All posts by admin

วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อดกลั้นต่อกิเลส “อดกลั้น” คือ อดทน.. ต่อความล่วงเกินของผู้อื่น ความล่วงเกินของผู้อื่น ก็จะมีคนที่ล่วงเกิน เมื่อเทียบกับเรา ก็จะมีบุคคลสามระดับ..ที่ล่วงเกินเรา อดทน ต่อคนที่ “ต่ำกว่าเรา.. ล่วงเกินเรา” อดทน ต่อคนที่ “เสมอกับเรา.. ล่วงเกินเรา” อดทน ต่อคนที่ “สูงกว่าเรา.. ล่วงเกินเรา” สามระดับ..ไม่เหมือนกัน!! ควรอดทนให้ได้ทั้งสามระดับเลย! ไม่ใช่แค่ระดับใดระดับหนึ่ง ทีนี้จะเอาระดับไหน..มาวัดว่าอดทนได้จริง? ถ้าเราอยู่กับ “ครูบาอาจารย์” แล้วอดทนได้เนี่ย ก็ถือว่าดีนะ! แต่ว่า.. ก็ยังใม่ใช่ตัววัด เพราะว่า.. บางทีทนได้เพราะ “กลัว” กับ “คนที่เสมอกัน” บางทีก็อดทนได้นะ! แต่..ยังไม่ใช่ตัววัด! เพราะบางทีที่อดทนอยู่ได้ เพราะอาจจะ ”แข่งดี” กัน … ทน.. ที่เป็นตัววัดได้ดีเลย คือ ทนต่อ “ผู้ที่อยู่ต่ำกว่า” สถานะต่ำกว่า คนเลวกว่า ถ้าทนได้ ถือว่า.. เยี่ยม!! ในกรณีที่ว่าเป็นตัววัดนะ คือ คนที่อดทน.. ต่อแม้แต่ผู้ที่อยู่ในสถานะต่ำกว่า.. ด่าว่าเอา! หรือ มาว่ากล่าวตักเตือน!! ทั้งว่า.. แบบไหนก็แล้วแต่ คือ เราทนได้ต่อคำสอน หรือ.. คำว่ากล่าวติเตียน ของเขาได้ อันนี้เรียกว่า “อดกลั้น” คำภาษาบาลี เรียกว่า “อธิวาสนขันติ” คือ อดทน..อดกลั้นต่อความล่วงเกินของผู้อื่น น แล้วถ้าสูงไปกว่านั้นอีก คือ.. “อดทนต่อกิเลส” หมายถึงว่า ทนต่อกิเลสในเวลาที่จิตใจ ถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่น่ารัก น่าชัง ใจก็ไม่ไหลโอนเอนไปกับกิเลสที่เกิดขึ้น เห็นอยู่..แล้วก็ทนได้! คือไม่ไปปรุงต่อ ไม่ไปตามกิเลส เห็นอยู่.. แล้วก็ทนได้!! อันนี้มันเป็นธรรมะชั้นสูงเลย เป็นมงคลชั้นสูงเลย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ใจที่พร้อมเจริญธรรม” วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/KWq7KvSKWCY (นาที 06:30 – 09.39)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #จาคานุสติ #ถาม : การที่เรานึกถึงบุญที่ทำบุญตลอดเวลา เช่น บริจาคที่ดิน บริจาคเงิน บริจาคทอง แบบนี้เรียกว่า “ยึดติด” หรือไม่? #ตอบ : ทำบุญแล้วคิดซ้ำ ไม่ผิดนะ สามารถคิดได้ เขาเรียกว่า “จาคานุสสติ” คิดในสิ่งที่เราได้เคยบริจาคออกไป แล้วก็มีความปลื้มใจปีติใจ คิดซ้ำ แล้วก็มีความปลื้มใจ เช่นว่า เราได้ไปถวายผ้ากฐิน ได้ถวายผ้าไตรจีวรครบท่ามกลางหมู่สงฆ์ ปลื้มใจ..ปลื้มใจ.. แม้ว่าเหตุการณ์นั้นผ่านมาแล้ว วันนี้.. เดือนนี้.. ผ่านมาเป็นเดือน.. หลายเดือนแล้ว.. แต่พอมาหวนคิดอีกที ก็ยังปลื้มใจอยู่ คิดแล้วก็มีความปลื้มใจ ใจที่มีความปลื้มใจนั้นเป็นกุศล ถ้าคิดถึงความที่เราได้ทำบุญ ได้บริจาค คิดแล้วใจไม่วอกแวกไปไหน คิดแต่เรื่องราวเรื่องนี้ กลายเป็นทำกรรมฐานตัวหนึ่งด้วยซ้ำไป เรียกว่า “จาคานุสติ” พอเราได้บริจาคอะไรไปแล้ว พอมาหวนคิดแล้วมีความสุข อย่างนี้มันจะมีกำลังใจที่จะบริจาคอีก อาจจะไม่บริจาคแบบเดิมก็ได้ อาจจะรู้สึกว่า ‘เนี่ยเราให้ แล้วมีความสุข’ ก็เลยมีความรู้สึกว่า เมื่อก่อนนี้.. เราคิดว่า ‘ต้องได้มาเท่านั้น จึงจะมีความสุข’ แต่ตอนนี้.. ‘การให้ การบริจาค ดูภาพรวมแล้ว มันเหมือนกับการที่เราเสียวัตถุ เสียสิ่งของ เสียทรัพย์ แต่พอมาคิดภายหลัง แล้วมันมีความสุขอย่างนี้’ มีความสุขตรงที่ว่า ผู้รับได้ประโยชน์ ผู้รับได้รับวัตถุจากเราไปแล้ว นำมาใช้ประโยชน์ต่อ ความรู้สึกที่เราได้ให้ ให้กับผู้รับที่เป็นเนื้อนาบุญที่ดี แล้วเราก็มีความปลื้มใจ เราศรัทธากับผู้รับ ศรัทธาในวิธีการสร้างบุญอย่างนี้ เราก็คิดว่า ถ้ามีโอกาสเราจะทำอีก ทำกับเนื้อนาบุญท่านอื่นก็ได้ กับที่อื่นก็ได้ แต่รู้ว่าการที่จะมีความสุขในแง่ของวัตถุนี้ มันไม่ใช่ว่าต้องรับเข้ามาอย่างเดียว การสละออกไปกับผู้รับที่ดี ก็กลายเป็นว่ามีความสุขได้เช่นกัน เหมือนกับแม่ แม่ให้กับลูก แม่มีความสุข แม่ดูแลลูก ให้เสื้อผ้า ให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย ให้โอกาสต่าง ๆ กับลูก แม่มีความสุข พ่อก็เช่นเดียวกัน ประมาณอย่างนี้ การให้แล้วมีความสุข มันเกิดขึ้นจริง มีอยู่จริง มันไม่ได้มีความรู้สึกว่าเสียของไป หรือสูญเปล่า มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำการให้ทาน ทำการบริจาค แล้วมีความสุขใจ ปลื้มปีติใจ สามารถนึกทวนย้อนหลังได้ แต่คงไม่ใช่ตลอดเวลา คงไม่มีใครคิดอะไร ซ้ำเรื่องเดิมได้ตลอดเวลา เพราะเราต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ที่ถามมาว่า “คิดอยู่ตลอดเวลา” คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่คิดซ้ำ ๆ ได้ ..