All posts by admin

วันศุกร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ 😃😃😃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๖ #เจริญสติตอนกินกับเม้าท์​…

วันศุกร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕
😃😃😃
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๖

#เจริญสติตอนกินกับเม้าท์​

ในชีวิตประจำวันเวลาที่เจริญสติยาก คือ
เวลากิน กับ เวลาเม้าท์​

เม้าท์​เนี่ยนะ! มันจะลงไปในเรื่องราว
พอลงในเรื่องราวก็จะลืมตัว.. ยาว..
ยิ่งคนที่​ชอบเม้าท์​ด้วยนะ จะพูดได้มันส์มาก
สมมุติเป็นพวกฟุ้งซ่าน มันจะต่อเรื่องยาวไปเลย
หาจุดจังหวะที่จะมารู้สึกตัวเนี่ย..ยาก!

มันไม่เหมือนกับทำงานคนเดียว
ทำงานบ้าน ถูบ้าน​ อะไรอย่างนี้ อันนี้ง่าย
เห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจลอยไป
ใจไหลไปที่เรามองอยู่
หรือว่า​ไหล​ไป​ที่ต้นเสียงที่เราฟัง​ ก็​เห็น​ได้​ง่าย​กว่า​

ฉะนั้น​ อยู่กับคนที่ชวนให้คุยเรื่องราวต่าง ๆ เนี่ย เจริญสติยาก!

กับ..ตอนกิน.. ตอนกิน​ก็เจริญสติยาก
เพราะว่าผัสสะมันประดังประเดเข้ามา
เจริญสติยาก แต่ก็ควรฝึก!
ตั้งใจไว้ว่า​ ก่อนจะกินนะ ลองดูว่า..
ครั้งนี้เราจะกินด้วยความรู้สึกตัวสักกี่คำ ?

ฉะนั้น(วิธีฝึก)..
อย่างแรก ไปทำในรูปแบบให้ประจำมากขึ้น
อย่างที่สอง ในชีวิตประจำวันเนี่ย หาที่อยู่เอาไว้สักที่นึง

ทุกครั้งที่อยู่ในชีวิตประจำวันเนี่ย! ให้นึกอยู่เสมอว่า
‘มันเป็นงานอะไรสักงานนึง’

หางานให้จิตทำสักอย่าง​หนึ่ง
นั่งอยู่..งานของจิตคือ รู้กายที่นั่ง
เดินอยู่..งานของจิตคือ เห็นกายที่เดิน
จิตเห็นกายที่มันเคลื่อนไหว.. เป็นที่อยู่เท่านั้นนะ!
เห็นอย่างนี้แล้ว พอมันเผลอไป มันจะเห็นได้ง่ายขึ้น

เม้าท์​ไปเนี่ยนะ! ก็จะเห็นปากตัวเองพะงาบ ๆ
เห็นเป็นที่อยู่ไป อย่างนี้
ก็จะทำให้มีขณะแห่งความรู้ตัวได้ง่ายขึ้น

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
😄😄😄
เรียบเรียงจากคำถาม-เจริญสติตอนกินข้าวกับตอนเม้าท์​
ซีดีบ้านจิตสบาย ๑๒
ลิงค์ไฟล์ https://bit.ly/2Iz2ovH
(ระหว่างนาทีที่ ๐๐.๔๕ – ๐๔.๓๗)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๖๐ 🤔🤔 #ถาม​ : หากโดยปกติแล้วเราทำกรรมฐานเดินจงกรมและนั่งดูร่างกาย แต่เราจะมาใช้​…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๖๐
🤔🤔
#ถาม​ : หากโดยปกติแล้วเราทำกรรมฐานเดินจงกรมและนั่งดูร่างกาย แต่เราจะมาใช้​ “พุทโธ” เป็นวิหารธรรม​ แล้วดูจิตในระหว่างวัน สมควรทำหรือไม่คะ? หรือในระหว่างวันแค่มีวิหารธรรมเป็นกิจวัตรที่เราทำแทน​ เช่นกวาดบ้าน ล้างห้องน้ำ ขับรถ เดิน ยืน นั่ง นอน​ อยู่​ ก็รู้ทันที่จิตมันไหล และเพ่ง แล้วก็กลับมารู้ว่าเราทำอะไรอยู่​คะ?

#ตอบ​ : อาตมา​ไม่​ถนัด​บริกรรม​ “พุทโธ” เวลา​ที่​ภาวนา​ในชีวิต​ประจำวัน​นะ​

ใน​ระหว่าง​วัน​ “กาย​เคลื่อนไหว​ มี​ใจ​รู้” อย่างนี้​น่าจะ​ง่าย​กว่า​นะ​ เพราะ​มัน​เข้า​กัน​ได้​กับ​กิจกรรม​ที่​ทำ​ จะ​กวาด​บ้าน​ ล้าง​ห้องน้ำ​ ฯลฯ​ โดย​ก็​เคลื่อนไหว​อยู่​กับ​งาน​นั้น​ จะ​เรียกว่า​ “ใช้​งาน​ที่​กำลัง​ทำ” เป็น​ที่อยู่​ของ​จิต​ก็ได้​ พอ​จิต​มัน​เผลอไป​ก็​รู้​ทัน​ แล้ว​ก็​มา​รู้​ที่​งาน​ที่​กำลัง​ทำ​นั้น​ต่อ​ เพื่อ​ดู​จิต​ที่​เผลอ​ไป​อีก

มัน​อาจจะ​เผลอ​ไป​เพ่ง​ใน​งาน​นั้น​ก็ได้​นะ​ ก็​รู้​ไป​ตาม​ที่​มัน​เป็น

“งาน​ที่​กำลัง​ทำ​” หรือ​ “กาย​ที่​กำลัง​เคลื่อนไหว​” เป็น​เพียง​ที่อยู่​ชั่วคราว​นะ​ ยัง​ไม่ใช่​ “วิหาร​ธรรม”
เพราะ​วิหารธรรม​ใน​การ​เจริญ​สติ​ปัฏ​ฐาน​มี​อยู่​ ๔​ เท่านั้น​ คือ​ กาย, เวทนา, จิต​ และ​ ธรรม
ใน​กรณี​นี้​ เรา​มี​จิต​เป็น​วิหาร​ธรรม​ เพราะ​อาศัย”งาน​ที่​กำลัง​ทำ​” หรือ​ “กาย​ที่​กำลัง​เคลื่อนไหว​” เป็น​ที่อยู่​ชั่วคราว​ เพื่อ​ดู​จิต​ที่​มัน​ผิด​ไป​จาก​นี้

แต่​ก็​ไม่ใช่​ว่า​จะ​ดู​จิต​อย่าง​เดียว​ ถ้า​เวทนา​ชัด​ก็​ดู​เวทนา​ได้
พูด​ภาษา​ชาวบ้าน​ง่าย​ๆ​ ก็​คือ​ สุข​ก็​รู้​ ทุกข์​ก็​รู้​ ดี​ก็​รู้​ ร้ายก็​รู้​
ดู​บ่อย​ๆ​ จะ​เห็น​ว่า​ จิต​มัน​เปลี่ยน​แปลง​ตลอด​เวลา​ เดี๋ยว​สุข​ เดี๋ยว​ทุกข์​ เดี๋ยว​ดี​ เดี๋ยว​ร้าย​ โลภ​โกรธ​หลง​มี​อยู่​ชั่วคราว​ สติ​ก็​ชั่วคราว​ ทุกอย่าง​ที่​เกิด​มา​อยู่ชั่วคราว​แล้ว​ก็​หาย​ไป

๑๗ เมษายน ๒๕๖๒


อ่านบน Facebook

#เชิญฟังธรรม ในวันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. …

#เชิญฟังธรรม
ในวันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒
เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.
ขอเรียนเชิญสาธุชนรับชมและฟังธรรมบรรยาย
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
(จาก..สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา)
ในรายการ WBTV #วัดยานนาวา

๔๐ ถนน เจริญกรุง แขวงยานนาวา
เขตสาทร กรุงเทพมหานคร
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
โทร: 081 – 919 7423 คุณพันทิพา

(แผนที่ วัดยานนาวา https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32)


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ 💧💧💧 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๕ #หลงโลก..ลืมทุกข์…

วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕
💧💧💧
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๕

#หลงโลก..ลืมทุกข์

เมืองไทยมีเทศกาลสงกรานต์คนมาเที่ยวกันเยอะ!
ถ้าเราไม่รักษาคุณความดีในประเพณีของเราไว้นะ!
มีแต่อะไรเละ ๆ เทะ ๆ ไปลวนลามกันในเทศกาลแบบนี้
ก็จะเสียคุณค่าของประเพณี
แล้วแทนที่คนจะมาชื่นชมประเพณี เขาก็ไปหา​ที่​ที่เขาเริ่มมีวัฒนธรรม

“วัฒนธรรม” หมายถึง ธรรมะที่เจริญขึ้น
เรามีวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว ก็ควรจะรักษาเอาไว้

ถึงเวลาปีใหม่ของไทย..ควรจะรักษาคุณค่าของวัฒนธรรมเหล่านี้

ที่ครูบาอาจารย์จะตักเตือนกันก็คือ
มักจะใช้เวลาเหล่านี้​ ที่​คน​ทั้งหลาย​มาหลงโลก มาสนุกสนาน ลืมทุกข์​ อวยพรกันก็อวยพร “ให้มีสุข”
แล้วก็เวลา ก็ใช้เทศกาลหลงโลก ลืมทุกข์
ลืมมองเห็นความจริง

พอลืมทุกข์เนี่ย ..จริง​ ๆ มันเป็นนิสัยประจำตัว
ไม่ใช่ของชาติเราอย่างเดียวนะ ของคนทั่ว ๆไป
เวลามีทุกข์มักจะไม่เผชิญหน้ารับรู้มันตรง ๆ

เวลามีทุกข์ ก็จะหลบเลี่ยง
เช่นจะพูดถึง ความเจ็บ ความป่วย ความตาย
“อย่าไปพูด! เดี๋ยวหาว่าแช่งตัวเอง” อะไรอย่างนี้นะ!
เลี่ยงมันไป..หลีกเลี่ยงความจริง
ความจริงซึ่งมีทุกข์รออยู่
ก็พยายามไม่พูดถึง ลืม ๆ มันไปซะ​!
พอถึงคราวจะตายจริง ๆ ทำใจไม่ได้

ทุกข์ที่มีอยู่ ทุกข์​ที่​จะต้องเจอ ควรจะระลึกถึงมัน
เพื่อที่จะต้องเผชิญหน้ากับทุกข์นั้น โดยที่ใจไม่ทุกข์

แต่คนทั่ว ๆ ไปเนี่ย เวลาพูดถึงทุกข์ก็จะไม่กล้าเผชิญหน้า
เวลาไม่กล้าเผชิญหน้า.. ก็ทำเป็นลืม ๆ
เวลามีเทศกาลก็สนุกสนานเฮฮา
กินเหล้าให้ลืม เที่ยวให้ลืม ให้ลืม ๆ ทุกข์ไป
นี่เป็นนิสัยประจำของสัตว์โลก

แต่ชาวพุทธไม่เป็นอย่างนั้น
ชาวพุทธจะเป็นยังไง?
“รู้ทุกข์” ในอริยสัจสี่ พระพุทธเจ้าสอนข้อแรก
อริยสัจมีสี่ข้อ
ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค
ทุกข์.. ให้รู้
สมุทัย.. ให้ละ
ตัวละจริง ๆ คือสมุทัย

แต่คนทั่ว ๆไป คือ
ทุกข์.. ให้หนี
ทุกข์.. ให้ลืม
ทุกข์.. ให้เลี่ยง

แต่ถ้าเป็นชาวพุทธทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คือ ทุกข์ให้รู้
ต้องรู้จักทุกข์ เพราะชีวิตนี้มันคือมีแต่ทุกข์
ถ้าเราไม่เรียนรู้ทุกข์ ก็ไม่เรียนรู้ชีวิตนี้เหมือนกัน

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
💧💧💧
เรียบเรียงจากไฟล์แสดงธรรมเรื่อง “แม้เคยร้าย 610422”
แผ่นซีดีบ้านจิตสบาย ๑๒
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2GaONZE
(นาทีที่ ๐๔.๔๕-๐๘.๒๖)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๙ 🤔🤔 #ถาม​ : มีเรื่องอยาก​ขอ​คำแนะนำค่ะ คนใกล้ชิดอยากฆ่าตัวตาย คือเค้ามีปัญหาทางด้านการลงทุน…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๙
🤔🤔
#ถาม​ : มีเรื่องอยาก​ขอ​คำแนะนำค่ะ คนใกล้ชิดอยากฆ่าตัวตาย คือเค้ามีปัญหาทางด้านการลงทุน ขาดสภาพคล่อง และรู้สึกหมดหนทาง เครียดหนักมาก ห่วงคนในครอบครัว แต่ไม่รู้จะทำยังไงให้ดีขึ้น จนคิดอยากจะตายๆไปเลย อยากขอคำแนะนำจะพูดอย่างไรดีให้เค้าดีขึ้นค่ะหรือพอจะคลายความเครียดลงได้บ้าง กราบขอรบกวนพระอาจารย์ชี้แนะด้วยนะคะ

#ตอบ​ : เรื่อง​แรก​ที่​ควร​พูด​ คือ​ อย่า​ซ้ำ​เติม​ตนเอง

การ​ฆ่าตัวตาย​ไม่ใช่​วิธี​แก้​ปัญหา​ แต่​เป็น​การ​ซ้ำ​เติม​ปัญหา​ ตัว​ก็​ตาย​ไป​อบาย​ ครอบครัว​ก็​ยิ่ง​ลำบาก​ คน​ที่​เรา​รัก​และ​รัก​เรา​ก็​ยิ่งเศร้าโศก

ปัญหา​บางอย่าง​เกิด​จาก​ปัจจัย​ที่​ควบคุม​ไม่ได้
แต่​ปัญหา​ทาง​ใจ​เรา​จัดการ​ได้​ เพราะ​จิต​นี้​ฝึก​ได้
และ​ “จิต​ที่​ฝึก​ดี​แล้ว​ ย่อม​นำ​สุข​มา​ให้”

เรื่อง​การ​ลงทุน​ก็​แก้ไข​ไป​เท่าที่​ทำ​ได้​ อาจจะ​ไม่ได้​ดี​ขึ้น​ทันที​ใน​ตอน​นี้​ อาจจะ​ลำบาก​บ้าง​ แต่​ถ้า​เรา​ยัง​ไม่​ยอมแพ้​ ค่อย​ๆ​หา​ทาง​ออก​ เดี๋ยว​ก็​ดี​ขึ้น​ได้​ เพราะ​ปัญหา​ต่าง​ๆ​ มัน​ก็​ไม่​เที่ยง​ เพียงแต่ว่า​เรา​อย่า​ไป​เติม​เหตุ​แห่ง​ปัญหา​ หรือ​สร้าง​เหตุ​แห่ง​ปัญหา​ใหม่ขึ้น​มา..ด้วย​การ​ทำ​ใจ​ให้​จม​ทุกข์

พระพุทธเจ้า​ตรัส​ว่า​ “คน​พาล​ทั้ง​หลาย​ ผู้​มี​ปัญญา​ทราม​ ย่อม​มี​ตนเอง​เหมือน​ดัง​ข้า​ศึก​ศัตรู” คือ​ชอบ​สร้าง​ความ​เดือดร้อน​ให้​กับ​ตน​เอง​ ทำ​กับ​ตนเอง​ราว​กับ​ว่า​คน​ที่​มี​เวร​ต่อ​กัน​ ไม่​เป็น​มิตร​กับ​ตนเอง.. เรา​ก็​อย่า​เป็น​อย่างนั้น

ถ้า​ไม่รู้​ว่า​จะ​แก้​ปัญหา​อย่างไร​ ก็​ยัง​ไม่​ต้อง​แก้​ ถ้า​ทำ​อะไร​ไม่ได้​ ก็​ยังไม่​ต้อง​ทำ​ นั่ง​ดู​กายหายใจ​ด้วย​ความ​รู้สึกตัว​ ประเดี๋ยว​ก็​อาจจะ​เห็น​ทางออก​ขึ้นมา​เอง​ พอ​ได้​จังหวะ​ ได้​โอกาส​ ก็​อย่า​ให้​โอกาส​ผ่าน​เลย​ไป​ คราว​นี้​ต้อง​เร่ง​ทำ

ถ้า​ผ่าน​จุด​นี้​ไป​ได้​ ก็​จะ​กลาย​เป็น​คน​เข้มแข็ง​ สามารถ​ช่วยเหลือ​หรือ​แนะนำ​ผู้อื่น​ต่อไป​ได้​ด้วย

สิ่ง​ที่​ควร​ทำ​คือ​ ยอมรับ​ความจริง​ อย่า​กลัว​เสียหน้า​ ทรัพย์​เป็น​ของ​นอก​กาย​ หา​ใหม่​ได้

คน​ฉลาด​ เขา​สามารถ​ได้​ประโยชน์​จาก​วิกฤต​ นอกจาก​จะ​เผชิญหน้า​กับ​ปัญหา​ด้วย​ใจ​ไม่​ทุกข์​แล้ว​ ยัง​ได้รับ​ประโยชน์​จาก​เหตุการณ์​นั้น​ ได้​ปัญญา

ท่าน​พุทธ​ทาส​เคย​กล่าว​ไว้​ว่า​ “ป่วย​ทุก​ที​ ก็​ให้​ฉลาด​ทุกที”
คือ​ฉลาด​ใน​เรื่อง​ความ​จริง​ของ​ชีวิต
ความ​เจ็บป่วย​ก็​เป็น​ปัญหา​ชีวิต​อีก​รูปแบบ​หนึ่ง​ ที่​คน​ทั่วไป​อยู่​กับ​ปัญหา​นี้​ด้วย​ความ​ทุกข์​ แต่​ผู้​มี​ปัญญา​ท่าน​รู้จัก​หา​และ​เห็น​ประโยชน์​จาก​ทุกข์​นั้น​ได้

ชีวิต​ก็​ย่อม​มี​ปัญหา​เป็น​ธรรมดา​ เราอาจจะ​เผลอ​ทุกข์​บ้าง​ แต่​เมื่อ​เข้าใจ​ความ​เป็น​ธรรมดา​ ปัญญา​ก็​เพิ่ม​ทุกที​

มัน​ตรง​กับ​สำนวน​ที่​ว่า​ “ตก​น้ำ​ไม่​ไหล​ ตก​ไฟ​ไม่​ไหม้”
มีปัญหา​ชีวิต​ก็​เหมือน​กับ​การ​ตก​น้ำ​ตกไฟ
ซึ่งไม่ใช่​ว่า​ชีวิตจะ​หลีก​เลี่ยง​สิ่ง​เหล่านี้​ไป​ได้​ แต่​ตก​ไปแล้ว​ใจ​ไม่​ไหล​ไป​ตาม​กระแสทุกข์​ และไม่​จุด​ไฟ​โทสะ(​คือ​ความ​เครียด​เป็นต้น)​เผา​ไหม้​ตน​ซ้ำ​เข้า​ไป​
แต่​สามารถ​เปลี่ยน​ร้าย​ให้​กลาย​เป็น​ดี​ใน​ที่สุด

๙ เมษายน ๒๕๖๒


อ่านบน Facebook

วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๔ ระวัง!…

วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
🌿🌿🌿
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๔

ระวัง! รักษาตน​ กับ​ รักษา​ผู้อื่น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า…
ในการที่เราจะพัฒนาตัวเองให้เป็นประโยชน์เนี่ยนะ
ต้องคำนึงถึงประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน!
ก็คือทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ต้องคำนึงถึงด้วยกันทั้งคู่

ระวังตน กับระหวังคนอื่น ต้องระวังไปด้วยกัน
จะระวังตน​ ก็เท่ากับ …ได้ระวังรักษาคนอื่นด้วย
ระวังรักษาคนอื่น ..ก็เท่ากับระวังรักษาตนด้วย ถ้าระวังถูก!

นึกออกไหม?
ถ้าเราระวังรักษาตนให้ปลอดภัย อย่างถูกต้องตามธรรม จะเท่ากับเป็นการระวังรักษาคนอื่นด้วย
ถ้าระวังรักษาคนอื่นอย่างถูกต้องตรงตามธรรม
ก็เท่ากับระวังรักษาตนด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า…
การระวังรักษาตน กับ​ การระวังรักษาผู้อื่น
จะชัดเจนก็ต่อเมื่อ มีธรรมะเข้ามากำกับ
ถ้าระวังรักษาคนอื่น ก็คือใช้ธรรมะในข้อ
มีศีล มีเมตตา มีความเอื้อเฟื้อ
คือระวังว่า การแสดงออกของตัวเอง ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น​ ด้วยการมีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา​
มีอุเบกขา ในบางวัน บางเวลา บางกาล
รวมทั้งการแสดงออกไป​ไม่เบียดเบียนคนอื่น
ด้วยการรักษาศีลเอาไว้
นี่คือระวังรักษาคนอื่น

นี่ในแง่มุมหนึ่งที่อาจารย์บอกกับลูกศิษย์(ว่าให้​ระวังรักษา​ผู้อื่น​ ตาม​เรื่อง​ใน​นิทาน)​

ในแง่มุมของลูกศิษย์ที่เข้าใจของลูกศิษย์​เอง(ว่า​ให้​ระวัง​รักษา​ตน​ ตาม​เรื่อง​ใน​นิทาน)​ ก็คือ
ระวังรักษาใจของตัวเอง
ใจของตัวเอง..ถ้าในแง่ของธรรมะ​ คือระวังไม่ให้ใจนี้ มีกิเลส
หรือถ้ามีกิเลสแล้ว..รู้ทัน
อย่าให้กิเลสนั้นมีอานุภาพแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
ถ้าจะพูดง่ายๆคือ มีสติปัฎฐาน

(ข้อธรรมนี้พระอาจารย์ยกนิทานประกอบเรื่อง
ศิษย์-อาจารย์ กับ​ กายกรรมบนไม้ไผ่)

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม เรื่อง จริต 2
ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เมื่อ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
ลิงค์คลิปแสดงธรรม https://bit.ly/2FJ8He5
(ช่วงเวลา ๗:๕๔-๙:๕๘)

ถอดคำโดย : อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๘ 🤔🤔 #ถาม : ขออนุญาตทักท้วงคำอาราธนาธรรมใน ตอบโจทย์ ๑๕๗ นะครับ เพราะจำได้ว่าบทนี้…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๘
🤔🤔
#ถาม : ขออนุญาตทักท้วงคำอาราธนาธรรมใน ตอบโจทย์ ๑๕๗ นะครับ เพราะจำได้ว่าบทนี้ ที่ถูกต้องตามพระไตรปิฏก (พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ สุตฺต. ขุ. อปทานํ (๒) พุทฺธวํโส จริยาปิฏกํ) ควรจะเป็น:

พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สมหฺปติ (พ๎รัห๎มา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ)
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ (กะตัญชะลี อะนะธิวะรัง อะยาจะถะ)
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา (สันตีธะ สัตตา อัปปะระชักขะชาติกา)
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชนฺติฯ (เทเสหิ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชันติฯ)

ซึ่งใน ตอบโจทย์ ๑๕๗ มีทั้งหมด ๕ จุดที่ไม่ตรงตามบทบาลีในพระไตรปิฏก:
๑. กะตัญชะลี ไม่ใช่ กัตอัญชะลี
๒. อะนะธิวะรัง ไม่ใช่ อันธิวะรัง
๓. สัตตา อัปปะระชักขะชาติกา ไม่ใช่ สัตตาปปะระชักขะชาติกา
๔. เทเสหิ ไม่ใช่ เทเสตุ
๕. ปะชันติ ไม่ใช่ ปะชัง

ฝากพิจารณาด้วยครับ

#ตอบ : คำอาราธนาธรรมที่ชาวพุทธไทยใช้กันอยู่ และได้ยินกันมาอย่างคุ้นเคย เป็นแบบที่ปรากฏอยู่ใน “ตอบโจทย์ ๑๕๗” ไม่ตรงกันกับที่ปรากฏในพระไตรปิฎกตามที่มีผู้ทักท้วงมาจริง

แต่ใน“ตอบโจทย์ ๑๕๗” ยกเอาคำอาราธนาแบบดังกล่าวมาแสดง เพราะเห็นว่าเป็นคำที่คุ้นเคยของคนทั่วไป เผื่อว่าใครที่ฟังมาจนชินแต่ไม่ทราบความหมาย จะได้โยงเข้ากับเหตุการณ์ในพุทธประวัติตามที่เล่ามา
และที่ไม่ได้ยกข้อความบาลีในพระไตรปิฎกดังกล่าวมาเทียบเคียง เพราะเห็นว่าเดี๋ยวจะเกิดประเด็นใหม่ขึ้นมา เช่นอาจจะมีคนท้วงว่า “ไม่เหมือนกับที่เคยได้ยิน” “ผิดจากที่ท่องมา-เรียนมาในนักธรรมตรี” ซึ่งยังไม่อยากเปิดประเด็นนี้ เกรงว่าจะออกนอกเรื่องไปไกล ยิ่งอาตมาเป็นพวกฟุ้งซ่าน ชอบออกนอกถนนใหญ่แล้วเลี้ยวเข้าซอยอยู่ด้วย ๕๕๕๕

แต่ที่ท้วงมาก็ดีนะ ขออนุโมทนา จะได้ใช้โอกาสนี้ยกมาให้เห็นกันชัดขึ้น และขออนุญาตเปลี่ยนวิธีเขียนเป็นแบบบาลีอักษรไทยให้เหมือนกัน เพื่อสะดวกในการเทียบเคียง

– ข้อความจาก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ ภาษาบาลี อักษรไทย พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ สุตฺต. ขุ. อปทานํ (๒) พุทฺธวํโส จริยาปิฏกํ
“พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชนฺติ ฯ”

– คำอาราธนาธรรม ที่ใช้กันในประเทศไทย
“พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.”

ข้อสังเกตความแตกต่าง
๑. บรรทัดที่ ๒ “กตญฺชลี อนธิวรํ” กับ “กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ”
๒. บรรทัดที่ ๓ “สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา” กับ “สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา”
๓. บรรทัดสุดท้าย “เทเสหิ” กับ “เทเสตุ” และ “ปชนฺติ” กับ “ปชํ”

เข้าใจเอาเองว่า ผู้ที่ปรุงคำอาราธนาธรรมขึ้นมานี้(ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด) น่าจะพยายามปรุงคำจากพระไตรปิฎก ให้เข้ากับอินทรวงศ์ฉันท์ เพื่อให้สะดวกต่อการสวดสรภัญญะ
อินทรวงศ์ฉันท์ มีข้อกำหนดว่า ใน ๑ คาถา มี ๒ บาท
ใน ๑ บาท มี ๒ วรรค ๑๒ พยางค์
มีจำนวนพยางค์ ครุลหุ ตามบังคับฉันท์ดังนี้
O O I O O I I O I O I O
O O I O O I I O I O I O
หมายเหตุ
สัญญลักษณ์
O แทนพยางค์ครุ เสียงหนัก คือพยางค์ที่มีสระเสียงยาว หรือสระเสียงสั้นแต่มีตัวสะกด
I แทนพยางค์ลหุ เสียงเบา คือพยางค์ที่มีสระเสียงสั้นและไม่มีตัวสะกด
จังหวะการสวด ในทุกบาทจะเป็นจังหวะ ๒+๓ พยางค์ และ ๓+๔ พยางค์ ดังนี้

พฺรหฺมา/ จ โลกา//ธิปตี/ สหมฺปติ//
กตฺอญฺ/ชลี อนฺ//ธิวรํ/ อยาจถ//
สนฺตี/ธ สตฺตาปฺ//ปรชกฺ/ขชาติกา//
เทเส/ตุ ธมฺมํ// อนุกมฺ/ปิมํ ปชํ//
หมายเหตุ สัญญลักษณ์ / แทนจังหวะหยุด
ทีนี้ พอปรุงมาแล้ว ก็สวดง่ายขึ้น

แต่ถ้าถามว่า “ตรงกับที่มีมาในพระไตรปิฎกไหม?” ก็ไม่ตรงหรอก!
ซึ่งอาตมาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปสั่งให้ปรับแก้อะไร
เป็นเพียงพระผู้น้อย ด้อยปัญญา ไม่ได้เป็นมหาฯ (แถมยังตาสั้นอีกต่างหาก)
คงต้องให้เป็นหน้าที่ของพระผู้ใหญ่ นักการศาสนา นักวิชาการ หรือนักนิรุกติศาสตร์ ท่านทำดีกว่า

แล้วประชาชนทั่วไปจะใช้อย่างไหนดี?
ก็แล้วแต่ว่าจะต้องการแบบไหน
ถ้าเอาตามความเคยชิน ก็ใช้คำที่ปรุงใหม่ไป
ถ้าต้องการใช้คำที่ถูกต้องตามพระไตรปิฏก ก็ใช้ไป

(นี่ยังนึกอยู่ว่า ถ้าขึ้นประเด็นนี้ตั้งแต่คำถามที่แล้ว เราจะวกกลับมาที่เรื่อ “ธุลีในดวงตา” ได้อย่างไร?)

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับอาราธนาจากพระพรหมแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงประกาศพระสัทธรรมตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อประโยชน์คือให้สัตว์โลกทั้งหลายมีความเข้าใจโลก มีความเห็นที่ถูกต้อง ดำรงชีพอยู่อย่างมีทุกข์น้อยลง จนถึงพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง
สำหรับอาตมา เมื่อมีโอกาสไปบรรยายธรรม ไปสนทนาธรรม ผู้ฟังจะใช้คำแบบไหนก็ได้
แม้ไม่มีศาสนพิธีหรือพิธีกรรมใดๆ ไม่ได้กล่าวคำอาราธนาเป็นภาษาบาลี ขอให้มีใจนอบน้อม และพร้อมที่จะรับฟัง ก็ยินดีที่จะบรรยายและสนทนาธรรมด้วย โดยพยายามที่จะปฏิบัติตามพุทธพจน์ตั้งแต่ครั้งแรกที่พระองค์ส่งสาวกออกประกาศพระศาสนาว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”

๒ เมษายน ๒๕๖๒

ลิงค์โพสต์ นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๗
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1130405487142491&id=354448708071510


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๗ 🤔🤔 #ถาม : วิธีที่จะทำให้ฝุ่นในดวงตาน้อยลง ที่จะเข้าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะบรรลุธรรมมีกี่วิธี?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๗
🤔🤔

#ถาม : วิธีที่จะทำให้ฝุ่นในดวงตาน้อยลง ที่จะเข้าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะบรรลุธรรมมีกี่วิธี? วิธีที่ง่ายสุดคือทำอย่างไร? พระพุทธเจ้าเคยตรัสบอกหรือไม่?

ตอบ : คำว่า “ฝุ่น” หรือ “ธุลีในดวงตา” หมายถึง กิเลส คือ ราคะ โทสะ และโมหะ
คำนี้ปรากฏในพุทธประวัติ ช่วงที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงดำริว่า “ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต” แล้วทรงดำริถึงสัตว์ทั้งหลาย ว่ายังติดอยู่ในกามคุณ ยากที่จะมาเห็นปฏิจจสมุปบาทตามพระองค์ได้ ถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้ตามไม่ได้ การแสดงธรรมก็จะเป็นการลำบากเปล่า จึงน้อมพระทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม

ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมได้ทราบพุทธดำริ ก็คิดว่า “โลกจะฉิบหายหนอ โลกจะพินาศหนอ เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม” จึงรีบมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอร้องให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ด้วยเหตุผลว่า “สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นปรกติก็มีอยู่ หากมิได้สดับย่อมเสื่อมจากธรรม สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่แท้”

พระพุทธเจ้าทรงทราบการอาราธนาของพระพรหม และทรงอาศัยพระกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงสอดส่องดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายบางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปรกติเห็นโทษในปรโลกว่าเป็นภัยอยู่
เปรียบเหมือนกอบัวและดอกบัวชนิดต่างๆ เกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ บางเหล่ายังจมอยู่ในน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าพ้นน้ำขึ้นมาแล้ว

พระพุทธองค์จึงได้ตรัสตอบท้าวสหัมบดีพรหมว่า
“ประตูอมตะ เราเปิดแล้วเพราะท่าน ชนผู้ฟังจงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูกรพรหม เราจะไม่มีความสำคัญในความลำบาก แสดงธรรมอันประณีตที่ชำนิชำนาญในหมู่มนุษย์”

(ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ อายาจนสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค)

และด้วยพุทธประวัติตอนนี้ ชาวพุทธทั้งหลายจึงนำมาเป็นคำอาราธนาธรรมว่า
“พ๎รัห๎มา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ ,
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ ,
สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา ,
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง”
แปลว่า “ก็ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งโลก กระทำอัญชลีแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้า ผู้กำจัดความมืดแก่โลกว่า หมู่สัตว์ผู้มีธุลีในจักษุน้อยในโลกนี้มีอยู่ ขอพระองค์ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก จงทรงแสดงธรรมเถิด พระเจ้าข้า”

ทรงดำริพิจารณาหาบุคคลผู้สมควรจะรับฟังพระปฐมเทศนา ในชั้นแรกพระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ทั้งสองที่พระองค์เคยเข้าไปศึกษา ท่านแรกคือ อาฬารดาบส แต่ได้ทราบว่าท่านได้ถึงแก่กรรมไปได้ ๗ วันแล้ว และอีกท่านหนึ่ง คือ อุทกดาบส แต่ก็ได้ทราบด้วยพระญาณว่าท่านเพิ่งจะสิ้นชีพไปเมื่อวันวานนี้เอง ทั้งสองท่านไปเกิดในอรูปภพ ไม่อาจฟังธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงดำริถึงทั้งสองท่านนี้ว่า เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะเป็นผู้เสื่อมเสียจากมรรคผลที่จะพึงบรรลุ

ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ผู้ซึ่งเคยมีอุปการคุณแก่พระองค์เมื่อสมัยทำทุกรกิริยา ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นปฐมเทศนา ท่านโกณฑัญญะได้มีดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุเป็นพระโสดาบัน อีก ๔ ท่านที่เหลือก็ได้บรรลุเป็นพพระโสดาบันในวันต่อๆมา ด้วยปกิณกธรรมของพระพุทธองค์ จากนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมมาตลอด ๔๕ พรรษา แม้ในวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ก็ยังตอบคำถามให้กับสุภัททปริพาชกว่า “ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ (ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ตามลำดับ) ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย”
ท่านสุภัททะได้บรรพชาอุปสมบทในคืนนั้น และบรรลุอรหัตตผลเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่

ก่อนจะปรินิพพาน พระองค์มีพระปัจฉิมวาจาว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

ถ้าถามว่า “คำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะบรรลุธรรมมีกี่วิธี?”
ก็ต้องเข้าใจว่า ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงแสดงธรรมไว้มากมาย ให้กับบุคคลทุกประเภท ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ คำสอนก็มีหลายระดับ แยกแยะไปตามความเหมาะสมของผู้ฟัง คำสอนของพระองค์จึงมีมากมาย ดังมีสำนวนว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ บางท่านฟังเพียงคาถาเดียวก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ บางท่านฟังเพียงสองสามพระสูตรก็บรรลุ บางท่านฟังแล้วต้องมาปฏิบัติด้วยความเพียรจึงบรรลุ ก็เหมือนบัว ๓ เหล่า ตรงตามที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบไว้เมื่อครั้งรับอาราธนาจากพระพรหม

วิธีปฏิบัติให้บรรลุธรรม จะสรุปลงเป็น
– ไตรสิกขา (อธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา, อธิปัญญาสิกขา) ก็ได้
– ภาวนา ๒ (สมถภาวนา, วิปัสสนาภาวนา) ก็ได้
– มรรคมีองค์ ๘ ก็ได้
– สติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
– โพชฌงค์ ๗ ก็ได้
หรือธรรมหมวดอื่นที่จัดอยู่ในประเภท “ภาเวตัพพธรรม”(ธรรมที่พึงปฏิบัติ) ก็ใช้ได้ทั้งหมด

ถ้าถามว่า “วิธีที่ง่ายสุดคือทำอย่างไร?”
สำหรับอาตมา ตอบว่า วิธีที่ตรงกับจริต

เช่นใน สติปัฏฐานสูตร ท่านแบ่งผู้ฝึกหัดปฏิบัติธรรมเป็น ๒ ประเภท คือ ตัณหาจริต กับ ทิฏฐิจริต และแบ่งเป็น ผู้เป็นสมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน) กับ วิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดยส่วนทั้งสอง คือ ปัญญาน้อย และปัญญามาก โดยแบ่งดังนี้
– กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์หยาบ เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญาน้อย
– เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์ละเอียด เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญามาก
– จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนักเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญาน้อย
– ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญามาก

เปรียบเหมือนประตูเมือง ๔ ทิศ จะเข้าประตูไหนก็ถึงเมืองเหมือนกัน
เมือง หมายถึง นิพพาน
ประตูทั้ง ๔ หมายถึง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน, เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จะเข้าประตูไหน ก็ดูที่จริต

ตัณหาจริต คือ ผู้มีพื้นจิตหนักไปทางตัณหา พวกนี้จะรักสุขรักสบาย รักสวยรักงาม จริตแบบนี้ก็เหมาะที่จะดูกายกับเวทนา ซึ่งแล้วแต่ว่ามีปัญญามากหรือน้อย
ทิฏฐิจริต คือ ผู้มีพื้นจิตหนักไปทางทิฏฐิ พวกนี้จะคิดมาก เจ้าความคิดเจ้าความเห็น ชอบหาเหตุหาผล ชอบวิจัยวิจารณ์ จริตแบบนี้ก็เหมาะที่จะดูจิตกับธรรม ซึ่งก็แล้วแต่ว่ามีปัญญามากหรือน้อย

ถ้าภาวนาตรงกับจริต การภาวนาก็จะได้ผลง่าย

๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒

หมายเหตุ : คำถามต่อเนื่องจาก โพสต์ #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๓
ลิงค์โพสต์ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1128988423950864&id=354448708071510


อ่านบน Facebook

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ 🌼🌼🌼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๓ #ทำฝุ่นควันให้มันน้อยลง…

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔
🌼🌼🌼
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๓

#ทำฝุ่นควันให้มันน้อยลง

พระพุทธองค์พิจารณาสัตว์โลกทั้งหลาย
แบ่งเป็น ๓ ประเภท เปรียบเหมือนบัวสามเหล่า
เราได้ยินคุ้นเคยว่าเป็นบัวสี่เหล่านะ!
จริงๆ ถ้าในพุทธพจน์ ในพระสูตรมีแค่สามเหล่า

เหล่าแรก คือ บัวที่พ้นน้ำ
เหล่าที่สอง คือ บัวที่ปริ่มน้ำ
เหล่าที่สาม คือ บัวที่อยู่ในน้ำ

บัวลำดับแรก เพียงแค่รับแสงก็บาน
บัวลำดับสอง คือที่ปริ่มน้ำอยู่นี่ อีกวันหนึ่งก็จะบาน
ส่วนบัวเหล่าที่สาม ที่อยู่ในน้ำเนี่ย รอเวลาเพาะบ่มอีกสักหน่อย​
เดี๋ยวก็จะมาปริ่มน้ำ เดี๋ยวก็มาพ้นน้ำ แล้วเดี๋ยวก็จะบาน

พิจารณาสัตว์โลกว่า มีลักษณะอย่างนี้
คือสัตว์โลกที่จะฟังธรรมของพระองค์นั้นแล้วได้ผล
มี ๓ ประเภท จึงตัดสินพระทัยว่าจะแสดงธรรม

ตอนนี้อรรถกถาจะอธิบายเป็น ๔ เปรียบเทียบว่า

บัวที่พ้นน้ำ
คือบัวประเภท “#อุคฆฏิตัญญู”
ตรัสรู้เร็ว คือ ฟังธรรมครั้งแรกก็บรรลุธรรมขึ้นใดขั้นหนึ่ง
อาจจะเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
หรือกระทั่งเป็นพระอรหันต์​
(คือ​มี​ปัญญา​เฉียบแหลม​ ได้​ฟัง​เพียง​แค่​หัวข้อ​ก็​เข้าใจ)​

ส่วนบัวประเภทที่สอง
เปรียบเหมือนบุคคลที่เรียกว่า “#วิปจิตัญญู”
ก็คือฟังธรรมครั้งแรกอาจจะยังไม่บรรลุ
ต้องฟังอีกสักครั้ง หรือสองครั้งจึงจะบรรลุ
(คือ​บรรลุ​ธรรม​ได้​ต่อ​เมื่อ​ได้​ฟัง​การ​อธิบาย​ขยายความ)​

ประเภทที่สาม คือ บัวในน้ำ
บัวในน้ำเนี่ย ต้องรอเวลาอบรมบ่มนิสัย
ประคบประหงม จนกว่าจะพ้นน้ำ ต้องใช้เวลาหลายวัน
บุคคลประเภทนี้เรียกว่า “#เนยยะบุคคล”
(คือ​ผู้​ที่​พอ​จะ​ฝึก​สอน​อบรม​ให้​เข้าใจ​ธรรม​ได้​ต่อไป)​
บุคคลประเภทนี้คือ บุคคลที่ฟังธรรม(ครั้งแรก)​แล้วยังไม่บรรลุ
สองครั้งก็แล้ว สามครั้งก็แล้ว สี่ครั้งก็แล้ว ห้าครั้งก็แล้ว ยังไม่บรรลุ
(แต่​ก็​จะ​บรรลุ​ได้​ใน​ชาติ​นี้)​

เราก็คงนับครั้งไม่ถ้วนแล้วล่ะ
คงจะเป็นประเภท”เนยยะ”นี่แหละ!
ฟังแล้วไม่ได้ฟังธรรมดา
แต่ฟังแล้วเอาสิ่งที่ฟังนั้นเอามาประพฤติปฏิบัติ
ฟังให้ได้หลักการปฏิบัติ แล้วเอาไปปฏิบัติ
คือ(สิ่ง​ที่)​ฟังแล้ว​ เรียกว่าเป็นภาคปริยัติ
ก็เอาสิ่งที่ฟังมาปฏิบัติจนกว่าจะได้รับผล
ซึ่งขั้นตอนตั้งแต่ฟังปฏิบัติจนถึงได้ผลเนี่ยนะ
จะสั้นจะยาวแล้วแต่อินทรีย์ของแต่ละคน
ก็คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา​ ๕​ อย่างนี้​ ว่าใครจะมีอินทรีย์แก่กล้าแค่ไหน?
…..
ในอรรถกถา​ยังอธิบายในประเภทที่สี่
ว่ามีเหมือนกัน​ ที่ว่าฝึกชาตินี้เท่าไหร่ ก็ยังไม่สำเร็จ​
เพราะว่าอินทรีย์ยังอ่อนมาก
ภาษาพระจะเรียกว่า “#ปทปรมะ”
(อ่าน​ว่า​ ปะ-ทะ-ปะ-ระ-มะ​ แปล​ว่า​ ผู้​มี​บท​เป็น​อย่าง​ยิ่ง)
คือได้อย่างยิ่งก็เพียงแค่จำตัวบท คือจำธรรมะได้
จำหลักการได้ ปฏิบัติสมถะ วิปัสสนากรรมฐานได้
แต่ยังไม่ถึงขึ้นมรรคผล เพราะอินทรียังอ่อน
อ่อนเกินไป แต่ก็ยังได้ประโยชน์

คำสอนของพระพุทธองค์มีประโยชน์แม้กระทั่ง​พวกปทปรมะ
ชาติต่อๆไป ชาติหน้าของบุคคลปทปรมะ
เกิดมาจะภาวนาง่ายขึ้น
เราอาจจะเป็น”ปทปรมะ”มาหลายชาติแล้วก็ได้
ชาตินี้ขอให้เป็น”เนยยะ”ก็แล้วกัน!
เหลืออยู่ประเภทเดียวที่พอจะหวังได้คือ
เราน่าจะเป็น”เนยยะบุคคล”
ฝึกฝนตน​ ก็คือ ทำธุลีในดวงตาให้มันน้อยๆลง
ทำฝุ่นควันให้มันน้อยลง!

ธรรมบรรยายโดย
พระกฤช นิมฺมโล
👼👼👼
เรียบเรียงจากไฟล์เสียง159-620210 ธุลีในดวงตา-วัดอินทาราม​c
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2OiFBos
(นาทีที่ ๐๗.๒๔-๒๕:๐๘)

ถอดคำโดย ไนท์ ศิลา


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๖ 🤔🤔 #ถาม : อาจารย์คะ โยมจะถามว่า ชีวิตเรามีลูกผู้ชายตั้งสี่คน ตอนนี้โยมอายุตั้ง…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๖
🤔🤔
#ถาม : อาจารย์คะ โยมจะถามว่า
ชีวิตเรามีลูกผู้ชายตั้งสี่คน ตอนนี้โยมอายุตั้ง ๘๒ แล้วค่ะ​ ลูกพวกนี้ไม่มีน้ำใจกับเรา เขาว่าเราไปว่าเขาไปเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าเขาอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างนู้น ที่จริงโยมก็ไม่ได้พูด
ตั้งแต่เขามีเมียคนนี้มานะ​ แต่งงานมา ๑๕ ปี ไม่เคยถามเราว่ากินข้าวหรือยัง​ อะไรหรือยัง งานบ้านไม่เคยช่วยเราทำ ก็คือไม่ค่อยสนใจเราค่ะ แล้วก็มีถ้าเขาไม่พอใจเรา​ เขาก็จะหันซ้าย-หันขวา เวลาโยมทำกับข้าวเขาก็ไม่กิน​ ทำให้เราเครียด

ทุกวันนี้ถ้าเขามีอะไรเขาก็จะฟ้องลูกชาย ทำให้ลูกชายเวลาเจอหน้าเราก็ตาเหล่ๆ​เรา​ ไม่ค่อยพอใจเรา
ถ้าเราผิดอะไรลูกชายก็ต้องถามเรานะ​ ว่าเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า​ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า นี่เขาไม่ถาม​ มีแต่เกลียดเรา​ มีแต่เหล่เรา

แล้วทุกวันนี้เขาว่าเรา​ ไปบอกชาวบ้านว่าไปว่าเมียเขา แล้วก็ว่าลูกเขาอย่างนี้ โยมบอกลูกอีกคนว่า เขาว่าเราลูกอีกคนนึง​ บอกว่าเขาว่าเรา ก็บอกเขาว่า อั๊วไม่ได้พูดเลย ไม่ได้ว่าลูกให้เขาฟังเลย มีแต่เขาถามว่าผู้หญิงคนนี้เราก็พูดให้เขาฟังบอกว่า เขาน่ะสิบกว่าปีแล้วไม่เคยเรียกโยมกินข้าวสักครั้งนึง เรียกว่ากินข้าวแล้วยัง​ แม่กินแล้วยัง​ อย่างนี้ไม่เคยเลย
ถ้าเขาไม่พอใจอะไรเราอย่างนี้ แต่ที่จริงโยมไม่เคยร้ายอะไรอย่างนั้นนะ ไม่รู้อะไรมันทำไม่ถูกน่ะเวลานั้นเขาก็จะหันซ้าย-หันขวา​ ไม่กินข้าวกับเรา มีแต่พูดอย่างนี้ให้เขาฟัง
แล้วเวลาเราไปหาหมอเช้าหรือเย็นอะไรนอกเวลาอะไร ลูกเราเขาไม่เคยไปสนใจเรา ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร​ กลับหรือยัง​ ไม่เคยถามเรา แต่เมียเขาอยู่ที่ไหนดึกๆนะ​ เขาก็จะไปรับเมียของเขากลับมาได้

ทีนี้ถามหลวงพ่อว่า​ ทำไมชีวิตเราอย่างนี้ล่ะ จะถามหลวงพ่อว่าฆ่าตัวตายได้มั้ย

แล้วที่ไปบ้านลูกชายคนที่สามเมื่อกี้นี้ เขาก็พูดเรื่องนี้ให้เรา เราก็ฟังแล้วมันตัวอ่อนไป ๆ แล้วก็เดินแล้วก็หกล้มลงไป แล้วก็ไม่มีใครรู้เลยนะว่าเราหกล้ม แล้วเราไม่พูด​ ไม่มีใครสนใจ​ เราจะพูดให้ใครฟัง เราไม่รู้จะทำยังไงเนี่ย

คิดดูตอนนี้โยมนั่งอยู่บ้านเนี่ย ดูโทรทัศน์​(รายการธรรมะสว่างใจ) อยู่ จะถามหลวงพ่อว่าจะคิดยังไงเนี่ย อยากตายอย่างเดียว​ ไม่มีใครสนใจเรา ใครๆก็เข้าใจเราผิดหมดเลย ว่าเราไม่ดี ไม่รู้อะไรไม่ดี​ ไม่เข้าใจเลย
ในชีวิตเรานะไม่เคยให้ลูกได้เดือดร้อนอะไรเลย ไม่เคยเดือดร้อนเขานะ ไปหาหมออะไรไม่เคยเดือดร้อนเขานะ มีแต่เราเสียตังค์เอง
พอกลับมานะไม่มีใครถามแม่ว่า เออ กลับมาแล้วกินข้าวแล้ว​ หมอว่าไง ไม่เคยถามโยมเลย
จะถามหลวงพ่อให้ช่วยว่า จะแก้ไขยังไง​ ให้อยู่ให้ถึงตายได้ กราบรบกวนหลวงพ่อ

#ตอบ : ถ้าให้ช่วยแก้ไขน่ะโอเคนะ​
แต่ถ้าถามว่าจะฆ่าตัวตายนั่นน่ะ ไม่ควรฆ่าตัวตาย​นะ เดี๋ยวฟัง​ต่อทาง​โทรทัศน์​นะ​ …
น่าเห็นใจ
จริง ๆ แล้วเนี่ย​ ถ้าจะบอกว่าฆ่าตัวตาย มันเป็นการซ้ำเติมตัวเอง มันควรจะทำชีวิตจากนี้ไปจนตาย​เนี่ย​(ให้​เป็น​กุศล​มากที่สุด)​
ถ้ามันจะตายให้มันตายเอง..ไม่ต้องไปฆ่า เพราะเราก็อายุมากแล้ว แปดสิบกว่าแล้วเนี่ย ควรจะใช้เวลาจากนี้ไปจนถึงวันตายเนี่ยนะสั่งสมกุศลให้มากที่สุด

กุศลง่ายๆเลยก็คือ ให้รู้ทันว่า..ขณะนี้จิตมันเป็นอกุศล
ตอนรู้ว่าจิตมันเป็นอกุศลเนี่ยนะ ตอนที่รู้..จิตเป็นกุศลทันที
อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนพระเนี่ยนะ สอนโยมด้วย ก็คือว่า ให้รู้จิตที่มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่

อย่างโยมกำลังคิดอย่างนี้นะ..เข้าอยู่ในข่ายหดหู่ ก็รู้ว่าจิตมันเป็นอย่างนี้​ มันไม่ใช่เรา​ มันเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว
เวลาใจมันหดหู่ขึ้นมา​ หรือว่ามองลูกชายบ้างลูกสะใภ้บ้าง​ แล้วไม่ชอบใจ​ ไม่พอใจ​ ก็​อย่าไปแสดงออกด้วยคำพูดหรือหน้าตาตามที่​กิเลส​สั่ง คืออย่าให้กิเลสครอบงำ​ ให้รู้ทันกิเลสก่อน

กิเลสเกิดขึ้นมา​ เช่นมันไม่ชอบใจ มันหดหู่ มันน้อยใจ อย่างนี้นะ​ ให้รู้ทันกิเลสเหล่านี้
อย่าเอาความไม่ชอบใจ ความน้อยใจ​ ความหดหู่นี้ บันดาล​ให้​เราไปพูดหรือไปแสดงออก เพราะทันทีที่เราพูดด้วยความน้อยใจ ความหดหู่หรือความไม่ชอบใจเนี่ยนะ​ มันจะเป็นคำพูดที่ไม่น่าฟัง

ลูกชายเราแท้ๆเลย เวลาเราหดหู่นะ​ หรือว่าเราพูดด้วยความไม่ชอบใจเนี่ย แม้แต่เป็นลูกชายเรา เขาฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอยากฟังมันเลย เขาก็แสดงออกประมาณอย่างที่โยมเห็นนั่นแหละ ลูกสะใภ้เราก็เหมือนกัน ถ้าเราไปต่อว่าไปเรียกร้องอะไรเขามาก​ เขาก็จะไม่ค่อยชอบใจ

ฉะนั้น เราหาที่พึ่งของเราให้ได้​ แล้วก็ไม่หวังจะไปพึ่งเขาดีกว่า

ที่พึ่งได้ง่ายๆเลยคือ ที่พึ่งทางใจ เราเตรียมตัวที่ว่าเราจะเดินทางต่อในสังสารวัฏ​ ก็คือว่า ถ้าโยมต้องการจะตายก็ควรจะตายอย่างสง่าผ่าเผย ตายอย่างพร้อมจะตาย ก็คือว่า มีจิตใจที่เป็นกุศลก่อนตาย

ฉะนั้น อย่าไปจมกับความคิดน้อยใจ อย่าไปจมกับความคิดที่ว่า​ “คนอื่นทำไม่ดีกับเรา เราควรจะได้รับการดูแลหรือเอาใจใส่จากคนนั้นคนนี้มากกว่านี้” ถ้าคิดอย่างนี้แสดงว่ามีความน้อยใจ ให้รู้ทันความน้อยใจที่เกิดขึ้นในใจ
เราเวลาจะพูดอะไรกับใครให้รู้ใจตรงนี้ก่อน ให้จิตเป็นปกติก่อน

ถ้าจิตผิดปกติไปเนี่ย​ เวลาพูดก็จะพูดอย่างที่เคยพูดมาเนี่ยนะ พูดไปแล้วก็ไม่มีใครอยากฟัง พูดไปแล้วเขาก็รำคาญใจ
ฉะนั้น เวลาจะพูดให้พูดไพเราะ
ถ้าพูดลับหลังให้พูดแบบสรรเสริญ
พูดกับคนข้างบ้าน​ ก็ให้หาแง่มุมที่ดีของลูกๆรวมทั้งลูกสะใภ้ด้วย​ ไป​คุย
พูดกับคนที่บ้าน ใครมาเยี่ยมเราที่บ้าน อย่าไปนินทาลูกชาย อย่าไปนินทาลูกสะใภ้ ให้หาแง่มุมดีๆของลูกชาย ให้หาแง่มุมดีๆของลูกสะใภ้ มาพูดให้คนฟัง
มองเขาในแง่ดีหรือว่าหาแง่ดีของเขามาบอกกล่าวต่อ

ถ้าเรามองเขา​(ไม่​ดี)​ หรือว่าเราเก็บเอาเรื่องราวที่ไม่ดีมาคิด​ หรือว่ามาพูดต่อเนี่ยนะ ทุกครั้งที่เราเก็บเอาเรื่องราวมาพูดต่อ เล่าต่อกับคนอื่นเนี่ย​ ใจเรา​ก็จะไม่ดีไปด้วย เราจะไม่ชอบใจ เราจะไม่พอใจ​ พูดแล้วก็จะยิ่งตอกย้ำความไม่ชอบใจ ความไม่พอใจ ความน้อยใจ ความหดหู่ที่เกิดขึ้นกับใจซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้นเปลี่ยนใหม่ มองแง่ดีของเขาให้ออก ถ้ามองไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเขา
แล้วถ้าไม่พูดถึงเขาไม่คิดถึงเขา แล้วเราจะพูดถึงใครคิดถึงใคร?
ก็มาคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระธรรมคำสอนของพระองค์ คิดถึงพระสงฆ์ที่เป็นพระสุปฏิปันโน นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้วมีใจแช่มชื่นเบิกบาน​ อย่างนี้นะ ทำใจให้มันเป็นกุศลแช่มชื่นเบิกบานบ่อยๆ

วิธีทำใจให้แช่มชื่นเบิกบานบ่อยๆ ทำง่ายๆ​ อีกวิธีหนึ่งคือ สวดมนต์
สวดมนต์ก็จะสวดมนต์ถึงพระพุทธคุณ ถึงธรรมคุณ ถึงสังฆคุณ
“อิติปิ​ โส​ ภะคะวา อะระหัง​ สัมมา​สัมพุทโธ” ..
หรือว่าสวดตามที่โทรทัศน์เปิดสวดทำวัตรเช้า-เย็นนี้ก็ได้
สวดไปจนคล่องปาก​ สวดบ่อยๆ

เวลาเจอใครก็ยิ้มให้ ไม่หน้าบึ้ง ไม่เรียกร้องให้ใครมาเอาใจเรา เพราะเราไม่ต้องพึ่งใคร เราพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราพึ่งตนเอง จะพัฒนาตนเองให้แจ่มใสเบิกบานขึ้นมาด้วยใจของตนเองให้ได้ ไม่ไปหวังพึ่งคนอื่น

ถ้าหวังพึ่งคนอื่นนะ..จะผิดหวัง
ผิดหวังแล้วก็มานั่งน้อยใจ บ่น.. อย่างนี้นะ ยิ่งบ่นเราก็ยิ่งทุกข์
ดังนั้นหยุดบ่น ตอนนี้เราจะทำใจให้เป็นกุศลแล้ว นึกถึงพระพุทธเจ้า สวดมนต์ไปนึกไปแล้วก็ยิ้มไป

ถ้าจะพูดถึงคนอื่นให้พูดในแง่ดี
พอพูดถึงคนอื่นในแง่ดีแล้ว จะมีสิ่งดีๆกลับเข้ามา คนอื่นเขาจะไปแก้ต่างแทนเราด้วย
พอเวลาลูกชายลูกสะใภ้มาคุยกับคนอื่นนะ พูดถึงเราในแง่ไม่ดี คนอื่นที่เขาเคยฟังเราชมลูกชายลูกสะใภ้เนี่ย​ เขาจะแก้ต่างให้เราว่า “ไม่จริงนะ อาม่าเนี่ยพูดถึงเธอดีนะ อาม่าพูดชมเธอนะ” เนี่ยเขาจะแก้ต่างให้เรา

ลองทำวิธีนี้ดูนะ​ แล้วชีวิตจะดีขึ้น

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากการตอบคำถาม
ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ“
สถานีดาวเทียมพุทธภูมิ SBBTV 999
ณ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี
เมื่อวัน​พุธที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๒
ไฟล์ วิดีโอ ๑๖ ม.ค.๖๒ ธรรมะสว่างใจ
ระหว่างเวลา ๒๗.๔๗ – ๓๘.๑๑
https://youtu.be/B5-VL8-XYws


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๕ 🗳️🗳️🗳️ #ถาม : เนื่องจากช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง อยากทราบว่าการเป็นฆราวาสจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้แค่ไหน…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๕
🗳️🗳️🗳️
#ถาม : เนื่องจากช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง อยากทราบว่าการเป็นฆราวาสจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้แค่ไหน ให้อยู่ในสัมมาวาจาของมรรคมีองค์ ๘ ครับ? เราวิจารณ์บุคคล วิจารณ์นโยบายได้แค่ไหนครับ? เราจะไปเตือนคนอื่น หรือคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง ว่าเลือกพรรคนี้นโยบายนี้ คนนั้นคนนี้ไม่ดีกับประเทศ ได้ไหมครับ? และถ้าเราเลือก แล้วคนนั้นดันเป็นคนที่ไม่ดี ได้เข้าไปบริหารประเทศ จะเป็นกรรมของเราไหมครับ จะมีผลให้เราห่างจากทางเดินมรรคมีองค์ ๘ ไหมครับ?
หรือถ้าเป็นนักปฏิบัติ ควรปลีกตัวไม่ติดตามเรื่องการเมือง วางอุเบกขา ไม่ต้องไปเลือกตั้งเลยครับ?

#ตอบ : ทีละประเด็นนะ
๑. ฆราวาสจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้แค่ไหน ให้อยู่ในสัมมาวาจาของมรรคมีองค์ ๘ ?
– สัมมาวาจา ได้แก่ เจตนางดเว้นจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ฉะนั้น ถ้าการแสดงความเห็นที่เว้นจากการพูด ๔ แบบข้างต้น ก็ไม่ผิดจากข้อสัมมาวาจา
– ด้วยมาตรฐานนี้ เราก็สามารถแยกแยะได้ว่า ผู้สมัครคนไหนมีสัมมาวาจาบ้าง ใครเอาแต่ด่า(พูดคำหยาบ) ใครชวนทะเลาะ หรือพูดมาแล้วก่อให้เกิดความแตกแยก(พูดส่อเสียด) ใครเสนอข้อมูลที่ไม่จริง บิดเบือนข้อมูล(พูดเท็จ) แม้จะดูน่าสนใจแค่ไหน ฟังดูสะใจแค่ไหน ก็ตัดสินใจได้ว่าจะไม่น่าเลือก เป็นต้น

๒. วิจารณ์บุคคล วิจารณ์นโยบายได้แค่ไหน?
– วิจารณ์ตามฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยคำสุภาพ

๓. เตือน หรือคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง ว่าเลือกพรรคนี้นโยบายนี้ คนนั้นคนนี้ไม่ดีกับประเทศ ได้ไหม?
– ได้สิ แต่ก็ควรเตรียมพร้อมเปิดใจรับคำโต้แย้งจากเขาด้วย ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรตกลงกันว่าแต่ละฝ่ายจะนำเสนอความเห็นโดยใช้เหตุผล นำข้อมูลที่ปรากฏ ตามที่เป็นจริง มาแบ่งปันกัน ไม่ใช้อารมณ์

๔. เลือกแล้ว คนนั้นดันเป็นคนที่ไม่ดี ได้เข้าไปบริหารประเทศ จะเป็นกรรมของเราไหม?
– เป็นสิ!

๕. กรรมจากข้อ ๔ มีผลให้เราห่างจากทางเดินมรรคมีองค์ ๘ ไหม?
– คงไม่ขนาดนั้น แต่จะส่งผลให้มีทุกข์มากขึ้น และผู้รับผลก็มีมากมหาศาล

๖. เป็นนักปฏิบัติ ควรปลีกตัวไม่ติดตามเรื่องการเมือง วางอุเบกขา ไม่ต้องไปเลือกตั้งไหม?
– เรื่องการเมือง แม้เราไม่สนใจ มันก็ส่งผลถึงเราจนได้ ถึงจะปลีกตัวไปอยู่ผู้เดียวในป่าในถ้ำ ก็ไม่แน่ว่าจะพ้นไปได้ (เช่น เขามีนโยบายจะพัฒนาถ้ำที่เราอยู่ ให้เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นต้น)
ทางที่ดี ควรติดตามอย่างผู้รู้ มองออกว่าใครดีใครร้าย ซึ่งคงไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์ จะเป็นดีมากดีน้อย ร้ายมากร้ายน้อย การที่จะแยกแยะได้ ก็ต้องติดตามข้อมูลบ้างจึงจะรู้ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรศึกษากฏหมายไว้บ้าง บางทีพูดคุยกันเพลิน เลยเถิดไป กลายเป็นทำผิดกฏหมาย

๒๒ มีนาคม ๒๕๖๒


อ่านบน Facebook

วันพุธที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ 👼👼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๒ จาก #นิทานนิมฺมโล…

วันพุธที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
👼👼
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๒
จาก #นิทานนิมฺมโล เรื่อง #ปลาถูกทอดทิ้ง
🐟🐟
วันหนึ่ง​ แม่ทอดปลาทู แล้วปลาถูกทอดทิ้ง!
รู้จักมั้ย..? ปลาถูกทอดทิ้ง!
ปลาถูกทอดทิ้ง คือปลาไหม้
ที่ถูกทอดทิ้งเพราะว่าแม่ทำงานหลายอย่าง พอเอาปลาลงกะทะ แล้วก็ไปทำอย่างอื่น ลืม!..ลืมปลา..
กลับมาอีกครั้ง อ้าว!ได้กลิ่นแล้วว่าไหม้!
แต่ไม่มีปลาตัวอื่นมาเปลี่ยน ก็ต้องเสริฟอาหารนั้นบนโต๊ะให้กับครอบครัว ทั้งๆที่ไหม้อยู่

ลูก ๆ ก็เห็นแล้วว่าปลาไหม้ ก็ดูพ่อจะว่าไง?
แต่พ่อไม่ว่าไง ตักปลากิน แล้วก็คุยเรื่องอื่น
พ่อถามลูกว่า..”เป็นไงบ้าง? เรียนอะไรบ้าง? มีการบ้านอะไรบ้าง?”
พ่อไม่สนใจว่าปลาเป็นอย่างไร​เลย
กิน!..ไม่สนใจ ไม่ใช่ว่าไม่กินนะ! กิน!..
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กินข้าวเสร็จ ทำธุระอะไรเรียบร้อยแล้ว ลูก ๆ ทำการบ้าน แอบได้ยินว่า..แม่ขอโทษพ่อ ที่ทำปลาไหม้
พ่อบอกว่า “ไม่เป็นไร ผมชอบ ปลาไหม้ๆ ผมชอบปลาทูไหม้ ๆ กรอบดี หางมันไหม้ ๆ นะ โห! อร่อย หัวไหม้ ๆ นะ ยิ่งอร่อยใหญ่เลย”
ลูกได้ยินแล้วก็นึกว่า..จริงเหรอ? แอบสงสัยนะ แต่ไม่กล้าถาม

พอตอนนอนพ่อก็จะมาส่ง มากล่อมลูกนอน ลูกก็เลยฉวยโอกาสตอนนั้่นถามพ่อ
“พ่อ.. ถามจริง ๆ เถอะ ชอบปลาไหม้ จริง ๆ เหรอ?”
พ่อ​ตอบว่า “ปลาไหม้ ไม่เคยทำร้ายใคร”

พ่อเข้าใจนะว่าลูกถามนั้นหมายถึงอะไร
พ่อบอกว่า “ปลาไหม้ ไม่เคยทำร้ายใคร
แต่คำพูดของคนที่ให้ร้ายกัน จะทำร้ายกัน
เราต้องเข้าใจแม่ ว่าแม่ก็มีภาระเยอะ..”

ยิ่งยุคนี้ไม่ได้เป็นแม่บ้านอย่างเดียวนะ ก็ต้องไปทำงานด้วย เหนื่อยจากที่ทำงานมา กลับมาบ้านต้องทำอาหารให้เรากินอีก
ดังนั้นปลาไหม้ก็​ยัง​กินได้

เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ความผิดพลาดตรงนี้แม่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้แกล้ง
ถ้าเราพูดไม่ดี เราอยากกินปลาที่สุกพอดี ๆ แต่มันไหม้ขึ้นมาแล้วเราก็ไปโทษแม่..
คำพูดของเรา​นี่แหละจะทำร้ายแม่ ซึ่งไม่จำเป็นเลย
เขาไม่ได้มีความผิดมากจนขนาดที่เราจะไปให้คำร้ายๆ ซึ่งไปทำร้ายจิตใจของแม่
คนที่จะทำร้ายกันได้มากที่สุด คือคนที่ใกล้ชิดนี่แหละ โดยเฉพาะคนที่รัก
คือแม่รักเรา แล้วเรากลับไปพูดไม่ดีกับแม่ แม่จะรู้สึกเป็นทุกข์มาก
ทุกข์กับคนที่​แม่รัก​ รักแล้วพยายามทำอาหารให้ แล้วยังไปว่า​แม่เขาอีก

จริงๆ​ พ่อแค่จะบอกว่า “ปลาทูไหม้ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดนี่ทำร้ายกัน” แล้วลูกก็เข้าใจ

นี่เป็นการยกตัวอย่าง ว่า​ในครอบครัวให้ใช้เวลาให้กัน
เรียนรู้ความผิดพลาดซึ่งกันและกัน​ ด้วยมุมมองที่ว่าให้อภัย
เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบเขา เราอาจจะไม่ได้ดีเท่าเขา

เล่าโดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
😊😊
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง ภัยที่ปกปิด
ณ บ้านจิตสบาย เมื่อ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๒
รับฟังนิทานได้ที่ลิงค์ไฟล์ http://bit.ly/2GLoomS
(ช่วงเวลา 1.20.03-1.24.01)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๔ 🤔🤔 #ถาม​ : ขอสอบถามพระอาจารย์เรื่องการดูจิตเพื่อให้เกิดปัญญาครับ เท่าที่รู้มา…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๔
🤔🤔
#ถาม​ : ขอสอบถามพระอาจารย์เรื่องการดูจิตเพื่อให้เกิดปัญญาครับ เท่าที่รู้มา การดูจิตนั้น เมื่อจิตมีสภาวะธรรมอะไรเกิดขึ้น ก็ให้ดูไปตามนั้น แค่ดูไม่ใช่คิด และไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง ปัญหาคือเท่าที่ได้ลองพยายามทำดู เวลาจิตเกิดสภาวะธรรมอะไรเกิดขึ้น เช่นจิตเกิดมีโลภะ โทสะ หรือโมหะ จิตไหลไปคิด จิตไหลไปอยู่ที่อารมณ์ของกรรมฐาน มักจะมีการพากย์ขึ้นมาในใจ ทำนองว่าตอนนี้จิตกำลังเกิดสภาวะธรรมอะไรอยู่ ก็เลยไม่ทราบว่าการทำเช่นนี้จะยังถือว่าเป็นการดูจิตเพื่อให้เกิดปัญญา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือไม่ครับ?

#ตอบ​ : โอ.. เรื่อง​พากย์​นี่​นะ​ ห้าม​ไม่ได้​หรอก​ คล้าย​ๆ​ ว่า​มัน​กลัว​จะ​รู้​น้อย​ไป​นะ​
ทีนี้​ ใน​เมื่อ​มัน​พากย์​ของ​มัน​เอง​ ก็​พิจารณา​เดิน​ปัญญา​ไป​เลย​สิ​ “แก​พากย์​ของ​แก​เอง​ ฉัน​ไม่​ได้​พากย์” อย่างนี้​เลย​นะ​ ไม่ต้อง​ไป​กลัว​มัน​นะ

แต่​ให้​รู้​อยู่​ในใจ​ว่า​ ตอน​ที่​ยัง​พากย์​อยู่​นี้​ยัง​ไม่ใช่​ของ​จริง​นะ​
ท่านเจ้า​คุณ​นรฯ​ (ธมฺมวิตกฺโก​ ภิกฺขุ)​ท่าน​สอน​ไว้​ว่า​ “ของ​จริง​นิ่ง​เป็น​ใบ้​ ของ​พูด​ได้​ไม่ใช่​ของ​จริง​”
ตอน​ที่​ท่าน​โกณฑัญญะ​ฟัง​พระ​พุทธ​เจ้า​แสดง​ธรรม​จักร​ฯ​ ตอน​บรรลุ​พระ​โสดาบัน​ ท่าน​ก็​อุทาน​ว่า​ “สิ่ง​ใด​สิ่ง​หนึ่ง​มี​ความ​เกิด​ขึ้น​เป็น​ธรรมดา​ สิ่ง​นั้น​ทั้งหมด​มี​ความ​ดับ​ไป​เป็น​ธรรมดา” คือ​ตอน​บรรลุ​ท่าน​ไม่​พากย์​ว่า​เกิด​สภาวะ​อะไร​ เป็น​แค่​”สิ่ง​ใด​สิ่ง​หนึ่ง”

แต่​ตอนนี้​มัน​พากย์​อยู่​ ก็​ดู​ไป​เลย​ว่า​มัน​พากย์​ของ​มัน​เอง​
มัน​เป็น​อนัตตา!

๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒


อ่านบน Facebook

วัน​พุธที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ 🍂🍂🍂 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๑ #สีลานุสสติ…

วัน​พุธที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔
🍂🍂🍂
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๑

#สีลานุสสติ

ศีลเนี่ย! แรกๆ ก็เป็นการระวังไม่ให้กาย วาจา ไปเบียดเบียนใคร
ระวังไประวังมา ถ้ารักษาศีลเป็น จะสามารถทำสมาธิได้ด้วย
(คือ)ทำสมถกรรมฐานได้ด้วย เรียกว่า “สีลานุสสติ”

นึกถึงศีล(ของ)ตัวเองแล้วมีความผ่องแผ้วในใจ
นึกถึงศีลแล้วสบายใจ
ที่ผิดมาก็ผิด เป็นเรื่องของอดีต
แต่ว่านับตั้งแต่คิดจะระวังรักษา(ศีล)
พอมีสิ่งยั่ว(กิเลส)มา..ไม่ทำ!

มันจะมีสิ่งยั่ว(กิเลส)นะ!
ยิ่งคิดว่าจะระวังรักษา(ศีล)เมื่อไรนะ!
มันจะเริ่มทดสอบเราทันทีเลย

จะรักษาศีลข้อนี้นะ!
มันจะมีการทดสอบว่า จริงเหรอ? อะไรประมาณนี้นะ!
จะมาทดสอบ ถ้าเราผ่านไปได้ด้วยการไม่ไปละเมิดศีลนะ
จิตใจเราจะเข้มแข็งมากขึ้น
แล้วเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เราผ่านมาได้เนี่ย
จะทำให้เราทำสมาธิได้ง่ายขึ้นด้วย ทำสมถะได้ง่ายขึ้น
เพราะนึกไปแล้ว มีความผ่องแผ้วในใจเรียกว่า “สีลานุสสติ”

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากบรรยายธรรมเรื่อง
“ศีลห้า ละเมิดข้อใดบาปสุด (611125)-1/2” ณ บ้านจิตสบาย
ลิงค์คลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=XEg3X2oLhEw
(ช่วงนาทีที่ 41:03-42:07)

*รับฟังเพิ่มเติม* พระอาจารย์ยกนิทานประกอบ..
พระในสมัยพุทธกาล ประสงค์จะฆ่าตนเองตาย
เพราะเห็นคนอื่นได้เป็นพระอรหันต์กันหมด
แต่ท่านได้แต่ทำสมถะกรรมฐานเจริญแล้วก็เสื่อมๆ
แต่ท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนจะสิ้นชีวิต
เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อาศัยถึงการระลึกว่ารักษาศีลไว้ดีแล้ว”

ถอดคำโดย : อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook