All posts by admin

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เพียรฝึกจิต 🤔🤔 #ถาม : ในการฝึกสติปัฏฐาน ที่ท่านแสดงว่า “อาตาปี สัมปชาโน สติมา” เราต้องฝึกตามลำดับ คือ “ฝึกเพียร – ฝึกสัมปชัญญะ – ฝึกสติ” ให้เกิดอย่างนี้ไหมครับ? #ตอบ : คือจะถามว่า ลำดับการฝึก..ต้องมีความเพียร มีสัมปชัญญะ แล้วมีสติ เป็นลำดับอย่างนี้หรือเปล่า? ไม่จำเป็นจะต้องเป็นลำดับก็ได้นะ คือในระหว่างที่ฝึก มันจะฝึก ๓ ตัวนี้ไปพร้อมๆ กัน ทุกครั้งที่มี “สติ” ขณะนั้นมี “ความเพียร” ทุกครั้งที่มี “สติ” มันรู้อยู่ด้วยว่า ‘จะทำอะไร..เพื่ออะไร’ ก็มี “สัมปชัญญะ” อยู่ด้วย คือมันไม่ได้แยก แต่เวลาอธิบาย มันจะแยกออกมาว่า “มีความเพียรนะ” “มีสัมปชัญญะนะ” “มีสตินะ” แต่ถึงตอน “ขั้นฝึก” มันไม่ใช่ว่า แยกฝึกทีละตัว..เป็นลำดับๆ ไม่ใช่อย่างนั้น! ก็คือ “ฝึกสติ” นี่แหละ ฝึกสติ – รู้ทันสภาวะ ตอนรู้ทันสภาวะ เรารู้อยู่ว่า ‘เราเป็นพวกทิฏฐิจริตนะ – ต้องฝึกในการดูจิตนะ’ รู้ในการแยะแยะได้ว่า ‘เราเป็นทิฏฐิจริต – ต้องฝึกดูจิต – เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์’ ..แล้วก็ฝึกไป อย่างนี้เรียกว่า “มีสัมปชัญญะ” แล้วทุกครั้งที่เห็นกิเลส ขณะนั้น “มีความเพียร” “เพียร” ในที่นี้คือ 1. “เพียรระวัง” ยับยั้งบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด 2. “เพียรละ” กำจัดอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว 3. “เพียรเจริญ” ทำกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น 4. “เพียรรักษา” รักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและเจริญยิ่งขึ้นไป จากที่ไม่มีกุศล..ก็เกิดกุศลขึ้นมา กุศลเกิดขึ้นแล้ว..ก็เจริญกุศลนั้นต่อไปเรื่อยๆ จากที่เคยมีอกุศลอยู่มากๆ..อกุศลก็ถูกละไป ดับไป แล้วก็สามารถที่จะทำให้อกุศลเหล่านั้น หมดกำลังลงเรื่อยๆ ด้วยการ “เจริญสติ” ก็คือ “มีความเพียร” อยู่ทุกๆ ขณะ เพราะฉะนั้น เวลาฝึกๆ อย่างเดียว เวลาฝึกๆ อย่างเดียว เวลาได้ มันได้ ๓ ตัว (ไม่ใช้ใบ้หวยนะ) หมายถึงว่า ฝึกเจริญสติ มันจะได้.. (๑) ความเพียร (๒) สัมปชัญญะ (๓) สติ ..ในการฝึกครั้งเดียวนั้นล่ะ เวลาเราเจริญสติ-ดูจิต คนไม่ชำนาญ..ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะไปดูจิตเลย ก็คือ “ดูกาย” ไปก่อน ให้มันเป็นที่อยู่ เขาเรียก “เป็นตัวเทียบ” เช่น “ดูลมหายใจ” ก็เป็นการ “ดูกาย” ดูลมหายใจไป แล้วพอจิตมันเผลอ ความเผลอมันอยู่ในจิต เห็นความเผลอ คือเห็นจิต เพราะฉะนั้น พอเห็นความเผลอ ความเผลอดับแล้ว ไม่ใช่ไปดูจิตต่อ ก็กลับมาดูกาย คือเห็นลมหายใจต่อ เห็นลมหายใจแล้ว มีความเผลอเกิดขึ้นอีก ก็เห็นความเผลอ ความเผลออยู่ที่จิต ..เห็นอย่างนี้นะ ไม่ใช่ว่า..จะเลือกดูจิตอย่างเดียว ไม่ใช่ว่า..จะเลือกดูกายอย่างเดียว ก็คืออาศัยกายทำสมถะไป พอมีเผลอเกิดขึ้น รู้ทันความเผลอ ความเผลออยู่ที่จิต ก็คือได้ดูจิต ตอนได้ดูจิตแต่ละครั้ง ได้มี “ความเพียร” แล้วรู้ว่า ‘เส้นทางนี้ ที่เราทำอยู่นี้ วิธีนี้มันเหมาะกับจริตของเรา’ แล้ววิธีนี้ ทำไป.. รู้ปลายทางด้วยว่า.. ‘เราจะไปเพื่อให้ถึงมรรคผลนิพพาน’ จะมีวิธีฝึกอย่างนี้ ก็เรียกว่ามี “สัมปชัญญะ” อยู่ด้วย “สัมปชัญญะ” แปลว่า ความรู้ตัว ความรู้ชัด ความตระหนัก คือ 1. รู้ชัดว่า สิ่งใดมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ คือตระหนักในจุดหมาย 2. รู้ชัดว่า สิ่งใดเหมาะ หรือไม่เหมาะ คือตระหนักว่า สิ่งนั้นหรือการกระทำนั้นเกื้อกูลต่อความเจริญของกุศล 3. รู้ชัดว่าเป็นโคจร คือรู้ตระหนักในงานที่ทำ ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไร ก็รู้สึกตัวกับกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวัน 4. รู้ชัดว่าไม่หลง คือตระหนักรู้ในเรื่องราวเนื้อหาสาระ รู้สภาวะที่ปรากฏ เหมือนกับว่า เราจะไป..จุดหมายอยู่ตรงนี้ สมมติว่า อาตมาอยู่ศรีราชา จะไปวัดสังฆทาน จะไปนนทบุรี รู้อยู่ว่า ‘จะต้องไปนนทบุรี’ ..แล้วรู้ ..แล้วก็เดินทาง เลือกเส้นทาง ในระหว่างการเดินทาง อยู่ในเส้นทางนั้น ก็รู้อยู่ว่า ‘อยู่ตรงไหน’ เส้นทางนี้จะไปจุดหมาย ก็ไปอยู่อย่างนี้ ระหว่างเดินทาง ก็ “รู้” อยู่ด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็น “สัมปชัญญะ” การภาวนาก็เหมือนกันนะ ก่อนฝึกอะไรขึ้นมา..ก็ศึกษา! ศึกษาเพื่อให้รู้ว่า ‘เราควรจะฝึกแบบไหน?’ แล้วก็เดินตามเส้นทางที่เราควรจะไป ในระหว่างนั้น มีทั้งความเพียร มีทั้งสัมปชัญญะ แล้วก็มีสติ “สัมปชัญญะ” เป็นชื่อหนึ่งของปัญญา อยู่ใน “อธิปัญญาสิกขา” “ความเพียร” เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกจิต ในการฝึกจิต.. “สติ” ก็เป็นเรื่องของการฝึกจิต ทั้งความเพียรและสติ อยู่ใน “อธิจิตตสิกขา” ผลสุดท้ายของการฝึก คือเมื่อมีความเพียร มีสัมปชัญญะ และสติ สุดท้ายก็จะเกิดมีปัญญาแจ่มแจ้งขึ้นมา ‘เห็นกายไม่ใช่เรา เห็นจิตไม่ใช่เรา’ ถ้าเห็นอย่างนี้ก็เรียกว่า.. “ทั้งความเพียร สัมปชัญญะ และสติ ส่งผลให้เกิดปัญญาบรรลุมรรคผล” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=NRoUyw0xYZY (นาทีที่ 2.01-2.06.08)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนแปดหลัง(๘๘) ปีฉลู 🌼🌼🌼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อยู่อย่างง่ายปฏิบัติอย่างสูง โลกพร่องเป็นนิจ เติมตัณหาไม่เต็มสักที …. การมาบวช คือ ทำอย่างไรเราจะพ้นอำนาจของตัณหา “ตัณหา.. เป็นเหตุให้เกิดทุกข์” เพราะได้ฟัง.. จึงเกิดศรัทธาไปบวช เพื่อหาทางพ้นทุกข์ เมื่อมีเป้าหมายถูก.. เวลามาบวชก็แสวงหา เพื่อไปหาเป้าหมายนั่น การมาบวช.. เพื่อมาหาภาวะที่คล่อง ที่สะดวก.. ในการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ว่า เพราะว่าภาระกิจอื่นๆ เนี่ยน้อยลง สภาวะของชีวิต.. ดูจากชาวบ้าน ดูเหมือนลำบาก แต่โดยความที่เต็มใจ เต็มใจที่จะอยู่อย่างนี้ อยู่อย่างง่าย ‘มีปัจจัยสี่’ คือ ที่อยู่อาศัย, เครื่องนุ่งห่ม, อาหาร และยารักษาโรค พอสมควร ไม่ต้องการสะสม เขาเรียกว่า.. “อยู่อย่างง่าย ปฏิบัติอย่างสูง” “อยู่อย่างต่ำ แต่ปฏิบัติอย่างสูง” ฉะนั้นภาวะอย่างนี้.. จะเป็นได้ต่อเมื่อมาเป็นนักบวช หรือพระภิกษุ การบวช.. ถ้ามีเป้าหมาย จะมีความยินดี ในเพศนักบวช และอยู่อย่างง่ายๆ แบบนี้ ไม่ใช่ไปแสวงหาว่า.. จะต้องได้ลาภ ได้ยศ อะไรมากมาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “บวชให้ได้แก่น” ลิงค์คลิป https://youtu.be/3G3iCpyR8kw

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เรื่องของกรรม 🤔🤔 #ถาม : เรื่องโควิด (COVID-19) ทุกวันนี้ จะทุกข์ใจกังวล มีหลักคิดอย่างไรดี? แต่แอบคิดว่า ‘ถ้าเราไม่ได้ทำกรรมอะไรไว้ บ่วงคงไม่เกิด’ #ตอบ : หมายความว่า “ถ้าไม่ทำกรรมอะไรไว้ คงไม่ติดโควิด” ใช่ไหม? คืออย่าคิดว่า การติดโควิด เป็นผลจาก “กรรมอดีต” เฉยๆ นะ จะติดโควิดมันก็เรื่อง “กรรมปัจจุบัน” ด้วย อย่าคิดว่า ‘เอ้อ! เราคงไม่มีกรรมในอดีต’ แล้วเราก็เลยลั้ลลา(ประมาท).. ไม่ได้นะ! “ลั้ลลา”(ประมาท) นั่นคือ “กรรมปัจจุบัน” นึกออกไหม? การระวังอยู่โดยไม่ประมาท เป็นกรรมปัจจุบัน ซึ่งจะพาให้ไม่ติดโควิด แต่ถ้าประมาทในปัจจุบัน ไอ้กรรมปัจจุบัน ที่กำลังประมาทอยู่นี้ จะพาให้ไปติดโควิด เพราะฉะนั้น อย่ามองเพียงแค่ว่า ‘เราคงไม่ติด เพราะเราคงไม่ได้ทำกรรมอันพาให้ติด’ หมายถึงไม่ได้ทำกรรม ตั้งแต่ในอดีต..อดีตชาติ อะไรอย่างนี้ แต่ถ้ากรรมปัจจุบัน “ประมาท” …! ไอ้ประมาทปัจจุบันนี้ล่ะ จะพาให้ติดโควิด อย่าชะล่าใจ! คิดไว้ก่อนว่า ถ้าเป็นเรื่อง “กรรม” แล้ว ต้องลงมาถึง “ปัจจุบัน” ซึ่งเป็นกรรมปัจจุบันด้วยนะ อย่างนี้จึงจะใช้ได้ แต่ถ้าคิดว่าเป็นเรื่อง “กรรม” แล้วมองเพียงแค่ “อดีต” อย่างนี้ใช้ไม่ได้ คือมองว่า ‘เป็นเรื่องกรรม’ อันนี้ยังรับร้อยเปอร์เซนต์ไม่ได้ คือคนไทย บางทีพูดถึงเรื่องกรรมนะ มักจะมองในแง่เดียว คือมองแง่อดีต แต่ถ้ากรรมที่แท้จริง ที่สำคัญมากก็คือ “กรรมปัจจุบัน” กรรมปัจจุบันนั่นล่ะ ที่เราจะทำได้ด้วย กรรมในอดีต แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะ มันทำแล้ว ใช่ไหม? แก้ไขอะไรไม่ได้ คล้ายๆ กับว่า ‘เออ..` ถ้าเราทำกรรมไม่ดีในอดีต เราจะคงต้องรับวิบาก คือคงติดโควิด’ แล้วก็เลยนอนรอรับโควิด อย่างนี้ไม่ได้! อย่างนี้เรียกว่า.. – ทำกรรมอันเป็นความประมาทในปัจจุบัน – ทำความงมงายในมิจฉาทิฏฐิ เชื่อแต่เรื่องของอดีต เชื่อเรื่องของอดีต เป็นมิจฉาทิฏฐินะ ถ้ามันไม่ลงถึงในปัจจุบัน ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ อะไรๆ ก็..อดีต อะไรๆ ก็..กรรมในอดีต อันนี้เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” แล้วนะ ต้องระวังให้ดี! มันมีมิจฉาทิฏฐิ อยู่หัวข้อหนึ่ง เป็นลัทธิที่ผิด ชื่อว่า “ปุพเพกตวาท” ปุพเพกตวาท แปลว่า “ลัทธิกรรมเก่า” คือเชื่อว่าสุขทุกข์ทั้งปวงที่เราประสบอยู่นี้ ในปัจจุบันนี้ เป็นเพราะกรรมที่ทำมาแต่อดีตทั้งนั้น ล้วนมาแต่อดีตกรรม อย่างนี้นะ มันคล้ายกับคำสอนพุทธศาสนามากเลย คือมันเหมือนเป็นเรื่อง “หลักกรรม” ใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้ว มันกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิทันที! ถ้ามันไม่ลงมาสู่การกระทำในปัจจุบัน คือถ้าเชื่อเรื่องลัทธิกรรมเก่า ก็ไม่ต้องทำอะไร คล้ายๆ กับว่า “ยอม” มันจะเป็นอย่างไรก็ยอม แล้วแต่กรรมที่ทำมาตั้งแต่อดีต มันเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ตรงที่ว่า มันไม่ส่งเสริม ให้เกิดการกระทำอย่างไม่ประมาทในปัจจุบัน ..มันกลายเป็น “ยอมแพ้” “แล้วแต่เวรแต่กรรม” นี่คำไทยๆ มันจะเป็นอย่างนี้นะ “แล้วแต่เวรแต่กรรม” มันก็เลย กำลังทำกรรมปัจจุบัน ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือประมาทไปแล้ว มันขัดกันกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องกรรม เพื่อให้คนหวังผลสำเร็จด้วยการลงมือทำด้วยความเพียรอย่างมีสติปัญญา เพราะฉะนั้น ถ้าคำพูดที่โยมพูดมาเมื่อสักครู่นี้ ลองประเมินกันเองนะ ผู้ถามประเมินตัวเองก็แล้วกันว่า “ที่พูดมาในคำถามนั้น มันหมายถึงอดีตอย่างเดียว หรือลงปัจจุบันด้วย?” ถ้าอดีตอย่างเดียว ยังใช้ไม่ได้!! แต่ถ้ามันลงปัจจุบันในแง่ว่า มันแล้วแต่กรรมที่เราจะทำในปัจจุบัน ว่าเราประมาท หรือไม่ประมาท? เราระวังตัวเองอย่างดีแค่ไหน? มีโอกาสฉีดวัคซีน(vaccine) แล้วไม่ฉีดหรือเปล่า? หรือเราเลือกที่จะรออีก ๔ เดือนข้างหน้า ๔ เดือนข้างหน้า คือ ๔ เดือนจากนี้ไป เรารับความเสี่ยงได้ไหม? ก็ดูว่า ที่เราจะตัดสินใจทำในปัจจุบันนี้ มันก็ส่งผลในอนาคตอยู่ด้วย และก็ปัจจุบันนี้ เป็นการกระทำที่เราเลือกได้ ทำได้จริงๆ สิ่งที่ทำมาแล้วในอดีต ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมในอดีต เราไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่กรรมที่เราจะทำอยู่ทุกๆ ขณะในปัจจุบันนี้ เราเลือกได้..ว่าจะทำอะไร? เพราะฉะนั้น ถ้ามันออกแนวประมาท ต้องรู้ทัน! ต้องรู้ทัน! เราจะต้องไม่ประมาท ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ทีมงานที่มาช่วยอาตมานะ เสียสละมากนะ เข้มงวดกับตัวเองมากเลย ไม่ไปไหน ไม่ออกนอกหมู่บ้านเลย ไม่ออกไปรับความเสี่ยงที่ไหนเลย เอาง่ายๆ คือ work from home ร้อยเปอร์เซนต์ เพื่อที่ทำตัวเองให้ปลอดภัย แล้วจะได้มาช่วยงานที่วัดได้ โดยที่ไม่ต้องมาระแวงระวังเรื่องการติดเชื้อ อย่างนี้นะ นี่คือทำด้วยความไม่ประมาท นึกออกไหม? ไม่ใช่ว่า ‘ไม่เป็นไร ฉันฉีดวัคซีนแล้ว ฉันออกไปไหนก็ได้’ อย่างนี้คือประมาท ในกรณีที่สามารถทำตัวเองให้ปลอดภัยได้ ก็ให้ทำ แต่มันไม่ได้หมายความว่า ห้ามทุกคนออกไปข้างนอก.. ไม่ใช่อย่างนั้น ใครจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ก็ออก แต่ออกไปด้วยความระมัดระวัง แล้วกลับมาก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ด้วยการที่ว่าไม่ทำตัวเสี่ยง ก็คือกลับมาบ้าน แล้วก็รีบอาบน้ำ ซักผ้า ก็แยกที่ซัก ประมาณอย่างนี้นะ ..