All posts by admin

วันศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๐ #ถูกยั่วให้วนเวียน จริง/ไม่จริงแบบสมมุติเนี่ยนะ! มันเป็นตัวหลอก ถ้าเราไปหลงเพียงแค่สมมุติข้างนอกเนี่ยนะ! เราก็จะถูกโลกนี้หลอกไปเรื่อย ๆ โลกนี้หลอกไปแล้วมันจะมีผลเสียอย่างไร? เราก็จะวนเวียน ถูกยั่วให้โกรธ..ก็โกรธ ถูกยั่วให้โลภ..ก็โลภ ถูกยั่วให้เพลิน..ก็เพลิน แล้วมันก็วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ ตายไปแล้ว ก่อนตายก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ไม่อิ่มพอ..รู้สึกว่า..ยังไม่อิ่มในโลก ถูกโลกนี้หลอกให้อยากเกิดอีก หรือว่าบางทีอยากเกิดมาเพื่อจะกินอีก อยากจะเสพอีก อยากจะสะสมทรัพย์สิน หรือสะสมกามให้มากขึ้น เพราะว่าชาตินี้แปดสิบปียังสะสมไม่พอ..ประมาณนี้ ตายแล้วยังเสียดาย!..อยากจะเกิดมาเสพ มากินอีก บางคนอยากจะเกิดมา เพื่ออยากจะแก้แค้นมัน เรียกว่าอาศัยความโกรธ พาให้เกิดอีก อาศัยความโลภ พาให้เกิดอีก อาศัยความหลง พาให้เกิดอีก หลงว่าฉันจะเป็นนั่น เป็นนี่ อยากจะเกิดเป็นเทวดา นางฟ้า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เห็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง แสดงตัวตนจริง ๆ ว่ามันเพียงแค่สภาวะหนึ่ง เกิดขึ้นมา พอรู้ปุ๊บ! มันก็ดับ เห็นไปเลยว่า..สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ พอเราเห็นมันเกิด-มันดับ เราหวังพึ่งอะไรมันไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งบุญ ทั้งบาป ที่เกิดขึ้นมานี้ เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป บาป นี่เกิดขึ้นมาแล้วดับเร็ว บุญ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับด้วย สติ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับด้วย ตัวรู้ เกิดขึ้นมาก็ดับด้วย เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็หลง เอาไว้ไม่ได้ด้วย รักษาไว้ไม่ได้ด้วย เราคิดว่าจะต้องสร้างตัวรู้ขึ้นมานะ..ต้องสร้างก่อนนะ จึงจะรู้ว่าเมื่อกี้มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม? เราต้องสร้างตัวรู้นี้ขึ้นมา แต่ตัวรู้นี่เอง! ก็เป็นสภาวะหนึ่งที่เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง นั้นเรามาศึกษาเห็นความจริงตรงนี้ เห็นความจริงตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่า.. เห็นความจริงแล้วเราจะหน่ายจากการเกิด-ดับขึ้นมา เจอความหลอกลวงของโลกนี้ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “จริงหรือเปล่า” แสดงธรรม ณ วัดยานนาวา ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์เสียง https://bit.ly/38upjlD ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ociuhHPq1g8 (นาทีที่ 54.18-57.03)

อ่านต่อ

#ปฏิทินธรรม #กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล​ (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) 😇รายการสด #ธรรมะสว่างใจ ณ สถานี​โทรทัศน์​ SBBTV วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 😇พุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ 😇พุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ 😇พุธที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ 😇พุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177″>https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) 😇วันเสาร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. บรรยายธรรม ใน คอร์สปฏิบัติธรรม #คอร์ส๒๖๗ ติดต่อ​ คุณฝุ้น​ 081-400-8980 😇อาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 (แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42″>https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) 😇วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๑.๓๐ น. บรรยายธรรม ในคอร์สปฏิบัติธรรม #คอร์สกองบุญสร้างอริยะ ติดต่อ​ คุณ​ฝ้าย​ 0844565094​ 😇วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนฯราชมงคลกรุงเทพฯ งานอบรมภาวนา ครั้งที่ ๔๑ จัดโดย #ชมรมกัลยาณธรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-7027353 หรือ 086-8414778 หรือ แอด line official จากลิ้งค์ https://lin.ee/8RtYwab”>https://lin.ee/8RtYwab (แผนที่ ม.เทคโนฯราชมงคลกรุงเทพฯ https://maps.app.goo.gl/G69Z9aTT8Ftt3TB46″>https://maps.app.goo.gl/G69Z9aTT8Ftt3TB46 ) 😇วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ห้องสัมมนา #ฐณิชาฌ์รีสอร์ท อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 034 – 751942 , 062 – 324 2915 (แผนที่ ฐณิชาฌ์ เฮลท์ตี้ รีสอร์ท https://goo.gl/maps/mjx4kqh7nZP2″>https://goo.gl/maps/mjx4kqh7nZP2 ) 😇วันเสาร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ – อาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #ทิพยะวิลล่า อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่​ คุณ​แดง​ 081-829-4121 (แผนที่ ทิพยะวิลล่า เชียงใหม่ https://maps.app.goo.gl/DM5t8XsPV4NhuNJa8″>https://maps.app.goo.gl/DM5t8XsPV4NhuNJa8) ติดตามตารางกิจนิมนต์พระอาจารย์ ได้ที่ เมนูหน้าปฏิทินธรรม www.nimmalo.com หรือ https://nimmalo.com/calendar/”>https://nimmalo.com/calendar/

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๙ #ศีลห้า 🤔🤔 #ถาม : กรณีของการผิดศีล รวมไปถึง .. ๑. การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ๒. การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง ๓. เจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ซื้อบริการทางเพศ ๔. การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น ๕. การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติด อื่นๆ ด้วยหรือไม่ครับ? #ตอบ : ศีลข้อที่ ๑ เว้นปาณาติบาต ปาณาติบาต แปลว่า ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป หมายความว่า ฆ่าสัตว์ ปลงชีพสัตว์ ปาณาติบาตนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. สัตว์มีชีวิต ๒. ตนรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. จิตคิดจะฆ่า ๔. มีความพยายาม คือลงมือทำ ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ในส่วนของความพยายาม มีอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามฆ่าด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นฆ่า ๓. พยายามฆ่าด้วยอาวุธที่ซัดไป ๔. พยายามฆ่าด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ เช่น ขุดหลุม/บ่อ/กับดัก วางยาพิษ ๕. พยายามฆ่าด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคมเพื่อให้ตาย ๖. พยายามฆ่าด้วยฤทธิ์ การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ตรงกับข้อ ๒ ถ้าทำการฆ่าสำเร็จตามสั่ง ก็นับว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต ทั้งผู้สั่ง/ใช้/ไหว้วาน และผู้รับสั่ง/ใช้/ไหว้วาน … ศีลข้อที่ ๒ เว้นอทินนาทาน อทินนาทาน แปลว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ของที่เจ้าของหวงแหน ๒. รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน ๓. จิตคิดลัก ๔. พยายามลัก ๕. ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น อาการที่ถือว่าลักทรัพย์ มีได้หลายแบบ เช่น ๑. ลัก คือ ถือเอาโดยที่เจ้าของไม่เห็น ๒. ขโมย คือ ลอบเอาสิ่งของของผู้อื่นมา โดยเจ้าของไม่ได้ให้ ๓. ฉกชิง หรือวิ่งราว คือ ฉวยเอาตอนเขาเผลอ ๔. ลักซ่อน เช่น เห็นของตกอยู่ แล้วเอาใบไม้มาปิด เพื่อจะเอา ๕. ลักต้อน เช่น ต้อนวัวควายของผู้อื่นไปตอนที่เจ้าของไม่เห็น ๖. ลักสับ คือ ลักโดยแอบสับเปลี่ยนสลาก หรือแอบเปลี่ยนของ ๗. แย่ง คือ แย่งเอาต่อหน้า ๘. ตู่ คือ เถียงเอาหน้าด้านๆ ๙. ฉ้อ คือ รับของฝากไว้ แล้วไม่คืน ๑๐. ยักยอก คือ แอบเอาทรัพย์ของหลวงหรือของส่วนรวมไป ๑๑. ปล้น คือ ใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์ ๑๒. ปลอม คือ ทำของปลอม ให้คนอื่นเห็นว่าเป็นของแท้ ๑๓. โกง เช่น ตั้งใจใช้ตราชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน ๑๔. หลอกลวง คือ ใช้อุบายปลิ้นปล้อนล่อลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้ทรัพย์ ๑๕. กดขี่ หรือกรรโชก คือ ขู่ให้กลัว แล้วเอาทรัพย์ไป ๑๖. ตระบัด คือ ยืมของคนอื่นไป แล้วเบี้ยว ไม่ยอมคืน ๑๗. แอบซ่อนของหนีภาษี เป็นต้น เรียกรวมๆ ว่า ทำ “โจรกรรม” คือ การกระทำอย่างโจร นอกจากโจรกรรมโดยตรงแล้ว ท่านก็ยังห้ามโจรกรรมโดยอ้อมด้วย ได้แก่ ๑. อนุโลมโจรกรรม คือ ความเลี้ยงชีพหรือการแสวงหาทรัพย์ในทางไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ – สมโจร คือ การกระทำที่ส่งเสริมโจร เช่น รับซื้อของโจร – ปอกลอก คือ การคบกันแบบไม่ซื่อ ทำให้เขาหลงเชื่อแล้วล่อลวงเอาทรัพย์เขาไป เมื่อเขาสิ้นเนื้อประดาตัวก็ทิ้งขว้าง – รับสินบน หมายเฉพาะการรับทรัพย์ที่เขาให้เพื่อช่วยทำธุระให้เขาในทางที่ผิด ๒. ฉายาโจรกรรม แปลว่า เงาของโจรกรรม คือ การทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ที่หวงแหน ได้แก่ – ผลาญ คือ ทำความเสียหายแก่ทรัพย์ผู้อื่น เช่น เผาบ้านเขา ฆ่าสัตว์เลี้ยงของเขา – หยิบฉวย คือ ถือเอาทรัพย์ผู้อื่นด้วยความมักง่าย เช่น หยิบเอาไปโดยไม่บอกเจ้าของ ในส่วนของอทินนาทาน ก็มีความพยายามอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามลักด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นลัก ๓. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่ซัดไป/เคลื่อนไป/อยู่ไกลตัว เช่น ใช้โดรนไปลัก ๔. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ ๕. พยายามลักด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคม ๖. พยายามลักด้วยฤทธิ์ การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง จึงนับว่าเป็นการทำอทินนาทานด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย … ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร แปลว่า การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย กามทั้งหลาย ในที่นี้ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันทางประเวณี หมายถึง เมถุน คือ การส้องเสพระหว่างชายหญิง กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. วัตถุอันไม่ควรถึง ๒. จิตคิดจะเสพ ๓. ทำความพยายามที่จะเสพ ๔. มรรคต่อมรรคถึงกัน วัตถุอันไม่ควรถึง ในที่นี้คือ คนต้องห้าม หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่ ๑. หญิงมีสามี ๒. หญิงมีญาติรักษา คือ มีผู้ปกครอง อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพ่อหรือแม่หรือพี่หรือน้องหรือญาติ ๓. หญิงที่มีจารีตรักษา ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ แม่ / ย่า-ยาย / ย่าทวด-ยายทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – หญิงนักบวช – หญิงที่มีกฎหมายห้าม ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่ ๑. ชายอื่นนอกจากสามี เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงที่มีสามีแล้ว ๒. ชายที่มีจารีตห้าม ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ พ่อ / ปู่-ตา / ปู่ทวด-ตาทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – ชายนักบวช – ชายที่มีกฎหมายห้าม ศีลข้อนี้ ท่านมุ่งป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ ทำให้มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การซื้อบริการทางเพศ ถ้าผู้ชายซื้อบริการทางเพศกับหญิง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะผิดศีลข้อนี้ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า ใครเป็นใคร หญิงนั้นได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือไม่ มีสามีอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าผู้หญิงซื้อบริการทางเพศกับชาย ก็น่าจะผิดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ในแง่กฎหมาย ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุ ๑๕-๑๘ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็อาจผิดฐานพรากผู้เยาว์ ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็มีความผิดยอมความไม่ได้ และผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วย ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดให้มีการขายบริการทางเพศ (เช่น เจ้าของสถานบริการ, แม่เล้า, แมงดา เป็นต้น) มีความผิดทุกกรณี เราก็ไม่ควรไปส่งเสริมให้เขาทำผิดกันนะ ที่ดีที่สุด คือ อย่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ใน ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเป็นนักเลงหญิง … ข้อนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม” ความเป็นนักเลงหญิง ซึ่งหมายรวมถึงความเจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ด้วยนั้น ก็ยังเป็นหนึ่งใน “อบายมุข” อีกต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทอีกว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น” … ศีลข้อที่ ๔ เว้นจากมุสาวาท มุสาวาท แปลว่า การพูดเท็จ รวมถึงการสื่อสารทุกอย่างด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง มุสาวาท มีองค์ ๔ ได้แก่ ๑. เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง ๒. เจตนาจะพูด ๓. พยายามพูด ๔. ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ที่ว่าพูดนั้น รวมถึงภาษากาย และการสื่อสารทุกอย่าง ท่านยังได้แจกแจงกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง ได้แก่ ๑. ปด คือโกหกกันชัดๆ ๒. ทนสาบาน คือ ตั้งสัจจะหรือสาบานว่าจะพูดความจริง แต่ก็พูดเท็จ ๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ ทำกลอุบายหลอกลวง เช่น พูดอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีจริง ๔. มารยา คือ ลวงให้เข้าใจผิด เช่น ไม่เจ็บ แต่ทำเป็นเจ็บ ๕. ทำเลศ คือ ยกเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน มาเล่นสำนวนเพื่อกล่าวหา เช่น ไม่ชอบคนชื่อ “ต” ก็ไปตั้งชื่อลิงตัวหนึ่งให้ชื่อ “ต” พอลิงขโมยของ ก็เที่ยวไปพูดว่า นาย “ต” ขโมยของไป ๖. เสริมความ คือ อาศัยเรื่องจริงบางส่วน ตัดเรื่องที่ไม่ต้องการออก เติมเรื่องที่ตั้งใจบิดเบือนลงไป ยังมีถ้อยคำที่ไม่ใช่มุสาวาทโดยตรง แต่จัดเข้าในศีลข้อนี้ด้วย เรียกว่า อนุโลมมุสา ได้แก่ ๑. เสียดแทง คือ พูดเกินจริง โดยเจตนาให้เจ็บใจ รวมถึงการพูดด่า และพูดประชด ๒. สับปลับ คือ พูดกลับกลอก รวมถึงการพูดปดด้วยคะนองวาจา บางทีก็ตอนพูดยังไม่เป็นมุสาวาท แต่มาเป็นภายหลังก็มี คือ รับคำแล้วไม่ทำตามที่รับคำนั้น มีศัพท์ว่า ปฏิสสวะ ได้แก่ ๑. ผิดสัญญา คือ สัญญาว่าจะทำ แต่ภายหลังไม่ทำ ๒. เสียสัตย์ เช่น ข้าราชการถวายสัตย์ แล้วไม่ทำตามนั้น ๓. คืนคำ เช่น รับว่าจะทำ แล้วไม่ทำ คำพูดไม่จริง แต่ไม่นับว่าเป็นมุสาวาท ก็มี ได้แก่ ๑. โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เช่น เขียนลงท้ายจดหมายว่า ด้วยความเคารพอย่างสูง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เคารพเลย ๒. นิยาย คือ เรื่องที่รู้กันอยู่ว่าแต่งขึ้นมา ๓. สำคัญผิด คือ ไม่ได้มีเจตนาโกหก แต่พูดไปด้วยความเข้าใจผิด ๔. พลั้ง คือ ตั้งใจพูดอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปพูดอีกอย่างหนึ่ง การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น จัดอยู่ใน อนุโลมมุสา … ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมรัย คือ น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น เช่น กระแช่ เป็นต้น สุรา คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว ที่คนไทยเรียกกันว่า เหล้า สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเสพด้วยวิธีใด ก็จัดเข้าในข้อนี้ด้วย องค์แห่งศีลข้อนี้มี ๔ ได้แก่ ๑. น้ำเมา (รวมทั้งสิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย) ๒. จิตคิดจะดื่ม (หรือเสพ) ๓. พยายามดื่ม (หรือเสพ) ๔. น้ำเมานั้นล่วงลำคอลงไป (หรือเสพสำเร็จ) การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติดอื่นๆ ยังไม่ถึงกับผิดศีล แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการทำผิด จัดอยู่ใน “มิจฉาวณิชชา” มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม การค้าขายที่ผิดศีลธรรม มี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑. ค้าอาวุธ ๒. ค้ามนุษย์ ๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่า เช่น ฆ่าเป็นอาหาร เป็นต้น ๔. ค้าของเมา ๕. ค้ายาพิษ … ขอปิดท้ายการตอบโจทย์นี้ด้วยพุทธพจน์ ใน ธัมมิกสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธพจน์ตรัสโปรดธัมมิกอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสกบริวาร ๕๐๐ คน ดังนี้ “ต่อไปนี้ เราจะบอกข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์แก่พวกเธอ คือสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ประพฤติอย่างไร จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ จริงอยู่ สาวกที่ยังมีความหวงแหนในไร่นาเป็นต้น ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมของภิกษุล้วนๆ ได้ สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และที่มั่นคงในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ฆ่า จากนั้น สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ รู้อยู่ ควรงดเว้นการถือเอาสิ่งของต่างๆ ในทุกหนทุกแห่ง ที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ไม่พึงลักเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ลัก พึงงดเว้นการถือเอาสิ่งของทั้งปวงที่เจ้าของมิได้ให้โดยเด็ดขาด สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าใจชัดแจ้ง ควรงดเว้นพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ เหมือนคนเดินหลีกหลุมถ่านเพลิงที่มีไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ ก็ไม่ควรล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น สาวกผู้อยู่ในที่ประชุม หรือในที่สาธารณชน และอยู่กับคนคนเดียว ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นพูดเท็จ และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ พูดเท็จ ควรงดเว้นคำพูดที่ไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่ควรประพฤติการดื่มน้ำเมา ควรยินดีชอบใจธรรมคือการงดเว้นการดื่มน้ำเมานี้ ไม่ควรชักชวนผู้อื่นให้ดื่ม และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ ดื่ม เพราะรู้ชัดถึงโทษของการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าในที่สุด เพราะความเมานั่นเอง คนพาลทั้งหลายจึงทำบาปต่างๆ ได้ ทั้งยังชักชวนคนอื่นๆ ผู้ประมาทให้ทำอีกด้วย สาวกที่เป็นคฤหัสถ์จึงควรงดเว้นการดื่มน้ำเมา ที่ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี มีแต่ทำให้เป็นบ้า หลงลืม ที่พวกคนปัญญาทรามชอบดื่มกันนี้ …” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