นั่งแล้วคิดถึงเหตุการณ์ที่เราเคยทำบุญ ที่ผ่านมา ตอนที่คิดอยู่ใจมีความสุข อย่างนี้ได้ แต่ต้องเป็นตัวหนุนให้เรามีความเชื่อมั่นศรัทธาในการทำบุญ ในการบริจาคทานต่อไปด้วย แล้วก็เห็นว่า การทำบุญมีหลายรูปแบบ มีทั้งการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา การขวนขวายช่วยเหลือคนอื่น ดูเหมือนเสียแรงงานนะ แต่พอช่วยเขาแล้วเนี่ย เรารู้สึกมีความสุขใจ เขากำลังทำดีแล้วเราช่วยเหลือเขา หรือเขากำลังมีทุกข์แล้วเราช่วยให้เขาพ้นจากทุกข์ด้วยแรงกาย อย่างนี้นะ มันเห็นว่า ‘การทำบุญมีได้หลากหลายวิธี’ การทำให้ใจนี้มีความสุข ทำได้หลายวิธี สรุปแล้วก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอน โดยสรุปรวบยอดก็คือ บุญที่ได้จากการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ทำแล้วก็สามารถมานึกย้อนหลัง แล้วก็กลายเป็นว่าได้ทำกรรมฐานด้วย บุญจากการให้ทาน เมื่อมานึกทีหลัง ก็กลายเป็น “จาคานุสติ” บุญจากการรักษาศีล ที่รักษาศีลได้ มีอะไรมายั่วยวนให้เราผิดศีล แต่เราสามารถที่จะระงับไม่ให้ไปทำตามสิ่งที่ยั่วยวนนั้น การที่ยับยั้งตัวเองได้ ไม่แสดงออกทางกายวาจา ไปละเมิดชีวิตใคร ทรัพย์สินใคร คนรักของใคร ไม่พูดร้าย มานึกถึงการที่เรารักษาศีลได้ นึกย้อนหลัง กลายเป็น “สีลานุสติ” จาคานุสติ สีลานุสติ คือ สิ่งที่เราทำแล้ว และประสบความสำเร็จในการทำ นึกย้อนหลังแล้วก็มีความปลื้มใจ ปีติใจ เช่นเดียวกันที่โยมถามมาก็คือ เป็นเรื่องของการให้ทาน มานึกย้อนหลังก็เกิดความปลื้มใจ ปีติใจได้ แล้วก็ไม่ใช่มัวแต่ปลื้มอย่างเดียวนะ มันก็ควรจะส่งผลถึง อย่างที่ (๑) คือ มีกำลังใจที่จะบริจาคต่อ (๒) เห็นว่าทางแห่งการทำดี หรือทางแห่งการสร้างกุศล มีมากมายหลายอย่าง เราควรจะศึกษาวิธีการสร้างกุศล หรือสร้างบุญให้เกิดขึ้น ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้หลากหลายวิธี เราทำเรื่องเดียวนึกย้อนหลังยังมีสุขขนาดนี้ เรื่องอื่น ๆ ที่เราควรจะทำ ควรจะศึกษา ควรจะเรียนรู้ ฝึกฝนให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรายังมีอีกเยอะเลย ต้องไปศึกษา ต้องไปศึกษาดู บุญกิริยาวัตถุ ๓ ก็ดี บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ก็ดี ศึกษาแล้วเอาไปปฏิบัติให้เกิดขึ้น แล้วนึกย้อนหลัง ก็ยังมีความสุข เช่นเดียวกับที่ บริจาคไปแล้ว นึกย้อนหลังแล้วมีความสุข แบบนั้นเช่นเดียวกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้โยม ว่าทำไปแล้วนึกย้อนหลังเนี่ย ทำได้ สามารถนึกได้ แล้วต้องให้เกิด ๒ เรื่องนี้ด้วย คือ ๑. ให้เกิดกำลังใจที่จะบริจาคต่อ ๒. เป็นแรงกระตุ้นให้เราหันไปสร้างบุญได้หลากหลายวิธีขึ้น อย่างน้อย ๆ ได้ ๒ อย่างนี้ จึงจะเป็นการดี พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=Zkxh5aCG39g (นาทีที่ 17:58 – 25:15)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #รดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ #ถาม : “การรดน้ำมนต์ – การสะเดาะเคราะห์” ถ้าจะทำให้ได้ผลควรทำอย่างไร? #ตอบ : ควรไปแก้ที่การกระทำของเรา การรดน้ำมนต์ หรือ การสะเดาะห์เคราะห์ มันเป็นพิธีกรรมที่ให้กำลังใจ สมมติว่า.. เรา “ต้องการชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง ไม่ตกต่ำ” ก็ต้องไปรักษาศีล “ต้องการร่ำรวย” ก็ต้องไปสร้างเหตุแห่งความรวย ก็คือ 1. ขยันหา 2. หามาได้แล้วก็รักษาให้ดี 3. มีกัลยาณมิตร แล้วก็ 4. เลี้ยงชีวิตสมควรแก่ฐานะของตนเอง หัวใจเศรษฐี..อุ-อา-กะ-สะ นึกออกไหม? ไม่ใช่ว่ารดน้ำมนต์แล้วจะรวย หรือรดน้ำมนต์แล้วจะหายเคราะห์ จะ “หายเคราะห์” ก็คือว่า.. มีกิเลส..แล้วรู้ทัน ! ไม่ไปสร้างกรรมอันใหม่ที่เป็นอกุศล เพราะที่รับทุกข์อยู่ทุกวันนี้ ให้เชื่อไว้ว่า มันเป็นเหตุมาจากที่ทำบาปอกุศลเอาไว้ในอดีต อย่าไปชี้ว่า ‘คนนั้นคนนี้ทำเรา’ ไอ้อย่างนี้เขาเรียกว่า “หาแพะ” เรานั่นล่ะ ! จริง ๆ แล้วนะ..พูดอย่างภาษาชาวบ้าน คือ เรานั่นล่ะทำเอาไว้ในอดีต ทำไม่ดีเอาไว้ในอดีต จึงเป็นเหตุให้ต้องรับวิบาก อันเป็นทุกข์เป็นร้อน เดือดร้อนในปัจจุบัน ..ให้เชื่ออย่างนี้! “การรดน้ำมนต์ – การสะเดาะเคราะห์” คือพิธีกรรมที่คนทำกันมานี้ เป็นเพียงให้สบายใจ เอาแค่นี้พอนะ มันเป็นเพียงให้สบายใจ รดน้ำมนต์ไปแล้ว ทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ไปแล้ว ..ทำไม่ดี !! ถ้าทำไม่ดีเหมือนเดิมนะ..ชีวิตก็ไม่ดี “ศีล” เดิมยังไม่มี ก็ยังไม่มีเหมือนเดิม ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น ไม่มีอะไรเป็นเครื่องป้องกันอบายเลย “ทาน” ที่เคยให้ ยังงกเหมือนเดิมนะ ก็ไม่มีใครรัก ไม่มีพวก ไม่มีบริวาร ไม่มีมิตรที่จะมาคบหาด้วย เห็นแก่ตัวอย่างนี้ใครจะไปเอาด้วย อย่างนี้นะ “พฤติกรรมไม่เปลี่ยน! ..จะเอาชีวิตเปลี่ยนได้อย่างไร?” พฤติกรรมที่ไม่ดี ..ก็ไม่รู้เลย อย่างนี้นะ ก็แสดงว่ามองไม่เห็นความไม่ดีของตัวเอง ทำความไม่ดี ชีวิตก็ตกต่ำไป เพราะว่าสร้างเหตุแห่งความไม่ดีเอาไว้ ก็ต้องพิจารณาตัวเอง มองเห็นสิ่งที่ไม่ดีในตัวเอง หรือ ความดีที่ยังไม่ได้ทำ.. ความดีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ ก็ขวนขวายหาทางทำ ทำแล้วก็ต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำทีเดียว ทำทีเดียวแล้วมาอ้างบอกว่า “ทำแล้ว” อย่างนี้ไม่พอ ! ทำทีเดียวยังไม่พอ ทำอีกทำซ้ำ ทำจนเป็น “อาจิณณกรรม” ก็คือทำซ้ำ ๆ ทำจนเป็นนิสัย ทำจนเป็นปกติของเรา เป็นอย่างนี้ จนคนมองว่า.. ‘อ้อ! คนนี้เขาเปลี่ยนแปลง’ ให้เขาเชื่อ! ไม่ใช่ว่าเราเคยเป็นอย่างไร ..ก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ชีวิตก็ยังเหมือนเดิม มันต้องมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นไปในทางที่เลวลง ต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มีความเปลี่ยนแปลง!! แล้วจริง ๆ แล้วเนี่ย พอทำความเปลี่ยนแปลง ในด้านพฤติกรรมของเราให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสะเดาะห์เคราะห์ที่ไหนเลย!! ไม่จำเป็นต้องไปรดน้ำมนต์ที่ไหนเลย!! เราเองนี้ล่ะเป็นผู้สะเดาะห์เคราะห์ได้ด้วยตัวเอง เราเอาความมืดมัวออกไปจากชีวิต ด้วยการที่เราเจริญกุศลขึ้นมา มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำให้ครบวงจร โดยเฉพาะในเรื่องภาวนา “ภาวนา” ก็ให้ทำทั้งสมถะและวิปัสสนา ภาวนาในเรื่องสมถะก็คือ เจริญในเรื่องของกุศลให้เกิดขึ้นกับจิต จิตไม่เคยสงบให้ทำความสงบ จิตไม่เคยเจริญเมตตา..ให้เจริญเมตตา ไม่เคยกรุณา มุทิตา..ให้เจริญกรุณา มุทิตา ประมาณอย่างนี้ กุศลอะไรที่ไม่เคยทำ กุศลอะไรที่ไม่เคยมี ก็ให้มีขึ้นมา ศรัทธามีไหม? ศรัทธาในอะไร? ศรัทธาใน “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” โดยเฉพาะในเรื่องของ ”พระพุทธเจ้า” ก็คือศรัทธาว่า พระองค์ตรัสรู้จริง “ธรรมะ” ที่พระองค์ทรงแสดงมา เป็นธรรมะเพื่อให้คนฝึก ไปให้ถึงความพ้นทุกข์ได้จริง “พระสงฆ์” ก็คือผู้ที่ได้ฟังธรรม ไม่ได้ฟังอย่างเดียว ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วจนได้ผลของการปฏิบัติ ..มีจริง!! แล้วก็ไม่ได้มีคนเดียว ไม่ได้มีท่านเดียว มีมามากมาย เขาเรียกว่า “เป็นหมู่สงฆ์” แล้วมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ ให้เชื่ออย่างนี้ด้วย คือต้องมีความเชื่อ โยงมาถึงตัวเองด้วย โยงมาถึงขนาดที่ว่า ‘เราเองก็สามารถพัฒนา ให้ถึงขั้นที่ได้รับผลจากธรรมะของพระพุทธเจ้าได้’ ..ต้องมีความเชื่ออย่างนี้ “มีศรัทธา”.. แล้วก็มีความเพียร (ในการที่จะทำกุศลให้เกิดขึ้น) กุศลอะไรที่ยังไม่ทำ..ก็ทำ กุศลอะไรที่ทำสำเร็จแล้ว ก็อย่าให้มันเสื่อมไป คือ ต้องทำอีก ต้องทำสม่ำเสมอ รักษากุศลที่เคยทำไว้นั้นอย่าให้เสื่อมลงไป อกุศลอะไรที่มีอยู่ สำรวจตัวเอง เรียนรู้แล้วก็ไม่ทำมันอีก อกุศลอะไรที่ละได้แล้ว ระวังว่าอย่าให้มันเกิดขึ้นใหม่ ทำความเพียร.. มี “วิริยะ” อย่างนี้ “เจริญสติ” อยู่เสมอ รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจทำงาน เห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจทำงานตามที่มันเป็น “ตามที่มันเป็น” ก็คือจะพบว่า ใจเราเนี่ยจะทำงานในแง่เป็นกิเลสอยู่เสมอ เห็นบ่อย ๆ ยิ่งเห็นบ่อยยิ่งดี คือจะเห็นว่าจิตนึ้มันมีการทำงานอย่างนี้ มันมีกิเลสเกิดขึ้น มีราคะ มีโทสะ มีโมหะเกิดขึ้น ทุกครั้งที่รู้ – กิเลสจะดับ เพราะตอนที่มีกิเลส มันจะไปคิดเรื่องอื่น แต่ตอนรู้นั้น มันรู้ว่า ‘จิตเมื่อกี้นี้มันมีกิเลสเกิดขึ้น’ ถ้ารู้ด้วยใจเป็นกลาง กิเลสก็จะหยุดลงทันทีตอนที่รู้นั่นเอง สติก็ต้องทำ! สมาธิก็ต้องทำ!! จิตตั้งมั่นก็ต้องทำให้ได้!!! เขาเรียกว่า “เป็นการเจริญกุศลให้เกิดขึ้น” ..ชีวิตจะดีขึ้นเอง อย่าไปหวังเพียงแค่ว่าไปรดน้ำมนต์ หรือว่าไปสะเดาะเคราะห์ ผ่านพิธีมาแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทางกาย วาจา และทางใจด้วย ชีวิตมันก็ไม่ได้ดีขึ้น ให้รดน้ำให้เปียก ให้น้ำมนต์หมดโอ่งก็ชีวิตไม่ดีขึ้น เปียกเปล่า ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็เปลืองแรงคนพรม พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=Zkxh5aCG39g (นาทีที่ 10:08 – 17:38 )

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล วันวิสาขบูชา พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คุณของพระพุทธเจ้า “พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เลิศที่สุดในโลก” เลิศในระดับที่เรียกว่า.. คนปุถุชนทั้งโลกนี้ เอาความดีมารวมกัน ยังไม่เท่าพระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลยนะ เอาคุณความดีของ.. ปุถุชนทั่ว ๆ ไป ร้อยคน พันคน ก็ยังไม่เท่า พระโสดาบันหนึ่งท่าน พระโสดาบัน ร้อยท่าน พันท่าน ก็ยังไม่เท่า พระสกิทาคาเพียงหนึ่งท่าน พระสกิทาคามี ร้อยท่าน พันท่าน รวมกันแล้วคุณธรรมก็ยังไม่เท่า พระอนาคามีหนึ่งท่าน พระอนาคามี ร้อยท่าน พันท่าน ก็ยังไม่เท่า พระอรหันต์หนึ่งท่าน พระอรหันต์ หนึ่งร้อยท่าน พันท่าน รวมกันก็ยังไม่เท่า พระอัครสาวกท่านเดียว พระอัครสาวก ร้อยท่าน พันท่าน ก็ยังไม่เท่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วในตำราบอกว่า.. ให้พระปัจเจกพุทธเจ้า นั่งเอาจีวรชนกันเลย สังฆาฏิชนกันเลยประมาณนี้ ห่มจีวร ห่มสังฆาฏิ ให้ชิดกันแบบผ้าชนกัน นั่งไปจนถึงสุดขอบจักรวาล แสดงว่าไม่ใช่ร้อยท่าน ไม่ใช่พันท่านแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้า นั่งเรียงกันจนถึงสุดขอบจักรวาล ก็ยังไม่เท่า พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ..นี่คือคุณของพระพุทธเจ้า ตรงนี้โยมอาจจะสงสัย ‘ทำไมถึงไม่เท่า?’ เพราะพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ ไม่ได้ทำให้พระองค์พ้นทุกข์ไปเพียงพระองค์เดียว พระองค์ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว โดยคุณเฉพาะแค่นี้ เท่ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่ได้หยุดแค่นี้ คุณของพระองค์ไม่ได้หยุดแค่นี้ พระองค์สอนคนนับไม่ถ้วนเลย ที่พ้นทุกข์ไปเนี่ย นับไม่ถ้วนเลย มนุษย์ ก็นับไม่ถ้วน เทวดาทั้งหลาย ก็นับไม่ถ้วนเลย ..ที่พ้นทุกข์ไปนะ ที่เป็นพระอรหันต์ นับไม่ถ้วน ที่เป็นพระอนาคามี สกิทาคามี เป็นพระโสดาบัน นับไม่ถ้วน แล้วยังมีอีก ยังไม่หยุดด้วย ยังมีอีก! ยังไม่หยุด! ท่านที่เป็นโสดาบัน ก็ยังไม่หยุดที่จะภาวนา ที่จะพัฒนาตัวท่านเอง ไปเป็นพระสกิทาคามี ปุถุชนทั้งหลาย อย่างผู้ฟังของเรานี้ สามารถฟังไป แล้วก็ไปพัฒนาจิตใจ ปฏิบัติธรรม ทั้งการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา จากปุถุชนพัฒนาไปถึงขั้นเป็นพระโสดาบัน ก็ยังมีอยู่อีกเรื่อย ๆ ยังมีอยู่อีกเรื่อย ๆ ไม่หยุด! ไม่จบ! เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว จึงมีคุณอย่างมหาศาล ประมาณมิได้ เรียกว่าอย่างที่เราเคยสวดในพระปริตรนะ “อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ …ฯลฯ…” คือ พระพุทธเจ้ามีคุณอันประมาณมิได้ พระธรรมมีคุณอันประมาณมิได้ พระสงฆ์มีคุณอันประมาณมิได้ สัตว์อื่นนอกจากนี้มีคุณพอประมาณได้ ฯ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://youtu.be/KmtSmTm_DkQ (34.29 – 37:54)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #กิเลสมีหลายระดับ #ถาม : “ดับกรรม สิ้นกรรม” ต้องปฏิบัตินานแค่ไหน? #ตอบ : บอกไม่ได้ ยิ่งอยากให้เร็ว จะยิ่งนาน เพราะว่าแค่ความอยากที่มีอยู่ก็ไม่เห็น มันขึ้นอยู่กับว่า.. เห็นกิเลสไหม? เห็นกิเลสได้เร็วไหม? เห็นกิเลสตัวละเอียดไหม? กิเลสมีหลายระดับนะ – กิเลสอย่างหยาบ – กิเลสอย่างกลาง – กิเลสอย่างละเอียด กิเลสอย่างหยาบ ๆ “โลภ โกรธ หลง” ที่มันทำให้ผิดศีล ..เห็นไหม? ถ้าไม่เห็น ..ก็ทำ “อกุศลกรรม” ต่อไป กิเลสอย่างกลาง คือ “นิวรณ์ทั้ง ๕” เห็นบ้างไหม? ถ้าไม่เห็น ก็ทำสมาธิไม่สงบ สมถะก็ไม่ได้ ไม่เห็นไอ้ตัวนิวรณ์ทั้ง ๕ แล้ววิปัสสนาก็เกิดยาก มันกลายเป็นว่าถูกกลุ้มรุม ด้วยความฟุ้งซ่านในรูปแบบต่าง ๆ ๕ แบบ กิเลสอย่างละเอียด คือ “กิเลสระดับอนุสัย” หรือว่า “สังโยชน์ต่าง ๆ” มันเห็นแล้ว ก็ละได้บ้างไหม? คือถ้ายังมีกิเลสอยู่ มันไม่ดับกรรม ไม่สิ้นกรรมหรอก มันก็ยังมีเจตนาในการกระทำต่าง ๆ ตรงนี้เขาเรียกว่า “สร้างภพ” มีเจตนาเมื่อไหร่ ก็..สร้างภพ (สร้างภพในที่นี้ คือ กรรมภพ) คือ ทำกรรมอยู่นั่นเอง มีตัณหา – มีอุปาทาน – มีภพ มีภพ ก็มีชาติ ..เกิด ..เกิดอยู่เรื่อย มีเกิด ก็มีตาย ก็เรียกว่า จะให้ดับกรรม สิ้นกรรม ต้องมาเรียนรู้ตัวต้นเหตุ ก็คือตัวกิเลสต่าง ๆ ตัวหลักในอริยสัจ ๔ พระองค์ตรัสไว้ง่าย ๆ ก็คือ เอาตัวเดียว ก็คือ “ตัณหา “ แต่ตัณหาพอแจกแจงมาก็คือมี – กามตัณหา – ภวตัณหา – วิภวตัณหา “กามตัณหา” คือ อยากได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่าง ๆ มาสนอง สนองความต้องการของตัวเอง ก็เป็นกามตัณหา “ภวตัณหา” คือ อยากเป็น อย่างแบบคนทั่วไป คือ อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่ อยากเป็นตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้ อยากเป็นนายก อยากเป็นส.ส. หรือ อยากเป็นสามีคนนี้ ประมาณอย่างนี้นะ … “อยากเป็น” “วิภวตัณหา” คือ อยากที่จะไม่เป็น พอเป็นแล้ว ก็อยากไม่เป็น กำลังเป็นอย่างนี้อยู่ ก็ไม่อยากเป็น เป็นฆราวาสอยู่ ไม่อยากเป็นฆราวาสแล้ว อยากเป็นพระ พอบวชพระเสร็จ ไม่อยากเป็นพระแล้ว อยากเป็นฆราวาส ก็มีวิภวตัณหา คือ ไม่พอใจในที่ตัวเองเป็นอยู่ อันนี้ว่าแบบง่าย ๆ คร่าว ๆ แต่ถ้าโดยละเอียดมันเป็นสภาวะอีกแบบหนึ่ง คือ “ภวตัณหา” จะเป็น อยากได้ภพ ที่เป็น “รูปภพ” ส่วน “วิภวตัณหา” คือ อยากจะพ้นจากรูปภพนั้นไป กลายเป็น “อรูปภพ” คือ ก็ยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอยู่นั่นเอง สรุปแล้วก็คือ ถ้าอยากจะดับกรรม สิ้นกรรม ตามที่ถามมา ให้มาเรียนรู้ตัวเหตุที่มันไม่ดับไม่สิ้นนี่แหละ ก็คือตัวตัณหา หรือกิเลสต่าง ๆ จนกว่าจะหมดกิเลสนั่นล่ะ จึงจะดับกรรมได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=CRTCdycGtXM (นาทีที่ 59.42 – 1:03:40)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ผู้มีอินทรีย์ภาวนา “สังขตธรรม” ยังเป็นความปรุงแต่งอยู่นะ! ยังเป็นของหยาบ ยังมีที่ละเอียดกว่านี้! ที่เราจะพัฒนาให้เกิด “การรับรู้” ขึ้นมาได้ ก็คือ.. ใจที่เป็น “อุเบกขา” ความรับรู้ ความพอใจ ไม่พอใจชอบใจ ไม่ชอบใจ.. นี่นะ! อย่าไปปฏิเสธมัน.. ให้รู้ทันมันก่อน! ตอนนี้ยังไม่อุเบกขา ก็ไม่เป็นไร แต่รู้ว่า.. ยังมีสภาวะที่ละเอียดกว่านี้ คือ “อุเบกขา” ถ้าเราฝึกรู้ทันความชอบใจ และไม่ชอบใจ ตอน “รู้” นั่นแหละ.. จะ “อุเบกขา” ชอบใจ.. ถ้าเรารู้ทันเร็ว ความชอบใจ.. ก็สั้นๆ แล้วจากนั้น.. ก็จะเป็น “อุเบกขา” ไม่ชอบใจ.. ถ้าเรารู้ทันเร็วๆ ไม่ชอบใจ.. ก็จะสั้นๆ แล้วจากนั้น.. ก็จะเป็น “อุเบกขา” ฝึกอย่างนี้! ฝึกรู้ทัน.. ความชอบใจก็ตาม ไม่ชอบใจ.. ก็ตามที่เกิดขึ้น จากการที่อินทรีย์ ไปกระทบ รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส, ธรรมารมณ์ ต่างๆ แล้วพัฒนาขึ้นมา จากที่…มันมีแต่ ชอบใจ-ไม่ชอบใจ ก็กลายเป็นรู้ทัน.. ความชอบใจ-ไม่ชอบใจ กลายเป็น “อุเบกขา” ขึ้นมา พระองค์เปรียบเหมือนว่า.. เหมือนคนตาดีเนี่ย กระพริบตา ให้ไวขนาดนี้เลยนะ! ชอบใจ.. และรู้ทัน! เหมือนกระพริบตา หนึ่งกระพริบตา ถ้าฝึกได้ขนาดนี้.. ดี!! เรียกว่า เป็นการฝึกแล้วเกิดการเจริญอินทรีย์ เป็น “ผู้มีอินทรีย์ภาวนา” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “พร้อมไหมที่จะให้อภัย” รับชมและฟังได้ที่ลิงค์ https://youtu.be/3v859_mgjO4 (นาทีที่ 33.59-35.42)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ฟังธรรมตามกาล น้อมธรรมะมาสู่ชีวิต มาปฏิบัติให้ได้ เรียกว่า.. “ได้ประโยชน์จากการฟังธรรม” คุณสมบัติของ “ผู้ฟังที่ดี” ก็คือ ฟังแบบ.. ไม่ลบหลู่ ไม่ดูแคลน.. ผู้แสดง ไม่คิดจะข่ม.. ผู้แสดง ไม่ฟัง.. ด้วยจิตกระด้าง ไม่ฟัง.. แบบจะจับผิด ไม่ฟัง.. แบบถือว่า ตัวเองเข้าใจแล้ว ประมาณนี้.. เนี่ยนะ! แล้วก็ฟังอย่างไตร่ตรองตามธรรมไปด้วย ฟังอย่าง “ผู้ที่เป็นนักศึกษา” ผู้ที่พร้อม ที่จะรับรู้ว่า.. มีผู้ที่รู้ก่อนเรา คือ “พระพุทธเจ้า” พระองค์ มีความรู้อะไร ที่เราควรจะรู้ตามบ้าง แล้วมันอาจจะไม่ใช่ว่า.. ฟังปุ๊ป!.. บรรลุปั๊ป! ฟังแล้ว..ก็นำไปศึกษา และปฏิบัติ ฟังแล้ว.. ฟังอีก! ท่านจะเรียกว่า “ฟังธรรมตามกาล” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ฝึกใจให้เป็นผู้พร้อม” ออกอากาศวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/ich14PivtSo (นาที 01.01.49 – 01:02:49)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #หัวใจเศรษฐี #ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ “หัวใจเศรษฐี” เคยท่องไหม? “อุ อา กะ สะ” เคยท่องไหม? … “อุ” นี่คือ อุฏฐานสัมปทา คือ.. ขยันหา “อา” คือ อารักขสัมปทา หามาได้แล้ว.. ต้องอย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ต้องเก็บรักษาไว้ด้วย ต้องรู้จักเก็บรักษา เก็บรักษาเนี่ยนะ! ก็ต้องเก็บรักษาในที่ๆ ปลอดภัย สมัยนี้จะมีธนาคาร ฝากไว้กับธนาคาร หรือว่า.. เอาไปลงทุน ประมาณเนี่ยนะ! ให้มันงอกเงย.. แต่ว่าก็ต้องรู้จักลงทุนด้วย ไม่ใช่ว่า.. ลงแล้วหายๆ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่า.. เก็บรักษาแล้ว อย่างนี้เรียกว่า.. ใช้จ่ายโดยที่ไม่มีปัญญารู้ทันตลาด อะไรต่างๆ “กะ” คือ กัลยาณมิตตตา คือ คบเพื่อนดี คบเพื่อนไม่ดี.. ก็จะพาเราล่มจม พาเราวุ่นวาย ฉิบหาย พินาศ ดังนั้นเราก็ต้องหาเพื่อนที่ดี แล้วก็ต้องมีปัญญาพอที่จะมองเห็นด้วยว่า.. ใครเป็นเพื่อนดี, ใครเป็นเพื่อนร้าย แล้วเราควรจะเป็นเพื่อนดีของเขาด้วย เพราะว่า.. ถ้าเขาดีจริง เขาต้องมองออกว่า.. ใครดี-ใครร้าย เรามัวแต่พยายามจะหาเพื่อนดี แต่เราไม่ทำตัวให้ดี เพื่อนดีคนนั้น.. เขาก็ไม่คบเรา เพราะเขาก็ถือคติ “คบเพื่อนดี” เหมือนกัน เข้าใจไหม? เพราะฉะนั้นเราจะหาเพื่อนดี แต่เราไม่ยอมเป็นคนดี เขาก็ไม่คบเรา คติ “กัลยาณมิตร” ก็คือ.. เราเองต้องเป็นกัลยาณมิตรของเขาด้วย สุดท้าย.. “สมชีวิตา” เลี้ยงชีวิตให้สมกับสภาวะของเราเอง เรามีรายได้เท่านี้..ใช้จ่ายเท่านี้ พอสมควร ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย..ใช้ได้! ไม่ใช่ว่า! มีรายได้เท่านี้…แต่เพื่อนเราเขามีรายได้มากกว่า แล้วเขาใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราจะไปใช้ชีวิตแบบเขา.. เราก็ล่มจม! ไม่ได้! ต้อง “สมชีวิตา” ใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับตนเอง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก บรรยายธรรม โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” หัวข้อ “ขอให้รวย” วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/watch/?v=939771763373701 (นาที 41.15-43:47)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ใช้ตัณหาละตัณหา #ถาม : “การเอาตัณหา ไปละตัณหา” หมายความว่าอย่างไร? และกรณีไหน? #ตอบ : “ตัณหา ไปละตัณหา” เช่นว่า อยากได้มรรคผล เป็นตัณหาไหม? ..