฉันไม่อยากปฏิบัติแล้วอะไรอย่างนี้ จะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียค่ะ #ตอบ: ไม่ต้องกลัว พระพุทธศาสนาไม่เสื่อมด้วยเหตุนี้ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ กลัวว่า เราจะเสื่อมไปจากพระพุทธศาสนา นึกออกมั้ย? ที่ว่า “เสื่อมไปจากพระพุทธศาสนา” หมายถึงว่า เราเสื่อมศรัทธาลงไป เราไม่มาฝึก ไม่ศึกษาในศีล ในจิตและในปัญญา อย่างนี้เราก็จะเสื่อมไปเองจากพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็ยังเป็นพระพุทธศาสนา ถึงแม้คนทั้งโลกนี้จะลืมพระพุทธศาสนาไปแล้ว พระธรรมวินัยที่แสดงความจริงอันนี้ ก็ยังคงเป็นจริงอยู่นั่นเอง เพียงรอให้บุคคลอีกบุคคลหนึ่งมาตรัสรู้ความจริงอันนี้ รอพระสัมมาสัมพุทธะองค์ต่อไป เท่านั้นเอง ทีนี้ถ้าเรา “เสื่อมไปจากพระพุทธศาสนา” การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ก็ไม่เป็นประโยชน์กับเรา น่าเสียดายมากนะ เพราะเราอุตส่าห์เกิดมาเจอแล้ว ทีนี้เพื่อให้ปลอดภัย อย่าไปโชว์ตัวว่าเราเป็นนักปฏิบัติ เราไม่จำเป็นต้องไปป่าวประกาศว่า ไปปฏิบัติธรรมมานะ มาคอร์สมา อะไรอย่างนี้ ไม่ต้องไปบอกกับคนที่เขายังไม่พร้อมจะฟัง แต่คนที่ดูแล้วมีแววก็ชักชวนได้ ก็ดูเอาตามที่เหมาะสม ถ้าไปชักชวนหรือไปบอกกับคนที่เขาไม่พร้อมมันจะเจอสถานการณ์อย่างนี้ก็คือว่า เขาอาจจะมาลองดี “ยัยคนนี้ผ่านการปฏิบัติที่วัดนี้มาเนี่ย วัดนี้ดีสักแค่ไหน?” เขาก็จะลองแหย่แล้ว ถ้ามียี่ห้อติดว่าเราเป็นนักปฏิบัติเนี่ย เราก็จะมีคนมาลองดีอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราไม่มียี่ห้ออะไร เป็นคนธรรมดา คนธรรมดาก็กิเลสแบบคนทั่ว ๆ ไปเหมือนกัน แล้วเราก็ทำตามกิจวัตรของคนธรรมดา ไม่ต้องไปมีอะไรพิเศษไปจากคนธรรมดาทั่วไป จะแตกต่างจากเขาก็ตรงที่ มีความรู้สึกตัว แต่เราก็รักษาศีลด้วยนะ เพียงเราไม่ไปอยู่ในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ที่จะผิดศีล เราก็ป้องกันตัวเองได้เยอะแล้ว งานอบายมุขเราไม่ไป เช่น เที่ยวเตร่กลางคืนเราไม่ไป เราก็รอดพ้นจากอันตรายอะไรอีกเยอะแยะเลย คนเขาชักชวนเราไปงานนั้นงานนี้ที่เสี่ยง ก็ไม่ไป ก็รักษาตัวรอดได้ เพื่อนอาจจะตำหนิติเตียนบ้าง กระแนะกระแหนบ้าง อะไรอย่างนี้นะ ก็อาจจะเป็นครั้งสองครั้ง ครั้งที่สามสี่ห้าเขาก็ชินแล้ว เขาไม่ชวนเราแล้ว ทีนี้ก็สบาย รอดตัวไป ส่วนงานอื่นที่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์เราก็ทำ มีกิจกรรมดีๆ เราก็ทำ ถ้าเพื่อนกลุ่มนี้มันไม่เอาดี ไม่เอาประโยชน์เลย ก็ไม่ต้องเสียดาย ถ้าเรามีกิจกรรมใหม่ที่ดีทำ เราก็จะมีเพื่อนกลุ่มใหม่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง ฝึกใจให้เป็นอิสระ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ อาคารธรรมดีรุ่งโรจน์ ลิงค์ไฟล์เสียง 621215 ฝึกใจให้เป็นอิสระ-ธรรมดีรุ่งโรจน์ (ระหว่างเวลา๐๑.๒๘.๑๖ – ๐๑.๓๕.๑๘) http://bit.ly/391iGIs

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ความจริงโดยสมมติ กับ #ความจริงโดย​ปรมัตถ์​ 🤔🤔 #ถาม​ : ช่วยอธิบายคำว่า “จิตรู้ในสิ่งที่อยู่เหนือบัญญัติ​” เป็นอย่างไรคะ? #ตอบ​ : คือความจริงในโลกนี้ ที่จิตจะรู้ได้ มีความจริง ๒ แบบ​ คือ ๑.​ ความจริงโดยสมมติ กับ ๒.​ ความจริงโดย​ปรมัตถ์​ ความจริงโดยสมมติ​ คือ​ ความ​จริง​ที่​ขึ้น​ต่อ​การ​ยอมรับ​ของ​คน​ จริง​ตาม​ที่​กำหนด​ตกลง​กัน​ไว้​ บางทีก็เรียกว่า​ “สมมติบัญญัติ​” หรือ​ “สมมติสัจจะ” ความจริงโดยปรมัตถ์​ คือ​ ความจริง​ที่​มี​อยู่​ตาม​ธรรมชาติ​ โดย​ไม่​ขึ้น​ต่อ​การ​ยอมรับ​ของ​คน​ เรียกว่า​ ปรมัตถสัจจะ​ จะเรียก​ว่า​ เหนือ​บัญญัติ​ หรือ​ พ้นจากสมมติ​ ก็ได้ พ้นจากสมมติ ก็คือ สภาวะ​ที่​ท่านแยกออกมาเป็น ๔ อย่าง​ ได้แก่ จิต​, เจตสิก​, รูป​, และ​ นิพพาน​ นี่เป็นความจริงโดยปรมัตถ์ จิต​ คือ​ ธรรมชาติ​ที่​รู้​อารมณ์​ เจตสิก​ คือ​ อาการ​หรือ​คุณสมบัติ​ต่างๆ​ ของ​จิต รูป​ คือ​ รูปธรรม​ทั้งหมด นิพพาน​ คือ​ สภาวะ​ที่​ไร้กิเลส​และ​ไร้ทุกข์​ ทีนี้ เวลาเราอยู่ในโลกปกติทั่ว​ๆ​ ไปเนี่ย เราจะอยู่กับสมมติบัญญัติมาก​ เช่น​ วันนี้มาคุยกับ “พระกฤช​” รวมกันกับทั้ง​ “พระชัยชนะ​” ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ​” อย่างนี้นะ​ ชื่อนี้..เป็น​สมมติบัญญัติ​ หมดเลย ฟังอาตมาแล้ว..งง​ ความงง เนี่ย​..เป็นสภาวะหนึ่งในใจ​ เป็น​อาการ​ของ​จิต​ ถ้ารู้จัก ความงง.. ก็คือรู้ เจตสิก​ มีปรากฏการณ์อันหนึ่งเกิดขึ้นในใจ..ว่า​ งง เผอิญว่าฟังอาตมาไป..แล้วเกิด​ เข้าใจ​ ความเข้าใจ​ ก็​เป็น​เจตสิก เข้าใจ..แล้ว ดีใจ​ ความดีใจ..เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในใจ เป็น​เจตสิก คำว่า​ “ดีใจ​”.. เป็นสมมติ​สัจจะ​ เป็นสมมติ​บัญญัติ แต่​สิ่ง​หนึ่ง​ หรือสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ​ ที่เรา​เรียกว่า​ ดีใจ​ เนี่ย​.. เป็น​ปรมัตถสัจจะ​ ให้มา​รู้​สภาวะ​ที่ว่านี้​ ที่ไม่ต้องไปเรียกชื่อมันก็ได้​ รู้สึกว่า​เมื่อกี้นี้มีอะไรเกิดขึ้นในใจ.. แล้ว​พอรู้ทัน.. มันก็ดับไป ตอนที่เผลอคิด.. ตอนคิดเนี่ย​ เรื่องราวในความคิด..ก็เป็นสมมติบัญญัติ​ แต่ตอน​รู้ทัน​ว่า​เผลอ​คิด..มันจะไม่รู้ลงในเรื่องราว​..จะรู้เพียงแค่ว่า​ เมื่อกี้เผลอคิด​ มี​ความ​เผลอ​เกิด​ขึ้น​ในใจ ไอ้ตอนที่รู้ว่า​เผลอคิดเนี่ยนะ​..มันไม่ลงในสมมติบัญญัติ จะ​เรียก​ว่า​ มี​สติรู้ในสิ่งที่อยู่เหนือบัญญัติ​ ก็ได้​ ถ้าคิด..แล้วรู้เรื่องราวในความคิดนะ​..ก็อยู่ในเรื่องสมมติ​บัญญัติ​ นึกออกไหม? แต่ถ้า รู้เพียงว่าเมื่อกี้จิตมันเผลอไป​..อย่างนี้​ก็เรียกว่า​ รู้ปรมัตถสัจจะ​ ไม่หลงไปในสมมติบัญญัติ​ หรือ​สมมติ​สัจจะ #ถาม​ : เมื่อกี้เหมือนกับที่ โยมออกจากสมาธิเนี่ย แล้วก็เดินออกมาข้างนอกใช้ชีวิตปกติ แล้วจิตคิดเนี่ย แล้วเรารู้ พอเราเห็นความคิดนั้น ความคิดนั้นดับไป #ตอบ​ : ดับเองนะ​? ถ้าดับเองเนี่ย..ก็​คือเห็นว่า เมื่อกี้เผลอคิด​ แค่​รู้..ไอ้​ที่​คิด​ก็​ดับปั๊ปเลย! มันจะเห็นทันทีเลย แล้วก็มันแสดงความจริงทันทีเลยว่า..มันไม่เที่ยง​ แล้วที่มันดับเนี่ย..ดับเองด้วย เรา​​ไม่ได้ตั้งใจดับเลย​..เราแค่​รู้​ นั่นแหละ​ ถ้าเห็นจริงนะ..มันจะเจริญวิปัสสนาทันทีเลย หรือถ้าไม่เจริญวิปัสสนา..ก็จะเอื้อให้เกิดวิปัสสนาได้ง่าย​ ๆ​ เพราะความจริงมันแสดงให้เห็นชัด​ ๆ​ เลยขณะนั้น ว่ามันเกิด-ดับ​ มันดับเอง​ด้วย #ถาม​ : พระอาจารย์กฤชคะ แล้วอย่างเราออกจากสมาธิแล้วเนี่ย​ ปัญญาเกิดขึ้น อย่างเช่นว่า.. เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วเราคิดไม่ออก​ แต่อยู่ดี​ ๆ​ เกิดขึ้นมา แล้ว​มีปัญญาตอบคำถามนั้นได้เองเลย #ตอบ​ : ใช่!​ คือจิตมันมีคุณภาพ​ แต่ว่าคล้าย​ ๆ​ กับ​ว่า​ มันมีคำถามในใจอยู่ก่อนนะ​! แต่ตอนทำกรรมฐานเนี่ย..ไม่ต้องไปสนใจคำถามนั้น​ คล้าย​ๆ​ ว่า​มีเป้าหมายไว้นิดหนึ่ง​ จิตมันมีเป้าหมายของมันเองอยู่แล้ว​ว่า..มันสงสัยเรื่องนี้​ หรือมีติดขัดเรื่องนี้อยู่นะ​ แล้วพอจิตมันสงบลงไปนะ​.. มันจะมีความรู้ขึ้นมาเอง​ว่า..​ “ไอ้ที่ติดขัดเนี่ย​ มันต้องหาทางออกแบบไหน​?” หรือว่า.. “ควรจะทำอะไรกับมัน​?” จะมีคำตอบออกมาเอง #ถาม​ : พระอาจารย์คะแล้วทำอย่างไรถึงจะพัฒนาต่อไปอีกนะคะ​? จะมีวิธีฝึกยังไง? #ตอบ​ : ถ้า​จะ​ให้พัฒนาต่อ​ ก็​คือทำประจำ​ #ถาม​ : โยมถนัดที่จะดูลมหายใจมากกว่าดูร่างกายที่เป็นอสุภกรรมฐานนะคะ #ตอบ​: ก็เอาอย่างนี้​นะ ก็ดูลมหายใจไป​ แล้วก็หายใจ..เพื่อรู้จิต​ หายใจไปนะ​ หายใจไป..แล้วก็รู้ทันจิต หายใจไป..แล้วรู้ทันความปรุงแต่งของจิต หายใจไป​..แล้วก็เห็นว่าจิตมันเกิด-ดับ เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลง หายใจไป..แล้ว​ก็จะเข้าใจไปเรื่อย​ ๆ​ แล้วพอหายใจแล้ว​.. ด้วยความเข้าใจ​จิตนี้​นะ! หายใจแล้วหลุดพ้น​ ก็จะรู้ว่า..หลุดพ้นด้วย​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/W8m1Tx0SPQ0 (นาทีที่​ 48:18 -​ 53:58)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๔ #การเจริญกรรมฐานให้ตั้งความหวังไว้ว่า #จะเรียนรู้เรื่องจิต 🤔🤔 #ถาม​ : เราจะทำสมาธิอย่างไร ให้สงบและเร็วต่อการปฏิบัติ ให้ได้ปัญญาค่ะ #ตอบ​ : โยมทำสมาธิอย่างไร? เคยทำไหม? #ถาม​ : ทำอยู่ค่ะ!​ ก็ทำเนืองๆ #ตอบ​ ​: ทำอย่างไร? ลองเล่าให้ฟังซิ! #ถาม​ : ก็ตื่นตีสาม​-ตีสี่​ เดินจงกรม​ ถ้าบางครั้งสติก็จะขาดไประยะหนึ่ง​ พอได้สักพักนึง ก็จะกลับคืนขึ้นมาใหม่​ ก็จะมาดูกายดูใจ​ แต่อยากถามพระอาจารย์ตรงที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เราไม่ส่งจิตออกเลย ​ มันเป็​น​ชั่วขณะนึง​ แล้วเดี๋ยวก็ออกไป​ เดี๋ยวก็กลับเข้ามา​ #ตอบ​ : ทำไม่ได้! #ถาม​ : คือ ได้ค่ะ​ มันได้เป็นบางขณะ! #ตอบ​ : มันได้แป๊ปเดียว​! คืออย่างนี้​..ตอนเริ่มต้นทำเนี่ย​ เราปรารถนาอะไร? #ถาม​ : คือปรารถนาสงบอย่างเดียวค่ะ #ตอบ : ถ้าตั้งปรารถนาสงบเนี่ยนะ​ มันจะผิดหวัง มันจะไม่สมปรารถนา​ ก็ตั้งความปรารถนาใหม่​ คือ ปรารถนา​จะเรียนรู้เรื่องจิต​ ถ้าเราปรารถนาจะเรียนรู้เรื่องจิต.. – จิตดี..ก็รู้ – จิตไม่ดี..ก็จะรู้​ เราจะ​มีความสุขสมปรารถนาอยู่เสมอกับการภาวนา​ และก็มีฉันทะที่จะทำภาวนาอยู่เรื่อย​ ๆ​ เพราะว่า เราจะเรียนรู้เรื่องจิต​ ถ้าเราจะทำเพียงแค่​หวัง​สงบนะ​ พอไม่สงบ เราก็ไม่ชอบ​ เพราะมันผิดหวังใช่ไหม? หวังว่าจะสงบ​ แล้วมันไม่สงบก็ผิดหวัง​ #ถาม​ : พระอาจารย์ จะถามว่า​ พอเราไม่สงบเนี่ย​ หนูจะเปลี่ยนเป็นเดิน #ตอบ​ : นั่นสิ! มันก็เลยไม่เรียนรู้​ เพราะว่า​ จริง​ ๆ​ เนี่ย​ มันควรจะเรียนรู้ว่าความไม่สงบก็เกิดขึ้นจริง​ แล้วพอรู้ทันว่า..เมื่อกี้​มันไม่สงบ​ ตอนรู้ทันน่ะ..สงบแล้ว! ทีนี้ถ้าเราตั้งความหวังว่าจะทำความสงบ​ มันจะไม่เกิดการเรียนรู้​ นึกออกไหม? มันก็จะเห็นว่า​ “แหม! ไอ้จิตนี่​ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย” ​ก็รีบดึงกลับมา​ กลายเป็นวงจรอุบาท​ว์ คือ​ อยาก​สงบ​-ไม่​สงบ​-ไม่​ชอบ-ดึง​-ไม่​สงบ-เครียด #ถาม​ : ห้ามดึงใช่ไหมเจ้าคะ​? #ตอบ​ : การดึงเป็นการแทรกแซง​ แล้วก็แฝง​ไว้ด้วยการไม่ยอมรับความจริง​ เราจะฉลาดได้ต่อเมื่อเห็นความจริง​ และเห็นมันแสดงความจริงด้วยว่า มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา​ ฉะนั้น​ ให้ตั้งความหวังไว้ใหม่ว่า​ “จะเรียนรู้เรื่องจิต” ไม่ใช่จะไปบังคับจิตให้อยู่นิ่ง​ ๆ​ หรือให้สงบนะ​ เพราะว่าการตั้ง​ใจจะให้สงบ หรือให้นิ่งเนี่ย​ พอจิต​ไม่สงบไม่นิ่ง​ เราก็จะไม่ชอบ​ แล้วเป็นทุกข์​ แล้วก็ไปแทรกแซงทำจิตให้มันแปลก​ ๆ​ หรือว่าบังคับจิตให้มันอยู่กับที่นิ่ง​ ๆ​ นี่นะ​ ทำไม่ได้จริง​ แต่ถ้าเราจะ​เรียนรู้เรื่องจิต​ จิตดี..ก็รู้​ จิตไม่ดี..ก็รู้​ จิตสงบ..ก็รู้​ จิตฟุ้งซ่าน..ก็รู้​ ได้​รู้​ตลอดเลย​ และสมหวังตลอดด้วยนะ! ขอฝากเอาไว้สำหรับผู้จะเจริญกรรมฐานต่อไป​ว่า ให้ตั้งความหวังไว้ว่า​ “จะเรียนรู้เรื่องจิต” พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่์ 1:52:15 – 1:55:40)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๐ #ไม่เข้าใจอนัตตลัษณะ 🤔🤔 #ถาม​ : ใน​เมื่อ​ทุก​สภาวะ​มัน​เป็น​อนัตตา​ แล้ว​เรา​จะ​ทำ​อย่างไร? กำหนดอย่างไร? #ตอบ​ : ความหมาย​ของ​ “อนัตตา” นัย​หนึ่ง​ มี​ความหมาย​ว่า​ “ไม่​เป็นไป​ใน​อำนาจ​” ก็​คือ​ ไม่มี​ใคร​มี​อำนาจ​บังคับ ทำ​ได้​เพียง​ ศึกษา​ให้​รู้​เหตุ​ปัจจัย​ แล้ว​ทำ​ให้​ถูก​ตาม​เหตุ​ปัจจัย​นั้น ดัง​ที่พระ​พุทธเจ้า​ตรัส​ไว้​ว่า “บุคคล​ย่อม​ไม่​ได้​ตาม​ปรารถนา​ใน​รูป​ว่า​ รูป​ของ​เรา​จง​เป็น​อย่างนี้​ รูป​ของ​เรา​อย่า​ได้​เป็น​อย่างนี้” (และ​ใน​ขันธ์​อื่น​ๆ​ ก็​เช่น​เดียว​กัน​) อธิบาย​ขยาย​ออก​มา​เป็น​ข้อ​ให้​ชัด​ขึ้น​ได้​ดังนี้ ๑.​ สิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวง​ไม่มี​ตัวตน​ รูปธรรม​นามธรรม​ทั้งหลาย​เกิด​ดับ​ ไม่​ยืนยง​คงที่​ ๒.​ สภาวะ​ต่าง​ๆ​ ที่​ปรากฏ​ ก็​เกิด​จาก​องค์​ประกอบ​มากมาย​มา​ประชุม​กัน ๓.​ บรรดา​องค์ประกอบ​เหล่านั้น​ก็​เกิด​ดับ​ตลอด​เวลา ๔.​ การ​เกิด​ดับ​ของ​องค์​ประกอบ​เหล่านั้น​ก็​สัมพันธ์กัน​ ใน​ลักษณะ​ที่​เป็น​ปัจจัย​แก่​กัน ๕.​ การ​ที่​เป็น​ปัจจัย​กัน​และ​กัน​ เนื่อง​กัน​ กลายเป็น​กระบวน​ธรรม​ และ​มี​กระบวน​ธรรม​ย่อย​ๆ​ หลาย​กระบวน ๖.​ กระบวน​ธรรม​ย่อย​ๆ​ ทั้งหลาย​ ก็​มี​ความ​สัมพันธ์​เป็น​ปัจจัย​ต่อ​กัน​อีก ที่​คน​ทั่วไป​ทุกข์​กัน​ทุกวัน​นี้​ จะ​พูด​ว่า​เป็นเพราะ​ “ไม่​เข้าใจ​อนัตตลักษณะ” ก็ได้ คือ​ ๑.​ เข้าใจ​ว่า​ “มี​เรา” ๒.​ ไม่​รู้​ว่า​ สิ่ง​เหล่านี้​เป็น​เพียง​สภาวะ ๓.​ ไม่​เคย​เห็น​สภาวะ​เกิด​ดับ ๔.​ ไม่รู้​ว่า​ สภาวะ​ต่าง​ๆ​ สัมพันธ์​เป็น​เหตุ​ปัจจัย​ต่อ​กัน ๕.​ ไม่รู้​กระบวน​ธรรม​แห่ง​เหตุ​ปัจจัย​ต่าง​ๆ​ ๖.​ จึง​อาศัย​แต่​อยาก​ให้​เป็น​อย่าง​นั้น​ อยาก​ไม่​ให้​เป็น​อย่างนี้​ แล้ว​ก็​จะ​ได้​ผล​ แต่​ไม่​ทำ​เหตุ​ที่​จะ​ให้​เกิด​ผล​นั้น การ​เรียนรู้​เรื่อง​ “อนัตตา” จึง​ไม่ใช่​ว่า​จะ​ไม่​ทำ​อะไร แต่​ทำ​ตาม​เหตุ​ปัจจัย​ เพื่อ​ให้​ได้​ผล​ตาม​จุด​มุ่งหมาย ต้องการ​พ้น​ทุกข์​ คือ​นิพพาน​ ก็​ต้อง​ทำ​เหตุ​ คือ​ มรรค​ มรรค​จะ​เกิด​ ก็​ต้อง​ทำ​เหตุ​ คือ​ ทำ​องค์​ทั้ง​ ๘​ ของ​มรรค​ให้​สมบูรณ์ รู้​กาย​รู้​ใจ​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​สติ รู้​จน​จำ​สภาวะ​ได้​แม่น​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​สัมมา​สติ รู้​สภาวะ​บ่อย​ ๆ​ กุศล​เกิด​บ่อย​ ก็​ได้​ความ​เพียร​ที่​ถูกต้อง​ มี​สัมมา​วา​ยา​มะ รู้​ทัน​กิเลส​ กิเลส​ดับ​ เหตุ​ที่​จะ​ผิด​ศีล​ก็​ดับ​ ก็​มี​สัมมา​วาจา, สัมมา​กัมมันตะ​ และ สัมมา​อาชีวะ​ คิด​ไม่​ดี​ก็​รู้​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​สัมมา​สังกัปปะ รู้​ทัน​จิต​เคลื่อน​ ก็​เกิดจิต​ตั้งมั่น​ มี​สัมมา​สมาธิ​ มี​สมาธิที่ถูกต้อง​ คือ​จิต​ตั้งมั่น​ เห็น​ไตรลักษณ์​ของ​รูป​นาม​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​ปัญญา​ ม​ีสัมมา​ทิฏ​ฐิ​ มี​แต่​เรื่อง​ทำ​เหตุ​ทั้งนั้น​เลย​ ทำ​เหตุ​ปัจจัย​ทั้งหลายพอ​แก่​การ​ให้​ผลแล้ว​ ผล​ก็​เกิด​ขี้นมา​เอง เพราะ​ว่า​มัน​เป็น​ “อนัตตา” พระอาจารย์ฤฤช นิมฺมโล ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๐ #ทำไมหมาชอบมาหอนตอนเวลาทำวัตรสวดมนต์ 🤔🤔 #ถาม​ : เวลาเปิดเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น​ทางทีวี ตอนกลางคืน แล้วเปิดดังมาก หมามาหอนที่บ้านประจำเลยค่ะ แล้วหมาที่อื่นก็จะมาหอนที่บ้านโยมตลอดเลยค่ะ อยากถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้นคะ? #ตอบ​ : ไม่เป็นไรหรอก เปิดไป​! มันคงอยากจะร่วมสวดมนต์ด้วยน่ะ! บางที​นะ คนเราเป็นนักปฏิบัติเนี่ยนะ แต่ปฏิบัติยังไม่ถึงที่​ ปฏิบัติแล้ว​ก็มีโมหะ มีความฟุ้งซ่าน ทำแล้วก็บางทีก็มีอกุศลอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ไม่รู้ตัว​นะ พอตายไปเนี่ยนะ​ กุศลมันไม่พอ​ มันไปเสวยอกุศลก่อน​ ไปเสวยวิบากในแง่​ที่ไม่ดีก่อน​ บางทีก็กลายเป็นสุนัข​ สุนัขบางตัวเนี่ยนะ​ พอเกิดเป็นสุนัขแล้ว​เนี่ย ใจยังเป็นคนอยู่​ คนพูดอะไรเนี่ยนะ​ ฟังรู้เรื่องหมดเลย​ แต่​จะพูดสื่อกับคนให้รู้เรื่องนี่​..พูดไม่ออก​ จะส่งเสียง อยากจะพูดอะไรกับคนเนี่ยนะ​..มันได้แต่เสียงเห่า​ บางทีมีเสียงอย่างนี้​ ได้ยินเสียงสวดมนต์นะ​ ก็อยากจะสวดมนต์กับเขา​ด้วยนั่นแหละ​ บางทีมันอยากจะสวดด้วย​ ให้นึกว่าเนี่ย​ มันก็เคยเป็นคนมาก่อน​ แต่ว่ามันเป็นคนที่ทำบุญยังไม่ถึงพร้อม​ เราได้ยินเสียงหมาหอนทีไร​นะ ให้เตือนตัวเองเลยว่า​.. “เราเป็นนักปฏิบัตินี่นะ​! จะไม่พลาดให้เป็นอย่างนี้อีกแล้ว​” คือเวลามีอะไรเกิดขึ้นกับใจ​ มีกิเลสเกิดขึ้นกับใจ​ เราจะรู้ทัน​ จะไม่ปล่อยเพลินหลง​คิดยาว ๆ ไอ้หลงคิดยาว ๆ เนี่ยนะ​ เขาเรียกว่า​ ตกอยู่ในโมหะ สัตว์เดรัจฉานเนี่ย เป็นกลุ่มของสัตว์โลกประเภทที่มีโมหะมาก​ จะแบ่งกลุ่มของสัตว์โลกอย่างนี้นะ​ ว่ากิเลสตัวไหนเด่น​? เช่น​ โทสะเด่น..พวกโทสะมาก ๆ​ นี้นะ​ ส่วนใหญ่แล้วจะไปเกิดเป็น​สัตว์นรก​ พวกมีความโลภมาก ๆ​ อยากได้นู่น​อยากได้นี่​อยู่เรื่อย ๆ นี่นะ แล้วก็ไปทำผิดศีล ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็น​เปรต​ พวกที่ถือตัวมาก ๆ มีความหวาดระแวง แล้วก็เจ้าความคิดเจ้าความเห็น​นี่นะ​ แล้วเป็นพวกหวาดระแวงด้วย พวกนี้จะไปเป็​น​อสูรกาย​ พวกที่มีโมหะมาก ๆ หลงเพลิน ลองดูสิ! เวลาสุนัขมันนอน มันนอนไม่มีสติหรอก​ เพลิน ๆ​ แมวอยู่บ้าน..เคยเลี้ยงแมวไหม​? แมวก็นั่งกระดิกหางไปเรื่อย ๆ มันไม่รู้สึกตัวหรอก​ มันเรียกว่า​ สะสมโมหะ พวกกลุ่มโมหะนี่..ก็จะกลายเป็น​ สัตว์เดรัจฉาน​ จะเห็นว่า​ สัตว์เดรัจฉานเนี่ยก​ลุ่มใหญ่​ มี​เพื่อนเยอะ แต่เราอย่าไปเป็นเพื่อนเขาเลย เรา​ก็พัฒนาจิตใจตัวเอง​ ให้ดูว่าสัตว์พวกนี้นะ..น่าสงสาร​ บางที​ก็เป็นคนที่ใฝ่ดีมาก่อน​ แต่ใฝ่ดีแบบหมดกำลัง​ กำลังของเขาน้อย ใฝ่ดีอยู่แป๊บเดียว ดีไม่นาน​ สติไม่มากพอ​ ไม่พอที่จะเห็นกิเลส​ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพวกสัตว์เดรัจฉานที่เราเห็น​นี่นะ ส่วนใหญ่จะ​เป็นพวกโมหะมาก​ พอโมหะมาก​ ตายไปพร้อมกับโมหะ​ ก็จะไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน​ พอเป็นสัตว์เดรัจฉาน​แล้ว รู้สึกถึงตัวเองแล้วเนี่ย.. “อ้าว! เราเคยยืนสองขา ต้องมายืนสี่ขา​ ต้องมาอยู่กับพวกที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน​ เป็นตัวขวาง ๆ ด้วยกัน​ เวลาจะส่งเสียงคุยกับใคร​ ก็เคยพูดได้​ ก็พูดไม่ได้แล้ว​”..เขาจะตกใจเลยนะ! ทีนี้เวลาได้ยินเสียง​ธรรมะ หรือเสียงสวดมนต์เนี่​ย มัน​จะเป็นการเตือนสติเลยว่า​.. “โห! เสียงสวดมนต์แล้ว” บางทีเขาจะหอน​รับดีใจ​ มันมีแง่นี้อยู่นะ​! อย่าไปกลัวว่า​.. “เอ๊ะ​! ผีมาหรือเปล่า​?” มีสุนัขบางตัวนี่นะ​ ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟัง​ว่า​มันรู้สึกตัว​ เหมือนเป็นคนที่ฝึกสติมา​ แต่พลาดยังไงก็ไม่รู้​? กลายไปเป็นสุนัข​ ตอนมันอยู่นี่นะ​ มันจะพยายามทำบุญ​ เวลาคนให้อาหาร​ ถ้ามีแมวมา​..มันจะ​ยังไม่กิน จะให้แมวกินก่อน​ ถ้ามีนกมา​..มันยังไม่กิน​ ให้นกกินก่อน​.. รู้จักให้ทาน​ ไม่ส่งเสียงเห่าพร่ำเพรื่อ รู้จักรักษาวาจาของมัน​ ไม่ส่งเสียงกวนใครพร่ำเพรื่อ​ จะเห่าเหมือนกัน​ เพราะสุนัขก็ต้องเห่าใช่ไหม​? เวลามีคนมาหน้าบ้าน​ ดูท่าทีแล้ว ดูไม่ดี​..ก็เห่า​ ​เพื่อให้เจ้าของได้รู้ว่ามีคนมา ประมาณนี้นะ ทำหน้าที่อย่างนี้ แต่ว่าไม่ใช่เห่าน่ารำคาญ​ เป็นสุนัขที่มีมารยาทดี แสนรู้ เลี้ยงง่าย​ รู้จักให้ทาน​ เวลามีอะไรให้สัตว์อื่น​ สัตว์อื่นที่ดูอ่อนแอกว่าก็เอื้อเฟื้อ​ ตอนตายเนี่ย ตายด้วยความรู้สึกตัว​ #ถาม​ : สุนัขบ้านโยมมันใจร้ายค่ะ #ตอบ​ : ก็เป็นพวกที่มีโมหะด้วย แล้วก็ใจร้ายด้วย #ถาม : มันฆ่าแมวค่ะ..บอกมันว่าทำไมใจร้ายจัง #ตอบ : ให้อภัยมัน มันประเภทว่า สติยังไม่ค่อยดี ก็สั่งสอนมันไปนะ ค่อย ๆ สอนมันไป​ จริง ๆ แล้วคือ ที่อยากจะบอกก็คือว่า​ ให้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในรอบตัว​เนี่ย ให้มันเตือนตัวเอง​ ไม่ใช่ได้ยินเสียงหมาหอน แล้วก็สงสัยว่า​.. “เอ๊ะ! มันเกิดอะไรขึ้น​ จะมีใครมา​? หรือมันปวดหูหรือเปล่า​?” แล้วก็ไป​ปิดเสียงสวดมนต์ซะ​ อย่างนี้นะ​ ในกรณีนี้ ให้มันเตือนตัวเองว่า.. สัตว์จริง ๆ แล้วเนี่ย​ มันก็คือ​เคยเป็น​คน​ เทวดาทั้งหลาย​ก็เคยเป็น​คน​ เปรตทั้งหลาย​ก็เคยเป็น​คน​ สัตว์นรกทั้งหลาย​ก็เคยเป็น​คน​ แต่ว่า​คนที่ทำกรรมต่างกัน​ ทำกรรมอะไรไว้​ มันก็รับวิบากแบบนั้น​ ทำกุศลกรรม​ ก็ได้รับวิบากที่เป็นกุศล ทำกุศลกรรม​ ถ้าตายด้วยกุศล.. ก็จะไปเป็น​เทวดา​ ถ้าทำอกุศลไว้มาก​ ตายไปแล้ว ก็เสวยวิบากที่เป็นอกุศล​ ก็กลายเป็น​ สัตว์เดรัจฉาน​, เป็นเปรต​, เป็นอสุรกาย​, เป็นสัตว์นรกอย่างนี้เป็นต้น​ เรียกว่า อยู่ในทุคติ เหล่านี้ล้วนเคยเกิดเป็นคน​ แล้ว​เราก็ตอนนี้ขณะนี้เป็นคนอยู่​ เวลาเขามีปฏิกิริยาอะไรเกี่ยวกับโลกนี้​ ก็​เตือนตัวเอง ​:- เราจะไม่โกรธ​..ถ้าโกรธก็จะรู้เร็วๆ ไม่สร้างเหตุที่จะเป็น​สัตว์นรก​ เราจะไม่​โลภ​.. ถ้าโกรธก็จะรู้เร็วๆ ไม่สร้างเหตุที่จะกลายเป็น​เปรต​ เราจะไม่​หลง​.. ถ้าหลงก็จะรู้เร็วๆ ไม่สร้างเหตุที่จะกลายเป็น​สัตว์เดรัจฉาน ถ้ากิเลสมันเกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ทัน​ไว ๆ​ เพราะเราเป็นปุถุชน​ ย่อมมีความโลภ​, มีความโกรธ,​ มีความหลง​อยู่เป็นปกติ​นะ ถ้ารู้ทันไว ๆ ความโลภ,​ ความโกรธ,​ ความหลงทั้งหลายก็จะ​ไม่มีอิทธิพลมาครอบงำใจเรา​ ฉะนั้น แม้จะมีกิเลสอยู่เป็นปุถุชน​ธรรมดาที่มีกิเลส​นะ อาศัย​กิเลสนั้นพัฒนาจิตใจตัวเอง อย่าให้กิเลส​ครอบงำ แล้วทำให้ไปสร้างกรรม​ แล้วเราจะกลายเป็น​ผู้เสวยวิบากแห่งกรรมที่เป็นอกุศล​เหล่านั้น ดูตัวอย่างสุนัขแมวที่เราอยู่ใกล้ชิดนี่แหละ​ ให้เตือนตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ว่า​ สัตว์ในภพอื่นก็มี เห็น ๆ กับตานี่คือ พวกสัตว์​เดรัจฉานนั่นเอง​ แล้วเราจะฉลาดมากขึ้น​ แล้วก็จะ​มีฉันทะที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม​ เพื่อป้องกันตนเอง​ เรียกว่า สร้างฉันทะเพื่อมีหิริและโอตตัปปะด้วย​ เห็นเขาเป็นทุกข์ ก็ไม่อยากจะเป็นทุกข์อย่างนั้น​​ มีหิริ​ คือมีความละอายใจต่อการทำบาป มีโอตตัปปะ คือมีความเกรงกลัวต่อการรับผลของบาป​ ใช้สิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวเป็นประโยชน์​ เพื่อเตือนตน และพัฒนาตนนะ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่ 1:43:05​ – 1:52:14)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๑ #การเจริญสติกับโรคซึมเศร้า 🤔🤔 #ถาม: การเจริญสติอยู่เป็นประจำ​ จะป้องกันโรคซึมเศร้าได้ใช่ไหม? และ​ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว..ถ้ามาฝึกการเจริญสติจะหายไหมครับ? #ตอบ: อันนี้​ขอ​อ้างงานวิจัยของฝรั่งสักหน่อย​ บางทีเดี๋ยวนี้คนเราชอบอ้างอิงฝรั่ง​ งานวิจัยของฝรั่งบอกว่า ๑.การเจริญสติ ป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้าได้ ๒.การเจริญสมาธิเป็นกิจวัตร ป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้าได้ ๓.คนเป็นโรคซึมเศร้าแล้วฆ่าตัวตาย เป็นเพราะร่างกายขาดสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันร่างกาย และสารเซโรโทนินนี้สามารถสร้างกลับคืนมาได้จากการสวดมนต์ หรือฟังคนอื่นสวดมนต์ด้วยจิตสงบเป็นสมาธิ ตั้งแต่ ๑๕ นาทีขึ้นไป เขาแยกเป็น ๒ ข้อนะ​ สติกับสมาธิเป็นคนละเรื่องกันนะ เจริญสติ..ก็สามารถช่วยได้​ เจริญสมาธิ..ก็สามารถช่วย​ได้ วิธีที่ ๓ น่าสนใจมาก.. คือสวดมนต์​ สวดมนต์อย่างน้อย ๑๕ นาที​ จะทำให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน ซึ่งคนที่คิดฆ่าตัวตายก็เพราะว่าขาดสารตัวนี้​ ถ้าสวดมนต์ต่อเนื่อง​ ส่งเสียงออกมาต่อเนื่อง​ อย่างต่ำวันละ ๑๕ นาที ร่างกายจะผลิตสารตัวนี้ขึ้นมา..ทำให้คนนั้นมีความสุข​ แล้วก็ไม่คิดที่จะฆ่าตัวตาย​ ฉะนั้น แนวทางที่เรากำลังทำกันอยู่นี่แหละ​ เจริญสติ​ เจริญสมาธิ​ และสวดมนต์​ เป็นหนทางที่จะทำให้เรามีความสุข​ มีสุขในการสร้างบุญ​ สร้างบารมี​ ได้เจริญภาวนา​ เห็นคุณค่าของชีวิต ไม่คิดฆ่าตัวตาย​ และไม่ซึมเศร้าด้วย​ เพราะเจริญสติเนี่ยนะ​.. สติเป็นเครื่องรักษาจิตใช่ไหม? เรามีกิเลสขึ้นมา..รู้ทันกิเลส ก็เรียกว่ามีสติรักษาจิต ตัวซึมเศร้านี่..เป็นกิเลสตัวหนึ่งนะ พระพุทธเจ้าให้ดู..ราคะ​ โทสะ​ โมหะ​ ฟุ้งซ่าน​ หดหู่ ไอ้หดหู่เนี่ย​ ก็คือ​ เป็นกลุ่มของความซึมเศร้า​ ความซึมเศร้า.. ขณะที่ซึมเศร้า..เป็นอกุศล รู้ว่าซึมเศร้า..ได้สติ​ เป็นกุศล ตอนรู้..ก็ไม่ซึมเศร้า​ มันเป็นเพียงแค่กิเลสตัวหนึ่ง..เอาไว้ให้สติรู้​ เท่านั้นเอง แต่เนี่ย​ คนที่ไม่รู้วิธีปฏิบัติ ก็ยอมให้ความซึมเศร้านั้นครอบงำใจ​ เอาแต่คิดเรื่องเดิม​ ๆ​ ที่เคยซึมเศร้า​ มันก็ยิ่งซึมหนักเข้าไป​อีก เพราะมันไม่มีสติเข้ามารู้สึกตัวเลย​ ที่นี้ลองใหม่​ หาที่อยู่ให้ใจเอาไว้สักที่นึง​ พอจิต​เริ่ม​ซึมเศร้า..รู้ทัน​ ตอนเริ่มซึมเศร้า..มันคิด​นะ คิดน้อยใจตัวเอง​ คิดว่า “ชีวิตนี้ไม่มีค่า​ เขาทิ้งฉันไปแล้ว​ ฉันไม่มีค่า”​ อะไรประมาณนี้นะ​ คนซึมเศร้า​ก็จะเห็นชีวิตเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง​ เพราะคนนั้นทำให้ฉันผิดหวัง​ คนนี้ทำให้ฉันผิดหวัง​ อย่างนี้นะ​ ไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้ผิดหวัง..ก็​ซึมเศร้า​ จริง​ ๆ​ แล้ว​ แค่มีสติเห็นว่าเผลอคิด..ใช้ได้เลย! ถ้าเผลอคิด..ไม่เห็น​ เห็นว่า​ จิตมันซึมเศร้า​..ก็ยังได้ อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นกับใจ​ ทั้งดีและไม่ดี..เป็นเหตุให้เกิดสติได้เสมอ​ ขอเพียง..รู้ เวลา​ “รู้​“ เนี่ยนะ​ มีมีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า.. อย่าคิดว่า “จะ​รู้​มัน..แล้วให้มันดับเร็ว​ ๆ​“ ด้วย​ ไอ้ตัวอยากดับเร็ว​ ๆ​ เนี่ย..จะทำให้ซึมเศร้าหนักขึ้นก็ได้นะ คือ​ ฉัน​รู้​กิเลสแล้ว..ทำไมมันไม่ดับ​? จริง​ ๆ​ มันมีตัวโทสะซ้อนขึ้นมา​ เช่น​ มีความซึมเศร้าเกิดขึ้น​ คิดในเรื่องที่ทำให้เกิดความซึมเศร้านะ รู้ทันความซึมเศร้าแล้ว..ไม่ชอบความซึมเศร้า​เมื่อกี้นี้​ กลายเป็นว่า​ รู้ทันความซึมเศร้าแล้ว..ไม่ชอบความซึมเศร้า​ที่เห็นเมื่อกี้ มันมีโทสะขึ้นมาใหม่อีกตัวนึง และรู้สึกว่า.. “ฉันทำสติ​ หรือว่าฉันเจริญกรรมฐานไม่สำเร็จ” จริง​ ๆ​ แล้วคือพลาดไป ลืมรู้ลงปัจจุบันว่า​ ขณะนี้​จริง​ ๆ​ แล้ว..​คือ​ มันไม่ชอบใจ​ ไอ้สิ่งที่ถูกรู้เมื่อกี้นี้​ ก็รู้ลงไปอีกทีในขณะปัจจุบันด้วย​ ว่าตอนนี้ใจมันไม่ชอบ คือมันไม่ใช่ว่า..จิตมีดวงเดียวนะ จิตมันเกิด-ดับ​ เกิด-ดับนะ ไอ้จิตที่รู้เมื่อกี้..ก็ดับไปแล้วนะ​ เกิดเป็นจิตที่มีความไม่พอใจ ไอ้จิตที่รู้เมื่อกี้นี้…ก็เป็นอีกขณะหนึ่ง​ ขณะปัจจุบันนี้​มันไม่พอใจ ก็ให้รู้ลงในปัจจุบันนี้ไปด้วยเลยนะ! นี่เป็นเรื่องของการเจริญสตินะ ถ้ามีเวลาว่าง​ ๆ​ ก็ลองทำสมถะดูบ้าง​ ถ้ามันไม่คุ้นเคย​ ก็ลองทำสมถะในแง่ที่ว่า​ ไม่ต้องสงบนานก็ได้​ สงบแป๊บนึงนะ! พอจิตมีกำลังแล้ว​ก็มาเจริญสติ เช่น สงบแป๊บเดียวก็เผลอ.. ก็ให้รู้ทันความเผลอที่เกิดขึ้น เรียกว่า​ ทำสมถะ..เพื่อรู้จิตอีกที ทำสมถะไว้สักอย่างหนึ่ง​ ดูลมหายใจก็ได้.. เห็นกายเคลื่อนไหวก็ได้.. แล้วพอมันเผลอจากจุดนี้..ให้รู้ทัน​ความเผลอ​ที่เกิดขึ้น เห็นทันความเผลอ..ได้สติด้วย ทั้งสติและสมาธิ​ พอได้ฝึกร่วมกันเนี่ยนะ..มันเป็นเหตุให้ความซึมเศร้าลดน้อยลงไป แล้วถ้าจะให้ดี​ กรรมฐานอีกตัวนึง​อย่างที่ฝรั่งเขารู้นี่..ก็คือ​ สวดมนต์ ลองหาเวลา ในวันหนึ่งเนี่ย​ จัดแจงเวลาสักหน่อย​ สัก ๑๕ นาทีเท่านั้นเอง ไม่มากหรอก​ แต่ขอให้เป็นบทสวดที่เราสวดได้ง่าย​ ถ้าไม่เคยสวดเลย​ ไม่รู้จะเอาบทไหนง่าย​ ๆ​ เนี่ยนะ​ เอาบทที่คนไทยคุ้นเคย​ สวดกันได้บ่อย​ ๆ​ ก็คือ​ “อิติปิ โสฯ” บท อิติปิ โสฯ เนี่ย​ เป็นพุทธพจน์​ ซึ่งแสดงคุณของพระพุทธเจ้า “อิติปิ โส​ ภะคะวา​ อะระหัง​ สัมมาสัมพุทโธ​ วิชชาจะระณะสัมปันโน​ สุคะโต​ โลกะวิทู​ อะนุตตะโร​ ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา​ เทวะมะนุสสานัง​ พุทโธ​ ภะคะวาติ” สวดซ้ำ​ ๆ​ แต่ถ้าซ้ำมากแล้วเบื่อ..ก็เอาซ้ำเป็นชุด​ ๆ​ ไม่ต้องมาก​ เอาซ้ำซัก ๙ รอบ​ ก็พอ ก่อนจะสวด อิติปิ โสฯ​ ก็สวดนะโม ๓ จบ​ ก่อน ” นะโม​ ตัสสะ​ ภะคะวะโต​ อะระหะโต​ สัมมาสัมพุทธัสสะ” ..๓ จบ ตามด้วย อิติปิ โสฯ อีก ๙​ จบ​ ถ้าสวดบทอื่นได้อีก​ เช่น​ ​”สวากขาโต​ฯ” ​ “สุปะฏิปันโน​ฯ” ก็สวดให้ครบเป็นพระรัตนตรัยเลยก็ได้​ เป็นการสวดบูชาพระรัตนตรัย​ แต่ถ้าสวด​ “สวากขาโต​ฯ” หรือว่า​ “สุปะฏิปันโนฯ” ไม่ได้ ก็ อิติปิ โสฯ นี่ก็ได้​ เอาบทเดียว​ซ้ำ ๙ ครั้ง แรก ๆ​ ถ้าไม่เคยสวด​ ก็ดูหนังสือไปก่อน​ เรียกว่า​ ดูหนังสือ​สวดไป สวด ๙ จบ​ ในวันเดียวก็น่าจะสวดได้แล้วล่ะ​ จำได้แล้ว​ พรุ่งนี้มาสวดอีก​ อาจจะลืมบ้าง..ก็ดูหนังสือต่อ​ ให้จำคล่องขึ้นใจ สวด ๙ จบ​ ไม่กี่วันหรอก​ ขึ้นใจแล้ว​ ตอนขึ้นใจเนี่ยนะ..มันเริ่มได้ผล เพราะสวดโดยไม่ต้องดูหนังสือ..มันจะได้ผล​มากกว่าสวดดูหนังสือ ตอนสวดแบบดูหนังสือเนี่ย..จิตมันจะส่งออกไปหาหนังสือแล้ว​ มันจะไม่เห็นว่า​จิตส่งออก​ แต่ถ้าสวดได้แล้วนะ..เอาจิตมาระลึกถึงบทสวด​ สวดไป​ ถ้าเผลอจากบทสวดนี้..จะรู้ทัน​ก็ได้ว่า มันเผลอไป.. เห็นจิตเคลื่อนได้ด้ว​ย ดังนั้นถ้าเราสวดโดยที่จำบทสวดนั้นขึ้นใจนะ..ใช้บทสวด​นั้น​ สวดให้ซ้ำ​ ๆ ๑๕ นาที .. ลองดูจับเวลาดู บางที ๙ จบ​ อาจจะไม่ได้​ ๑๕​ นาที..ก็อาจจะ ๑๕ จบก็ได้ ไม่ยากนะ! ลองทำดู​ แล้วจะเห็นผล ยิ่งคนที่ซึม​ ๆ​ เศร้า​ ๆ​ เหงา​ ๆ​ หงอย​ ๆ​ เนี่ยนะ..เรามาทำสิ่งนี้ดู​ แล้วรู้สึกว่า.. “อ้าว! จริง​ ๆ​ แล้วฉันก็ทำได้นี่นา​ ฉันก็ภาวนาได้นี่นา” ตอนสวดมนต์นี่นะ​ บางทีลืมไปแล้วว่าโรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร? เพราะใจอยู่กับคุณของพระรัตนตรัย​ อยู่กับการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า​ ยิ่งถ้าเข้าใจคำแปลของบทสวดนั้นด้วยนะ จะยิ่งลึกซึ้ง​ แล้วก็​มีความแช่มชื่นใจในการสวดมนต์นั้นด้วย สวดไปด้วยความศรัทธา..ความเศร้าสร้อยนี่นะ​ ดับไปเลยในระหว่างสวดนั้น​ สวดเสร็จแล้ว​ ถ้าคิดถึงเรื่องที่ทำให้ซึมเศร้าขึ้นมา..มันจะมีสติรู้ทันได้ง่ายขึ้น เพราะมีขณะ​จิตดี ๆ ที่เรามีความสุข..จากการสวดมนต์แล้ว​ จิตปรุงแต่งดี ๆ มีสมาธิ..จากการสวดมนต์แล้ว​ หรือมีสติ​รู้ทันกาย​ รู้ทันใจ..ใน​ขณะที่เราสวดมนต์แล้ว พอจิตเปลี่ยนแปลง จิตทำงานในแง่ร้าย​ ๆ​ ขึ้นมา..ก็จะมีสติรู้ทันได้ง่ายขึ้น พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ 18 ธันวาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/9aFxtIfV5PQ (นาทีที่​ 1:21:14​ -​ 1:30:55)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๒ #ทำไมรูปงามรวยทรัพย์แต่ไร้คู่ 🤔🤔 #ถาม​ : หลวงพ่อ(พระอาจารย์กฤช)พูดว่า​..รูปงามเพราะว่ารักษาศีลมาใช่ไหมคะ? ตัวหนูเองเนี่ย! ก็รูปงามรวยทรัพย์นะคะ​ แต่ว่าคือชีวิตคู่นี่​ ไม่ประสบความสำเร็จเลย​ แต่ทำไมเพื่อน​ ๆ​ ที่หน้าตาหรืออะไร​สู้เราไม่ได้สักอย่างเลย​ แต่เขา​เจอคนดี​ เจอกัลยาณมิตรที่ดี​ อยากจะถามว่า​ สาเหตุเป็นเพราะอะไรค่ะ? ปัจจุบันก็รักษาศีลอยู่​ #ตอบ​ : มันมีหลายสาเหตุ​ จะระบุไปเลยเนี่ยยาก​ เพราะว่าอาตมาก็ไม่ได้มีญาณหยั่งรู้โดยละเอียด​ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า​ แต่ที่แน่​ ๆ​ เอาอย่างนี้ดีกว่า​ ไหน​ ๆ​ เราก็อยู่คนเดียวแล้วเนี่ย​ เอาความเป็นอยู่คนเดียวเนี่ย..เอามาทำประโยชน์​ ก็คือ​ “ดีแล้ว​ เราได้อยู่คนเดียว​ เวลาเหลือเฟือ” เมื่อก่อนนี้อยู่กันมีคู่​ ก็ต้องคิดเผื่อคนนู้นคิดเผื่อคนนี้​ เราอยู่คนเดียวก็ดีแล้ว​ คนที่เขามีคู่อยู่นี่นะ​ บางทีเขาอาจจะกำลังมีปัญหา..แต่เราไม่รู้อยู่ก็ได้​ เอานี้ดีกว่า​ เราอยู่คนเดียวเนี่ย​ เราก็อยู่คนเดียวให้ได้ด้ว​ย​ นึกออกไหม? ใช้ความเป็นอยู่คนเดียวเนี่ย​ ภาระมันลดน้อยลงไป..ก็ใช้ประโยชน์ตรงนี้ ​เอามารักษาศีล​ เจริญภาวนา​ ทำสมถะ ทำวิปัสสนาของเราให้เต็มที่​ได้ง่ายขึ้น​ จะอยู่วิเวกก็ง่าย​ จะทำอะไรก็สะดวก​ เพราะว่าไม่ต้องมาคอยทะเลาะ​ หรือว่าไม่ต้องคอยขออนุญาตใคร​ นึกออกไหม? คนโสดหรือคนที่เคยแต่งงานแต่มาอยู่คนเดียว​ ก็จะมีข้อดี​ของการอยู่คนเดียวแบบคนไม่มีภาระอะไร​ผูกพันมาก ให้มันเห็นประโยชน์ของการมีชีวิตแบบนี้ เขาเรียก​มี​ “โยนิโสมนสิการ” นึกออกไหม? โยนิโสมนสิการ คือ การคิดถูกวิธี คิดให้เห็นประโยชน์ กรณีนี้ ก็คิดใช้ชีวิตขณะนี้ให้มันเป็นประโยชน์ของเราเลย​ ไม่ใช่ไปอาลัยอาวรณ์กับชีวิตคู่ หรือว่า​มัวแต่มองหาใครจะมาทดแทนตรงนี้ดี​ อะไรอย่างนี้​ ถ้าเรามัวแต่มองหานะ..ก็เสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกคนอื่นมาหลอกลวงอีก​ นึกออกไหม?​ เพราะเราเป็นพวกมีรูปงาม มีทรัพย์ด้วย ถ้าเราเป็นพวกแสวงหานี่นะ..มันง่ายมากที่เขาจะมาหลอก เพราะฉะนั้นให้พอใจที่เราจะอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวก็ได้​ ไม่ง้อใคร เข้าใจไหม? คุณค่าของชีวิต..มันไม่ได้ว่าจะต้องมีคู่​ หรือว่าต้องมีใครมานั่งข้าง​ ๆ​ คุณค่าของชีวิต คือว่า..สามารถเป็นอยู่ได้​ แม้อยู่คนเดียวก็ไม่เดือดร้อน​ สามารถทำตนให้เป็นประโยชน์กับตน​เอง กับสังคม​ และคนรอบข้างได้ คุณค่าของชีวิตมันเป็นอย่างนี้..คือมีประโยชน์หรือเปล่า?​ ชีวิตนี้มีประโยชน์ไหม? #ถาม​ : แล้วจิตที่ไปอิจฉาเพื่อนอะไรอย่างนี้ล่ะคะ? #ตอบ​ : อันนั้น​ ต้องให้รู้ทัน​ เขาจะมีความสุขหรือเปล่า?..ยังไม่แน่ แต่ตอนนี้จิตของเราเนี่ย..ไม่ดี​ ชีวิตเขาจะดีหรือเปล่า?..ไม่แน่ใจ ตอนใจตอนนี้..ไม่ดี ให้รู้ทันใจตัวนี้​ ที่ริษยาเขา​ นึกออกไหม? ถ้าเรามัวแต่ริษยาเขาเนี่ยน​ะ ความปรุงแต่งใจที่ไม่ดีตัวนี้..มันครอบงำใจเราอยู่​ เป็นทุกข์อยู่คนเดียว ถ้าเขามีความสุข..เห็นความสุขของเขา​ แทนที่จะอนุโมทนา..กลายเป็นริษยา​! ดูใจตัวนี้ดีกว่า ถ้าอนุโมทนาไม่ได้…ก็ให้เฉย​ ๆ​ อุเบกขาเอาไว้ ตัวสำคัญคือ..ถ้าเราไปมัวใฝ่หาคู่นะ​ ไอ้ความใฝ่หาเนี่ย..มันคล้าย​ ๆ​ กับ..แม่ค้าอยากขายของ​! แม่ค้าอยากขายของเนี่ย..ลูกค้ามองออกก็ต่อราคา​ แล้วบางทีก็ราคาถูกลดลงมาเรื่อย​ ๆ​ ไอ้เราก็อยากขายก็..​ “เออ​ ๆ​ เท่านี้ก็ได้” อะไรอย่างนี้นะ ประมาณว่า​ ลูกค้าไม่เห็นคุณค่าของสินค้าเรา​ แต่ถ้าเราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง​ อยู่คนเดียวก็ได้​ ไม่ง้อใคร​ สามารถบำเพ็ญประโยชน์ส่วนตนก็ได้​ บำเพ็ญประโยชน์คนอื่นก็ได้​ ไม่ง้อใครเนี่ยนะ..เขาต้องมาง้อเรา เรามีโอกาสเลือกได้​ ว่าเราเนี่ยเหมือนเป็นสินค้าที่ไม่ง้อลูกค้า​ ไม่ง้อคนซื้อนะ​ เราก็สามารถเลือกได้​ ประมาณว่า..ถ้าคนนี้ไม่ดีจริง​ เราก็​มีปัญญาพอที่จะสอดส่องว่าเขาดีหรือไม่ดี? แต่ถ้าเราไขว่คว้าอยากได้เนี่ยนะ..เหมือนสินค้าอยากขายอะ พอสินค้าอยากขาย..ก็ไม่เลือกแล้ว​! “ขอให้มีคนซื้อเถอะ​ ฉันจะรีบขายเลย” มัน​อาจจะได้ลูกค้าที่ไม่ดีก็ได้​ มันก็อาจจะวางทิ้งที่ซอกหลืบไหนก็ได้ นึกออกไหม? ฉะนั้น เราต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง​ ไม่ต้องง้อให้ใครมาอยู่ด้วย​ สำหรับกรณีแบบนี้นะ​ ก็คืออยู่คนเดียว​ มีทรัพย์อยู่แล้วเนี่ย..ยิ่งดีเลย ก็ใช้ทรัพย์นั้นทำประโยชน์ตนและสังคม ถ้าไม่มีภาระเรื่องการเลี้ยงดูลูกหลานเนี่ยนะ..ก็ใช้ทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อได้​ โรงพยาบาลยังขาดเครื่องมืออะไร..เราช่วยสนับสนุน อย่างนี้​เป็นต้น เราก็ได้มีความภูมิใจ​มีความดีใจ​ที่ทรัพย์ของเราไปเป็นประโยชน์กับคนหมู่มาก​ คนมาใช้บริการโรงพยาบาล​ ได้ใช้เครื่องมือที่เราบริจาค​ ​.. “โอ้! ดีใจ​ รู้สึกดีใจ” หรือตอนนี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องสู้กับไฟป่า สู้กับการเผาป่า​ มีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยเจ้าหน้าที่ให้เขาได้ทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น​ หาเครื่องมือไปสนับสนุน อย่างนี้เป็นต้น เราอยู่คนเดียว​ ก็สามารถมีความภูมิใจในผลงานหรือผลบุญของเราได้​ ไม่ต้องให้ใครมาคอย​พะเน้าพะนอ​ ก้อร่อก้อติกอะไรกับเรา..ไม่จำเป็นเลย..นี่เป็นความสุขที่มีโทษมาก บางทีตอนนี้เขาดีกับเรา​ เพราะเขาเห็นเราสวย​ เรารวย​ แต่พอเขาไปเจอใครที่​สดกว่า​อะไรอย่างนี้..เขาอาจจะไปหาคนนู้นนะ เราก็มัวแต่คอยง้อเขานี่ เราก็มีโอกาสเสียใจ​ เสียน้ำตา​ ​เสียทรัพย์ด้วย​ จงสร้างความภูมิใจในบุญของตนเอง​ และก็ให้พึ่งตัวเองให้ได้​ อยู่คนเดียวให้ได้​ แล้วก็สร้างคุณค่าให้ชีวิต ด้วยการรักษาศีล​ เจริญภาวนา​ ให้ทาน​ มีน้ำใจกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน​ เอื้อเฟื้อกับคนในสังคม​ด้วยกัน​ เวลาพูดกับใคร​ ก็พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน​ สมานสามัคคีกัน​ ทำตนให้มันมี​ญาติหรือมีเพื่อน​ ๆ​ แวดล้อม​คอยรักษาเรา​ มีมิตรที่ดี​ มีกัลยาณมิตรคอยดูแลรักษา​ ไม่ต้องไปหวังให้ใครคนใดคนหนึ่ง​มาคอยดูแลรักษาเรา​ เราต้องการใครสักคนมาดูแลเราอยู่ใกล้​ ๆ​ นะ​ แต่บางทีเราอาจจะต้องกลายเป็นผู้ทุ่มเวลาและทรัพย์สินรักษาเขาด้วย​ นึกออกไหม? กลายเป็นว่า อยากจะมีที่พึ่ง..แต่กลับก็ต้องดิ้นรน​ ต้องทุกข์ ต้องร้องไห้ ให้กับบุคคลที่เราหวังพึ่งนั้น ถ้าเป็นแบบนี้​ ให้เรามีคุณความดีของเราเอง​ มั่นใจในตัวเองอย่างนี้ดีกว่า​ มีบุญของเราเป็นเครื่องป้องกันรักษาตัวเอง​ มีเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรรอบตัว ที่คอยดูแลในคราวที่เราต้องการความช่วยเหลือ .. อย่างนี้ดีกว่า ..! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๒​ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/E7HpvEzlYYo (นาทีที่​ 29:12 -​ 37:46)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๓ #ความหมาย #สัจจญาณ, #กิจจญาณ, #กตญาณ 🤔🤔 #ถาม : ขอพระอาจารย์ช่วยอธิบายความหมายของคำว่า สัจจญาณ กิจจญาณ และ กตญาณ #ตอบ : อันนี้มันเป็นเรื่องของอริยสัจ ๔ ! อริยสัจ ๔ เนี่ย เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ คือในธัมมจักกัปปวัตนสูตรเนี่ย เมื่อพระพุทธเจ้าทำให้ปัญจวัคคีย์เชื่อแล้วว่า พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเนี่ยนะ พระองค์ก็แสดงธรรม แสดงธรรมตอนต้นเลยเนี่ย พระพุทธเจ้าจะชี้ให้เห็นทางผิด ๒ ทาง เขาเรียกว่า ที่สุด ๒ ด้าน ซึ่งปัญจวัคคีย์ก็เห็นเขาทำกันอยู่ แล้วก็บางทีก็เชื่ออย่างนั้นด้วย เห็นอยู่ว่าเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ บางทีก็เชื่อด้วย ทางที่สุดโต่ง ๒ ทางเนี่ยทำแล้วไม่บรรลุมรรคผล ทางแรกก็คือ “กามสุขัลลิกานุโยค” ปล่อยใจเพลิดเพลินไปในกาม มีกิเลสมีตัณหาอะไร ก็ตาม สนองตัณหา อยากได้อะไรก็พยายามทำให้ได้สิ่งนั้น อยากได้รูป..