อ่านต่อ

เพิ่มเติมวันออกอากาศ ตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ พุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓#ปฏิทินธรรม #เดือนมกราคม ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) 😇วัน​พุธ​ที่​ ๘,​ ๒๒, ๒๙ มกราคม​ ๒๕๖๓ เวลา​ ๑๖.๐๐​ – ๑๘.๐๐​ น. ตอบ​ปัญหา​ใน​รายการ​ #ธรรมะ​สว่าง​ใจ​ ณ​ สถานี​โทรทัศน์​ SBBTV วัด​สังฆทาน​ ต.​บาง​ไผ่​ อ.​เมือง​ จ.​นนทบุรี​ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177″>https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) 😇วันอาทิตย์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ วิหารหลวงพ่อดำ #วัดอินทาราม ธนบุรี กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ 086-329 5504 ( คุณหลี ) (แผนที่ วัดอินทาราม https://goo.gl/91W4Nv”>https://goo.gl/91W4Nv ) 😇วันพฤหัสบดีที่ ๙-๑๒ มกราคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #คอร์สกองบุญสร้างอริยะ #คอร์สเรียนรู้ตัวเองในขั้นพื้นฐาน ณ สถานปฏิบัติธรรม บ้านไรวา ต. บางพระ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี (แผนที่ สถานที่จัดงาน สถานปฏิบัติธรรม บ้านไรวา https://g.co/kgs/k42Nek”>https://g.co/kgs/k42Nek ) 😇วันพุธที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ #คอร์สกลุ่มธรรมทาน 😇วันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. บรรยายธรรม ในรายการ WBTV #วัดยานนาวา ๔๐ ถนน เจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 081 – 919 7423 คุณพันทิพา (แผนที่ วัดยานนาวา https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32″>https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32) 😇วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น บรรยายธรรม ณ #อาคารปฎิบัติธรรมสุรัตนธรรมสถาน ถ.จักรพงษ์ ติดถนนใหญ่ ฝั่งเดียวกับวัดชนะสงคราม เยื้องสหกรณ์กรุงเทพ บางลำพู กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 087 -082 9707-8 , 081-933 0559 (คุณสุรัตน์) 😇วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น บรรยายธรรม ณ #มศว.ประสานมิตร 😇วันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 ( แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42″>https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) 😇วันพุธที่ ๒๙​ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ #คอร์สกลุ่มธรรมทาน ติดตามตารางกิจนิมนต์พระอาจารย์ ได้ที่ เมนูหน้าปฏิทินธรรม www.nimmalo.com หรือ https://nimmalo.com/calendar/”>https://nimmalo.com/calendar/

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่ 📯📯📯 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #การเผยแพร่กิเลสเป็นบาป เวลาเราเผชิญกับสถานการณ์จริง ๆ รู้อยู่ว่าคำพูดนี้ไม่ดี อย่าไปเอาคำพูดนั้นใส่คืนเขาไป เขาทำหน้าอย่างนี้ใส่เรา มันไม่ดี เราไม่ชอบใจ ก็อย่าไปทำหน้าที่ดุกว่านั้นใส่เขาไป เห็นเขาแยกเขี้ยวมา ถ้าเราก็แยกเขี้ยวตอบนะ มันก็คล้ายสุนัขแล้ว ให้รู้ทันว่าสิ่งนี้ไม่ดี เราไม่ชอบใจ อย่าเอาสิ่งที่น่าไม่ชอบใจนี้ ไปใส่ให้เขาตอบ ให้รู้ทันกิเลสว่า.. “นี่..เราไม่ชอบใจ ไม่พอใจแล้ว” การเผยแพร่กิเลสเป็นบาป เดี๋ยวนี้เผยแพร่กิเลสง่ายเนอะ! โพสต์ไปปุ๊บ! โทสะเกิดขึ้นทั้งประเทศเลย! โพสต์ไปปุ๊บ! ราคะเกิดขึ้นทั้งประเทศเลย! อย่าไปอยากเป็นเน็ตไอดอลในแนวนี้ ดังก็จริง แต่ว่าไม่ได้เป็นกุศลก็มี..ใช่มั้ย? อย่าเป็นอย่างนั้น สรุปวิธีจัดการกับกิเลส มี ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ รู้ทันมัน, ไม่ตาม, ไม่ต้าน (คือทำตามแนวทางวิปัสสนา) ข้อที่ ๒ ถ้ารู้ข้อ ๑ ไม่ทัน ให้ทำสมถะแก้ไข ข้อที่ ๓ คือถ้าทำวิปัสสนาก็ไม่ทัน และทำสมถะก็ไม่ทัน หลบไปก่อน…ถอย! ถอยแล้วตั้งหลัก แล้วกิเลสเกิดขึ้นอีกทำข้อ ๑ นะ! ไม่ได้ถอยไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ทำแต่ข้อ๓ นะ หรือทำแค่ข้อ ๒ ก็ไม่ได้นะ กิเลสเกิดขึ้นใหม่แล้วต้องทำข้อ ๑ เลย กิเลสก็แค่สิ่งเกิดใหม่ในจิตดวงใหม่ ธรรมบรรยายโดย.. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 📯📯📯 เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ก้าวย่างในการภาวนา” คอร์สจิตเกษม https://youtu.be/Ebom8O5jhyY (ระหว่างนาทีที่ 43.51-45.48)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #คอร์สจิตเกษม เรื่อง..#เห็นจิตเคลื่อน โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🌸🌸🌸 สภาวะที่เห็นจิตเคลื่อน, จิตไหลเนี่ย มันสำคัญ! คือเห็นปุ๊บ! มันจะได้จิตตั้งมั่น ผลที่ได้จากจิตตั้งมั่นนั้น.. นำไปสู่การเดินปัญญาเช่นไร? รับชมและฟัง คลิปแสดงธรรม 621121B เห็นจิตเคลื่อน คอร์สจิตเกษม https://youtu.be/XMTEzxJaOow 621121B เห็นจิตเคลื่อน คอร์สจิตเกษม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be621121B เห็นจิตเคลื่อน คอร์สจิตเกษม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตท…

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๘ #วิปัสสนู ต่างกับ #วิปัสสนา อย่างไร 🤔🤔 #ถาม : “วิปัสสนู” เทียบเคียงกับ​ “วิปัสสนา” มัน​ต่างกันยังไง? แค่ไหนครับ? #ตอบ : “วิปัสสนู” เป็นการเรียกสั้น​ๆ​ ที่จริงมีคำเต็มคือ “วิปัสสนูปกิเลส” แปลว่า อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา​ ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด เป็นอุปกิเลสที่เกิดกับผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน เรียกว่า ตรุณวิปัสสนา คือ บางทีเจริญวิปัสสนาไปแล้ว..เกิดแสงสว่าง เช่น​ ดูจิตไปนี่..เห็นกิเลส กิเลสเกิดขึ้นแล้ว..เห็นกิเลส ตอนเห็นกิเลส..กิเลสดับ ตอนเห็นกิเลสแล้ว..กิเลสดับเนี่ย ขณะนั้นเรียกว่า “มี​สติ​​เห็น​จิต” ตอนมีสติเห็นจิต​..ก็เกิดกุศล​ ‘สติ’ เป็นตัวกุศลนะ​ พอกิเลสดับไปแล้ว​..