ถ้าอยู่ร่วมกับคนในครอบครัว หรือคนที่บ้าน เรียกว่าระวังซึ่งกันและกัน ระวังแบบให้เกียรติกัน.. ไม่ได้รังเกียจนะ ให้เกียรติกัน อย่างนี้คือการให้เกียรติกัน ก็มีคำแนะนำเท่านี้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=KqHbrOZ4G3Y (นาทีที่ 35.07-41.55)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เหตุให้มีสุขภาพดี 🤔🤔 #ถาม : อยากทราบว่าเหตุที่ทำให้มีสุขภาพดี พระพุทธเจ้าสอนไว้ มีบ้างหรือไม่? #ตอบ : เหตุให้มีสุขภาพดี ส่วนใหญ่แล้วเนี่ย จะทำบุญในแง่ว่า “ถวายยารักษาโรค” ..ที่จะเป็นผลแบบชัดๆ เลยนะ อันนี้อ้างอิงมาจากชีวประวัติของท่านพากุละ “ท่านพากุละ” เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุสาวก”ผู้ไม่มีโรค” ท่านบวชเมื่ออายุ ๘๐ ปี..ตลอดเวลาเป็นฆราวาสนะ ท่านไม่มีโรคเลย บวชอายุ ๘๐..ถ้าเป็นเราในยุคนี้ก็ชรามากแล้วนะ แต่ท่านบวชอายุ ๘๐ พระอุปัชฌาย์ดูแล้ว เห็นว่า ‘ยังแข็งแรง’..ก็อนุญาตให้บวช และท่านก็บวชเป็นพระภิกษุอยู่ถึง ๘๐ พรรษา..หมายความว่าอย่างไร? ท่านมรณภาพในตอนอายุ ๑๖๐ ปี แล้วตอนที่เป็นพระตลอด ๘๐ พรรษา..ไม่ป่วยเลย!! เราอายุประมาณเท่านี้นะ (ตากล้องอายุเท่าไหร่?) อาตมาเองอายุเท่านี้นะ ก็ป่วยไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะ นี่แสดงว่า ไม่ค่อยได้ทำบุญในแง่ของ “ยารักษาโรค” หรือว่าไม่ได้ไป “สงเคราะห์คนป่วย คนเจ็บไข้” แต่ท่านพระพากุละเนี่ยทำบุญ..แล้วในอดีตชาตินะ เมื่ออสงไขยกับอีกแสนกัปที่ผ่านมา ท่านบวชเป็นฤาษี เป็นฤาษีที่ได้อภิญญา ๕ และมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ทีนี้ ชาตินั้นเกิดร่วมยุคกับพระพุทธเจ้าพระนามว่า “อโนมทัสสี” ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประชวรพระนาภี(ปวดท้อง) พอฤาษีนั้นทราบ ท่านก็ไปหาสมุนไพร มาทำยาถวาย อย่างนี้..ได้เนื้อนาบุญที่ดี ด้วยจิตใจที่ทำ ‘ต้องการจะสงเคราะห์พระพุทธเจ้า’ ให้พระองค์หายจากอาพาธ นี่..ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้ชาติเดียวด้วย.. ..อีกชาติหนึ่ง ยุคพระพุทธเจ้าพระนามว่า “วิปัสสี” เมื่อ ๙๑ กัปที่แล้ว ท่านก็ออกบวชเป็นฤาษีอีก อาศัยอยู่เชิงเขา ทราบข่าว.. คราวนี้พระพุทธเจ้าไม่อาพาธ แต่ภิกษุทั้งหลายอาพาธ เป็นไข้ป่า ฤาษีนั้นท่านก็ไปปรุงยา.. แล้วปรุงยาเป็นจำนวนมากเลย เพื่อจะถวายแก่หมู่สงฆ์ หมู่สงฆ์สมัยนั้นก็ไม่ใช่ว่ามีแค่สิบ-ยี่สิบนะ แต่มีเป็นพันเป็นหมื่นนะ จำนวนเยอะมาก ท่านก็อุตส่าห์ไปหาสมุนไพร แต่จะว่าไป ตอนนั้นท่านก็ทำอภิญญาได้แล้วนะ ท่านก็คงเหาะไปหาพวกสมุนไพรต่างๆ จนได้ครบ ครบ..เขาเรียกว่า ครบตำหรับยา แล้วก็ยังมีปริมาณมากพอ ที่จะทำเผื่อแผ่ให้กับหมู่สงฆ์ด้วย ถือว่าเป็นงานใหญ่มากเลย แต่ท่านก็ทำจนสำเร็จ เรียกว่า มีการทำบุญในแง่ของ “การถวายยารักษาโรค” ..อีกชาติหนึ่ง ในกัปนี้ ยุคพระพุทธเจ้าพระนามว่า “กัสสปะ” ชาตินี้ท่านเป็นฆราวาส ได้บูรณะวัดเก่า สร้างเสนาสนะให้เป็นวัดที่เหมาะสมกับการอยู่ภาวนา มีพระภิกษุสงฆ์มาอยู่จำพรรษา ท่านก็ปรุงยาถวายพระสงฆ์ในวัดนั้น สร้างกุศลตลอดชีวิต ยุคนี้เราก็ทำได้!! ยุคนี้เราก็ทำได้ คนกำลังป่วยอยู่เนี่ย กำลังมีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเนี่ยนะ ..เราก็ไปทำบุญ ทำบุญด้วยอะไรบ้าง? ทำบุญด้วยรวบรวมทุนมาซื้อเครื่องมือแพทย์ หรือว่า รวบรวมทุนมาซื้อยารักษาโรค หรือว่า อุปกรณ์ต่างๆ ให้กับแพทย์ในการป้องกันโรค หรือให้กับผู้ป่วย..สามารถทำได้ อันนี้ก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่มีอานิสงส์ “ทำให้เราพ้นจากภัยต่างๆ” เวลามีคนป่วย มีคนบาดเจ็บ คนไข้ อะไรอย่างนี้นะ เราก็เข้าไปดูแล เจอคนได้รับอุบัติเหตุตามท้องถนน ถ้าเราเจอ เราจะทำอย่างไร? เมินหน้าหนี หรือ ‘โอ้..ไม่ใช่ธุระของฉัน’ ‘เดี๋ยวปอเต็กตึ๊งมา หรือว่ามูลนิธิฯก็มาจัดการเองแหละ’ ..อย่างนี้ แสดงว่าให้คนอื่นเขาทำความดี แต่เราไม่สนใจจะทำด้วยเลย เราก็พลาดโอกาส!! ในที่จะสร้างบารมี หรือสร้างบุญกุศล พลาดโอกาสสร้างเหตุในการที่จะให้มีอานิสงส์ให้เราป่วยน้อยลง หรือป่วยแล้วหายง่ายขึ้น หรือไม่ป่วยไปเลย อย่างท่านพระพากุละอย่างนี้ ตลอดชีวิต ๑๖๐ ปี ไม่มีป่วยเลย!! พอถึงเวลา ท่านก็มรณภาพแบบไปง่ายๆ ไม่มีการป่วย ไม่มีวิบากในแง่ของสังขาร ที่จะมาเกิดความเจ็บป่วยเลย ลองดูว่าถ้าเราถือเอาปฏิปทาของท่านผู้เป็น “เอตทัคคะ” คือ “ผู้เป็นเลิศในด้านไม่เจ็บป่วย” เราก็ลองดูว่า ถ้าเรามีโอกาสที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพทย์ หรือจะเป็นฝ่ายผู้ป่วย อย่างนี้นะ เราก็ทำหน้าที่ของเรา ทำตามฐานะ ถ้าเราทำหน้าที่เป็นหมอ เป็นพยาบาล หรือเป็นคนคอยดูแลผู้ป่วย เราก็ดูแลอย่างดี ทำหน้าที่นั้นอย่างดี ปรารถนาให้เขาพ้นจากภาวะแห่งการความเจ็บไข้นี้ ทำด้วยใจกรุณา พอทำอย่างนี้ มันก็มีอานิสงส์เหมือนกัน เรียกว่าอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวเนื่องกับการที่จะทำให้คนที่เจ็บไข้ได้ ป่วยหายจากโรคนั้น หรือมีสุขภาวะ คือสุขภาพดีขึ้น ก็ทำสิ่งนั้นด้วยใจกรุณา แล้วก็ทำด้วยความซื่อตรงซื่อสัตย์ ก็ถือว่า โอกาสที่เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย มีอานิสงค์ในแง่ดีที่ว่า.. ถ้าเราจะป่วย ก็จะหายง่าย หมอหาสาเหตุในการรักษาได้รวดเร็ว หรือบางทีถ้ามากกว่านั้นก็คือ มันก็ทำให้ไม่ป่วยไปเลย มีสุขภาพดี หมดเหตุปัจจัย หรือหมดวิบาก ที่จะทำให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นมา นี่ก็เป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ แล้วก็มีประวัติของ “ท่านพระพากุละ” เป็นเครื่องยืนยันว่า “มีคนที่เกิดมา แล้วไม่เจ็บไข้ได้ป่วยกับเขาเลย” มีอยู่นะ..มีอยู่! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://m.facebook.com/nimmalo/videos/436068614159926/ (นาทีที่ 23.46-30.34)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘-๘ ปีฉลู 🌼🌼🌼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คาถายามมีภัยพิบัติ ก็ขอให้ “คาถา” เอาไปใช้ในยามที่มี “ภัยพิบัติ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรคระบาด หรือเป็นอัคคีภัย หรือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต ถ้าเกิดภัยพิบัติในด้านใดด้านหนึ่งเกิดขึ้นมา ให้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เราเรียกว่า “อภิณหปัจจเวกขณะ” 1. ชะราธัมโมมหิ, ชะรัง อะนะตีโต 2. พะยาธิธัมโมมหิ, พะยาธิง อะนะตีโต 3. มะระณะธัมโมมหิ, มะระณัง อะนะตีโต 4. สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว 5. กัมมัสสะโกมหิ, กัมมะทายาโท, กัมมะโยนิ, กัมมะพันธุ, กัมมะปะฏิสะระโณ, ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ ๑. เราจะต้องพบกับความแก่เป็นธรรมดา ไม่พ้นความแก่ไปได้ ๒. เราจะต้องพบกับความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่พ้นความเจ็บไข้ไปได้ ๓. เราจะต้องพบกับความตายเป็นธรรมดา ไม่พ้นความตายไปได้ ๔. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ๕. เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ทำกรรมอะไรไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ให้ระลึกถึง ๕ ข้อนี้ ให้เป็นประจำ เวลาเราเผชิญกับสภาวะวิกฤติ หรือปัญหาชีวิต เราจะได้ไม่ตีโพยตีพาย เรารู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราจะต้องประสบกับสิ่งนี้ รู้อยู่แล้วว่าต้องมีอย่างนี้ ..แล้วเราก็ “ทำเหตุ” ด้วย ใช้ข้อสุดท้าย คือ “ทำกรรมอะไรไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” เพราะฉะนั้น เมื่อปรารถนาจะได้รับผลกรรมที่ดีๆ ก็ “ทำกรรมที่ดี” ตั้งแต่ให้ทาน รักษาศีล จนถึง..ทำกรรมฐาน ทำกรรมฐานให้ครบ ทั้ง – สมถกรรมฐาน – วิปัสสนากรรมฐาน ทำเหตุดี คือ ทำกรรมดี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา “ทำกรรมที่ดี แล้วเราจะได้รับผลที่ดี” ขออนุโมทนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการธรรมะสว่างใจ เมื่อ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=nIg3MOOxsl0 (นาทีที่ 2.05.50-2.07.37 )

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ราคะ 🤔🤔 #ถาม : ถ้าเห็นตัวเองสวย เป็นราคะไหมคะ? #ตอบ : ถ้าเห็นสวยเนี่ยนะ “เห็นตัวเองสวย” มันพอใจ! ผู้ชายก็ตามนะ “เห็นตัวเองหล่อ” มันก็คือมี “ราคะ” นะ มันพอใจ! มัน “พอใจ” ในรูปของตัวเอง ก็เป็น “ราคะ” เห็นรูปของตัวเอง.. แล้วมีราคะ มีความพอใจ ส่องกระจกนะ.. ส่องกระจก เห็นรูปของตัวเอง แล้ว ‘พอใจ’ นี่ก็มี ‘ราคะ’ เกิดขึ้น ราคะเนี่ย ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นเรื่องของเพศตรงข้ามอย่างเดียว มองเห็นเงาตัวเองในกระจก.. แล้ว ‘พอใจ’ ก็เป็น ‘ราคะ’ ได้ อย่าว่าแต่เห็นรูปตัวเองเลยนะ เห็นอาหาร ..แล้วอยากกิน นี่ก็ราคะนะ เห็นอาหาร.. ได้ยินเสียง ..แล้วอยากฟังอีก ดมกลิ่นหอมๆ ..แล้วอยากดมอีก นี่ก็เป็นราคะ ..พอใจ! มันพอใจ! ความพอใจนี้ก็จะ.. พอใจในสิ่งไหน ก็อยากให้สิ่งนั้น เป็นอย่างนั้นนานๆ หรือว่าอยู่กับเรานานๆ ..อะไรอย่างนี้ มันก็คือเป็น “ราคะ” แต่ชัดๆ เลย คือว่าเห็นเพศตรงข้ามเนี่ยมันชัดเจน ราคะ แปลว่า ความติดใคร่ในอารมณ์ ลักษณะของราคะ คือ มีการยึดมั่นซึ่งอารมณ์�ราคะมีหน้าที่ คือ ทำให้มีการติดในอารมณ์ เห็นตัวเอง มีความ “พอใจ” เป็น “ราคะ” เพราะฉะนั้น คนที่ชอบแต่งหน้า ชอบแต่งตัว เราจึงเรียกคนพวกนี้ว่า เป็นพวก “ราคะจริต” เวลาจะมาทำกรรมฐาน ที่จะให้เห็นโทษของราคะ หรือให้มันเหมาะกับจริตนั้น ถ้าทำ “สมถะ” ก็จะให้ทำ.. – อสุภกรรมฐาน – เจริญกายคตาสติ อะไรอย่างนี้เป็นต้น คือ เห็นกายนี้ไม่สวยไม่งาม เพื่อจะได้ ระงับยับยั้ง ไม่ให้ราคะนี้มันเจริญ เมื่อราคะสงบเพราะสมถะ..เวลาจะเจริญ “วิปัสสนากรรมฐาน” ก็จะทำได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่ว่า เมื่อราคะมันสงบระงับไปแล้ว ..พอเห็นอีก ..เกิดราคะอีก มันจะเห็นเลยว่า ‘เมื่อกี้ไม่มี ตอนนี้มี’ หรือว่า เห็นราคะ – แล้วรู้ทันราคะ – แล้วราคะดับไป ก็กลายเป็นว่า ‘เมื่อกี้มี แล้วตอนนี้ไม่มี’ เหมือนกัน ก็คือเห็นมันเกิด-ดับ ก็อาศัยว่า มันเคยไม่มี แล้วพอ มันมีขึ้นมา ก็จะเห็นว่า มันเกิดราคะขึ้นมา เห็นราคะแสดงความไม่เที่ยง ก็ขึ้นวิปัสสนา เรียกว่า ทั้งสมถะและวิปัสสนา จะเอื้อกัน หนุนกัน ไม่ใช่ว่าเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งนะ ทำสมถะอย่างเดียว ก็ไม่ถึงมรรคผล ทำวิปัสสนาอย่างเดียว ก็เหนื่อย ก็ต้องมีทั้งสมถะ และวิปัสสนาควบคู่กับไป เห็นตัวเองสวย เป็นราคะไหม? ก็เป็นนะ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุให้เกิดการผิดศีลอะไร มันก็มี “ความพอใจเกิดขึ้นในใจ” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=NRoUyw0xYZY (นาทีที่ 1.42.24-1.45.33)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีฉลู 🍂🍂🍂 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ บวชให้ได้แก่น เป้าหมายใหญ่สุดของการบวช คือ การพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง พระพุทธองค์ทรงออกผนวช เพื่อมาหาคำตอบว่า.. “อะไร คือ กุศล” สั้นๆ แค่นี้นะ! อะไรคือ “กุศล” ? แสดงว่า.. คำว่า “กุศล” มันลุ่มลึกมาก มันไม่หยุดเพียงแค่ว่า.. ไปทำบุญ ให้ทาน หรือไม่หยุดเพียงแค่ว่า.. ไปรักษาศีล ทำสมาธิให้เกิด แต่มันหมายความรวมถึงว่า.. จะทำอย่างไรให้กุศลนั้นเจริญ จนกระทั่งไม่มีอกุศล ถ้ายังมีอกุศลอยู่ แสดงว่า.. ยังไม่ถึงที่หมาย ฉะนั้น การบวชของพระองค์ ถ้าจะพูดว่า.. “พัฒนาความสุขไปเรื่อยๆ” นะ มันไม่พอ! เพราะสุขนั้นมันยังแฝงทุกข์อยู่ ฉะนั้นคำของพระองค์ จึงบอกว่า.. “บวชเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์” จะเป็นคำที่รัดกุมที่สุด ตราบใดที่มีสุข แต่มีทุกข์แอบแซมอยู่เนี่ย..ยังใช้ไม่ได้ แต่ถ้าแสวงหาทางเพื่อพ้นทุกข์ แล้วหมดทุกข์สิ้นเชิง.. อย่างนี้ใช้ได้ ..ถึงจุดหมาย! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “บวชให้ได้แก่น” ลิงค์คลิป https://youtu.be/3G3iCpyR8kw

