Category Archives: นิมฺมโลตอบโจทย์

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๔ 🤔🤔 #ถาม : ตามพระพุทธพจน์ พ่อแม่ เป็นอรหันต์ของบุตร หรือ เป็นพรหมของบุตร ครับ?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๔
🤔🤔
#ถาม : ตามพระพุทธพจน์ พ่อแม่ เป็นอรหันต์ของบุตร หรือ เป็นพรหมของบุตร ครับ?

#ตอบ : เท่าที่ทราบ ไม่เคยพบว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า “พ่อแม่เป็นอรหันต์ของบุตร” นะ
มีแต่ที่ตรัสว่า “เป็นพรหมของบุตร”
พระพุทธพจน์นั้นมีปรากฏใน พรหมสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ดังนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีพรหม
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีบุรพาจารย์
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าบุรพาจารย์นี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าอาหุไนยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร ฯ

มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร
ท่านเรียกว่าพรหม ว่าบุรพาจารย์ และว่าอาหุไนยบุคคล
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนมัสการ และสักการะ มารดาบิดา
ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การอบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการล้างเท้าทั้งสอง
เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดา นั้นแล บัณฑิตย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง
เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”

คำว่า “พรหม” ในที่นี้ เป็นชื่อของท่านผู้ประเสริฐ
พ่อแม่ย่อมประเสริฐด้วยคุณธรรม ๔ ประการ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คือมีพรหมวิหาร ๔ นี้ กับบุตรของตนอยู่เสมอ
ในศาสนาพราหมณ์ เชื่อกันว่าทุกสิ่งในโลก รวมทั้งมนุษย์ทั้งหลายเกิดมาจากพระพรหม
แต่พระพุทธองค์แสดงให้เห็นความจริงว่า มนุษย์เกิดได้ก็เพราะมีพ่อแม่ พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง
นอกจากจะให้กำเนิดแล้ว ยังเลี้ยงดูด้วยความปรารถนาดี, เมื่อร้องไห้หรือไม่สบายก็มาบำบัดทุกข์ให้, บันเทิงเริงใจด้วยเมื่อเห็นลูกก้าวหน้าไปในทางที่ดี, เมื่อลูกมีครอบครัวแยกเรือนออกไปพ่อแม่ก็วางใจว่าลูกเราสามารถเป็นอยู่ได้ตามลำพัง

ที่ว่าเป็น “บุรพาจารย์” ก็เพราะพ่อแม่เป็นผู้ให้ลูกเรียนรู้การใช้ชีวิตมาตั้งแต่เกิด สอนให้กิน สอนให้นอน สอนให้นั่ง สอนให้เดิน สอนให้พูด สอนว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ สอนสิ่งต่างๆ มากมาย ก่อนที่จะส่งไปให้อาจารย์เหล่าอื่นสอนศิลปวิทยาการต่างๆ
อาจารย์เหล่าอื่นทั้งหมดจึงชื่อว่า “ปัจฉาจารย์” คืออาจารย์ที่มาทีหลัง

ที่ว่าเป็น “อาหุไนยบุคคล” นั้น แปลว่า เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือมีคุณอันสมควรแก่ลูกที่จะนำของมาให้ด้วยความนอบน้อม เพื่อแสดงความนับถือเชิดชูบูชา จัดหาข้าวน้ำ ผ้านุ่งผ้าห่ม เตียงตั่ง เครื่องลูบไล้ผัดทาต่างๆ
บัณฑิตผู้รู้ทั้งหลาย เมื่อเห็นลูกปรนนิบัติพ่อแม่แล้วก็ย่อมสรรเสริญ เพราะการทำอย่างนั้นเป็นบุญใหญ่ เป็นเหตุให้ไปสถิตอยู่ในสวรรค์ ร่าเริงบันเทิงใจด้วยทิพยสมบัติ

เข้าใจว่า ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าเปรียบมารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตรว่าเป็น “อาหุไนยบุคคล” นี้ ก็ทำให้มีผู้ไปเทียบกับสังฆคุณ ที่มีคำว่า “อาหุเนยโย” ก็เลยโยงไปว่า พ่อแม่ก็น่าจะเป็นพระอรหันต์ของลูกด้วย
ตรงนี้ขออธิบายว่า
มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร เป็นอาหุไนยบุคคลเฉพาะกับบุตรของตนเท่านั้น
พระอริยบุคคล เป็นอาหุไนยบุคคลกับสัตว์ทั้งหลาย
จะเห็นได้ว่า ไม่เหมือนกัน
ถ้ามารดาบิดาฝึกภาวนาจนกระทั่งบรรลุผลเป็นพระโสดาบัน มารดาบิดานั้นก็เป็นอาหุไนยบุคคลสำหรับบุตรของตนด้วย และเป็นอาหุไนยบุคคลสำหรับสัตว์ทั้งหลายด้วย แต่ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์อยู่ดี
เพราะคำว่า “อรหันต์” คือผู้พ้นจากกิเลส ทรงความบริสุทธิ์ ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด
สำหรับพระพุทธเจ้า จะใช้คำเต็มว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” (พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง)
สำหรับพระสาวก จะใช้คำเต็มว่า “อรหันตขีณาสพ” (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว)

มีนิทานจีนอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า
ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “เอียฮู” ได้ข่าวว่าที่เมืองเสฉวนได้มีพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อ “บ่อจี่ไต้ซือ” เป็นพระอรหันต์ผู้สำเร็จฌานอภิญญา มีวิชาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน เอียฮูอยากได้วิชาวิเศษนั้นบ้าง อย่างน้อย หากได้พบพระอรหันต์แล้วก็จะเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต
เอียฮูออกตามหาพระอรหันต์ โดยทิ้งแม่ที่แก่ชราหูตาฝ้าฟางให้อยู่กับบ้านตามลำพัง แม้ว่าแม่จะห้ามจะอ้อนวอนเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง ยังยืนยันว่าจะไปให้ได้ ปล่อยให้ผู้เฒ่าหงอยเหงา นั่งนอนเศร้าเฝ้าบ้านอยู่เดียวดาย
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในระหว่างทาง เอียฮูพบพระเถระรูปหนึ่ง เห็นแล้วเลื่อมใส จึงเข้าไปกราบ แล้วถามว่า “ท่านมาจากไหน?”
พระเถระก็ตอบว่า “เรามาเมื่อน้ำจืด”
เอียฮูก็ถามต่อไปว่า “แล้วพระคุณเจ้าจะเดินทางต่อไปที่ไหนอีก?”
พระเถระตอบว่า “เราไปแล้วไม่มีใจ”
เอียฮูจึงถามต่อไปว่า “พระคุณเจ้าอายุพรรษาเท่าไรแล้ว?”
พระเถระตอบว่า “เราเรียนวิชาอายุวัฒนะได้สำเร็จแล้ว อายุของเราจึงประมาณไม่ได้ว่าเท่าไร”
เอียฮูดีใจว่าใช่พระอรหันต์ที่เราตามหาแน่ จึงถามหยั่งเชิงต่อไปว่า “พระคุณเจ้ามีอายุยืนเพื่อที่จะคอยใครหรือ?”
พระเถระจึงตอบว่า “เรามีอายุยืนเพื่อที่จะคอยคนที่ไม่มีความรู้สึกตัวว่าชั่ว”
เอียฮูรู้สึกว่านี่เป็นปริศนาธรรม จึงถามจี้เข้าเรื่องว่า “ท่านคือพระอรหันต์นามว่าบ่อจี่ไต้ซือ ใช่หรือไม่?”
พระเถระย้อนถามว่า “เธอถามถึงพระอรหันต์นามว่าบ่อจี่ไต้ซือไปทำไม?”
เมื่อเอียฮูบอกจุดประสงค์แล้ว พระเถระจึงบอกว่า “การที่จะพบพระอรหันต์นั่นไม่ยากหรอก เธอไม่ต้องเดินทางไปยังเสฉวนให้เหนื่อย เธอจงเดินกลับไปบ้านของเธอเถิด ถ้าพบผู้ใดที่ใส่เสื้อกลับใส่รองเท้ากลับ นั่นแหละคือพระอรหันต์ของเธอ เธอจง อย่าลืมคำที่เราบอกนะเอียฮู”
เอียฮูได้ยินพระเถระพูดเช่นนั้น ก็หันหน้ากลับเพื่อเก็บสัมภาระ รู้สึกอัศจรรย์ว่าในหมู่บ้านเราก็มีพระอรหันต์ด้วยหรือ จึงหันกลับไปเพื่อจะซักไซ้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ปรากฏว่าพระเถระหายตัวไปเสียแล้ว เอียฮูก็ยิ่งศรัทธาเชื่อมั่นในคำของพระเถระ รีบมุ่งหน้ากลับบ้าน
ระหว่างเดินทางก็ทบทวนคำของพระเถระอยู่เสมอ กลับถึงหมู่บ้านก็ดึกมากแล้ว ผู้คนหลับกันหมดแล้ว พอถึงหน้าบ้านก็เคาะประตูเรียกแม่ “แม่.. แม่จ๋า.. ลูกกลับมาแล้ว เปิดประตูที”
แม่ผู้เฝ้าคิดถึงแต่ลูก กินไม่ได้นอนไม่หลับมานาน ผ่ายผอมลงมาก เพิ่งจะเคลิ้มไป ได้ยินเสียงลูกมาเรียกที่หน้าบ้าน ทีแรกก็คิดว่าฝันไป ไม่เชื่อหูตัวเอง ฉุกคิดว่า “นี่เราไม่ได้หลับ นี่เสียงลูกมาเรียกจริงๆ”
แม่ที่รู้สึกสุดแสนดีใจ รีบกระวีกระวาดไปรับลูก ด้วยความที่รีบหยิบเสื้อมาสวม รีบหยิบรองเท้ามาใส่โดยไม่ทันดูให้ดี พอเปิดประตู เอียฮูเห็นแม่ใส่เสื้อกลับใส่รองเท้ากลับตรงตามที่พระเถระบอกไว้ว่า “ผู้ใดที่ใส่เสื้อกลับใส่รองเท้ากลับ นั่นแหละคือพระอรหันต์ของเธอ” เอียฮูเกิดความสำนึกผิด ก้มลงกราบที่เท้าผู้เป็นแม่ แล้วหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจในการกระทำของตน แล้วขอโทษที่ตนได้ทอดทิ้งไป ให้คำมั่นว่าต่อแต่นี้ไปตนจะประพฤติตนเป็นลูกที่ดีของแม่ จะไม่ทอดทิ้งแม่อีก เพราะแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก
เมื่อเอียฮูกตัญญูกับแม่ ปรนนิบัติแม่ดุจเป็นพระอรหันต์ ขยันขันแข็งทำงานเพื่อแม่ ข้าวในนาก็อุดมสมบูรณ์ ชีวิตเขาก็กลับเจริญรุ่งเรือง

นิทานเรื่องนี้ก็ทำให้เราคุ้นเคยกับคำว่า “พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก” มากยิ่งขึ้น ถ้าเข้าใจและรู้ที่มาที่ไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา
แต่ถ้าอยากจะเป็นพระอรหันต์ แล้วหาทางลัดด้วยการไปมีลูก อย่างนี้ก็น่าจะผิดทาง!

๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๓ 🤔🤔 #ถาม : มงคล 38 ประการ ห้ามคบคนพาล คนพาลในที่นี้คือใคร #ตอบ : คนพาล คือ…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๓
🤔🤔
#ถาม : มงคล 38 ประการ ห้ามคบคนพาล คนพาลในที่นี้คือใคร

#ตอบ : คนพาล คือ ผู้ที่มักทำอกุศลกรรม มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นผู้ที่สักแต่ว่าหายใจไปวันๆ เพราะไม่รู้ประโยชน์ของชาตินี้และชาติหน้า

คนที่ไม่ทำประโยชน์ของชาตินี้ ได้แก่
1. เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ทำงาน ไม่หาวิชาความรู้ที่จะนำมาหาเลี้ยงชีพ (ไม่หาทรัพย์ใหม่)
2. ไม่รักษาทรัพย์ของตนด้วยปัญญา (ไม่รักษาทรัพย์เก่า)
3. เป็นอยู่ด้วยความประมาท ฟุ่มเฟือย (ไม่ทำบุญ)
4. เป็นคนพาลสันดานบาป (ทำบาป)

คนที่ไม่ทำประโยชน์สำหรับชาติหน้า ได้แก่
1. ไม่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย (สัทธา)
2. ไม่มีศีล (สีล)
3. ไม่ฟังธรรม (สุตะ)
4. ไม่บริจาคทาน (จาคะ)

เมื่อไม่รู้ประโยชน์ของชาตินี้และชาติหน้า ก็จึงไม่ประกอบกุศลกรรม ไม่อบรมปัญญา รวมทั้งเป็นผู้ที่เห็นผิด คิดผิด พูดผิด เลี้ยงชีพผิด เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแสดงความเป็นคนพาล

ส่วน บัณฑิต ย่อมเป็นผู้มักกระทำกุศลกรรม มีชีวิตที่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น และทำประโยชน์สำหรับชาตินี้และชาติหน้า เป็นผู้มีความเห็นถูก คิดถูก พูดถูก มีอาชีพที่ถูก เป็นต้น

ในธรรมบท เรื่องโจรผู้ทำลายปม (คือ ชอบขโมยทรัพย์ที่ผู้อื่นขอดรัดเป็นห่อไว้ตามชายผ้า เป็นต้น) ได้กล่าวถึงโจร ๒ คน มุ่งที่จะไปขโมยทรัพย์ของคนที่มานั่งฟังธรรมที่พระวิหารเชตวัน

โจรคนหนึ่งมุ่งแต่จะหาทางขโมย แอบแก้ห่อลักเอาทรัพย์ของผู้อื่น โจรอีกคนหนึ่งแม้เดิมคิดจะมาขโมยแต่ด้วยความที่เคยสะสมบุญมาดี จึงเห็นว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงพระธรรมก็ควรที่จะได้ฟังพระธรรมเสียก่อน จึงตั้งใจฟังพระธรรมด้วยความเคารพ

ผลก็คือ ทำให้โจรคนที่ตั้งใจฟังพระธรรมได้บรรลุธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน แต่โจรคนที่มุ่งแต่จะลักทรัพย์ของผู้อื่น ก็กระทำบาปด้วยการลักขโมยโดยไม่สนใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไร
เมื่อการแสดงธรรมจบลง โจรที่มุ่งแต่ขโมยก็ดีใจในทรัพย์สินที่ลักมา พร้อมกับดูหมิ่นเย้ยหยันเพื่อนที่บรรลุเป็นพระโสดาบันว่าไม่สามารถหาทรัพย์ได้ มาเสียเวลาเปล่า

สหายผู้บรรลุเป็นพระโสดาบัน คิดว่าโจรคนนี้สำคัญว่าตนเองเป็นบัณฑิต ทั้งๆ เป็นคนพาลแท้ๆ จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลความเป็นไปทั้งหมด เป็นเหตุให้พระองค์ตรัสพระคาถาว่า
“คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล
ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง
แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต
นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้”

เมื่อบุคคลเสพคุ้นกับคนพาล-แม้ด้วยใจ คือยินดีพอใจในอกุศล ขณะนั้นชื่อว่ายินดีพอใจในความเป็นพาล และเสพคุ้นกับคนพาลแล้ว เพราะใจตนเองนั่นแหละเป็นพาล
เมื่อใจเป็นอกุศล ก็ทำให้ในขณะนั้นอกุศลเจริญขึ้น ความเห็นผิดและอกุศลประการต่างๆ ก็หยั่งรากลึกขึ้น เพราะการเสพคุ้นกับความเป็นคนพาล

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อยังเป็นปุถุชน..จิตใจก็มักไหลไปสู่ที่ต่ำ เมื่อเสพคุ้นคุ้นกับคนพาลผู้มากไปด้วยอกุศล คนพาลก็ย่อมแนะนำแต่สิ่งที่ไม่ดีไม่ประเสริฐ ก็ทำให้จิตใจของผู้ที่อยู่ใกล้ก็คล้อยไปตามสิ่งเหล่านั้นได้ง่าย เพราะใจของคนที่ฝึกมาไม่ดีก็น้อมไปในทางอกุศลทางกิเลสได้ง่ายอยู่แล้ว

ต้นมะม่วง ที่ปลูกโดยมีต้นสะเดาล้อมรอบใกล้ชิด นานวันเข้า ผลมะม่วงก็ยังขมได้

ข้อสำคัญที่อยากจะเตือนก็คือ เรามักคิดว่าคนพาลเป็นคนอื่น และคิดที่จะปฏิบัติกับคนพาลภายนอกที่เป็นคนอื่น
แต่ในความเป็นจริง ความเป็นคนพาล..ก็คือสภาพธรรมที่เป็นอกุศล ดังนั้น ควรปฏิบัติกับความเป็นคนพาล คือใจของเรานี่แหละ ใจที่เป็นพาลอยู่บ่อยๆ ทุกๆขณะที่เป็นอกุศลกำลังเกิดขึ้น

มาฝึกพัฒนาจิตใจด้วยข้อปฏิบัติที่ละความเป็นคนพาล โดยมีสติรู้ทันความเป็นอกุศล เมื่อเห็นความพาลในใจบ่อยๆ จิตจะเรียนรู้ได้ว่าลักษณะของสภาวะพาลนั้นเป็นอย่างไร เมื่อพาลแล้วมีผลอย่างไร และอะไรเป็นเหตุให้พาล
ผลที่ได้จากการฝึกรู้ทันความพาล คือการเจริญขึ้นของกุศลธรรม
เมื่อเห็นว่าใจพาลไปมีกิเลส กุศลก็เกิด เพราะขณะนั้นมีสติ
เมื่อเห็นว่าใจพาลในลักษณะไม่ยอมนิ่ง เคลื่อนไหวอยู่เรื่อย แต่ทันทีที่เห็นมันกลับตั้งมั่นชั่วขณะ ได้สมาธิ
เมื่อมีกำลังของสติและสมาธิ ปัญญาก็เกิด เห็นว่าความพาลก็เกิดดับ

ศีล-ค่อยๆ ข่มความเป็นพาลในจิตใจที่เป็นส่วนหยาบ
สมาธิ-ก็ค่อยๆ ข่มความพาลของใจในส่วนที่ละเอียดขึ้นมา
ปัญญา-จะเป็นความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ถ้าบรรลุมรรคผลก็ละความพาลได้เด็ดขาดตามชั้นตามภูมิ
ความพาลสำคัญที่จะดับไปด้วยมรรค คือความเห็นผิด คิดว่ากายใจนี้เป็นเรา

การดับความเห็นผิดที่เป็นพาล สำคัญยิ่งกว่าไปดับความพาลของบุคคลอื่น ด้วยเหตุว่า ที่สัตว์ทั้งหลายทุกข์เจียนตายในอบายนั้น ก็เป็นผลจากความพาลในอดีตของตนทั้งสิ้น ความพาลของผู้อื่นไม่สามารถเป็นเหตุให้เราไปอบายได้เลย
ในทางตรงข้าม แม้สัตว์ทั้งโลกนี้ต่างมุ่งดี ทำแต่บุญกุศล มีเราผู้เดียวที่เป็นพาล กุศลของสัตว์ทั้งโลกนี้ก็ไม่อาจป้องกันเราจากอบายได้
คนพาลยอมได้รับผลความเป็นคนพาลนั้นเอง นอกเสียจากว่าคนพาลนั้นเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเป็นคนพาลจริงๆ ก็ยังมีโอกาสพัฒนาให้พ้นจากความเป็นคนพาลนั้นได้

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๒ 🤔🤔 #ถาม​ : คำ​ว่า​ “เดินปัญญา” คืออะไรคะ?​ และการเดินปัญญาที่ถูกต้อง​ ควรทำอย่างไรคะ?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๒
🤔🤔
#ถาม​ : คำ​ว่า​ “เดินปัญญา” คืออะไรคะ?​ และการเดินปัญญาที่ถูกต้อง​ ควรทำอย่างไรคะ?

#ตอบ​ : คำ​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ที่​ครูบาอาจาร​ย์สอน​ คือ​การ​ที่​ภาวนา​ เจริญ​สติ​ เจริญ​สมาธิ​มี​จิต​ตั้งมั่น​ จน​เห็น​กาย​เห็น​ใจ​แสดง​ลักษณะ​สาม​อย่าง​ (ได้แก่​ ความ​ไม่​เที่ยง, เป็น​ทุกข์​ หรือ​เป็น​อนัตตา)​ อย่าง​ใด​อย่าง​หนึ่ง​ เรียก​เป็น​ศัพท์​ว่า​ “เจริญ​วิปัสสนา”

ถ้า​นั่ง​สมาธิ​ แล้ว​มี​ความ​สุข​ เพลิน​ สบาย.. ชวน​ให้​ติดใจ​ อย่างนี้​ครูบาอาจารย์​ท่าน​เรียก​ว่า​ “เดิน​สมถะ” ยัง​ไม่​ใช่เดิน​ปัญญา​

ถ้า​จิต​ตั้งมั่น​แล้ว​ :-
– เห็น​กาย​หายใจ​-ใจ​เป็น​คน​ดู​ ความ​รู้สึก​จะ​ประมาณ​ว่า.. กาย​นี้​เป็น​สิ่ง​ที่​ใจ​ไป​รู้​เข้า​ เห็น​กาย​แยก​ออก​ไป​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​-จิต​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​ หรือ..
– เห็น​เวทนา​แยก​ออก​ไป​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​-จิต​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​ หรือ..
– เห็น​กิเลส​แยก​ออก​ไป​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​-จิต​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​
ทั้งสามอย่าง​นี้​เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ได้​เหมือนกัน​ แต่​ยัง​ไม่​ถึง​ขั้น​วิปัสสนา​ เพราะ​การ​เห็น​อย่างนี้​ยัง​ไม่​จัด​ว่า​เห็น​ไตรลักษณ์​ แต่​ก็​นับ​ว่า​ดี​มาก​แล้ว​นะ​ เป็น​ปัญญา​ระดับ​แยก​ธาตุ​แยก​ขันธ์

