วันศุกร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #แก้กรรม..แก้พฤติกรรม ถ้าจะแก้กรรม คือ ทำสิ่งใหม่ให้ดี ถ้าสมมุติว่า.. เราทำกรรมอะไรอย่างหนึ่ง..ให้คนนี้โกรธ เราไม่ได้ไปแก้ว่า “ไม่ได้ทำสิ่งนั้น!” ไม่ใช่แก้อย่างนั้น! ไอ้ที่เราที่แก้ว่า.. “ให้มันลบๆ กันไป หายๆ กันไป ลืมๆ กันไปซะ” ไม่ใช่ทำอย่างนั้นนะ! ทำอย่างนั้นนะ.. เขาไม่ลืมหรอก! แต่ที่เขาจะเปลี่ยนใจ ให้มาเป็นมิตรกับเราได้ คือ เราต้องทำดีกับเขา “การแก้กรรม” ก็คือ แก้พฤติกรรมของเรา ที่เคย.. ทำหน้ายักษ์ใส่เขา “พูดห้วนๆ” ใส่เขา .. ก็เป็น “ยิ้มให้เขา” พูดด้วย “วจีกรรมที่อ่อนหวาน” เรียกว่า.. “ปิยวาจา” พูดออกมาจากใจด้วยนะ! ไม่ใช่แบบว่า.. หลอกลวง หลอกลวงไป..เขาจับได้.. เขายิ่งโกรธใหญ่เลย! ออกมาจากใจ ยิ้ม ด้วยปรารถนาดี พูดคำพูด…ก็ด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน และปรารถนาดีมีเมตตาต่อกัน ทำอย่างนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ เขาย่อมมีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมา..ในทางที่ดี พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “อโหสิกรรม ” วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ ลิงค์รายการ https://youtu.be/0WqhazkqOyM (นาทีที่07:11 – 8:10) March 31, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เพราะไม่รู้อริยสัจ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่า… เพราะไม่รู้ “อริยสัจ ๔” สัตว์ทั้งหลาย จึงวนเวียนอยู่ใน “สังสารวัฏ” เวียนเกิด.. เวียนตาย ทุกข์.. ซ้ำแล้ว.. ซ้ำอีก เกิดทีไร.. ก็ทุกข์เมื่อนั้น เพราะไม่รู้อริยสัจ นี่เอง! ทำให้เราต้องเกิด.. ซ้ำแล้ว.. ซ้ำอีก ทุกข์.. ซ้ำแล้ว.. ซ้ำอีก จึงเป็นเรื่องจำเป็น! สำหรับสัตว์โลกทั้งหลาย ที่ต้องการพ้นทุกข์ จะต้องมาเรียน “อริยสัจ ๔” นี้ … ให้เข้าใจ! ผู้ที่เข้าใจ “อริยสัจ ๔” อย่างแจ่มแจ้ง ! จะพ้นจาก “ทุกข์” โดยสิ้นเชิง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ” วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๒ ลิงค์รายการ https://youtu.be/CdsLQ2WpVDs (นาทีที่ 15:03-15:38) March 10, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตเคยชิน.. ทำลายชีวิต คนจะฆ่าตัวตายเนี่ย ต้องท้อจนถึงได้ที่เลยนะ.. จนถึงระดับเลยนะ จิตหมดกำลังที่จะมีชีวิตต่อ มันไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ ที่คนจะมาถึงจุดนี้ได้ คือ ต้องอ่อนแอสุดๆ จิตที่อ่อนแอ อย่างนี้เนี่ยนะ.. มันติดไปด้วย! เพราะมันตายด้วยจิตที่อ่อนแอ ถ้ามีโอกาสกลับมาเกิดอีก.. และถ้าเจอปัญหาชีวิตอีก.. ก็จะอ่อนแอ ไม่สู้กับปัญหานั้น ! มันอ่อนแอ.. มันไม่สู้.. มันยอมแพ้.. แพ้! .. แล้วก็ทำร้ายตัวเอง ท้อแท้! .. ที่จะมีชีวิตต่อ .. “ชีวิต” จริงๆ แล้วมีค่ามากนะ “มนุษย์” จริงๆ แล้วเนี่ย จะรักชีวิตมาก แต่ความท้อแท้.. ที่ว่าเนี่ย! มันสามารถทำให้ทำลายสิ่งที่ควรถนอม..ควรหวงแหนเอาไว้ คือ “ชีวิต” นี้ ..ทำลายไป… มันต้องอ่อนแออย่างมาก “จิต” ไม่มีกำลังที่จะอยู่ต่อ เพราะฉะนั้น.. เวลามีปัญหา มันก็จะเลือกที่จะทำลายชีวิตต่อไป เพราะฉะนั้น.. ที่ครูบาอาจารย์บอกว่า “ถ้าฆ่าตัวตาย!! ชาติหน้าก็มีโอกาสที่จะฆ่าตัวตาย” อีก มันไม่ได้หมายความว่า ฆ่าตัวตายชาตินี้แล้ว… อีก ๕๐๐ ชาติ จะฆ่าตัวตายไปเรื่อยๆ อันนั้นมันเป็นสำนวนเฉยๆ นะ จริงๆ มันคือว่า.. “จิตมันมีนิสัยอย่างนี้” หรือ “มันมีพื้นฐาน” มันมีทางของมันแบบนี้ มันก็จะเลือกทางนี้ มัน “เคยชิน” ที่จะเป็นอย่างนี้ จิตมัน “เคยชิน” ที่จะตัดสินใจ กับปัญหาอย่างนี้.. ด้วยวิธีนี้ เมื่อเคยตัดสินใจอย่างนี้แล้ว จะถูกตัดสินว่า.. ‘จะต้องทำอย่างนี้ ไปอีก ๕๐๐ ชาติ’ ..