All posts by admin

วันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันมาฆบูชา วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ 🙏🙏🙏 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำอาสวะให้สิ้นไป …ในวันนั้น (๑) ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์, (๒) พระสงฆ์มาประชุมกัน ๑,๒๕๐ รูป, (๓) ทั้งหมดเป็น “พระอรหันต์” และ (๔) พระสงฆ์ทั้งหมดบวชโดยวิธี “เอหิภิกขุฯ” ในข้อ (๓) พระสงฆ์ทั้งหมดไม่ใช่พระอรหันต์ธรรมดา แต่เป็นพระอรหันต์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เรียกว่า “มี ‘อภิญญา’ ครบทั้ง ๖” รู้จัก “อภิญญา” ไหม? อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่งยวด มี ตาทิพย์, หูทิพย์, แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้, ระลึกชาติได้, เห็นจิตคนอื่น, รวมทั้งข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด คือ “ทำอาสวะให้สิ้นไป” บางคนที่ได้อภิญญา แต่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ หรือไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ก็ได้แค่ ‘อภิญญา ๕’ คือ..ข้อสุดท้ายไม่ได้ การประชุมครั้งนั้นพระองค์เห็นว่ามีข้อพิเศษ ก็เลยประทานโอวาท โอวาทตรงนั้นเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์” พูดให้ชัด ๆ หน่อย ก็เรียกว่า.. “โอวาทปาฏิโมกข์” (โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก) เป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง คำสอนของพระองค์ กับ ศาสนาเดิมที่มีอยู่ในที่นั้น (สรุปใจความเป็น ๓ ส่วน คือ – หลักการอันเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา ๓ ข้อ – อุดมการณ์ของบรรพชิตในพุทธศาสนา ๔ ข้อ – วิธีการสำหรับผู้เผยแผ่พุทธศาสนา ๖ ข้อ) พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย: ธรรมะที่เป็นมงคลชีวิต ในวันมาฆบูชา (ภาคเช้า) ณ ยุวพุทธฯ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=Ztz7aL3eImo (นาทีที่ 19.50-21.22 )

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ภาวะซึมเศร้า #ยิ่งคิดยิ่งเศร้า 🤔🤔 #ถาม: โยมไม่สบายเป็นโรคซึมเศร้า ขอความเมตตาพระอาจารย์ ช่วยแนะนำแนวทางในการปฏิบัติธรรม ที่เหมาะสมกับคนอื่น ๆ ที่ไม่สบายแบบหนู? และขอให้เป็นกำลังใจจากพระอาจารย์ด้วย #ตอบ: ขอกำลังใจ หรือ ขอเป็นกำลังใจ ? ..ถือว่าเป็นกำลังใจก็ได้นะ แสดงว่าที่เราพูดอยู่เนี่ยมีคนฟังนะ ถือว่ามีกำลังใจ แต่ถ้าในแง่ของการให้กำลังใจ ก็หมายความว่า.. อาตมภาพคือ พระกฤช และท่านอาจารย์ชัยชนะ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับโยมที่ถามเข้ามา ที่ว่า “มีภาวะซึมเศร้า”ใช่ไหม? ภาวะซึมเศร้า..ควรจะหางานทำ อย่าอยู่คนเดียว! หาอะไรทำ อย่าอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ เพราะว่าภาวะซึมเศร้ามันเกิดจาก.. การที่อยู่นิ่ง แล้วมัน “ไม่นิ่งจริง”!!! ใจเนี่ย..มันคอยคิดนึก ที่ว่าคิดนึกเนี่ย..ก็ไม่ได้คิดเรื่องบุญด้วยนะ คิดแล้วเบียดเบียนตัวเอง !! เบียดเบียนอย่างไร? คือคิดแล้วยิ่งเศร้า คิดแล้วยิ่งทุกข์ คิดแล้ววนไปวนมา ยิ่งคิดยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกทิ่มแทง..โดนทิ่มแทง ! ไม่มีใครทิ่มแทง แต่คิดเอง และทิ่มเอง !! เพราะฉะนั้น ถ้าอยู่นิ่งเมื่อไหร่ มันจะมีภาวะเกิดการคิดวน และเอาความคิดอันนั้นมาทิ่มแทงตัวเอง ให้เกิดความเจ็บใจ เกิดความเศร้าหมอง เกิดความซึมเศร้า เพราะฉะนั้น ถ้าอยู่นิ่งแล้วมันเกิดภาวะอย่างนี้ อย่าปล่อยให้อยู่นิ่งนาน ควรหางานอดิเรกทำ คนที่จะพ้นจากตรงนี้ไปได้ต้องเป็นคนที่.. ๑. อดทน ๒. ขยัน ๓. เปิดเผยตัวเอง ไม่เก็บงำความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แต่ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวไปไม่ชอบใจ ก็ไปด่าเขาเลย ไม่ใช่อย่างนั้นนะ หมายถึงว่าถ้าเรามีความรู้สึกอย่างไร ก็เปิดเผยความรู้สึกนั้น เรามีความไม่ชอบใจตรงนี้ ก็ไปบอกเขาว่าเรามีความไม่ชอบใจตรงนี้ “ที่คุณพูดอย่างนี้มานะ เรารู้สึกไม่โอเค (o.k)” อะไรอย่างนี้ ก็บอกเขาได้ หางานทำ อย่าอยู่นิ่ง อย่าบอกว่างานไม่มี ในบ้านนะ ลองไปเก็บให้มันมีระเบียบขึ้นมา เก็บไปแล้วเนี่ยจะมีฝุ่นมีผงอะไร ก็ปัดกวาด ปัดกวาดย่างเดียว ไม่สะอาด ต้องลงมือเช็ดด้วย เช็ดอย่างเดียวผ้าแห้ง ๆ ไม่ได้ ต้องเช็ดแบบชุบน้ำ แล้วหมาด ๆ เช็ดไป กว่าจะเช็ดได้รอบบ้านเนี่ย..นานเลย ในระหว่างนั้น ใจมันจะมีเผลอแว๊บ.. เผลอไปคิดเรื่องนั้นซ้ำอีกแล้ว เผลอไปคิดเรื่องที่ตัวเองซ้ำชอกใจ ทีนี้ตอนเผลอเราจะเห็นจิตที่เผลอได้ง่ายขึ้น โดยมี “งาน” ..งานบ้านนี้แหละ งานบ้าน งานเช็ดถู งานปัดกวาด งานดูแลต้นไม้ อะไรอย่างนี้นะ เอางานนั้นเป็นที่อยู่ของใจ เอาใจจดจ่ออยู่กับงาน ถ้ามีสักแว๊บหนึ่งเผลอไป คิดเรื่องที่ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายจิตใจตัวเอง เรื่องที่คิดไปแล้วรู้สึก..โดนทิ่มแทงเนี่ยนะ เรียกว่า “เผลอ” ก็เห็นว่า..เผลอไป แต่ไม่ใช่ว่าไปทำกรรมฐานแบบนั่งเฉย ๆ นะ ถ้านั่งเฉย ๆ มันจะไม่ค่อยเห็น มันจะเพลิน คิดแล้วก็ยาว.. เขาเรียกว่า loop(ลูพ) มันยาว (loop แปลว่า วง, บ่วง, เส้นหรือรูปร่างที่มีลักษณะเป็นวงกลม) ตอนนั่งนิ่งๆ loop ของความเผลอเนี่ยมันยาว แต่ถ้าทำงาน มีอะไรจดจ่อ เช่น สมมติว่าจะเช็ดดอกไม้เนี่ยนะ ‘ดอกไม้นี้ เป็นดอกไม้ตั้งมานานแล้วมีฝุ่นเยอะเหลือเกิน’ ก็เช็ด ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ นะ เอาใจจดจ่ออยู่กับงานนี้ คือเช็ดฝุ่น ๆ เช็ดฝุ่นไป..เผลอไปคิดเรื่องนั้นอีกแล้ว ‘อ่ะ! รู้ว่าเผลอ’ ก็ทำต่อ ทำไป ซักผ้าไป .. เช็ดไป ซักผ้าไป .. เช็ดไป ซักผ้าไป ทำเรื่อย ๆ อย่ามองว่างานไร้สาระ แต่เอางานนั้นเป็นสำหรับการทำสมถกรรมฐาน ถ้าพูดในแง่ของวิชาการหน่อย.. “งานนั้นเป็นงานที่ฝึกใจให้เป็นสมถกรรมฐาน” เพราะฉะนั้น งานที่จะฝากไว้ให้คนที่มีภาวะซึมเศร้าทำเนี่ยนะ ให้เป็นงานที่ ‘ชวนให้ตัวเองไม่อยู่เฉย ไม่อยู่นิ่ง’ งานอะไรก็ได้ในบ้าน หางานทำ แล้วจะรู้สึกว่าเป็นคนน่ารักมากขึ้น คนจะมองเราด้วยสายตาชื่นชมมากขึ้น เราอาจจะไม่เห็นผล แต่คนอื่นเริ่มเห็น เขาจะเริ่มชมเรามากขึ้น สิ่งดี ๆ จะเข้ามาในชีวิตมากขึ้น อาการที่เป็นซึมเศร้าจะถูกลืมไป เพราะเริ่มมีสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต เริ่มมีเรื่องราวที่น่าชื่นใจ ชีวิตเริ่มสดใสมากขึ้น สิ่งที่จะชวนให้คิดที่ออกนอกเรื่องของความซึมเศร้ามีมากขึ้น มันกลายเป็นว่าจากเดิมมีเรื่องเดียวซ้ำ ๆ ตอนนี้กลายเป็นว่ามีเรื่องใหม่ ๆ แล้วรู้สึกยิ่งทำมันยิ่งมองออกว่า ‘เอ๊ะ! เราควรจะมีงานอะไรทำต่อ’ แล้วคนอื่น ๆ ก็จะเห็นผลงานของเรา จะชื่นชมเรา เราก็จะมีสิ่งดี ๆ มีเรื่องดี ๆ ในชีวิตเข้ามามากขึ้น ฝากเอาไว้สำหรับคมที่มีภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นมา ให้ขยัน แล้วก็อย่าอยู่นิ่ง และอดทน ทนทำ ทำงานที่ดูเหมือนว่าเหมือนจะไม่มีค่า ไม่มีความหมาย แต่จริง ๆ มันมีค่าอยู่ … ขอฝากไว้อีกนิดหนึ่งว่า ถ้าเริ่มมีอาการมาก ให้ไปหาหมอ บางทีมันไม่ได้เป็นเรื่องเพียงแค่จิตใจ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางด้านร่างกายด้วย หมายความว่า ทางด้านรูปธรรมของเรา ร่างกายของเรา ในสมองของเราอาจจะมีเคมีบางอย่างที่มันผิดเพี้ยนไป บางทีอาจจะต้องอาศัยหมอช่วยให้ยา เพื่อไปปรับระดับเคมีในสมอง ก็เป็นเรื่องที่บางครั้งเราต้องอาศัยหมอ อาศัยแพทย์ช่วยในเรื่องของภาวะของโรคเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน อย่าไปปฏิเสธนะ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าน่าอาย หรือเรื่องเลวร้ายอะไร เป็นเรื่องเขาเรียกว่าเป็นความเจ็บป่วยอย่างหนึ่งทางร่างกายที่มีผลต่อ.. มันไปมีที่สมอง แล้วก็มีผลออกมาทางด้านของการแสดงออกทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง และมันก็กระทบไปถึงจิตใจด้วย ถ้าไปหาหมอ แล้วก็รักษาถูกตรง มันก็ช่วยทำให้อาการของโรคนั้นผ่อนเบาลง แล้วก็อาจจะทำให้เรื่องที่ดูเหมือนหนัก กลายเป็นเบาลงไปได้ ก็ขอฝากเอาไว้ว่า อย่ากลัวหมอ แล้วก็อย่าละอายที่จะไปหาหมอ อย่าไปเข้าใจว่าเราเป็นบ้า ไม่ใช่อย่างนั้นนะ บางทีมันเป็นเรื่องของเคมีในสมอง คือคนไทยจะปัญหาตรงนี้นิดหนึ่งว่า.. พอจะไปหาจิตแพทย์เนี่ยนะรู้สึกว่า ‘เฮ้ย! เราเป็นบ้ารึเปล่า?’ ..จริง ๆ ไม่ใช่บ้า มันเป็นเรื่องที่มันเป็นวิทยาศาสตร์นะ เราสามารถที่จะไปหาหมอ แล้วก็กินยาบางอย่าง แล้วทำให้มันดูดีขึ้นมาได้ ถ้ามีอาการมากเข้า ก็ควรไปหาหมอนะ ขอฝากตรงนี้ไว้ด้วยอีกเรื่องหนึ่ง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/231278638481272 (นาทีที่ 42.40-48.26 และ 1.01.40-1.03.54)

อ่านต่อ

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #พฤติแห่งจิต การให้จิตมีที่อยู่ มีประโยชน์นะ.. ทำให้มีสติ ‘รู้สภาวะ’ ได้ง่ายขึ้น พอรู้ไปมากๆเข้า เราจะมีทักษะในการรู้ แยกได้ว่า บางทีรู้สภาวะหยาบๆ เรียกว่า รู้กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ บางทีก็เป็นเพียงอาการทางใจ เช่น จิตไหล จิตเคลื่อน จิตรวบ จิตเพ่ง หลวงปู่ดูลย์เรียกอาการเหล่านี้ว่า “พฤติแห่งจิต” สภาวะที่ว่าทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่เป็นคน ไม่ใช่เป็นสัตว์ แต่เป็นอาการทางใจ ไม่ใช่เรา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา:พระกฤช ฝากคิด ฝากคำ เล่ม ๕ หน้า:๒๙

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ 🍀🍀🍀 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #หนีไม่ใช่แพ้ ทำสมถกรรมฐาน เป็นการแก้ไขกิเลสให้มันหายไปดับไป เป็นขั้นที่สอง(ของการปฏิบัติต่อกิเลส) ให้ทำสมถกรรมฐานก็ต่อเมื่อทำขั้นแรก(วิปัสสนากรรมฐาน)ไม่ทัน แล้วมีโอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำต่อกิเลส ก็ให้เจริญสมถกรรมฐานในกรณีนี้ ข้อสาม(ของการปฏิบัติต่อกิเลส) คือถ้าทำสมถกรรมฐานก็ไม่ไหวแล้ว ดูแล้วดูอีกไม่ทันแล้ว แล้วมันอยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้ อยู่ในสถานที่นั้น เหตุการณ์นั้น จะทนไม่ไหวแล้ว อยู่ต่อไปต้องทำผิดอะไรสักอย่าง ต้องผิดศีล หรือทำร้ายเขาแน่ๆ ให้หนี !! หนี คือ หนีออกจากที่นั่น หลบออกจากสถานการณ์นั้น เลี่ยงออกจากสถานการณ์นั้น ไม่ไปเผชิญหน้า แล้วเลี่ยงต่อการทำผิด “หนี” ในที่นี้ไม่ใช่แพ้ ถ้าทำร้ายกันคือ “แพ้” ถ้าด่ากันคือ “แพ้” หนี..ไม่ใช่แพ้ หนี..คือเราชนะกิเลสตัวเอง ไม่ตกเป็นทาสของมัน ไม่ทำตามกิเลส หนี!..ในทีนี้ไม่ใช่แพ้ ถ้าทำร้ายกันคือ..แพ้! เวลามีศัตรูขึ้นมา ที่ว่าแพ้ อาตมาไม่ได้ว่าเอง พระพุทธเจ้าตัดสินเอาไว้ แต่ถ้าเขาด่ามา แล้วเราด่าตอบ อย่างนี้คือ แพ้! เพราะตอนที่เราถูกด่า เรารู้ว่าคำด่านั้นมันไม่ดี เราไม่ชอบใจคำด่านั้น แล้วทำไม?..เราจึงเอาสิ่งไม่ดีนั้นไปให้เขาอีก ถ้าเราเห็นมันไม่ดี ก็อย่าเอาสิ่งไม่ดีไปให้คนอื่นเขาอีก ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ก็แค่ปลาตด” ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์เสียงธรรม https://bit.ly/3i0u8Jj

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ 🍀🍀🍀 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ กลับบ้าน เข้าห้องเรียน ถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะกลับมาทำกรรมฐาน มันก็อาจจะไปฟุ้งซ่านอย่างอื่นต่อ ฉะนั้น จึงต้องมีอารมณ์สมถะตัวใดตัวหนึ่งไว้ให้จิต เพื่อที่จะเรียนรู้จิตที่มันเผลออีก แต่อารมณ์สมถะตรงนี้ไม่ใช่เป้าหมาย! เป้าหมายจริง ๆ คือ จะเรียนรู้จิตที่มันเผลอ แต่จะเรียนรู้จิตที่เผลอได้ดี ก็ต้องมีบ้านของจิตเป็นตัวเทียบ เช่น มี ‘พุทโธ’ เป็นตัวเทียบ ฉะนั้น การมาเริ่มที่อารมณ์สมถะ ก็คือ ‘กลับบ้าน’ หรือถ้าเทียบเป็นนักศึกษาก็คือ ‘เข้าห้องเรียน’ ! ประมาณนี้นะ กลับบ้าน หรือ เข้าห้องเรียน ดูซิ..เดี๋ยวมันจะมีวิชาอะไรให้เรียนอีก วิชาฟุ้งซ่าน วิชาโทสะ วิชาโมหะ วิชาราคะ ก็เรียนไป! และไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องไปพยายามสร้างขึ้นมาด้วย ‘เอาล่ะ! วันนี้ฉันจะดูโทสะ’ แล้วก็แกล้งสร้างโทสะมาดู !! ไม่จำเป็นเลย ! คนขี้โกรธ..เดี๋ยวมันก็โกรธแล้ว โดยเฉพาะราคะ ไม่ต้องไปพยายามสร้างเลย มันมีอะไรก็ให้มันเกิดขึ้นมาเอง ให้มันเป็นธรรมชาตินะ คนที่มีธรรมชาติโกรธง่าย ขี้โกรธ ก็จะมีโทสะเกิดบ่อย ก็มีโทสะให้ดูบ่อยๆ เป็นธรรมดา แล้วเวลารู้ จะได้รู้แบบธรรมชาติ คนคิดมาก ก็จะมีความฟุ้งซ่านเกิดบ่อย ๆ ก็จะมีความฟุ้งซ่านให้ดูบ่อย ๆ เป็นธรรมดา เรียนรู้ในสิ่งที่มีอยู่จริง อย่างเป็นธรรมชาตินะ ! ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ธรรมบรรยาย เรื่อง เป้าหมาย https://bit.ly/3a3IpBl

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ชนไก่ตาย #อุทิศกุศล #เจตนาฆ่า #ไม่เจตนาฆ่า 🤔🤔 #ถาม : ขับรถมอเตอร์ไซด์ไปชนไก่ตาย แล้วก็เก็บซากไก่ไปไว้ที่โคนไม้ จะบาปมากไหม? กลัวจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรกัน #ตอบ : ถ้ามีเจตนาฆ่าก็มีบาป เพราะเจตนาเป็นกรรม..เป็นตัวกรรม แต่ถ้าไม่ได้เจตนาฆ่า ไก่มันมาตัดหน้าแบบฉุกเฉิน ถ้าเราหลบเราอาจจะบาดเจ็บ หรือว่าคนที่โดยสารมาด้วยอาจจะบาดเจ็บ อย่างนี้นะเรียกว่า ไม่ได้มีเจตนาฆ่าไก่ หรือถ้ามีเจตนาก็น้อยมาก ก็โทษน้อย “โทษมาก หรือ โทษน้อย มันอยู่ที่เจตนา” ….. ทีนี้ที่ถามว่า “จะเอาไปฝังที่โคนต้นไม้ แล้วมันจะพ้นจากการมีเจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่า?” เรื่อง “เจ้ากรรมนายเวร” นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง “เจ้ากรรมนายเวร” ในความหมายของคนไทยทั่ว ๆ ไป ก็คือหมายความว่า มีสัตว์ถูกกระทำ แล้วจองเวร เรียกว่ามีความเจ็บแค้นจองเวร ซึ่งอันนี้เราบังคับเขาไม่ได้ ถ้าสัตว์นั้นจองเวร สัตว์นั้นก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา เราห้ามเขาไม่ได้ ที่เราจะทำได้ก็คือว่า ทำบุญอุทิศไปให้ “ทำบุญอุทิศไปให้” ทำประมาณเหมือนกับว่า … สิ่งที่เราทำไปแม้จะไม่ตั้งใจ แต่มันก็เป็นผลทำให้เขาตาย ก็อาศัยเหตุนี้ ปรารภสิ่งนี้ ทำบุญแล้วระลึกถึงเขา อุทิศให้เขาด้วย ถ้าเขาโกรธแล้วก็จองเวรอยู่ เห็นเราทำบุญให้เขาบ่อย ๆ แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าจริง ๆ เราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะชน หรือไม่ได้มีเจตนา อาการที่จะคลายจากความอาฆาต ก็เป็นไปได้ง่าย แต่ถึงกระนั้น อย่าคาดหวังว่า เขาจะหายอาฆาต หายจองเวรเร็วนัก เพราะฉะนั้นแสดงว่าไม่ใช่ทำบุญครั้งเดียว..แล้วถ้าเขาจองเวรอยู่เนี่ย เขาจะเลิกจองเวร คิดดู! ถ้าสมมติว่าเป็นเราถูกรถชนตาย แล้วคนขับนั้นทำบุญอุทิศให้เราครั้งเดียว ..เราจะพอใจไหม? ‘กูตายนะ มึงทำให้กูครั้งเดียวเองเหรอ?’ อะไรอย่างนี้นะ ..เข้าใจไหม? ก็คล้าย ๆ กับว่า ทำบุญให้คู่ควรกับการที่เขาตายสักหน่อย ทำบ่อย ๆ นึกถึงใจเขา-ใจเรา เขาตายโดยที่เราไม่เจตนาก็จริง แต่ก็ควรจะทำบ่อย ๆ นึกถึงบ่อย ๆ แต่ถึงกระนั้นเราก็คาดหวังไม่ได้เลยว่า เขาจะเลิกจองเวรเมื่อไหร่? ซึ่งอันนี้อยู่นอกเหนือจากการบังคับ หรือการควบคุมของเรา หน้าที่ของเรามีทางเดียวก็คือว่า ทำความดีแล้วอุทิศให้เขา จนเขาซึมซาบซาบซึ้งกับความดีของเรา มองไปมองมาจากที่จ้องจะจับผิด..ไม่เจอผิด เจอแต่ถูก เจอแต่ดี เจอแต่กุศล อย่างนี้ใช้ได้ เพราะฉะนั้นความผิดพลาดนี้ดูไปแล้วดูเหมือนจะเหตุการณ์ที่ไม่ดี แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง กลายเป็นเรื่องดีได้ ดีในแง่ที่ว่ามันเป็นจุดพลิกผันให้ชีวิตของเราเลิกละสิ่งที่ไม่ดี เพราะเกรงว่าเขาจะไม่ยกโทษให้ ก็กลายเป็นมีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นมา อะไรที่ไม่ดี ก็พยายามเลิกละ หรือว่ารู้ทัน ไม่เอามัน ไม่ทำตามมัน ในกรณี ถ้าจะแน่ใจแค่ไหนว่าเขาจะเลิกหรือเปล่า? อะไรอย่างนี้นะ บอกได้เลยว่า “บอกไม่ได้” หน้าที่ของเราคือ ทำเหตุดี ๆ แล้วอุทิศให้เขาไป ทำบุญบ่อย ๆ อุทิศให้เขาไป แล้วก็เวลาอุทิศ ถ้ามีโจทย์เยอะ นอกจากไก่ตัวนี้แล้วก็มีตัวอื่นอีก ก็อุทิศไปด้วย แต่ถ้าคราวนี้มันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แล้วก็เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ต้องการจะอุทิศเจาะจงให้กับไก่ตัวนี้ ก็ทำได้ ทำบุญแล้วก็เจาะจงให้กับไก่ตัวนี้ ทีนี้พอนาน ๆ เข้า นาน ๆ เข้า เราอาจจะเผื่อแผ่ให้กับคนโน้นคนนี้ หรือว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายไปเลยก็ได้ เวลาอุทิศส่วนกุศล อุทิศแบบเจาะจงไปก่อนก็ได้ แล้วพอตอนท้ายก็เปิดปลายไว้ด้วยว่า “ขออุทิศให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย หรือขอให้กับญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย” จริง ๆ แล้วสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นญาติกันทั้งนั้น ความที่เราประสบเหตุอันที่ดูเหมือนจะไม่ดี .. แต่ถ้ามองให้เป็น มันเป็นเหมือนเหตุการณ์ที่พาให้เราไปทำดีต่อ เหมือนอย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หลานทำตุ๊กตาตกแตก หลานร้องไห้ ดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็อุตส่าห์เอาเหตุนี้มาทำบุญจนได้ บอกกับหลานว่า “โอ้.. หลาน ไม่เป็นไร..” คือหลานรักตุ๊กตาเหมือนเป็นลูกของตัวเอง ลองแทนจิตใจเด็กนะ เด็กประมาณเล่นตุ๊กตาเหมือน “โอ่โอ้.. เอ่เอ้..” กล่อมลูกนะ เผลอทำหลุดมือไป แล้วตุ๊กตาแตก ตุ๊กตาสมัยก่อนก็คงจะทำจากดินเผา ก็ตกแตก อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็บอก “อย่าเสียใจไปเลย เดี๋ยวหาให้ใหม่” เด็กก็ไม่ยอม ก็เลยบอกกับเด็กว่า “เอาอย่างนี้นะ ลูกของหลานเนี่ยตายไปแล้ว ร้องไห้ไปก็ไม่ฟื้นคืนชีวิตมาหรอก ไม่สามารถกลับคืนดีขึ้นมาได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าหลานรักลูก เรามาทำบุญอุทิศให้ลูกกันดีกว่า” หลานบอก “อ้า.. ดีหมือนกันทำบุญให้ลูก” ก็ไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามา คิดดูสิ! นิมนต์พระพุทธเจ้ามาทำบุญ! ทำบุญเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสถาม “วันนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทำไมถึงนิมนต์เรามา?” อนาถบิณฑิกเศรษฐีบอกว่า “วันนี้ทำบุญอุทิศให้ตุ๊กตา” พระพุทธเจ้าตรัสถาม “เรื่องราวเป็นอย่างไร?” ก็เลยเล่าให้ฟัง “โอ้ฉลาด!” พระพุทธเจ้าตรัสสาธุการเลยนะ “อนาถบิณฑิกเศรษฐีฉลาดมาก” ปรารภเหตุที่ดูเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเลย เหมือนเรื่องไร้สาระมากเลย แต่อุตส่าห์ปรารภเรื่องแม้จะไร้สาระ ให้มันเกิดสาระขึ้นมาจนได้ แล้วเป็นการสอนหลานด้วย เวลาโตไปก็จะจำได้ว่า ถ้ามีใครตายก็ทำบุญอุทิศให้คนนั้น ลูกตัวเองตายคือตุ๊กตาตาย ยังอุตสาห์นิมนต์พระพุทธเจ้ามาทำบุญ แล้วอุทิศบุญให้กับลูกตัวเองก็คือตุ๊กตาตัวนั้น แม้จะไม่มีผลให้ตุ๊กตาตัวนั้นจริง ๆ แต่มันมีผลคือ ผู้ทำบุญ-ได้บุญ ผู้ทำกุศล-ได้กุศล ได้ทำบุญกับผู้เลิศด้วย คือพระพุทธเจ้าผู้เป็นผู้เลิศ เรียกว่าไม่เสียชื่อที่เป็นอนาถบิณฑิกเศรษฐี ถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างได้เลย เป็นผู้ฉลาดในการทำบุญ *** เพราะฉะนั้นไม่ว่าเหตุอะไรเกิดขึ้นนะ.. อย่างไปชนไก่ตายเนี่ย เอาเหตุนี้มาทำบุญต่อได้เลย แล้วอย่าไปทำแค่นึกย้ำในแง่เศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ เสียใจเมื่อไหร่..ให้รู้ทัน เสียใจเมื่อไหร่..ให้รู้ทัน ไอ้ความเสียใจนั้นเป็น “อกุศล” รู้ทัน “อกุศล” ที่เกิดขึ้น แล้วจะเกิด “กุศล” ทันที คือ มีสติเห็นจิตที่มันเกิดอกุศลขณะนั้น *** พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/watch/live/?v=231278638481272&ref=watch_permalink (นาทีที่ 1.37.25 -1.45.33)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ 🌿🌿🌿 #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำเกินรู้ อย่าไปตำหนิตัวเอง ว่ามีกิเลสตัวนั้น, ตัวนี้บ่อยจังเลย! ภาวนาไปเนี่ยนะ ถ้าภาวนาถูกต้องตรง มันจะเริ่มเห็นว่าตัวเองเนี่ย..ร้ายมาก! ใครเห็นบ้างมีมั้ย? เห็นว่าตัวเองร้ายมาก ! นางมารในตำนาน คือฉันนี่เอง !! อย่าคิดว่า ‘เราภาวนาแย่’ ขอเพียงแต่ว่า เวลาเกิดกิเลสขึ้นมาอย่าทำผิดศีล เพราะฉะนั้นมาตรฐานก็คือ อย่าทำผิดศีล อย่าไปพูดร้ายกับใคร อย่าไปทำร้ายใคร แต่ตอนคิดร้าย ใช้เจริญสติ รู้ทันจิตที่มันคิดออกมา หรือจิตที่มันผลิตกิเลสขึ้นมา รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้น ตามที่มันเป็น ฉะนั้นไม่ต้องไป built (จงใจสร้างขึ้นมา) ให้มันเป็นไปตามที่มันเป็น อีกแง่หนึ่งก็คือว่า ไม่ต้องไปแก้มัน รู้ทันมันเฉย ๆ ให้จิตมันเรียนรู้สภาวะที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็น ไม่ต้องไปแทรกแซง ไม่ต้องไปแก้ไข ไม่ต้องไปดัดแปลง ไม่ต้องไปควบคุม แล้วสภาวะที่เกิดขึ้นแม้ไม่ดี มันจะสอนจิตว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว! เมื่อกี้เกิดขึ้นแล้ว! และตอนนี้ดับไปแล้ว! เมื่อกี้มีสิ่งนี้ และตอนนี้ดับไปแล้ว ตอนรู้..ไม่มีมันแล้ว เพราะเป็นจิตที่รู้แล้ว งง มั้ย? ไม่ งง นะ! – จิตขณะหนึ่ง ตอนมีกิเลสมีโทสะ มีคน ๆ หนึ่งเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป – จิตอีกขณะหนึ่ง เป็นจิตที่มีความรู้ คือมีสติ เห็นจิต มันก็ไม่เห็นไอ้คนนั้นแล้วใช่มั้ย? เพราะมาเห็นจิตเมื่อกี้นี้ จิตดวงที่รู้นี้ก็กลายเป็นกุศลด้วย กุศล กับ อกุศล ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว !! จิตที่มีสติรู้จิต มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับการดับไปของจิตเมื่อกี้นี้ ดังนั้นจิตที่รู้เกิดขึ้นมาเนี่ย มันจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า จิตเมื่อกี้นี้ มีอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นกิเลสนะ มันดับไปแล้ว โดยธรรมชาติ โดยความจริงแท้ ๆ แล้วเนี่ย แค่รู้..กิเลสก็ดับ ไม่มีงานอะไรที่เราจะต้องไปทำอะไรกับกิเลสเลย งานวิปัสสนาภาวนา จึงไม่ใช่งานที่จะคอยไปดับกิเลส งานวิปัสสนาภาวนา จึงมีแค่ว่า คอยรู้กิเลส ทีนี้ถ้าเผลอไปทำเกิน.. ทำเกินสั่ง ทำเกินหน้าที่ ให้รู้ด้วยว่า ‘อ้าว! เมื่อกี้ทำเกินไป’ ‘เราเผลอทำเกินหน้าที่ของนักภาวนา’ “ทำเกินรู้” ทำเกินรู้ มันมาจากอะไร? มันมาจากว่า อยากสงบ อยากดี อยากสุข เมื่อกี้มันมีกิเลสขึ้นมา มันไม่สงบ ไม่ดี ไม่สุข ก็เลยเข้าไปแก้ไขมันหน่อย ประมาณว่า มีมาตรฐานของนักภาวนา หรือว่ามีความปรารถนาดีกับตัวเองเกินไป จริง ๆ ถ้าจะปรารถนาดีจริงๆ ก็ควรแค่รู้เฉยๆ แล้วจิตมันจะฉลาด ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “๑วันภาวนา พาจิตตั้งมั่น”(ภาคเช้า)-ยุวพุทธฯ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ https://bit.ly/2LFq3xQ (นาทีที่ ๐๑.๑๒.๔๒-๐๑.๑๕.๔๓ )

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ 🌿🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เดินรู้สึกตัว เดินไป-กลับ ภาษาบาลีเรียกว่า “เดินจงกรม” ส่วนการเดิน”ธรรมยาตรา” ไม่ได้เดินจงกรมแบบไป-กลับ แต่เป็นการจงกรมแบบ “รู้สึกตัว” อยู่กับปัจจุบันในขณะที่เดินจากต้นทางไปถึงปลายทาง โดยหลักการก็คือ “รู้ลงปัจจุบัน” ใช้อาการเดินเป็นที่อยู่ของจิต การรู้ลงปัจจุบันเป็นการฝึกในส่วนของ “จิตตสิกขา” คือ ฝึกจิตให้พร้อมพอที่จะเดินปัญญา การที่ส่งจิตออกไปอดีต และอนาคต ไม่รู้ลงปัจจุบันเนี่ย มันทำให้ไม่เกิดสมาธิ การรู้ลงปัจจุบัน เป็นการทำให้เกิดจิตที่พร้อมพอที่จะไปเจริญปัญญา ส่วนมีปัญญาแล้ว จะรู้อดีตหรือรู้อนาคตได้ ตอนมีปัญญาจะใช้คำว่า “ญาณ” อตีตังสญาณ เป็นปัญญารู้อดีต อนาคตังสญาฯ เป็นปัญญารู้อนาคต รู้ได้! แต่ส่วนนี้เป็นเรื่องปัญญา ที่ได้มาจากการฝึกจิตตสิกขา ให้รู้ลงปัจจุบันก่อน ดังนั้น การรู้ลงปัจจุบัน คือ การเตรียมจิตให้พร้อมที่จะเดินปัญญา เช่น การเดิน.. การเดินของเรา ก็รู้ลงปัจจุบัน เดินอะไรเดิน? ก็คือกายนี้เดิน ก็รู้ที่กาย ตอนรู้กาย รู้ลงปัจจุบันขณะ..ขณะนั้นเลย คำว่า “ปัจจุบัน” นี้ มี ๒ แบบ ถ้ารู้กาย รู้ลงทันทีเดี๋ยวนี้เลย กายเป็นอย่างไร รู้ลงทันทีเดี๋ยวนี้เลย แต่ถ้าจะดูจิต ให้รู้ลงปัจจุบันแบบสันตติ คือต่อเนื่อง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “ถวายธรรมะแด่พระธรรมยาตรา ณ วัดเขาฉลาก” ลิงค์ไฟส์เสียงธรรม https://bit.ly/3omPnXc

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๑ ตอนที่ ๑๘ #ขันธ์ ๕ ถาม : “ตัวรู้” ที่เราฝึกกัน ให้เรารู้ในการฝึกสติ ใช่เป็นนามในขันธ์ ๕ หรือเปล่าครับ? ตอบ : ใช่ “ตัวรู้” ที่เราฝึกในขั้นเจริญสติ ก็เป็นนามธรรม ซึ่งถ้าเทียบในขันธ์ ๕ ก็จัดอยู่ใน “สังขารขันธ์” เพื่อให้มีความเข้าใจมากขึ้น จะแสดงคำอธิบาย “ขันธ์ ๕” ในทีนี้ไปด้วย [นำมาจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)*] ขันธ์ ๕ คือ กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกัน เข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา–เขา เป็นต้น, ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต) ๑. รูปขันธ์ (กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย, ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด, สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ) ๒. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์, ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) ๓. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้ จำอารมณ์นั้นๆ ได้, ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น) ๔. สังขารขันธ์ (กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง, สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ, คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศลอัพยากฤต) ๕. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้ง อารมณ์, ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยินเป็นต้น ได้แก่ วิญญาณ ๖) ขันธ์ ๕ นี้ ย่อลงมาเป็น ๒ คือ นาม และ รูป; รูปขันธ์จัดเป็นรูป, ๔ ขันธ์นอกนั้นเป็นนาม อีกอย่างหนึ่ง จัดเข้าในปรมัตถธรรม ๔: วิญญาณ ขันธ์เป็น จิต, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ เป็น เจตสิก, รูปขันธ์ เป็น รูป, ส่วน นิพพาน เป็นขันธวินิมุต คือ พ้นจากขันธ์ ๕ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบโจทย์บนนิมฺมโลเพจ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

อ่านต่อ

วันนี้วันพระค่ะ พฤหัสบดีที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น๘ ค่ำ เดือน ๓ เมื่อวานแอดมินหลงโพสต์วันพระล่วงหน้าไป ถือว่าเป็นโพสต์แจ้งเตือนแล้วกันนะคะ งี้เรียกว่าหลงวัน หลงโพสต์..ขาดสติ! 😅😅 🌿🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เลือกได้-#เลือกไม่ได้ เวลาอยู่ในสถานการณ์ต่างๆนี่นะ ไม่มีใครเตือน…เราต้องเตือนตัวเอง! แล้วเราก็เลือกสถานการณ์ไม่ได้ แต่เลือกวิธีการตอบโต้ได้ เจอคนนั้นด่ามา..เราเลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้แม้กระทั่งคำด่า! “อย่าด่าอย่างนี้สิ!” ..ไม่ได้..เลือกไม่ได้ ใช่มั้ย? “ด่าเพราะๆหน่อยสิ!” บังคับเขาไม่ได้ใช่มั้ย? เลือกไม่ได้! แต่เราเลือกได้อยู่อย่างหนึ่ง คือ เลือกวิธีการตอบโต้ ตอบโต้อย่างไร..ที่จะไม่ให้ผิดศีล ตอบโต้อย่างไร..ที่จะไม่ซ้ำเติมสถานการณ์นั้นเข้าไปอีก ฉะนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏ..ที่กระทบกับเรา..เป็นเครื่องฝึกทั้งนั้นเลย! พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล ที่มา: พระกฤช ฝากคิด ฝากคำ เล่ม ๔ หน้าที่: ๓๐-๓๑

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น๘ ค่ำ เดือน ๓ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เราชนะ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า “ผู้ใดโกรธตอบต่อคนที่โกรธก่อน ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนเลวยิ่งกว่าคนที่โกรธก่อน เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น, ผู้ใดไม่โกรธตอบคนที่โกรธก่อน ผู้นั้นชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้แสนยาก, ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติยั้งไว้เสียได้ คือไม่โกรธตอบ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย” หมายความว่า ถ้ามีใครมาด่าเรา แล้วเราด่าตอบ เราผิดมากกว่าคนด่าคนแรก เพราะอะไร? เพราะเราถูกด่า เรารู้อยู่ว่า คำด่านั้นมันไม่ดี เราไม่ชอบใจคำด่านั้น แล้วทำไมเราจึงเอาสิ่งไม่ดีนั้น ไปให้เขาอีก ? ถ้าเราเห็นว่ามันไม่ดี อย่าเอาสิ่งไม่ดีนั้น ก็ไปให้คนอื่นเขา ถ้าเราด่าตอบ เท่ากับว่า เราเอาของที่เราคิดว่าไม่ดี ไปให้เขาอีกที ไอ้คนด่าคนแรก..ให้อภัยเขาก่อน คือเขาอาจจะไม่รู้ว่า ไอ้นี่ไม่ดี ไม่เห็นว่าไม่ดี.. เขาไม่ได้มาเจริญ “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เหมือนเรา เขาเกิดกิเลส เขาก็ตามใจกิเลสไปเลย แต่เราเนี่ยรู้อยู่แล้ว ว่าสิ่งนี้ไม่ดี ไม่ชอบใจ คือฟังแล้ว ไม่ชอบใจ เห็นว่ามันไม่ดี ฉะนั้น ถ้าเห็นว่ามันไม่ดี.. อย่าเอาสิ่งที่มันไม่ดีนี้ ไปให้คนอื่นอีก คนที่รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ดี แล้วยังเอาให้คนอื่นอีก คือ คนเลวกว่า ถ้าทางโลกนะ.. เราจะรู้สึกว่า “ไอ้คนด่าก่อนเลวกว่า ไอ้คนถูกด่ามีเหตุผลสมควรที่จะด่าตอบ” ..อย่างนี้ไม่จบ เพราะฉะนั้น ถ้าถูกด่ามา อย่าด่าตอบ ! • ถ้ามีความโกรธเกิดขึ้น รู้ทันความโกรธ เห็นความโกรธเกิด-ดับ • ถ้ายังโกรธอยู่ ไม่เห็นมันเกิด-ดับ หักห้ามใจ อันนี้ทำสมถกรรมฐาน • ถ้าไอ้คนนั้นยังด่าเราไม่จบ ประมาณเวลาคนด่าชำนาญ ๆ นะ ด่า ๓ วัน ๗ วัน ไม่จบไม่ซ้ำ อยู่ตรงนั้นเราทนไม่ไหวแล้ว จะด่ามันกลับ หรือจะทำร้ายมันแล้วเนี่ยนะ เดินหนีไปซะ !! เดินหนีเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราแพ้นะ .. ที่แท้คือ.. “เราชนะ”!!! ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ คอร์ส ก.ล.ต. เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/2XyDt1l Link (นาทีที่ 50.33-52.43)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๑ บทที่ ๑๖ #หลักการตรัสของพระพุทธเจ้า 🤔🤔 ถาม : การพูดความจริงไม่หมด พูดเพียงครึ่งเดียว (half-truth) หรือการโกหกสีขาว (White Lies) จะเพื่อประโยชน์ตัวเอง หรือ เพื่อประโยชน์ผู้อื่นนั้น เป็นการล่วงศีลข้อมุสาวาท หรือไม่ครับ? ตัวอย่างเช่น พ่อแม่บอกลูกว่า “ถ้าไม่นั่งให้เรียบร้อยบนรถ (ชี้ไปยังคนแปลกหน้าบนถนน) ตำรวจจะมาจับไปนะ!” หรือเพื่อนบอกว่า “เดือนนี้รับเงินเดือนเกือบแสนน่ะ” (นี้เป็นยอดรวมเงินเดือน และ Bonus ที่จ่ายในเดือน ๑๒) หรือเพื่อนร่วมงาน นาย ฮ. บอก กับที่ประชุม อาสา กับประธานว่า จะทำโครงการนั้นโครงการนี้มากมาย แต่เวลาผ่านไป โครงการต่างๆ ก็ไม่ได้ทำ จนมีผู้อื่นเอาไปทำ จนแล้วเสร็จ ประธานก็ชม นาย ฮ. ก็ดีใจประประกาศ ความสำเร็จ ประหนึ่งตัวทำ โครงการนั้นเอง จึงไม่แน่ใจว่าใน ตัวอย่างที่ยกขึ้นมา เป็นการล่วงศีลในข้อมุสาวาท หรือไม่ อย่างไรครับ ขอความเมตตาพระอาจารย์ชี้แนะครับ ตอบ : องค์ของศีลข้อมุสาวาท มีดังนี้ ๑. เรื่องไม่จริง ๒. จิตคิดจะกล่าวคำไม่จริงนั้น ๓. พยายามกล่าวคำไม่จริงนั้น ๔. ผู้อื่นเข้าใจเรื่องนั้น คือแค่เข้าใจ แม้ไม่เชื่อ ผู้พูดก็ศีลขาดแล้ว การพูดความจริงไม่หมด พูดเพียงครึ่งเดียว (half-truth) หรือการโกหกสีขาว (White Lies) จะผิดและมีโทษเพียงใด ก็อยู่ที่เจตนา และผลเสียที่เกิดขึ้นจากการพูดนั้น ผลเสียมาก ก็มีโทษมาก กรณีที่ ๑ พ่อแม่บอกลูกว่า “ถ้าไม่นั่งให้เรียบร้อยบนรถ (ชี้ไปยังคนแปลกหน้าบนถนน) ตำรวจจะมาจับไปนะ!” – ถ้าคนแปลกหน้าที่ถูกชี้นั้นไม่ใช่ตำรวจ ก็ผิดศีล – ถ้าเป็นตำรวจจริงๆ แต่การนั่งของลูก (ที่ว่าไม่เรียบร้อยน่ะ) เป็นเหตุให้ตำรวจจับจริงหรือไม่ ถ้ารู้ว่าไม่ใช่ แล้วพูดไป ก็ผิดศีล – แม้ว่าพ่อแม่จะมีเจตนาเพียงจะสั่งสอนลูก แต่ถ้านำคำไม่จริงมาสอน ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้ลูกเข้าใจผิดว่าคนนั้นเป็นตำรวจ เข้าใจว่าเพียงนั่งไม่เรียบร้อยก็เป็นให้ถูกจับ สร้างภาพในใจว่าตำรวจดุร้าย น่ากลัว เป็นต้น ซึ่งก็จะส่งผลถึงทัศนคติ บุคลิกภาพ และการใช้ชีวิตต่อไป นี่ยังดีนะ.. อาตมาเคยเดินผ่านโยมแม่-ลูก ลูกทำอะไรไม่ทันสังเกต ได้ยินแต่เสียงแม่ดุลูกว่า “หยุดเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวพระตี!” โถ…มาใส่ร้ายพระ! คงจะคิดผลักภาระให้พ้นตัว แต่ก็กลายเป็นกล่าววจีทุจริต เลยต้องเลี้ยวไปปรับทัศนคติสักหน่อย ตัวอย่างคำที่ควรพูดในกรณีที่ ๑ : “นั่งให้เรียบร้อยนะคะ เดี๋ยวถ้าจำเป็นต้องเบรค ลูกจะได้ไม่ล้มคะมำ จะได้ไม่เจ็บตัว” “นั่งให้เรียบร้อยหน่อยนะจ๊ะ พ่อจะได้มีสมาธิขับรถ ถ้าต้องมาดูลูกบ้าง ดูถนนบ้าง เดี๋ยวมันจะเกิดอุบัติเหตุนะ” เป็นต้น คือ หันมาใช้คำพูดในเชิงแนะนำด้วยเมตตา ไม่ใช่พูดสั่งห้ามที่ระคนด้วยความโกรธ หรือพูดเอาง่ายด้วยการโกหกหลอกเด็ก กรณีที่ ๒ เพื่อนบอกว่า “เดือนนี้รับเงินเดือนเกือบแสนน่ะ” (นี้เป็นยอดรวมเงินเดือน และ Bonus ที่จ่ายในเดือน ๑๒) – ถ้าเพื่อนตั้งใจอวดรวย แล้วพูดเพื่อให้เราเข้าใจว่า’เขามีรายได้มากกว่าที่เป็นจริง’ เพื่อนก็ผิดศีล ข้อมุสาวาท – ถ้าเพื่อนพูดอำเราเล่นๆ ก็เป็นพูดหยอกล้อ โทษก็เบากว่า คือต้องดูที่เจตนา กรณีที่ ๓ เพื่อนร่วมงาน นาย ฮ. บอกกับทีประชุม อาสากับประธานว่า จะทำโครงการนั้น โครงการนี้ มากมาย แต่เวลาผ่านไป โครงการต่างๆ ก็ไม่ได้ทำ จนมีผู้อื่นเอาไปทำ จนแล้วเสร็จ ประธานก็ชม นาย ฮ. ก็ดีใจประประกาศความสำเร็จ ประหนึ่งตัวทำ โครงการนั้นเอง กรณีนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่า นาย ฮ. กล่าวมุสาวาท นาย ฮ. อาจจะได้รับคำชมจากประธาน แต่เพื่อนร่วมงานก็จะรังเกียจ และคาดว่า อีกไม่นาน..ความจริงก็จะปรากฏ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะตกตํ่าแบบไม่มีใครเห็นใจ! ขอยกหลักการตรัสของพระพุทธเจ้า มาแสดงประกอบ เพื่อความเข้าใจแจ่มชัดยิ่งขึ้นว่า เวลาเราจะพูดอะไรกับใคร ควรพูดหรือไม่ จะพูดอย่างไร พูดเมื่อไร หลักนั้นมีดังนี้ :- ๑. คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่ตรัส ๒. คำพูดที่จริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่ตรัส ๓. คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกเวลาตรัส ๔. คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ แม้จะเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ก็ไม่ตรัส ๕. คำพูดที่จริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ แม้จะเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ก็ไม่ตรัส ๖. คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกเวลาตรัส ขอแถมอีกชุด คือ องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต ได้แก่ ๑. กล่าวถูกต้องตามกาล ๒. กล่าวคำจริง ๓. กล่าวคำอ่อนหวาน ๔. กล่าวด้วยจิตเมตตา สรุปคือ – เว้นมุสาวาท – กล่าววาจาสุภาษิต – เลือกเวลาที่เหมาะสม แล้วจึงพูดเฉพาะคำพูดที่จริง ถูกต้องเป็นประโยชน์ ส่วนผู้ฟังจะชอบใจหรือไม่ เราบังคับเขาไม่ได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบโจทย์บนนิมฺมโลเพจ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ธรรมะสว่างใจ #เอาความตายเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ประมาท #ชีวิตสมสีสี 🤔🤔 #ถาม : ตายแบบไหนจึงจะไปเกิดในที่ดี ๆ ดูรูปพระพุทธรูปที่บ้านได้ไหม แล้วตายแบบไหนที่จะไปเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแก ? #ตอบ : มันขึ้นอยู่กับว่าเวลาเรานึกถึงพระแล้วนึกด้วยใจแบบไหน ? เวลานึกถึงพระพุทธรูป นึกแบบไหน ? ถ้าเห็นพระพุทธรูปแล้ว..นึกเลยไปหาพระพุทธเจ้า.. “พระพุทธเจ้ามีพระคุณอย่างนี้ อย่างนี้.. อิติปิโส ภะคะวาติ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.” เห็นพระพุทธรูปแล้ว..นึกให้ถึงพระพุทธเจ้า.. อย่างนี้ได้ เห็นพระพุทธรูปแล้วศรัทธา มีความเลื่อมใส นึกไม่ต้องมากก็ได้ แค่ว่า ‘พุทโธ.. พุทโธ.. พุทโธ..’ ก็ยังได้ แต่ถ้านึกเห็นภาพพระพุทธรูปที่บ้านเรา.. ‘องค์นี้แพงมาก เช่ามาตั้ง ๓ ล้าน’ คิดอย่างนี้ แล้วตายไป..ไม่ไปเป็นเทวดา ‘เสียดาย ! เสียดายพระพุทธรูปองค์นี้’ ! เคยมีเรื่องหนึ่ง สมเด็จพระญาณสังวรฯ เคยทรงเล่าเอาไว้.. คน ๆ หนึ่งตายไป เพื่อนก็รู้ว่า เพื่อนคนนี้ที่ตายไปสะสมพระพุทธรูปไว้เยอะ ก็อยากจะดู ห้องพระของเขาใหญ่มาก ห้องพระใหญ่ สะสมพระไว้เยอะ พระรุ่นนั้น รุ่นนี้ สมัยนั้น สมัยนี้ .. ปรากฏว่าระหว่างที่ชมพระพุทธรูปอยู่นั้น มีงูเห่า ไม่รู้มาอย่างไร อยู่ในห้องพระนั้น ! ชูหัวขึ้นมา แผ่แม่เบี้ยด้วย !! พระราคาแพง ๆ ทั้งนั้นเลย เพื่อนก็ไหวตัวทัน รู้เลยว่า ..’เพื่อนเราน่ะ.. คงจะหวง’ ก็เลยพูดกับงูว่า “เพื่อน.. เรามาขอชมบารมีเพื่อนเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะเอาพระพุทธรูปองค์ไหนเลย มาขอชมบารมี.. ขอดูสิว่าเพื่อนสะสมอะไรไว้บ้าง โอ้โห ! พระดี ๆ ทั้งนั้นเลย พระมีคุณค่าทางศิลปะ มีคุณค่า มีความงาม มีคุณค่าในแง่ของความเก่าแก่ โอ้! ดี ๆ ทั้งนั้นเลย.. มาขอชมบารมีเท่านั้น ! ไม่ต้องห่วง เราจะไม่แตะไม่ขยับพระองค์ไหนเลยสักองค์หนึ่ง” พอพูดกับเพื่อนไปอย่างนั้นนะ งูตัวนั้นจากแผ่แม่เบี้ย ก็หด มุดหายไปตรงไหนก็ไม่รู้ ตัวอย่างอันนี้ก็เรียกว่า แม้นึกถึงพระ..แล้วก็ยังไม่แน่ ! นึกถึงพระแล้ว อาจจะไม่ใช่จิ้งจกก็ได้ อาจจะเป็น “งูเห่าหวงทรัพย์” อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ถ้านึกเพียงแค่ว่า ‘บ้านเราเป็นอย่างไรหนอ ?’ “ห่วงบ้าน” ‘บ้านเราจะมีใครเฝ้าไหมหนอ ?’ คิดอย่างนี้นะ ก็อาจจะไปเป็นจิ้งจกเกาะตามฝาผนังบ้าน ก็แล้วแต่.. เลือกได้นะ เราจะเลือกไปเป็นอะไร ? จะไปเป็นงูเห่า? จะไปเป็นจิ้งจก? หรือจะไปเป็นเทวดา? หรือจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยะ? แค่นึกถึงพระพุทธรูป แต่นึกถึงด้วยลักษณะต่างกัน ผลก็ไม่เหมือนกันนะ นึกถึงพระพุทธรูปแบบระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ก็แบบหนึ่ง นึกถึงพระพุทธรูปด้วยความหวงแหน ก็จะไปเป็นอีกแบบหนึ่ง นึกแล้วจิตเป็นอย่างไร ? จิตมีความหวงแหน ก็เป็นแบบหนึ่ง นึกแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ก็เป็นแบบหนึ่ง นึกแล้วระลึกถึงคำสอนของพระองค์ว่า “พระองค์สอนอะไร ?” แล้วตอนนี้สิ่งที่กำลังปรากฏกับชีวิตนี้ กำลังเป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ ! ร่างกายเป็นทุกข์บีบคั้นขนาดนี้ มันบีบคั้นจริง !! ใกล้ตายแล้ว..มันก็มีความบีบคั้นจริง เห็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าแสดง จิตเกิด-ดับ รวดเร็วจริง เดี๋ยวก็กังวลถึงคนนั้น เดี๋ยวก็กังวลถึงคนนี้ เดี๋ยวจิตก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เห็นจริง !! นึกถึงพระพุทธเจ้า และนึกถึงคำสั่งสอนด้วย ก็เอาน้อมมาเห็นจริงในสิ่งที่มันปรากฏจริง ๆ ในจิตขณะนี้ด้วย อย่างนี้มีประโยชน์มาก แล้วบางทีก็จะสามารถบรรลุมรรผลก่อนตาย การบรรลุมรรคผลก่อนที่จะมีจิตสุดท้ายเกิดขึ้น เขาเรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” เป็นผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี อันนี้ก็เป็นไปได้ บางท่านอาจจะไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์ บางทีก็จะบรรลุมรรคผลในตอนที่ใกล้ตายนั่นเอง *** มีโยมคนหนึ่งไปดูแลพระอาพาธ พระอาพาธนี้ก็อาพาธหนัก แรก ๆ ก็ดูว่าเป็นพระที่ภาวนาไม่ได้เข้าตากรรมการ ประมาณว่าดูไม่โดดเด่นอะไร แต่พอมีอาพาธใกล้ตายขึ้นมา แล้วพอวันท้าย ๆ ครูบาอาจารย์ก็ไปเตือนว่า “ตายแน่ ๆ” ครูบาอาจารย์ไปเตือน… ท่านไม่ได้ไปปลอบโยนว่า “เดี๋ยวก็หาย” เพราะเป็นหลอกลวงกัน และทำให้พระรูปนั้นประมาท ถ้าปลอบว่า “เดี๋ยวก็หาย” ก็อาจจะประมาทต่อ ทีนี้ที่ครูบาอาจารย์ไปเนี่ย ท่านไปชี้ว่า.. “คราวนี้ตายแน่นะ อย่าคิดว่ามันจะหายนะ ! ตายแน่ ! ให้ทำใจไว้เลยว่าตายแน่ ทำอย่างไร..จะตายแล้วให้ดี ? ทำอย่างไร..จะเตรียมพร้อมก่อนจะตาย ? นับจากนี้ ไปถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทำอย่างไรที่เราจะเห็นความจริงของชีวิตนี้ให้ได้ ?” ท่านก็เอาจริงเลยคราวนี้.. เปลี่ยนเลย ! จากพระที่ภาวนาที่แบบว่าไม่เข้าตากรรมการ กลายเป็นว่าเริ่มจิตใจฮึกเหิมขึ้นมา สู้ขึ้นมาเลย เวทนาอะไรเกิดขึ้นมาก็รู้ทัน บางทีก็เผลอโอดโอยบ้าง เดี๋ยวบางทีก็ฮึดขึ้นมาสู้ ดูใหม่ ดูเวทนาไป ด้วยความที่โรคนั้นก็ร้ายแรงพอที่จะตัดชีวิตท่านได้นะ แต่ใจท่านก็มีเรี่ยวแรง มีวิริยบารมีเกิดขึ้นมาด้วย ปรากฏว่าความที่ท่านตั้งใจที่จะพัฒนาจิตใจของท่านให้ได้ ตั้งใจที่จะรู้ความจริงของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์สั่งสอนให้ได้ พยายามจะทำธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้ปรากฏกับจิตท่านให้ได้ พระพุทธองค์สอนว่า“รูปไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ท่านก็จะดูรูปกายของท่านเนี่ย มันกำลังแสดงความจริงอันนี้อยู่ สอนว่า “นามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ท่านก็จะดูความจริงของนามอันนี้อยู่ ดูจิตที่มันเปลี่ยนแปลง ดูกายที่กำลังบีบคั้น ปรากฏว่าตอนใกล้ตาย บอกกับโยมที่มาช่วยดูแลว่า “ช่วยประคองหน่อย ขอประคองตัวให้นั่งหน่อย” โยมคนนั้นก็ไปประคองตัวให้นั่ง พอนั้งปุ๊บเนี่ยนะ ด้วยโรคมันบีบคั้น ร่างกายท่านก็กระตุก ๆ ๆ ๆ แล้วก็มรณภาพ แต่คนที่ประคองสัมผัสได้ทางใจเลยว่า รู้สึกเย็นวาบ ความเย็นวาบนั้นไม่ใช่เย็นแบบน่ากลัว ไม่ใช่เย็นเหมือนคนเข้าป่าช้านะ ไม่ใช่เย็นอย่างนั้น มันเย็นแบบฉ่ำใจ !! เขาก็เอาเรื่องนี้ไปกราบเรียนครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์บอกว่า “อ้อ.. อันนี้โยมสัมผัสได้ถึงจิตของท่าน จิตของท่านตอนตาย น่าจะอยู่ชั้นดุสิต” ท่านเทียบเคียงเอาตามที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ว่า เทวดาชั้นดุสิตสภาพจะเย็นฉ่ำ เวลาโยมคนนี้ไปบรรยายให้ครูบาอาจารย์ฟัง ครูบาอาจารย์ก็บอกว่า อย่างนี้ก็น่าจะตายไปเป็นเทวดาอยู่ชั้นดุสิต แล้วก็น่าจะได้ดี เห็นความจริง ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เห็นความจริงว่ากายนี้มันควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เรา จิตนี้ก็ควบคุมไม่ได้ไม่ใช่เรา น่าจะได้ดีระดับนี้ด้วย *** เอาเวลาที่เหลืออยู่ เอาให้มันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตให้มาก เอาความตายมาเป็นเครื่องเตือนใจให้ไม่ประมาท อย่างนี้เรียกว่า “ภาวนาเป็น” นึกถึง ความตายแล้วภาวนา ไม่ใช่ว่านึกถึงความตายแล้วห่อเหี่ยว ‘กูจะตายเสียแล้ว.. กลัว !’ อย่างนี้เรียกว่า “ภาวนาไม่เป็น” ต้องปรับทัศนคติใหม่ ระลึกถึงความตายแล้ว ให้ความตายนั้นมาเตือนใจให้ไม่ประมาท *** พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/859025491513513 (นาทีที่ 1.39.40-1049.17 )

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ธรรมะสว่างใจ #เอาความตายเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ประมาท #ชีวิตสมสีสี 🤔🤔 #ถาม : ตายแบบไหนจึงจะไปเกิดในที่ดี ๆ ดูรูปพระพุทธรูปที่บ้านได้ไหม แล้วตายแบบไหนที่จะไปเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแก ? #ตอบ : มันขึ้นอยู่กับว่าเวลาเรานึกถึงพระแล้วนึกด้วยใจแบบไหน ? เวลานึกถึงพระพุทธรูป นึกแบบไหน ? ถ้าเห็นพระพุทธรูปแล้ว..นึกเลยไปหาพระพุทธเจ้า.. “พระพุทธเจ้ามีพระคุณอย่างนี้ อย่างนี้.. อิติปิโส ภะคะวาติ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.” เห็นพระพุทธรูปแล้ว..นึกให้ถึงพระพุทธเจ้า.. อย่างนี้ได้ เห็นพระพุทธรูปแล้วศรัทธา มีความเลื่อมใส นึกไม่ต้องมากก็ได้ แค่ว่า ‘พุทโธ.. พุทโธ.. พุทโธ..’ ก็ยังได้ แต่ถ้านึกเห็นภาพพระพุทธรูปที่บ้านเรา.. ‘องค์นี้แพงมาก เช่ามาตั้ง ๓ ล้าน’ คิดอย่างนี้ แล้วตายไป..ไม่ไปเป็นเทวดา ‘เสียดาย ! เสียดายพระพุทธรูปองค์นี้’ ! เคยมีเรื่องหนึ่ง สมเด็จพระญาณสังวรฯ เคยทรงเล่าเอาไว้.. คน ๆ หนึ่งตายไป เพื่อนก็รู้ว่า เพื่อนคนนี้ที่ตายไปสะสมพระพุทธรูปไว้เยอะ ก็อยากจะดู ห้องพระของเขาใหญ่มาก ห้องพระใหญ่ สะสมพระไว้เยอะ พระรุ่นนั้น รุ่นนี้ สมัยนั้น สมัยนี้ .. ปรากฏว่าระหว่างที่ชมพระพุทธรูปอยู่นั้น มีงูเห่า ไม่รู้มาอย่างไร อยู่ในห้องพระนั้น ! ชูหัวขึ้นมา แผ่แม่เบี้ยด้วย !! พระราคาแพง ๆ ทั้งนั้นเลย เพื่อนก็ไหวตัวทัน รู้เลยว่า ..’เพื่อนเราน่ะ.. คงจะหวง’ ก็เลยพูดกับงูว่า “เพื่อน.. เรามาขอชมบารมีเพื่อนเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะเอาพระพุทธรูปองค์ไหนเลย มาขอชมบารมี.. ขอดูสิว่าเพื่อนสะสมอะไรไว้บ้าง โอ้โห ! พระดี ๆ ทั้งนั้นเลย พระมีคุณค่าทางศิลปะ มีคุณค่า มีความงาม มีคุณค่าในแง่ของความเก่าแก่ โอ้! ดี ๆ ทั้งนั้นเลย.. มาขอชมบารมีเท่านั้น ! ไม่ต้องห่วง เราจะไม่แตะไม่ขยับพระองค์ไหนเลยสักองค์หนึ่ง” พอพูดกับเพื่อนไปอย่างนั้นนะ งูตัวนั้นจากแผ่แม่เบี้ย ก็หด มุดหายไปตรงไหนก็ไม่รู้ ตัวอย่างอันนี้ก็เรียกว่า แม้นึกถึงพระ..แล้วก็ยังไม่แน่ ! นึกถึงพระแล้ว อาจจะไม่ใช่จิ้งจกก็ได้ อาจจะเป็น “งูเห่าหวงทรัพย์” อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ถ้านึกเพียงแค่ว่า ‘บ้านเราเป็นอย่างไรหนอ ?’ “ห่วงบ้าน” ‘บ้านเราจะมีใครเฝ้าไหมหนอ ?’ คิดอย่างนี้นะ ก็อาจจะไปเป็นจิ้งจกเกาะตามฝาผนังบ้าน ก็แล้วแต่.. เลือกได้นะ เราจะเลือกไปเป็นอะไร ? จะไปเป็นงูเห่า? จะไปเป็นจิ้งจก? หรือจะไปเป็นเทวดา? หรือจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยะ? แค่นึกถึงพระพุทธรูป แต่นึกถึงด้วยลักษณะต่างกัน ผลก็ไม่เหมือนกันนะ นึกถึงพระพุทธรูปแบบระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ก็แบบหนึ่ง นึกถึงพระพุทธรูปด้วยความหวงแหน ก็จะไปเป็นอีกแบบหนึ่ง นึกแล้วจิตเป็นอย่างไร ? จิตมีความหวงแหน ก็เป็นแบบหนึ่ง นึกแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ก็เป็นแบบหนึ่ง นึกแล้วระลึกถึงคำสอนของพระองค์ว่า “พระองค์สอนอะไร ?” แล้วตอนนี้สิ่งที่กำลังปรากฏกับชีวิตนี้ กำลังเป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ ! ร่างกายเป็นทุกข์บีบคั้นขนาดนี้ มันบีบคั้นจริง !! ใกล้ตายแล้ว..มันก็มีความบีบคั้นจริง เห็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าแสดง จิตเกิด-ดับ รวดเร็วจริง เดี๋ยวก็กังวลถึงคนนั้น เดี๋ยวก็กังวลถึงคนนี้ เดี๋ยวจิตก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เห็นจริง !! นึกถึงพระพุทธเจ้า และนึกถึงคำสั่งสอนด้วย ก็เอาน้อมมาเห็นจริงในสิ่งที่มันปรากฏจริง ๆ ในจิตขณะนี้ด้วย อย่างนี้มีประโยชน์มาก แล้วบางทีก็จะสามารถบรรลุมรรผลก่อนตาย การบรรลุมรรคผลก่อนที่จะมีจิตสุดท้ายเกิดขึ้น เขาเรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” เป็นผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี อันนี้ก็เป็นไปได้ บางท่านอาจจะไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์ บางทีก็จะบรรลุมรรคผลในตอนที่ใกล้ตายนั่นเอง *** มีโยมคนหนึ่งไปดูแลพระอาพาธ พระอาพาธนี้ก็อาพาธหนัก แรก ๆ ก็ดูว่าเป็นพระที่ภาวนาไม่ได้เข้าตากรรมการ ประมาณว่าดูไม่โดดเด่นอะไร แต่พอมีอาพาธใกล้ตายขึ้นมา แล้วพอวันท้าย ๆ ครูบาอาจารย์ก็ไปเตือนว่า “ตายแน่ ๆ” ครูบาอาจารย์ไปเตือน… ท่านไม่ได้ไปปลอบโยนว่า “เดี๋ยวก็หาย” เพราะเป็นหลอกลวงกัน และทำให้พระรูปนั้นประมาท ถ้าปลอบว่า “เดี๋ยวก็หาย” ก็อาจจะประมาทต่อ ทีนี้ที่ครูบาอาจารย์ไปเนี่ย ท่านไปชี้ว่า.. “คราวนี้ตายแน่นะ อย่าคิดว่ามันจะหายนะ ! ตายแน่ ! ให้ทำใจไว้เลยว่าตายแน่ ทำอย่างไร..จะตายแล้วให้ดี ? ทำอย่างไร..จะเตรียมพร้อมก่อนจะตาย ? นับจากนี้ ไปถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทำอย่างไรที่เราจะเห็นความจริงของชีวิตนี้ให้ได้ ?” ท่านก็เอาจริงเลยคราวนี้.. เปลี่ยนเลย ! จากพระที่ภาวนาที่แบบว่าไม่เข้าตากรรมการ กลายเป็นว่าเริ่มจิตใจฮึกเหิมขึ้นมา สู้ขึ้นมาเลย เวทนาอะไรเกิดขึ้นมาก็รู้ทัน บางทีก็เผลอโอดโอยบ้าง เดี๋ยวบางทีก็ฮึดขึ้นมาสู้ ดูใหม่ ดูเวทนาไป ด้วยความที่โรคนั้นก็ร้ายแรงพอที่จะตัดชีวิตท่านได้นะ แต่ใจท่านก็มีเรี่ยวแรง มีวิริยบารมีเกิดขึ้นมาด้วย ปรากฏว่าความที่ท่านตั้งใจที่จะพัฒนาจิตใจของท่านให้ได้ ตั้งใจที่จะรู้ความจริงของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์สั่งสอนให้ได้ พยายามจะทำธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้ปรากฏกับจิตท่านให้ได้ พระพุทธองค์สอนว่า“รูปไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ท่านก็จะดูรูปกายของท่านเนี่ย มันกำลังแสดงความจริงอันนี้อยู่ สอนว่า “นามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ท่านก็จะดูความจริงของนามอันนี้อยู่ ดูจิตที่มันเปลี่ยนแปลง ดูกายที่กำลังบีบคั้น ปรากฏว่าตอนใกล้ตาย บอกกับโยมที่มาช่วยดูแลว่า “ช่วยประคองหน่อย ขอประคองตัวให้นั่งหน่อย” โยมคนนั้นก็ไปประคองตัวให้นั่ง พอนั้งปุ๊บเนี่ยนะ ด้วยโรคมันบีบคั้น ร่างกายท่านก็กระตุก ๆ ๆ ๆ แล้วก็มรณภาพ แต่คนที่ประคองสัมผัสได้ทางใจเลยว่า รู้สึกเย็นวาบ ความเย็นวาบนั้นไม่ใช่เย็นแบบน่ากลัว ไม่ใช่เย็นเหมือนคนเข้าป่าช้านะ ไม่ใช่เย็นอย่างนั้น มันเย็นแบบฉ่ำใจ !! เขาก็เอาเรื่องนี้ไปกราบเรียนครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์บอกว่า “อ้อ.. อันนี้โยมสัมผัสได้ถึงจิตของท่าน จิตของท่านตอนตาย น่าจะอยู่ชั้นดุสิต” ท่านเทียบเคียงเอาตามที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ว่า เทวดาชั้นดุสิตสภาพจะเย็นฉ่ำ เวลาโยมคนนี้ไปบรรยายให้ครูบาอาจารย์ฟัง ครูบาอาจารย์ก็บอกว่า อย่างนี้ก็น่าจะตายไปเป็นเทวดาอยู่ชั้นดุสิต แล้วก็น่าจะได้ดี เห็นความจริง ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เห็นความจริงว่ากายนี้มันควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เรา จิตนี้ก็ควบคุมไม่ได้ไม่ใช่เรา น่าจะได้ดีระดับนี้ด้วย *** เอาเวลาที่เหลืออยู่ เอาให้มันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตให้มาก เอาความตายมาเป็นเครื่องเตือนใจให้ไม่ประมาท อย่างนี้เรียกว่า “ภาวนาเป็น” นึกถึง ความตายแล้วภาวนา ไม่ใช่ว่านึกถึงความตายแล้วห่อเหี่ยว ‘กูจะตายเสียแล้ว.. กลัว !’ อย่างนี้เรียกว่า “ภาวนาไม่เป็น” ต้องปรับทัศนคติใหม่ ระลึกถึงความตายแล้ว ให้ความตายนั้นมาเตือนใจให้ไม่ประมาท *** พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/859025491513513 (นาทีที่ 1.39.40-1049.17 )

อ่านต่อ