วันอังคารที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #งานก็ต้องทำ_จิตก็ต้องเรียน เวลาเราภาวนาเราต้องแบ่งให้ออกว่า.. ตอนนี้เราจะอยู่ในโหมด(mode)ของการเรียนรู้ความจริงของชีวิต หรือตอนนี้เราจะต้องไปอยู่กับสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคม ต้องแสดงออก ไม่ให้มีกิเลสเข้าไปปน ไม่งั้นแล้ว.. สังคมก็จะมีแต่เรื่องที่วุ่นวาย แต่อยู่ในโหมดของการเรียนรู้ชีวิตตามความเป็นจริงเนี่ย ต้องเพียงแค่เฝ้าดู ไม่เข้าไปแทรกแซง แต่ถ้าต้องไปยุ่งกับคน.. ต้องแทรกแซง อย่าไปพูดร้ายกับเขานะ ‘กูโกรธแล้ว.. กูก็โกรธเลย’ แล้วก็บอกว่าแค่เฝ้าดูกิเลส.. มันไม่ใช่เวลา! ในการแสดงกายกรรม วจีกรรม แล้วก็มโนกรรม เวลาอยู่กับคนอื่น ก็ต้องแสดงออกแบบที่เป็นกุศล มีวจีสุจริต มีมโนสุจริต มีกายสุจริต แต่ถ้าอยู่ในโหมดของการภาวนา ที่จะมาศึกษาเห็นความจริง ต้องอยู่ในโหมดของ “นักวิจัย” ต้องแบ่งให้ออกตรงนี้! ไม่ใช่ดันทุรังจะเป็นแต่นักวิจัย พอไปอยู่ในชีวิตจริง.. อยู่กับเขาไม่ได้!! เรียกว่า เอาคำว่า “ภาวนา” ไปมั่วอยู่กับชีวิตในปกติ แล้วเขาก็จะหาว่า.. นักภาวนา ทำไมดูแปลกๆ!! ทำไม ดูเหมือนไม่มีน้ำใจ ทำไม เหมือนไม่น่าคบ ประมาณนี้ มันต้องแบ่งให้ออก ในการพูดจา ต้องพูดจาสุภาพ ในการที่เห็นคนอื่นเดือดร้อน ต้องพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ.. ไม่ใช่วางเฉย ไม่ใช่เวลาที่จะมาดูจิตเกิด-ดับ ทาน ศีล ก็ต้องมี เมตตา กรุณา ก็ต้องมี ในการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น เราก็ต้องมีกุศลอื่นเข้าไปร่วมด้วย แต่ที่พูดว่า “ใจเป็นกลาง มีอุเบกขา” นั้น มันอยู่ในโหมดของเฝ้าดู เฝ้ารู้ เพื่อเห็นความจริงของชีวิต ในระหว่างนั้นมันไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น มันอยู่กับตัวเอง! เวลาที่เราทำในรูปแบบ หรืออยู่กับงานที่ไม่เกี่ยวกับใคร กวาดบ้านไป.. ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับใคร อยู่กับตัวเอง อย่างนี้นะ! กวาดไป.. แล้วก็ดูจิตที่มันเคลื่อน ถ้าเป็นพระ ก็กวาดใบไม้ กำลังกวาดอยู่.. เห็นจิตพุ่งไปหาใบไม้ แล้วก็กวาดต่อ.. “งานก็ต้องทำ จิตก็ต้องเรียน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ตอน ความเป็นกลางของจิต (นาทีที่ 46.09-49.58) ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/kvy1Ax9QFKs Shortlink: August 31, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อFacebookTwitterLine