เป็นตัณหานะ ตอนนี้เราเป็นปุถุชน “อยาก” ได้มรรคผล ..เป็นตัณหา เอาตัณหาที่ว่า อยากจะไปเป็นพระอริยะ มาละตัณหา คือว่า ถ้าอยากจะไปเป็นพระอริยเจ้า (คือ บรรลุมรรคผล) ก็ต้องมารู้ทันตัณหาในแง่ของกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา รู้ตรงนี้ด้วย ! ก็ต้องอาศัยมีตัณหา(อยากเป็นพระอริยะ)ก่อน อย่างนี้ล่ะ อยากจะดี..ก็เลยมาทำดี อยากจะไม่เป็นคนชั่ว..ก็เลยระวังความชั่วไม่ให้เกิดขึ้น อย่างนี้ก็คือ “ใช้ตัณหา ละตัณหา” แต่พอถึงที่แล้วเนี่ย..มันหมดตัณหาแล้ว สมมติว่า อยากจะไปวัดสังฆทาน จะไป..ก็ต้องอาศัยความอยากพาไป พอถึงวัดแล้ว ตัณหา(อยากไปวัด)ก็หมด แต่ตัณหาอย่างอื่นอาจจะเกิดอีกนะ แต่ตัณหาที่ว่า “อยาก” จะมาถึงวัด ..หมดแล้ว แบบเดียวกัน “อยาก” จะไปถึงนิพพาน พอถึงนิพพานแล้ว ก็หมดตัณหาแล้ว ตัณหาหมด ประมาณอย่างนี้นะ อยากบรรลุมรรคผล.. ถึงเป้าหมายแล้ว ความอยากก็หมด ทีนี้มันต้องไม่ใช่เอาแต่อยาก! มันก็ต้องรู้ว่า “เหตุให้ถึงที่หมาย” ของเรา .. หรือ “เหตุให้ได้ผลตามที่เราต้องการ” คืออะไร? ก็ไปทำเหตุ!! อาศัย “ตัณหา – อยากจะไปที่หมายนั้น” จึง “หาเหตุ” ที่จะไปถึงที่หมาย แล้ว “ทำเหตุ” ไม่ใช่เอาแต่อยาก ไม่ใช่จะเอาแต่ตัณหา “อยากได้ ๆๆๆ”.. อย่างนี้ไม่ได้ ไม่ถึงแน่ มีตัณหาแล้ว รู้ว่าอยากได้ให้ถึงเป้าหมายนั้น ไปศึกษาหาเหตุ ศึกษาด้วยตนเองไม่ไหว ก็ต้องมาดูว่า มีใครเคยถึงแล้วหรือยัง? ในแง่ของมรรคผล องค์แรกที่ถึงก็คือ พระพุทธเจ้า ก็ต้องไปศึกษาว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร? อยากจะให้พ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าพ้นองค์แรก ก็ต้องไปดูว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร? ก็ทำตามพระองค์ เท่านั้นเอง มันก็ต้องอาศัยอยากนั่นล่ะ อาศัยอยาก แต่ว่าอยากอย่างเดียวไม่พอ อยากแล้ว ต้องสืบค้นหาว่า เหตุอะไรที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้น? แล้วลงมือทำเหตุนั้น ต้องรักษาศีล (ถ้าเป็นญาติโยมก็มีทานด้วย) ต้องให้ทาน ต้องรักษาศีล ต้องเจริญภาวนา ถ้ามาเป็นพระแล้ว ในแง่ทาน ก็อาจจะไม่เด่นมากนัก ก็จะมี :- ศึกษาเรื่องศีล ศึกษาเรื่องจิต ศึกษาเรื่องปัญญา ก็ต้องทำเหตุ สรุปแล้วต้องลงมือทำ แต่อาศัยตัณหาก่อน ตัณหา.. อยากไปนิพพาน อยากดี อยากพ้นทุกข์ แล้วก็มาหาวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น แล้วลงมือทำ!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=3j6v3Ssm8dk&t=1943s (นาทีที่ 33:05 – 36.27)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อภัยทาน “อภัยทาน” ไม่ใช่ว่า.. เขาทำผิดก็ไม่เป็นไร ฉันไม่รู้.. ไม่ชี้! เหมือนไปช่วยปกปิดความผิดของเขาด้วย อย่างนี้ก็ยิ่งแย่! ถ้าที่ทำงานเป็นบริษัทอยู่..บริษัทก็จะไม่เจริญ นึกออกไหม? แบบคนนี้ก็ผิด คนนั้นก็ผิด แล้วก็ถือว่า..‘ให้อภัย’ ให้อภัย..ไม่ใช่อย่างนี้! “ให้อภัย” หมายความว่า เขาด่าเรา.. เราไม่โกรธตอบ ไม่ด่าตอบ ไม่จองเวร .. ไม่ผูกพยาบาทว่า.. ‘เออ! แก.. คราวหน้าอย่าพลาดก็แล้วกัน’ หรือไม่คิดว่า.. ‘คอยดู..ถึงทีฉันบ้าง’ ไม่ใช่อย่างนั้น! นี่คือ.. ให้อภัย แต่ไม่ใช่ว่า.. “ไม่เอาเรื่องเอาราว” หรือไปช่วยปกปิด!! นึกออกไหม? วิธีการที่จะปฏิบัติต่อคนที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน “วิธีการ”-จะแตกต่างกัน แต่ “ใจ”-เหมือนกัน ใจ..มีเมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา เช่นเดียวกัน แต่วิธีการที่จะแสดงต่อบุคคลประเภทต่างๆ.. วิธีการ-ไม่เหมือนกัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “พร้อมไหม…ที่จะให้อภัย” ออกอากาศวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/3v859_mgjO4 (นาที 12:51– 14.06)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คัดลอกข้อมูลอย่างไรไม่ให้ผิดศีล #ถาม : ถ้าเรามีความจำเป็นจะต้องคัดลอกข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต (internet) มาใช้เพื่อการทำงาน เพื่อประกอบอาชีพ จะผิดศีลข้อ ๒ ไหมคะ? #ตอบ : ก็ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลนั้น เขายินดีให้เราคัดลอกไหม? คือเขาเต็มใจไหม? ถ้าเขาต้องการเผยแพร่ ก็คัดลอกได้ และถ้าให้ดีคือ อ้างอิงด้วย! ไม่ใช่คัดลอกแล้วก็มาเป็นของเรา นึกออกไหม? การคัดลอก ถ้าจะไม่ให้ผิดศีลข้อ ๒ คือ – ดูว่าเขาหวงข้อมูลนั้นไหม? – เขามีคำไหมว่า “ห้ามคัดลอก”? ถ้าเขามีข้อความระบุอะไรประมาณนี้นะ แสดงว่าคัดลอกไม่ได้ แต่ถ้าเขาต้องการเผยแพร่สิ่งที่เขามีอยู่นั้น (ข้อมูลหรือข้อความนั้น) ก็ไม่ใช่ว่าจะคัดลอกมาเป็น “ของเรา”! ก็ต้องอ้างอิงด้วยว่า “ข้อความนี้มาจาก…(ที่ไหน)” อ้างอิงเจ้าของเขาด้วย เช่น เอามาจาก nimmalo.com ประมาณอย่างนี้ ก็อ้างด้วยว่า มาจากที่นี่ หรือว่าข้อความจากเว็บ (web) ไหน ก็ต้องบอก สำนักข่าวนั้น..ว่าอย่างนี้ หรือคำพูดนี้ของใคร ก็อ้างคำพูดไปด้วย ไม่ใช่ว่าลอกมา แล้วบอกเป็นของเรา หรือว่าไม่อ้างอิงเลย ไม่อ้างอิงเลย ก็เหมือนขโมย!! แม้เขาจะเป็นเว็บ (web) หรือว่าเป็นแหล่งที่ไม่ได้หวงข้อมูล ก็ควรจะอ้างอิงอยู่ดี ไม่ใช่ว่า ‘เออ! หนังสือนี่ดีจัง..’ (เคยมีเรื่องอย่างนี้นะ) ‘โอ้..หนังสือนี่ดีจัง! ..เอาไปพิมพ์แจกดีกว่า’ เอาไปพิมพ์..แล้วไม่ได้บอกว่าใครเขียน เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้นะ หนังสือนั้นดีจริง ควรจะเผยแพร่ แต่ควรจะบอกด้วยว่า “ใครเขียน” ไม่ใช่เอาไปพิมพ์แล้วก็เลยไม่รู้ว่าใครเขียน? กลายเป็นวรรณกรรมที่ปริศนาว่า “ใครเป็นคนเขียน?” ..สืบไป ..สืบมา โอ้! “อาจารย์วศิน อินทสระ” ท่านเขียนเอาไว้ แล้วพอไปพิมพ์ไปตั้งชื่อใหม่ว่า สามเดือนก่อนปรินิพพาน ประมาณนี้ จริง ๆ หนังสือเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมของอาจารย์วศิน เขียนเอาไว้นานแล้ว ชื่อเรื่อง “พระพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน” (เป็นหนังสือที่ตัดตอนจากหนังสือเรื่อง “พระอานนท์พุทธอนุชา”) มีคนอ่านแล้วชอบใจ ก็ไปให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ซ้ำ แต่ไม่อ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์ อย่างนี้ “ผิดมารยาท” ต้องอ้างอิงด้วย! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=gioUZb0Nzbc (นาทีที่ 1:34:26 – 1:37:18)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #รู้ทันตัวหงอย หดหู่ ท้อถอย ซึมเซา ง่วงเหงา หาวนอน ให้รู้ไปเลยว่ามันคือ “ถีนมิทธะ” หรือจะบอกว่า.. มันคือ “ไอ้ตัวหงอย” นี่ก็ได้ เอาคำเดียวก็ได้ “ไอ้เจ้าหงอย.. ฉันเห็นแก่แล้ว!” มันหงอยอีก.. รู้อีก ยิ่งรู้บ่อยๆ มันจะจำได้ ตอนเห็นครั้งแรกนะ มันเป็นแค่รู้จักกัน ว่านี่คือ “อาการหงอย” เราก็ทำงานของเราต่อนะ! อย่าไปหงอย..แล้วก็จม… เราก็ขยับตัวทำงานของเราต่อไป ถ้าอยู่ในการทำรูปแบบ เราก็ทำสมถะของเราไป ถ้าในชีวิตประจำวัน เราก็ทำงานของเราไป มันเกิด “หงอย” อีก..ก็รู้ทันอีก! “ฉันเห็นแก่แล้ว!!” … แรกๆ ต้องฝึกก่อนนะ !! แรกๆ ในการฝึกที่จะรู้จักมันเนี่ย ต้องมีเจตนาในการดูสักหน่อย มีความหงอยแล้ว.. “ฉันรู้จักแก่แล้ว” หงอยอีก.. “ฉันรู้จักแก่แล้ว” รู้ไปเรื่อยๆ คือ มีเจตนาในการดู อันนี้อยู่ในขั้นฝึก ฝึกไปเรื่อยๆ เนี่ยนะ พอจำได้แม่นเนี่ย “สติ” มันจะเอามาใช้ตอนที่ว่า … มันมีข้อมูลเป็น “ความจำ” เต็มที่แล้ว มั่นคงดีแล้ว เสถียรแล้ว พอมี “ความหงอย” เกิดขึ้นมา… มันเทียบได้กับ “ของเก่า” “ของเก่า” ที่เก็บไว้เป็น “สัญญา” เนี่ย สัญญาเอามาใช้ในกรณีนี้ คือ “สติ” แปลว่า “ระลึกได้” ในภาษาไทยทั่วๆ ไปก็จะใช้คำนี้กัน มันก็คือ เอามาใช้ในขั้นตอนที่เรียกว่า มี “ถิรสัญญา” คือ มีสภาวะความหงอยเกิดขึ้น มันเอาไปเทียบกับของเก่า ระลึกได้ว่า.. นี่คือ “ความหงอย” และ การทำงานอย่างนี้ มันทำงานเอง ตอนนี้ เรียกว่า “ระลึกได้” แท้ๆ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ฝึกใจไม่ให้หดหู่ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/MddicOf8zGE (นาที 30.55-33:35)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อินทรีย์อ่อน #ถาม : ถ้า “อินทรีย์อ่อน” ควรทำอย่างไรดีครับ? #ตอบ : อินทรีย์เนี่ย มีอะไรบ้าง?.. ๑. ศรัทธา ๒. วิริยะ ๓. สติ ๔. สมาธิ ๕. ปัญญา .. ๕ อย่างด้วยกัน อันไหนอ่อนล่ะ? ก็ดูสิ! (๑) ถ้า “ศรัทธาอ่อน” ก็ต้องมาเติม.. สมมติว่า ศรัทธาในพระรัตนตรัย ช่วงนี้เราไม่ค่อยศรัทธาเลย ก็อาจจะต้องมาอ่านพุทธประวัติ หรือ ประวัติของพระอริยเจ้า หรือ ประวัติของครูบาอาจารย์ ประมาณนี้นะ “เสริมศรัทธา” (๒) ถ้า “ความเพียรอ่อน” ก็อาจจะต้องตั้งใจให้มากขึ้น ความเพียรเนี่ย บางทีมันมาจากที่ว่า ไม่กล้าลงมือทำ ก็ต้องลงมือทำเลย! สมมติว่าจะทำในรูปแบบ ไม่ได้เริ่มซักที ก็ต้องเริ่มเลย! หรือว่า เริ่มแล้วก็ทำแค่แป๊บเดียว มันก็ต้องยืดเวลาไปอีก เพื่อให้เติมความเพียรลงไป ความเพียรจะเกิดขึ้นง่าย ๆ เลย คือ “มีสติรู้” ทุกครั้งที่มีสติ เมื่อนั้นมีความเพียร (๓) ทีนี้มาข้อ “สติ” คือทำได้เรื่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ รู้ทันกายบ้าง รู้ทันใจบ้าง มีขอบเขตสโคป (scope) อยู่แค่ “รู้กาย” หรือ “รู้ใจ” ถ้ารู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางได้ ก็จะเห็นความจริงของกายของใจ แสดงออกมาในแง่ – ไม่เที่ยง – เป็นทุกข์ -เป็นอนัตตา การเห็นอย่างนี้ก็ต้อง “ฝึกสมาธิ” ด้วย (๔) “สมาธิ” ในแง่นี้ก็คือ ฝึกสมถะนั่นเอง ฝึกสมถะได้สมาธิ สมาธิก็มี ๒ แบบ มี (๔.