ใจก็สว่าง ที่ใจสว่างขณะนั้นนะ! ถ้าไปเข้าใจว่า​แสงสว่างที่เกิดขึ้น​เป็นการบรรลุมรรคผล แสงสว่างนั้นก็กลายเป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา คนที่เจริญวิปัสสนามาถึงระดับนี้​ เห็นกิเลสดับ แล้วจิตมันสว่างขึ้นมาเนี่ยนะ​ แล้วไปเข้าใจว่าความสว่างนี้เป็นมรรคผล​ ไอ้ความเข้าใจผิดอย่างนี้​ เรียกว่า​ “อุปกิเลส” เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา​ จึงเรียกว่า​ “วิปัสสนูปกิเลส” คนไทยก็มาเรียกสั้น​ๆ​ ว่า​ “วิปัสสนู​” พอไปเทียบกับคำว่า “วิปัสสนา” มัน​ก็เลยอาจจะงงว่า​ลงท้ายสระ “อู” กับลงท้ายสระ “อา” เนี่ย​ มันต่างกันอย่างไร​? จริง​ๆ​​ คำมันยาว​ “วิปัสสนูปกิเลส​” มันมาจากคำ ๒ คำ​ คือ​ “วิปัสสนา​” บวกกับคำว่า​ “อุปกิเลส” “อุปกิเลส​” ก็คือ​ เครื่องเศร้าหมอง “กิเลส​” ก็แปลว่า ความเศร้าหมอง ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ อย่างนี้นะ ฉะนั้น ความเศร้าหมองที่เกิดจากวิปัสสนา​ ก็คือว่า​ เจริญวิปัสสนามาแล้ว​..แล้วเกิดปรากฏการณ์บางอย่าง​ แล้วเข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้น​ มันพิเศษเหลือเกิน​ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม ประมาณนี้นะ​! ก็เลยไม่ก้าวหน้าต่อไป​ เกิดเป็นความเศร้าหมองจากการเจริญวิปัสสนา​.. มีอยู่สิบอย่าง ได้แก่ โอภาส คือ แสงสว่าง ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม ญาณ ความรู้ที่คมชัด ปัสสัทธิ ความสงบเย็นกายใจ สุข เป็นสุขที่ฉ่ำชื่นไปทั้งตัว อธิโมกข์ มีศรัทธาแรงกล้า ปัคคาหะ มีความเพียร อุปัฏฐาน มีสติชัดมาก อุเบกขา วางจิตเป็นกลาง นิกันติ ความติดใจพอใจ ดูดีทั้งนั้นเลยนะ! ครูบาอาจารย์​บางที​ท่านเคยบอก​เล่าประสบการณ์ว่า​.. ตอนมีสติชัดมาก​ๆ​ เนี่ย เห็นแม้กระทั่งเม็ดในอากาศ​ เรียกว่า​ ความรับรู้มันชัดเจนมาก​ อย่างนี้นะ​ มีความเพียร.. ถ้าเพียรมาก​ ก็เข้าใจว่าความเพียรแบบนี้ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุ​อะไรอย่างนี้แหละ คือ​มันเป็นความเข้าใจผิด​ มีของดีต่าง ๆ เกิดขึ้น มีสภาวะดี ๆ เกิดขึ้นในใจ​หลังจากเจริญวิปัสสนาแล้ว​ แล้วเข้าใจว่า​..มันเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม​ อย่างนี้นะ​ คือเรียกว่าเป็น​ “วิปัสสนูปกิเลส​” ที่เข้าใจ​อย่างนี้​ แล้วมันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เพราะว่ามันจะไม่เจริญต่อแล้ว​ เหมือนบอกว่า “สมบูรณ์แล้ว​!” “สมบูรณ์แล้ว​!..ก็​ไม่เจริญกว่านี้อีกแล้ว”​ มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์​มากกว่าสมบูรณ์แล้วใช่ไหม​? พอคิดว่าบรรลุธรรมแล้ว​ ก็เลยไม่ภาวนา ไม่ทำอะไรต่อที่จะ​ให้เจริญมากกว่านี้​ ฉะนั้น การที่เห็นปรากฏการณ์ต่าง​ ๆ​ จากการภาวนา​ แล้วคิดว่า​ ไอ้ปรากฏการณ์ดีๆ แปลก​ๆ​ เหล่านั้น​ เป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรมเนี่ย​ เป็นการคิดแบบผู้ที่ตกอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสนะ​ บางที..คนที่ประสบกับวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย​ เพียงแค่เขา​รู้สึกตัวขึ้นมาว่า​ “ไอ้เนี่ย!​..มันไม่ใช่” วิธีแก้ไข ก็คือว่า..​ รู้ก่อนว่า​ “ไอ้เนี่ย!​..มันไม่ใช่​” เป็นเพียงปรากฏการณ์อันหนึ่ง วิธีจะพ้นจากสภาวะวิปัสสนูปกิเลส​ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง​ ไอ้ที่หลง​วิปัสสนูฯไปเนี่ย​ เป็นเพราะ​จิตมันไม่ตั้งมั่น​ จิตไหลไปหาปรากฏการณ์นั้น​ เช่น​ มีแสงสว่างปรากฏขึ้นเนี่ย​.. มีสติ..แล้ว​จิตมันสว่างขึ้นมา​ จิต​..มันไหลไปหาแสงสว่างนั้น​ มันจมอยู่ในแสงสว่างนั้น​ ก็ให้รู้ทันว่า..จิต​เมื่อกี้​ มันเคลื่อนไป​ หรือ​ไม่ต้องไปสนใจแสงสว่างนั้น​แล้ว​..มารู้สึกตัว​ ตอนมารู้สึกตัวเนี่ย​ ด้วยใจแบบนักปฏิบัติที่เคยทำมาจนถึงได้วิปัสสนา​ จนเกิดวิปัสสนูฯ เนี่ย​นะ​ เพียงแค่เขาทำสมถะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ต้องเป็นสมถะเพื่อสมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน​.. จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา​ แล้วก็จะรู้เลย​ว่า​ “ไอ้สภาวะแสงสว่างนั้น..ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกเห็น​ จิต..ก็รู้อยู่ต่างหาก​” คราวนี้ ไอ้สภาวะแสงสว่าง ก็หลอกไม่ได้แล้ว​ ไอ้ตอนแรกที่เห็นความแสงสว่าง​นี่ มันตื่นเต้นดีใจ​ ก็ไหล​ไปหาแสงสว่างนั้น​ ก็คิดว่า​ “แสงสว่างนี้ ดีจัง​!” แล้วก็เป็นสภาวะที่น่าจะเป็นเครื่องหมายว่า​ “ฉันบรรลุอะไรสักอย่างแล้ว!” อะไรอย่างนี้นะ​ ที่แท้ มันก็​เป็นเพียง​.. สิ่ง​ๆ​ หนึ่ง​ที่ถูกรู้​ มันเป็นสภาวะ​ หรือเป็นปรากฏการณ์อันหนึ่ง​ที่เกิดขึ้น​จากการปฏิบัติเท่านั้นเอง​ แล้วยังมีสภาวะอื่น​อีกมากมาย​ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง​ ไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์,​ เป็นอนัตตา​ทั้งหมดเลย​..แม้แต่​ ตัวรู้​! เหมือน​ “ฉันรู้” อะไรนี่นะ​ จริง​ ๆ​ แล้ว​ “ก็​ไม่ใช่ฉัน” ด้วย​.. เป็นเพียง​ ตัวรู้​ ซึ่งเดี๋ยวก็​รู้​..เดี๋ยวก็​เผลอ​ เดี๋ยวก็​รู้​..เดี๋ยว​ก็​คิด​ อย่างนี้ ทั้งหมดเนี่ย​..ต้องเข้าใจว่า​ มันไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์,​ เป็นอนัตตา​ ก็กลับมาเจริญวิปัสสนาใหม่​ ทุกครั้งที่เห็นรูปธรรม​ นามธรรม​ แสดงไตรลักษณ์แง่ใดหนึ่ง​ คือ​ไม่เที่ยง,​ เป็นทุกข์​ หรือเป็นอนัตตาเนี่ยนะ​ ก็เข้ามาสู่วงจร​ในระดับของวิปัสสนาอีกครั้งหนึ่ง หลุดพ้นจากการถูกอุปกิเลสของวิปัสสนาครอบงำ​ คำว่า “อุปกิเลสของวิปัสสนา” ก็เมื่อควบรวมคำแล้ว​ ก็กลายเป็นว่า “วิปัสสนูปกิเลส” นะ และจะเกิดกับผู้ที่เจริญวิปัสสนาเท่านั้นด้วย​ ฉะนั้นผู้ที่เกิดวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย ไม่ต้องตกใจ​ ไม่ต้องเสียใจ​ และไม่ต้องกังวลใจ​ ก็เพียงแค่..ทำให้เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง​ พอจิตตั้งมั่น มันก็มองออกแล้ว บางทีเนี่ย จะมีคำสรุปอาการของวิปัสสนูปกิเลส​ ด้วยคำสั้น​ ๆ​ ว่า​ “เป็นความฟุ้งซ่านในธรรม​” มันเป็นฟุ้งซ่านนะ​! แต่ไม่ใช่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ​ แบบคนทั่ว​ ๆ​ ไป​ แต่มัน​ฟุ้งในธรรม​ ติดในธรรมสิบอย่าง ตามที่ว่ามานั่นแหละ ภาษาบาลีใช้คำว่า​ “ธัมมุทธัจจะ” สองคำรวมกัน “ธัมมะ” กับ “อุทธัจจะ” ..กลายเป็นคำใหม่ขึ้นมา ​เป็น​ “ธัมมุทธัจจะ” “อุทธัจจะ” แปลว่า​ ฟุ้งซ่าน​ แต่ฟุ้งซ่าน​เนี่ย..ฟุ้งซ่านในธรรม​ ฟุ้งซ่าน..