ถ้า​แยก​ธาตุ​แยก​ขันธ์​แล้ว​ เห็น​ว่ากายก็​เป็น​กาย​-ไม่​ใช่​เรา​ เห็น​ว่า​เวทนาก็​เป็น​เวทนา-ไม่​ใช่​เรา​ เห็น​ว่า​กิเลสก็​เป็น​ความ​ปรุงแต่ง​ใน​จิต-ไม่​ใช่​เรา​ อย่าง​นี้​เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ระดับ​วิปัสสนา​ เพราะ​เห็น​ความ​เป็น​อนัตตาของ​ขันธ์ที่​เห็น

ถ้า​จิต​ตั้งมั่น​แล้ว​ เห็น​จิต​เกิด​ดับ​ เดี๋ยว​ก็​เป็น​ผู้​รู้​ เดี๋ยว​ก็​เป็น​ผู้​หลง​ อย่าง​นี้​เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ระดับ​วิปัสสนา​ เพราะ​เห็น​ความ​ไม่​เที่ยง​ของจิต

เทียบ​ใน​”โสฬส​ญาณ” หรือ​ ญาณ​ ๑๖​ สาม​ข้อ​แรก​ก็​นับ​ว่า​เป็น​การ​เดิน​ปัญญา​ แต่​ยัง​ไม่​ใช่​ “วิปัสสนา​ญาณ” สาม​ข้อ​นั้น​คือ
๑.​ นาม​รูปปริจเฉท​ญาณ​ ญาณ​จำแนก​แจก​ได้​ว่า​อะไร​เป็น​รูป​ อะไร​เป็น​นาม​
๒.​ ปัจจยปริคค​ห​ญาณ​ ญาณ​รู้​ปัจจัย​ของ​นาม​และ​รูป
๓.​ สัมม​สนญาณ​ รู้​ด้วย​การ​คิด​พิจารณา​เห็น​นาม​และ​รูป​โดย​ไตรลักษณ์

ถ้า​เห็น​รูป​นาม​แสดง​ความจริง​ เกิด​เป็น​ความ​รู้​เข้าใจ​สภาวะ​ตาม​ไตรลักษณ์​แง่​ใ​ด​แง่​หนึ่ง​ จึง​จัด​ว่า​เป็น​การ​เจริญ​วิปัสสนา​ ซึ่ง​ท่าน​ได้​รวบรวม​ไว้​ได้​ ๙​ อย่าง​ คือ
๑.​ อุทยัพ​พยญาณ​ ญาณ​เห็น​รูป​นาม​เกิด​ดับ
๒.​ ภังค​ญาณ​ ญาณ​เห็น​ว่า​สังขาร​ทั้งปวง​ล้วน​ต้อง​ดับ​สลาย
๓.​ ภยญาณ​ ญาณ​เห็น​สังขาร​เป็น​ภัย​น่า​กลัว
๔.​ อาทีนวญาณ​ ญาณ​เห็น​โทษ​ของ​สังขาร​ว่า​ไม่​ปลอดภัย
๕.​ นิพพิทาญาณ​ ญาณ​เห็น​ความ​จริง​แล้ว​หน่าย​ ไม่​เพลิดเพลิน​ติดใจ
๖.​ มุญจิตุกัมมยตาญาณ​ ญาณ​คำนึง​ปรารถนา​จะ​พ้น​ไป​จาก​สังขาร
๗.​ ปฏิสังขาญาณ​ ญาณ​ยก​เอา​สังขาร​มา​พิจารณา​ด้วย​ไตรลักษณ์​เพื่อ​หา​อุบาย​ปลด​เปลื้อง​ออก​ไป
๘.​ สังขารุเปกขาญาณ​ ญาณ​เป็นไป​โดย​ความ​เป็นกลาง​ต่อ​สังขาร
๙.​ อนุโลม​ญาณ​ ญาณ​เป็นไป​โดย​อนุโลม​แก่​การ​หยั่งรู้​อริยสัจ

ทั้ง​ ๑๒​ (๓+๙) ข้อ​นี้​ เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา”

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๑ 🤔🤔 #ถาม : ตอนที่เราเจอกิเลสที่เป็นปมของเราที่มันเป็นจุดอ่อนน่ะค่ะ ทำไมเราดูแล้วมันไม่ดับ…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๑
🤔🤔
#ถาม : ตอนที่เราเจอกิเลสที่เป็นปมของเราที่มันเป็นจุดอ่อนน่ะค่ะ ทำไมเราดูแล้วมันไม่ดับ แล้วมันใช้เวลานาน แล้วเราจะทำยังไงในครั้งต่อไปคะ?

#ตอบ : มันเป็นจุดอ่อนเพราะเราแพ้ตรงนี้ง่ายไง แล้วก็ไปอิน..ไปจมกับมัน

ตัวที่เรียกว่าเป็นจุดอ่อน คือ มีตัวนี้ทีไรก็ยึดว่าเป็นเราทุกที
ถ้าเป็นกิเลสทั่ว ๆ ไป มันก็แค่กิเลส มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดู..แล้วก็เห็นเป็นกิเลส เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ถูกดู ถ้าเราสามารถเห็นกิเลสทุกตัวด้วยวิธีนี้ได้ คือเห็นเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ถูกดู แค่นี้ก็หลุดเลยทันที

ทุกครั้งที่เห็นกิเลสว่าถูกดู..จะมีจิตเป็นผู้รู้เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องตั้งใจแยก มันแยกของมันเป็นธรรมชาติเลย
สิ่งใดถูกดูสิ่งนั้นมีผู้ดูเป็นผู้รู้ขึ้นมา ทำอย่างนี้ก็กลายเป็นว่า ไม่ว่ากิเลสตัวนั้นมันจะเป็นตัวที่เราเคยแพ้หรือไม่เคยแพ้ก็แล้วแต่ มันก็เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งให้เราดูเท่านั้นเอง
มันเศร้าหมองก็เพราะว่ามีกิเลสตัวนี้อยู่ พอเห็นปั๊บ! ความเศร้าหมองดับ แต่ถ้าคิดใหม่ก็เศร้าใหม่..เศร้าหมองใหม่

ฉะนั้น บางทีเห็นแล้วนะ แต่ทำไมมันไม่หาย? จริง ๆ มันหายแล้ว..แต่คิดใหม่ จึงเหมือนไม่หาย ด้วยความไวในการเกิดดับของจิต เมื่อสติยังไม่ไวพอที่จะแยกชัดว่าเมื่อกี้มีตัวรู้เกิดขึ้นมา ก็นึกว่ามันเกิดอยู่ต่อเนื่อง นึกว่ามันยังไม่ดับ แต่จริง ๆ มันดับแล้ว
เหมือนแสงจากหลอดไฟฟ้าเนี่ย จริง ๆ มันเกิด-ดับ ๆ แต่เราแยกไม่ออกว่ามันมีการเกิด-ดับ เพราะตาเราไวไม่พอ ตาเรามีความสามารถจำกัด
แต่เราสามารถพัฒนาคุณภาพของสติให้ไวพอที่จะแยกเกิด-ดับของจิตได้ สามารถทำได้ พอรู้ทันปุ๊บ! ดับแล้ว แต่พอคิดใหม่..ก็เกิดใหม่ เกิดกิเลสตัวเดิมนี่แหละ แต่เกิดขึ้นในขณะใหม่ ให้ดูอย่างนี้นะ

รู้ทันไป มันไม่มีตัวไหนที่มันจะครองใจเราได้นาน เพราะแค่รู้ทันนะมันก็มีสติขึ้นมาครองใจขณะนั้นแล้วเดี๋ยวเผลอใหม่..คือใจเราน่ะทิ้งสติไปเอง ไปคว้าอย่างอื่นมา พอตอนคว้าอย่างอื่นมาก็ลืมกาย-ลืมใจ ไปคว้าไอ้นู่น ไปคว้าไอ้นี่ คว้ามาแล้วก็กลายเป็นกิเลส เป็นอุปกิเลส อย่างที่บรรยายมานั่นแหละ และทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สภาวะอย่างหนึ่งแค่นั้นเองที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

อย่าไปคิดว่าเราแพ้ไอ้ตัวนี้.. แล้วเราก็เลยยอมแพ้ ไม่เอานะ ไม่มีกิเลสตัวไหนที่มันจะชนะเราถาวร ถ้าเราหมั่นรู้

จริง ๆ แล้ว ที่ว่าเราแพ้กิเลสตัวนี้นี่นะ แสดงว่ามันเกิดบ่อย เกิดบ่อยนี่เป็นข้อดีที่ว่า มันเกิดบ่อยเราก็จะเห็นบ่อย เห็นบ่อยเนี่ยจิตจะจำมันได้
ไม่ต้องไปตั้งท่าต่อต้านมันนะ ถ้าต่อต้านก็ทำผิด ไม่ต้องต่อต้าน แค่รู้เฉย ๆ มันเป็นเพียงแค่กิเลสตัวหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็รู้ไป
ถ้าต่อต้าน เราจะรู้สึกว่า “ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก” อย่างนี้ต่อต้านแล้ว เราไม่มีหน้าที่อะไรมาก..แค่รู้
ในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าไม่ให้ต่อต้านอะไรเลย มีราคะก็ให้รู้ โทสะก็ให้รู้ โมหะก็ให้รู้ ฟุ้งซ่านก็ให้รู้ หดหู่ก็ให้รู้ รู้อย่างเดียว ไม่มีว่า “ห้ามมี” หรือว่า “ต่อต้าน” “จงทำลายกิเลสนั้นไป” “จงไล่ฟันไล่บี้บีฑามัน” อะไรอย่างนี้ไม่มี แค่รู้!

