All posts by admin

วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่พบไม่ใช่ไม่มี หลายอย่างเรายังไม่เห็น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี พระนิพพานเรายังไม่เห็นใช่ไหม?..แต่พระนิพพานมี กิเลสก็เหมือนโควิด ตรวจพบบ้าง ไม่พบบ้าง ที่บอกว่าไม่พบกิเลส ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เครื่องตรวจของเราดีหรือยัง?! สติของเราดีหรือยัง?! เครื่องตรวจไม่ดีเนี่ย มันก็มองเห็นกิเลส แต่ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส เช่น ฟุ้งซ่านอยู่ นึกว่ากำลังบรรยายธรรม มีสภาวะอะไรเกิดขึ้นก็บรรยาย จิตเคลื่อน, จิตทำงานอย่างนั้นอย่างนี้ เสียงตัวเองดังอยู่ในใจ สภาวะจริง ๆ คือฟุ้งซ่าน แต่เครื่องตรวจบอกว่า “บรรยายธรรม” กำลังมีราคะ แต่เครื่องตรวจบอกว่าเป็นเมตตา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องพัฒนาเครื่องตรวจคือสติ สตินั่นเองที่ยังไม่รู้จักสภาวะ บางทีเพ่งไปแล้ว เครื่องตรวจรายงานผลว่า “ตั้งมั่นแล้ว” จริง ๆ มันตั้งมั่นที่อารมณ์ ไม่ได้ตั้งมั่นที่จิต ตัวที่จะเห็นสภาวะได้ถูกต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือตัวเราเองมีโยนิโสมนสิการ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน อีกฝ่ายคือฝ่ายภายนอก (ปรโตโฆษะ)เสียงจากคนอื่นที่มาสอนเรา คนแรกคือ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้ก่อน คนที่รู้ตามก็เป็นพระสาวก(อนุพุทธ) ที่บอกต่อ ๆ กันมาก็เป็นครูบาอาจารย์ ตัวสำคัญคือโยนิโสมนสิการ แปลงจากจิตเดิม ๆ ที่คุ้นเคยในการส่งออก กลายค่ามาเป็นเห็นสภาวะให้ได้ บางทีเราเล่นโทรศัพท์เหมือนยังไม่เห็นกิเลสเลยแต่กิเลสเกิดขึ้นอยู่ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง เกิดความผิดปกติอะไรสังเกตให้ได้ มันเป็นบุญหรือบาป กุศลหรืออกุศล ดูสภาวะอย่าให้มันหลอกลวงเราว่าอันนี้เป็นกุศล ทั้ง ๆ ที่มันเป็นอกุศล ทุกข์มีอยู่แต่ไม่เห็น แล้วจะดับทุกข์ได้อย่างไร? กิเลสมีอยู่แต่ไม่เห็น แล้วจะดับกิเลสได้อย่างไร? ถ้าไม่เห็นกิเลส แล้วเวลามีกิเลสขึ้นมาก็มองว่า.. “ฉันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้” ก็ไม่พ้นจากสักกายทิฏฐิไปได้ คำว่า”เรา”ไม่ใช่ว่ามีอยู่ มันเป็นแค่ทิฏฐิคือความเห็น กิเลสที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากการที่คิดว่ามี “เรา” แล้วพยายามปกป้อง หรือสนองความต้องการของเรา ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรรยายธรรม เรื่อง “ไม่พบไม่ใช่ไม่มี” ณ วัดอินทาราม ๖ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/32it3X7

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เตือนด้วยใจกรุณา #อุเบกขา #สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม 🤔🤔 #ถาม : เราหวังดีอยากช่วย อยากเตือนเพื่อน แต่พอเวลาเข้าไปบอก เขากลับไม่สนใจ ควรทำอย่างไรดี? #ตอบ : คำเตือนของเราอาจจะไม่ประทับใจเขา คือแทนที่จะไปโทษเขา ก็มองมาที่เราเองว่า ‘เราเองอาจจะไม่มีความสามารถพอที่จะเตือนเขา’ อย่าไปมองว่า ‘เขาเลวเกินไป’ อย่าเพิ่งไปประณามเขามาก เราอาจจะยังเป็นผู้เตือนที่ยังไม่เก่งพอ อีกอย่างหนึ่ง ตอนเราเตือนเนี่ย ต้องเตือนด้วยใจกรุณา คือ ด้วยใจที่เป็นกุศล เห็นเขากำลังทำอะไรที่ไม่ดี เขากำลังพาตนเองตกต่ำ จิตใจของเขาขณะนั้นกำลังมืดมัวด้วยอกุศล สภาวะตอนนี้ของเขา คือกำลังตกต่ำ เราอยากจะช่วยเหนี่ยวรั้งเขาขึ้นมาจากสภาวะที่ตกต่ำนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็น “กรุณา” ถ้าตักเตือนเพื่อนด้วยใจที่กรุณาอย่างนี้..ก็น่าชื่นชม แต่ถ้าเขาฟังคำตักเตือนของเราแล้ว แล้วเขาละเลยเสีย ไม่รับฟัง ก็เป็นโอกาสที่เราจะเจริญกุศลอีกตัวหนึ่ง เรียกว่า “อุเบกขา” อุเบกขา ก็คือ วางใจเป็นกลาง พิจารณาว่าเขาทำกรรมอะไรไว้ ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น เราก็ไม่เข้าไปแทรกแซง คือเราเข้าไปแทรกแซงด้วยการตักเตือนแล้ว..เขาไม่ยอมรับ เหมือนเขาตกน้ำอยู่ เรายื่นมือไปช่วย แต่เขาปัดมือเราทิ้ง ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ทำใจว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” นี่เป็นภาษาง่ายๆ นะ ถ้าจะให้เต็มรูปแบบ ก็จะบอกว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม” อย่างนี้เรียกว่ามองว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม เราช่วยแล้ว แต่เขาไม่รับความช่วยเหลือนี้ ก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว แต่ต้องอยู่ที่ว่าเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้วนะ อย่าไปโทษเขา และอย่าโทษตัวเองด้วย ที่ให้มองว่าเราอาจจะมีความสามารถไม่พอนี่นะ ไม่ใช่ว่าให้มาประณามตัวเอง แต่ว่าให้คิดอย่างนี้เพื่อที่ว่าไม่ไปคิดโทษเขา ไม่ไปประณามเขา ไม่ไปโกรธเขา ไม่ไปเกลียดเขา มันอาจจะเป็นที่ความสามารถของเรามีไม่มากพอก็ได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/plY81DBOAx0 (นาทีที่ 18.25-21.43)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #อธิษฐานบารมี โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล รับฟังธรรมที่ลิงค์คลิป https://bit.ly/35nP5JW 🍃🍃🍃 เป้าหมายในพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าประสงค์ให้สัตว์โลกทั้งหลายตั้งเป้าหมายคือ อธิษฐานให้พ้นทุกข์ บรรยายธรรม ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นครปฐม ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เก็บดอกเบี้ยมาทำบุญ #อาชีพปล่อยเงินกู้ 🤔🤔 #ถาม : ทำอาชีพปล่อยเงินกู้ เก็บดอกเบี้ยมาทำบุญจะได้บุญไหม? #ตอบ : ต้องถามกลับสักหน่อยว่า ดอกเบี้ยโหดรึเปล่า? คือก็เหมือนเป็นอาชีพนะ เป็นอาชีพที่เหมือนธนาคาร ปล่อยกู้..