ไม่ใช่นะ! มันเป็นอย่างนี้เพราะ “ความเคยชินของจิต” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “การฆ่าตัวตาย” วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://youtu.be/uFloDzBb9Js (นาทีที่ 05:07 – 06:57) March 2, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เหตุต้องละ “อุปาทานขันธ์ทั้งห้า” เนี่ย จะทำให้หมดไป.. ก็ต้องละเหตุของมัน! เพราะ “อุปาทานขันธ์” นั้นเป็น “ตัวทุกข์” จะละมันได้..ไม่ใช่ละเฉยๆ ไม่ใช่อยู่ๆ จะไปละไอ้ตัวนี้! อุปาทานขันธ์..ควรรู้! ส่วนมันจะหมดไป ก็คือ มันต้องเสื่อมอยู่แล้ว มันต้องดับ! จิตนี้.. เกิด-ดับ อยู่แล้ว กายนี้.. ก็ต้องเกิด-ดับ มีความเสื่อมของมันอยู่แล้ว แต่ว่า.. ตอนที่มีชีวิตอยู่ ก็มีชีวิตของมัน พระอรหันต์ทั้งหลายเนี่ย เวลารู้ความจริงตรงนี้แล้วเนี่ยนะ! ก็รอให้มันตายเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่าหมดกำลังใจ ซังกะตาย.. รอเวลาตาย.. ไม่ใช่อย่างนั้น! รู้อยู่ว่า.. จะต้องตาย ก็ใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์กับโลกที่สุดเลย ทำประโยชน์ของตนสำเร็จแล้ว ก็ใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์กับโลก เป็นเนื้อนาบุญของโลก ชีวิตที่อยู่ของท่าน จะเป็นประโยชน์กับชาวโลก ทั้งมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย สั่งสอนคนถ้าสั่งสอนได้ ถ้าสั่งสอนไม่ได้.. ก็เป็นอยู่ให้เป็นแบบอย่าง เวลาจะตายท่านอธิบายว่า.. เหมือนคนทำงานเสร็จแล้ว “รอรับค่าจ้าง” ตอนรับค่าจ้าง ก็คือ ตอนพระอรหันต์ตายนั่นเอง! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน รู้จักอุปาทานขันธ์ ๕ วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/468nqMASyUM (นาทีที่ 26:27 – 27:5729.21) March 1, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าโต้เถียง..โต้แย้ง การโต้เถียงเนี่ย! เป็นการสร้างเรื่องราวที่ไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าตรัสสอน เอาไว้ว่า.. “อย่าไปพูด! ที่เป็นเหตุให้เกิดการโต้เถียงกัน” เพราะการโต้เถียงกันนั้น จะทำให้จิตใจของเราไม่สงบ มีการฟุ้งซ่าน ไปในการหาเหตุผลมาหักล้าง ขณะที่โต้เถียงกันเนี่ย.. จิตใจไม่สงบ เมื่อจิตใจไม่สงบ.. ห่างจากสมาธิ ห่างจากสมาธิ…ไม่เกิดปัญญา “ปัญญา” .. ที่ว่านี้! พระองค์หมายถึง เอาปัญญาในแง่ของวิปัสสนา ไปเลยนะ แต่ถ้าพวกเราอยู่ในโลกปกติธรรมดาเนี่ย ปัญญาแค่ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน.. ก็ขาดหายไป! เพราะมีการโต้เถียงกัน เพราะฉะนั้น อย่าสร้างประเด็นที่จะเป็นการโต้เถียง โต้แย้ง ที่จะไม่ให้มีการโต้เถียง โต้แย้ง ก็คือ.. เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น เขาอาจจะเห็นต่าง จากเราก็ได้ ไม่ต้องเห็นเหมือนกับเรา แต่เวลาจะแสดงความเห็น ให้แสดงความเห็นด้วยคำพูด.. ที่ไม่ไปทำร้ายจิตใจเขา ที่เราไม่ทำร้ายจิตใจเขา เพราะว่า.. เรามีความเคารพความเห็นของคนอื่นเป็นพื้นฐานอยู่ในใจด้วย มันก็ทำให้ การแสดงออกของเราแสดงออกด้วยความเคารพ คนเขาเห็นเราเคารพเขา เขาก็เคารพตอบ แต่ถ้าเราคิดจะทำร้ายเขา เขาก็จะป้องกัน และอาจจะทำร้ายตอบ มันก็ต้องเริ่มจากเรา ที่เราจะเห็นความสำคัญของเขา ในแง่ที่ว่า.. สามารถมีความคิดเห็นต่างกันได้ แต่เคารพซึ่งกันและกัน เห็นต่างกัน.. แล้วอยู่ด้วยกันก็ได้ แต่ว่ามีเป้าหมายร่วมกัน คือ “เราจะทำยังไง ให้สังคมนี้เจริญขึ้น” “ข้อเสีย” ให้มันลดลง! ให้มี “ข้อดี” เจริญขึ้น! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ผู้ติดในโลกโซเชียล” ลิงค์รายการ https://youtu.be/az4tD1kH9Hs (นาทีที่ 19.58-21.51 ) March 1, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ วันมาฆบูชา วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #โอวาทปาติโมกข์ #มาฆบูชา ในระหว่างยังที่เป็นฆราวาสญาติโยม ที่สภาวะอย่างนี้นะ ควรเรียนเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว ให้ถ่องแท้ก่อนว่า อะไรดี? อะไรชั่ว? แล้ว.. – เลือกทำแต่สิ่งดี – สิ่งชั่วไม่ทำ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ในบทวันมาฆบูชา “โอวาทปาฏิโมกข์” ก็คือ (๑) “สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง” บาปทั้งปวงอย่าไปทำ ทุกอย่างที่เรียกว่าบาป อะไรเรียกว่าบาป ..ไม่ทำ! (๒) “กุสะลัสสูปะสัมปะทา” ทำกุศลให้ถึงพร้อม แล้วก็ต้องทำอีกตัวหนึ่งด้วย คือ (๓) “สะจิตตะปะริโยทะปะนัง” ชำระจิตให้ขาวรอบ คือ พ้นออกไปจากกิเลส ถ้าต้องการที่จะพัฒนาตนเองแท้ ๆ ก็ทำให้ครบทั้ง ๓ อย่าง ในเบื้องต้นก็คือ ทำ ๒ ข้อแรกให้ได้ (๑) บาปทั้งปวงไม่ทำ (๒) ทำบุญทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็จะเป็นคำตอบสำหรับว่า เราจะตัดสินใจที่จะทำกรรมดีกรรมชั่ว อย่างรู้เนื้อรู้ตัว หรือว่าอย่างเป็นผู้รู้ ไม่หลงไปทำกรรมชั่ว โดยที่ยังคิดว่าเป็นกรรมดี พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=IPviWygnkFA (1:03:14-1:04:28) March 1, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เหตุแห่งปัญหา..เหตุแห่งทุกข์ “ปัญหา” กับ “เหตุแห่งปัญหา” มันไม่เหมือนกัน! “ทุกข์” กับ “สมุทัย” ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเปรียบอย่างนี้! ตัวปัญหาเหมือนประมาณว่า… เป็นสภาวะที่มันปรากฏกับ “คน” เป็นสภาวะที่ปรากฏกับ “คน” กับ “มนุษย์” มันก็ … ตัวปัญหาจริงๆ ก็คือ “กาย” กับ “ใจ” เนี่ยนะ ที่มันเป็นปัญหาจริงๆ เพราะว่า… มันไม่เที่ยง มันถูกบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลง และ มันไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจของความอยากของเรา คือ ถ้าโดยสภาพ รูป-นาม ถ้าบังคับได้ ก็ไม่มีปัญหา ถ้ามันเที่ยง ก็ไม่มีปัญหา ประมาณนี้… แต่มันไม่เที่ยง! และสภาพที่ไม่เที่ยงเนี่ย มันไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความอยาก มันเลยเป็นปัญหา เพราะมนุษย์คุ้นเคยกับการใส่ตัณหาเข้าไป กลายเป็นว่า… ไอ้ตัว “ตัณหา” นั่นเอง เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ พอเข้าใจไหม? นึกออกไหม? จริงๆ แล้วถ้าเทียบกับ ทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ก็เหมือนกับว่า…กำหนดตัวปัญหาให้ได้ก่อน ถ้าเรากำหนดตัวปัญหาไม่ได้เนี่ย วิธีการอะไรมันจะเพี้ยนไปหมดเลย ในทางพุทธศาสนา…พระพุทธเจ้ามารู้ความจริงตัวนี้ จริงๆ รู้ความจริงตอนแรกเนี่ย…พระองค์เห็นกระบวนการ ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปบาท” กระบวนการที่ให้เกิดทุกข์ ทุกข์ คือ สุดท้ายที่ปรากฏอยู่เนี่ย มันมาเป็นกระบวนการมายังไง? ตั้งแต่ “อวิชชา” เป็นปัจจัยให้เกิด “สังขาร” มาเรื่อยๆ … และก็..พอท่านตรัสรู้ เพราะว่าไปรู้ซะแล้วก็เลย… ดับอวิชชา กระบวนการต่างๆ ที่จะเกิดทุกข์…ก็ยุติลง แต่เรื่องนี้ถ้าจะไปอธิบายกับคนทั่วไปมันยาก พระองค์ก็ปรับคำสอนให้มันอยู่ในเรื่องของ “อริยสัจสี่” พอสอนอริยสัจสี่เนี่ย… สอนขั้นแรกเลย ก็สอนกับปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้า ก็สอนว่า… “ทุกข์” คือ อะไร? “เหตุแห่งทุกข์” คือ อะไร? “สภาวะพ้นทุกข์” คืออะไร? “มรรค” คือ อะไร? ทุกข์เนี่ย โดยสภาพคนทั่วๆ ไปก็จะเข้าใจง่าย ๆ คือ … “ความเกิด” เป็น “ทุกข์” “ความแก่” เป็น “ทุกข์” “ความเจ็บ” เป็น “ทุกข์” “ความตาย” เป็น “ทุกข์” ประมาณนี้นะ! อยากอยู่กับใคร… แล้วไม่ได้อยู่กับคนนั้นก็เป็นทุกข์ ไม่อยากอยู่กับคนนี้… แต่ต้องอยู่ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด…ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ อันนี้เป็นทุกข์ที่ปรากฏง่ายๆ กับคนทั่วๆไป เห็นอยู่.. แต่ว่าเวลาคนทั่วไปเนี่ย..ไม่มามองมุมนี้ ไม่ค่อยมองมุมนี้ เมื่อไม่ได้มองมุมนี้เนี่ย พอจะไปบอกถึงสาเหตุของปัญหาเนี่ย ก็จะไปมองแบบอื่นอีก นี่สภาพที่เป็นมา ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสอน “อริยสัจสี่” เวลาพูดถึง “เหตุแห่งทุกข์” เนื่องจากไม่ได้มองตัวปัญหาที่ตรง เวลามอง…เหตุแห่งทุกข์ ก็มองออกไปข้างนอก คือ… ถ้ามองปัญหาตรงนะ! มันก็จะเข้าใจว่า… ตัวตัณหานั้นแหละเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “รู้จักอุปาทานขันธ์ ๕ ” วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/468nqMASyUM _ (นาทีที่ 6:25 – 10.25) January 25, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #นิวรณ์…ตัวขัดขวาง “สมาธิ” นิวรณ์ ก็คือ ตัวขัดขวาง ที่ทำให้จิตไม่เจริญขึ้นไป โดยนัยยะก็คือ… มันไม่เข้าสมาธินั่นเอง มีอะไรบ้าง ? “กามราคะ” “พยาบาท” “ถีนมิทธะ” “อุทธัจจกุกกุจจะ” และ “วิจิกิจฉา” ๕ อย่าง ด้วยกัน “นิวรณ์” เป็นตัวขัดขวาง และท่านก็ยังเปรียบด้วยนะ ไหนๆ เปรียบเป็นน้ำ แล้วนะ… ๑) กามราคะ เปรียบเหมือนเป็นน้ำที่ผสมสี ดูสีสวยหวานนะ..แต่มันผิดความจริง ! เวลาเรามองไปก้นสระ มันเป็นภาพผิดความจริง สีมันผิดความจริง หรือถ้าเราใส่ในตู้ปลา มองไป.. สีของปลาก็จะผิดไปจากความจริง อาจจะหวาน..แต่หวานเกินจริง ! สีสวย..แต่สวยเกินจริง ! สีเพี้ยนน่ะ..สีเพี้ยน ลักษณะของ “กามราคะ” คือ ทำให้ไม่ได้เห็นความจริง ตัวนี้ทำให้ไม่ได้เห็นความจริง อาจจะคอยเคลิ้ม ทำให้ใจมันเคลิ้มเพลิน … แต่เพลินไปก็ทำให้ไม่ได้เห็นความจริงอยู่ดี ๒) พยาบาท พยาบาทเนี่ย ถ้าเปรียบเป็นน้ำ ก็คือ น้ำเดือดพล่าน เคยเห็นน้ำเดือดพล่านไหม? เดือดปุดๆ เคยต้มน้ำแล้วเดือดปุดๆ ก็จะไม่เห็นเลยว่าอะไรในหม้อ หรือก้นหม้อ มันเป็นยังไง ? น้ำใสก็จริง.. แต่มันเดือดปุดๆ ! ถ้ายิ่งน้ำขุ่น ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย การเดือด คือ มันไม่นิ่ง ไม่มั่นคง มันไหว.. มันไหวในลักษณะที่เดือดและร้อนด้วย ๓) ถีนมิทธะ แปลว่า ความง่วงซึม ความง่วงซึม เนี่ย … ท่านเปรียบเหมือน น้ำในสระน้ำ… ที่มีจอก มีแหน มีพืชผิวน้ำ ปิดบังเอาไว้ มองอะไร ก็เห็นแต่จอก แหน ไม่เห็นว่าน้ำมีอะไรบ้าง ๓) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ท่านเปรียบเหมือน น้ำที่มีลมพัด มีคลื่น ยิ่งฟุ้งมาก คลื่นก็ยิ่งมาก คลื่นจัด คลื่นจัดบางทีมีฟองด้วย สังเกต..ถ้าคนฟุ้งซ่านมาก ยิ่งออกมาทางคำพูด.. จะน้ำลายแตกฟอง ! คลื่นเนี่ยนะ ที่ซัดมาฟองฟอดเลย ! (อันนี้เป็นแค่หลักช่วยจำ) ฟุ้งซ่านเนี่ย เปรียบเหมือนน้ำที่ถูกลมพัด หรือเป็นน้ำที่เป็นคลื่น ก็ไม่เห็น(ความจริงใต้น้ำ) ไม่ราบเรียบ ถูกรบกวนด้วยลม ๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ท่านเปรียบเหมือน น้ำที่ขุ่น…ที่มัว ลองไปดู ตามท่อระบายน้ำ หรือตามคลองที่เน่าเหม็น มองไป..ไม่เห็นก้นคลอง มองไม่เห็นว่าพื้นใต้น้ำนั้นเป็นอะไร มองปุ๊ป! ก็เห็นแสงสะท้อนออกมาเลย ไม่เห็นแสงด้านล่างเลย คือ มันมืดดำ ด้วยความขุ่นมัวของน้ำ ถ้ายิ่งสงสัยมากก็ยิ่งขุ่นมาก ยิ่งมืดมาก…มัวมาก สงสัยนิดหน่อย..ก็ขุ่นนิดหน่อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มองไม่เห็นความจริง อันนี้คือ สิ่งที่เปรียบกับน้ำ “สมาธิ” จะเป็นสภาวะที่ปลอดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ และพอปลอดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ก็จะกลับไปเป็น สภาวะที่ว่า สงบ ราบเรียบ และ มีพลัง ในความสงบราบเรียบนั้น ก็ใส กระจ่าง และความสงบ ราบเรียบ ใส กระจ่าง มีพลัง … ที่ว่าเนี่ยนะ ถ้าเป็นสมาธิ ที่ถูกต้อง.. มันจะเป็นกำลังในการแยกขันธ์ ! “การแยกขันธ์” ก็คือ เห็น.. – “สิ่งหนึ่ง” ถูกรู้ – “สิ่งหนึ่ง” เป็นผู้รู้ อันนี้คือ เหมาะควรแก่การงานที่จะเจริญ “ปัญญา” เจริญวิปัสสนาต่อไป เห็นว่า.. “สิ่งที่รู้นี้ไม่ใช่เรา และสิ่งนี้ที่ถูกรู้ก็ไม่ใช่เรา” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ออกอากาศวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/tDN_srPms4A?list=RDCMUCE7svrdSu8jeu16d9vx54Lg (นาทีที่ 10:50 – 16:18) January 17, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ลักษณะสำคัญของสมาธิ จะฝึกสมาธิ ก็ควรจะรู้ “ลักษณะสำคัญของสมาธิ” เพื่อที่จะไปเทียบเคียงว่า ไอ้ที่เราทำอยู่นั้น มันเป็นสมาธิไหม? หลับตาเฉยๆ เนี่ย มันเป็นสมาธิไหม? คือลักษณะของสมาธิ จะมีลักษณะว่า มีกำลัง มีพลัง มีพลัง..หลับตาเฉยๆ มีพลังไหม? (๑) ท่านเปรียบอย่างนี้ว่า เหมือนเราขึ้นไปบนที่สูง แล้วเรามีน้ำอยู่ เราสาดกระจายๆ น้ำไม่มีกำลังอะไร แต่ถ้าเรามีรางน้ำ รางเป็นตัวควบคุมกระแสน้ำ ให้ไหลพุ่งไปในทิศทางเดียว เราเทน้ำลงในราง กระแสน้ำจะ “มีกำลัง มีพลัง” อันนี้เป็น..ลักษณะหนึ่งของสมาธิ (๒) อีกลักษณะหนึ่ง ท่านเปรียบเหมือน ถ้าเรามีสระน้ำ หรือ หนองน้ำ เอาเป็นสระน้ำก็ได้ แล้วสระน้ำนั้น.. ไม่มีลมพัด น้ำนิ่ง เรียบ ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีปลาด้วย ไม่มีคนว่ายน้ำด้วย คือ สระน้ำที่เรียบ ความราบเรียบ ความสงบ มันก็เป็นอาการของสมาธิอย่างหนึ่ง คือ “ไม่กระเพื่อม” “ไม่พริ้ว” “ไม่สั่น” “ไม่ไหว” นี้คือ..ลักษณะของสมาธิแบบหนึ่ง (๓) อีกแบบหนึ่งคือ เมื่อเป็นสมาธิ มันจะใส ใส..ประมาณว่า ถ้าเปรียบเหมือนน้ำ น้ำนั้น.. ไม่มีริ้วคลื่น ไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีใบไม้มาบัง มองเห็นถึงก้นสระ หรือว่า ใครเคยเห็นภาพ ที่เขาถ่ายทะเลที่ใส ๆ นะ มันเห็นถึงทรายก้นทะเลเลย คือมันใสลงไปอย่างนั้น “ความใสกระจ่าง” มันเป็น..ลักษณะหนึ่งของสมาธิ ถ้าหลับตาแล้วมืดตื้อเนี่ย ไม่ใช่! หลับตาเนี่ย มีพลังอะไรไหม? มีความสงบไหม? หรือ หลับตาฟุ้งซ่าน มันก็ไม่ใช่ ..ใช่ไหม? หลับตาแล้วมันเข้าใจอะไร? สามารถเห็นอะไรใสกระจ่างไหม? (๔) อีกอย่างหนึ่ง อันนี้สำคัญที่สุดเลย คือ จิตที่เป็นสมาธิ มันจะ “นุ่มนวล คล่องแคล่ว ควรแก่งาน” คำว่า.. “นุ่มนวล” “คล่องแคล่ว” “ควรแก่งาน” “งาน” ที่ว่านั้นคือ งานเจริญปัญญา ลักษณะที่ตรงข้ามก็คือ มันไม่นุ่มนวล ก็เป็น..แข็งกระด้าง ความไม่คล่องแคล่ว ก็คือ ความทื่อๆ ไม่ควรแก่การงาน ก็คือ มันวุ่นวาย ขุ่นมัว สับสน เร่าร้อน กระวนกระวาย ..ไอ้พวกนี้ ถึงหลับตาอยู่ ก็กระวนกระวายได้ ถ้าไม่ใช่สมาธิ! เพราะฉะนั้น ไอ้ตัวหลับตา ก็ยังไม่ใช่ตัวบ่งชี้ “หลับตา” แล้ว สับสนไหม? เร่าร้อนไหม? วุ่นวายไหม? ขุ่นมัวหรือเปล่า? ถ้าเป็นอย่างนี้ ยังไม่ใช่สมาธิ!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “เป้าหมายการทำสมาธิ” ออกอากาศวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=tDN_srPms4A&t=647s (นาทีที่ 7.06 – 10.45) January 10, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ชวนมาศึกษา “สวากขาโต” ถ้าปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ลงตัวกันพอดี คือมรรคมีองค์ ๘ ประกอบกัน พร้อมกันในหนึ่งขณะจิตพอดี ก็เรียกว่า.. จะทำให้เห็นพระนิพพาน คือเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น..ไม่จำกัดกาล (อะกาลิโก) จะมาอย่างนี้ได้ก็ต้องศึกษา “สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม” “เอหิปัสสิโก” จงมาดูเถิด ก็คือเรียกมาดู “สภาวะที่พ้นทุกข์” ซึ่งควรจะชวนให้ทุกคนมาถึงจุดนี้ เพราะว่า.. ไม่ว่าจะเกิดชาติไหนก็ทุกข์ ทุกๆชาติ มีทุกข์อยู่ทุกชาติ ฉะนั้น ถ้าปรารถนาพ้นทุกข์ ก็ควรจะมาสนใจ “สวากขาโต” เพื่อจะเห็นพระนิพพาน และชักชวนคนอื่นมาดูกันต่อ เหมือนที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว จึงชักชวนให้คนอื่นมาปฏิบัติตาม”สวากขาโต” แล้วถึงพระนิพพาน พระสาวกทั้งหลายบรรลุธรรมแล้วเป็น “อนุพุทธะ” ตรัสรู้แล้ว เป็นอนุพุทธะแล้ว ก็มาสั่งสอน โดยใช้หลัก “สวากขาโต” เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วมาบอกต่อ ชักชวนคนอื่นให้ปฏิบัติตาม กลายเป็นระบบศาสนาขึ้นมา “โอปะนะยิโก” ควรน้อมมาใส่ตัว ก็คือ ไม่ใช่มัวแต่ชี้ไปที่คนอื่นให้เขาเห็นพระนิพพาน ตนเองแหละควรถึงควรเห็น “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน วิญญูชนรู้ได้เฉพาะตน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ธรรมะสว่างใจ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๕ https://youtu.be/UFZcR4CW9uk (นาทีที่ 13.58-15.43) January 2, 2022ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เหตุที่ให้ได้พร ๔ ประการ “อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” เหตุที่ให้ได้พร ๔ ประการ พร ๔ ประการ เป็นภาษาไทยนะ! แต่มันคือ “ธรรมะ ๔ ประการ” ๔ ประการนี้จะปรากฏ เมื่อมีธรรม ที่เรียกว่า “อภิวาท” “อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง…” นั่นคือ เมื่อมีการอ่อนน้อม กราบไหว้ผู้ใหญ่กว่า “นิจจะ” ก็คือ เป็นประจำ “…วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ” “วุฒะ” ก็คือ ผู้ใหญ่ “จัตตาโร ธัมมา” พร ๔ … คำว่า “พร” นี้มันเกินมา ต้องว่า ธรรมะ ๔ ประการ (คำว่า พร จริงๆ ไม่มี) “วัฑฒันติ” จะเจริญ จะเพิ่มพูนขึ้น มีอะไรบ้าง? ธรรม ๔ ประการที่จะเพิ่มพูนขึ้น งอกงามขึ้น เจริญขึ้น มีอะไรบ้าง? ก็คือ “อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” ธรรมะที่เจริญย่อมมีกับผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ ก็คือ เป็นการแสดงที่มาของธรรมะ ๔ ประการนี้ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั่วไป “อายุ วรรณะ สุข และ พละ” ได้มาจากการที่มีปกติไหว้กราบ การที่เราประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เป็นบุญประเภทหนึ่ง เขาเรียกว่า เป็น “อปจายนมัย” ข้อ ๔ ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เป็นข้อที่เรียกว่า “ประพฤติอ่อนน้อม” การประพฤติอ่อนน้อมเนี่ย ไปที่ไหนไม่มีศัตรู เมื่อไม่มีศัตรู ก็อายุยืน ใจที่อ่อนน้อม ย่อมไม่แข็งกระด้าง ไม่แข็งก้าว ไม่ขี้โกรธ วรรณะก็ผ่องใส “อายุ วัณโณ สุขัง… มีความสุข สัมผัสได้เลยว่าเขามีความสุข เพราะเขามีจิตใจที่อ่อนน้อม เจอใครมีความรู้มากกว่า ดีใจที่ได้เจอ ดีใจที่ได้เจอผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า…. มีพละ มีกำลัง มีศรัทธาในผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีคุณงามความดี ….. เวลาผู้หลักผู้ใหญ่ หรือครูบาอาจารย์ ถ้าท่านจะอบรมสั่งสอนใคร ท่านก็ต้องเลือกคนที่มีศรัทธาก่อน มีศรัทธาที่จะฟัง มีใจอ่อนน้อม ยอมรับคำสอน ท่านถึงจะสอน ดังนั้นการที่เรามีความอ่อนน้อม มันจึงได้ธรรมะ ๔ ประการขึ้นมา “อายุ วัณณะ สุขะ พละ” พละ.. ตัวสำคัญ! คือ “ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา” นี่เอง! เป็นพละสำคัญ มีกำลังที่จะดำเนินพัฒนาจิตใจของเราต่อไปสู่ความพ้นทุกข์ มีคำพรอีกแบบหนึ่ง ที่พระจะสวดกัน ที่คนไทยเรียกว่าเป็น “พร” นี่นะ ก็คือ อายุ วัณณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ อันนี้เป็นอานิสงส์จากการที่ถวายอาหารแก่พระภิกษุ การให้อาหารแก่พระภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. เป็นการให้ห้าอย่างนี้แก่พระภิกษุ ให้ปฏิภาณ ให้อย่างไร? ก็คือ การให้อาหารเนี่ยแหละ คนหิวเนี่ยนะ! โมโหหิวเนี่ยจะสมองตื้อ ปฏิภาณไม่เกิด นึกออกไหม? ให้อาหาร ท่านก็ดำรงชีพอยู่ได้ ดำรงอัตภาพอยู่ได้ แล้วก็ผ่องใส มีกายคล่องแคล่ว กายนี่ไม่ถูกความหิวรบกวน จิตใจก็ผ่องใส ปฏิภาณก็เกิดง่าย ฉะนั้น การให้ อายุ พละ วรรณะ สุข และปฏิภาณ มันได้อานิสงส์นี้ จากการที่เราถวายอาหารแก่พระภิกษุอย่างเดียว การให้อาหารครั้งเดียวเนี่ยแหละ เหมือนกับให้ ๕ อย่างนี้ แล้วผู้ให้ ๕ อย่างนี้ ก็จะได้รับ ๕ อย่างนี้ด้วย…. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก คลิกใจให้ธรรม ตอน ให้ความเป็นสิริมงคล https://youtu.be/8WgB7G4j2aI (นาทีที่ 39.20-46.42) December 27, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #พัฒนารักให้เป็นเมตตา ความรักที่พระพุทธเจ้าปรารถนาให้เรามี ก็คือ.. “เมตตา” (ในที่นี้)หมายความว่า.. เราจะมองอย่างให้อภัย ตอนที่เราเจอกันใหม่ๆ เนี่ย ก็เป็นที่รู้กันว่า ‘มักจะมองในแง่ดีต่อกัน’ แต่พออยู่ไปนานๆ ‘มักอาจจะเห็นความไม่ดีของเขา’ ซึ่งเป็นปกตินะ! ไม่มีใคร.. เพอร์เฟค (perfect) ไม่มีใคร.. ดีสมบูรณ์ ทีนี้พอถ้าเรามุ่งหาความสุขจากราคะอย่างเดียว มันก็จะเป็นไปได้มากเลยที่จะมีความขัดแย้ง เพราะว่า.. ต่างฝ่ายต่างปรารถนา ต่างฝ่ายต่างต้องการให้เขามาทำให้เรามีความสุข มันเป็น “รักแบบเรียกร้อง” แต่ถ้าเราพัฒนาความรัก ให้เป็นเมตตา มันจะเป็นความรักแบบใจกว้าง ยอมเสียสละได้ ไม่คิดถึงเรื่องว่า.. ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ มันก็แค่ว่า.. ปรารถนาให้อีกฝ่าย หรือผู้ที่เรารักนั้นมีความสุข แล้วมันต้องเสมอกัน คล้ายๆ กับว่า ต่างฝ่ายต่างพัฒนาตนเอง ให้เกิดความรักแบบเมตตาด้วยกัน คำว่า “เสมอภาค” คือ ให้มีธรรมะเสมอกัน ไม่ใช่โยนให้อีกฝ่ายรับธรรมะไปปฏิบัติ ส่วนฉันยังคงเรียกร้องเหมือนเดิม.. ไม่ใช่อย่างนั้น! ความรักเสมอกัน ที่เรียกว่า มี “ศีล” เสมอกัน มี “ศรัทธา” เสมอกัน มี “จาคะ” เสมอกัน มี “ปัญญา” เสมอกัน ก็คือ.. มีธรรมะ มีความรับผิดชอบ ในการที่จะพัฒนาตนเองด้วยกัน เสมอกัน ไม่ใช่.. เรียกร้องสิทธิ์ ไม่ใช่.. เรียกร้องความเท่าเทียม ในแง่ของการได้มา แต่มีสำนึกอยู่เสมอว่า ‘เราจะพัฒนาตนเอง’ อาศัยชีวิตคู่เนี่ย..เพื่อเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่มาอยู่แล้วกลายเป็นภาระ แบบต้องเรียกร้องซึ่งกันและกัน ไม่ใช่อย่างนั้น!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ธรรมบรรยาย “พัฒนารักให้เป็นเมตตา” ลิงค์ไฟล์ https://youtu.be/VSBv5ixBi_E (นาทีที่ 7.07-9.44) December 19, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ดีร้ายสะท้อนจากจิต ถ้าไปคบกับคนพาล มันก็จะพาลไปหาผิด เวลาคิดอะไรก็คิดผิด..เหมือนคนพาลที่ไปคบด้วย …. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า.. “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นนาย สำเร็จได้ด้วยใจ” ฉะนั้น ถ้าใจคิดผิด.. ก็จะสำเร็จไปในทางที่ผิด ใจคิดถูก.. ก็จะสำเร็จไปในทางที่ถูก พาไปให้ได้รับผลดีจากการปฏิบัติ จากการที่ระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดร้ายๆ ต่างๆ จากการที่มีสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ.. สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ อะไรๆ ก็ตามมา คนจะพูดร้ายๆ ก็เพราะมีความคิดร้ายอยู่ในใจก่อน ‘คิดร้าย’ แล้วจึง “พูดร้าย” พอ ‘คิดดี’ ก็จะออกมาเป็น “คำพูดที่ดีๆ” มันไม่ได้พูดดีแบบว่า.. ตีสองหน้า มันเป็นพูดดีจาก ‘จิตสำนึก’ ของเขาเลย ไอ้คนพูดร้าย ก็ร้ายไปตามจิตสำนึกของเขานั่นแหละ! นั่นก็คือ.. คิดอะไรร้ายๆ สั่งสมเอาไว้ พูดออกมานี่ เรารู้เลยว่า “โอ้โห!.. นี่ร้ายมาก!” ความคิดของเขา จมอยู่ในความร้าย มีอกุศลอะไรมากมายเลย หลุดคำพูดอะไรออกมา..จิตใจเขาสะท้อนมาจากคำพูดเขาเลย การวางตัว บุคคลิกอะไรๆ ก็ออกมาแบบนั้น สีหน้า ท่าทางเป็นแบบนั้น กิริยา พูดร้าย ทำร้าย ทำลายข้าวของ ทำลายชีวิต ทำร้ายคนที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง ก็เรียกว่า.. ผิดในกาม ก็ทำไปได้โดยที่ไม่คิดว่าตนเองทำผิดอะไร ยังวนเวียนกับการทำผิด เพราะคิดผิดนั่นเอง! ผิดจนไม่รู้สึกสะทกสะท้าน! ทำผิดแบบหน้าตาย คือเห็นผิดมากๆ เลย ถ้าทำผิดอยู่ แล้วรู้ว่ามันผิด ก็ยังพอไปได้ พัฒนาได้ แต่ถ้าทำผิด แล้วไม่รู้ว่าผิดเลย แล้วเห็นว่ามันควรทำ อย่างนี้นะ! อันนี้มันจะทำผิดซ้ำๆ ซึ่งสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับตนเอง เขาจะต้องได้รับวิบากอันเผ็ดร้อน พอตกนรก ก็จะสำนึกได้บ้าง พอมาเกิดใหม่ แล้วมันจะลืม! ก็จะยังมีนิสัยคล้ายๆ เดิม ถ้ายังไม่เจอครูบาอาจารย์ที่มาแนะนำสั่งสอนให้สำนึกถูกขึ้นมาได้ ก็จะวนเวียนในการทำตน ให้รับวิบากร้ายๆ จากการที่มีการคิดผิด ดำริผิด แล้วแสดงออกไปในทางวาจา และทางกาย แบบผิดๆ สร้างกายกรรมที่ผิดๆ สร้างวจีกรรมที่ผิดๆ แล้วจะได้รับวิบากอันเผ็ดร้อนเอง ไม่มีใครทำให้!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก คลิกใจให้ธรรม ตอน “เพราะไม่รู้จึงเบียดเบียน” ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=xTwwdoIwEas (นาทีที่ 57.37-1.01) December 12, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ “ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ” แล้วพระอยู่ที่วัด(ในที่นี้)คือ..ทำใจให้เป็นพระ อยู่ที่บ้านนั่นเอง โดย ฟัง..แล้วปฏิบัติ ที่บ้านนั่นแหละ ไม่มีปัญหาขัดข้องอะไร จัดเวลาให้เหมาะสม จัดสถานที่ให้ดี ถ้าอยู่บ้านคนเดียว ก็ง่ายเลย ถ้าอยู่บ้านกับคนอื่น ก็แบ่งเวลาให้ดี ทำหน้าที่ของตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรม แล้วไม่ทำงานอะไร ปฏิบัติธรรมก็คือทำงานนั่นล่ะ ทำงานไป … ทำงานด้วยใจที่มีสติ กายเคลื่อนไหวก็รู้ทัน จะล้างจาน จะซักผ้า จะกวาดบ้าน ทำความสะอาดอะไร กายเคลื่อนไหวรู้ทัน งานอะไรก็ตามที่ไม่ต้องใช้ความคิดมาก ไม่ต้องวางแผนอะไรมาก ไม่ต้องถึงขนาด ต้องคิดวางแผน ไม่ใช่ขนาดนั้นเนี่ยนะ ทำงานที่หนักไปทางเคลื่อนไหวร่างกาย ก็เจริญสติกับการเคลื่อนไหวของร่างกายไป ใจเผลอ..ให้รู้ทัน ใจหงุดหงิด..รู้ทัน ใจลอย..ให้รู้ทัน ประมาณอย่างนี้นะ เห็น ‘ร่างกายเคลื่อนไหว’ เอา “กาย” ที่เคลื่อนไหวนี้เป็น “ที่ตั้ง” เป็นที่ตั้งต้น เรียกว่า “ทำสมถะ” โดยการเห็นกายเคลื่อนไหว แล้วพอใจคิดนึกปรุงแต่งอะไรขึ้นมา..ให้รู้ทัน รู้ทันจิตที่มันเผลอไปนั่นเอง เห็นความเผลอ..ความเผลอดับให้ดู เห็นบ่อย ๆ แล้วเดี๋ยวจะรู้แจ้งในความเผลอว่า ‘มันไม่ใช่เรา’ ‘มันเกิด-ดับ’ ‘มันแสดงไตรลักษณ์ให้ดู’ แล้ว “ตัวรู้” เองก็ไม่ใช่ “เรา” ด้วย ฝึกที่วัดก็ได้ ฝึกที่บ้านก็ได้ สะดวกที่ไหนเอาที่นั่นนะ “ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ” นั่นล่ะดี! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล รายการธรรมะสว่างใจ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=H8orzKIbpYQ&t=6962s (นาทีที่ 2.15.16-2-17.30) December 4, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