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เคยทำแท้ง 🤔🤔 #ถาม : เคยทำแท้ง ขณะตั้งครรภ์ได้ ๒ เดือน รู้สึกบาป แต่จำเป็นต้องทำ เพราะว่าสามีไม่เคยเอาใจใส่ต่อครอบครัวเลย อยากทราบว่า บาปที่ทำนี้ มีวิธีทางใดที่จะชดใช้ได้บ้าง? #ตอบ : ก็คือ ทำบุญอุทิศให้ “ลูกของเรา” มีคนเคยแนะนำว่า “ถ้าจะให้ดี..ตั้งชื่อลูกด้วย” เวลาเราทำบุญเนี่ยนะ เรารู้ของเราเอง ‘ลูกชื่ออะไร?’ การตั้งชื่อให้ลูก ก็คล้ายๆ กับว่า ยอมรับว่าเขาเป็นลูก ยอมรับด้วยว่า ‘เขาเป็นลูก’ ไม่ใช่ว่า ‘ใครก็ไม่รู้?’ เมื่อตั้งชื่อไปแล้ว ก็เริ่มมีความคุ้นเคย มีความสนิทสนมกันง่ายขึ้น ยิ่งเมื่อทำบุญไปให้บ่อยๆ ความผูกพันนั้น เป็นการผูกพันในแง่ดี เป็นลูกเป็นแม่ที่ห่วงใยกัน แล้วก็ขออภัยเขา ยอมรับว่าเราผิด แต่อย่าไปหาเหตุผลอ้างว่า “เพราะพ่ออย่างนั้น เพราะอย่างนี้” ไม่ต้องไปให้เหตุผล ยอมรับซื่อๆว่า ‘เราผิด’ ในกรณีนี้นะ ไม่ต้องไปอ้างว่า.. “คนโน้นก็ผิด คนนี้ก็ผิด” ไม่ต้องไปอ้าง! การยิ่งอ้างเนี่ยนะ มันคล้ายๆ กับว่า..เหมือนเถียง เวลาใครทำอะไรไม่ดี ทำให้เราโกรธเนี่ยนะ ถ้าเขามาขอโทษ..แบบมีข้อแม้ ขอโทษไป ขอโทษมา ฟังไป..ดูเหมือนกับว่าเขาไม่ผิด อย่างนี้นะ เราก็รู้สึกว่าคล้ายๆ ‘มึงไม่ยอมรับ!!’ เคยเป็นไหม? เคยเจอคนแบบนี้ไหม? เหมือนจะขอโทษนะ แต่คำพูดที่ออกมาเนี่ย เหมือนไม่รับรู้ว่าตัวเองผิด คล้ายๆ ว่า มาตะแบงไปเรื่อยๆ ..การให้อภัยก็ยาก เวลาเราจะขอโทษนะ ให้ขอโทษว่า ‘เราผิดจริงๆ’ “ขอโทษจากใจ” ว่าเราพลาดไปแล้วในเรื่องนี้ แล้วก็ “ทำบุญ” อุทิศให้ลูก ทำบุญให้ครบนะ – ให้ทาน – รักษาศีล – เจริญภาวนา” ..ทำให้ครบ มีความรู้สึกว่ามีบุญขึ้นมาทีไร ก็เรียกเขามารับรู้ แล้วก็อุทิศให้เขา ตอนที่เรียกเขาให้มารับรู้เนี่ยนะ การตั้งชื่อให้ลูกมันจะมีประโยชน์ตรงนี้ล่ะ สมมติว่า ตั้งชื่อให้ลูกว่า “เอ” (สมมตินะ) แล้วเราจะทำบุญด้วยการภาวนา .. “เอ มา! มานี่! มาอยู่กับแม่นี่ เดี๋ยวแม่จะนั่งสมาธินะ มานั่งด้วยกันนะ” นั่งสมาธิเสร็จ… “โอ้! วันนี้ปลื้มใจมากเลย ขออุทิศบุญทั้งหมดนี้ให้เอนะ” (สมมติว่าลูกชื่อ เอ) เมื่อจะทำบุญด้วยการให้ทาน.. วันนี้จะตักบาตร..“เอ มา! ลูกมา!” เรียกด้วย..เรียก.. “มา มาใส่บาตรด้วยกัน” ใส่บาตรด้วยกัน ใส่บาตรเสร็จแล้ว มีบุญ ปลื้มใจ “บุญที่แม่ได้ทำครั้งนี้ ยกให้ลูก” ..นึกออกไหม? คล้ายๆ กับว่าทำความสนิมสนมคุ้นเคย เราทำด้วยใจที่แบบว่า ‘เหมือนอย่างเป็นแม่เป็นลูกกัน’ อย่างนี้นะ ความหงุดหงิด ขุ่นเคือง โกรธแค้น ที่เขาเคยคิดว่า ‘ทำกับเขาเหมือนกับไม่ใช่แม่ ไม่ใช่ลูกกัน’ ‘ทำไมทำกับเขาอย่างนี้?’ ทำไมไม่ยอมให้เขาเกิด? เหมือน..ไม่ยอมรับว่าเขาเป็นลูกเลยหรือ? ความรู้สึกอย่างนี้ก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงไป ก็ลองไปทำดูนะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=S27fJ-VajXQ (นาทีที่ 1.59 – 2.02.40 )

อ่านต่อ

#ปฏิทินธรรม #เดือนกรกฏาคม ๒๕๖๔ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) 🍃รายการ ธรรมะสว่างใจ LIVE สดจากสวนธรรมประสานสุข 😇ศุกร์ที่ ๒ กรกฏาคม ๒๕๖๔ 😇พุธที่ ๗ กรกฏาคม ๒๕๖๔ 😇พุธที่ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๖๔ 😇ศุกร์ที่ ๑๖ กรกฏาคม ๒๕๖๔ 😇พุธที่ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๖๔ 😇พุธที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๖๔ 😇ศุกร์ที่ ๓๐ กรกฏาคม ๒๕๖๔ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร. 02-496-1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร. 02-496-1164 หรือที่ YouTube : Nimmalo channel Facebook : Nimmalo.com Facebook : วัดสังฆทาน หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ปีฉลู 🌼🌼🌼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คนสร้างบารมี ในสถานการณ์ตอนนี้ เราก็มีโรคระบาด มีคนติดเชื้อ ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ก็ขอใช้โอกาสนี้ ตักเตือนพวกเราว่า “อย่าประมาท!” เพราะว่าดูตัวเลขผู้ติดเชื้อ ดูตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้วเนี่ย ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่!! อีกประการหนึ่ง ที่อยากจะบอกก็คือ .. “อยากจะให้กำลังใจ ผู้ที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ตามโรงพยาบาลต่างๆ หรือในสถานพยาบาลต่างๆ” ช่วงนี้ก็งานคงจะหนัก ก็ถือเสียว่า ‘เรามาทำงาน ในลักษณะของพระโพธิสัตว์’ โอกาสอย่างนี้.. ดูเหมือนจะเป็นโอกาส.. ที่เหมือนกับว่า เป็นเวลาที่ไม่สบายเอาซะเลย ภาระหนักมาก แต่ถ้าเรามีเป้าหมายในการทำ คือ ต้องการที่จะ “พาคนให้พ้นทุกข์” เราก็ทำหน้าที่ และปฏิบัติภารกิจ ด้วยใจเอื้อเฟื้อ ด้วยใจคิดว่า ‘ให้มันเป็นบารมี’ โอกาสอย่างนี้ จะไม่มีมาบ่อย! ถ้าเราตั้งใจไว้ว่า.. เราทำการกระทำครั้งนี้ เพื่อจุดมุ่งหมาย “เพื่อให้เขาพ้นทุกข์” สละเวลา สละแรงกาย แรงใจ แรงงาน “เพื่อให้เขาพ้นทุกข์” อันนี้เป็นแนวคิดของ “คนสร้างบารมี” ถ้าเราตั้งใจที่จะมีเป้าหมายสูงๆ ก็จะสำเร็จได้ แล้วเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อช่วงเวลาที่มันมีปัญหาวิกฤตอย่างนี้ ผ่านไป เวลาผ่านไป.. เรามองย้อนหลัง… เราจะไม่เสียใจ กับโอกาสที่เราได้บำเพ็ญบารมีในครั้งนี้ อาจจะไปคุยกันหลังจากนี้ ตอนอายุมากๆ แล้ว เกษียณแล้ว มาคุยกันว่า “วันนั้น จำได้ไหม? ฉันเข้าเวรโรงพยาบาลนั้น เธออยู่โรงพยาบาลไหน?” ประมาณอย่างนี้นะ ก็เรียกว่า มองความหลัง แล้ว..ปลื้มใจ ปีติใจ เป็นบุญติดตัว แล้วบุญอย่างนี้ ข้ามภพข้ามชาตินะ!! ก็สามารถที่จะทำให้ ปรารถนาในเรื่องของบุญกุศลอะไร..สำเร็จได้โดยง่าย เวลาจะมาทำกรรมฐาน หรือจะมาพัฒนาจิตใจ ก็สามารถทำได้โดยง่าย โดยมีพระพุทธเจ้า เป็นมหาบุรุษที่เป็นตัวอย่าง ทำให้เรามีกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่อันนี้ต่อไป ในโอกาสนี้ อาตมาภาพก็ขอเป็นกำลังใจ ให้กับทุกๆ ท่านในที่นี้ด้วย ขออนุโมทนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการธรรมะสว่างใจ เมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=S27fJ-VajXQ (นาทีที่ 2.03.12-2.06.00)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #มิจฉาวณิชชา #อาชีพที่ไม่ควรประกอบ 🤔🤔 #ถาม : กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ผมทำอาชีพเกี่ยวกับการฆ่าชีวิตสัตว์ ทุกทีที่ผมทำงานเสร็จ จะเข้าวัดไปทำบุญ อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล ให้กับชีวิตที่ผมฆ่าไป แบบนี้พอจะ “แบ่งเบาบาป” ของผมได้ไหมครับ? #ตอบ : ก็ยังดีกว่าไม่ทำ แต่ถามว่ามันสมน้ำสมเนื้อกันไหม? ถ้าว่ากันซื่อๆ เลยนะ “มันไม่สมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่หรอก” เราฆ่าเขา แล้วเราไปทำบุญอุทิศให้เขาเนี่ยนะ ลองนึกถึงตัวเอง.. ‘ถ้าเราถูกฆ่า แล้วคนฆ่าเรา ไปถวายสังฆทานอุทิศให้เรา..เรายอมไหม?’ ถ้าคำตอบว่า ‘ยอม’ ก็แสดงทำได้ ทำต่อไป เพราะฉะนั้น ไอ้อาชีพที่ทำอยู่เนี่ย มันเป็นอาชีพที่ว่า “เสี่ยง” เสี่ยง..นี่พูดแบบ’เบา’ที่สุดนะ จริงๆ มันคืออาชีพที่เรียกว่า “มิจฉาวณิชชา” เป็นการเลี้ยงชีพ เป็นการค้าขาย หรือการทำอาชีพที่ “อุบาสกในพุทธศาสนา ควรเลี่ยง” เป็นอาชีพที่ไม่ควรประกอบ มีอะไรบ้าง? คือ ๑. ค้าอาวุธ ๒. ค้ามนุษย์ ๓. ค้าสัตว์..อย่างที่โยมทำมานี้ ๔. ค้าน้ำเมาหรือสิ่งมึนเมา สิ่งเสพติดต่างๆ ๕. ค้ายาพิษ การค้าขายอย่างนี้นะ ถ้าทำ มันจะมีรายได้เยอะ เพราะเป็นอาชีพที่มีรายได้เข้าง่าย แต่จริงๆ มันเป็นอาชีพที่มันไปสร้างเวร ไปสร้างอกุศล ลูกค้าของเราก็จะเป็นลูกค้าที่เสี่ยงด้วย เมื่อเขาใช้บริการแล้ว เขาจะเกิดอกุศล หรือว่าสัตว์ที่เราค้าเนี่ย เขาถูกทำร้าย เขาจะไม่ชอบใจ เพราะฉะนั้นตอนนี้ ถ้ายังเลิกไม่ได้ ยังหาอาชีพอื่นไม่ได้ ทำไปแล้วก็ทำบุญอุทิศให้เขา อย่างนี้ยังดีกว่าไม่ทำ!! แต่ถามว่ามันสมน้ำสมเนื้อกันไหม? กับการที่เราฆ่าสัตว์ แล้วเราไปทำบุญอุทิศให้ ..มันสมน้ำสมเนื้อกันไหม? คำตอบมันจะออกมาว่า “ไม่สมน้ำสมเนื้อ” เพราะฉะนั้นถ้าเลี่ยงได้ ให้ไปลองหาลู่ทางในการทำอาชีพอื่น แต่ยอมรับว่ามันไม่ใช่หาง่ายนะ เพราะฉะนั้นในระหว่างนี้ ยังเลิกไม่ได้กับอาชีพนี้ ทำบุญอุทิศไปก่อน ก็ยังดี ยังดีกว่าไม่ทำ แต่ถ้าจะให้แนะนำจริงๆ ก็คือว่า “ลองหาลู่ทางในการเปลี่ยนอาชีพ” เปลี่ยนอาชีพ ให้เป็นอาชีพที่.. – ไม่ไปเบียดเบียนชีวิตใคร – ไม่ไปทำให้ใครเขาเดือดร้อน ในแง่ของไปค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าน้ำเมา ค้ายาพิษอะไรเนี่ย คือเลี่ยงมิจฉาวณิชชา ..ลองไปหาอาชีพอื่น มีโยมที่รู้จักกัน มีอยู่คนหนึ่งเขาทำอาชีพเลี้ยงกุ้ง ทำนากุ้ง เป็นบ่อกุ้ง – เลี้ยงกุ้ง เอากุ้งไปขาย พอมาสนใจธรรมะ มาฟังธรรม รู้ว่าอาชีพนี้ไม่ดี มันเป็นการก่อเวร แล้วก็เป็นมิจฉาวณิชชา ตามที่พระพุทธเจ้าแสดงเอาไว้ แต่ยังเลิกไม่ได้ คล้ายๆ ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ทำต่อไปก่อน แต่ก็ทำอย่างที่โยมว่าเนี่ย..ทำบุญไปด้วย ค้าขายชีวิตสัตว์ ด้วยใจที่รู้ว่า ‘มันมีโทษ’ มันก็จะ ‘คอยหาลู่ทางที่จะทำอย่างไร ที่จะเปลี่ยนอาชีพ?’ มันไม่ได้ทำด้วยใจที่เหลิงกับรายได้ที่เข้ามา แต่จะทำ “อย่างระมัดระวัง” แล้วถ้ามีโอกาสก็จะเปลี่ยน และในที่สุดก็เปลี่ยนได้ ก็เปลี่ยนอาชีพได้ มันเหมือนกับว่า รู้อยู่ว่าถ่าน (ถ่านหุงข้าว) ตอนจุดไฟนะ เวลาถ่านมันแดงเนี่ย ไม่มีควันนะ คนไม่รู้ก็จะจับถ่านอย่างเต็มมือ มันก็จะลวกมือพอง ไหม้เต็มที่ แต่ถ้ารู้อยู่ว่า ‘ถ่านนี้จะต้องร้อนแน่ๆ เลย’ รู้อยู่ว่า ‘ร้อน’ มันจะจับด้วยความระมัดระวัง และใช้เวลากับถ่านนี้ไม่นาน เช่นเดียวกัน ถ้าโยมรู้อยู่ว่า ‘อาชีพนี้ มันเป็นอาชีพที่ไม่ควรทำ’ ‘มันเป็นอาชีพที่ไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์..มีโทษ’ แต่ตอนนี้มันยังเลิกไม่ได้ ด้วยสถานการณ์อะไรต่างๆ นาๆ แต่ตั้งใจจะเลิก ตั้งใจจะเปลี่ยนอาชีพ อย่างน้อยๆ บอกกับคนในครอบครัวว่า “ช่วยกันหาลู่ทาง” อาจจะเปลี่ยนในรุ่นเราไม่ได้ รุ่นลูกเปลี่ยนได้..ก็โอเค (ok) ถ้าเปลี่ยนในรุ่นเราได้..ดีมาก ก็คล้ายๆ กับว่า เหมือนกับเรามีถ่านเพลิงอยู่ จำเป็นต้องจับมัน จะจับใช้เวลากับมันไม่นาน แล้วจะหาวิธีที่จะจับแล้วมือพองน้อยที่สุด ไม่ได้จับทั้งมือ “มันจะจับอย่างไรดีนะ?” “จะหาอะไรจับ?” แต่มันแน่นอนมีโทษ! มันมีโทษอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเลี่ยงได้..ให้เลี่ยง ถ้าทำอาชีพอื่นได้..ให้ทำ แต่ตอนนี้ถ้ายังเลี่ยงไม่ได้ ยังทำอาชีพนี้อยู่ ก็ทำอาชีพนี้ไป ..แล้วหาโอกาสทำบุญ ก็ยังดีกว่าไม่ทำ แต่ถามว่า “มันสมน้ำสมเนื้อกันไหม?” .. ไม่พอนะ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=Ct5Sn_isBNI (นาทีที่ 1.37.10-1.43.40

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ใครยอมก่อนคนนั้นชนะ 🤔🤔 #ถาม : ถ้าเรามีปัญหาทะเลาะกับคนในครอบครัว และเรายอมที่จะพูดว่า “ขอโทษ” ก่อน เพื่อหยุดปัญหา เราทำถูกไหมคะ? #ตอบ : ถ้าทะเลาะกัน.. ถ้าลงทะเลาะกันแล้วนะ ถ้าเรายอมที่จะพูด “ขอโทษ” ก่อนเนี่ยนะ ..ดีมากเลย! ขออนุโมทนาเลย!! ส่วนเราจะเลวอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า? ..ยกเอาไว้ก่อน แต่ที่พูดขอโทษเอาไว้..ใช้ได้!! เราอาจจะไม่เห็นโทษอันนั้น แต่ยอมขอโทษ ถือว่าดีมาก เหมือนได้ทำตามพระอานนท์ .. พระอานนท์ ตอนสังคายนาครั้งที่ ๑ ตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลายให้เวลาพระอานนท์ ๓ เดือน ว่า “๓ เดือน จะมาทำสังคายนา” ตอนนั้นพระอานนท์ยังเป็นแค่โสดาบัน ประมาณว่าให้เวลา ๓ เดือน ไปทำอรหัตตผลให้ได้..เพื่อที่จะเข้าประชุม เพราะว่าที่ประชุมนี้ ผู้มีคุณสมบัติที่จะเข้าประชุมได้ ต้องเป็นพระอรหันต์ แต่พระอานนท์ก็เป็นพระผู้ทรงจำพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ไว้อย่างมากที่สุด การทำสังคายนาจะขาดพระอานนท์ก็ไม่ได้ ประมาณอย่างนี้ เป็นภาระของพระอานนท์ที่จะต้องทำ สรุปแล้วในที่สุดพระอานนท์ก็เป็นพระอรหันต์จนได้ นี่เล่าสั้นๆ ย่อๆ นะ ทีนี้พอไปเข้าที่ประชุม พอพระอานนท์เล่าถึงตอนที่มารมาแกล้ง ทำให้พระอานนท์ลืมที่จะขออาราธนาให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ พระพุทธเจ้าเปิดโอกาสให้พระอานนท์อาราธนา แต่พระอานนท์ไม่ทันได้อาราธนา สงฆ์ทั้งหลายในที่นั้นก็ปรับอาบัติ เป็นอาบัติทุกกฏ ปรับเป็นอาบัติที่ไม่ยอมอาราธนาให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ต่อ ทั้งที่พระพุทธเจ้าเปิดโอกาสให้ตั้ง ๑๐ กว่าครั้ง พระอานนท์จริงๆ แล้วมองไม่เห็นอาบัติของตัวเองนะ แต่ก็ยอมแสดงอาบัติ พระอานนท์เนี่ย เหมือนกับบอกว่าท่านไม่ผิด ประมาณว่า ที่ไม่อาราธนาเนี่ย ไม่ใช่ว่าสะเพร่า หรือละเลยอะไร แต่เพราะมารมันมาดลใจ ให้หลงลืมไป มันไม่ใช่เป็นความผิดของท่าน ประมาณนี้ แต่ถ้าสงฆ์ลงความเห็นว่า ‘ท่านผิด’ .. ท่านก็จะยอมแสดงอาบัติ ..เหมือนกัน ..เราทะเลาะกันในบ้านเนี่ยนะ ถ้าเราต่างฝ่ายต่างไม่ยอมนะ ..ไม่จบ เรายอมเขาซะก่อนนะ เขาเห็นว่าเรายอมแล้ว..เขาก็จะอ่อนลง จริงๆ คนเวลาเอาชนะกัน คนมันทะเลาะกัน มันก็จะเอาชนะกันนะ ถ้าอีกคนหนึ่งยอมแล้วเนี่ย.. ภาระที่จะเอาชนะ(ของอีกฝ่าย)มันหมดไป นึกออกไหม? ก็เรายอมซะแล้ว เหมือนยอมแพ้นะ “ยอมแพ้ ..อ่ะๆๆ.. ฉันยอมแพ้ๆ ยอมๆๆ” พอยอมแล้วเนี่ย ไอ้เรื่องราวอะไรต่างๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องการเอาชนะ..มันก็จบแล้ว เพราะว่าชนะแล้ว ก็เหลือแต่ว่า จะมาปรับความเข้าใจกัน ปรับทัศนคติกัน “อ้าว..เธอผิดแล้ว ! โอเค(ok) งั้นฉันก็ขออภัยด้วยนะ ที่ฉัน ..อย่างนั้น ..อย่างนี้..” มันต่างฝ่ายต่างขออภัยซึ่งกันและกัน มันก็จบได้นะ เพราะฉะนั้น “คนขอโทษก่อน คือคนชนะ” ก็ขออนุโมทนาด้วย ถ้าเรามีการทะเลาะกัน .. “ใครยอมก่อน คนนั้นชนะ” ก็แล้วกัน! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=D8kDeGhAg4k (นาทีที่ 1.42.35 -1.46.39)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีฉลู 🍀🍀🍀 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เคลียร์ความเพ่งด้วยยิ้มหวานๆ ตอนเคลียร์ (clear) ความเพ่งนั้น วิธีเคลียร์ง่ายๆ ก็คือ “ยิ้มหวานๆ” ยิ้มหวานๆ นี้ ไม่ใช่ยิ้มมั่วๆ นะ มีพุทธพจน์รองรับนะ พระพุทธเจ้าสอนวิธีทำสมาธิเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าเพ่ง เครียด ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนวิธีทำสมาธิเนี่ย เริ่มด้วยปราโมทย์ ปราโมทย์ แปลว่า เบิกบาน “ปราโมทย์” เมื่อปราโมทย์แล้ว..ก็จะมี “ปีติ” เมื่อมีปีติแล้ว..ก็จะมี “ปัสสัทธิ” ปัสสัทธิ(ความสงบเย็น) คือ ความสงบระงับจาก..ไอ้ปีติเมื่อกี้นี้ พอจากมีปัสสัทธิ มีความสงบระงับแล้ว..จะเกิด “สุข” พอได้สุขแล้ว..ก็จะเกิด “สมาธิ” กระบวนธรรม ที่จะทำให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เริ่มจาก “ปราโมทย์-เบิกบาน” ไม่ใช่เริ่มจะทำสมาธิก็..เพ่ง! เครียด! อย่างนี้!! ปราโมทย์ไม่มา “ปราโมทย์ไม่มา” สมาธิที่ได้.. – ไม่ใช่สมาธิที่ถูกต้อง – ไม่ใช่สมาธิที่จะพาไปสู่มรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้าสมาธิที่เราทำ เริ่มรู้สึกว่าเคร่งเครียด ปวดหัวนะ ..เลิก …เลิกก่อน หันมาเริ่มใหม่ด้วยการ “ยิ้มหวานๆ” ยิ้มหวานๆ เพื่อให้เบิกบาน เบิกบานออกมา บานจากใจเลยนะ “บานจากใจ” ไม่ใช่ยิ้มแบบเล่นละคร ไม่ใช่ยิ้มแบบ..เขาเรียกอะไรนะ? ..ยิ้มลวงๆ ยิ้มให้มันเบิกบานมาจากใจ แล้วก็เริ่มภาวนาด้วยการ “เห็นกายหายใจ” – ไม่เพ่งลม – ไม่เพ่งจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกัน! ไม่ให้ไปเพ่งอีก! ก็คือ “เห็นกายหายใจ” “เห็นกายหายใจ” สักประเดี๋ยว..ด้วยความคุ้นเคย..พอมันคิดจะไปรู้ ณ จุดๆ หนึ่งนะ ..เดี๋ยวมันจะ “รวบเข้ามา” เมื่อเห็นอาการตรงนี้..จะรู้เลยว่า ‘ไอ้ที่รู้จุดเดียวนี้ คือเพ่งแล้ว!!’ – ไม่ว่าจะรู้ที่จมูก – ไม่ว่าจะรู้ที่ท้องนะ มันก็คือ จิตมันจะเปลี่ยน..จากอยู่กว้างๆ สบายๆนะ มันจะ..ฟุ้ป! เข้ามา มันจะ..รวบ! เข้ามา ..ก็ให้รู้ทัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการธรรมะสว่างใจ เมื่อ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=KmtSmTm_DkQ (นาทีที่ 57.20-59.27)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เจ้ากรรมนายเวร 🤔🤔 #ถาม : “เจ้ากรรมนายเวร” หมายถึงอะไร? #ตอบ : “เจ้ากรรมนายเวร” เอาเฉพาะคำนี้เลยนะ.. ไม่มีในพระไตรปิฎก เป็นคำที่คนไทยใช้กันเอง แต่ถ้าว่าโดยความหมาย มันก็คือ “ผู้ที่จองเวร” เมื่อเราทำกรรมต่างๆ ไว้ในอดีต เราทำกรรมอะไร เคยล่วงเกินใครไว้ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นอดีต..ในชาตินี้ อดีต..ในชาติก่อนๆ ล่วงเกินใครไว้ ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือแม้ด้วยใจ แล้วคนที่ถูกล่วงเกินนั้น “ผูกโกรธและจองเวร” คนไทยก็จะเรียกคนผูกโกรธและจองเวรนั้นว่า.. “เจ้ากรรมนายเวร” อันนี้เป็นคำที่คนไทยเรียกกันเองนะ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า เจ้ากรรมนายเวร คือ ผู้เคยมีเวรมีกรรมต่อกันมาแต่ชาติก่อน คำจึงนี้หมายถึง ผู้ที่ยังจองเวรกันอยู่ ลองคิดง่ายๆ เอาเราเองก็แล้วกัน เราเองมีคนที่เราไม่ชอบหน้าบ้างไหม? คนที่เหม็นขี้หน้า มีไหม? เจอแล้ว อยากจะขัดขวาง เวลาเขาได้ดี ไม่ดีใจด้วย เวลาเขาจะเจริญ ถ้าขัดขวางได้ เราจะขัดขวาง ถ้ามีคนแบบนี้อยู่กับชีวิตของเราเนี่ยนะ เรากำลังเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ของเขา นึกออกไหม? เรา ‘จองเวร’ เขา ไม่ยินดีในความเจริญของเขา ไม่ยินดีที่จะเห็นเขามีความสุข พยามยามทำเท่าที่จะทำได้ ที่จะขัดขวางเขา หรือทำให้เขามีทุกข์ ยิ่งเห็นเขาทุกข์ เรายิ่งสะใจ ถ้ามีคนอย่างนั้นอยู่ในชีวิตของเรา ที่เราคิดอย่างนี้อยู่นะ เรานี้ล่ะ เป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ของเขา เราเป็นผู้จองเวร เป็นผู้ผูกโกรธ เป็นผู้หาช่องทางที่จะทำให้เขาพินาศฉิบหาย ประมาณนี้ คล้ายๆ กับว่า โกรธแค้นที่เขาทำเราเจ็บแสบ เพราะฉะนั้น ‘มันจะต้องถูกล่า และถูกทำลาย อย่างสาสมที่มันได้ทำกับเราไว้!!’ คิดอย่างนี้นะ..เป็นเจ้ากรรมนายเวรแล้ว นึกออกไหม? เพราะฉะนั้นถ้าเราไปทำใคร จนเขาโกรธแค้น แล้วเขาไม่ละความพยายามที่จะทำร้ายเรา คนไทยเราก็จะเรียกคนประเภทนั้นว่า “เจ้ากรรมนายเวร” แล้วทีนี้จะทำอย่างไรล่ะ? ประการที่ ๑ ถ้าเราระลึกได้ว่า.. ‘เราเคยล่วงเกินใคร ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือแม้ด้วยใจ’ ถ้าระลึกได้นะ ควรจะไปขอขมา ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ไปขอโทษ ขอขมากับบุคคลเหล่านั้น ให้เห็นว่า เราพลาดพลั้งไป เผลอไป ต้องไปแสดงให้เขาเห็นว่า เราสำนึกผิดจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ขอโทษเป็นพิธี.. เดี๋ยวนี้มันจะมีประเภทว่า ไป bully (ระราน, หาเรื่อง) หรือไป comment (แสดงความคิดเห็น) แบบด่า ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเลย เพียงแค่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน หรือว่าความเห็นในเรื่องต่างๆ ไม่ตรงกัน มีคนชงเรื่อง ยกประเด็นอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ไปด่า ด่าแล้วด่าอีก ด่าซ้ำด่าซาก จนเขาทนไม่ได้ ไปฟ้องศาล อย่างนี้นะ ‘โอ้ ตายละหว่า! การด่ามีค่าขึ้นมาแล้ว’ กลายเป็นว่าจะต้องชดใช้ มีค่าเสียหายจากการถูกด่า เราไม่อยากจะจ่ายเงิน ก็ไป “พี่ครับ ขอโทษครับ” อะไรอย่างนี้ ..มันไม่ทันแล้ว ประมาณอย่างนี้ บางทีเขาถูกกระทำแล้ว หรือถูกล่วงเกิน จนไม่ยอมแล้ว เราไปเพียงแค่ขอโทษเนี่ยนะ เขาไม่ยอม อย่างนี้เรียกว่า เราไปล่วงเกินเขา จนเขาไม่ยอม ทีนี้แสดงว่าที่เราทำไป มันหนักหนาสาหัสจนเขาไม่ยอม ถ้าจะให้ดี ก็ควรจะระมัดระวังการแสดงออก ทั้งทางกาย ทางวาจา หรือแม้แต่จะคิดในใจ ถ้าจะมี ‘การล่วงเกินใคร’ เกิดขึ้นมา มันจะมีการปรุงขึ้นมาก่อนในใจ ถ้ารู้ทันในใจ เกิดดับอยู่ในใจ ก็เรียกว่าใช้ได้ ไม่ไปแสดงออกทางกาย ไม่ไปแสดงออกทางวาจา ก็เรียกว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง ทีนี้ถ้าเผลอออกไปทางกาย ทางวาจาแล้ว ก็ควรจะไปขอขมากัน ในขณะเดียวกัน ถ้ามีใครทำร้ายเรา ล่วงเกินเราด้วยกาย ด้วยวาจา หรือแม้ด้วยใจ.. ถ้าเรารู้.. ก็ควรให้อภัย เรารู้อยู่แล้วว่า.. เราไม่อยากให้.. เจ้ากรรมนายเวร มา “จองเวร” กับเรา เราในฐานะที่อยากจะให้.. เจ้ากรรมนายเวร “ให้อภัย” กับเรา เวลาคนอื่นเขาทำกับเรา เราก็ควรจะ “ให้อภัย” กับเขาด้วย ไม่ใช่ขอให้คนอื่นให้อภัยกับเรา แต่ ‘กูจะจองเวรกับมึง!’ อย่างนี้รู้สึกจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ ถ้าเราคิดจะให้เจ้ากรรมนายเวร “ให้อภัย” แก่เรา เราควรจะแสดงออก ซึ่งความสำนึกผิด ที่เราทำกับเขาไว้ และถ้ามีใครทำอะไรกับเรา เราก็ควรที่จะยับยั้งชั่งใจ ไม่จองเวร ไม่คิดพยาบาทเขา ไม่คิดให้ร้ายเขา ให้สมกับที่เราปรารถนา ให้เจ้ากรรมนายเวรให้อภัยกับเรา เพราะฉะนั้นเราควรจะให้อภัย กับคนที่ล่วงเกินเราด้วย นึกออกไหม? ไม่งั้นก็.. “มึงอย่ามาจองเวรกู” แต่ “กูจะจองเวรมึง” อะไรอย่างนี้ อย่างนี้ดูแปลกๆ ไหม? คล้ายๆ เห็นแก่ตัวเกินไป ใช่ไหม? ไอ้คนที่จองเวรเราอยู่ ก็เห็นเรายังซ่าส์เหลือเกิน ก็สั่งสอนสักหน่อย ประมาณนี้ เข้าใจไหม? ..มันก็คือ ไม่ใช่ว่าเห็นเจ้ากรรมนายเวรเนี่ยเป็นตัวซวย หรือว่าเป็นตัวล้างตัวผลาญเรา จริงๆ แล้วเนี่ย ที่เขาคิดไม่ดีกับเรา เพราะเราทำไม่ดีกับเขาไว้ก่อน แต่ตอนนี้เราสำนึกหรือยัง? หรือว่าเรารู้หรือเปล่า? ระลึกชาติได้ไหม? อะไรประมาณนี้นะ เพราะฉะนั้น อย่าไปมองเจ้ากรรมนายเวรในแง่ว่า “เป็นตัวผู้ร้าย” มาก่อกวนชีวิตเรา แต่ให้มองว่า เรานี่แหละเคยทำไม่ดีกับเขาไว้ ไม่งั้นเขาไม่จองเวรขนาดนี้หรอก เข้าใจไหม? ให้ดูอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราจะระวังการกระทำของเรา เราจะระวังของเรา เราจะไม่ไปล่วงเกินใคร เราจะระวังการแสดงออกทางกาย ทางวาจาของเรา และในขณะเดียวกัน ถ้ามีใครล่วงเกินเรา เราจะให้อภัย เราจะรู้สึกว่า.. แม้แต่ความโกรธที่เกิดขึ้นมาในใจเราเนี่ย เกิดทีไร ก็ทุกข์ทีนั้น เราปฏิบัติไปเนี่ยนะ เราดูใจของเรา เราเจริญสติ เจริญกรรมฐานของเรา ในการดูจิตดูใจ ความโกรธเกิดขึ้นมาทีไร เรารู้อยู่แล้ว.. โกรธปุ๊บ ทุกข์ทันที โกรธปุ๊บ ร้อนรนขึ้นมาทันที มันทุกข์ขึ้นมาทันที อย่าว่าแต่พัฒนาขึ้นมาไปเป็นผูกโกรธ หรือเป็นจองเวรเลยนะ การผูกโกรธและจองเวรเกิดขึ้น แสดงว่า มันโกรธขึ้นมา แล้วไม่รู้สึกตัว แล้วก็..ปรุงแล้วปรุงอีก คิดแล้วคิดอีก จนกลายเป็นจองเวร อาฆาต พยาบาท ‘โกรธร้อยปี อย่ามาดีร้อยชาติ’ ประมาณอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น โกรธเกิดขึ้นที่ใด .. เรารู้อยู่แล้วว่า ‘มันเป็นทุกข์ทันที’ เราจะไม่ปล่อยให้มันขยาย หรือให้มันเลยเถิด ..กลายเป็น “ผูกโกรธ” หรือ “จองเวร” นะ ที่ทำได้แน่ๆ คือ ถ้ามีใครทำร้ายเรา ล่วงเกินเราด้วยกาย ด้วยวาจา หรือแม้ด้วยใจ เรารู้ เราจะไม่ผูกโกรธ เราจะไม่จองเวร แต่ถ้ามีใครจองเวรเราอยู่เนี่ย เราบังคับเขาไม่ได้เลย มีทางเดียวคือ – ทำดีให้เขาดู..จนเขายอม – หรือ ทำตนเองให้พ้นโลกไป เหมือนกับพระองคุลิมาล พระองคุลิมาลก็สร้างกรรมไว้เยอะนะ สร้างอกุศลกรรมเอาไว้เยอะ ไปทำร้ายคนเอาไว้ ถึงกับเขาเสียชีวิตเลยก็มีใช่ไหม? ฆ่าคนตั้งมากมาย ทำให้ญาติๆ ต้องพลัดพรากจากคนที่เขารัก เขาก็ผูกโกรธ ผูกความแค้น ผูกความพยาบาท แต่ความโกรธ ความแค้น ความพยาบาทจะไม่ส่งผลไปแล้ว เพราะการทำร้ายกันสำเร็จ มันต้องมีขันธ์ ๕ มารองรับ แต่พระองคุลิมาล นิพพานเสียแล้ว ขันธ์ ๕ เปรียบเหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อแล้ว ไม่มีขันธ์ ๕ จะมารองรับวิบากอีกแล้ว ถ้าเรากลัวเจ้ากรรมนายเวรจะมาทำร้ายเราไม่จบไม่สิ้น จงเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ขันธ์ ๕ นี้ที่เกิด-ดับ แล้วมันไม่เกิดอีก ขันธ์ ๕ ดับหมดแล้ว ก็หมดไปเลย ถ้ากลัวเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ให้มาเตือนตัวเองว่า.. “เราควรจะเร่งที่จะมาเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน..พ้นไป” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=OprPtoR6LMk (นาทีที่ 47.46-58.26)

อ่านต่อ