ก็ต้องมีผลประโยชน์บ้าง เราก็ปล่อยกู้ไป ก็ต้องได้รับผลประโยชน์บ้าง แต่ผลประโยชน์ที่เราได้เนี่ยลองประเมินดูว่ามันโหดไหม? หมายถึงว่าคนที่เอาไปเดือดร้อนไหม? ถ้าพอดี ๆ ไม่มากเกินไป-ไม่น้อยเกินไป ก็ไม่เป็นไร “ไม่น้อยเกินไป” คือเราก็สามารถอยู่ได้ เพราะเราก็ต้องมีครอบครัว มีบุตร มีหลาน มีบริวารที่ต้องเลี้ยง ก็ต้องมีรายได้ รวมทั้งตัวเราเองก็ต้องกินต้องอยู่ อีกประการหนึ่ง ในการให้เขากู้ยืมเงินไปก็ต้องมีหลักประกันว่าเขาจะต้องทำงานมีรายได้ด้วย ไม่ใช่ว่าเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างเดียว เราก็ต้องคิดดอกเบี้ย เพื่อให้เขารู้สึกว่าเขา“ต้องทำเงินนั้นให้งอกเงย” ให้มีรายได้ขึ้นมาเพื่อจะมาจ่ายดอกเบี้ยให้เรา ก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยนั้นมากหรือน้อยเกินไปรึเปล่า? ถ้ามันพอดี ๆ รายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้นี้ถือว่าเป็นรายได้โดยชอบ จะเอามาทำบุญ จะเอามาลงทุนอะไรต่อก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการทำอาชีพที่ผิดกฏหมายอะไร และไม่ผิดธรรมะอะไรด้วย ไม่ผิดศีลด้วย ถือว่าเป็นการเลี้ยงชีพอย่างหนึ่ง แต่ต้องดูตรงนี้..คือดอกเบี้ยอัตรามันเป็นอย่างไร? อีกประการหนึ่ง ดูใจตนเองด้วย..ตอนพิจารณาให้ใครยืม ใครกู้ “เราให้ด้วยใจแบบไหน?” เช่น ให้ด้วยใจสงเคราะห์อนุเคราะห์ หรือว่ามีกรุณา คือที่เขามาหยิบยืมกู้เงินเรา แสดงว่าเขาเดือดร้อน เวลาเราเห็นคนอื่นเดือดร้อน เราให้เขาด้วยการสงเคราะห์เท่ากับว่าเรากำลังเจริญกุศลตัวหนึ่ง เรียกว่า “เจริญกรุณา” แต่ถ้าคิดค้ากำไร..มันจะคิดอีกแบบหนึ่ง “อ้า..นี่มาอีกแล้ว..เหยื่อ เหยื่อมาแล้ว” ถ้าเราคิดอย่างนี้ “คิดโลภ” อย่างนี้ ถ้าเขาไม่ใช้คืน เราก็จะหานักเลงไปข่มขู่ เพื่อให้เขาใช้เงินเราคืนมา หรือว่าไปยึดทรัพย์สินอย่างอื่นมาทดแทนอะไรอย่างนี้นะ เราก็จะกลายเป็น ไม่ใช่คนที่ทำมาหากินที่เขายกย่อง ก็ควรจะอยู่ในร่องที่เป็นเรื่องของการเจริญพรหมวิหาร เมตตา คือในเวลาที่เราเห็นเขาอยู่ในสภาพปกติ ปรารถนาให้คนมีความสุข กรุณา คือตอนที่เขาทุกข์ ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ แต่จะช่วยเฉย ๆ เนี่ย มันจะกลายเป็นว่าหยิบยื่นให้เขาง่าย ๆ เขาอาจจะได้ง่าย ๆ จนเขาไม่ไปพัฒนาตนเอง มันมีอย่างนี้ด้วยนะ คือถ้าผู้ได้รับความช่วยเหลือได้รับอะไรง่ายเกินไป เขาก็คิดจะทำวิธีนี้ล่ะ..ขอเรื่อยๆ ยิ่งยืม..โดยที่ไม่มีดอกเบี้ยเนี่ยนะ ถ้าเขาคิดว่าถ้า ‘เราเดือดร้อนเมื่อไหร่ก็ไปหาทางนี้’ แล้วก็ไม่คิดขวนขวายที่จะพัฒนาตนเอง ไม่คิดที่จะไปทำการค้าขาย หรือทำอาชีพอะไรให้ได้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา คิดว่า ‘มาขอแล้วเดี๋ยวหมดเงินก็ขอใหม่’ อย่างนี้ก็อาจจะเป็นภาระต่อไปเรื่อย ๆ เขาเองจะไม่พัฒนา ถ้าเราคิดว่าจะฝึกหัดพัฒนาเขา อาจจะไม่ให้แค่เงินอย่างเดียวก็ได้ อาจจะให้ช่องทางในการทำมาหากิน หรืออาจจะแนะนำเขา พูดจาแนะนำ เรามีประสบการณ์มามากกว่าเขา จึงมีรายได้หรือมีทรัพย์สินมากพอให้เขาหยิบยืม แสดงว่าเรามีประสบการณ์ บางทีมุมมองธุรกิจอะไรต่าง ๆ วิสัยทัศน์จะกว้างไกลกว่าเขา หรือเห็นช่องทางได้มากกว่าเขา ก็ลองแนะนำเขาดู แนะนำเขาให้เขาได้พัฒนาตนเอง ให้เขาพึ่งตนเองให้ได้ การช่วยเหลือเขา ไม่ได้คิดหวังว่าจะเอาทรัพย์สินของเขา หรือว่าจะเอาดอกเบี้ยของเขา แต่ต้องมีดอกเบี้ยเป็นเครื่องผูกมัดเขาว่า เขาจะต้องเอาทรัพย์ที่หยิบยืมไปทำให้งอกเงยขึ้นมาให้ได้ คือเป็นเครื่องกระตุ้นเขานั่นเอง ดังนั้นไอ้ตัวกระตุ้นเนี่ย ก็ต้องประเมินให้ดีว่า ไอ้ตัวกระตุ้นนั้นเป็นตัวกระตุ้นจริง ๆ ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป อันนี้ลองไปประเมินเองก็แล้วกัน แล้วก็ให้ด้วยใจกรุณา คือ ให้เขาไปพัฒนาตนเอง ประการแรก การให้ในระยะต้น คือให้เขาพ้นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าตรงนี้ก่อน ประการที่สอง ถ้าสามารถทำได้ คือต้องเอื้อให้เขาไปพัฒนาตนเองให้ได้ด้วย ด โดยหมายรู้ในใจว่า ถ้าพัฒนาให้เขาจนไม่กลับมาหาเพื่อขอเราอีก แสดงว่าเขาไม่เดือดร้อนแล้ว อย่างนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่พึงได้ ในการช่วยเหลือเขาครั้งนี้ ถ้าให้เขาน้อยไป ก้อนนี้ให้น้อยไปแล้วเขากำลังจะไปได้ดีแล้ว อาจจะต้องมีอีกก้อนหนึ่งสนับสนุน ถ้าเขามาขออีกว่า “แหม..มันยังขาดมืออยู่” ด้วยสายตาด้วยปัญญาของเรา เราประเมินเขาแล้วว่า เขาเอาไปทำจริง เขาไปลงทุนจริง เขาไปทำงานจริง เขาไปพัฒนาตนเองจริง เราอาจจะต้องสนับสนุนเขาเพิ่มอีก ให้ต่ออีก ก็ต้องพิจารณาดู แต่ถ้าดูแล้วประเมินแล้วมันเอาไปทำอะไรเนี่ย? มันยืมเราไปปุ๊บ แล้วมันไปกินเลี้ยงเลยเนี่ยนะ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อเลย พอเงินมันหมดแล้วก็มาขออีกอย่างนี้นะ เราก็ไม่ควรให้ต่อ ก็ลงในหลักที่พ่อของนางวิสาขาสอนเอาไว้ “ให้กับคนที่เขาให้” หมายถึงว่าใครหยิบยืมเราไป แล้วเขาให้คืนเรา แล้วเขามายืมอีก..