​ไปในเรื่องของ​ เห็นแสงสว่าง​ แล้วฟุ้ง​ไปว่า​.. “เราบรรลุแล้ว!” อะไรอย่างนี้นะ​ คิดไปเอง​ คิดเข้าข้างตัวเอง​ คือทุกคนเนี่ย​ เวลาจะมาภาวนาเนี่ย​ มันก็ต้องอยาก​บรรลุธรรมแหละ​.. พอเจอสภาวะดีๆ ดูเหมือนว่ามันเที่ยง เราบังคับได้​ ก็ชวนให้เข้าใจผิด ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่าง​ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น “อนิจจัง” และเป็น “อนัตตา​” “ทำไมมันเที่ยง? ทำไมเราบังคับได้?” ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่า​ เราเองน่าจะผิด​ พอรู้สึกว่าเราเองน่าจะผิดเนี่ยนะ​..ลองกลับมาเริ่มต้นใหม่​ เริ่มจากทำกรรมฐานใหม่​ ทำสมถกรรมฐานขึ้นมาก่อน​ แล้วก็ทำสมถะ​..เพื่อรู้ทันจิต​ พอทำสมถะ เพื่อรู้ทันจิตเนี่ย​..จิตเผลอไป..ก็รู้​ จิตไหลจมไปในปรากฏการณ์ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสทั้งหลาย..ก็รู้​ อย่างนี้ พูดง่าย​ ๆ​ ว่า​ จิตเผลอ..ก็รู้​ จิตเพ่ง..ก็รู้ ไม่ว่าจะ​เผลอ​ หรือจะ​เพ่ง​เนี่ย​.. แค่รู้​เฉย​ๆ​ มัน​เผลอ​ไป..ก็อันนี้เห็นง่าย​ แต่ไอ้​เพ่ง​เนี่ย..อาจจะเห็นยากหน่อย บางทีเพ่งเบาๆ คือไปทำการประคับประคองให้มันอยู่นิ่ง​ๆ​ กับอารมณ์นั้น​ ประคองปรากฏการณ์ที่ดีนั้น..ให้อยู่นาน​ๆ​ ประมาณนี้นะ​ อย่างนี้ให้รู้เลยว่า​.. “เนี่ย!​ ทำไปเพราะความอยากแล้วนี่” พออยากไป​รู้ชัดๆ..จิต​มันก็ไปสนใจสิ่งนั้น​ พอสนใจสิ่งนั้น​ พูดภาษาปัจจุบัน ก็เรียกว่า​ “มันมีการโฟกัส ณ จุดๆ หนึ่ง” ถ้ามีจุด, มีขอบ, มีเขต อะไรอย่างนี้นะ​ แสดงว่า​ เราเพ่งแล้ว​ ถ้าเพ่งอย่างนี้​..ก็ให้รู้ทัน​ รู้ทันจิตที่มันไหลไปหาอารมณ์​ อย่างนี้ก็เรียกว่า​ เห็นจิตที่มันเคลื่อนไป เห็นจิตที่เคลื่อนไป​เนี่ย.. ความเคลื่อน​อันนั้นนะ!​..ถูก​เห็น​นะ​ ขณะที่​เห็น​..จะกลายเป็น​ “จิตที่ไม่เคลื่อน​” จิตไม่เคลื่อนเนี่ย..พูดอีกแง่หนึ่งก็เรียกว่า​ “จิตตั้งมั่น” ฉะนั้น​ เห็น​จิตเคลื่อน​.. ก็ได้​ “จิตตั้งมั่น​” พอจิตตั้งมั่น​..ก็จะเห็นความจริงเลย​ ภาษาพระ​ ก็เรียกว่า​เกิด​ “ยถาภูตญาณทัสสนะ​” ศัพท์ยากหน่อย​ แปลว่า “ความรู้ความเห็นตามที่มันเป็น” เห็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น​ ที่เคยถูกหลอก..ก็เห็นว่า​ มันเป็นเพียงการปรากฏการณ์อันหนึ่ง แล้ว​จิต​..ก็เป็น​ ผู้รู้​ อยู่ต่างหาก​ ความจริงอันนี้​..พอเห็นไปแล้วนะ​ แทนที่จะไปติดไอ้อาการที่ดีๆ เหล่านั้น​..ก็กลายเป็นว่า​ คลายวาง​ เห็นความจริง..แล้วก็หน่าย พอหน่าย..แล้ว​ก็คลายวาง​ พอคลายวาง..ก็​ หลุดพ้น​ อย่างนี้​นะ ถ้าหลุดพ้นเพียงชั่วคราว​..ก็ให้รู้อีก​ ถ้าหลุดพ้นเพราะมรรคผล​..ก็จะมีอาการอีกแบบหนึ่ง​ คือ​มันจะย้อนมา ไม่ว่าจะย้อนมาดูตอนไหน​ ก็จะเห็นเลยว่า​ สังโยชน์​ถูกละไป ถ้าเป็นพระโสดาบัน​ ก็ละสังโยชน์ ๓ ตัว คือ.. ละสักกายทิฏฐิ มองมา​ในกายนี้ ในใจนี้..ก็จะไม่เห็นเรา​ ไม่เห็นความเป็นเรา​ ละวิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย มีความศรัทธา​ตั้งมั่น​, เชื่อ​ไม่คลอนแคลนในพระพุทธเจ้า, พระธรรม และพระสงฆ์ ละสีลัพพตปรามาส ไม่ถือการปฏิบัติในศีลและพรตที่ผิด​ๆ ตัวสำคัญที่ชัดหน่อยคือ​ ข้อแรก​นั่นเอง​ คือ รู้ว่า, มีความเห็นว่า​ กายนี้..ไม่ใช่เรา และ​ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราด้วย​ แต่ต้องดูนาน ๆ หน่อย​นะ บางทีคนที่ทำถึงขั้นที่ว่า​ วิปัสสนูปกิเลสเนี่ย​ ก็น่าจะทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานมามากพอสมควร​ บางทีในขณะที่ทรงฌาน..มันจะไม่เห็นว่ามีเรา​ แต่พอออกจากฌานแล้ว..อาจจะมี ฉะนั้น​ อย่าไปดูตอนทรงฌาน​ อย่าไปดูตอนเข้าสมาธิ​ ให้ดู..ตอนชีวิตปกติ เวลาถูกคนด่า​..เราโกรธ​ แล้ว​มันโกรธ​ ก็โกรธได้นะ!​..แต่มันมี​เรา​ไหม? หรือว่า​ อยากจะกินอะไร​..มันเหมือนเราอยากจะกินจริง​ๆ​ นะ​.. มี​เรา​จริง​ๆ​​ นะ​ อย่างนี้​ ก็ให้ดูตอนที่เผลอ​ ตอนเผลอ​..มันจะแสดงตัวตนออกมา ถ้ายังไม่ใช่เป็นพระอริยะนะ ยังเป็นปุถุชนอยู่นี่​..ความรู้สึกว่ามีตัวตน​ จะมี​ จะผุดขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์อะไร​ จริงๆ แล้ว ถ้าจะให้ปลอดภัย คือ​อย่าเพิ่งเชื่อ​ ดูไป ดูไปนานๆ แล้วความจริงก็จะปรากฏเอง แล้วก็​ไม่ต้องคิดจะไปต่อยอด เอาแค่ว่า​..เริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ ครูบาอาจารย์จะใช้คำว่า “นับหนึ่ง! นับหนึ่งใหม่!” ทุกๆ ขั้นตอนของการภาวนา​ ให้นับหนึ่งใหม่​ คือ​ เริ่มต้นรู้สึกตัว​ บางคนเนี่ย​นะ ก็ใช้ว่า “เห็นกายหายใจ​” เห็นกายหายใจ​ แล้วดูจิต​..เผลอไป​ การนับหนึ่ง ก็คือ​ การกลับมาเห็นกายหายใจ​ แล้วจิตเผลอ​..รู้ทัน​ แล้วนับหนึ่ง ไม่ต้องไปนับ​ สอง, สาม, สี่.. เห็นจิตเผลอ..แล้วรู้ทันเนี่ยนะ​ ไม่ใช่ว่าเห็นเผลอ..แล้วคือ​ สอง แล้วก็ เห็นเผลออีกครั้ง..คือ​ สาม ไม่ใช่อย่างนั้น นับหนึ่ง​ คือ​เริ่มต้น​.. รู้สึกว่ากายกำลังหายใจ แล้วพอเผลอไป..รู้ทัน​ ไม่ต้องนับอะไรนะ​! แล้วกลับมานับหนึ่งใหม่​ ตอนที่ไม่รู้ตัวเลย​เนี่ย..ศูนย์​! ไม่มีอะไร​เพิ่มเลย​ กลับมา​นับหนึ่ง​.. คือ​รู้ว่า​กายกำลังหายใจ​ โดยมีเป้าหมายว่า​ การเห็นกายหายใจครั้งนี้​ เป็นเพียงแค่เครื่องเทียบ​ เพื่อดูว่าจิตจะเผลอไปเมื่อไหร่? ไม่ใช่มาเห็นกายหายใจ​เพื่อรักษาให้จิตอยู่กับกาย​ ไม่ใช่ว่าจะบังคับจิตให้อยู่กับกาย​ เพียงแค่เป็นจุดเริ่มต้น​ แล้วถ้าจิตจะทำงาน​..ก็ให้มันทำงานไป​ เรียกว่ามีความปล่อยอิสระ​ ให้จิตมันมีความคล่องตัวในการทำงาน​ ไม่ใช่ไปกดจิตให้อยู่นิ่ง​ๆ​ บังคับจิตให้อยู่นิ่ง​ๆ​ ถ้าบังคับ​ ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า​ มันรู้สึกหนัก​ๆ​ แน่น​ๆ​ แข็ง​ๆ​ ซึมๆ ทื่อ​ๆ​ อย่างนี้นะ​ อย่างนี้ไม่พร้อมที่จะเดินปัญญา สรุปว่า วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่นนะ วิธีแก้ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่น เท่านั้นเอง พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม จากคอร์สจิตเกษม เรื่อง #ภาวนาถูกหรือยัง โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🤔🤔 ข้อผิดพลาดของนักปฏิบัติคือ มันจะชอบหวังดีกับตัวเอง จะไปทำจิตดีๆ เห็นจิตนี้ไม่ดีแล้วก็ชอบเข้าไปแทรกแซง ทีนี้เราลองมาเช็คตัวเองดูนะ! ว่าเราภาวนาถูหรือยัง? จากคลิปแสดงธรรม 621121-ภาวนาถูกหรือยัง-คอร์สจิตเกษม โดย-พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล https://youtu.be/7ioZwBNzTUA 621121-ภาวนาถูกหรือยัง-คอร์สจิตเกษม โดย-พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be621121-ภาวนาถูกหรือยัง-คอร์สจิตเกษม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิต….

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๙ มการาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ 🌟🌟🌟 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๘ #ปริญญาดูจิต ….ถ้าเราตั้งใจเพียงแค่ว่า..จะศึกษาเรื่องจิต จิตจะดี..ก็ดี รู้ว่าดี แต่ก็ไม่รักษามัน เพราะจะเรียนรู้เฉย ๆ จิตไม่ดี..ก็รู้ว่าไม่ดี แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใจ กับสิ่งที่ไม่ดีเมื่อกี้นี้ เพราะเราจะเพียงแค่เรียนรู้ว่า จิตเมื่อกี้นี้มันไม่ดี พอเรารู้แล้วจิตไม่ดี มันก็ดับด้วย แล้วดับจริง ๆ แต่ถ้าตั้งใจจะให้มันดี พอจิตไม่ดีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่ดีนะ ไอ้ความไม่ดีเมื่อกี้นี้เป็นศัตรู เช่น มีความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธนี้เป็นศัตรูของสติ หรือเป็นศัตรูของการทำความสงบ ก็จะรีบดับมัน ความเผลอเมื่อกี้นี้ไม่ดี เพราะมันเป็นศัตรูของการเจริญกรรมฐานของเรา กรรมฐานที่ดีมันควรจะอยู่ตรงนี้ ไม่เผลอไปไหนเลย มีเผลอแล้วรีบดึงกลับมา ดึงกลับมาได้..ก็ดีใจชั่วขณะ ดึงกลับมาไม่ได้..ก็เสียใจ หมดกำลังใจ นึกออกมั้ย? จะไม่เห็นสภาวะตามที่มันเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะไม่เกิด เพราะเห็นมันเป็นศัตรู แต่ถ้าเราตั้งใจเพียงแค่ว่า..จะศึกษาเรื่องจิต ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ จะเห็นความจริงทันทีเลยว่า..มีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้ว พอเห็นปุ๊บ! ถ้ามันเป็นของไม่ดีนะ จะดีมาก คือมันจะดับให้ดูเลย ความจริงที่ปรากฏกับจิต ก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ความจริงเบื้องต้นคือ มีสภาวะนี้(ดีหรือไม่ดี) เกิดขึ้นจริง สภาวะนี้..ที่ว่านี้มักจะเป็นของไม่ดีด้วย เวลาพระพุทธเจ้าให้ดูจิต จะให้ดูของที่ไม่ดีก่อน ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ของไม่ดีทั้งนั้นเลย แต่เห็นทีไรนะ! จะเกิดของดีขึ้น คือเห็นมันดับ เพราะฉะนั้น ความจริงที่เราเห็นเนี่ยจะพัฒนาขึ้น ตรงนี้มีศัพท์ด้วยเรียกว่า “#ปริญญา” (ความรู้) ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🌟🌟🌟 เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง #ฝึกใจให้เป็นอิสระ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ #อาคารธรรมดีรุ่งโรจน์ ลิงค์ไฟล์เสียง 621215 ฝึกใจให้เป็นอิสระ-ธรรมดีรุ่งโรจน์ http://bit.ly/391iGIs (ระหว่างเวลา ๐๑.๐๕.๒๕ – ๐๑.๐๗.๐๔)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๗ #สามีเสียชีวิต กับ #วิธีตัดใจในความเศร้า 🤔🤔 #ถาม : สามีเสียชีวิตไปปีกว่าแล้ว​ แต่โยมยังมีอาการร้องไห้คิดถึงเขาอยู่ทุกวัน​ ทำใจไม่ได้​ จะตัดใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ : วิธีตัดใจนะ! ถ้าสมมุติว่า​สามีโยมนี่ตายไปแล้วไปสู่สุคติแล้วไปเป็นเทวดาแล้ว ถ้าเขามาดูอดีตภรรยา เห็นเรา​ยังร้องไห้ทุกวันเลย เรายังรู้สึกว่าเศร้าใจ​ สามีก็จะเศร้าใจ​ คงจะนึกประมาณว่า “แทนที่จะทำบุญให้เรา​ กลับทำอกุศลให้เรา นึกถึงเราทีไร​ ก็ร้องไห้ทุกที​” นี่​ มันส่งอกุศล​นะ! เพราะการร้องไห้นี่ก็เพราะมีความเศร้าโศก​ จิตเศร้าหมอง​ มันไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครเลย​ กับตัวเอง..ก็ไม่ได้​ กับสามีที่ตายไปแล้ว​..ก็ไม่ได้​ สมมุติเขาไม่ได้เป็นเทวดา​..ไปเป็นเปรต..สมมุตินะ​! สมมุติว่าเขาเป็นเปรต​ กำลังรอบุญอยู่​ คงจะนึกประมาณว่า “แล้วไหนล่ะบุญ? ไม่เห็นมีบุญส่งมาเล​ย​ มีแต่น้ำตา​ มีแต่ความทุกข์​” อย่างนี้ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย​ แล้วก็กลับกลายเป็นซ้ำเติมกันเองอีก​ เพราะเขาก็กำลังทุกข์ ต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น​ ทำใจให้สบาย ๆ​ ก่อนนะ ที่นี้ เราระลึกได้ว่า เราเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกัน​ เคยมีสุขมีทุกข์ร่วมกัน​ เห็นอย่างนี้แล้ว​ เราระลึกถึงเขาแล้วเนี่ย เห็นความเอื้อเฟื้อที่เคยมีต่อกันอย่างนี้​ ก็ควรจะทำบุญ​ ทำบุญมีอะไรได้บ้าง? มีให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา​ ให้ทานก็มีได้ทั้งให้วัตถุทาน​ ให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน จะเห็นว่าบุญทั้งหมดนี้​ที่ว่ามานี้ มีเสียตังค์อยู่แค่ส่วนเดียว​ นอกนั้นเนี่ย.. ให้อภัยทานไม่ต้องเสียตังค์​ ได้บุญมากด้วย แล้วก็ให้ธรรมทาน​ คือให้ความรู้ของเรา​มีประโยชน์กับคนอื่นต่อ​ ธรรมทานระดับสูง ก็คือว่า ได้ธรรมะแล้ว​ รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว​ ก็มาบอกต่อ​ แต่เราไม่ถึงขั้นนั้น ยังไม่รู้ธรรมเห็นธรรม ก็ดูว่า เรามีความรู้ความสามารถอะไร​ที่จะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็ไปถ่ายทอด​ เช่น ทำขนมเก่ง ก็ไปสอนเขาทำขนม​ ทำกับข้าวเก่ง ก็ไปสอนเขาทำกับข้าว อย่างนี้นะ​ มีฝีมือในการประดิษฐ์อะไร ก็ไปสอน ให้คนเขาได้รับความรู้ความสามารถ​พัฒนาตัวเองต่อไป​ ทำแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นประโยชน์ด้วย​นะ​ จิตก็เป็นกุศล บุญก็ได้มาก ได้บุญแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลไปให้สามีด้วยนะ ไม่ใช่มานั่งจมกับความเศร้า​ คิดถึงสามีด้วยจิตเศร้า ๆ​ ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับใครเลย​ พยายามหาเวลา​ ทำตนเองให้เป็นประโยชน์​ จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า​ คุณค่าที่เกิดขึ้นนี่​ จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น​ ทีนี้ก็จะใช้ชีวิตขลุกอยู่กับบุญ ลืมร้องไห้คร่ำครวญไปเลย พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “#ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/XP0EvakOHTk (นาทีที่ 10:34 – 14:00)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม เรื่อง..#ก้าวแรก โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 😇😇😇 “#การลงมือทำเมื่อไหร่ก็ผิดทุกที” จากประสบการณ์การปฏิบัติของพระอาจารย์ ท่านนำมาเล่าให้ฟัง..เพื่อเป็นแนวทาง เป็นก้าวแรกของนักภาวนาใหม่ รับชมและฟัง ก้าวแรกของนักปฏิบัติ ได้ที่ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/_Is83QOcNX0 บรรยายธรรม ณ กลุ่มบ้านอริยะ หมู่บ้านธาริณี ๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ 621208-ก้าวแรก-โดย-พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.beก้าวแรก โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง …..

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๖ #การเจริญสติปัฏฐาน 🤔🤔 #ถาม​ : อยากทราบวิธีดู กายในกาย​ เวทนาในเวทนา​ จิตในจิต​ และธรรมในธรรมครับ? #ตอบ​ : อันนี้เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะมีคำเป็นชุดอยู่ว่า “ตามดูกายในกาย… ตามดูเวทนาในเวทนา… ตามดูจิตในจิต… ตามดูธรรมในธรรม…” ที่ว่า “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” เนี่ย​ ก็มีอธิบายได้ ๒ แง่ใหญ่ ๆ ยกตัวอย่าง อย่างดู “กายในกาย” ก่อน “กายในกาย” ในแง่ที่หนึ่ง ก็คือ​ กายมันมีหลายส่วน​ ก็ดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้​ เป็นตัวแทนของกาย เรียก​กายในกาย​ เช่น​ ดูลม​หายใจ​ ลมหายใจนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย​ ก็รู้ว่านี่เป็นเพียงกาย ในกายทั้งหมดนี้​ หรือว่าจะดู ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง ก็คือ​แต่ละส่วน​ ๆ ก็คือส่วนหนึ่งของกาย ในกายทั้งหมดนี้​ เวลาดูกายก็คือ ยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมาพิจารณา​ และเห็นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด จึงใช้คำว่า “กายในกาย” ดู “เวทนาในเวทนา” ก็เช่นเดียวกัน​ เวทนาก็มีสุข​, ทุกข์​ หรือเฉย​ ๆ​ คือไม่สุขไม่ทุกข์​ ภาษาบาลีเรียกว่า​ “อทุกขมสุข​” เห็นสุข ก็คือ เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย​ เห็นทุกข์ ก็เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย​ นี่คือ เห็น “เวทนาในเวทนา​“ เห็น “จิตในจิต”​ ก็คือ​ เห็นจิตมันแสดงการปรุงแต่งต่าง ๆ​ นานา พระพุทธเจ้าเวลาให้ดูจิตในจิตเนี่ย​ พระองค์ให้ดูว่า.. จิตมีราคะ​ ก็ให้รู้ว่า..มีราคะ จิตไม่มีราคะ ก็ให้รู้ว่า..ไม่มีราคะ เป็นต้น ราคะ​ ก็เป็นหนึ่งในความปรุงแต่งในจิตนี้​ อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต​“ เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เช่น เห็นความลังเลสงสัย ก็รู้ว่า นี่เป็นเพียงสภาวะหนึ่งในนิวรณ์ เป็นต้น แง่นี้คือ เห็น​ส่วนย่อยในส่วนองค์รวม​ อีกแง่หนึ่ง “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” ก็คือว่า​ เห็น “กายในกาย” ก็คือ​มันเป็นแค่ “กาย​“ คนเวลาเห็น “กายที่ไม่ใช่กาย​“ มันจะเห็นเป็นยังไง? ก็เห็นเป็น “กู​“ เห็นเป็น “ฉัน” อย่างนี้นะ​ อย่างนี้ไม่ใช่​.. ความจริงมันก็คือ “กาย” นั่นแหละ​! ลม ก็คือ “กาย​“ ผม, ขน, เล็บ ก็คือ “กาย​“ ‘ไม่ใช่ผมฉัน ไม่ใช่เล็บฉัน​ ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ฉัน’ ถ้ากำลังนั่ง​ ก็เป็น “กาย” อยู่ในอิริยาบถนั่ง​ ถ้าเดินจงกรมอยู่​ ก็เห็น “กาย” กำลังอยู่ในอิริยาบถเดิน​ ไม่ใช่ “กู” เดิน ไม่ใช่ “ฉัน” เดิน นี่ก็คือ เห็น “กายในกาย​“ เวลาเห็นเวทนา​ ก็เวทนานั่นแหละ​ เห็นสุข ก็คือ สุขเวทนา​ เห็นทุกข์ ก็คือ ทุกขเวทนา​ ‘ไม่ใช่ฉันทุกข์ ไม่ใช่ฉันสุข ไม่ใช่ฉันเฉย ๆ ด้วย’ มันเป็นแค่ “เวทนา”​ เห็น “เวทนาในเวทนา” ก็คือ.. เห็นเป็นเวทนา ไม่ใช่เห็น​เป็น “ฉัน”​ ไม่ใช่เห็นเป็น “เรา​“ ไม่ใช่เห็นเป็น “กู​“ เวทนา ก็เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง​ เวลาดูจิต เห็นราคะ.. ก็แค่ราคะ ไม่ใช่เป็น ”เรา” ​มีราคะ​ ไม่ใช่ “ฉัน” มีราคะ ‘ไม่ใช่ฉันโกรธ​ ไม่ใช่ฉัน​โลภ​ ไม่ใช่ฉันหลง​’ มันเป็นแค่​ เป็นความปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ​ เรียกว่า​ เห็น “จิตในจิต” เห็นโทสะในจิต,​ เห็นโมหะในจิต​, เห็นฟุ้งซ่านในจิต, เห็นหดหู่ในจิต อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต​“ แล้วคือ​ มันเป็นเพียงแค่สภาวธรรม เป็นรูปธรรมบ้าง เป็นนามธรรมบ้าง​ ถ้าเห็นรูป..ก็เป็นรูปธรรม​ ถ้าเห็นเวทนา หรือเห็นจิตแสดงเป็นกิเลสต่าง ๆ​ ..ก็เป็นนามธรรม​ ก็สักแต่ว่า​ รูปธรรมบ้าง​-นามธรรมบ้าง​ ที่เกิดขึ้นมา​ ให้สติไปรู้เข้าเท่านั้นเอง​ ไม่มีเราในบรรดาสิ่งเหล่านี้เลย รูป..ก็ไม่ใช่เรา​ เวทนา..ก็ไม่ใช่เรา​ จิตทั้งหลาย..ก็ไม่ใช่เรา​ ธรรมทั้งหลาย​ ก็เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ เป็นต้น ..ก็ไม่ใช่เรา​ ขันธ์ ๕ มี​ รูป​, เวทนา​, สัญญา​, สังขาร​, วิญญาณ​..ไม่ใช่เรา​ อายตนะ​ทั้ง ๖ นี้ ก็มีอะไรบ้าง​? ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ คู่กับ รูป, รส, กลิ่นเสียง, สัมผัส​, ธรรมารมณ์ เหล่านี้​..ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย​ เห็นเป็นเพียงสภาพธรรม​ อันนี้เห็น “ธรรมในธรรม” นะ! เห็นเป็นสภาพธรรมของมันไปตามอย่างนี้​..ไม่มีเรา​ เรียกว่าเห็น “กายในกาย”.. ‘ไม่ใช่เห็นกูในกาย เห็น “เวทนาในเวทนา” ‘ไม่ใช่เห็นว่ากูเจ็บ กูปวด​’ เห็นเพียงแค่เวทนา เห็น “จิตในจิต​“ ก็คือ​ เห็นมันแสดงความปรุงแต่ง​ เป็นราคะ​, โทสะ​, โมหะ​, ฟุ้งซ่าน​, หดหู่​ เป็นต้น เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เห็นสภาวะธรรมที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง มี นิวรณ์, ขันธ์, อายตนะ เป็นต้น ก็เป็นเพียงสภาวะธรรม​ เห็นทีไรก็เข้าใจมากขึ้น​ ว่าชีวิตนี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบ​ของรูปธรรมนามธรรม​มาประกอบกัน​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/xGwa3WUjc4Y (นาทีที่​ 12:30​ -​17:43)

อ่านต่อ

#เชิญฟังธรรม วันจันทร์นี้ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๙.๓๐ น. ขอเรียนเชิญไปฟังธรรม ณ ลานปฏิบัติธรรม วัดสังฆทาน นนทบุรี แสดงธรรมโดย พระอาจารย์กฤช นิมมฺโล แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๕ #ทำไมภาวนาแล้วเห็นจิตมีแต่ทุกข์ 🤔🤔 #ถาม : โยมสวดมนต์เองบ้างไปสวดที่วัดบ้าง นั่งทำสมาธิได้น้อยมากไม่ค่อยได้นั่งทำเป็นกิจลักษณะ พยายามตามดูรู้ใจตามดูความคิด ก็เห็นแต่จิตทุกข์, จิตโกรธ, จิตกลัว, จิตกังวล, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ปนเปกันไปว้าวุ่นวุ่นวาย ปฏิบ้ติไปนาน ๆ เข้า จิตมีแต่ความทุกข์ ไม่เห็นจิตจะมีพุทธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เลยค่ะ #ตอบ : เวลาจิตเป็นทุกข์ จิตมันจะจมอยู่ในเรื่องราว ถ้ารู้ทันว่าจิตมันจมอยู่ในเรื่องราว ก็จะเห็นว่าจิตที่เป็นทุกข์เมื่อสักครู่นี้ถูกรู้ จิตปัจจุบันก็เป็นจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก ถ้าดูไม่ทัน หรือไม่รู้ว่าจะภาวนายังไงต่อ ก็ให้กลับไปทำสมถะ เช่น กลับมารู้ที่กาย หรือเห็นกายหายใจก็ได้ เดี๋ยวก็จะเห็นจิตมันทำงานเอง ทบทวนหลักที่หลวงพ่อได้สอนไว้นะ คือ 1. ดูจิตได้ ให้ดูจิต 2. ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย 3. ดูจิตไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ให้กลับไปทำสมถะ มีเวลาที่ไม่ต้องกังวลเรื่องภาวนาอยู่สองเวลา คือ 1. ตอนนอนหลับ 2. ตอนทำงานที่ต้องใช้ความคิด เวลานอกนั้น ภาวนาตามหลักสามข้อข้างบนนะ โยมไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก เพียงแค่บางทีมันลืมหลักไปน่ะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

อ่านต่อ