All posts by admin

“ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ” (ยัง กิญจิ สมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ) #คลิปแสดงธรรม #อาสาฬหบูชา #สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร โดย: พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🙏🙏🙏 ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นการบรรยายธรรมครั้งแรก ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อปัฯจวัคคีย์ ทั้ง ๕ พระอาจารย์ได้นำคำสอนมาขยาย จุดที่สำคัญคือ ● ทรงแสดงทางที่ผิด ๒ ด้าน ● ทางแสดงทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ ๘ ● ทรงแสดงคำสอนสำคัญ คือ อริยสัจ ๔ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบ โกณฑัญญะ ได้เข้าใจธรรมว่า “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ” (ยัง กิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ) “สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เป็นธรรมดา” วันอาสาฬหบูชา จึงเป็นวันที่มีพระรัตนตรัย ครบ ๓ ประการ รับชมและฟังที่ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/ndipWIp70DY บันทึกเมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันอาสาฬหบูชา ณ สวนธรรมประสานสุข บ้านโค้งดารา ศรีราชา 20200705-อาสาฬหบูชา-2563 โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.beอาสาฬหบูชา-2563 โ โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้งมั่นและเป็…

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๗๐ #พึ่งตนเองให้ได้ 🤔🤔 #ถาม​ : ไม่มีหลาน​ คิดอยากจะไปขอเด็กตามโรงพยาบาล​ มันจะดีหรือไม่ดีคะ? #ตอบ​ : แล้วลูก​ ๆ​ ว่าอย่างไรละ?​ ลูก​ ๆ​ เห็นด้วยไหม? #ถาม​ : ลูกเห็นด้วยค่ะ​ แต่ลูกชายคนโตไม่เห็นด้วยนะคะ​ แต่คนเล็กเขาชอบ​ ก็อยากได้ค่ะ #ตอบ​ : แล้วเราอยู่กับใคร? เราอยู่คนเดียวหรือว่าอยู่กับลูกชายคนโตหรือคนเล็ก? #ถาม​ : เราก็อยู่กันสองตายายอยู่ที่บ้าน​ แต่ว่าลูกเขาทำงานอยู่ที่ศรีราชาค่ะ #ตอบ​ : ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเรา​ แล้วก็คนในครอบครัวเรา​ แต่ถ้าที่บ้านเราอยู่กันลำพังสองตายาย​ หากต้องการจะเลี้ยงเด็ก​ ก็สามารถทำได้​ แต่ก็ต้องยอมรับภาระนะ​ มันมีภาระนะ​ ถ้าเรายอมรับภาระนั้นได้..ก็ไม่มีปัญหาอะไร #ถาม​ : แต่ลูกชายเขาพูดว่า​ “อยากได้เด็กสักคนมาเลี้ยง​ เพื่อว่าจะได้ดูแลตอนแก่เฒ่า​ ก็จะให้พ่อแม่เป็นคนดูแลให้ซักระยะหนึ่ง​ หมายถึงคือ สองปี​ พอเด็กจะเข้าโรงเรียน​ พวกผมก็จะเอาไปเลี้ยงเอง” #ตอบ​ : ก็ดีนะเป็นการสงเคราะห์เด็ก​ ใช้ได้อยู่นะ​ ที่นี้เราก็​ ดูก็แล้วกัน​ เวลาไปรับสงเคราะห์​ เราก็ต้องไปดูเด็กด้วยใช่ไหม? แล้วเด็กเนี่ย..ก็ต้องยอมรับเราด้วย​ ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน​ ปัญหามันก็น่าจะน้อยลง #ถาม​ : แต่ว่าลูกเขาบอกว่าจะไปเอาแบบแดง​ ๆ​ มาเลยนะเจ้าคะ #ตอบ​ : แบบแดง​ ๆ​ ก็ได้​ ยิ่งง่ายขึ้น..แต่เอ๊ะ!​ มันจะได้มายังไงละ? แบบแดง​ ๆ #ถาม​ : แบบแดง​ ๆ​ หมายถึงว่า​ จะเป็นเด็กน้อยมา​ ที่แบบว่าไม่โตมา​ มาเลี้ยงเหมือนลูกของเราเขาบอก #ตอบ​ : แล้วมันจะมีที่มาอย่างนี้ได้อย่างไร? อาตมาไม่เข้าใจเหมือนกัน​ #ถาม​ : ก็คงเลี้ยงประมาณสักห้าเดือน​ หรือสิบเดือนน่ะเจ้าค่ะ #ตอบ​ : ถ้ามี​ แล้วก็พ่อแม่เด็กนั้นเต็มใจด้วย​ ก็ไม่เป็นไรนะ​ น่าจะได้นะ​ คือที่มาเนี่ย​ ควรจะเป็นที่มาที่ถูกต้องด้วย​ เป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย #ถาม​ : ต้องไปเอาตามโรงพยาบาล​ ที่สถานสงเคราะห์อะไรพวกนี้นั้นเจ้าค่ะ​ #ตอบ​ : อย่างนั้นก็น่าจะได้อยู่ #ถาม​ : คงจะดีกว่า​ ที่เราไม่มีใครเลยนะเจ้าคะ? #ตอบ​ : อ๋อ..! อันนี้​ เราถือว่าเราทำบุญก็แล้วกัน​ ถือว่าเราทำบุญสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา จากที่ว่าเขาอาจจะกำพร้าพ่อแม่อย่างนี้นะ..เราสงเคราะห์เขา​ ส่วนเขาจะดีแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า (๑) เราอบรมสั่งสอนเขาด้วย​ แล้วก็มันก็ (๒) ขึ้นอยู่กับเขาด้วย​ ว่าเขาเนี่ยมีพื้นฐานมาแค่ไหน แต่จริง​ ๆ​ ไม่ว่าพื้นฐานเขามาอย่างไรก็แล้วแต่..ขอให้เรามีความจริงใจในการดูแลอบรมเขา​ เขาก็น่าจะเห็นความจริงใจในการดูแลอบรมของเรา​ เลี้ยงดูเขาอย่างนี้นะ! เขาน่าจะมีความกตัญญู​ ถ้าเขาเห็นเรา​เลี้ยงดูแบบไม่ใช่ว่าโหดร้ายอย่างนี้นะ..ก็น่าจะมีความกตัญญู​ แล้วก็​ “ไอ้ตัวความคาดหวัง” เนี่ยนะ ..เราอาจจะคาดหวังได้​ แต่ว่าส่วนเขาจะทำตามที่เราคาดหวังหรือเปล่าเนี่ย.. อย่าเพิ่งไปคาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ลูกแท้​ ๆ​ ก็ยังบางทีตอนเราแก่ก็อาจจะไม่เลี้ยงเราด้วยซ้ำ ใช่ไหม? หลานแท้​ ๆ​ ก็อาจจะไม่มาเลี้ยงเรา คือในอนาคตเนี่ยนะ​ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าสังคมของเราเนี่ย​ มันจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ในอนาคต​ เด็ก​ ๆ​ ในยุคนี้ก็จะมีภาระอะไรของเขามากขึ้น​ ที่จะมารับเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ..มันอาจจะหวังได้​ แต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราก็ถือว่า​ เราทำบุญก็แล้วกัน จริง​ ๆ​ แล้ว เราควรจะฝึกตนเอง​ให้อยู่ได้ แม้ไม่มีใคร​ จะปลอดภัยที่สุด ส่วนเรื่องที่ว่าจะสงเคราะห์เด็ก..ก็สงเคราะห์ได้​ แต่ถ้าสงเคราะห์ด้วยความคาดหวังว่าจะให้เขามาเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ​ บางทีอาจจะผิดหวัง​ เข้าใจไหม? ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ ทำอย่างไรเราจะฝึกให้เราสามารถอยู่ได้คนเดียว​ แม้ไม่มีใคร สมมุติว่าเขาเป็นเด็กดี​ แต่เผอิญ​ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน​ เราก็ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง​ นึกออกไหม? ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงเขาแล้ว​ แล้วเขาจะต้องอยู่กับเรา เลี้ยงดูเราตอนเราแก่​ ตอนที่เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อะไรอย่างนี้นะ​ จะมีอะไรเป็นหลักประกันว่าที่เขาจะมีชีวิตมาเลี้ยงดูเรา​ นึกออกไหม? จริง​ ๆ​ แล้วเนี่ย​ ต้องพิจารณาความตายของตนเอง และพิจารณาความตายของคนอื่นเขาด้วย​ บางทีเราอาจจะตายก่อน​ บางทีเขาอาจจะตายก่อน​ ถ้าเราคาดหวังว่าต้องการคนมาเลี้ยงดูเราตอนแก่เนี่ยนะ​ บางทีเราคาดหวัง..