ก็ให้ “อย่าให้กับคนที่ไม่ให้” คือเขายืมไปแล้วไม่ให้คืนเลย ยืมแล้วสูญเปล่า อย่างนี้ก็ควรที่จะไม่ให้แล้ว ควรพิจารณาว่า เขาเอาไปแล้วแทนที่จะเอาไปพัฒนาตนเอง หรือว่าแทนที่จะไปฝึกให้เขาได้เจริญขึ้น กลับกลายเป็นว่าเขากลายเป็นคนงอมืองอเท้า แล้วไม่คิดที่จะทำอะไรที่จะพัฒนาตนเองต่อ ก็น่าจะไม่ส่งเสริมเขา มันจะทำให้เขาจมไปมากกว่านี้ ก็คือ “ไม่ให้กับผู้ที่ไม่ให้” นี่เป็นคำสั่งสอนที่พ่อของนางวิสาขาสั่งเอาไว้ “แต่ถ้าเป็นญาติ อย่างไรก็ต้องให้” พ่อนางวิสาขาสอนอย่างนี้ ถ้าเป็นญาติถึงเขาไม่ให้คืน ก็ให้ ท่านว่า “ให้กับคนที่ทั้งให้และไม่ให้” อันนี้ในกรณีที่เป็นญาติกัน ก็พิจารณาดูก็แล้วกันนะ ถ้าคนที่มาหยิบยืมนั้นเขาเป็นญาติ อันนี้เราจำเป็นก็ต้องสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ให้ช่วยสอนเขาด้วยก็แล้วกัน ในฐานะที่เราเป็นที่พึ่งของเขานะ แทนที่จะให้เงินหรือให้ทรัพย์อย่างเดียว ควรให้ความรู้เขาด้วย เหมือนที่เขาพูดกันว่า “แทนที่จะเอาปลาไปให้เขาตลอดเวลา ก็ควรสอนเขาตกปลาด้วย จึงจะเป็นการช่วยเขาที่ยั่งยืนขึ้น” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/plY81DBOAx0 (นาทีที่ 37.20-46.26 https://youtu.be/plY81DBOAx0?t=2248)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อยู่ที่ไหนก็มีกายมีใจไป 🤔🤔 #ถาม : ถ้าโยมฟังธรรม แล้วปฏิบัติอยู่บ้าน โยมไม่ต้องไปบวชกับหมู่คณะได้ใช่มั้ยค่ะ? #ตอบ : ได้อยู่แล้ว..ถ้ามันเจริญขึ้น คำว่า “เจริญขึ้น” หมายถึงว่า เห็นสภาวะง่ายขึ้น เห็นสภาวะบ่อยขึ้น อยู่บ้านก็เจริญ ไปอยู่ปากซอยก็ได้ เดินจากบ้านไปปากซอยเห็นร่างกายเดิน เห็นจิตเผลอไป เห็นร่างกายเดิน เห็นจิตเคลื่อนไป อย่างนี้ก็เรียกว่า “เจริญ” ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่วัด การบรรลุธรรมเนี่ยไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่ที่วัด ที่ไหนก็ได้ ขอให้มีกายมีใจ แล้วก็ฝึกมีสติรู้กายรู้ใจไป ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เราไปอยู่ที่ไหนก็มีกายมีใจไป จะขึ้นเครื่องบินก็เอากายเอาใจไป จะไปดวงจันทร์ก็เอากายเอาใจไป มีกายมีใจที่ไหน..ก็มีที่ปฏิบัติที่นั่น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/1KLZIWRyAJ0 (นาทีที่ 1.44.45-2.01.35)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เมตตาฤาเสน่หา เมตตานั้นมันพลิกไปพลิกมา ซึ่งอาจจะมีตอนต้น แต่ก็พลิก ตอนพลิกเป็นโทสะเนี่ยดูง่าย เพราะมันตรงข้ามกันเลย แต่ตอนที่พลิกมาเป็นราคะบ้าง เป็นเสน่หาบ้างเนี่ย เรามักจะไม่รู้ เพราะเราจะเรียกมันว่า(เป็น)”เมตตา”ต่อ เมตตาเนี่ยจะเป็นเมตตาแบบ “ปรารถนาให้เขามีความสุข” แต่พอเป็นราคะ หรือเป็นเสน่หาเนี่ย จะ “ปรารถนาให้เขาทำให้เราสุข” อยากให้เขาอยู่ตรงนี้นาน ๆ เพื่อเราจะได้มองเขาบ่อย ๆ แล้วเราจะมีความสุข นี่แค่แบบผิวเผินมากนะ ถ้ายิ่งกว่านั้นก็คือ มาเป็นของเรา เราจะได้แตะตัวเขานาน ๆ มีเขาเดินข้าง ๆ รู้สึกเสริมความเป็นตัวตน “เห็นมั้ย? เมียฉันสวย”..”เห็นมั้ย? สามีฉันหล่อ” มันคือเสริมมานะ เสริมความเป็นตัวตน รู้สึกมีความสุขที่เห็นคนอื่นริษยาเรา ถ้าต้องการเขา..เพื่อให้เรามีความสุข นี่เรียกว่าเป็น “เสน่หา” หรือเป็น “ราคะ” นะ ถ้ารู้อย่างนี้ ก็จะเป็นตัวแยกได้ว่า.. ไอ้เมตตาของเราเนี่ย มันพลิกไปแล้วหรือยัง? เปลี่ยนไปหรือยัง? ถ้ามันเปลี่ยนไป..ให้รู้ทัน มันก็คือสภาวะหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมา..แล้วดับไป จากเมตตาเกิดขึ้นมา..แล้วดับไป กลายเป็นราคะเกิดขึ้นมาอีกแล้ว มันไม่ใช่เมตตามาตลอดสายแล้วนะ เมตตามา แล้วก็ดับไป กลายเป็นเสน่หา หรือเมตตาดับไป กลายเป็นราคะขึ้นมา นี่ก็ทำให้เราเห็นสภาวะที่มีการเกิด-ดับเปลี่ยนแปลง เจริญเมตตา แล้วเปลี่ยนเป็นราคะได้มั้ย? …ได้! เพราะเราก็ยังเป็นคนที่ยังมีกิเลส ยังมีเสน่หาได้ ยังมีราคะได้ ยังไม่ใช่เป็นพระอนาคามี เหมือนมีข้ออ้างหน่อย ๆ นะ เป็นข้ออ้างเพื่อให้มีกิเลสได้ แต่จริง ๆ ตามภูมิธรรมของเราเนี่ย..มันยังละราคะไม่ได้ ถ้ามีราคะขึ้นมาก็ให้รู้ทัน แต่ที่มันไม่รู้ทัน เพราะเราคิดว่ามันยังเป็นเมตตา แล้วเรียกชื่อมันว่าเป็นเมตตาอยู่ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เมตตาฤาเสน่หา?” แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง 630726 เมตตาฤาเสน่หา-บ้านจิตสบาย https://bit.ly/3lLb8jc (ระหว่างเวลา ๒๖.๔๔-๒๙.๒๐)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #นอนมีสติ #ไม่ติดสุขกับการนอน #สีหไสยา #อุฏฐานสัญญา 🤔🤔 #ถาม : เวลาทำสมาธิ มันหาวง่วงนอนมากเลยค่ะ ทำยังไงดีเจ้าคะ? #ตอบ : ลองศึกษาอุบายแก้ง่วง ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะให้กับพระมหาโมคคัลลานะดูนะ เมื่อครั้งพระมหาโมคคัลลานะบวชได้ ๗ วัน ท่านได้เข้าไปภาวนาในป่าใกล้หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เดินจงกรมทำความเพียรอยู่ตลอด ๗ วัน มีความลำบากทางร่างกายบีบคั้น จึงนั่งโงกง่วงอยู่ในท้ายที่จงกรม พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เภสกฬามิคทายวัน เขตกรุงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ ได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาทิพย์ จึงไปปรากฏพระองค์ต่อหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วถามว่า “เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ? เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ?” ตรัสถามถึงสองครั้ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลรับว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ๑. เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่า ได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๒. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงตรึกตรองพิจารณา ธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วง นั้นได้ ๓. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงสาธยายธรรมตาม ที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วง นั้นได้ ๔. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้าง ใช้มือบีบนวดตัว เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๕. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความ ง่วงนั้นได้ ๖. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงมนสิการถึงอาโลก- สัญญา(ความกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวัน อย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ๗. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น เธอยังละความง่วงนั้นไม่ได้ ก็พึงสำเร็จสีหไสยา(การ นอนดุจราชสีห์)โดยตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา(กำหนดหมายว่าจะลุกขึ้น)ไว้ในใจ พอตื่น ก็รีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า‘เราจักไม่ ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบ ความสุขในการหลับ’ โมคคัลลานะ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ จปลายมานสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต) ท่านพระมหาโมคคัลลานะคงจะหายง่วงตั้งแต่พระพุทธองค์เสด็จมาแล้วล่ะนะ แต่อุบายทั้ง ๗ ข้อนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติในภายหลัง ขออธิบายด้วยสำนวนที่ง่ายขึ้นเท่าที่ปัญญาจะอำนวย ดังนี้ ๑. “เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่า ได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก” นี่ก็คือ จิตเผลอ..ก็รู้ว่าเผลอ เห็นสภาวะเผลอก็หายง่วง ถ้าไม่เห็น จิตก็จะไปจมในเรื่องราวที่เผลอคิด เห็นความเผลอ..จิตก็ตื่นขึ้นมา ก็มาเริ่มที่กรรมฐานตั้งต้นใหม่ จิตไหลไป..ก็รู้ว่าจิตไหลไป ถ้าไม่เห็น บางทีมันก็ไหลเคลิ้มไปเลย ถ้าเห็นจิตที่ไหล..จิตก็ตื่นตั้งมั่นขึ้นมา ๒. “พึงตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา” ก็คือ แทนที่จะปล่อยให้เคลิ้ม ก็เปลี่ยนอารมณ์ เป็นคิดพิจารณาธรรมที่ได้ยินได้ฟังมา ได้ทบทวนธรรมในใจ บางทีได้ความเข้าใจมากขึ้น แม้จะเป็นปัญญาในระดับคิดเอา ก็ยังดีกว่านั่งหลับ ๓. “พึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร” คราวนี้ไม่ใช่แค่คิดแล้ว พระองค์ให้สวดออกเสียงเลย ๔. “พึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้างใช้มือบีบนวดตัว” สวดมนต์นานๆ บางทีชักชิน มีแอบหลับ ก็ต้องคอยขยับบ้าง ใช้มือตนเองลูบแขนลูบตัว ใครผมยาวก็ลองเอาผมมาแหย่หู มันจะจั๊กจี้ชนิดสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ ๕. “พึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร” แสดงว่าทนนั่งต่อไปไม่ได้แล้วนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเป็นท่ายืน หรือเอามือตนเองลูบก็ชักจะไม่พอ ต้องใช้น้ำมาช่วยกระตุ้น ๖. “พึงมนสิการถึงอาโลกสัญญา(ความกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวันอย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส” อันนี้พระองค์ใช้เป็นโอกาสพลิกมาทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง คือ กำหนดหมายแสงสว่าง ทำความสำคัญในแสงสว่าง แม้เปลือกตาจะปิดอยู่ แต่ตาข้างในก็ยังเห็นเป็นแสงสว่าง จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้สึกแตกต่าง หลับตาก็เห็นความสว่าง ลืมตาขึ้นมาก็ยังรู้สึกว่าสว่าง อันนี้ใครทำได้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับทิพยจักขุญาณ ๗. “พึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก” คือข้อ ๑-๔ ยังอยู่ในท่านั่งอยู่กับที่ ข้อ ๕ ลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังยืนนิ่งๆ มาข้อ ๗ นี้พระองค์ให้เดิน แสดงว่าง่วงมากนะ ประมาณว่ายืนยังเซ ก็เดินจงกรม คำบาลีว่า จงฺกม อ่านว่า จัง-กะ-มะ แปลว่า เดินกลับไปกลับมา และไม่ใช่เดินใจลอย เดินด้วยความรู้สึกตัว ถ้าทำตามลำดับมา ๗ ข้อดังกล่าวแล้วยังง่วง พระองค์ก็ให้นอน แต่เป็นการนอนที่ยังไม่ทิ้งกรรมฐาน นอนอย่างมีสติ มีลีลาอย่างนักปฏิบัติ คือหมายใจไว้ว่า ‘เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบความสุขในการหลับ’ ไม่ใช่ว่าตื่นแล้วแต่ขอต่ออีกหน่อย ต่อไปต่อมา..ตะวันโด่ง และขอทำความเข้าใจว่า นอนท่า “สีหไสยา” ไม่ใช่ท่านอนแบบพระนอนวัดโพธิ์(พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร) ท่าตั้งแขนชันขึ้นมานั้นเป็น”ปางโปรดอสุรินทราหู” ท่าที่เป็นแบบอย่าง ได้แก่ พระนอนเมืองกุสินารา แขนวางราบ มือมาหนุนที่ข้างแก้ม นอนท่า “สีหไสยา” คือการนอนดุจราชสีห์ ราชสีห์เมื่อจะนอนเขาจะเตรียมที่นอนอย่างดี เวลานอนจะนอนในท่าตะแคง สำรวจท่านอนของตนเองก่อนจะหลับ ถ้าตื่นมาไม่อยู่ในท่าเดิม เขาจะเสียใจว่านอนขาดสติ ขยับพลิกแล้วไม่รู้สึกตัว วันนั้นจะไม่ออกหากิน สำหรับนักปฏิบัติ โดยความหมายคือให้นอนอย่างมีสติ จะนอนตะแคงหรือนอนหงายก็ไม่ว่านะ แต่ตื่นมาให้สำรวจท่าด้วยว่า อยู่ในท่าเดิมหรือไม่ ถ้าผิดไปก็แสดงว่ายังไม่ผ่าน และที่สำคัญคือ ทำอุฏฐานสัญญา(กำหนดหมายว่าจะลุกขึ้น)ไว้ในใจ ซึ่งช่วยให้เราไม่ติดสุขในการนอน และเอื้อให้ไม่ประมาท พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๘ กันยายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สังโยชน์๑๐ #สังโยชน์เบื้องต่ำ #สังโยชน์เบื้องสูง 🤔🤔 #ถาม : เมื่อวานนี้ผมถามสังโยชน์ ๑๐ ไปตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ อยากจะให้ท่านเทศน์ให้ฟังอีกทีนึง โดยเน้นข้อ ๓ ข้อ ๔ ให้ชัดหน่อยครับ #ตอบ : สังโยชน์ ๑๐ เป็นชื่อของกิเลสที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงในแง่ที่ว่า มันผูกมัดใจคนให้วนเวียนในวัฏฏทุกข์ ข้อ ๑) สักกายทิฏฐิ คือทิฏฐิว่ามีเรา มีความเห็นว่าเป็นตัวของตน คือมันมีทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิว่ามีเรา เห็นว่ากายเป็นเรา เห็นว่าใจเป็นเรา มันเป็นความเข้าใจผิดซึ่งเกิดตามหลังความคิดอันไม่แยบคาย มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริง ที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่างๆ มาประชุมกัน คิดว่ามีเรา ก็อยากได้อะไรต่างๆ มาสนองเรา ส่วนมากก็วนอยู่ในเรื่องกาม อยากดู อยากฟัง อยากกิน อย่างนี้เป็นต้น หนักเข้าก็เห็นแก่ตัว รวมแล้วก็คืออยากได้อยากเอาสิ่งนั้นมาสนองความอยากของเรา อยากได้กาม อยากได้เกียรติ อยากได้สรรเสริญ ทุกอย่างอยากได้มาเพื่อสนองความเป็นเราที่คิดว่ามี.. “เรา”จริง ๆ ไม่มี มีแต่ “ความคิดว่าเป็นเรา” จึงเรียกกิเลสตัวนี้ว่าเป็นเพียงทิฏฐิ ข้อ ๒) วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย เช่น สงสัยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม? พระธรรมคำสอนเป็นเรื่องจริงไหม? พระสงฆ์มีจริงไหม? ทำให้ไม่มั่นใจ ไม่มีความแกล้วกล้าที่จะมุ่งหน้าไปตามหนทางที่พระพุทธองค์ทรงสอน ข้อ ๓) สีลัพพตปรามาส โดยคำศัพท์ “สีล(อ่านว่า สี-ละ)” คือ ศีล, “พต(อ่านว่า พะ-ตะ)” คือ พรต, ปรามาส(อ่านว่า ปะ-รา-มา-สะ) แปลว่า การจับ แต่เป็นการจับแบบไม่มั่นคง โดยความหมายก็คือถือผิดไป สีลัพพตปรามาส ก็คือ การถือศีลพรตแบบงมงาย ยึดถือผิดไปว่า จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ก็ต้องทำรูปแบบอย่างนี้เท่านั้น หรือต้องมีพิธีอย่างนี้ มีข้อปฏิบัติต่างๆ ก็ยึดถือทำตามๆ กันไป ไม่รู้เหตุผล กลายเป็นเรื่องขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ไป บางทีก็ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตอบแทน เพื่อลาภสักการะ เพื่ออำนาจใหญ่โต เลยเถิดออกนอกลู่นอกทาง บางทีก็เคร่งครัดในระเบียบที่ตั้งขึ้นเอง ต้องทำอย่างนั้นจึงจะสำเร็จ ต้องทำอย่างนี้จึงจะสำเร็จ ต้องเอาหัวหมูมาบูชาจึงจะสำเร็จ ประมาณอย่างนี้นะ หรือว่าต้องเดินท่านี้เท่านั้นจึงจะสำเร็จ หรือว่าต้องเดินที่นี่เท่านั้นจึงจะสำเร็จ คล้าย ๆ กับมันมีกรอบมีขอบเขตของการปฏิบัติแบบงมงาย ไม่ได้ถือหลักว่าต้องมีสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐาน ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไปยึดเอารูปแบบ ต้องดูกายก่อน ห้ามดูจิตก่อน ต้องพุทโธเท่านั้น สัมมาอาระหังไม่ได้อะไรอย่างนี้ คือไปยึดเอารูปแบบจนไปตำหนิติเตียนกันเอง แล้วก็ถือว่าตัวเองถูก-คนอื่นผิด เพียงแค่รูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วจะเข้าใจถึงหลักการของการปฏิบัติ แล้วไม่ไปตำหนิติเตียนกันด้วยเพียงรูปแบบ ข้อ ๔) กามราคะ แปลว่า ความติดใคร่ในกาม หมายถึง ความพอใจใฝ่หาในการดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัสทางกาย ที่น่าพอใจ นี่เรียกว่า “กามราคะ” คนที่ติดในกามก็จะติดในการดูของสวยงาม ถ้าไม่ได้ดูก็จะเกิดโทสะหรือเกิดทุกข์ ติดในการที่จะฟังเสียงไพเราะ หรือเสียงชมเสียงสรรเสริญเท่านั้น ถ้าไม่ได้รับคำชม ไม่ได้รับคำสรรเสริญ จะรู้สึกเป็นทุกข์ ต้องกินของอร่อยเท่านั้น ถ้าวันไหนไม่อร่อยก็เป็นทุกข์ วันไหนอากาศไม่ดีก็เป็นทุกข์ ร้อนไปก็เป็นทุกข์ หนาวเกินไปก็เป็นทุกข์ อย่างนี้นะ ความสุขนี่มันขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกทั้งหมดเลย แล้วการที่ยังมีกามราคะอยู่ ก็เป็นเหตุให้ผิดหวัง ผิดหวังทีไรก็เป็นโทสะ แต่โทสะนี่ก็ไปอยู่ข้อที่ ๕ แล้ว..