ก็พยายามให้ได้รูปมา อยากได้เสียง..ก็พยายามเอาเสียงมา อยากได้เมีย..ไปหาเมียมา อยากได้บ้าน..ก็ไปหาเงินไปสร้างบ้าน ประมาณนี้ ทำตามกิเลสสั่ง เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ แสวงหากาม ก็คือพยายามจะหากามมาสนองกิเลสตัวเอง ส่วน “อัตตกิลมถานุโยค” นี่เป็นการปฏิบัติสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการทรมานตัวเอง พวกนี้จะเห็นว่า การทำตามกิเลสไปแสวงหากามเนี่ย น่ารังเกียจ รู้สึกว่าเป็นคนที่ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ นักปฏิบัติต้องไม่ทำตามกิเลส โดยวิธีคือทรมานตัวเอง อยากกิน..ไม่กิน อยากนอน..ไม่นอน ประมาณอย่างนี้ ทรมานตัวเอง โดยคิดว่าถ้าทรมานตัวเองแล้ว จะบรรลุมรรคผลในอีกไม่ช้า ประมาณนี้นะ แล้วพระองค์แสดงให้ปัญจวัคคีย์เห็นที่สุด ๒ ด้าน ซึ่งไม่ใช่ทางที่จะบรรลุมรรคผล พระองค์ก็แสดงทางสายกลาง ทางสายกลาง ก็คือ มรรคมีองค์ ๘ แล้วก็พระองค์ก็แสดงอริยสัจ ๔ “อริยสัจ ๔ ” นี่ก็คือ ความจริงที่ทำให้เป็นพระอริยะ หรือความจริงที่พระอริยะรู้ ความจริงความหมายของคำว่า อริยสัจเนี่ย มีมากมายนะ เอา ๒ แง่นี้ก่อน อริยสัจ มี ๔ ข้อ อริยสัจข้อแรก คือ ทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๒ คือ ทุกขสมุทัย.. เหตุแห่งทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ.. ความดับทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๔ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ..ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกสั้น ๆ ว่า “มรรค” “มรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง สัจจญาณ คือ ญาณหยั่งรู้สัจจะ คือรู้อริยสัจแต่ละอย่างตามสภาวะที่เป็นจริง เมื่อแสดงทุกข์ พระองค์ก็อธิบาย.. “ทุกข์ คืออะไร?” “ทุกข์” เพื่อให้คนทั่วไปเห็นง่าย ก็แสดงแบบหยาบ ๆ ก่อน ก็คือ ความเกิดเป็นทุกข์, ความแก่เป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์ อันนี้แบบหยาบ ๆ เลย ใกล้ตัวเข้ามาอีก ให้เห็นชัดเข้ามาอีก คือ.. ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกายความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ..เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ..เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น..เป็นทุกข์ แล้วพระองค์ก็สรุปเป็นสั้น ๆ ว่า “สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา” “ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์” พูดง่าย ๆ ก็คือ ขันธ์ ๕ ที่เรารู้จักเนี่ย..เป็นทุกข์ ที่มันมีเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย เป็นทุกข์ขึ้นมานี่นะ เพราะว่า มีขันธ์ ๕ นี่แหละ “ทุกข์” ก็คือ ตัวขันธ์ ๕ นี่เอง ทีแรก เราก็นึกว่าคนอื่นทำให้เราทุกข์ แต่จริง ๆ “ไอ้ตัวนี้แหละ” “ขันธ์ ๕ นี้แหละ” ..เป็นทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๒ “ทุกขสมุทัย” ก็คือ ตัณหา ตัณหา ก็มี ๓ แบบ ตัณหา ก็คือ ตัณหาในกาม เรียกว่า “กามตัณหา” ..อยากได้กาม “ภวตัณหา” ..อยากได้ภพ อยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่, อยากได้ตำแหน่งนั้นอยากได้ตำแหน่งนี้ ถ้าละเอียดหน่อยก็คือ อยากเป็นเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้, อยากได้รูปฌาน, อยากเป็นพระพรหม อย่างนี้นะ เรียกว่ามี ภวตัณหา ส่วนตัณหาอีกแบบหนึ่ง คืออยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยากจะพ้น แล้วก็ทำความเพียรตามความอยากนั้น ความอยากจะพ้นเนี่ย เรียกภาษาบาลีว่า “วิภวตัณหา” อยากจะพ้นจากภพพวกนี้ เห็นแล้วว่ากามไม่ดี ก็จะพยายามทำให้พ้นจากกาม ทำได้ขั้นแรกก็เป็น รูปภพ ได้ รูปภพ แล้ว ..ทำ รูปฌาน เห็นว่า “อ้าว! ยังมีรูปอยู่” ..ก็พยายาม ละรูป ละรูป ..ก็ทำอรูปฌาน อยู่ใน อรูปภพ ก็ยังไม่พ้นอยู่ดี ก็เรียกว่า ทำตามกิเลสอยู่นั่นเอง เพราะว่าทำตามกิเลสนี่แหละ ทำตามตัณหานี่แหละ ก็เลยยังไม่พ้นไป กลายเป็นว่าตัณหามี ๓ อย่าง มี กามตัณหา ภวตัณหา และก็ วิภวตัณหา อริยสัจข้อที่ ๓ “ทุกขนิโรธ” ก็คือ ความดับทุกข์ แรก ๆ เป็นความดับทุกข์ แต่พอดับทุกข์ได้แล้วเนี่ย..เป็นพระอรหันต์จริง ๆ แล้ว คือเป็นความไม่เกิดแห่งทุกข์ ทุกขนิโรธ แปลได้ ๒ แง่ คือ – ความดับทุกข์ – ความไม่เกิดของทุกข์ เป็นสภาวะที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า “พระนิพพาน” เป็นเป้าหมายของชาวพุทธหรือนักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป อริยสัจข้อที่ ๔ ก็คือ มรรค หรือเรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ” ก็คือ วิธีปฏิบัติให้ถึงนิโรธ คือความดับทุกข์ พระองค์ก็แจกแจงว่ามีองค์ประกอบอยู่ ๘ อย่าง คือสัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ มีองค์ประกอบ ๘ อย่างนี้ ทำได้ครบ ๘ อย่างสมบูรณ์แล้ว..ก็ไปได้ นิโรธ มรรค เป็นเหตุ.. นิโรธ เป็นผล ตัณหา เป็นเหตุ.. ทุกข์ เป็นผล ก็มีการอธิบายแบบนี้ การที่รู้ว่าอริยสัจแต่ละอย่างคืออะไรแบบนี้ เรียกว่า “สัจจญาณ” นี่ ครอบคลุมนี่นะ! “อริยสัจมี ๔ ข้อ แต่ละข้อ..คืออะไร?” เขาเรียกว่า “สัจจญาณ” “กิจจญาณ” ก็คือว่า “รู้ว่าในอริยสัจทั้ง ๔ ข้อนี้ แต่ละข้อ..เราควรทำอะไรกับมัน?” “ทุกข์” คนทั่ว ๆ ไปจะหนีทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ทุกข์..ควรรู้” ..นี่คือ กิจจญาณ “สมุทัย” คนทั่ว ๆ ไปก็จะสนอง อยากได้อะไรก็จะสนองอย่างนี้นะ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สมุทัย..ควรละ” “นิโรธ” บางคนทั่ว ๆ ไป ก็พยายามปรุงแต่งจิตให้เข้าถึงนิโรธ หรือพยายามปรุงนิโรธขึ้นมา คล้าย ๆ กับว่า เหมือนได้ยินว่านิโรธก็คือสภาพนิพพาน นิพพานเหมือนเป็นเมือง ๆ หนึ่ง พยายามจะเข้าถึงเมือง ๆ นั้น จริง ๆ ก็ไม่ใช่ นิพพานไม่ได้เป็นเมือง นิพพานเป็นภาวะดับทุกข์ เป็นภาวะที่ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น นิโรธ..ควรทำให้แจ้ง ไม่ใช่ไปปรุงแต่ง ..ควรทำให้แจ้ง ! ส่วนมรรคมีองค์ ๘ เนี่ย..ควรเจริญ ก็คือทำให้มันเจริญขึ้น เรียกว่า ภาวนา ที่ว่า.. ทุกข์..ควรรู้ สมุทัย..ควรละ นิโรธ..ควรทำให้แจ้ง มรรค..ควรเจริญ เนี่ย “คือรู้ว่า อริยสัจทั้ง ๔ นี่..ควรทำอะไรกับมัน?” เรียกว่า “กิจจญาณ” “กิจจะ” นี่ก็คือว่า “เป็นการกระทำ” ..ก็คือ ควรทำอะไรกับอริยสัจแต่ละข้อ ๆ แล้วพอพระพุทธเจ้าแสดงว่า อริยสัจคืออะไรบ้าง? และสิ่งที่ควรทำกับอริยสัจคืออะไรบ้าง? นี่นะ และพระองค์ก็ปฏิญาณว่า ที่ว่า.. ทุกข์..ควรรู้..พระองค์รู้แล้ว สมุทัย..ควรละ ..พระองค์ละแล้ว นิโรธ..ควรทำให้แจ้ง..พระองค์แจ้งแล้ว มรรค..ควรเจริญ ..พระองค์เจริญแล้ว ที่ปฏิญาณว่า ได้ทำแล้ว เรียกว่า “กตญาณ” เพราะฉะนั้น ที่เราสวด ๆ กันว่า “มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ” เนี่ย “ไอ้รอบ ๓ เนี่ย” คือ ญาณ ๓ ญาณ นี้เอง มีอาการ ๑๒ อย่าง ก็คือว่า.. เมื่อญาณ ๓ ญาณ เมื่อมาประกอบเข้ากับอริยสัจทั้ง ๔ นี่ก็คือ ๓ คูณ ๔ ก็เป็น ๑๒ พอจะเข้าใจนะ! พระองค์ตรัสถึงอริยสัจ แล้วก็เรียกว่า สัจจญาณ วิธีทำอะไรกับอริยสัจนั้น ก็เรียกว่า กิจจญาณ แล้วก็พระองค์ปฏิญาณว่า พระองค์ทำสำเร็จแล้วในอริยสัจทั้ง ๔ นั้น ก็เรียกว่า พระพุทธเจ้ารู้อริยสัจทั้ง ๔ นี้ จึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้นเอง เป็นความรู้ หรือเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าถามว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ก็ตอบได้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอริยสัจ นี่ตอบตามที่ปรากฏอยู่ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/edpg2OijZDM (นาทีที่ 49:00 – 59:00)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๙ #ศีลห้า 🤔🤔 #ถาม : กรณีของการผิดศีล รวมไปถึง .. ๑. การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ๒. การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง ๓. เจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ซื้อบริการทางเพศ ๔. การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น ๕. การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติด อื่นๆ ด้วยหรือไม่ครับ? #ตอบ : ศีลข้อที่ ๑ เว้นปาณาติบาต ปาณาติบาต แปลว่า ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป หมายความว่า ฆ่าสัตว์ ปลงชีพสัตว์ ปาณาติบาตนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. สัตว์มีชีวิต ๒. ตนรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. จิตคิดจะฆ่า ๔. มีความพยายาม คือลงมือทำ ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ในส่วนของความพยายาม มีอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามฆ่าด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นฆ่า ๓. พยายามฆ่าด้วยอาวุธที่ซัดไป ๔. พยายามฆ่าด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ เช่น ขุดหลุม/บ่อ/กับดัก วางยาพิษ ๕. พยายามฆ่าด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคมเพื่อให้ตาย ๖. พยายามฆ่าด้วยฤทธิ์ การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ตรงกับข้อ ๒ ถ้าทำการฆ่าสำเร็จตามสั่ง ก็นับว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต ทั้งผู้สั่ง/ใช้/ไหว้วาน และผู้รับสั่ง/ใช้/ไหว้วาน … ศีลข้อที่ ๒ เว้นอทินนาทาน อทินนาทาน แปลว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ของที่เจ้าของหวงแหน ๒. รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน ๓. จิตคิดลัก ๔. พยายามลัก ๕. ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น อาการที่ถือว่าลักทรัพย์ มีได้หลายแบบ เช่น ๑. ลัก คือ ถือเอาโดยที่เจ้าของไม่เห็น ๒. ขโมย คือ ลอบเอาสิ่งของของผู้อื่นมา โดยเจ้าของไม่ได้ให้ ๓. ฉกชิง หรือวิ่งราว คือ ฉวยเอาตอนเขาเผลอ ๔. ลักซ่อน เช่น เห็นของตกอยู่ แล้วเอาใบไม้มาปิด เพื่อจะเอา ๕. ลักต้อน เช่น ต้อนวัวควายของผู้อื่นไปตอนที่เจ้าของไม่เห็น ๖. ลักสับ คือ ลักโดยแอบสับเปลี่ยนสลาก หรือแอบเปลี่ยนของ ๗. แย่ง คือ แย่งเอาต่อหน้า ๘. ตู่ คือ เถียงเอาหน้าด้านๆ ๙. ฉ้อ คือ รับของฝากไว้ แล้วไม่คืน ๑๐. ยักยอก คือ แอบเอาทรัพย์ของหลวงหรือของส่วนรวมไป ๑๑. ปล้น คือ ใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์ ๑๒. ปลอม คือ ทำของปลอม ให้คนอื่นเห็นว่าเป็นของแท้ ๑๓. โกง เช่น ตั้งใจใช้ตราชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน ๑๔. หลอกลวง คือ ใช้อุบายปลิ้นปล้อนล่อลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้ทรัพย์ ๑๕. กดขี่ หรือกรรโชก คือ ขู่ให้กลัว แล้วเอาทรัพย์ไป ๑๖. ตระบัด คือ ยืมของคนอื่นไป แล้วเบี้ยว ไม่ยอมคืน ๑๗. แอบซ่อนของหนีภาษี เป็นต้น เรียกรวมๆ ว่า ทำ “โจรกรรม” คือ การกระทำอย่างโจร นอกจากโจรกรรมโดยตรงแล้ว ท่านก็ยังห้ามโจรกรรมโดยอ้อมด้วย ได้แก่ ๑. อนุโลมโจรกรรม คือ ความเลี้ยงชีพหรือการแสวงหาทรัพย์ในทางไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ – สมโจร คือ การกระทำที่ส่งเสริมโจร เช่น รับซื้อของโจร – ปอกลอก คือ การคบกันแบบไม่ซื่อ ทำให้เขาหลงเชื่อแล้วล่อลวงเอาทรัพย์เขาไป เมื่อเขาสิ้นเนื้อประดาตัวก็ทิ้งขว้าง – รับสินบน หมายเฉพาะการรับทรัพย์ที่เขาให้เพื่อช่วยทำธุระให้เขาในทางที่ผิด ๒. ฉายาโจรกรรม แปลว่า เงาของโจรกรรม คือ การทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ที่หวงแหน ได้แก่ – ผลาญ คือ ทำความเสียหายแก่ทรัพย์ผู้อื่น เช่น เผาบ้านเขา ฆ่าสัตว์เลี้ยงของเขา – หยิบฉวย คือ ถือเอาทรัพย์ผู้อื่นด้วยความมักง่าย เช่น หยิบเอาไปโดยไม่บอกเจ้าของ ในส่วนของอทินนาทาน ก็มีความพยายามอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามลักด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นลัก ๓. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่ซัดไป/เคลื่อนไป/อยู่ไกลตัว เช่น ใช้โดรนไปลัก ๔. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ ๕. พยายามลักด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคม ๖. พยายามลักด้วยฤทธิ์ การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง จึงนับว่าเป็นการทำอทินนาทานด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย … ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร แปลว่า การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย กามทั้งหลาย ในที่นี้ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันทางประเวณี หมายถึง เมถุน คือ การส้องเสพระหว่างชายหญิง กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. วัตถุอันไม่ควรถึง ๒. จิตคิดจะเสพ ๓. ทำความพยายามที่จะเสพ ๔. มรรคต่อมรรคถึงกัน วัตถุอันไม่ควรถึง ในที่นี้คือ คนต้องห้าม หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่ ๑. หญิงมีสามี ๒. หญิงมีญาติรักษา คือ มีผู้ปกครอง อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพ่อหรือแม่หรือพี่หรือน้องหรือญาติ ๓. หญิงที่มีจารีตรักษา ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ แม่ / ย่า-ยาย / ย่าทวด-ยายทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – หญิงนักบวช – หญิงที่มีกฎหมายห้าม ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่ ๑. ชายอื่นนอกจากสามี เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงที่มีสามีแล้ว ๒. ชายที่มีจารีตห้าม ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ พ่อ / ปู่-ตา / ปู่ทวด-ตาทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – ชายนักบวช – ชายที่มีกฎหมายห้าม ศีลข้อนี้ ท่านมุ่งป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ ทำให้มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การซื้อบริการทางเพศ ถ้าผู้ชายซื้อบริการทางเพศกับหญิง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะผิดศีลข้อนี้ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า ใครเป็นใคร หญิงนั้นได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือไม่ มีสามีอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าผู้หญิงซื้อบริการทางเพศกับชาย ก็น่าจะผิดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ในแง่กฎหมาย ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุ ๑๕-๑๘ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็อาจผิดฐานพรากผู้เยาว์ ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็มีความผิดยอมความไม่ได้ และผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วย ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดให้มีการขายบริการทางเพศ (เช่น เจ้าของสถานบริการ, แม่เล้า, แมงดา เป็นต้น) มีความผิดทุกกรณี เราก็ไม่ควรไปส่งเสริมให้เขาทำผิดกันนะ ที่ดีที่สุด คือ อย่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ใน ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเป็นนักเลงหญิง … ข้อนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม” ความเป็นนักเลงหญิง ซึ่งหมายรวมถึงความเจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ด้วยนั้น ก็ยังเป็นหนึ่งใน “อบายมุข” อีกต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทอีกว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น” … ศีลข้อที่ ๔ เว้นจากมุสาวาท มุสาวาท แปลว่า การพูดเท็จ รวมถึงการสื่อสารทุกอย่างด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง มุสาวาท มีองค์ ๔ ได้แก่ ๑. เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง ๒. เจตนาจะพูด ๓. พยายามพูด ๔. ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ที่ว่าพูดนั้น รวมถึงภาษากาย และการสื่อสารทุกอย่าง ท่านยังได้แจกแจงกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง ได้แก่ ๑. ปด คือโกหกกันชัดๆ ๒. ทนสาบาน คือ ตั้งสัจจะหรือสาบานว่าจะพูดความจริง แต่ก็พูดเท็จ ๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ ทำกลอุบายหลอกลวง เช่น พูดอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีจริง ๔. มารยา คือ ลวงให้เข้าใจผิด เช่น ไม่เจ็บ แต่ทำเป็นเจ็บ ๕. ทำเลศ คือ ยกเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน มาเล่นสำนวนเพื่อกล่าวหา เช่น ไม่ชอบคนชื่อ “ต” ก็ไปตั้งชื่อลิงตัวหนึ่งให้ชื่อ “ต” พอลิงขโมยของ ก็เที่ยวไปพูดว่า นาย “ต” ขโมยของไป ๖. เสริมความ คือ อาศัยเรื่องจริงบางส่วน ตัดเรื่องที่ไม่ต้องการออก เติมเรื่องที่ตั้งใจบิดเบือนลงไป ยังมีถ้อยคำที่ไม่ใช่มุสาวาทโดยตรง แต่จัดเข้าในศีลข้อนี้ด้วย เรียกว่า อนุโลมมุสา ได้แก่ ๑. เสียดแทง คือ พูดเกินจริง โดยเจตนาให้เจ็บใจ รวมถึงการพูดด่า และพูดประชด ๒. สับปลับ คือ พูดกลับกลอก รวมถึงการพูดปดด้วยคะนองวาจา บางทีก็ตอนพูดยังไม่เป็นมุสาวาท แต่มาเป็นภายหลังก็มี คือ รับคำแล้วไม่ทำตามที่รับคำนั้น มีศัพท์ว่า ปฏิสสวะ ได้แก่ ๑. ผิดสัญญา คือ สัญญาว่าจะทำ แต่ภายหลังไม่ทำ ๒. เสียสัตย์ เช่น ข้าราชการถวายสัตย์ แล้วไม่ทำตามนั้น ๓. คืนคำ เช่น รับว่าจะทำ แล้วไม่ทำ คำพูดไม่จริง แต่ไม่นับว่าเป็นมุสาวาท ก็มี ได้แก่ ๑. โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เช่น เขียนลงท้ายจดหมายว่า ด้วยความเคารพอย่างสูง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เคารพเลย ๒. นิยาย คือ เรื่องที่รู้กันอยู่ว่าแต่งขึ้นมา ๓. สำคัญผิด คือ ไม่ได้มีเจตนาโกหก แต่พูดไปด้วยความเข้าใจผิด ๔. พลั้ง คือ ตั้งใจพูดอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปพูดอีกอย่างหนึ่ง การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น จัดอยู่ใน อนุโลมมุสา … ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมรัย คือ น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น เช่น กระแช่ เป็นต้น สุรา คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว ที่คนไทยเรียกกันว่า เหล้า สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเสพด้วยวิธีใด ก็จัดเข้าในข้อนี้ด้วย องค์แห่งศีลข้อนี้มี ๔ ได้แก่ ๑. น้ำเมา (รวมทั้งสิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย) ๒. จิตคิดจะดื่ม (หรือเสพ) ๓. พยายามดื่ม (หรือเสพ) ๔. น้ำเมานั้นล่วงลำคอลงไป (หรือเสพสำเร็จ) การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติดอื่นๆ ยังไม่ถึงกับผิดศีล แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการทำผิด จัดอยู่ใน “มิจฉาวณิชชา” มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม การค้าขายที่ผิดศีลธรรม มี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑. ค้าอาวุธ ๒. ค้ามนุษย์ ๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่า เช่น ฆ่าเป็นอาหาร เป็นต้น ๔. ค้าของเมา ๕. ค้ายาพิษ … ขอปิดท้ายการตอบโจทย์นี้ด้วยพุทธพจน์ ใน ธัมมิกสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธพจน์ตรัสโปรดธัมมิกอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสกบริวาร ๕๐๐ คน ดังนี้ “ต่อไปนี้ เราจะบอกข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์แก่พวกเธอ คือสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ประพฤติอย่างไร จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ จริงอยู่ สาวกที่ยังมีความหวงแหนในไร่นาเป็นต้น ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมของภิกษุล้วนๆ ได้ สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และที่มั่นคงในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ฆ่า จากนั้น สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ รู้อยู่ ควรงดเว้นการถือเอาสิ่งของต่างๆ ในทุกหนทุกแห่ง ที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ไม่พึงลักเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ลัก พึงงดเว้นการถือเอาสิ่งของทั้งปวงที่เจ้าของมิได้ให้โดยเด็ดขาด สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าใจชัดแจ้ง ควรงดเว้นพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ เหมือนคนเดินหลีกหลุมถ่านเพลิงที่มีไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ ก็ไม่ควรล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น สาวกผู้อยู่ในที่ประชุม หรือในที่สาธารณชน และอยู่กับคนคนเดียว ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นพูดเท็จ และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ พูดเท็จ ควรงดเว้นคำพูดที่ไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่ควรประพฤติการดื่มน้ำเมา ควรยินดีชอบใจธรรมคือการงดเว้นการดื่มน้ำเมานี้ ไม่ควรชักชวนผู้อื่นให้ดื่ม และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ ดื่ม เพราะรู้ชัดถึงโทษของการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าในที่สุด เพราะความเมานั่นเอง คนพาลทั้งหลายจึงทำบาปต่างๆ ได้ ทั้งยังชักชวนคนอื่นๆ ผู้ประมาทให้ทำอีกด้วย สาวกที่เป็นคฤหัสถ์จึงควรงดเว้นการดื่มน้ำเมา ที่ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี มีแต่ทำให้เป็นบ้า หลงลืม ที่พวกคนปัญญาทรามชอบดื่มกันนี้ …” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

อ่านต่อ