แล้วเราจะผิดหวัง แต่ถ้าเราต้องการจะสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง เขาจะเลี้ยงดูเราก็ได้​ ไม่เลี้ยงก็ได้ อย่างนี้นะ​ ความคาดหวังจะน้อย หรือไม่มี ส่วนพอเราสงเคราะห์ด้วยใจจริงไม่คาดหวัง บางทีเขากลับเห็นคุณความดีของเราชัดเจน​ แล้วเขาก็กตัญญูกตเวทีเอง​ นึกออกไหม? ฉะนั้นเวลาทำ..แม้ว่าอาจจะแอบคาดหวังอยู่บ้าง​ ว่าให้เขามาเลี้ยงดูนี่นะ​ แต่ความคาดหวังนั้น​ ถ้ามากเกินไป​ จะกลายเป็นตัณหา​ แล้วก็อยากให้เขามาตอบสนองความต้องการของเรา​ ไอ้ความต้องการแบบนี้..จะทำให้เรา​บางทีตัดสินใจทำอะไร​ผิดพลาดไป​ เช่น ไปพูดกดดันเขา ถ้ารู้ไม่ทัน เราจะกลายเป็นผู้ทวงบุญคุณในอนาคต​ นึกออกไหม? ตอนที่เรา “สร้างบุญคุณ” กับใคร..ตอนนี้ดี​ แต่ตอนที่ “ทวงบุญคุณ” นะ..จะทำให้คุณความดีทั้งหมดเนี่ย​ หายหมดเลย​ ! คือถ้าเราตั้งความหวังไว้ อย่างที่โยมบอกเนี่ยนะ​..มันจะทำให้มีโอกาสมากเลยที่เราจะผิดหวัง​ และบางทีอาจจะมีคำพูดที่ไปเชือดเฉือนน้ำใจ​ ประเภททวงบุญคุณ “ทำไมเนี่ย? ฉันอุตส่าห์เลี้ยงแกมา​ เก็บแกมาจากกองขยะ​ แกไม่เลี้ยงดูฉันตอบเลย”..ประมาณนี้นะ! พูดคำพูดแบบแรง​ ๆ​ มันจะออกมา​ ตอนที่เราผิดหวังหนัก​ ๆ​ ฉะนั้น ความคาดหวังแบบนี้​ มันก็จะทำด้วยตัณหาใช่ไหม? เราก็อยากให้เขามาสนองความต้องการของเรา ให้เขามาทำให้เรามีความสุข..นี่​คือตัณหา แต่ถ้าทำด้วยฉันทะ​ หรือว่าด้วยกรุณา..การแสดงออกของเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง​ เราทำกรุณา​ เจริญกรุณา​ คือได้เลี้ยงดูเขา​ ได้สงเคราะห์เขาแล้ว​ งานนี้หมดแล้ว​ เขาจะไปได้ดี..เราก็ดีใจด้วย​ เขาจะไม่กลับมาเลี้ยงดูเรา..เราก็ไม่ได้ว่าอะไร​ เราก็มีที่พึ่งของเรา​ คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง อย่างนี้นะ! ถ้าได้ที่พึ่งอย่างนี้ก็ปลอดภัย ต้องเตรียมตัว..​ แม้จะต้องป่วยอยู่คนเดียว​ ไม่มีใครมาดูแล.. เราก็อยู่ได้​ ดูกายนี้มันตายไป​ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์​ ก้อนทุกข์มันจะตายไป​ เสียดายทำไม? ต้องทำให้ได้ขนาดนี้นะ ปัจจุบัน..ฝึกรู้ทันกิเลส รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลาย ว่ามันไม่เที่ยง เป็นอนัตตา อนาคต..อย่าไปหวังว่าใครจะมาเลี้ยงดูเรา​ ถ้าเขามีคุณความดี​ มีความพร้อมพอ..เขาจะมาเลี้ยงดูเราเอง​ มาสงเคราะห์​ หรือมาแสดงความกตัญญูกตเวทีเอง​ ก็ถือว่า กุศลส่งผล มีเหตุดี ผลก็จะดี ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่า..เราสร้างเหตุแบบไหน? เราเลี้ยงดูเขาแบบไหน?​ เลี้ยงดูแบบมีกรุณา​ มีเมตตา​โดยส่วนเดียว​ ไม่คิดจะทวงบุญคุณ​ อย่างนี้นะ!..เขาจะยิ่งเห็นบุญคุณของเรา​ แต่ถ้าเราทำเหมือนการลงทุน “เนี่ย!​ เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง​ เพื่อผลกำไรในภายหน้า​ พอเขาโตแล้ว​ เขาจะต้องเลี้ยงดูเรา” คิดเหมือนทำธุรกิ​จ​ ทำการลงทุน​ในชีวิตอีกแบบหนึ่ง​อย่างนี้ มีความคาดหวังขึ้นมา​ ความคาดหวังอย่างนี้..จะทำให้เราผิดหวัง​ หรืออาจจะทำให้เรามีการแสดงออกทางกายทางวาจาที่ไม่เหมาะไม่ควร.. นี่พูดเผื่อเอาไว้ ! ฉะนั้น อย่าไปวาดหวังอะไรมากมาย​ เกี่ยวกับว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ คือเราสามารถรับได้ไหม..แม้ในกรณีที่ว่าเขาไม่มาตอบแทนบุญคุณเรา​ รับได้ไหม​? นึกออกไหม? ไม่งั้นเราจะวาดฝันสวยหรู​ ชีวิตต่อไปนี้จะมี​เด็กคนนี้คอยดูแลเรารับใช้เรา​ บางทีวาดหวังมากเกินไป​ เข้าใจไหม? #ถาม​ : ทุกวันนี้ตายายก็อยู่กันสองคนอยู่แล้วนะเจ้าคะ #ตอบ​ : ให้ตายายเนี่ยนะ..ฝึกกรรมฐาน​ ให้ทาน​ รักษาศีล​ เจริญภาวนา​ พร้อมที่จะตายกันอยู่สองคนเนี่ย​ แม้ไม่มีใครมาดูแล..เราก็อยู่กันได้​ ใครตายก่อน..ก็ไปก่อน​ รอก็แล้วกันนะ​ ฉันไปทีหลัง..ฉันก็มีโอกาสภาวนานานขึ้นหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง​ เห็นความจริงของร่างกาย​ เห็นความจริงของจิตใจของเราไปดีกว่า แต่ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้สงเคราะห์เด็กนะ! โยมจะเอาเด็กมาสงเคราะห์ก็ได้นะ นี่พูดที่ว่านี้​ คือไม่ได้ห้ามสงเคราะห์​ แต่ให้เตรียมใจในแง่นี้ไว้บ้าง​ พอเข้าใจนะ #ถาม​ : ลูกชายเขาหวังแค่ว่า​ อยากให้มีใครสักคน​ มาอยู่ในตระกูลของเรา​ ก็แค่นั้นเจ้าค่ะ #ตอบ​ : มันก็เป็นความหวังแล้วใช่ไหมล่ะ? อาจจะผิดหวังก็ได้ใช่ไหม? ลูกชายเขากะว่าจะหาผู้ช่วยมาดูแลแม่ใช่ไหมละ? เราบอกลูกไปเลยว่า​ “ไม่จำเป็น​ ไม่มี​ก็ไม่เป็นไร” ​ เราฝึกตนเอง​ ให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ดีกว่า​ มั่นใจกว่า​ ฝึกตนเอง เราจะป่วยจะเจ็บยังไง? ถ้าจิตใจไม่ป่วยไม่เจ็บ..ก็ไม่เป็นไร​ ใช่ไหม?​ มันอยู่ที่จิตใจต่างหาก​ ขากระเผก​ ก็กระเผกไป.. ดูไป​ กายเป็นทุกข์อย่างนี้​ กายมันก้อนทุกข์อย่างนี้..ดูไป แต่ถ้ารักษาได้ก็ต้องรักษามันไว้นะ​ รักษามันไว้​ รักษาเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าที่สุดแล้วเนี่ย..มันรักษาไม่ได้แล้ว​ มันก็แสดงความจริงของร่างกายนี้ ในที่สุดแล้วกายมันก็ถูกบีบคั้น​ กายเป็นก้อนทุกข์​ มันถูกบีบคั้นอยู่เสมอ..เห็นความจริงของกายไป​ แต่ไม่ใช่หดหู่ท้อถอย​ เห็นความจริงด้วยใจเบิกบาน​ นึกออกไหม? ถ้าเบิกบานไม่ได้..ก็ใจอุเบกขา​ มีสองอย่าง​ อนุญาตให้ใจสองแบบ​ แบบเบิกบาน​ กับอุเบกขาวางเฉย​ ไม่ทุกข์กับมัน​ ไม่หดหู่กับมัน​ ใจเป็นกลาง เห็นความจริง​ เห็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ เห็นกายเป็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ ฝึกให้ได้​ ทำที่บ้านของเรา​ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของเราไป แล้วก็ทำกิจวัตรที่บ้านให้เป็นวัดไปเลยก็ได้ ให้มีการสวดมนต์ทำวัตร​พร้อม​ ๆ​ กัน สองคนตายาย​ มาสวดมนต์พร้อมกันก็ได้​ ชวนกันทำ​ เป็นกำลังใจให้กัน​ นี้ในกรณีที่ว่าเสียงสวดมนต์สองคนเข้ากันนะ​ ถ้าสวดแล้ว​ เสียงไม่เข้ากัน..ก็แยกกันสวด​ ถ้าสวดมนต์เสียงเข้ากัน..ก็สวดพร้อมกัน​ สวดไม่เก่ง​ ถ้าสวดกันได้..เราก็เป็นเสียงนำ​ ให้ตาก็คลอไป​ เป็นเพื่อนกันก็ดี เป็นเพื่อนคู่ชีวิตในการที่จะพัฒนาจิตใจไปด้วยกัน​ โดยหลักการที่พูดมาทั้งหมดนี้​ ก็คือว่า ..ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ แล้วก็ถ้าลูกกังวลเรื่องไม่มีคนดูแล​ ก็บอก..”ไม่ต้องกังวล” ลูกไม่มีเวลา..ก็ไม่เป็นไร คือเราก็เข้าใจลูก​ ลูกมีภาระ ไม่มีเวลามาดูแลเรา..ก็ไม่เป็นไร​ ไม่ต่อว่าลูก ไม่ต้องไปรอคอยด้วยนะ​ ไม่ใช่มานั่งชะเง้อ “เมื่อไหร่จะมา?“ ก็หาวิธีดำรงชีพของเราต่อไป​ ดำรงชีพเท่าที่จะเป็นไป​ ชีวิตอยู่ขณะนี้จนถึงวันตาย​ ก็ให้เป็นเวลาของการพัฒนาจิตใจของเราให้มากที่สุด เด็กอาจจะดีก็ได้นะ​ อาตมาไม่ได้ว่า​ ไม่ใช่ว่าเด็กจะไม่ดีนะ​ เด็กอาจจะดีก็ได้ ก็คือมันอาจจะดีก็ได้​ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ใช่ไหม? แม้แต่ครอบครัวเดียวกันนะ​ พี่น้องบางทีบางคนก็อาจจะแหวกเหล่าแหวกกอออกมา​ เลี้ยงดูก็เลี้ยงดูด้วยพ่อแม่คู่เดียวกัน​ บรรยากาศก็แบบพอ​ ๆ​ กัน ใช่ไหม? แต่บางทีจะมีแหวกออกมา​ นับประสาอะไรกับคนข้างนอก ถ้าเราทำด้วยความกรุณา​ เห็นเด็กเดือดร้อน​ ก็อยากจะช่วยเหลือสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา​ อย่างนี้นะ​ ทำด้วยไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะมาเลี้ยงดูเรา.. อย่างนี้น่าจะได้กุศลกว่า ถ้าทำด้วยความคาดหวัง บางทีอาจจะผิดหวังนะ​ ก็ต้องเตรียมใจตรงนี้ด้วย​ ถ้าคิดจะรับมาเลี้ยงดูด้วยใจที่คาดหวัง..มันออกแนวที่เรียกว่ามีตัณหา มีความคาดหวังว่าเด็กคนนี้จะมาสนองความต้องการเรา​ ทำให้เรามีความสุข อย่างนี้​หวังพึ่งเด็ก​ มันไม่ได้หวังพึ่งตนเอง​ ถ้าหวังพึ่งตนเอง​ มันจะฝึกตนเอง​ ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนเองให้ได้ รู้ว่าต่อไปเราต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย​ ทำอย่างไรที่จะให้อยู่กับสภาพแก่เจ็บตายโดยที่จิตใจไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้​ คิดพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตัวเองให้ได้​ ไม่ใช่ว่าทำยังไงจะพัฒนาเด็ก​ ให้เด็กเป็นที่พึ่งของเรา​ ซึ่งความคิดแบบนี้มันไม่เป็นอิสระ​ ไม่มีอิสระในการที่จะมีความสุข​ เพราะว่าเด็กมันจะดีหรือไม่ดี? ก็ยังไม่แน่ใช่ไหม? ก็เรียกว่าหวังพึ่งผู้อื่นเนี่ย..มันไม่แน่นอน ต้องเอาตนเองให้เป็นที่พึ่งให้ได้​ อย่างนี้แน่นอนกว่า พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๙ #หลงแสง #หลงความคิด เห็นแสง..ทำยังไงต่อดี? ถ้าพวกชอบจิตส่งออกนะ เอาเลย! ไปดูแสงเลย! หรือไม่ก็ปรบมือ..ดีจัง! โอ้โห..เก่งจริงๆ เลย! แสงอะไรอย่างนี้นะ! แสงสีหลายสีเลย..ดีมาก! แต่ถ้าในทางผู้เจริญวิปัสสนานะ จะถามกลับว่า.. “เห็นแล้วรู้สึกยังไง?” เพราะว่าสิ่งที่เห็นยังเป็นอารมณ์ ไม่ใช่จิต! แสงสี มืด สว่าง อะไรอย่างนี้นะ มันเป็นอารมณ์ เห็นแล้ว..แต่ยังไม่ถึงจิต ! มันถึงจิตตอนไหน? ตอนที่รู้ว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ”.. “ใจมันเป็นยังไง?” เห็นแล้ว ..ใจเป็นยังไง? ตอนนั่งมืดๆ .. รู้สึกยังไง? ตอนนั่งแล้วเห็นแสงสี ..รู้สึกยังไง? นั่งแล้วมีความคิดเกิดขึ้น รู้ทันความคิด .. แล้วรู้สึกยังไง? ตอนรู้ทันความคิดเริ่มเห็นสภาวะแล้ว เริ่มเห็นของจริง ตอนที่นั่งคิดอยู่นะ ไม่เห็นของจริง รู้แต่เรื่องที่คิด พอเห็นความคิด .. แล้วจิตเป็นไง? มีแสงด้วย เห็นแสง แล้วจิตเป็นไง? ..ลืมตาก็เห็นได้ หรือหลับตาแล้วเห็น.. ไม่มีนัยอะไร แต่เห็นแล้วดีใจ เห็นแล้วชอบใจ เห็นแล้วไม่ชอบใจ รู้ทันจิต คราวนี้มันจะมาเริ่มขั้นต่อไปแล้ว จะมีแสงถูกดู จิตรู้สึกยังไง จะเริ่มเข้ามาสู่ของจริงแล้วนะ ถ้าไม่มีการฉุกคิดมาว่า ใจเป็นยังไง? เราก็จะหลงกับสิ่งภายนอก คนนั้นพูดดี พูดดีจังเลย ก็หลงไปหาคนๆ นั้น คนนั้นพูดไม่ดี พูดไม่ดีเลย ก็หลงไปหาไอ้คนๆ นั้น ลืมไปเลยว่า เราฟังแล้วรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจยังไง..ลืมดู! เหมือนกัน.. นั่งแล้วเห็นแสง แสงสวยดี ใจไม่รู้ว่าดีใจ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เข้าใจมั้ย? มันต้องย้อนกลับมาดูว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับใจ ดูอย่างนี้นะ มันถึงจะเริ่มที่จะมีการปฏิบัติต่อ ถ้ามัวแต่นั่ง แล้วก็มองเห็นอะไร หรือรู้เรื่องราวในความคิด มันก็พอกันแหละ..ฟุ้งซ่าน จิตส่งออกไปแล้ว ส่งออกไปหาแสง ส่งออกไปหาเรื่องราวในความคิด เรียกว่า “ธรรมารมณ์” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “สิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์” ณ ฐณิชาฌ์ รีสอร์ท ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/S1gF1ZlMP6k (นาทีที่ 0.20-4.51)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด 🌸🌸🌸 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๘ #จริงหรือเปล่า? คนทั่วๆไปจะมีความหมายรู้ผิดๆ ความหมายรู้ผิด ๆ เรียกว่า “สัญญาวิปลาส” รู้จัก “วิปลาส” มั้ย? “วิปลาส” ถ้าในภาษาไทย คนไทยเรียกว่า “บ้า” พระพุทธเจ้าตรัสคำอย่างนี้นะ ประมาณว่า.. ทิฏฐิวิปลาส-เห็นผิด, สัญญาวิปลาส-สำคัญผิด, จิตตวิปลาส-คิดผิด มีวิปลาสเกิดขึ้นในใจกับคนปุถุชนทั่วๆไป คนทั่วๆไป จะมีความเห็นผิดแบบไหน? เห็นผิดในสิ่งที่ไม่สวย..ว่าสวย เห็นผิดในสิ่งที่ไม่เที่ยง..ว่าเที่ยง เห็นผิดในสิ่งที่เป็นทุกข์..ว่าเป็นสุข เห็นผิดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน..ว่าเป็นตัวตน ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นนี่นะ! จริงหรือเปล่า? ยังไม่แน่! ที่ว่าสวย..สวยจริงหรือเปล่า? ยังไม่แน่! ไปดูดีๆ เราสวยจริงหรือเปล่า? เราสะอาดจริงหรือเปล่า? เราน่ารักน่าใคร่จริงหรือเปล่านะ? ถ้าพิจารณาตัวเองนะ ถ้าไม่รู้จะพิจารณาเริ่มจากไหน มีคำสวดให้พิจารณา..เคยสวดมั้ย? เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ เขาเรียกว่า “กายคตาสติ” เริ่มด้วยผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พิจารณาเห็นความจริง แรกๆ ก็ผมสวยจังเลย ตาก็สวยอะไรอย่างนี้นะ ทุกอย่างๆ ดูน่ารัก น่าใคร่ แม้กระทั่งของตนเอง ส่องกระจกแล้วรู้สึกตัวเองสวยมั้ย? ควรจะรู้สึกว่าสวยนะ ถึงจะกล้าออกจากบ้านมาได้ ใช่มั้ย? ส่องไปจริงๆ นะ ถ้าเราเห็นว่าสวยเนี่ย แสดงว่า มีวิปลาสเกิดขึ้น..ดูสิ! แต่ถ้าไม่ให้วิปลาสเกิดขึ้น เราจะทำยังไง? ดูให้เห็นความจริง.. ตอนตื่นนอน..หน้าตาเป็นยังไง? หน้าตาจะแสดงความจริงขึ้นมา !!! ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง “จริงหรือเปล่า” ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ ณ วัดยานนาวา คลิปลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ociuhHPq1g8 (นาทีที่ 17.47-19.46)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ 🌻🌻🌻 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๖ #รู้ที่ปลอดภัย ตัวกิเลสเบื้องหลังที่ทำให้เกิดอึน ๆ ไอ้ตัวนั้นคือ อยากดี อยากสุข อยากสงบ อยากได้สมาธิ อยากเก่ง มารู้ตัวนี้ ถ้ารู้ตัวกิเลส กิเลสจะดับ แต่ถ้ารู้ที่วิบาก วิบากก็ยังคงอยู่ บางทีนะ เรียกว่ามันมีแรงเฉื่อย รู้ที่ปลอดภัย และเห็นผลชัดที่สุด คือรู้กิเลส ถ้าจะรู้จิต ให้มารู้ที่ตัวกิเลสนี่จะเห็นผลของการปฏิบัติที่ชัดเจน คือกิเลสมันดับให้เห็นเลย เพราะตอนที่รู้..จิตเป็นกุศล ถ้ารู้ในสิ่งที่เป็นอกุศลนะ อกุศลนั้นจะดับทันที เพราะตอนรู้มันเป็นกุศล กระบวนธรรมเนี่ย พอถึงมีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ แล้วเนี่ยนะ หลังจากที่มีสมาธิ สมาธิที่ว่าเนี่ยหมายถึงมีจิตตั้งมั่น ไม่ใช่สมาธิแบบที่เราเข้าใจ คือ เพ่ง ไม่ใช่อย่างนี้นะ! สมาธิในที่นี้หมายถึง จิตตั้งมั่น คือมีผู้รู้ และสิ่งหนึ่งถูกรู้ นี่เรียกว่าจิตตั้งมั่น จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตตั้งมั่นแล้วจะมีสภาวะหนึ่ง..ชื่อยาวหน่อย เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ใครเคยได้ยินคำนี้บ้าง? “ยถา” แปลว่า ตามนั้น “ภูตพุธ” คือ เป็น “ยถาภูตพุธ” คือ ตามที่มันเป็น “ญาณทัสสนะ” แปลว่า ญาณหยั่งรู้ “ทัสสนะ” คือการเห็น แต่ไม่ใช่แบบที่ตาเห็นนะ มันเป็นญาณ มีปัญญาหยั่งรู้เห็นว่าสภาวะนั้นเกิดขึ้นตามที่มันเป็น คือ “รู้ซื่อ ๆ” หรือว่า “รู้แบบไม่ตามไม่ต้าน” หรือว่า “รู้เฉยๆ” คำไหนเข้าใจง่ายสุด…เอาคำนั้นแหละ! ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมเรื่อง “แค่รู้” 630111 คอร์สกองบุญสร้างอริยะ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์ https://youtu.be/jbhixCmMaZU

อ่านต่อ

นิมฺมโล.คอม ขอประกาศยกเลิกการแสดงธรรม โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตาม #ปฏิทินธรรม เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ เนื่องจากมีการขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน โดยคำนึงถึงเหตุผลด้านสาธารณสุข ต่อสถานการณ์โควิด ๑๙ ระหว่างนี้พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ได้เมตตาแสดงธรรมผ่านคลิปวีดีโอ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา โดยท่านได้ยกข้อความในพระคัมภีร์ พร้อมให้ข้อคิด ข้อธรรม เพื่อสาธุชนทั้งหลายจะได้ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติพัฒนาตน และต่อสังคมต่อไปค่ะ ท่านสามารถศึกษาธรรมผ่านคลิปการแสดงธรรม รวมทั้งเสียงอ่านหนังสือต่างๆ ได้ที่ นิมฺมโล.คอม และ นิมฺมโลเพจ https://nimmalo.com ขอให้ทุกท่านมีความเจริญในธรรมยิ่งขึ้นไปค่ะ แอดมิน นิมฺมโลเพจ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๙ #การเห็นไตรลักษณ์ 🤔🤔 #ถาม : โยมทำในรูปแบบทุกวันเช้า-เย็น ทุกวันตั้งใจรักษาศีล ๕ ทำในรูปแบบ มีเครี่องอยู่กับพุธโธ แล้วดูจิตที่ไหลไป คิดก็รู้ เพ่งก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ โกรธเองก็รู้ เห็นการเกิดดับของสภาวะ อยากทราบว่าโยมได้เห็นไตรลักษณ์รึยัง? และตอนระหว่างวันก็ได้มีเครื่องอยู่ ยืน-นั่ง-นอน-เดิน แล้วดูจิตที่ไหลไปคิด ในระหว่างวันก็ได้ ฝึกสติได้เนืองๆ หลงบ้าง รู้บ้าง บางวันหลงไม่ยาว บางวันหลงยาว และระหว่างวันบางครั้งได้เห็นจิตที่ไหลไปอยู่กับความคิด และเหมือนมีอีกตัวเห็นมันทำงานของมันเอง อันนี้คือการเห็นไตรลักษณ์รึยังเจ้าค่ะ? ปัญหาคือไม่เข้าใจการเห็นไตรลักษณ์เจ้าค่ะ! #ตอบ : ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง หมายถึง ลักษณะที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ได้แก่ 1. อนิจจลักษณะ ความเป็นของไม่เที่ยง 2. ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ เป็นของคงทนอยู่ไม่ได้ 3. อนัตตลักษณะ ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลกันง่ายๆ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซึ่งความเป็นไปลักษณะนี้พระพุทธองค์ทรงค้นพบ แล้วนำมาเปิดเผยต่อชาวโลก ดังมีพุทธพจน์ว่า “ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ (ภาวะที่ตั้งอยู่ หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา) เป็นธรรมนิยาม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน) ว่า (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง … (๒) สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ … (๓) ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา … ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย ว่า ‘สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง … สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ … ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” “สังขาร” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม นั่นก็คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด “ธรรมทั้งปวง” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เป็นสังขารและไม่ใช่สังขาร คือรวมมาถึงพระนิพพานด้วย ผู้ที่มีปัญญาเห็นความจริงของสภาวธรรม พูดอีกอย่างว่าเห็นไตรลักษณ์ จึงจะเรียกได้ว่า “เจริญวิปัสสนา” ผู้ที่ยังไม่เห็นไตรลักษณ์ หรือยังเห็นไม่มากพอ ก็ยังมีความเห็นผิดว่า มีตัวตนเป็นเรา เราเป็นนั่น นั่นของเรา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดถืออะไร จึงเกิดทิฏฐิขึ้นว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา ภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป…เมื่อเวทนา…เมื่อสัญญา…เมื่อสังขาร…เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัย (รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร) วิญญาณ เพราะยึดมั่น (รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร) วิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา” การเห็นอนิจจลักษณะ หรือลักษณะที่ไม่เที่ยงนี้ จะเห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นการเกิดและการสลาย คือ เกิดดับ-เกิดดับ มีแล้วก็ไม่มี 2. เห็นเป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลง แปรสภาพไปเรื่อยๆ 3. เห็นเป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะ 4. แย้งต่อความเที่ยง คือสภาวะที่เห็นนั้นมันปฏิเสธความเที่ยงอยู่เอง ไม่พบความเที่ยงเลย การเห็นทุกขลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นทุกข์ ก็เห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นว่ามีความบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา 2. เห็นว่าเป็นสภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนไป กลายไป หมดสภาพไป 3. เห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือเมื่อโยงมาถึงคน ก็เป็นที่ก่อให้เกิดทุกข์ 4. แย้งต่อสุข คือ ความขัดแย้งบีบคั้นนั้น มันทำให้ไม่คล่อง ไม่สะดวก ไม่ราบรื่น การเห็นอนัตตลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นอนัตตา ก็เห็นได้ ๖ แง่ คือ 1. เห็นเป็นสภาพว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ความเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีแก่นสารสาระที่เป็นตัวแท้ที่ยืนยงอยู่ตลอดไป 2. เห็นเป็นสภาพไร้เจ้าของ ไม่เป็นของใคร ไม่มีตัวตนใดๆ ที่จะเป็นเจ้าของครอบครอง 3. เห็นเป็นสภาพที่ไม่อยู่ในอำนาจใคร ไม่มีตัวตนที่ไหนจะมามีอำนาจสั่งบังคับได้ ไม่ขึ้นต่ออำนาจหรือความปรารถนาของใคร 4. เห็นเป็นสภาพเป็นกองแห่งธรรมล้วนๆ เป็นเพียงรูปธรรม-นามธรรม ที่เกิดจากองค์ประกอบรูป/นามย่อยๆ มาประชุมกัน 5. เห็นเป็นสภาพที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย องค์ประกอบทั้งหลายต่างก็สัมพันธ์เป็นปัจจัยแก่กัน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ 6. แย้งต่ออัตตา มีสภาวะตามที่มันเป็นอย่างนั้นเอง การที่โยมเห็นการเกิดดับของสภาวะ ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์แล้ว คือเห็นในแง่ว่ามัน “ไม่เที่ยง” และที่โยมเห็นว่า จิตทำงานของมันเอง ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์ได้เหมือนกัน คือเห็นในแง่ของ “อนัตตา” แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า ที่ว่า “เห็น” นั้น เป็นการเห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเทียบเคียง การคิดเทียบเคียง จะเป็นการเอาสภาวะอดีตมาเทียบกับปัจจุบัน เช่น “เมื่อกี้โกรธ ตอนนี้ไม่โกรธ” อย่างนี้คือคิดเทียบเคียง เป็นปัญญาเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา เพราะยังเจือความคิด การเห็นไตรลักษณ์ขั้นวิปัสสนา ก็ต้องเป็นการ “เห็น” ไม่ใช่ “คิด” คือจะต้องเห็นสภาวะปัจจุบันนั้นเองดับไป แปรไป ต่อหน้าต่อตาตรงนี้เลย การที่จิตจะเห็นไตรลักษณ์ได้ จึงต้องมีสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ พูดง่ายๆ ก็คือ ฝึกให้รู้สึกตัว และมีจิตผู้รู้ขึ้นมา เมื่อมีจิตผู้รู้ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่ใช่เรา ดูไปมากเข้า จิตผู้รู้นั้นเองก็ไม่ใช่เราด้วย ในระหว่างการฝึกรู้เท่าทันธรรมดาของโลก เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ ขึ้นมา ก็มักจะเกิดความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นไปจากสภาวะเหล่านี้ไปเสีย เมื่อรู้สึกอย่างนี้ ก็ต้องรู้เท่าทันอีกว่า นี่เป็น “ความไม่เป็นกลาง” เมื่อความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นนั้นดับหายไปแล้ว จิตมีความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย จิตจึงจะพร้อมที่จะเข้าถึงความหยั่งรู้อริยสัจ และบรรลุมรรคผลไปเป็นลำดับ การเห็นไตรลักษณ์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความไม่ประมาท – เมื่อเห็นอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องเร่งรัดปฏิบัติให้ทัน มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลา มันย่อมแตกดับสลาย การเห็นไตรลักษณ์จึงกระตุ้นเตือนให้เร่งพัฒนาจิต เพื่อบรรลุภูมิธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าจะหลุดพ้นเป็นอิสระ – เมื่อเห็นทุกข์บีบคั้นอยู่ เหมือนเห็นภัยมาถึงตัว ท่าทีของใจก็ไม่มัวเมา – เมื่อรู้อยู่ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ย่อมเร่งสร้างเหตุที่ดี ไม่เผลอทำเหตุที่ชั่ว โดยเฉพาะจะเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุมรรคผล พ้นทุกข์พ้นภัยไป จิตนี้ยึดอะไร จึงเกิดมิจฉาทิฏฐิว่านี่เป็นเรา/ของเรา ก็ยึดขันธ์ ๕ นี้แหละ ดังนั้น พึงเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีขอบเขตอยู่ที่ขันธ์ ๕ นี้ ให้เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์​ ๕ นี้ เร่งภาวนาให้เห็นจริง เพราะชีวิตนี้ไม่เที่ยง และทุกข์ก็กำลังบีบคั้นอยู่นี่แหละ ให้สมกับคำเตือน อันเป็นปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ว่า “สิ่งทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่มุ่งหวังให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาท” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๘ #ไม่อยากผูกพันให้วนเวียนในสังสารวัฏ 🤔🤔 #ถาม : โยมเห็นโทษภัยในการเวียนเกิดเวียนตาย ไม่อยากให้ใครมาโกรธเกลียดเราและทั้งไม่อยากให้ใครมารักเราด้วย รู้สึกว่ามันจะเป็นการผูกพันให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ควรจะทำอย่างไรดีคะ? #ตอบ : เดี๋ยวนะ! ต้องทำความเข้าใจกันใหม่นิดนึงก่อนนะ ถ้าต้องการจะพ้นจากวัฏสงสาร เราไม่ต้องรอให้ “ทุกคนในโลกนี้จงอย่ารักหรือชังเรา” นะ ถ้าจะรอให้ทุกคนเป็นกลางกับเรา ก็จะไม่เจอสภาวะนั้นสักที เพราะเหมือนกับบอกว่า รอให้ทุกคนบนโลกนี้เป็นพระอรหันต์กันทั้งหมดก่อน ฉันจึงจะพ้นทุกข์ได้ ต้องดูที่ใจเราต่างหาก! ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีโทสะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีราคะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน แม้กระทั่ง เผลอไปผูกพันในภพต่างๆ เช่น ในรูปภพ อรูปภพ ..ก็รู้ทัน ด้วยวิธีนี้ต่างหาก จึงจะพ้นได้ ไม่ใช่ไปดูว่าใครคิดอะไรกับเรา พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ก็ยังมีทั้งคนที่ชอบใจและไม่ชอบใจพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย เมื่อพระองค์ให้คำแนะนำสั่งสอนเพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จนกระทั่งพุทธบริษัททั้งสี่เข้มแข็ง พระศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้มั่นคงแล้ว พระองค์จึงปลงอายุสังขาร พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ทั้งที่ยังคนจำนวนมากรักและอาลัยร้องไห้คร่ำครวญปรารถนาให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อ รวมทั้งยังมีเหล่าเดียรถีย์อีกมากที่ยังคงไม่ชอบใจ รอเวลาหักล้างทำลายศาสนาพุทธ “ความรักความชังของผู้อื่น” ไม่ได้เป็นสิ่งหน่วงเหนี่ยวเราไว้ในสังสารวัฏ “ความรักความชังของเรา” นั้นต่างหากเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งเราไว้ ให้เวียนเกิดมาเพื่อรอวันสมหวังที่จะได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารัก แลรอวันสมหวังที่จะได้ล้างแค้นกับคนที่เราเกลียด “ความรักความชังของเรา” นั่นแหละ ที่ควรรู้ทันมัน เพราะมันหลอกให้เราหลงหวัง หวังแล้วก็ต้องเกิดมาเพื่อทำความหวังให้เต็ม และก็เป็นอย่างนี้มาตลอดสังสารวัฏ ต้องย้อนกลับมาดู “กิเลสที่ใจเรา” นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๐ #ผู้ขอจัด ถ้าเราอยากอยู่แบบไม่คบใครเลยนะ..ให้ขอ! ขอเยอะๆ จะไม่มีใครคบ เราจะเป็นผู้อยู่วิเวก แต่จะเป็นวิเวกที่เต็มใจรึเปล่า? “การขอ” ทำให้ผู้ขอกับผู้ให้เนี่ย.. มีโอกาสที่จะห่างเหินกัน มีโอกาสที่จะผิดใจกัน มีโอกาสที่จะรังเกียจกัน ถ้าเราเป็นผู้ขอจัด ก็ทำให้คนอื่นพยายามรักษาระยะห่างกับเรา ถ้าเราไปขอเขาบ่อยๆ เขาก็จะห่างเราไปเรื่อยๆ ห่างจน.. ห่างไกลไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรมของเรา ไม่ปรับนิสัยของเรา เราจะกลายเป็นผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเขาหนีห่างไป.. ห่างไป.. ห่างไป! เราไม่ต้องกลัวว่าจะไปติดไวรัสจากใครเลย ถ้าเราเป็นผู้ขอจัด แต่เป็นการไม่ติดไวรัส โดยเหตุที่..เพราะเราเป็นที่น่ารังเกียจ…อย่างนี้ไม่ดี! ดังนั้น ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องมารักษาระยะห่างกันแล้วเนี่ย แต่ถ้าเรามีนิสัยที่ไม่ดี คนอื่นก็จะรักษาระยะห่างกับเรา..อย่างนี้นะ! คนอื่นเขามีความสุขกันแล้ว เราจะกลายเป็นผู้โดดเดี่ยว เดียวดาย เหงาหงอย คราวนี้ ถ้าเราไม่ปรับตัว ไม่ปรับพฤติกรรม.. เราก็จะอยู่กับชีวิตหลังโควิดยาก พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน คนที่ควรห่าง ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=8Y2f-HlPN9U&t=618s (ระหว่าง นาทีที่ 32.17-36:13)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันอาสาฬหบูชา วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๒ #พุทธานะสาสะนังฯ วิปัสสนาเป็นการทำจิตให้ฉลาด พอฉลาดก็จะมีปัญญา ละกิเลสเป็นลำดับๆ ฉลาดถึงระดับละกิเลสคือฉลาดในระดับเรียกว่า เกิดมรรคผล มรรคผลขั้นที่ ๑ เป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันก็ชำระกิเลส ไปได้ ๓ ข้อ ๓ ข้อเท่านั้นเอง พระโสดาบัน นะ! ๓ ข้อนั้น คือ สังโยชน์ ๓ ข้อต้น มีอะไรบ้าง? สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ชำระไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนขาวรอบ ขาวรอบจนหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ ไม่มีความเศร้าหมองทางใจเกิดขึ้นอีกแล้ว นี่คือ “พุทธานะ สาสะนังฯ” คือเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน ในอดีตที่ผ่านมาก็สอนอย่างนี้ องค์ปัจจุบันก็สอนอย่างนี้ องค์ที่จะตรัสรู้ต่อไปในอนาคตก็จะสอนอย่างนี้ จึงเรียกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฉะนั้น เกิดมาทันพระพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว ให้รีบฝึกรีบทำ เพราะไปรอพระองค์หน้าก็ต้องทำเรื่องนี้แหละ ถ้าชาติปัจจุบันเจอคำสอนนี้แล้ว..บอก “เอาไว้ก่อน” (คือยังไม่ฝึก) ชาติหน้าถ้ามีบุญเจอพระพุทธเจ้า..ก็จะ “เอาไว้ก่อน” มันจะติดนิสัย “เอาไว้ก่อน” ไปเรื่อยๆ ชาตินี้พบคำสอนนี้แล้ว..ทำ! ทำได้เท่าไรตามกำลัง…ตามกำลังของเรา เราต้องมีนิสัยอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับจิตแล้วว่า เจอคำสอนแล้ว..ทำให้เต็มที่ เจอคำสอนแล้ว..ทำให้เต็มที่ ถ้าชาตินี้ไม่จบ ไปเจอพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป เจอคำสอนแล้ว..ก็ทำให้เต็มที่ มันจะมีนิสัย “จะทำให้เต็มที่” นึกออกไหม? แต่ถ้าเราเป็นประเภทว่า “เอาไว้ก่อน” เจออีกก็..”เอาไว้ก่อน” มีนิสัย..”เอาไว้ก่อน!” “เดี๋ยวก่อน!” จาก “เดี๋ยวก่อน!” ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น..”เดี๋ยวนี้!” “ทำเลย” เพราะอะไร? เพราะจะตายเมื่อไรไม่รู้ ใช่ไหม? ตายแน่ แต่ตายเมื่อไรไม่รู้ ไอ้ตายเมื่อไรไม่รู้เนี่ย..น่ากลัว! เพราะว่าเราคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า ความตายเป็นของคนอื่น คนอื่นตาย ส่วนเราเนี่ยอีกนาน.. รู้สึกไหม..อีกนาน ถ้าจะมีข่าวคนตาย ก็เป็นของคนอื่น บุคคลอื่น ประเทศอื่น ชาติอื่น หรือว่าครอบครัวคนอื่น ไม่ใช่ครอบครัวของเรา สังเกตได้จากพอมีเรื่องเกิดขึ้นในครอบครัวของเรา หรือคนที่ใกล้ชิดเรา เราจะทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยคิด ฉะนั้น ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะตายเมื่อไรก็ได้ คนรักของเราจะตายเมื่อไรก็ได้ ครอบครัวเราจะมีการพลัดพรากเสียชีวิตกันเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าประมาท! อย่าประมาทในที่นี้ คือเห็นความตายของตนด้วย เห็นความตายของคนที่เรารักด้วย มองอย่างนี้นะ! เห็นความตายของตัวเอง จะทำความดีให้เกิดขึ้นกับตนเองให้มาก ให้ทันก่อนที่จะตาย ซึ่งจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ คำว่า..ชาติหน้ากับพรุ่งนี้…เคยมีสำนวนนี้ใช่ไหม? “ชาติหน้ากับพรุ่งนี้ ไม่แน่ว่า อะไรจะมาก่อน” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย วันมาฆบูชา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=7IX5hNMcXuQ&t=4883s (ระหว่าง นาทีที่ 1:19:38-1:23:03)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๑ #พยานในการพ้นทุกข์ ให้รู้ตามที่มันเป็น แม้ยังติดอยู่เป็นอัสสาทะ(ส่วนที่น่าชื่นชมยินดี) ก็รู้ว่าติด ตอนรู้ก็หลุดออกมา หลุดออกมาก็รู้ด้วย แล้วความติดเนี่ยมันเป็นโทษ เป็นทุกข์ ก็รู้ทันโทษทุกข์ของมันด้วย ถ้าไม่เห็นโทษ ไม่เห็นทุกข์ มันก็จะไม่เบื่อหน่าย ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า..ให้รู้ทันความติด รู้ทันแล้ว ก็รู้ทันโทษของมันด้วย รู้ทันโทษ มันก็จะเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายแล้วก็จะมีการแสวงหาทางออก การแสวงหาทางออกเนี่ย ครั้งแรกๆ ก็จะออกเป็นชั่วคราว ออกเป็นขณะๆ ก็รู้ทันว่ามีการออกชั่วคราว ถึงคราวบารมีเต็มขึ้นมา ก็จะมีการหลุดพ้น ถึงมรรคถึงผลขึ้นมา การปฏิบัติธรรมก็จะประสบความสำเร็จ คือเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากโลกไป หลุดพ้นจากโลก ก็คือหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง ก็ขอเป็นกำลังใจให้นักปฏิบัติทั้งหลายนะ! ให้ “รู้ตามที่มันเป็น” ให้รู้ตามที่มันเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นพยานให้ตนเองในการหลุดพ้นด้วย ขอเจริญพร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ชุดคัมภีร์ธรรมะในสวนธรรม เรื่อง “อัสสาทสูตร” ลิงค์คลิป https://youtu.be/CSG7ShwkHAU บันทึกคลิปวีดีโอเมื่อ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา (นาทีที่ 5.55-6.55)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ☘️☘️ #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๓ #ธนู ๒ ดอก ถ้าเราป่วยขึ้นมาจริงๆ นี่นะ ก็ต้องให้ความเจ็บป่วยมันสอนเราด้วย อย่าให้มาเจ็บป่วยกายแล้วใจก็ป่วย อย่างนี้เรียกว่าโดน ๒ ดอก ถูกทิ่มแทงด้วยลูกธนู ๒ ดอก กายป่วย แต่ใจก็ต้องไม่ป่วย นี่คือเรียกว่า “บุรุษอาชาไนย” ถึงความเจ็บป่วยแล้ว ก็สลดสังเวชขึ้นมา เห็นความจริง “สลดสังเวช” ไม่ได้หมายความว่า เศร้าเสียใจ คำว่า “สังเวช” นั้นในภาษาบาลี หมายความว่า เห็นความจริงแล้วคึกคัก ได้ปลุกสำนึก มีใจคึกคัก มีความไม่ประมาทเกิดขึ้น …. แม้เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องปรินิพพาน เราเห็นคนอื่นตาย ได้ยินข่าวคนอื่นตาย เห็นคนอื่นตายเป็นญาติเราด้วย แม้กระทั่งเป็นตัวเอง เราก็เกิดความสังเวช ไม่ประมาท ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ จากจุดนี้จนถึงเวลาที่เราตายเนี่ย ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจ ถ้าเราถึงความเจ็บป่วยจริง ๆ ก็เห็นกายนี้มันป่วยไป ใจไม่ป่วยด้วย ถ้ากายนี้จะตายก็ไม่เสียดาย เพราะกายนี้เป็นแค่ก้อน ๆ หนึ่ง ที่มันเป็นก้อนทุกข์ “ก้อนทุกข์มันจะตายไป จะเสียดายอะไร” อย่างนี้นะ! จริงๆ ไม่ต้องรอให้เราป่วย ถ้าเป็นบุรุษอาชาไนยที่พัฒนาขึ้นมา ก็ไม่ต้องถึงให้เราป่วย.. ญาติเราป่วย เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาได้แล้ว! ไม่ต้องให้ญาติเราป่วย แค่เห็นคนอื่นป่วย เราก็ต้องรู้สึกตัวให้ได้แล้ว! ไม่ต้องเห็นเขาป่วย แค่ได้ยินข่าว ได้ฟังข่าวว่าประเทศนั้นประเทศนี้มีคนป่วย จังหวัดนั้น จังหวัดนี้มีคนป่วย คนอื่นที่เราไม่เคยรู้จักเขาเลย เขาป่วย เราก็ต้องเกิดความสลดสังเวช แล้วเตรียมพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับมือกับความเจ็บความป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็ได้ เมื่อคราวที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมาจริงๆ เราจะได้ไม่ตีอกชกตัว ไม่ไปโทษคนนั้น ไม่ไปไหนโทษคนนี้ เห็นความจริงของมัน เห็นกายซึ่งเป็นก้อนทุกข์นี้แสดงความจริง ใจไม่ทุกข์ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์อยู่ต่างหาก ใจเป็นผู้รู้อยู่ต่างหาก กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย ถ้าหมอจะรักษาอย่างไร ก็ให้เขารักษาไป หายได้ก็ดี ไม่หายก็ไม่เป็นไร เราเข้าใจความจริงว่ากายนี้เป็นก้อนทุกข์ นี่เรียกว่า เข้าใจความจริงของโลก ดังนั้นให้เรามาสำรวจตัวเองว่า… เราเป็นหนึ่งในบุรุษอาชาไนย ๔ ประเภทนี้ ประเภทไหนบ้าง ได้ยินได้ฟังแล้วก็สลดสังเวช ก็เป็นอาชาไนยประเภทที่ ๑ ถ้าต้องเห็นด้วยตาตัวเอง แล้วสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๒ ถ้าต้องถึงขั้นเป็นญาติของเรา แล้วจึงสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๓ ถ้าต้องให้ถึงกับเราเป็นผู้ป่วยเอง แล้วจึงสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๔ แม้กระนั้นขอให้สลดสังเวช ขอให้รู้สึกตัวขึ้นมา ขอให้มีความไม่ประมาทเกิดขึ้น ก็ยังนับว่าเป็นบุรุษอาชาไนย แต่ถ้าถึงขนาดว่าตัวเองป่วยแล้ว เจ็บแล้ว ใกล้จะตายแล้ว ยังไม่สลดสังเวช มัวแต่นึกถึงว่า..ทำไมต้องเป็นตัวเรา มัวแต่นึกถึงว่า..ฉันจะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว จากครอบครัวไป ตีโพยตีพาย ไม่สลดสังเวช ไม่มาเห็นความจริงของกายและใจ ไม่พัฒนาจิตใจให้เห็นความจริงของโลกนี้ คือกายและใจนี้ ตามความเป็นจริง อย่างนี้เราก็ไม่จัดว่า เป็นประเภทของอาชาไนย ประเภทใดประเภทหนึ่งเลย! เพราะฉะนั้นให้เหตุการณ์(โรคระบาดโควิด-19)ครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกับจิตใจของเรามาก ให้มันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตใจ ในแง่ของความสลดสังเวช และมาพัฒนาจิตใจให้เห็นความจริง รู้ทันความเป็นจริง แล้วจะไม่เป็นทุกข์กับความจริงที่ปรากฏขึ้นมา ให้เป็นบุรุษอาชาไนย ประเภทใดประเภทหนึ่งให้ได้ ขอเจริญพร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม “ปโตทสูตร-ปฏักอยู่ที่ไหน” ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๑๖ เมษายน ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/7DffDOcBBp8 (นาทีที่ 17:42-22:48)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๕ #เหงามากจะปฏิบัติต่อใจอย่างไร? 🤔🤔 #ถาม​ : แฟนเสียชีวิตอาทิตย์ที่แล้ว​ แต่โยมอยู่บ้านคนเดียว​ เคยอยู่กันสองคน​ โยมก็เลยเศร้ามาก​ เหงามาก​ ให้ดิฉันปฏิบัติต่อใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : เหงาด้วย..เศร้าด้วย​ ใช้​ “พุทโธ” เป็นเพื่อนนะ​ เอา​ “พุทโธ” เป็นเพื่อน #ถาม : “พุทโธ” ก็เอาไม่อยู่ค่ะ #ตอบ : นั่นแหละ.. มีเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ มี “ความเผลอ”..เป็นเพื่อนอีกตัวแล้ว​ ​! เห็นไหม? แต่ไอ้ “ความเผลอ” เนี่ย.. เป็นเพื่อนไม่ดี​ เราไม่เอา เราเห็นมันนะ แล้วเราอยู่กับ​ “พุทโธ” ต่อ เอางี้นะ! คือมาคุยกับอาตมานี่นะ​ โยมมีอาตมาเป็นเพื่อน​ แต่อาตมานี่อยู่ตรงนี้ได้ไม่นานหรอกเพราะว่าหกโมงเย็น​ อาตมาก็จะไปแล้ว โยมก็ต้องมีเพื่อนด้วยตัวของตัวเองให้ได้ วิธีจะให้มีเพื่อนด้วยตัวของตัวเอง​ง่ายๆ ก็คือใช้​ “พุทโธ” นี่​ เป็นเพื่อน​ ใช้​ “ลมหายใจ” เป็นเพื่อนด้วย​ก็ได้ มีลมหายใจด้วย​ แล้วมีคบริกรรมำ​ “พุทโธ” ไปด้วย​ มันจะได้มีเพื่อนมีที่พึ่งของตัวเอง #ถาม​ : สวดมนต์วันนี้ก็สวดอยู่นะคะ​ แต่ใจมันเหงาน่ะค่ะ #ตอบ​ : “ความเหงา” เป็นเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ ! นอกจาก​ “พุทโธ” แล้ว..ยังมี “ความเหงา” ด้วย​ รู้ทันว่า​ เนี่ย!​ มี “ไอ้เหงา” อีกตัวแล้ว นึกออกไหม? #ถาม​ : แล้วยังมีใครอีกล่ะคะ? #ตอบ​ : เออ! ลองดูซิ​ว่า​จะมีใครอีก? โยมจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเรามี​ “พุทโธ” มาก่อนนะ!​ บริกรรม “พุทโธ” ไป เดี๋ยว “ไอ้เหงา” โผล่มา​ “อ้าว!..นี่! ไอ้เหงา”..ทักมันด้วยนะ “ไอ้เหงา!​ ฉันเห็นแกแล้ว” แล้วก็กลับมา​ “พุทโธ” ใหม่ #ถาม​ : เวลาดูบ้านดูช่อง​ ดูที่แฟนเคยอยู่เคยทำ เวลานี้แกจะขี่รถมา​ แล้วเราก็คอยมอง.. ก็เลยไม่อยากเปิดบ้านเลย​ แบบไม่อยากเห็นภาพเดิม​ ๆ​ นะคะ #ตอบ​ : มันเป็นอย่างไร? เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร? #ถาม​ : เหงามากเลย​ หมูหมากาไก่ตีระเบิด #​ตอบ​ : ภาวนา “พุทโธ” ไปนะ​ แล้วเห็น “ไอ้เหงา” ที่มันแอบมาขอเป็นเพื่อนไปเรื่อย​ ๆ ทัก “ไอ้เหงา” บ่อย​ ๆ​..”ฉันเห็นแกอีกแล้ว..ไอ้เหงา! ฉันเห็นแกอีกแล้ว” ดูบ่อย​ ๆ​ “แกมาอีกแล้ว!” เห็นมัน แต่ไม่อยู่กับมัน ยิ่งมาบ่อย​ ๆ​ แล้วเห็นมันบ่อย​ ๆ​ นะ..เราจะมีสติได้เร็วขึ้น​ มีสติ​ ก็คือ​ รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตเมื่อกี้นี้​ “ไอ้เหงามาอีกแล้ว” บางทีก็มี​ “ไอ้เศร้า” นะ! ​​ ไอ้เศร้า,​ ไอ้โศก​, ไอ้เหงา​ ทำความรู้จักเพื่อนที่อยู่รอบ​ ๆ​ ตัวนี้บ่อย​ ๆ อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็ผุดความเหงาขึ้นมา.. “อ้าว! ไอ้เหงามาอีกแล้ว” อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็มีความเศร้าขึ้นมา..”อ้าว! ไอ้เศร้ามาอีกแล้ว” ไม่ต้องบังคับมัน..แค่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น​ ไม่ต้องบังคับนะ! ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไร..ก็​ “พุทโธ​” ไป ” พุทโธ” ไว้ที่แถวๆ จมูกนี่แหละ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรนะ “พุทโธ” ไปก่อน “พุทโธ​ ๆ​ ไป​”.. ไอ้เหงามาอีกแล้ว! ” รู้ทันไอ้เหงา “พุทโธ​”ๆ​ ไป​ ..เบื่อ​! “อ้าว! ไอ้เบื่อ” ​ จากไอ้เหงา..ตอนนี้เป็น “ไอ้เบื่อ” แล้ว​ “โอ้ย! เพื่อนเยอะเลย” ไม่ต้องกลัวเหงาเลย​ เพื่อนเยอะ! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๒​ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/E7HpvEzlYYo (นาทีที่​ 1:31:04​ -​ 1:36:56)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ​ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ 🍀🍀🍀 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๒ #เผชิญปัญหาด้วยปัญญา ปัญหาไม่ได้หมดไปด้วยการหนี ต้องเผชิญ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Face to Face) คือเผชิญ ไม่ใช่หนี เผชิญกับปัญหา ก็คือยอมรับก่อน..ว่ามันมีปัญหาจริง! พอมีปัญหาจริงแล้วเนี่ย เราจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร? อย่างแรกคือ ต้องรักษาใจให้เป็นกลาง ไม่ไปต่อต้าน แล้วก็ไม่จมไปกับมัน เรียกว่ารับรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ถ้าใจไม่เป็นกลางแล้วเนี่ย จะไม่พร้อมพอที่จะแก้ปัญหา ต้องแก้ด้วยนะ! ปัญหามีต้องแก้ แต่ต้องแก้ด้วยใจที่เป็นกลาง พอใจเป็นกลางแล้วเนี่ย มันจะมีปัญญาขึ้นมา มันไม่ได้ไปเอนเอียงว่า จะเข้าข้างฝ่ายไหน พอมีใจเป็นกลางขึ้นมาเนี่ย มันพร้อมที่จะแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นกลาง แล้วมีปัญญาที่จะแก้ โดยที่ไม่เอนเอียงด้วย ๔ อย่าง ๑. เอนเอียง..ด้วยความพอใจ ๒. เอนเอียง..ด้วยความไม่พอใจ ๓. เอนเอียง..ด้วยความโง่ ๔. เอนเอียง..ด้วยความกลัว ถ้าใจยังถูก​ความ​เอนเอียง ๔ อย่างนี้​ คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ ความไม่รู้(ความโง่) แล้วก็ความกลัว ถ้าถูก ๔ อย่างนี้ครอบงำอยู่เนี่ย เราจะแก้ปัญหาอย่างผิด ๆ ชอบคนนี้..เราก็ตัดสินเข้าข้างคนนี้ ก็แก้ปัญหาผิดแล้ว ไปเสริมปัญหาด้วยซ้ำไป ไม่ชอบคนนี้..ก็โยนความผิดให้ไปเลย เป็นแพะรับบาปไป แทนที่จะแก้ปัญหา ก็เสริมปัญหาเข้าไปอีก ไม่รู้ข้อมูล..แก้ปัญหา​มั่ว​ ๆ ไป ก็ยิ่งเสริมปัญหาไปอีก ใช่มั้ย? กลัว​ รนราน วิตกกังวล เกินไป ไม่ทันได้​ทำใจให้ปกติก่อน แก้ปัญหาด้วยความรนราน ความกลัว ก็ไปเสริมปัญหาใหม่ ฉะนั้นต้องให้รู้ทัน! รู้ทันสิ่งที่ปรากฏในใจเรานี้ก่อน ทำใจให้เป็นกลางก่อน เวลาเรามาเรียน แล้วนิมนต์พระมาพูดนะ! ก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแนวพุทธ ก็คงมิใช่แก้ปัญหาแนวอื่น พุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้หนีปัญหา พุทธศาสนา สอนให้เผชิญปัญหา แล้วอยู่กับปัญหาได้ โดยใจไม่ทุกข์ นี่คือ ประเด็นหลักของพระพุทธศาสนา ยอมรับว่ามีปัญหา แต่ไม่เอาปัญหามาทับถมจนใจเป็นทุกข์ ยอมรับความเป็นธรรมดาของโลกนี้ย่อมมีปัญหา ประเดี๋ยวก็มีปัญหานี้ ประ​เดี๋ยวก็มีปัญหานั้น บางทีปัญหาก็ต่อเนื่องกัน แต่ใจไม่ไปจมในปัญหานั้น เห็นปัญหาเป็นปัญหาไป แล้ว​แก้​ปัญหา​ด้วย​ปัญญา มี​ปัญหา​ ก็​ไม่​จำเป็นต้อง​เป็น​ทุกข์​นะ ปัญหาไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ ในอริยสัจสี่นะ! “ปัญหา” ไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ แต่อะไร เป็นเหตุแห่งทุกข์? “ตัณหา” ต่างหาก! มันลงท้ายด้วย “หา” เหมือนกันนะ! ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เผชิญปัญหาชีวิตด้วยปัญญา” ๕ สิงหาคม ๒๕๖๑ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=PKhWREvxT0Y&t=4230s (ระหว่างนาทีที่ 3.46-7:32)

อ่านต่อ