เป็นปฏิฆะ ข้อ ๕) ปฏิฆะ ปฏิฆะ แปลว่า ความกระทบกระทั่งในใจ หงุดหงิดขัดเคืองใจ ซึ่งก็มีเหตุมาจากที่ว่า หวังกามสุขแล้วผิดหวังจากกามสุขนั้น กลายเป็นโทสะหรือเป็นปฏิฆะ ข้อ ๔ และข้อ ๕ สองข้อนี้จะเกี่ยวกันเนื่องกัน เวลาละได้มันจะละไปด้วยกัน หมายถึงว่าพระอนาคามี เวลาละกามได้ ไม่ได้หวังความสุขจากการดู การฟัง การดม การกิน หรือการสัมผัส ก็จะละไปได้ทีเดียวทั้งคู่เลย ทั้งสองข้อนี้ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อละกามราคะได้ มันไม่หวังแล้วเนี่ย มันก็ไม่มีโทสะหรือไม่มีปฏิฆะจากการผิดหวังในเรื่องของกาม มันก็เลยละไปด้วยกัน ๕ ข้อแรกนี้รวมเรียกว่า “สังโยชน์เบื้องต่ำ” คืออยู่ในขั้นหยาบ พระอนาคามีท่านจะละสังโยชน์ ๕ ข้อแรกนี้ไปได้ สามข้อแรกละได้ตั้งแต่เป็นพระโสดาบันแล้ว อีกสองข้อก็ละไปด้วยกัน ตอนที่ละกามได้ด้วยอนาคามิมรรค ยังเหลืออยู่อีก ๕ ข้อ เป็นสังโยชน์เบื้องสูง เป็นเรื่องของกิเลสละเอียดๆ ที่จะละได้ด้วยอรหัตตมรรคเท่านั้น ได้แก่ ข้อ ๖) รูปราคะ รูปราคะนี่ไม่ใช่ราคะใน Picture-รูปภาพ นะ รูปราคะ แปลว่า ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต หมายถึงรูปฌาณ แสดงว่าพระอนาคามีเข้ารูปฌาณได้ แต่ยังติดในสุขในการเข้ารูปฌาน พอใจในความสงบของสมาธิขั้นรูปฌาน ติดใจในรูปภพ ข้อ ๗) อรูปราคะ แปลว่า ความติดใจในอรูปธรรม ซึ่งก็คือ อรูปฌาน หมายความว่า พระอนาคามีที่ทำอรูปฌาณได้ แล้วยังติดในความสุขในการเข้าอรูปฌาน พอติดความสุขในการเข้าอรูปฌาณ ก็จะติดในสังโยชน์ข้อนี้ ยังติดใจในอรูปภพ สมมติว่าเวลาพระอนาคามีคุยกับโยมเนี่ยนะ แล้วก็รู้สึกว่าโยมฟุ้งซ่านมากเลย ท่านก็แอบเข้าฌาน พอแอบเข้าฌานจิตก็เคลื่อน จิตเคลื่อนเข้ารูปฌาน ถ้าท่านทำอรูปฌานได้ ก็จะหลบเข้าอรูปฌาน จิตเคลื่อนเข้าอรูปฌาน แล้วเวลาเข้าฌานเนี่ยจิตเคลื่อน แต่อย่าไปตำหนิท่านนะ จริงๆ แล้วภูมิจิตภูมิธรรมของท่านก็อยู่ในระดับสูงมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกเรา แต่ที่พูดก็เพื่อให้เห็นว่าการพอใจ มีราคะในรูปฌานและอรูปฌาน มันยังเป็นปัญหาของท่าน ปัญหาของท่านนะ..ไม่ใช่ปัญหาของเรา ปัญหาของท่านคือ ยังมีการติดในรูปฌานและอรูปฌานอยู่ ข้อ ๘) มานะ แปลว่า ความถือตัว แต่ไม่ใช่มานะแบบปุถุชนแบบเรา มานะแบบปุถุชนคือถือตัวถือตนแบบตำหนิคนอื่น เหยียดหยามคนอื่น นึกว่าตัวเองเจ๋งแล้ว พระอนาคามีไม่ได้มีหยาบๆ อย่างนั้น พระอนาคามีจะมีมานะคือในแง่ของการเปรียบเทียบ เช่น สมมติว่าท่านมีตาทิพย์ แต่โยมไม่มีตาทิพย์ แล้วท่านก็คิดเทียบ คือรู้ตามจริงนะ แต่ยังมีการเทียบเขาเทียบเรา หรือว่าไปเจอครูบาอาจารย์ โอ้โห! ครูบาอาจารย์ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านผุดผ่องไม่มีทุกข์อะไรเลย แต่เราเนี่ยยังมีงานอยู่ มันมีการเปรียบเทียบ แต่ไม่ใช่ออกมาในแนวหยาบ ๆ แบบเหยียดหยามอะไรใคร ไม่มีการตำหนิติเตียนในแง่ทำให้เกิดกิเลสหยาบๆ มานะของพระอนาคามีไม่ได้หยาบแบบที่เราเข้าใจ มันเป็นเพียงการเทียบเขาเทียบเรา บางทีเทียบด้วยความเคารพด้วยซ้ำไป เจอครูบาอาจารย์ท่านผ่องใสมาก เรายังมัวหมองอยู่เลย เรายังไม่พ้นเลย มันมีการเทียบเขาเทียบเราอย่างนี้ ถ้าเทียบเขาเทียบเราเมื่อไหร่เป็นมานะเมื่อนั้น ก็เป็นงานของท่านพระอนาคามี ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นงานละเอียดมากๆ เลย ข้อ ๙) อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน อุทธัจจะของพระอนาคามีเนี่ยนะ ไม่ใช่อุทธัจจะแบบปุถุชน แต่เป็นฟุ้งซ่านในธรรม โยมอาจจะงง..อยู่ในธรรมยังฟุ้งซ่านอีกเหรอ คือเอาง่าย ๆ ว่า จิตยังเคลื่อนอยู่ ตัวท่านมีสมาธิก็จริง สมาธิของท่านดีก็จริงนะ แต่เวลาเข้าสมาธิยังไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลา ยังมีการเคลื่อน จิตเคลื่อนแสดงว่าไม่ตั้งมั่น..เข้าใจมั้ย? ความฟุ้งซ่านของท่านเนี่ยมันการการฟุ้นซ่านเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแง่ที่ว่าระลึกถึงรูป แล้วเอาจิตไปแปะกับรูปธรรม หรือระลึกถึงอารมณ์ที่ไม่ใช่รูป คืออรูป เช่นอารมณ์ว่างๆ จิตส่งไปหาความว่าง อันนี้เรียกว่าจิตเคลื่อนไป ถ้าจิตมีการส่งออกเมื่อไหร่ก็เป็นการฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องของอุทธัจจะในธรรม ปุถุชนเนี่ย..ขอให้ได้เข้าให้เถอะ..ฌานเนี่ย จิตเคลื่อนก็ไม่ว่าหรอก แต่การที่มีจิตเคลื่อนของพระอนาคามี เป็นปัญหาของท่าน พระอรหันต์เนี่ยจิตไม่เคลื่อน ไม่มีการฟุ้งซ่านในลักษณะที่จิตเคลื่อนแบบนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าฟุ้งซ่านหรืออุทธัจจะในสังโยชน์เนี่ยนะ มีตั้งแต่ฟุ้งซ่านแบบทั่วๆ ไป คือคิดนึกเรื่อยเปื่อยแบบปุถุชนเลย ฟุ้งไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ จิตเคลื่อนออก ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ๆ อันนี้ชัดเจน แต่ของพระอนาคามีเนี่ยท่านละกามแล้ว คงไม่ได้ไปคิดถึงโยมคนนั้น ไม่ได้ไปคิดถึงอยากจะกินร้านนั้น อะไรอย่างนี้ไม่ได้คิดแล้ว ความสุขของท่านคือการเข้าฌาน เพราะฉะนั้นเวลาเข้าฌานของท่าน ถ้าจิตเคลื่อน..ท่านยังฟุ้งซ่านอยู่ มันไม่ใช่ฟุ้งซ่านแบบปุถุชนทั่วไป สังโยชน์เบื้องสูงข้อท้ายๆ เนี่ยนะ มันไม่ใช่เพียงหยาบๆ แต่เป็นส่วนละเอียดที่พระอนาคามียังละไม่ได้ และเป็นงานของท่านที่ท่านจะต้องมาสังเกตจิตของท่านเองว่า มันยังเคลื่อนอยู่นะ บางท่านเนี่ยเห็นจิตเคลื่อนตอนที่สิ้นชีวิตจากมนุษย์แล้วไปเกิดเป็นพรหม พอเกิดเป็นพรหมท่านจึงเห็นว่าจิตมันเคลื่อนเข้าหาพรหมโลก แล้วท่านก็สำเร็จตอนนั้นเลย คือว่าเห็นจิตเคลื่อนแล้วก็ใช้ได้แล้ว อันนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาไปเห็นท่านนะ แต่ว่ามีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ บางท่านเป็นพระอนาคามีตอนเป็นมนุษย์ คิดว่าสำเร็จแล้วหรืออาจจะรู้ว่าท่านเป็นอนาคามีแล้วก็ได้นะ แต่พอสิ้นชีวิตเห็นจิตเคลื่อน พอเห็นจิตเคลื่อนเนี่ยใช้ได้เลย จิตก็ตั้งมั่นพอดี ก็เหมือนตอนที่เห็นกิเลส เห็นกิเลสๆจะดับ เห็นจิตเคลื่อน..จิตก็ไม่เคลื่อน..ตั้งมั่นขึ้นมา มันสำคัญตรงที่ว่าจะเห็นมั้ยเท่านั้นเอง ข้อ ๑๐) ข้อสุดท้าย”อวิชชา” แปลว่า ความไม่รู้ ก็คือมันจะมีติดอยู่นิดนึง พระอนาคามีท่านจะรู้สึกว่าติดอยู่นิดนึง เหมือนยังไม่รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านก็ยังความหาอยู่ เคล็ดลับคือ ถ้ายังควานหาอยู่..ก็ยังไม่เจอ อันนี้ก็ไม่ใช่ความรู้ของอาตมานะ ฟังครูบาอาจารย์มาอีกที เหมือนคนจะขึ้นยอดเขานะ หาทางอยู่นั้นล่ะ หาทางว่าจะขึ้นยอดเขา..ไม่เจอทาง แต่พอหยุดหา..มันคือถึงยอดเขาพอดี คือถ้าใจยังควานหา เหมือนยังไม่รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง แสดงว่ายังมีอวิชชา ซึ่งตรงเป็นงานของพระอนาคามีอีกเหมือนกัน พูดไปปุถุชนก็จะฟุ้งซ่านเปล่าๆ ฟังไว้พอประดับความรู้ก็พอ …อันนี้เป็นเรื่องของสังโยชน์ ที่อาตมาอธิบายได้เนี่ย ไม่ใช่อาตมาเป็นพระอรหันต์แล้วจึงอธิบายได้อย่างนี้นะ ฟังครูบาอาจารย์มาอีกทีเหมือนกัน อาตมาได้ฟังครูบาอาจารย์อธิบายมาก็เลยนำมาถ่ายทอดต่อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/1KLZIWRyAJ0 (นาทีที่ 33.24-47.50)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #เรียกชื่อให้ถูก โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🍂🍂🍂 ให้เรียกชื่อสภาวะให้ถูก เกิด”อกุศล” แล้วเรียกว่าเป็น”กุศล” เราก็จะถูกมันหลอก เวลานั่งสมาธิแล้ว”เคลิ้ม” กลับไปเรียกว่า”สงบ” “ฟุ้งซ่านอยู่” ก็หลงไปเรียกว่า”กำลังบรรยายธรรม” ก็ฟุ้งยาว หรือว่า”มีเสน่หาแล้ว..มีราคะแล้ว” แต่ไปเรียกว่า”เมตตา” อย่างนี้คือ เกิดกิเลสแล้ว..ไม่รู้ตัว คลิปบรรยายธรรมนี้ พระอาจารย์เล่าจากประสบการณ์ เรียกชื่อสภาวะผิด ๆ ของท่าน … เราจะได้ไม่ถูกมันหลอก กดลิงค์คลิปเพื่อฟังธรรม https://bit.ly/3hOppcJ บรรยายธรรม ณ บ้านอริยะ ๗ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #นั่งเงียบๆดูจิต https://bit.ly/2Go2Vl4 โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คลิปนี้พระอาจารย์ ได้แนะนำลองใช้อุบายนั่งเงียบ ๆ ดูจิต สำหรับคนจริตประเภทฟุ้งซ่าน! ลองนั่งเงียบๆ มีเครื่องอยู่เอาไว้สักอย่างหนึ่ง คือรู้ร่างกายนี้หายใจอยู่ นั่งอยู่ หายใจอยู่ แล้วถ้ามีเสียงพูดอะไรขึ้นมาในใจสักนิดนึง จะรู้ทัน เพราะมันไม่เงียบ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตนี้ข่มยาก ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ หมายความว่า จิตนี้ข่มยาก เบา เกิดดับตลอดเวลา ปลิวไปปลิวมาด้วยความเบา ลหุ แปลว่า เบา เบา ในที่นี้คือ อยู่ตรงนี้นะ..ถูกลมพัดก็ปลิวไปแล้ว ลมในที่นี้หมายถึง โลกธรรมทั้ง ๘ มีอะไรบ้าง? ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ ไม่ว่าอะไรมากระทบ จิตมันจะปลิว ปลิวในที่นี้แปลได้อีกความหมายว่า เกิด-ดับ คนส่วนใหญ่ปลิวไปปลิวมาในโลก ปลิวไปทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ที่มากที่สุดคือปลิวไปทางความคิด เรียกว่า ฟุ้งซ่าน ยตฺถ กามนิปาติโน แปลว่า มีปกติตกไปในกาม จริง ๆ แล้วจิตมีปกติใฝ่หากาม คือใฝ่หาความสุขจากการเสพทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าได้มา ก็เรียกว่าได้ตามที่มีกามราคะ (มีราคะในกาม) โทสะ มาจากอยากได้..แล้วมันไม่ได้ จิตที่ข่มได้ยาก เบา ปลิวไปปลิวมาไปตามกระแสของโลก มันไม่ได้ไปไหน มันตกอยู่ในโลกของกาม ๕ ประการ คือ อยากเสพรูปทางตา อยากเสพเสียงทางหู อยากเสพกลิ่นทางจมูก อยากเสพรสทางลิ้น อยากเสพสัมผัสทางกาย รวมแล้วเรียกว่าอยากเสพ “กาม” จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ แปลว่า การฝึกจิตเป็นการดี จิตฺตํ ทนฺตํ สุขา วหํ แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ มันต้องฝึก ไม่ฝึกไม่ได้ เอาแต่ฟังอย่างเดียวไม่พอ หรือฝึก..แต่ว่าไม่ลงไปเห็นสภาวะ ก็ไม่ได้ ต้องเห็นจิตทำงาน เป็นเรื่องธรรมดาที่จิตมันจะวอกแวก อย่าไปลงโทษตัวเอง เพราะนั่นเป็นการปรุงแต่งทุกข์ไปทับถมตัวเอง ทุกข์ที่ไม่ควรเกิด..เกิดมาจากที่เราเห็นจิตไม่ได้ดังใจ คือเราอยากจะดี แล้วมันไม่ดีดั่งใจ ไอ้”ดี”เนี่ย มันไม่ได้มาด้วยอยาก “ดี” มันมาจากรู้ทันความจริง เข้าใจความจริง ว่าจิตทำงานอย่างนี้นี่เอง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากบรรยายเรื่อง “จิตนี้ข่มยาก” กิจนิมนต์ ณ บ้านคุณมาลี ปาละวงศ์ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #บริกรรมพุทโธ 🤔🤔 #ถาม : เวลานั่งสมาธิ โยมบริกรรม “พุทโธ” พุทโธ พุทโธ แล้วพุทโธหายไป มันจะนิ่งขึ้นชั่วแว๊บเดียว รู้สึกว่ามันนิ่งแบบว่างเปล่า มันไม่ได้ทิ้งช่วง ไม่ได้นาน จะแค่แว๊บ ๆ #ตอบ : ปล่อยมัน ช่างมัน ถ้ามันทิ้ง “พุทโธ” ไม่เป็นไร ช่างมัน แต่ถ้ามันทิ้ง “พุทโธ” แล้วไปจับอย่างอื่น คือคิดฟุ้งซ่าน อย่างนี้ต้องรู้ว่าฟุ้งซ่าน แล้วมาเริ่มบริกรรม “พุทโธ” ใหม่ แต่ถ้ามันทิ้งพุทโธไปเฉยๆ โดยที่ยังมีความรู้สึกตัวอยู่ ก็ไม่เป็นไร จิตมันเริ่มวางภาระในการท่องคำบริกรรม อย่างนี้ไม่เป็นไร #ถาม : บางครั้งนั่งไปแล้ว เราอยากพุทโธ แต่จิตมันไม่อยากนึกถึงพุทโธ #ตอบ : ไม่เป็นไร ขอให้มีความรู้สึกตัว “รู้สึกตัว” ในที่นี้หมายถึงว่า กายกำลังอยู่ในอิริยาบถนั่ง..ก็รู้ว่ากายกำลังนั่งอยู่ กายหายใจด้วย..ก็รู้ว่ากายกำลังหายใจ อย่างนี้ไม่เป็นไร จะไม่มีพุทโธก็ไม่เป็นไร ถ้ามันมีความรู้สึกตัวอยู่ก็ใช้ได้ อิริยาบถอื่นก็เช่นเดียวกัน ที่ให้มีบริกรรม “พุทโธ” ด้วย ก็เพราะว่า บางทีเราเผลอไปแล้วไม่รู้ทัน ก็ต้องอาศัยคำบริกรรมเข้ามาช่วย บางทีตอนที่เผลอ เราไม่ได้เผลอธรรมดา เผลอแล้วคิด สังเกตดูว่าเวลาคิดเนี่ย จะมีเสียงพูดในใจของตัวเอง เสียงเราเองนี่แหละนะ คำว่า “พุทโธ” ที่เราบริกรรมอยู่จะช่วยให้เห็นชัดว่าเวลาที่เผลอไป เพราะมันมีเสียงอื่นแทรกเข้ามาที่ไม่ใช่เสียง “พุทโธ” เสียงเราที่พูดคำอื่นในใจ นั่นเรียกว่าเผลอ การมีคำว่า “พุทโธ” อยู่ในใจจะช่วยให้เราเจริญสติเห็นความเผลอได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ถ้ามีแค่ลมหายใจเนี่ยนะ บางทีก็เหมือนเห็นลมหายใจอยู่นะ แต่ก็รู้สึกว่าในขณะเดียวกันมันมีเสียงคำพูดอะไรก็ไม่รู้อยู่ในใจด้วย นี่คือเผลอคิดไปแล้ว..อันนี้มักจะไม่รู้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 53.0-55.34)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่ปีติกับทาน #ไม่ดูถูกบุญแม้เล็กน้อย 🤔🤔 #ถาม : การให้ทานแล้วถ้าเราไม่ปีติ เราต้องทำขึ้นมามั้ยคะ? #ตอบ : ไม่ต้องไปแกล้งให้มีปีตินะ มันไม่มีปีติ..ก็รู้ว่าไม่มีปีติ ไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ แต่ก็ให้ทำทานต่อไป บางทีเรามาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐานเนี่ย เรากำลังอิน(in)กับการเจริญกรรมฐาน มันจะรู้สึกว่าการให้ทานเนี่ยจืด ๆ แต่ก็ควรทำทานอยู่นะ ไม่ละเลยการให้ทาน แม้การให้ทานมันจะจืด ๆ แต่ก็ทำ ไม่ได้ดูถูกบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางทีพอผ่านไปสักพักหนึ่ง กรรมฐานมันเริ่มเสื่อม หรือมายุ่งกับทางโลกมากขึ้น ก็กลายเป็นรู้สึกว่าอยากจะมาให้ทานเพื่อปลุกให้เกิดกุศลเกิดขึ้นมาชโลมใจ ให้ทานแล้วรู้สึกชุ่มชื่นใจขึ้นมาอีก บางทีก็ต้องปลูกศรัทธามาเสริมเพื่อให้เกิดกำลัง ศรัทธาก็เป็นกำลังของใจ เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 28.53-30.05)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อธิษฐานบารมี อธิษฐานของคนทั่วไป หมายถึง ขออธิษฐานของพระ คือตั้งใจแน่วแน่ ว่าจะทำอะไร อธิษฐานบารมี หมายถึง ตั้งใจมั่นที่จะตั้งใจมั่นต่อจุดหมาย ข้อดีของอธิษฐานคือ เมื่อมีความตั้งใจมั่นแล้ว ถ้ามีอะไรจุกจิกกวนใจ หรือปัญหายุ่งยากกวนใจ ก็จะไม่ใส่ใจ มีแต่จะมุ่งมั่นทำให้ถึงจุดหมาย เป้าหมายในพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประสงค์ให้สัตว์โลกทั้งหลายตั้งเป้าหมายคือ อธิษฐานให้พ้นทุกข์ อธิษฐาน หมายถึง ตั้งใจมั่น มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะสร้างกุศล และกุศลสูงสุดของพุทธบริษัทคือ มุ่งสู่พระนิพพาน วิธีที่จะให้ชีวิตมุ่งตรงต่อจุดหมายคือ อธิษฐาน และถ้าอธิษฐานนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้บรรลุธรรม เราก็เรียกอันนี้เป็น อธิษฐานบารมีของเรา พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “ปัญญา” เรียกว่า ปัญญาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “สัจจะ” เรียกว่า สัจจาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “จาคะ” เรียกว่า จาคาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “นิพพาน” เรียกว่า อุปสมาธิฏฐาน “ปัญญาธิฏฐาน” คือ เราจะไม่ประมาท โลกนี้เกิดดับเปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย โลกนี้มีลักษณะ ๓ อย่างคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา “สัจจาธิฏฐาน” คือ อธิษฐานให้เห็นความจริง ให้เรารักษาความจริง ก่อนจะเห็นความจริง เราต้องรักความจริงก่อน ไม่รู้แล้วบอกว่า “รู้” .. อย่างนี้ไม่เคารพความจริง เคารพความจริง รักษาความจริง เรียกว่า “อนุรักษ์สัจจะ” เวลาเรามาภาวนา เราจะคุ้นชินกับการที่จะดูความจริง “จาคาธิฏฐาน” จาคะในที่นี้ก็คือ สละกิเลสออกไป เห็นราคะ โทสะ โมหะ แล้วจาคะไป “อุปสมาธิฏฐาน” โดยสูงสุดคือ พระนิพพาน พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจเป็นเทวดา ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจจะถูกหวยสักที ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจมีตำแหน่งสูงๆ ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วต้องตั้งใจพัฒนาจิตใจ ให้เข้าใกล้ความพ้นทุกข์ ชีวิตนี้มีไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้มากที่สุด ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม เรื่อง “อธิษฐานบารมี” ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นครปฐม ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