๑) สมาธิแบบจิตไหลไปรวมอยู่กับอารมณ์ ก็ฝึกได้ ถ้า.. – ไม่ได้บังคับ – ไม่ได้เพ่ง – ไม่ได้เคร่งเครียดอะไร มีความสุขกับอารมณ์ใด จิตรวมอยู่กับอารมณ์นั้น ก็ถือว่าใช้ได้ เป็นสมาธิแบบหนึ่ง เอาไว้พักผ่อน จะสมาธิอีกอย่างหนึ่ง คือ (๔.๒) สมาธิแบบจิตตั้งมั่น คือ จิตไม่ได้ไหลรวมกับอยู่กับอารมณ์ รู้อยู่ รู้อยู่ แต่จิตไม่ไหลไปรวมอยู่กับอารมณ์ เรียกว่า “จิตตั้งมั่น” จะฝึกอย่างนี้ได้ก็คือ ทำสมถะไว้สักอย่างหนึ่ง แล้วพอเผลอไป แล้วรู้ทัน รู้ด้วยใจเป็นกลาง ก็ได้ตั้งมั่นขณะหนึ่ง หรือ เห็นมาตั้งแต่เคลื่อนเลย ตอนเคลื่อน คือมันจิตไม่ตั้งมั่น เห็นตอนไม่ตั้งมั่น ได้ตั้งมั่นพอดี จะมีวิธีทำง่าย ๆ ๒ วิธีอย่างนี้ ..ก็ทำ ก็เป็นการ “เสริมอินทรีย์ในแง่ของสมาธิ” (๕) “ปัญญา” – เสริมอินทรีย์ในแง่ของปัญญา.. ปัญญาในที่นี้ หมายถึงเห็นความจริง นับตั้งแต่เห็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม ทีนี้ถ้ามันยังไม่เกิดปัญญา อาจจะต้องคิดนำ เวลาเห็นสภาวะอะไรไปแล้ว เช่นว่า เห็นความโกรธ ก็คิดนำว่า ‘อ้าว! เมื่อกี้ไม่โกรธ ตอนนี้โกรธ แสดงว่าความโกรธไม่เที่ยง’.. อย่างนี้ก็ได้นะ คือเวลาเห็นอะไรมันเปลี่ยนแปลง อาจจะต้องคิดไปก่อนว่า ‘เออ! เมื่อกี้ไม่มี ตอนนี้มี’ หรือว่า ‘เมื่อกี้มี แล้วตอนนี้ไม่มี’ อาจจะต้องพูดในใจ สอนมันบ้าง หรือว่า ‘ไม่ได้อยากเผลอเลย มันเผลอเอง’ คิดไปก่อนก็ได้ เห็นเผลอแล้ว แต่มันไม่เห็นในแง่ของไตรลักษณ์ ก็พูดในใจไปก่อน ‘เออนะ! มันบังคับไม่ได้นะ’ เหมือนอยากสงบ มันไม่สงบ ก็สอนตัวเองไว้บ้าง ‘เออเนี่ยแหละ จิตเนี่ยมันแสดงความจริงแล้ว มันบังคับไม่ได้ มันเป็นอนัตตา’ คือพูดสอนในใจ แต่ว่าให้รู้ว่าอันนี้คือคิดสอนตนเองนะ อันนี้คือเป็นการพูดในใจนะ ยังไม่ใช่ขึ้นวิปัสสนาจริง ไม่ได้เกิดปัญญาที่แท้จริง มันยังเป็นพูดสอนในใจ ยังไว้ใจไม่ได้ แต่ว่าคล้าย ๆ กับว่า “นำร่อง” นำร่องให้มันหัดมองในแง่ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา ..แง่ใดแง่หนึ่งบ้าง อย่างนี้ก็เรียกว่า “บ่มอินทรีย์” ที่ต้องทำมาก ๆ เลยก็คือ ความเพียรนะ ต้องเริ่ม!! ถ้าใครยังไม่ได้เริ่มเลย ก็ต้องเริ่ม อินทรีย์จึงจะแก่ ที่ว่า อินทรีย์อ่อน.. “อ่อน” ในที่นี้ คือ “ไม่แก่” ใช่ไหม? “แก่” ในที่นี้ คือ ทำมาจนมีกำลังเข้มแข็ง “แก่” ในที่นี้ไม่ใช่ “แก่หง่อม” แก่ คือ “มีกำลังเข้มแข็ง” ที่ตรงข้ามกับอ่อน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=2stxRE4fuGc&t=4286s (นาทีที่ 1:06:54 – 1:11:25)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คุ้มครองจิต สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ ฯ ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต ที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ (ตกไปในกาม) เพราะว่าจิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ ที่ว่า “ตกไปในกาม” เนี่ย! อย่าคิดว่า..ตกไปแบบฝันหวาน หรือตกเฉพาะทางเพศอะไร.. ไม่ใช่อย่างนั้นนะ!’ คิดเรื่องไม่ดี.. ก็คือเรื่อง “กาม” เหมือนกันนะ! แต่มันผิดหวัง “ผิดหวังในกาม” นึกออกไหม? “คนตกนรก” นี่คือ.. ตกอยู่ในกามาวจรภูมิ !! ไม่ใช่ว่า “กามาวจร” จะต้องสุขสบายเสมอไป คืออย่าคิดว่า เป็นภูมิที่สุขสบาย มีกามอันดีเสมอไป ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! “กามาวจร” ที่แย่.. ตกนรก ก็มีนะ! อยู่ในอบายเลยก็มี จิตของเราเนี่ย! กำลังอยู่ในกามาวจรที่เป็นอบาย กำลังเป็นทุกข์อยู่ แต่มันตกมาแล้ว..ก็รู้ทัน! และมันจะตกบ่อยๆ ก็รู้บ่อย ๆ และก็.. เข้าใจ ให้อภัยตัวเองหน่อยว่า.. วันไหน หรือ ขณะไหน.. ไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร! เพราะว่า.. มันเห็นได้ยาก! มันละเอียด มันเห็นได้ยาก ให้อภัยตัวเอง.. ไม่เป็นไร.. ดูต่อ!! รักษาไปเรื่อยๆ มันเห็น ไม่เห็น.. ก็ทำสมถะต่อไป มันทุกข์อีก.. ก็ ‘เอ้อ! ทุกข์อีกแล้ว’ ทุกข์อีกแล้ว ก็แสดงว่า.. “ตกลงไปในกาม” อีกแล้ว อย่างนี้นะ! “รักษาจิต” ก็คือ รู้ทัน.. เอามาทำสมถะต่อ “มันเห็นได้ยาก” แต่มันเห็นได้ทีเนี่ยนะ ควรให้รางวัลตัวเอง ควรจะดีใจ.. เพราะมันเห็นได้ยาก! มันละเอียด.. มันเห็นได้ยาก พอเห็นได้ที ควรจะดีใจ ให้รางวัลตัวเองหน่อย ‘โห! ฉันเห็นแล้ว ของเห็นได้ยาก.. ฉันเห็นแล้ว..’ ให้ดีใจ “จิตตัง คุตตัง สุขาวะหัง” “คุตตะ” แปลว่า “คุ้มครอง” การทำอย่างนี้ เรียกว่า.. เป็นการ “คุ้มครองจิต” โดยจิตเองที่ฝึกมาดี จิตที่คุ้มครองดีแล้ว.. นำสุขมาให้ สุขในที่นี้.. ไม่ใช่สุขแค่ในเรื่องของกามแล้ว แต่เป็นสุขในระดับสูงขึ้นไป..สูงขึ้นไป.. จนกระทั่งถึง.. “พระนิพพาน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “ฝึกใจไม่ให้หดหู่ ” วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/MddicOf8zGE (นาที 16:10 – 17:58)

อ่านต่อ