รู้บ่อย ๆ เนี่ยนะ จิตจะจำสภาวะนั้นได้แม่นยำ แล้วจะกลายเป็นว่าเรามี “ถิรสัญญา” จากสภาวะนั้น
ถิรสัญญา หมายถึง การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เช่น คนขี้โกรธ ทีแรกก็ว่า “โอ้โห.. เราแพ้ทางความโกรธ เห็นหน้านังนี่ทีไรนะเราจะไม่พอใจ ยิ่งนังนี่มาทีไรนะ..เราจะโกรธทุกที” แต่ถ้าเป็นคนเจริญสติดูจิตเนี่ยนะ นังนี่มา..โกรธ ก็รู้ทันโกรธ นังนี่มาอีกแล้ว มันไม่ไปไหน กูก็จะดูมันเนี่ย ทุกครั้งที่มันเห็นหน้านังนี่เนี่ยนะ..เราจะโกรธ เราก็รู้โกรธไป ยิ่งโกรธบ่อยยิ่งดี แต่โกรธนานไม่ดี เข้าใจมั้ย?
โกรธนานจะไม่มีสติ แต่โกรธบ่อย-รู้บ่อย ก็จะมีสติถี่ ๆ การมีสติถี่ ๆ เนี่ยมีประโยชน์ เพราะทุกครั้งที่เห็นความโกรธ จิตมันจะจำความโกรธ มันไม่ได้จำหน้านังนั่นนะ แต่ถ้าโกรธอยู่เนี่ยมันจะไปจำหน้านังนั่น ไปจำว่า “นังนั่นมันร้าย นังนั่นมันเลว” อย่างนี้นะ แต่ถ้าโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ…มันจะเห็นสภาวะคือโกรธ จิตมันจะไม่มองหน้านังนั่น แต่มันจะมาดูไอ้ความโกรธในจิตเมื่อกี้นี้ จิตมันจะจำความโกรธ จำว่าสภาวะโกรธเป็นอย่างนี้
คราวนี้ไปดูหน้าคนอื่น ก็หมั่นไส้ โกรธ หงุดหงิด ขัดเคือง มันก็คือไม่พอใจ คือโกรธเหมือนกันนั่นแหละ ก็คนขี้โกรธน่ะนะ เป็นโทสะเหมือนกัน เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนคนก็แล้ว..แต่สภาวะคือความโกรธเหมือนกัน พอมีสติรู้ จิตก็จะจำความโกรธอีก เห็นความโกรธบ่อย ๆ กลายเป็นจำความโกรธได้แม่น คราวนี้โกรธใครเกิดความโกรธขึ้นมา เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนคนไปตั้งเยอะแยะหลายคนแล้ว แต่ความโกรธก็แบบเดิม ไม่ได้ตั้งใจจะดูความโกรธเลย..คราวนี้พอจิตจำได้แล้ว..มันมีสติดูความโกรธขึ้นมาเอง เรียกว่าเกิดสติโดยอัตโนมัติ ตรงนี้จึงจะเป็น “สัมมาสติ” แท้ ๆ
สติอัตโนมัติ คือไม่ได้ตั้งใจให้เกิดสติ แต่สติเกิดขึ้นเอง ทำไมถึงเกิดขึ้นเอง? เพราะเห็นความโกรธมาบ่อยแล้ว
กิเลสตัวนี้เหมือนกัน ที่เราบอกว่าเราแพ้ จริง ๆ ถ้ามองในแง่ดีคือ มันเกิดบ่อย มันเกิดบ่อยเราก็รู้มันบ่อย ๆ รู้บ่อย..เราจะได้ถิรสัญญาได้เร็ว
แต่ต้องดูเฉย ๆ อย่าไปต่อต้านนะ อย่าไปทำลายมัน อย่าไปคิดแก้ไขมัน ดูเฉยๆ

เรียบเรียงจากการตอบคำถาม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๑
ไฟล์ 610325 อุปกิเลส ๑๖


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๐ 🤔🤔 #ถาม​ : อยาก​จะ​มี​พระ​สงฆ์​เป็น​สรณะ​ แต่​ติด​ตรง​สิ่ง​ที่​พระ​สงฆ์​ใน​ปัจจุบัน​นี้กำลัง​เป็น​…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๐
🤔🤔
#ถาม​ : อยาก​จะ​มี​พระ​สงฆ์​เป็น​สรณะ​ แต่​ติด​ตรง​สิ่ง​ที่​พระ​สงฆ์​ใน​ปัจจุบัน​นี้กำลัง​เป็น​ จึง​ยาก​นัก​ที่​จะ​ทำ​ใจ​ให้​นับถือ​เป็น​สรณะ​ได้​ เรา​ควร​วางใจ​อย่างไร​คะ?

#ตอบ​ : คำ​ว่า​ “​สงฆ์​” มี​หลาย​ความหมาย​นะ
ถ้า​ว่า​โดย​ศัพท์​ แปล​ว่า​ หมู่, ชุมนุม

ถ้า​ว่า​โดย​ความหมาย​จะ​มี​ ๒ ความหมาย

“​สงฆ์​” ความ​หมาย​แรก​ หมายถึง​ หมู่​สาวก​ของ​พระ​พุทธเจ้า​ เรียก​เต็ม​ว่า​ “สาวก​สงฆ์” ตาม​ที่​ปรากฏ​ใน​คำ​สวด​สังฆคุณ​ว่า​ “สุปฏิปนฺโน​ ภควโต​ สาวกสงฺโฆ…” เป็นต้น​ ซึ่ง​มี​คำ​แปล​ว่า​ สงฆ์​สาวก​ของ​พระ​ผู้​มี​พระ​ภาค​เจ้า​หมู่​ใด​ ผู้​ปฏิบัติ​ดี​แล้ว, ปฏิบัติ​ตรง​แล้ว, ปฏิบัติ​เพื่อ​รู้​ธรรม​เป็น​เครื่อง​ออก​จาก​ทุกข์​แล้ว, ปฏิบัติ​สมควร​แล้ว​ ประกอบ​ด้วย​คู่​บุคคล​ ๔​ คู่​ นับ​เรียง​เป็นราย​บุคคล​ก็​มี ๘ ได้แก่
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​โสดาปัตติมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​โสดา​ปัตติ​ผล​ คู่​หนึ่ง
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​สกทาคามิมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​สกทาคามิ​ผล​ คู่​หนึ่ง
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อนาคา​มิมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อนาคา​มิผล​ คู่​หนึ่ง
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อรหัต​ตมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อรหัต​ตผล​ คู่​หนึ่ง
รวม​เรียก​บุคคล​ ๔​ คู่​นี้​ว่า​ “อริยบุคคล”
คำ​ว่า​”สาวก​สงฆ์”นี้​ ก็​จึงเรียก​ได้​อีก​อย่างว่า​”อริยสงฆ์”

“​สงฆ์​” ความ​หมาย​ที่​ ๒​ หมายถึง​ หมู่​ภิกษุ​ตั้งแต่​ ๔​ รูป​ขึ้น​ไป​ ซึ่ง​สามารถ​ทำ​สังฆกรรม​ได้​ตาม​ที่​กำหนด​ไว้​ใน​พระ​วินัย
(ถ้า​หมู่​ภิกษุ​ ๒-๓​ รูป​ เรียกว่า​ “คณะ” ถ้า​ภิกษุ​รูป​เดียว​ เรียกว่า​ “บุคคล”)​

พระสงฆ์​ที่​โยม​ตะขิดตะขวง​ใจ​ที่จะนับถือ​เป็น​สรณะ​นั้น​น่าจะ​หมายถึง​ “สงฆ์” ใน​ความหมาย​ที่​ ๒​ ซึ่ง​ประกอบด้วย​ภิกษุ​ที่​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​มาดี​แล้ว, ที่​กำลัง​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​, ที่​เคย​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​​เหมือนกัน​ แต่​ยัง​ฝึก​ไม่ได้​ที่​ และ​บัดนี้​ย่อหย่อน​ และ​สุดท้าย​คือ​พวกที่​ไม่​ยอม​ฝึกฝน​ปฎิบัติ​ ใน​บรรดา​ภิกษุ​เหล่านี้​ ผู้​ที่​เป็น​อริยบุคคล​เท่านั้น​จึง​จะ​เป็น​ “สงฆ์” ที่​เป็นสรณะ​ของ​ชาว​พุทธ

ที่​สำคัญ​คือ​ “สาวก​สงฆ์” ที่​เป็น​สรณะ​ของ​ชาว​พุทธ​นั้น​ ไม่​จำกัด​อยู่​แต่​ใน​หมู่​ภิกษุ​เท่านั้น​ ที่จริง..ไม่​ว่า​พุทธ​บริษัท​ท่าน​ใด​ก็​ตาม​ที่​ปฏิบัติตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​พระ​พุทธเจ้า​จน​กระทั่ง​บรรลุ​มรรค​ผล​ เป็น​พระ​อริยบุคคล​แล้ว​ พุทธ​บริษัท​ท่าน​นั้น​ก็​นับ​ว่า​เป็น”สาวกสงฆ์”ด้วย​ แม้​ว่า​ท่าน​นั้น​จะ​ยัง​เป็น​อุบาสก​หรือ​อุบาสิกา​อยู่​ก็​ตาม

ฉะนั้น​ แทนที่จะ​ให้​ใจไป​ติด​อยู่​กับ​ความ​รังเกียจ​ภิกษุ​ผู้​ไม่​รัก​ดี​ ก็​ใช้​โอกาส​นี้มา​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​พัฒนา​ตน​ตาม​พระ​ธรรม​คำ​สอน​ของ​พระ​พุทธ​องค์​ มา​ร่วม​รวม​เป็น​ “สาวก​สงฆ์” กัน​จะ​ไม่​ดีกว่า​หรือ?

๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๙ 🤔🤔 ถาม​ : สวรรค์มี 6 ชั้น ต้องไปจุติสวรรค์ชั้นไหนถึงได้ภาวนาต่อ หรือสวรรค์ทุกชั้นก็มีเทวดาที่ภาวนาปะปนกันไป?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๙
🤔🤔
ถาม​ : สวรรค์มี 6 ชั้น ต้องไปจุติสวรรค์ชั้นไหนถึงได้ภาวนาต่อ หรือสวรรค์ทุกชั้นก็มีเทวดาที่ภาวนาปะปนกันไป?

ตอบ​ : ใน​บรรดา​สวรรค์​ 6 ชั้น​ ก็​สามารถ​ไป​ภาวนา​ต่อ​ได้​ทุก​ชั้น​ แต่​ควร​ฝึก​ภาวนา​ตอน​เป็น​มนุษย์​นี้​ให้​มาก​ๆ​ จน​คุ้นชิน​ติด​เป็น​นิสัย​นะ​ ถ้า​ไม่​เช่นนั้น​ก็​มัก​จะ​ถูก​ความสุข​ใน​ทิพย​สมบัติ​หลอก​เอา​ ประมาท​เพลิน​ไป​ ลืม​ภาวนาจน​หมด​อายุ

คราว​หนึ่ง​ พระ​สารีบุตร​แสดง​ธรรม​ให้​มนุษย์​และ​เทวดา​ฟัง​ เวลาจบเทศนา เทวดาพันโกฏิบรรลุพระอรหัต และที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นนับไม่ถ้วน

พระ​พุทธเจ้า​เสด็จ​ไป​อธิบาย​ให้​พระ​สารีบุตร​ฟังว่า
“ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลม จดลง ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน
ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็ก แหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง … ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้ว ในภพนั้นแน่นอน
ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้
ดูกรสารีบุตร ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็ก แหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน เทวดาเหล่านั้นได้อบรม แล้วในศาสนานี้เอง”

หมายความ​ว่า​ เทวดา​ที่​บรรลุ​ธรรม​เหล่า​นั้น​ได้​เคย​เกิด​เป็น​มนุษย์​ และ​ได้​เคย​ฝึก​อบรม​จิต​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​พระ​พุทธ​องค์​มา​ก่อน​แล้ว​ อาศัย​พื้นฐาน​ที่​เคย​ได้​อบรม​จิต​มา​ดี​ เมื่อ​เกิด​เป็น​เทวดา​แล้ว​ก็​จึง​โน้ม​น้อม​มา​ฟัง​ธรรม​จาก​พระ​เถระ​ และ​ต่อ​ยอด​การ​ปฏิบัติ​จน​บรรลุ​ธรรม​ได้

เทวดา​ที่​ไม่​เคย​ฝึก​อบรม​จิต​มา​ เพียง​แต่​ทำ​บุญ​อย่าง​อื่น​ ก็​ยาก​ที่​จะ​มา​เริ่ม​ฝึก​แล้ว​ให้​บรรลุ​ธรรมใน​อัตภาพ​เทวดา​นั้น​ นอก​เสีย​จาก​ว่าได้​ฟัง​ธรรม​จาก​พระ​พุทธเจ้า​โดยตรง

ฉะนั้น​ เพื่อ​ความ​ไม่​ประมาท​ ก็​ควร​ฝึก​ภาวนา​เสีย​แต่​ตอนนี้​ แม้​ไม่​บรรลุ​ใน​ชาติ​นี้​ ตาย​ไป​เป็น​เทวดา..ก็​ยัง​เป็น​ปัจจัย​ให้​ภาวนา​ก้าวหน้า​ต่อไป​ได้

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๗ 🤔🤔 #ถาม​ : สำหรับฆาราวาสที่ตั้งใจอธิษฐานกระทำสิ่งดีงามกันไว้​ในช่วง​เทศกาลเข้าพรรษา…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๗
🤔🤔
#ถาม​ : สำหรับฆาราวาสที่ตั้งใจอธิษฐานกระทำสิ่งดีงามกันไว้​ในช่วง​เทศกาลเข้าพรรษา แล้ว​ทำ​ได้​บ้าง​ไม่ได้​บ้าง​ หากครบกำหนดออกพรรษา​แล้ว​ ควรวางใจ​อย่าง​ไร​ครับ? และถ้าผู้ทำได้ตลอดพรรษานั้นจะมีอานิสงส์เช่นไร ควรน้อมจิตถวายบุญนี้กันเช่นไร​ครับ?

#ตอบ​ : สำหรับ​คน​ที่​ทำ​ได้​ตาม​ที่​อธิษฐาน​ไว้​
– ได้​ความ​เชื่อมั่น​ใน​ตัวเอง​ ใน​การ​ทำ​สิ่ง​ดีงาม​ ปลูกฝัง​กุศล​ศรัทธา​ให้​เจริญ​ขึ้น​ จิต​มี​กำลัง​มาก​ขึ้น
– ได้​สัจจบารมี​ เพราะ​ได้​กล่าว​ไว้​เช่นไร​ ก็​ทำ​จริงตาม​ที่​ได้​กล่าว​ไว้​นั้น
– ได้​อธิษฐาน​บารมี​ เพราะ​ตั้งใจ​ไว้​ว่า​จะ​ทำ​อะไร​ ก็​ได้​ทำ​และ​ทำ​ได้​ตามที่​ตั้งใจ​ไว้นั้น
– ได้​วิริยบารมี​ เพราะ​ต้อง​อาศัย​ความ​เพียร​เป็น​เรี่ยวแรง​ใน​การ​มุ่งมั่น​ทำ​กิจ​นั้น
– ได้​ขันติ​บารมี​ เพราะ​ต้อง​อดทน​ทำ​กิจ​นั้น​ให้​ลุล่วง​ตลอด​ตาม​กำหนด
– ได้​ปัญญา​บารมี​ เมื่อ​มี​อุปสรรค​ใน​การ​ทำ​กิจ​นั้นแล้ว​สามารถ​หา​ทาง​แก้ปัญหา​ให้​ฝ่าย​ไป​ได้​ใน​ทาง​ที่​ชอบ
– ส่วน​บารมี​และ​กุศล​ธรรมอื่น​ ก็​ขึ้น​อยู่​กับ​สิ่ง​ที่​อธิษฐาน​นั้น​ว่า​จะ​ทำ​อะไร​ ก็​อาจจะ​ได้​บารมี​และ​กุศล​ธรรมตาม​ความ​เหมาะสม​กับ​สิ่ง​ที่​ทำ​มา​นั้น

สำหรับ​คน​ที่​ทำ​ได้​บ้าง​ไม่ได้​บ้าง​ ก็​ควร​อนุโมทนา​กับ​ตัวเอง​ใน​ส่วน​ที่​ทำ​ได้​ เพราะ​ที่​ทำ​ได้​แม้​ว่า​จะ​เล็กน้อย​ ก็​ยัง​ดี​กว่า​ไม่ได้​ทำ

จากนั้น​ก็​มา​วิเคราะห์​ดู​ว่า​ ใน​ส่วน​ที่​ทำ​ไม่ได้​ เรา​พลาด​ตรง​ไหน​ ถ้า​จะ​ทำ​อีก​ควร​ป้องกัน​อุปสรรค​นั้น​อย่างไร​ ถ้า​คิด​ไม่​ออก​ ก็​หา​เวลา​ไป​ปรึกษาหารือ​กับ​บัณฑิต​
อย่า​เสียเวลา​กับ​การ​ทับถม​ตนเอง​
เอา​ปัญหา​มา​พัฒนา​ปัญญา​ดีกว่า​
ตั้งใจ​ไว้​ว่า​ โอกาส​หน้า​จะ​ทำ​ให้​ดี​กว่า​นี้

บุญ​บารมี​ที่​ได้​บำเพ็ญ​แล้ว​ ไม่​ว่า​มาก​หรือ​น้อย​ ขอ​ให้​น้อมนำมา​
– บูชา​พระ​รัตนตรัย​
– บูชา​คุณ​ครูบาอาจารย์​
– อุทิศถวาย​แด่​บูรพมหากษัตริย์​ทุก​พระ​องค์​ รวมทั้ง​บรรพบุรุษ​ทุก​ท่าน​ ที่​ได้​รักษา​แผ่นดิน​ให้​เรา​ไ​ด้​อาศัย​ และ​รักษา​ศาสนา​ไว้​ให้​เรา​มา​ศึกษา​
– อุทิศ​ให้​กับ​พ่อ​แม่​ ญาติ​มิตรและ​ผู้​มี​พระ​คุณ​ทุก​ท่าน​ ที่​ได้​อุปถัมภ์​ค้ำชู​เลี้ยงดู​และ​เอื้อ​เฟื้อ​เรา​มา​
– อุทิศ​ให้​กับ​เหล่า​เทวดา​ และ​สรรพสัตว์​ใน​สาม​แดน​โลก​ธาตุ​ สัตว์​เหล่า​ใด​มี​ทุกข์​จง​มา​อนุโมทนา​บุญ​กุศล​ที่​เรา​อุทิศ​ให้​นี้​เพื่อ​พ้น​จาก​ทุกข์​ เปลี่ยน​จาก​ทุคติ​ไป​สู่​สุคติ​ สัตว์​เหล่า​ใด​มี​สุข​อยู่แล้ว​ก็​ขอ​ให้​สุข​ยิ่ง​ขึ้น​ไป
– อุทิศ​ให้​กับ​ผู้​ที่​เรา​เคย​ล่วงเกิน​และ​ผูก​เวร​อยู่​ ขอ​ให้​บุญ​กุศล​ที่​กำลัง​อุทิศ​ให้​นี้​เป็น​เครื่อง​บรรณาการ​ เพื่อ​ทดแทน​ความ​ผิดพลาด​ล่วงเกิน​นั้น​ ขอ​ให้​ท่าน​เหล่านั้น​อนุโมทนา​บุญ​ร่วมกัน​ ให้​อภัย​กัน​ เมตตา​กัน​ มุ่ง​ดี​ต่อ​กัน​และ​กัน
– อุทิศ​ให้​กับ​ศัตรู​และ​ผู้​ที่​เคย​ล่วงเกิน​เรา​ เรา​ปรารถนา​การ​ให้​อภัย​จาก​ผู้​ที่​เรา​เคย​ล่วงเกิน​ด้วย​อาการ​อย่างไร​ เรา​ก็​ขอ​ให้​อภัย​กับ​ผู้​ที่​เคย​ล่วงเกิน​เรา​ด้วย​อาการ​อย่างนั้น​ ไม่​ขอ​จองเวร​ใคร
– อุทิศ​ให้​กับ​ตนเอง​ ขอ​บุญ​บารมี​ที่​ได้​บำเพ็ญ​มา​ทั้งหมด​ จง​หนุนอำนวย​ให้​เรา​ถึง​พร้อม​ซึ่ง​ความ​เจริญ​ใน​ธรรม​ ให้​เข้า​สู่​กระแส​ธรรม​ ถึง​ความ​พ้น​ทุกข์​ด้วย​เทอญ

๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๖ #ประสบการณ์ทุกข์แบบนิมฺมโล 🤔🤔 #ถาม : เคยได้ยินพระอาจารย์เทศน์ไว้ว่า ของพระอาจารย์น่ะต้องภาวนาแบบสบาย…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๖
#ประสบการณ์ทุกข์แบบนิมฺมโล
🤔🤔
#ถาม : เคยได้ยินพระอาจารย์เทศน์ไว้ว่า ของพระอาจารย์น่ะต้องภาวนาแบบสบาย ใช่หรือปล่าวคะ?

#ตอบ : ก็อยากสบายทุกคนแหละ

#ถาม : ที่ถามนี่อยากก๊อปปี้ (Copy) พระอาจารย์เจ้าค่ะ ทุกคนจะเห็นลักษณะของพระอาจารย์น่ะ ยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบานใครเห็นก็มีความสุขแล้ว ในความรู้สึกของตัวโยมเองก็รู้สึกว่า พระอาจารย์คงไม่มีความทุกข์น่ะค่ะ

#ตอบ : ฮื่อ! ไม่ใช่นะ ยังทุกข์อยู่

#ถาม : อยากให้พระอาจารย์แชร์เรื่องความทุกข์ของพระอาจารย์ในขณะที่ภาวนา เพราะไม่เคยเห็นพระอาจารย์เทศน์เรื่องทุกข์ของพระอาจารย์เลยน่ะค่ะ

#ตอบ : ( หัวเราะ ) โอ้โห… ถ้าพูดเรื่องนี้นะ อีกยาวเลยนะ
คือยังไงดี เอาในแง่ของอาตมาก่อนนะ
มีคำสอนอยู่อันหนึ่งบอกว่า “ความฟุ้งซ่านแสดงถึงความต่อภพต่อชาติ” เคยได้ยินคำนี้ไหม?
ความฟุ้งซ่านเนี่ย..ยิ่งฟุ้งซ่านมากแสดงว่ายังต้องมีภพชาติอีกเยอะ!
พอได้ยินแบบนี้แล้วฟุ้งซ่านมากขึ้นหรือปล่าว? มันอดไม่ได้นะ

ทีนี้..เมื่อก่อนอาตมาก็จะบังคับไม่ให้ฟุ้งซ่านด้วยการบังคับใจตัวเองให้อยู่กับที่นิ่งๆ ซึ่งทำผิดจริต จึงทำไม่ได้ผล
แต่พอรู้ว่าจริตอย่างเราเนี่ยเป็นพวกที่ทิฏฐิจริต พวกทิฏฐิจริตไม่ใช่ไปห้ำหั่นกับความฟุ้งซ่านในลักษณะนั้น ก็ให้มาทำความรู้สึกตัวด้วยการเจริญสติ รู้ทันความฟุ้งซ่าน ให้ฟุ้งไป..แล้วก็จะรู้ ฟุ้งไป..แล้วก็จะรู้
ตอนที่ทำผิดเนี่ยจะมีความทุกข์ กำลังฟุ้งไปก็ทุกข์ ห้ามความฟุ้งก็ทุกข์ เพราะมันห้ามไม่ได้ มันน่าสงสารมากเลย
เพลินฟุ้งอยู่พักหนึ่ง..ฟุ้งๆไปเดี๋ยวก็ทุกข์อีกแล้ว เพราะฟุ้งซ่านจะต่อด้วยรำคาญใจ รำคาญใจทีไรจะทุกข์ทุกที ใช่มั้ย?
แล้วก็พอจะบังคับไม่ให้ฟุ้งซ่านก็ทุกข์ เพราะบังคับไม่ได้

มีความสุขหน่อยเดียว ตอนที่ว่ามันหมดแรงแล้วหลับ!
ที่มันทนได้อยู่เนี่ยก็เพราะหลับ อาศัยหลับ
นี่..ทุกข์ในแนวอาตมา

ถ้ายังทำอย่างนี้ต่อไปนะ..ก็ปฏิบัติเป็นทุกข์ ชาตินี้จะบรรลุหรือปล่าวก็ไม่รู้ แต่คิดว่าคงไม่บรรลุหรอก เพราะว่าปฏิบัติผิดจริตผิดแนว ทำแล้วไม่ได้ผล เพราะว่าทำแล้วก็ทุกข์
ฟุ้งซ่านไปเนี่ย..ไม่มีสติก็ทุกข์ พยายามจะปฏิบัติด้วยการบังคับไม่ให้มันฟุ้งซ่านก็ทุกข์
พอรู้ว่าจริตเราเป็นแบบนี้ (คือทิฏฐิจริต) แล้วรู้ว่ามีแนวทางปฏิบัติของคนจริตแบบนี้ คือ เจริญสติดูจิตไปเลย แค่รู้ตัวนี้นะ..ทุกข์หายไปเยอะเลย เพราะโล่งใจ โปร่งใจว่า “เฮ้ย! เรามีทางแล้ว!”
เมื่อก่อนนี่นะ..กูไม่มีทางเลย! ทำมาสิบกว่าปีจะยี่สิบปียังไม่ได้อะไรเลย ท้อถอย..ทำไปทุกข์ไป ทำไปทุกข์ไป แต่ก็ทนทำ!
ที่จะชมคุณธรรมตัวเองได้เนี่ยนะ..คือทน ทนอยู่ได้ไงไม่รู้นะ..สิบกว่าปี

แต่พอรู้ทางนะ..โปร่งเลย โล่งเลย แต่ที่โล่งเนี่ยก็โล่งชั่วคราวนะ อุปสรรคยังมีอีกเยอะ
อุปสรรคที่ว่าก็คือ คิดว่า “ทำยังไงกูจะรู้บ่อยๆ?” อยากมีสติรู้ไอ้ฟุ้งซ่านนี่แหละถี่ๆ บ่อยๆ เพราะฟุ้งซ่านมันจะยาวใช่มั้ย? กว่ามันจะเรียกว่าฟุ้งซ่านได้ก็คือมันจะเผลอไปคิดยาว ถ้าแว้บนึงเนี่ย..มันยังไม่ถือว่าเป็นฟุ้งซ่านในระดับอาตมานะ อาตมาฟุ้งคือต้องยาว ให้เวลามันสักรอบนึงน่ะ
ฉะนั้น พอรู้ตัวทีไรมันก็จะหงุดหงิดใจตัวเองทุกทีว่า “กูฟุ้งมายาว!”
ทั้งๆที่เจริญสติแล้วนะ มีสติแล้ว แต่ก็ยังมีทัศนคติที่ผิด โล่งใจตรงที่ว่า “กูมีแนวทางของกูแล้วล่ะ กูจะไปอย่างนี้ล่ะ” คือจะเจริญสติดูจิต แต่เจริญสติด้วยทัศนคติที่ผิด คือเข้าใจว่า ถ้ารู้แล้ว..ฟุ้งซ่านมันต้องดับหายไปเลย หรือว่าควรจะสงบมากกว่านี้ นี่เป็นทัศนคติผิด คือคิดว่า ยังไงๆ จิตก็ต้องสงบก่อน นิ่งก่อน ก็วนกลับมาที่เก่า คือบังคับจิต
เจริญสติรู้จิตก็จริงนะ แต่ยังอยากสงบด้วย อยากนิ่งด้วย
ทั้งๆที่คนที่เจริญสติดูจิตเนี่ย ถ้าฟุ้งแล้วรู้ว่าฟุ้ง..ไม่บังคับจิต จิตจะเจริญเร็ว เพราะจะเห็นสภาวะเกิดดับได้ง่าย แต่เรากลับไม่ยอม ไปยั้งจิตตัวเองไม่ให้เจริญด้วยความเข้าใจผิดว่า “เฮ้ย! ต้องสงบ ต้องนิ่ง!” นี่ก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง
พอมีทัศนคติว่าต้องสงบก่อน เวลาเห็นฟุ้งซ่านก็ไม่พอใจ “ฟุ้งจัง”.. ไม่ชอบความฟุ้ง แล้วดึงจิตตัวเอง นี่ก็เป็นความทุกข์แบบหนึ่ง เป็นความทุกข์ที่สร้างเอง เพราะไปสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองว่าอย่าฟุ้งซ่าน..ต้องสงบ นี่ก็ทุกข์อีกขั้นหนึ่ง จนมันเรียนรู้ ค่อยๆ เรียนรู้ไป

เรื่องการเรียนรู้เนี่ย อาตมามีบุญนิดหนึ่งตรงที่ว่ามีครูบาอาจารย์คอยช่วยดูให้ ครูบาอาจารย์คอยแนะนำว่า “ที่ทำอยู่เนี่ย มันบังคับตัวเองเกินไป มันมีฟอร์มนักปฏิบัติ แล้วของเก่าที่ทำมามันทำจนชิน ให้เลิกๆ ไปซะ”
“เอ้า! เลิกก็เลิก!” พอดีเป็นคนหัวอ่อน ว่าง่าย (ฮา..)
เลิกก็เลิก เลิกคือเลิกทำแบบเดิม พอเลิกทำแบบเดิมไปแล้ว คราวนี้มันเอาคืน! กิเลสที่เรากดเอาไว้ข่มเอาไว้เนี่ยนะ..พอเลิกกดข่ม..มันก็ขึ้นมาเลย
อาตมาเป็นคนขี้โกรธนะ จริงๆ แล้วขี้โกรธ อย่ายั่วนะ!
ที่มันขี้โกรธเพราะอะไรรู้มั้ย? ที่มันขี้โกรธเพราะว่าชอบวิจารณ์!
มันมีมาตรฐานของตัวเองอยู่อย่างหนึ่ง เวลาเขาทำอะไรเนี่ยเราจะมีมาตรฐานของเราไปเทียบ ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ มันน่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วเราก็วิจารณ์ ที่วิจารณ์ไปก็คือว่ามันยังไม่เป็นตามมาตรฐานของเรา โยมเคยเป็นมั้ย? เรามีมาตรฐานของเราอย่างหนึ่ง เห็นอะไรเราก็ “แหม..น่าจะอย่างนี้” เห็นอย่างนี้ก็ “แหม..มันน่าจะอย่างนั้น” ด้วยความปรารถนาดีนะ ประมาณว่า.. “เราเนี่ยฉลาดมากเลย ความเห็นของเราเนี่ยดีมากนะ มันจะมีประโยชน์ต่อเขามากเลยนะ ที่เราเสนอไปเนี่ย ถ้าเขาทำตามนะมันจะเป็นประโยชน์มากเลย”
เสนอไปแล้วถ้าเขาไม่ทำตามก็โกรธ! แค่เสนอไปแล้วเขาไม่ตั้งใจฟังก็โกรธแล้ว เคยเป็นมั้ย? นี่ก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง

ทั้งๆ ที่ก็รู้เหมือนกันนะว่า เรานี่เป็นทิฏฐิจริต..ต้องเจริญสติดูจิต แต่ก็มีไอ้พวกนี้เป็นอุปสรรคขัดขวางไปเรื่อยๆ อุปสรรคขัดขวางเนี่ยนะใครทำ?.. เราทำเอง! สร้างขึ้นมาเอง! จิตเนี่ยสร้างความเคยชินอย่างนี้ขึ้นมา

ทำไมเราจึงเป็นทิฏฐิจริต?
ก็มันคิดมานานแล้ว ช่างคิดมานานแล้ว สั่งสมมาเอง จิตเนี่ยสั่งสมมาเอง เราเลือกจริตไม่ได้..จิตมันทำมา จิตมันเลือกเองมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มันสั่งสมนิสัยสันดานมามันจึงกลายเป็นคนช่างคิด มีความเห็นและยึดในความเห็นตัวเอง

การมีความเห็นอย่างเดียวไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่ตัวปัญหาใหญ่คือการยึดในความเห็น
เคยเป็นมั้ย? เถียงกันในห้องประชุมน่ะมีมั้ย? ยึดในความเห็นของตัวเอง..ตรงนี้คือปัญหา เราก็รู้ไปเลยว่า..นี่เรายึดในความเห็นอีกแล้ว

มันจะค่อยๆ ฉลาดขึ้นนะ ค่อยๆ เห็นเบื้องหลังความเลวร้ายของตัวเองมากขึ้น
มันแปลกตรงที่ว่า ถ้าเห็นเบื้องหลังความเลวร้ายของตัวเองทีไร..มันสบายทุกทีเลย! มันโล่งนะ
แต่ถ้าเห็นความร้ายกาจของคนอื่นนะ “ฮึ่ม.. !” มันเหมือนกับว่า “กูจะไปปราบมัน!”
แต่เห็นความเลวร้ายของตัวเองเนี่ยนะ เห็นทีไรมันจะโล่งขึ้น
ฉะนั้น งานของเราไม่ใช่ว่าจะไปปราบมารให้ราบคาบ
นั่นมันมารข้างนอก ให้มาปราบมารในใจของตัวเองนะ
พอได้มั้ย? แนวทุกข์แบบนิมฺมโล …

😇😇

เรียบเรียงจากการตอบคำถาม
โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

แผ่น CD บ้านจิตสบาย ๑๐
ไฟล์ ธรรมะรับกาลเวลา 591225
Track 04.ประสบการณ์ทุกข์แบบนิมฺมโล
https://wp.me/p5bBOI-25M


อ่านบน Facebook

สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการสดับเล่าเรียน 🆕อัพเดทหนังสือใหม่ บนแผงหนังสือนิมฺมโล …

สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการสดับเล่าเรียน
🆕อัพเดทหนังสือใหม่ บนแผงหนังสือนิมฺมโล
ที่ลิงค์ http://nimmalo.com/bookshelf/
#นิมฺมโลตอบโจทย์เล่ม
#พระกฤช ฝากคิด ฝากคำ เล่ม ๓
สามารถคลิกอ่านและดาวโหลดได้เลยค่ะ


อ่านบน Facebook

#วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑ 🌻🌻🌻 ถ้า​จะ​แสดง​ความ​ภักดี​…

#วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
🌻🌻🌻
ถ้า​จะ​แสดง​ความ​ภักดี​ ก็​ให้​นึก​ถึง​หลัก​ทรง​งาน​ ให้​มา​เป็น​แรง​บันดาลใจ​กับ​เรา​ เช่น​ เคย​รับ​สั่ง​ว่า​ “ต้อง​ทำ​หน้าที่​เพื่อ​หน้าที่​ มิ​ใช้​ทำ​เพื่อ​หวัง​ผลประโยชน์.. ผลประโยชน์​โดย​สมบูรณ์​ของ​งาน​ ก็​เป็น​รางวัล​สูงสุด​อยู่​แล้ว​”

เรา​ก็​ทำงาน​ให้​ซื่อสัตย์​ ซื่อตรง​ต่อ​หน้าที่การงาน​ ทำ​งาน​ที่​สุจริต​ เวลา​ทำ​ก็​สนุก​ที่​จะ​ทำ​และ​เต็ม​ใจ​ทำ​

สังเกต​ได้​ว่า​ เรา​มัก​จะ​เห็น​ “รอยยิ้ม​” ของ​พระ​องค์​ ก็​ตอน​ทรง​งาน​อยู่​กับ​ราษฎร​

เรา​ก็​ให้​มี​ความ​สุข​กับ​การ​ทำ​งาน​ของ​เรา​ ยิ่ง​งาน​ที่​มี​ประโยชน์​ต่อ​คน​หมู่​มาก​ ก็​ยิ่ง​สุข​มาก​

สำหรับ​นัก​ภาวนา​ ก็​เรียน​หลัก​มา​มาก​แล้ว​ ก็​มี​งาน​ที่​เหลือ​คือ​ ​นำ​ไป​ทำ​และ​ทำ​ทันที​ แม้​จะ​ทุกข์​โศก​ ก็​รู้​สึก​ตัว​ไว​ๆ ไม่​ปล่อย​ใจ​ให้​ถลำ​ไป​กับ​อกุศล​นาน​ งานกรรมฐาน​ก็​ทำ​ได้​ไม่​เว้น​ แม้​ใน​กรณี​นี้​

ก็​ขอ​ให้​มี​พระ​องค์​เป็น​แรงบันดาลใจ​ ทำ​หน้าที่​ของ​คนไทย​ ทำ​หน้าที่​ของ​พ่อ​แม่​ ทำ​หน้าที่​ของ​ลูก​ ทำ​หน้าที่​ของข้าราชการ​ ทำ​หน้าที่​ของ​ประชาชน​ ทำ​หน้าที่​ของ​พระ​ ทำ​หน้าที่​ของ​โยม​ ทำ​หน้าที่​ของ​ชาว​พุทธ

อุทิศ​ถวาย​รางวัล​อัน​สูงสุด​ที่​เรา​มี​ คือ​ผล​งาน​ใน​หน้าที่​ที่​สมบูรณ์​ แด่​พระองค์​

มอง​ขึ้น​ฟ้า​ ก็​แน่ใจ​ได้​ว่า พระ​องค์​กำลัง​ยิ้ม …

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙
🌻🌻🌻

ด้วยกุศลผลบุญทั้งหลายที่เหล่าทีมงานนิมฺมโล.คอม, นิมฺมโลเพจได้ร่วมกันเผยแพร่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนคุณงามความดีทุกประการ ขอร่วมน้อมถวายบุญกุศลทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
🙏🙏🙏

(อ้างอิงลิงค์ #นิมฺมโลตอบโจทย์ ๕๑ https://www.facebook.com/nimmalo/posts/611734082342970:0)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๕ 🤔🤔 #ถาม : ถ้ามีเสียงรบกวนขณะเจริญสติ ต้องกำหนดอย่างไรคะ? #ตอบ : กรณีที่เริ่มต้นด้วยการรู้อยู่ที่องค์ภาวนา…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๕
🤔🤔

#ถาม : ถ้ามีเสียงรบกวนขณะเจริญสติ ต้องกำหนดอย่างไรคะ?

#ตอบ : กรณีที่เริ่มต้นด้วยการรู้อยู่ที่องค์ภาวนา เมื่อมีเสียงมา ก็เห็นจิตแสดงอาการต่าง ๆ เช่น
๑. จิตมันเคลื่อนไปฟังเสียง ก็รู้ว่าจิตมันเคลื่อนไป เห็นการเคลื่อนของจิต ก็ได้สมาธิแบบ “จิตตั้งมั่น”
๒. ถ้าไม่ทันเห็นความเคลื่อนของจิต มันไปอินกับเสียงแล้ว เสียงนี้เราชอบ เกิดความพอใจ ก็รู้ว่าเผลอมาพอใจ หรือจะรู้ว่ามีราคะก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า “มีสติ”
๓. ถ้ามันไปอินกับเสียงแล้ว เสียงนี้เราไม่ชอบ เกิดความไม่พอใจ ก็รู้ว่าเผลอมาไม่พอใจ หรือจะรู้ว่ามีโทสะก็ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า “มีสติ”
๔. ถ้าเห็นว่าจิตมันเคลื่อนไปฟังเสียงเอง ก็ได้ “ปัญญา” เห็นไตรลักษณ์ คือเห็นจิตแสดงอนัตตลักษณะ

ก็ลองสังเกตดูว่า เมื่อรับรู้เสียงแล้วเกิดปฏิกิริยาอย่างไรกับจิต
ถ้าฟังเพลินไปเลย ก็แสดงว่าเราลืมภาวนา
ถ้ารำคาญ ก็แสดงว่าเราตั้งใจจะทำสมถะ จะเอาความสงบ แล้วเจ้าเสียงนี้มันมารบกวน ก็จะเกิดโทสะ
แต่ถ้าย้อนกลับมาเห็นจิตแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่แจกแจงมา ก็จะได้สติบ้าง ได้สติและสมาธิแบบจิตตั้งมั่นบ้าง บางทีก็จะได้ทั้งสติ, สมาธิแบบจิตตั้งมั่นและได้ปัญญาในระดับวิปัสสนาด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเห็นจิตแสดงความจริงได้แค่ไหน

โดยมาก..เสียงจะมีปัญหารบกวนผู้ฝึกสมถะ ท่านจึงแนะผู้ที่ฝึกสมถะให้ไปหาที่ที่สงัด เช่น ในป่า ถ้ำ เป็นต้น
แต่ถ้าจะฝึกวิปัสสนา ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาที่เงียบสงัดขนาดนั้น อยู่ในเมือง มีเสียงจอแจ เสียงแตร เสียงกลอง เสียงฆ้อง เสียงระฆัง เสียงกะละมัง เสียงด่า ก็ภาวนาได้

๖ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๔ 🤔🤔 #ถาม : เราจะมีวิธีการสำรวจตัวเองอย่างไรครับ ว่าเราพร้อมที่จะบวชพระเพื่อมุ่งความเพียรในการภาวนาแล้ว?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๔
🤔🤔

#ถาม : เราจะมีวิธีการสำรวจตัวเองอย่างไรครับ ว่าเราพร้อมที่จะบวชพระเพื่อมุ่งความเพียรในการภาวนาแล้ว?

#ตอบ : ถ้าจะให้สำรวจตัวเอง..มันก็หาสูตรสำเร็จตายตัวยากอยู่นะ

ดูอย่างพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์พบนิมิตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกบรรพชา

พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ เมื่อครั้งเป็นอุปติสสะกับโกลิตะ ดูมหรสพแล้วสลดใจว่า ทุกคน..ทั้งผู้แสดงและผู้ชม..อีกไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย ก็คิดออกบวชแสวงหาโมกขธรรม

พระมหากัสสปะ ก่อนบวชชื่อว่าปิปผลิมาณพ ไม่มีความยินดีในชีวิตครองเรือน แต่ก็ยอมแต่งงานกับนางภัททกาปิลานี เพียงเพื่อทำตามความประสงค์ของพ่อแม่ แต่งงานแล้วก็ไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวกัน กระทั่งพ่อแม่ตายก็สละเรือนออกบวชด้วยกันทั้งคู่

พระอานนท์ ออกบวชตามมติในที่ประชุมเจ้าศากยะ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงขอให้บรรดาเจ้าศากยะยลเจ้าชายออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้าครอบครัวละหนึ่งองค์

พระนันทะ ออกบวชแบบไม่เต็มใจ แต่ก็บรรลุอรหัตตผลได้ ด้วยอุบายการสอนของพระพุทธเจ้า

พระจูฬปันถกะ ออกบวชตามการสนับสนุนของพระพี่ชาย แต่ท่องมนต์ไม่ได้ พระพี่ชายก็ไล่กลับบ้าน อาศัยอุบายการสอนของพระพุทธเจ้า ท่านก็ได้บรรลุอรหัตผล

จึงเห็นได้ว่า ความพร้อมในการออกบวชของแต่ละท่านนั้นต่างกัน ความสำคัญอยู่ที่ว่า..บวชแล้วมีใครเป็นอาจารย์ และเมื่อได้อาจารย์ดีแล้ว..เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านหรือไม่

พระเทวทัต ออกบวชรุ่นเดียวกันกับพระอานนท์ แต่มีความมักใหญ่ ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า ยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาต และพยายามประทุษร้ายพระพุทธองค์ จนถึงทำสังฆเภท สุดท้ายก็ถูกธรณีสูบ ออกบวชมาหาเรื่องทำอนันตริยกรรมแท้ๆ

เห็นพระเทวทัตเป็นตัวอย่างเช่นนี้แล้ว ก็รู้สึกว่า แทนที่จะหาข้อดีในตนเพื่อตอบคำถามว่าเราพร้อมบวชหรือยัง ก็มาสำรวจข้อเสียที่พึงระวังสำหรับนักบวชและผู้ที่ประสงค์จะบวช..จะดีกว่าไหม?

ผู้ที่จะบวช (รวมทั้งผู้ที่บวชแล้วด้วย) ลองสำรวจดูว่า มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตนบ้างหรือไม่ คือ

๑. ความมักใหญ่ เพราะบวชแล้วชาวบ้านจะเคารพนับไหว้ ถ้ามีความมักใหญ่ก็ยิ่งถือตัวทะนงตน ยิ่งบวชนานก็ยิ่งมีโอกาสเจ้ายศเจ้าอย่าง เปิดทางให้ความเสียหายเข้ามาสู่ชีวิต

๒. ความมักมาก เมื่อได้ลาภสักการะก็หลงมัวเมา สะสม ถ้าพลาดไปแสวงหาในทางที่ผิดก็ยิ่งมีโทษหนัก

๓. ว่ายากสอนยาก เชื่อในความคิดเห็นของตนเองแบบหัวรุนแรง ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในหมู่คณะ เมื่อมีใครปรารถนาดีมาตักเตือนก็พาลมองไปว่าเขาเป็นศัตรู

วัดต่างๆ ที่มีระเบียบให้ผู้ขอบวชต้องไปถือศีลแปดที่วัดก่อนบวชระยะหนึ่งนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะดูว่าผู้นั้นมีความประพฤติเสียหายเหล่านี้บ้างหรือไม่ ถ้ามีแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็อาจจะพิจารณาไม่ให้บวช
ความมักใหญ่ และ ความมักมาก ผู้อื่นอาจจะเห็นกันยากหน่อย บางทีมันค่อยๆ โผล่มาตอนบวชนานแล้ว ยิ่งถ้ามีความว่ายากสอนยากเข้ามาสำทับด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่ การบวช..แทนที่จะได้บุญกุศล มาภาวนาเพื่อมรรคผลพ้นทุกข์ กลับกลายเป็นสร้างทางไปอบาย

ขอย้ำว่า ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความเห็นของอาตมาเท่านั้น อาจจะยังบกพร่องอยู่ก็ได้

สุดท้าย หาอาจารย์ให้ได้ เลือกอาจารย์ให้ดี จะมีคำตอบเอง

๔ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๓ 🤔🤔 #ถาม : คาถา “ศราทธพรต” สวดในบ้านได้หรือไม่? #ตอบ : “ศราทธพรต” อ่านว่า…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๓
🤔🤔

#ถาม : คาถา “ศราทธพรต” สวดในบ้านได้หรือไม่?

#ตอบ : “ศราทธพรต” อ่านว่า สาด-ทะ-พฺรด แปลว่า พิธีทำบุญให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
“พรต” มาจากภาษาสันสกฤตว่า วฺรต บาลีเป็น วตฺต แปลว่า ข้อที่ควรประพฤติ

ศราทธ์ เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่า การทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
มีคำคล้ายๆกันอีกคำหนึ่ง คือ “สารท” (ถ้าเขียนแบบสันสกฤตก็เป็น ศารท อ่านว่า สาด) ซึ่งมีความหมายต่างกัน

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายของคำว่า “สารท” ไว้ว่า –
๑. “อันเกิดมีหรือเป็นไปในสารทสมัย”, เช่น ดวงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง อันนวลแจ่มสดใส
๒. เทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ เดิมเป็นฤดูทำบุญด้วยเอาข้าวที่กำลังท้อง (ข้าวรวงเป็นน้ำนม) มาทำยาคูและกวนข้าวปายาสเลี้ยงพราหมณ์ เรียกว่ากวนข้าวทิพย์ ส่วนผู้นับถือพระพุทธศาสนานำคตินั้นมาใช้ แต่เปลี่ยนเป็นถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติในปรโลก สำหรับชาวบ้านทั่วไปมักทำแต่กระยาสารท เป็นต้น (ต่างจาก ศราทธ์)

“คาถาศราทธพรต” หรือ “ศราทธพรตคาถา” หมายถึง คาถาหมวดหนึ่ง ที่พระสงฆ์ใช้สวดรับเทศน์ ในงานพระราชพิธีเผาศพเจ้านาย คือมีเทศน์ก่อน เรียกว่า “เทศน์ศราทธพรต” และมีบทสวดรับเทศน์เป็นการเฉพาะ คือบท “ศราทธพรตคาถา” ในปัจจุบันก็นิยมนำมาเทศน์มาสวดในงานพระราชเพลิงศพของพระเถระผู้ใหญ่หรือศพชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่มีผู้คนนับถือมากๆ ซึ่งมักจะจัดเป็นพิธีใหญ่อยู่สักหน่อย ชาวบ้านทั่วไปจึงหาโอกาสฟังยาก อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย พระทั่วๆไปก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสสวดกัน

ฉะนั้น ถ้าถามว่าสวดในบ้านได้ไหม?
ก็ต้องตอบว่า ไม่มีข้อห้ามเป็นทางการนะ

๒๘ กันยายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๒ 🤔🤔 #ถาม : วิจิกิจฉาในนิวรณ์ กับ วิจิกิจฉาในสังโยชน์ ที่พระโสดาบันละได้ สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๒
🤔🤔
#ถาม : วิจิกิจฉาในนิวรณ์ กับ วิจิกิจฉาในสังโยชน์ ที่พระโสดาบันละได้ สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร?

#ตอบ : ต่างกัน..
โดยศัพท์แปลเหมือนกัน วิจิกิจฉา คือ​ ความลังเลสงสัย

ความลังเลสงสัยที่เป็นนิวรณ์ เป็นความลังเลสงสัยทั่วๆไป หมายความว่ามันเป็นความฟุ้งซ่านของจิตประเภทหนึ่ง ที่มันคอยแสวงหาคำตอบไปทั่ว ไม่ระบุว่าจะสงสัยเรื่องอะไร?
คือพอมันสงสัยปุ๊บ​! มัน​ก็​ฟุ้งซ่านที่จะหาคำตอบ จิตขณะนั้นไม่สงบแล้ว
พอไม่สงบแล้ว..จึงเรียกว่าเป็นนิวรณ์ ที่ขัดขวางความสงบบ ขัดขวางสมาธิ ขัดขวางการทำฌาน
ถ้ายังสงสัย ใจก็ยังส่งออกอยู่ ขณะนั้นกายเป็นอย่างไงก็ไม่รู้ ใจเป็นอย่างไงก็ไม่รู้ ใจกำลังสงสัยอยู่ก็ไม่รู้ เพราะมัวแต่แสวงหาว่าคำตอบของเรื่องที่สงสัย​ ว่านี้คืออะไร
เช่น​ สมมุติว่านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เห็นหนอนตัวหนึ่ง เอ๊ะ!หนอนตัวนี้เรียกว่าอะไรนะ? อย่างนี้นะ..จิต​ส่ง​ออกไปแล้วนะ ไปที่ใบไม้แล้วนะ แล้วก็ยังสงสัย.. กายนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้ ใจกำลังสงสัยก็ไม่รู้ ใจนั้นรับรู้อยู่แค่ว่า..”หนอนตัวนี้เรียกว่าอะไร? มันจะคันไหม? โดนไปแล้วจะเป็นอย่างไง? ตอนเป็นผีเสื้ิอมันจะแบบไหน?” อะไรอย่างนี้นะ.. คิด​ไป.. สงสัยไปว่าเป็นอย่างไร​? การสงสัยนี้เป็นการขัดขวางทำให้ไม่มีสมาธิ ทำให้ไม่ได้ฌาน

แต่ความสงสัยที่เป็นวิจิกิจฉาในสังโยชน์ที่พระโสดาบันละได้นั้น ไม่ได้ตัดความสงสัยพวกนี้
จะเป็นการตัดความสงสัยในเรื่องของ​ ​”พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์” ว่า..พระพุทธเจ้ามีจริงไหม? พระธรรมสอนให้ถึงความพ้นทุกข์ได้จริงหรือเปล่า? สงฆ์ที่จะปฏิบัติถึงความพ้นทุกข์มีจริงอยู่หรือเปล่า?
อันนี้​พระ​โสดาบันท่านละไปได้แล้ว
ตัววิจิกิจฉาในสังโยชน์มุ่งเน้นไปแค่สามเรื่องนี้ คือสงสัยในพระรัตนตรัย

#ถาม : ดังนั้นคนที่สงสัยในนิวรณ์ เขาจะทำอย่างไรดีครับ?

#ตอบ : ให้รู้ทันว่า..สงสัย! แค่นั้นเอง!
ความสงสัยมันหลอกอยู่ วิจิกิจฉามันหลอกอยู่ หลอกให้ควานหาคำตอบ
เช่น​ อ่านข่าวแล้วสงสัย ฟังคนพูดแล้วก็สงสัยอะไรอย่างนี้ แค่รู้ว่าสงสัยเท่านั้นเอง
บางคำถามในใจเนี่ยนะ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ! มันเป็นตัวหลอกเฉยๆ หลอกให้จิตมันฟุ้งซ่านออกไป ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
พอมีสงสัย..แล้วรู้ว่าสงสัยนะ! จิตมันสงสัยอยู่ แล้วรู้ว่าจิตสงสัย คือเห็นจิตแล้ว พอเห็นจิตแล้วจิตขณะนั้นก็มีสติแล้ว อย่างน้อยก็มีสติ​เห็น​จิตแล้ว
ถ้าเห็นว่าจิตมันเคลื่อนไปสงสัย อย่างนี้ได้ทั้งสติและสมาธิ
ถ้าเห็นว่าจิตสงสัยได้เอง อย่างนี้เกิดปัญญาด้วยซ้ำไป เห็นว่าจิตนี้เป็นอนัตตา เราบังคับจิตไม่ได้ มันสงสัยไปเอง อย่างนี้ดีมาก!
เรียกว่าอาศัยสิ่งที่ปรากฎอยู่ในจิต พอรู้ทันก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จิตก็จะฉลาดมากขึ้น อย่างนี้พอมันเกิดขึ้นอีกมันจะหลอกเราไม่ได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิด​ความ​สงสัย​อีกนะ! มันก็จะเกิดอีก แล้วก็รู้ทัน เกิดอีกแล้วก็รู้ทัน

เกิด​สงสัยอีกเมื่อไหร่..ขณะนั้นเรียกว่ามี”วิจิกิจฉา”เกิดขึ้น
พอรู้ทันอีกเมื่อไหร่ อย่างน้อยๆได้สติแล้ว
ถ้ารู้ทันว่า​จิตมันเริ่มไหลไปสงสัย อย่างนี้ได้สมาธิด้วย
แล้วถ้ารู้ทันขณะที่มันสงสัยว่า.. “มันสงสัยเอง” เราจะได้กุศลสามตัว​ (คือ​สติ, สมาธิ​และ​ปัญญา)​ ขณะที่เห็นวิจิกิจฉาขณะเดียว

เรียบเรียงจากรายการ​ “คลิกใจให้ธรรม”
ตอน..ทางแห่งพระโสดาบัน
ลิงค์ยูทูป https://yt3.pics.ee/AAMLE

๑๔ กันยายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook