Category Archives: นิมฺมโลตอบโจทย์

สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการสดับเล่าเรียน 🆕อัพเดทหนังสือใหม่ บนแผงหนังสือนิมฺมโล …

สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการสดับเล่าเรียน
🆕อัพเดทหนังสือใหม่ บนแผงหนังสือนิมฺมโล
ที่ลิงค์ http://nimmalo.com/bookshelf/
#นิมฺมโลตอบโจทย์เล่ม
#พระกฤช ฝากคิด ฝากคำ เล่ม ๓
สามารถคลิกอ่านและดาวโหลดได้เลยค่ะ


อ่านบน Facebook

#วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑ 🌻🌻🌻 ถ้า​จะ​แสดง​ความ​ภักดี​…

#วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
🌻🌻🌻
ถ้า​จะ​แสดง​ความ​ภักดี​ ก็​ให้​นึก​ถึง​หลัก​ทรง​งาน​ ให้​มา​เป็น​แรง​บันดาลใจ​กับ​เรา​ เช่น​ เคย​รับ​สั่ง​ว่า​ “ต้อง​ทำ​หน้าที่​เพื่อ​หน้าที่​ มิ​ใช้​ทำ​เพื่อ​หวัง​ผลประโยชน์.. ผลประโยชน์​โดย​สมบูรณ์​ของ​งาน​ ก็​เป็น​รางวัล​สูงสุด​อยู่​แล้ว​”

เรา​ก็​ทำงาน​ให้​ซื่อสัตย์​ ซื่อตรง​ต่อ​หน้าที่การงาน​ ทำ​งาน​ที่​สุจริต​ เวลา​ทำ​ก็​สนุก​ที่​จะ​ทำ​และ​เต็ม​ใจ​ทำ​

สังเกต​ได้​ว่า​ เรา​มัก​จะ​เห็น​ “รอยยิ้ม​” ของ​พระ​องค์​ ก็​ตอน​ทรง​งาน​อยู่​กับ​ราษฎร​

เรา​ก็​ให้​มี​ความ​สุข​กับ​การ​ทำ​งาน​ของ​เรา​ ยิ่ง​งาน​ที่​มี​ประโยชน์​ต่อ​คน​หมู่​มาก​ ก็​ยิ่ง​สุข​มาก​

สำหรับ​นัก​ภาวนา​ ก็​เรียน​หลัก​มา​มาก​แล้ว​ ก็​มี​งาน​ที่​เหลือ​คือ​ ​นำ​ไป​ทำ​และ​ทำ​ทันที​ แม้​จะ​ทุกข์​โศก​ ก็​รู้​สึก​ตัว​ไว​ๆ ไม่​ปล่อย​ใจ​ให้​ถลำ​ไป​กับ​อกุศล​นาน​ งานกรรมฐาน​ก็​ทำ​ได้​ไม่​เว้น​ แม้​ใน​กรณี​นี้​

ก็​ขอ​ให้​มี​พระ​องค์​เป็น​แรงบันดาลใจ​ ทำ​หน้าที่​ของ​คนไทย​ ทำ​หน้าที่​ของ​พ่อ​แม่​ ทำ​หน้าที่​ของ​ลูก​ ทำ​หน้าที่​ของข้าราชการ​ ทำ​หน้าที่​ของ​ประชาชน​ ทำ​หน้าที่​ของ​พระ​ ทำ​หน้าที่​ของ​โยม​ ทำ​หน้าที่​ของ​ชาว​พุทธ

อุทิศ​ถวาย​รางวัล​อัน​สูงสุด​ที่​เรา​มี​ คือ​ผล​งาน​ใน​หน้าที่​ที่​สมบูรณ์​ แด่​พระองค์​

มอง​ขึ้น​ฟ้า​ ก็​แน่ใจ​ได้​ว่า พระ​องค์​กำลัง​ยิ้ม …

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙
🌻🌻🌻

ด้วยกุศลผลบุญทั้งหลายที่เหล่าทีมงานนิมฺมโล.คอม, นิมฺมโลเพจได้ร่วมกันเผยแพร่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนคุณงามความดีทุกประการ ขอร่วมน้อมถวายบุญกุศลทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
🙏🙏🙏

(อ้างอิงลิงค์ #นิมฺมโลตอบโจทย์ ๕๑ https://www.facebook.com/nimmalo/posts/611734082342970:0)


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๕ 🤔🤔 #ถาม : ถ้ามีเสียงรบกวนขณะเจริญสติ ต้องกำหนดอย่างไรคะ? #ตอบ : กรณีที่เริ่มต้นด้วยการรู้อยู่ที่องค์ภาวนา…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๕
🤔🤔

#ถาม : ถ้ามีเสียงรบกวนขณะเจริญสติ ต้องกำหนดอย่างไรคะ?

#ตอบ : กรณีที่เริ่มต้นด้วยการรู้อยู่ที่องค์ภาวนา เมื่อมีเสียงมา ก็เห็นจิตแสดงอาการต่าง ๆ เช่น
๑. จิตมันเคลื่อนไปฟังเสียง ก็รู้ว่าจิตมันเคลื่อนไป เห็นการเคลื่อนของจิต ก็ได้สมาธิแบบ “จิตตั้งมั่น”
๒. ถ้าไม่ทันเห็นความเคลื่อนของจิต มันไปอินกับเสียงแล้ว เสียงนี้เราชอบ เกิดความพอใจ ก็รู้ว่าเผลอมาพอใจ หรือจะรู้ว่ามีราคะก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า “มีสติ”
๓. ถ้ามันไปอินกับเสียงแล้ว เสียงนี้เราไม่ชอบ เกิดความไม่พอใจ ก็รู้ว่าเผลอมาไม่พอใจ หรือจะรู้ว่ามีโทสะก็ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า “มีสติ”
๔. ถ้าเห็นว่าจิตมันเคลื่อนไปฟังเสียงเอง ก็ได้ “ปัญญา” เห็นไตรลักษณ์ คือเห็นจิตแสดงอนัตตลักษณะ

ก็ลองสังเกตดูว่า เมื่อรับรู้เสียงแล้วเกิดปฏิกิริยาอย่างไรกับจิต
ถ้าฟังเพลินไปเลย ก็แสดงว่าเราลืมภาวนา
ถ้ารำคาญ ก็แสดงว่าเราตั้งใจจะทำสมถะ จะเอาความสงบ แล้วเจ้าเสียงนี้มันมารบกวน ก็จะเกิดโทสะ
แต่ถ้าย้อนกลับมาเห็นจิตแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่แจกแจงมา ก็จะได้สติบ้าง ได้สติและสมาธิแบบจิตตั้งมั่นบ้าง บางทีก็จะได้ทั้งสติ, สมาธิแบบจิตตั้งมั่นและได้ปัญญาในระดับวิปัสสนาด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเห็นจิตแสดงความจริงได้แค่ไหน

โดยมาก..เสียงจะมีปัญหารบกวนผู้ฝึกสมถะ ท่านจึงแนะผู้ที่ฝึกสมถะให้ไปหาที่ที่สงัด เช่น ในป่า ถ้ำ เป็นต้น
แต่ถ้าจะฝึกวิปัสสนา ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาที่เงียบสงัดขนาดนั้น อยู่ในเมือง มีเสียงจอแจ เสียงแตร เสียงกลอง เสียงฆ้อง เสียงระฆัง เสียงกะละมัง เสียงด่า ก็ภาวนาได้

๖ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๔ 🤔🤔 #ถาม : เราจะมีวิธีการสำรวจตัวเองอย่างไรครับ ว่าเราพร้อมที่จะบวชพระเพื่อมุ่งความเพียรในการภาวนาแล้ว?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๔
🤔🤔

#ถาม : เราจะมีวิธีการสำรวจตัวเองอย่างไรครับ ว่าเราพร้อมที่จะบวชพระเพื่อมุ่งความเพียรในการภาวนาแล้ว?

#ตอบ : ถ้าจะให้สำรวจตัวเอง..มันก็หาสูตรสำเร็จตายตัวยากอยู่นะ

ดูอย่างพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์พบนิมิตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกบรรพชา

พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ เมื่อครั้งเป็นอุปติสสะกับโกลิตะ ดูมหรสพแล้วสลดใจว่า ทุกคน..ทั้งผู้แสดงและผู้ชม..อีกไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย ก็คิดออกบวชแสวงหาโมกขธรรม

พระมหากัสสปะ ก่อนบวชชื่อว่าปิปผลิมาณพ ไม่มีความยินดีในชีวิตครองเรือน แต่ก็ยอมแต่งงานกับนางภัททกาปิลานี เพียงเพื่อทำตามความประสงค์ของพ่อแม่ แต่งงานแล้วก็ไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวกัน กระทั่งพ่อแม่ตายก็สละเรือนออกบวชด้วยกันทั้งคู่

พระอานนท์ ออกบวชตามมติในที่ประชุมเจ้าศากยะ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงขอให้บรรดาเจ้าศากยะยลเจ้าชายออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้าครอบครัวละหนึ่งองค์

พระนันทะ ออกบวชแบบไม่เต็มใจ แต่ก็บรรลุอรหัตตผลได้ ด้วยอุบายการสอนของพระพุทธเจ้า

พระจูฬปันถกะ ออกบวชตามการสนับสนุนของพระพี่ชาย แต่ท่องมนต์ไม่ได้ พระพี่ชายก็ไล่กลับบ้าน อาศัยอุบายการสอนของพระพุทธเจ้า ท่านก็ได้บรรลุอรหัตผล

จึงเห็นได้ว่า ความพร้อมในการออกบวชของแต่ละท่านนั้นต่างกัน ความสำคัญอยู่ที่ว่า..บวชแล้วมีใครเป็นอาจารย์ และเมื่อได้อาจารย์ดีแล้ว..เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านหรือไม่

พระเทวทัต ออกบวชรุ่นเดียวกันกับพระอานนท์ แต่มีความมักใหญ่ ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า ยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาต และพยายามประทุษร้ายพระพุทธองค์ จนถึงทำสังฆเภท สุดท้ายก็ถูกธรณีสูบ ออกบวชมาหาเรื่องทำอนันตริยกรรมแท้ๆ

เห็นพระเทวทัตเป็นตัวอย่างเช่นนี้แล้ว ก็รู้สึกว่า แทนที่จะหาข้อดีในตนเพื่อตอบคำถามว่าเราพร้อมบวชหรือยัง ก็มาสำรวจข้อเสียที่พึงระวังสำหรับนักบวชและผู้ที่ประสงค์จะบวช..จะดีกว่าไหม?

ผู้ที่จะบวช (รวมทั้งผู้ที่บวชแล้วด้วย) ลองสำรวจดูว่า มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตนบ้างหรือไม่ คือ

๑. ความมักใหญ่ เพราะบวชแล้วชาวบ้านจะเคารพนับไหว้ ถ้ามีความมักใหญ่ก็ยิ่งถือตัวทะนงตน ยิ่งบวชนานก็ยิ่งมีโอกาสเจ้ายศเจ้าอย่าง เปิดทางให้ความเสียหายเข้ามาสู่ชีวิต

๒. ความมักมาก เมื่อได้ลาภสักการะก็หลงมัวเมา สะสม ถ้าพลาดไปแสวงหาในทางที่ผิดก็ยิ่งมีโทษหนัก

๓. ว่ายากสอนยาก เชื่อในความคิดเห็นของตนเองแบบหัวรุนแรง ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในหมู่คณะ เมื่อมีใครปรารถนาดีมาตักเตือนก็พาลมองไปว่าเขาเป็นศัตรู

วัดต่างๆ ที่มีระเบียบให้ผู้ขอบวชต้องไปถือศีลแปดที่วัดก่อนบวชระยะหนึ่งนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะดูว่าผู้นั้นมีความประพฤติเสียหายเหล่านี้บ้างหรือไม่ ถ้ามีแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็อาจจะพิจารณาไม่ให้บวช
ความมักใหญ่ และ ความมักมาก ผู้อื่นอาจจะเห็นกันยากหน่อย บางทีมันค่อยๆ โผล่มาตอนบวชนานแล้ว ยิ่งถ้ามีความว่ายากสอนยากเข้ามาสำทับด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่ การบวช..แทนที่จะได้บุญกุศล มาภาวนาเพื่อมรรคผลพ้นทุกข์ กลับกลายเป็นสร้างทางไปอบาย

ขอย้ำว่า ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความเห็นของอาตมาเท่านั้น อาจจะยังบกพร่องอยู่ก็ได้

สุดท้าย หาอาจารย์ให้ได้ เลือกอาจารย์ให้ดี จะมีคำตอบเอง

๔ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๓ 🤔🤔 #ถาม : คาถา “ศราทธพรต” สวดในบ้านได้หรือไม่? #ตอบ : “ศราทธพรต” อ่านว่า…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๓
🤔🤔

#ถาม : คาถา “ศราทธพรต” สวดในบ้านได้หรือไม่?

#ตอบ : “ศราทธพรต” อ่านว่า สาด-ทะ-พฺรด แปลว่า พิธีทำบุญให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
“พรต” มาจากภาษาสันสกฤตว่า วฺรต บาลีเป็น วตฺต แปลว่า ข้อที่ควรประพฤติ

ศราทธ์ เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่า การทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
มีคำคล้ายๆกันอีกคำหนึ่ง คือ “สารท” (ถ้าเขียนแบบสันสกฤตก็เป็น ศารท อ่านว่า สาด) ซึ่งมีความหมายต่างกัน

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายของคำว่า “สารท” ไว้ว่า –
๑. “อันเกิดมีหรือเป็นไปในสารทสมัย”, เช่น ดวงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง อันนวลแจ่มสดใส
๒. เทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ เดิมเป็นฤดูทำบุญด้วยเอาข้าวที่กำลังท้อง (ข้าวรวงเป็นน้ำนม) มาทำยาคูและกวนข้าวปายาสเลี้ยงพราหมณ์ เรียกว่ากวนข้าวทิพย์ ส่วนผู้นับถือพระพุทธศาสนานำคตินั้นมาใช้ แต่เปลี่ยนเป็นถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติในปรโลก สำหรับชาวบ้านทั่วไปมักทำแต่กระยาสารท เป็นต้น (ต่างจาก ศราทธ์)

“คาถาศราทธพรต” หรือ “ศราทธพรตคาถา” หมายถึง คาถาหมวดหนึ่ง ที่พระสงฆ์ใช้สวดรับเทศน์ ในงานพระราชพิธีเผาศพเจ้านาย คือมีเทศน์ก่อน เรียกว่า “เทศน์ศราทธพรต” และมีบทสวดรับเทศน์เป็นการเฉพาะ คือบท “ศราทธพรตคาถา” ในปัจจุบันก็นิยมนำมาเทศน์มาสวดในงานพระราชเพลิงศพของพระเถระผู้ใหญ่หรือศพชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่มีผู้คนนับถือมากๆ ซึ่งมักจะจัดเป็นพิธีใหญ่อยู่สักหน่อย ชาวบ้านทั่วไปจึงหาโอกาสฟังยาก อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย พระทั่วๆไปก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสสวดกัน

ฉะนั้น ถ้าถามว่าสวดในบ้านได้ไหม?
ก็ต้องตอบว่า ไม่มีข้อห้ามเป็นทางการนะ

๒๘ กันยายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๒ 🤔🤔 #ถาม : วิจิกิจฉาในนิวรณ์ กับ วิจิกิจฉาในสังโยชน์ ที่พระโสดาบันละได้ สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๒
🤔🤔
#ถาม : วิจิกิจฉาในนิวรณ์ กับ วิจิกิจฉาในสังโยชน์ ที่พระโสดาบันละได้ สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร?

#ตอบ : ต่างกัน..
โดยศัพท์แปลเหมือนกัน วิจิกิจฉา คือ​ ความลังเลสงสัย

ความลังเลสงสัยที่เป็นนิวรณ์ เป็นความลังเลสงสัยทั่วๆไป หมายความว่ามันเป็นความฟุ้งซ่านของจิตประเภทหนึ่ง ที่มันคอยแสวงหาคำตอบไปทั่ว ไม่ระบุว่าจะสงสัยเรื่องอะไร?
คือพอมันสงสัยปุ๊บ​! มัน​ก็​ฟุ้งซ่านที่จะหาคำตอบ จิตขณะนั้นไม่สงบแล้ว
พอไม่สงบแล้ว..จึงเรียกว่าเป็นนิวรณ์ ที่ขัดขวางความสงบบ ขัดขวางสมาธิ ขัดขวางการทำฌาน
ถ้ายังสงสัย ใจก็ยังส่งออกอยู่ ขณะนั้นกายเป็นอย่างไงก็ไม่รู้ ใจเป็นอย่างไงก็ไม่รู้ ใจกำลังสงสัยอยู่ก็ไม่รู้ เพราะมัวแต่แสวงหาว่าคำตอบของเรื่องที่สงสัย​ ว่านี้คืออะไร
เช่น​ สมมุติว่านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เห็นหนอนตัวหนึ่ง เอ๊ะ!หนอนตัวนี้เรียกว่าอะไรนะ? อย่างนี้นะ..จิต​ส่ง​ออกไปแล้วนะ ไปที่ใบไม้แล้วนะ แล้วก็ยังสงสัย.. กายนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้ ใจกำลังสงสัยก็ไม่รู้ ใจนั้นรับรู้อยู่แค่ว่า..”หนอนตัวนี้เรียกว่าอะไร? มันจะคันไหม? โดนไปแล้วจะเป็นอย่างไง? ตอนเป็นผีเสื้ิอมันจะแบบไหน?” อะไรอย่างนี้นะ.. คิด​ไป.. สงสัยไปว่าเป็นอย่างไร​? การสงสัยนี้เป็นการขัดขวางทำให้ไม่มีสมาธิ ทำให้ไม่ได้ฌาน

แต่ความสงสัยที่เป็นวิจิกิจฉาในสังโยชน์ที่พระโสดาบันละได้นั้น ไม่ได้ตัดความสงสัยพวกนี้
จะเป็นการตัดความสงสัยในเรื่องของ​ ​”พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์” ว่า..พระพุทธเจ้ามีจริงไหม? พระธรรมสอนให้ถึงความพ้นทุกข์ได้จริงหรือเปล่า? สงฆ์ที่จะปฏิบัติถึงความพ้นทุกข์มีจริงอยู่หรือเปล่า?
อันนี้​พระ​โสดาบันท่านละไปได้แล้ว
ตัววิจิกิจฉาในสังโยชน์มุ่งเน้นไปแค่สามเรื่องนี้ คือสงสัยในพระรัตนตรัย

#ถาม : ดังนั้นคนที่สงสัยในนิวรณ์ เขาจะทำอย่างไรดีครับ?

#ตอบ : ให้รู้ทันว่า..สงสัย! แค่นั้นเอง!
ความสงสัยมันหลอกอยู่ วิจิกิจฉามันหลอกอยู่ หลอกให้ควานหาคำตอบ
เช่น​ อ่านข่าวแล้วสงสัย ฟังคนพูดแล้วก็สงสัยอะไรอย่างนี้ แค่รู้ว่าสงสัยเท่านั้นเอง
บางคำถามในใจเนี่ยนะ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ! มันเป็นตัวหลอกเฉยๆ หลอกให้จิตมันฟุ้งซ่านออกไป ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
พอมีสงสัย..แล้วรู้ว่าสงสัยนะ! จิตมันสงสัยอยู่ แล้วรู้ว่าจิตสงสัย คือเห็นจิตแล้ว พอเห็นจิตแล้วจิตขณะนั้นก็มีสติแล้ว อย่างน้อยก็มีสติ​เห็น​จิตแล้ว
ถ้าเห็นว่าจิตมันเคลื่อนไปสงสัย อย่างนี้ได้ทั้งสติและสมาธิ
ถ้าเห็นว่าจิตสงสัยได้เอง อย่างนี้เกิดปัญญาด้วยซ้ำไป เห็นว่าจิตนี้เป็นอนัตตา เราบังคับจิตไม่ได้ มันสงสัยไปเอง อย่างนี้ดีมาก!
เรียกว่าอาศัยสิ่งที่ปรากฎอยู่ในจิต พอรู้ทันก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จิตก็จะฉลาดมากขึ้น อย่างนี้พอมันเกิดขึ้นอีกมันจะหลอกเราไม่ได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิด​ความ​สงสัย​อีกนะ! มันก็จะเกิดอีก แล้วก็รู้ทัน เกิดอีกแล้วก็รู้ทัน

เกิด​สงสัยอีกเมื่อไหร่..ขณะนั้นเรียกว่ามี”วิจิกิจฉา”เกิดขึ้น
พอรู้ทันอีกเมื่อไหร่ อย่างน้อยๆได้สติแล้ว
ถ้ารู้ทันว่า​จิตมันเริ่มไหลไปสงสัย อย่างนี้ได้สมาธิด้วย
แล้วถ้ารู้ทันขณะที่มันสงสัยว่า.. “มันสงสัยเอง” เราจะได้กุศลสามตัว​ (คือ​สติ, สมาธิ​และ​ปัญญา)​ ขณะที่เห็นวิจิกิจฉาขณะเดียว

เรียบเรียงจากรายการ​ “คลิกใจให้ธรรม”
ตอน..ทางแห่งพระโสดาบัน
ลิงค์ยูทูป https://yt3.pics.ee/AAMLE

๑๔ กันยายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๑ 🤔🤔 #ถาม​ : ช่วยอธิบายคำว่า อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นหน่อยนะ ครับ คือผมสงสัยว่า…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๑
🤔🤔

#ถาม​ : ช่วยอธิบายคำว่า อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นหน่อยนะ ครับ คือผมสงสัยว่า มียึดมั่น​ไม่ดี​ แล้วมียึดมั่นดี ไหมครับ?

#ตอบ​ : ถ้า​เป็น​ภาษา​ไทย​ คำ​ว่า​ “ยึดมั่น” ที่​มี​ความหมาย​ใน​ทาง​ที่​ดี​ก็​มี​นะ​ เช่น​ ยึดมั่น​ใน​ชาติ​-ศาสนา​-พระ​มหากษัตริย์, ยึดมั่น​ใน​คุณงามความดี​ เป็นต้น

แต่​ถ้า​ใช้​คำ​ว่า​ “อุปาทาน” จะ​เป็น​ความ​ยึดมั่น​ที่​ไม่ดี​ เพราะ​หมายถึง​ความ​ยึดมั่น​ด้วย​อำนาจ​กิเลส​ เป็น​ความ​ยึดติด​อัน​เนื่อง​มา​แต่​ตัณหา​ ผูกพัน​เอา​ตัวตน​เป็น​ที่ตั้ง

อุปาทาน​ มี​ ๔​ ได้แก่

๑.​ กามุปาทาน​ ความ​ยึดมั่น​ใน​กาม​ คือ​ รูป​ เสียง​ กลิ่น​ รส​ โผฏฐัพพะ​ ที่​น่า​ใคร่​ น่า​พอใจ

๒.​ ทิฏฐุปาทาน​ ความ​ยึดมั่น​ใน​ทิฏ​ฐิ​ คือ​ ความ​เห็น​ ลัทธิ​ หรือ​หลัก​คำ​สอน​ต่าง​ๆ​

๓.​ สีลัพพตุ​ปาทาน​ ความ​ยึดมั่น​ใน​ศีล​และ​พรต​ คือ​ ถือ​ว่า​จะ​บริสุทธิ์​หลุดพ้น​ได้​เพียง​ด้วย​ศีล​และ​วัตร​ หลัก​ความ​ประพฤติ​ ข้อ​ปฏิบัติ​ แบบแผน​ ระเบียบ​ วิธี​ ขนบ​ธรรมเนียม​ประเพณี​ ลัทธิ​พิธี​ต่าง​ๆ​ ถือ​ว่า​ต้อง​เป็น​อย่าง​นั้น​ๆ​ โดย​สัก​ว่า​ทำ​สืบ​ๆ​กัน​มา​ ทำ​อย่าง​งมงาย​ โดย​ไม่​เป็นไป​ด้วย​ความรู้​ความ​เข้าใจ​ตาม​หลัก​ความ​สัมพันธ์​ของ​เหตุ​และ​ผล

๔.​ อัตตวาทุ​ปาทาน​ ความ​ยึดมั่น​ใน​วาทะว่า​ตัวตน​ คือ​ ความ​ถือ​สำคัญ​หมาย​ว่า​มี​ตัวตน​ ที่​จะ​ได้​ จะ​มี​ จะ​เป็น​ จะ​สูญ​สลาย​ หรือ​เป็น​เจ้าของ​ เป็น​นาย​บังคับบัญชา​สิ่ง​ต่าง​ๆ​ได้

ตาม​หลัก​ปฏิจจ​สมุป​บาท​ อุปาทาน​เป็น​กิเลส​ที่​สืบ​เนื่อง​มา​จาก​ตัณหา​ ต่อ​จาก​อุปาทาน​ก็​มี​กระบวนการ​ต่อไป​ถึง​มี​ภพ​ ชาติ​ ชรา​มรณะ​ ความ​โศก​เศร้า​ คร่ำครวญ​ มี​ทุกข์​นานัปการ​ อุปาทาน​จึง​เป็น​สภาวะ​ที่​ควร​รู้จัก​และ​ละ​ไป​เสีย

อุปาทาน​ก็​เกิด​สืบเนื่อง​มา​จาก​อวิชชา​ ที่​ไม่​รู้จัก​สิ่ง​ต่าง​ๆ​ตาม​สภาวะ​ที่​แท้จริง​ จึง​เปิด​โอกาส​ให้​เกิด​ตัณหา​ อยากได้​อยาก​เอา​มา​เสพ​มา​ครอบครอง​ และ​ด้วย​มี​ความ​เห็น​ผิด​ว่า​มี​ตัวตน​แฝง​อยู่​ ก็​เอา​ตัวตน​เข้า​มา​ผูกพัน​ถือ​มั่น​ อยาก​ได้​มา​ก็​เพื่อ​ตัวตน​ที่​ยึด​มั่น​อยู่​นั้น​ พา​ให้​ทำ​กรรม​ประการ​ต่าง​ๆ​ ตาม​มา​อีก​มากมาย

บาง​ท่าน​อาจ​กล่าว​ว่า​ “อย่า​ไป​ยึดมั่น​เสีย​เท่านั้น​ ก็​หมด​เรื่อง” ก็​ง่าย​ดี​ แต่​จะ​ทำ​ได้​จริง​หรือ? เพราะ​การ​ที่​จะ​ทำ​ได้​จริง​มัน​ต้อง​มี​การ​ฝึก​ให้​ถูกต้อง​ตาม​กระบวน​ธรรม​ หาก​เอา​แต่​พูด​ย้ำ​อยู่​แค่​นี้​ อาจจะ​หลาย​เป็น​ “ความ​ยึดมั่น​ ใน​ความ​ไม่​ยึดมั่น” ไป​เสีย

กระบวน​ธรรม​ที่​ว่า​ ก็​คือ​ ใน​เมื่อ​มีอุปาทาน​ยึดมั่น​กาย​ใจ​นี้​ว่า​เป็น​ตัวตน​เป็น​เรา​ ก็​มา​เจริญ​สติ​เรียนรู้​กาย​ใจ​นี้​ไป​ตาม​สภาวะ​ที่​มัน​เป็น​ ก็​จะ​เกิด​ความ​รู้​ความ​เข้าใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เคย​ยึดมั่น​นั้น​ตาม​ความ​เป็น​จริง​ เห็น​โทษ​เห็น​ภัย​ เห็น​ไตรลักษณ์​ เห็น​ข้อ​เสีย​ข้อ​บกพร่อง​ของ​กาย​และ​ใจ​ ก็​เกิด​นิพพิทา​คือ​ความ​หน่าย​ หมด​ความ​ความ​เพลิดเพลิน​ติดใจ​ อุปาทาน​จึง​จะ​หมด​ไป​ได้​จริง

เช่น​ สมมุติ​ว่า​ นาย​ดำ​กับ​นาย​แดง​ไป​เที่ยว​งาน​วัด​ ผ่าน​ซุ้ม​การเล่น​ซุ้ม​หนึ่ง​ มี​คน​ตะโกน​เชิญ​ชวน​ว่า​ “เชิญ​ครับ! จิ้ม​ห้า​ล้าง​สิบ​ครับ​ จิ้ม​ห้า​ล้าง​สิบ!”
นาย​ดำ​อยาก​เข้า​ไป​ดู​ เพราะเชื่อ​อย่าง​สนิท​ใจ​ว่า​มัน​ต้อง​เป็น​ของ​พิเศษ​ที่​หา​ดู​ยาก แต่​นาย​แดง​ก็​บอก​ว่า​ “ไม่​เอา​น่า​ เสีย​เวลา​ มัน​ไม่มี​อะไร​น่าสนใจ​หรอก​ มัน​แค่​จะ​หลอก​เอา​เงิน​เรา​เท่านั้น​แหละ”
นาย​ดำ​เห็นด้วย​ว่า​มัน​น่าจะ​หลอก​เอา​เงิน​เรา​ ก็​เดิน​ผ่าน​ซุ้ม​นั้น​ไป​แบบเหมือน​จะ​ไม่​สนใจ​แล้ว​ แต่​ในใจ​ยัง​มี​อุปาทาน​อยู่​ว่า​มัน​น่า​จะ​เป็น​ของ​ดี​ ก็​ยัง​ตัดใจ​ไม่ได้​ แม้​จะ​พยายาม​ข่ม​ใจ​เพียงใด​ก็​ตาม​
จน​กว่า​เขา​จะ​เข้า​ไป​ลอง​เสีย​เงิน​ ๕​ บาทจิ้ม​ดู​
พอ​รู้​ว่า​เป็น​”ขี้​หมา” ก็​ต้อง​เสีย​เงิน​อีก​ ๑๐​ บาท​เพื่อ​ล้าง​มือ
จาก​นั้น​ ถึง​ใคร​จะ​ให้​จิ้ม​ฟรี​ นาย​ดำ​ก็​ไม่​เอา​ด้วย​แล้ว​ เพราะ​ได้​รู้​แน่​ประจักษ์​แก่​ใจ​แล้ว​ว่า​ไม่​ควร​เข้า​ไป​เกี่ยวข้อง​ด้วย​ อยาก​จะ​พ้น​ไป​ทันที​ ใจ​ไม่​เกาะเกี่ยว​กับ​”ขี้​หมา”นั้น​อีก​ต่อไป

๑๔ กันยายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๐ 🤔🤔 #ถาม​ : หาก​มี​โยมถามแม่ชีว่า..การบวชชีนั้น​ถือศีล​ ๑๐ ได้หรือไม่? เคยได้ยินแต่ว่า​…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๓๐
🤔🤔
#ถาม​ : หาก​มี​โยมถามแม่ชีว่า..การบวชชีนั้น​ถือศีล​ ๑๐
ได้หรือไม่?
เคยได้ยินแต่ว่า​ แม่ชี​ถือศีล​ ๘ ถ้าเป็นสามเณร, สามเณรี​ก็ถือศีล​ ๑๐
แม่ชีควรตอบ​เขาอย่างไรเจ้าคะ?

#ตอบ​ : สามเณรี​ ก็​คือ​ สามเณร​ผู้หญิง​ ​เป็น​บรรพชิต​ที่​ยัง​ไม่ได้​ผ่าน​การ​อุปสมบท​ ถือ​สิกขา​บท​ ๑๐​ เหมือน​สามเณร​
ใน​พระ​วินัย​ สามเณรี​ต้อง​ได้​รับ​การ​บรรพชา​จาก​”ปวัต​ติ​นี”(ผู้​ทำ​หน้าที่​อุปัชฌาย์​ใน​ฝ่าย​ภิกษุณี)​ ด้วย​เหตุ​นี้​ พระ​พุทธ​ศาสนา​ใน​ฝ่าย​เถรวาท​จึง​ไม่มี​สามเณรี​แล้ว​ (รวมทั้ง​ไม่มี​นาง​สิกขมานา​และ​ภิกษุณี​ด้วย)​ เพราะ​ไม่มี​ภิกษุณี​มา​ทำ​หน้าที่​ปวัต​ติ​นี​ให้

ส่วน​แม่​ชี​ เป็น​อุบาสิกา​ที่​ออก​บวช​ประพฤติ​พรหมจรรย์​ปกติ​ก็ถือ​ศีล​ ๘​ แต่​ถ้า​ศรัทธา​จะ​รักษา​ศีล​ ๑๐​ ก็​สามารถ​ทำ​ได้​ ก็​เรียกว่า​เป็น​แม่ชี​ผู้​ถือ​ศีล​ ๑๐​ ยัง​ไม่ใช่​สามเณรี​ เพราะ​ยัง​ไม่ได้​รับ​การ​บรรพชา​จาก​ปวัต​ติ​นี​นั่นเอง

การ​ที่​แม่ชี​จะ​ถือ​ศีล​ ๑๐​ ที่จริง​ก็​เพิ่ม​เพียง​ข้อเดียว​ เพราะ​ใน​ศีล​ ๑๐​ ได้​แยก​ข้อ​ ๗​ ของ​ศีล​ ๘​ ออก​มา​เป็น​ ๒​ ข้อ​ แล้ว​เติม​สิกขา​บท​”เว้น​การ​รับ​ทอง​และ​เงิน”มา​เป็น​ข้อ​สุดท้าย​ มี​รายละเอียด​ดังนี้​

ศีล​ ๘
๑.​ ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการ​ทำลาย​ชีวิต
๒.​ อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการ​ถือเอาของที่​เขาไม่ได้ให้
๓.​ อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์​ เว้นจาก​การ​ร่วม​ประเวณี
๔.​ มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการพูด​เท็จ​
๕.​ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจาก​ของ​เมา​ ทอ​สุรา​เมรัย​ อันเป็นที่ตั้งของความ​ประมาท
๖.​ วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการ​บริโภค​อาหารใน​เวลาวิกาล (หลังเที่ยงวันถึงรุ่งเช้าของวันใหม่)
๗.​ นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฟ้อนรำ​ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดู​การเล่น​อัน​เป็น​ข้าศึก​ต่อ​พรหมจรรย์​ การประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม​ เครื่อง​ลูบไล้ เครื่องป​ระดับ​ตกแต่ง
๘.​ อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจาก​ที่​นอน​อัน​สูง​ใหญ่​หรูหรา​ฟุ่มเฟือย

ศีล​ ๑๐
ข้อ​ ๑-๖​ เหมือน​กับ​ศีล​ ๘
๗.​ นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฟ้อนรำ​ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดู​การเล่น​อัน​เป็น​ข้าศึก​ต่อ​พรหมจรรย์​
๘.​ มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการ การประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม​ เครื่อง​ลูบไล้ เครื่องป​ระดับ​ตกแต่ง
๙.​ อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจาก​ที่​นอน​อัน​สูง​ใหญ่​หรูหรา​ฟุ่มเฟือย
๑๐.​ ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา​ เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการ​รับ​ทอง​และ​เงิน

๑๐ กันยายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๘ 🤔🤔 #ถาม​ : ตอนนี้มีโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิต คือการมีโอกาสที่จะได้ไปอยู่และทำงานที่ต่างประเทศกับลูก…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๘
🤔🤔

#ถาม​ : ตอนนี้มีโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิต คือการมีโอกาสที่จะได้ไปอยู่และทำงานที่ต่างประเทศกับลูก จึงมีข้อสงสัย​ว่า​ ถ้าเราฉวยโอกาสอันดีนี้ไว้ จะเป็นการไม่มักน้อยหรือไม่สันโดษหรือไม่?
หากปรารถนาพ้นทุกข์ก็ควรอยู่ที่ประเทศไทยใช่หรือไม่?
ถ้าไปจะเป็นการหนีปัญหาหรือไม่ค่ะ? ​ (เพราะอยู่เมืองไทยรายได้ไม่ดีไม่พอใช้) หรือควรอยู่เมืองไทยเพราะคนเราทำอะไรก็ไม่พ้นกรรม?
ขอพระอาจารย์โปรดชี้แนะว่าควรวางใจอย่างไร และควรตัดสินใจอย่างไรดีค่ะ

#ตอบ​ : มักมาก​ หมายถึง​ โลภ​ อยากได้​มาก​ๆ
มักน้อย​ หมายถึง​ พอใจ​ด้วย​ของ​เพียง​น้อย​ที่สุด​เท่าที่จำเป็น
สันโดษ​ หมายถึง​ ความ​ยินดี​ด้วย​ปัจจัย​ ๔​ ของตน​ตาม​มี​ตาม​ได้​ พอใจ​ผล​ที่​ได้​มา​จาก​ความเพียร​พยายาม​อัน​ชอบธรรม​ของ​ตน​ ไม่​ริษยา​ผล​ได้​ของ​ใคร

ฉะนั้น​ ใน​กรณี​นี้​ การ​ไป​อยู่​และ​ทำงาน​ที่​ต่างประเทศ​ตาม​โอกาส​ที่​มี​ ไม่ใช่​เป็น​การ​มักมาก​ หรือ​ไม่​สันโดษ​นะ

และ​ถ้า​เรา​ไม่​ได้​มี​ปัญหา​ที่​ต้อง​รับผิดชอบ​ที่นี่​ หรือ​ถึง​มี​ก็​เคลียร์​ปัญหา​นั้น​เรียบร้อบแล้ว​ การ​ไป​ต่างประเทศ​ก็ไม่ใช่​เป็นการ​หนี​ปัญหา​ แต่​อาจจะเป็น​การ​หา​โอกาส​ให้​ชีวิต​ก็ได้
เพียงแต่ว่า​ เพื่อ​ความ​รอบคอบ​ เรา​ควร​มี​ข้อมูล​ของ​ประเทศ​ที่​จะ​ไปให้​มาก​พอ​ที่​จะ​ตัดสินใจ​ เช่น​ เรื่อง​กฎหมาย​ เป็นต้น​

และ​ที่​ว่า​ “คนเราทำอะไรก็ไม่พ้นกรรม” แล้ว​ไม่​ยอม​ทำอะไร​ นอน​รอ​ให้​กรรม​ให้​ผล​ อย่างนี้​เป็น​ความ​เข้าใจผิด​ใน​เรื่อง​กรรม​และ​การ​ให้​ผล​ของ​กรรม

ชาว​พุทธ​ที่ดี​ ต้อง​ขวนขวาย​สร้าง​กุศล​กรรม
ถ้า​ต้องการ​ให้​มี​ความ​มั่นคง​ทาง​เศรษฐกิจ​ ก็​ควร​ประพฤติ​ตาม​หลัก​ธรรม​ เช่น​ “ทิฏ​ฐ​ธัมมิกัตถะ” ๔​ ข้อ​ ได้แก่

๑.​ ถึง​พร้อม​ด้วย​ความ​หมั่น​ คือ​ ขยัน​การ​ทำ​หน้าที่​การงาน​อัน​สุจริต​ ขวนขวาย​พัฒนา​ความสามารถ​ให้​ชำนาญ​ยิ่งขึ้น​ สอดส่องดูแล​ตรวจตรา​งาน​ ถ้า​มีข้อ​ผิดพลาด​ก็​รีบ​แก้ไข

๒.​ ถึง​พร้อม​ด้วย​การ​รักษา​ คือ​ รู้จัก​เก็บ​รักษา​ทรัพย์​ที่​หา​ได้​มา​ด้วย​ความ​เพียร​นั้น​ ไม่ให้​เป็น​อันตราย

๓.​ คบ​คน​ดี​เป็น​มิตร​ ก็​ต้อง​แยกแยะ​ว่า​ ใคร​เป็น​ผู้​ทรง​คุณ​ มี​ศรัทธา​ มี​ศีล​ มี​ความ​เสียสละ​ มี​ปัญญา​ ก็​เลือก​เข้า​ไป​ใกล้​ ไต่ถาม​ปัญหา​ คบ​หา​ท่าน​ผู้นั้น​ แม้​อยู่​ไกล​ก็​ขวนขวาย​ติดต่อ

๔.​ มี​ความ​เป็นอยู่​เหมาะสม​ คือ​ จัดการ​เรื่อง​รายได้​และ​รายจ่าย​ให้​เหมาะ​ ไม่​ฟุ้งเฟ้อ​ แต่​ก็​ไม่​ถึง​กับ​ฝืดเคือง​

ส่วน​กรณี​ที่​ปรารถนา​พ้น​ทุกข์​นั้น​ การอยู่​ต่างประเทศ​ก็​ไม่ได้​หมายความ​ว่า​จะ​ถูก​ตัดขาด​จาก​มรรค​ผล​ ขอให้​รู้​หลัก​การปฏิบัติ​ แล้ว​นำ​ไป​ใช้​ให้​จริงจัง​เท่านั้น

ยิ่ง​เดี๋ยวนี้​มี​ตัว​ช่วย​เยอะ​ เช่น​ เข้า​ website, ดู​ YouTube หรือ​แม้​กระทั่ง​อ่าน​ใน​ Facebook​ นี้​ เป็นต้น

พระพุทธเจ้า​ตรัส​ว่า​
“สุภัททะ ! ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคมีองค์แปด
สมณะที่หนึ่ง (พระโสดาบัน) ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น;
แม้สมณะที่สอง (พระสกทาคามี) ก็หาไม่ได้;
แม้สมณะที่สาม (พระอนาคามี) ก็หาไม่ได้;
แม้สมณะที่สี่ (พระอรหันต์) ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น.

สุภัททะ ! ในธรรมวินัยนี้แล มีอริยมรรคมีองค์แปด
สมณะที่หนึ่ง (พระโสดาบัน) ก็หาได้ในธรรมวินัยนี้;
แม้สมณะที่สอง (พระสกทาคามี) ก็หาได้;
แม้สมณะที่สาม (พระอนาคามี) ก็หาได้;
แม้สมณะที่สี่ (พระอรหันต์) ก็หาได้ในธรรมวินัยนี้.

สุภัททะ ! ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงอยู่โดยชอบไซร้
โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย”

ดังนั้น​ ไม่ว่า​โยม​จะ​ไป​อยู่​ที่​ไหน​ ถ้า​ไป​อยู่​โดย​ชอบ​ คือ​ปฏิบัติ​ตาม​มรรค​มี​องค์​แปด​ (โดย​ย่อ​ก็​คือ​ ศีล​สิกขา, จิตต​สิกขา, ปัญญา​สิกขา) ก็​ย่อม​อยู่​ใน​ทาง​สู่​ความ​พ้น​ทุกข์​ด้วยกัน

๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๗ 🤔🤔 #ถาม​ : ใน​หนังสือ​”นิมฺมโล​ตอบโจทย์” ข้อ ๑๘ หน้า ๙๑ ท่านตอบว่า “ผู้รู้”…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๗
🤔🤔

#ถาม​ : ใน​หนังสือ​”นิมฺมโล​ตอบโจทย์” ข้อ ๑๘ หน้า ๙๑ ท่านตอบว่า “ผู้รู้” จัดอยู่ใน สังขารขันธ์”! ควรจะเป็น “วิญญาณขันธ์”นะคะ

#ตอบ​ : ดู​แล้ว​นะ​ โจทย์​นั้น​ถาม​มา​ว่า​
“ตัว​รู้” ที่​เรา​ฝึก​กัน​ ให้​เรา​รู้​ใน​การ​ฝึก​สติ​ ใช่​เป็น​นาม​ใน​ขันธ์​ ๕​ หรือ​เปล่า​ครับ?

ที่​อาตมาตอบ​ว่า​เป็น​นาม​ธรรม​ จัด​อยู่​ในสังขาร​ขันธ์​ เพราะ​หมาย​เอา​”ตัว​รู้”ตาม​โจทย์​ที่​บอก​มา​ว่า​ “ที่​เรา​ฝึก​กัน​ ให้​เรา​รู้​ใน​การ​ฝึก​สติ” ไม่​ใช่​”จิต​ผู้​รู้”

“ตัว​รู้” ที่​ว่า​นั้น ก็​ระบุ​ไว้​ว่า​ใน​ขั้น​เจริญ​สติ​ เช่น​ รู้​ว่า​เมื่อ​กี้​โกรธ​ เป็นต้น​ อย่างนี้​เป็น​สติ​รู้​จิต​ จึงจัด​อยู่​ใน​สังขาร​ขันธ์

ถ้า​เป็น​”จิต​ผู้​รู้” ที่​ปรากฏ​เมื่อ​มี​จิต​ตั้งมั่น​แล้ว​ อย่างนี้​จึง​จะจัด​เป็น​วิญญาณ​ขันธ์

คือ​คำ​ว่า”รู้” ใน​ภาษา​ไทย​เนี่ย​ ฟัง​ดู​บางที​ก็กำกวม
ยัง​มี”รู้​”อย่าง​อื่น​อีก​นะ

“รู้​เท่าทัน” “รู้​เข้าใจ” “รู้​ไตรลักษณ์” เป็น​ปัญญา​ จัด​อยู่​ใน​สังขาร​ขันธ์

“รู้สึก” ว่า​สุข​ ว่า​ทุกข์​ จัด​เป็น​เวทนา​ขันธ์

“รู้​จำ” “หมาย​รู้” ก็​เป็น​สัญญา​ ก็​อยู่​ใน​สัญญา​ขันธ์

ใน​โจทย์​นั้น​ อาตมา​ก็​ตอบ​สั้น​ไป​หน่อย​ ต้อง​ขอ​ขอบคุณ​โยมมาก​นะ​ ที่​ได้​กรุณา​ทักท้วง​ ต่อไป​จะ​พยายาม​ให้​รัดกุม​มาก​ขึ้น

อนุโมทนา​กับ​โยม​ด้วย​นะ

๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๖ (ต่อเนื่องจากนิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๕) 🤔🤔 #ถาม : ถ้ากลัวเก็บกดจากการอดทน ถ้ากับคนเดิมเรื่องคล้ายๆเดิม…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๖
(ต่อเนื่องจากนิมฺมโลตอบโจทย์
๑๒๕)
🤔🤔

#ถาม : ถ้ากลัวเก็บกดจากการอดทน ถ้ากับคนเดิมเรื่องคล้ายๆเดิม เรื่องที่คนอื่นกระทำกับเราโดยไม่มีเหตุผล เราก็โต้ตอบพูดออกมาอย่างมีเหตุมีผล น่าจะได้นะคะ แต่น้ำเสียงหรืออารมณ์ ต้องควบคุมให้ได้ค่ะ แล้วพิจารณาผลที่ตามมาประกอบด้วย แต่ถ้าเจอกันครั้งเดียว อะไรทนได้ก็ทนค่ะ แล้วก็เจริญเมตตาช่วยให้ความโกธรน้อยลง ค่อยดูความโกธรน่าจะได้นะคะ

#ตอบ : ทำแบบที่ว่านี้ก็ได้นะ

ใน สีติสูตร อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้เย็นอย่างยิ่ง
ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน?
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. ย่อมข่มจิต​ ในสมัยที่ควรข่ม
๒. ย่อมประคองจิต​ ในสมัยที่ควรประคอง
๓. ย่อมยังจิตให้ร่าเริง​ ในสมัยที่ควรให้ร่าเริง
๔. ย่อมวางเฉยจิต​ ในสมัยที่ควรวางเฉย
๕. เป็นผู้น้อมไปในธรรมประณีต
๖. เป็นผู้ยินดียิ่งในนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรกระทำให้ แจ้งซึ่งความเป็นผู้เย็นอย่างยิ่ง ฯ”

ธรรมดาจิตควรข่มไว้ด้วยสมาธิ ในเวลาที่ฟุ้งซ่าน
ค​วรประคอง​ด้วยความเพียร ในเวลาที่จิตตกไปตามความเกียจคร้าน
ควรให้ร่าเริงด้วยกุศล เช่น ปราโมทย์ ปีติ ในเวลาที่จิตขาดความแช่มชื่น

๓ ข้อแรกนี้ เรียกว่าทำสมถะก่อน แต่ก็อย่าลืมเจริญวิปัสสนาด้วยนะ
สังเกตคำว่า “ในสมัยที่ควร” คือทำได้ แต่ไม่ใช่ทำทุกสมัย หรือทุกเวลา ทุกโอกาส

เพราะข้อต่อมา พระองค์แนะว่าควรวางเฉยด้วยอุเบกขาบ้าง อันหมายถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์
คือในเวลาที่ภาวนาอบรมจิตมาสม่ำเสมอแล้ว ก็อย่าไปแทรกแซงสภาวะที่เห็นนั้นเสียทุกครั้ง ให้มีใจเป็นกลางบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ปัญญาเห็นตามความเป็นจริง เห็นสภาวะแสดงไตรลักษณ์

สองข้อท้าย เป็นการตั้งเป้าหมายให้ตรง
เช่น ทำสมถะได้แล้ว ก็ไม่หยุดเพียงนี้ เพราะยังมีธรรมที่ประณีตยิ่งกว่า คือวิปัสสนา
และไม่ได้ภาวนาเพื่อหลบปัญหาไปเป็นคราวๆ แต่ภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญา ให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์
ซึ่งก็คือ เป็นผู้ยินดียิ่งในนิพพานนั่นเอง

๙ สิงหาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๕ 🤔🤔 #ถาม​ : การฝึก”รู้” ในขณะที่เรามีความโกรธ แต่ความโกรธก็ไม่ยอมดับไป ดังนั้นควรทำอย่างไรดีคะ…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๕
🤔🤔

#ถาม​ : การฝึก”รู้” ในขณะที่เรามีความโกรธ แต่ความโกรธก็ไม่ยอมดับไป ดังนั้นควรทำอย่างไรดีคะ
1.เราควรจะดูความโกรธไปสักระยะ จนมันดับไป(แบบนี้มีข้อควรระวังอะไรบ้างคะ)
หรือ
2.ทิ้งความโกรธไปเลย โดยใช้วิธีอื่นๆ เช่น นึกบริกรรมว่า พุทโธ หรือพยายามเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่นๆแทน (ถ้าใช้วิธีนี้ ความโกรธมันจะกลายไปเป็นความเก็บกดในจิตใต้สำนึกหรือไม่คะ และจะกระทบต่ออนุสัยจิตหรือไม่คะ)?

#ตอบ​ : ที่​รู้​โกรธ​ แล้ว​โกรธ​ไม่​ดับ​ มี​ทาง​เป็นไปได้​ว่า

๑.​ โกรธ​ตัวเอง​ที่​ไป​เผลอ​โกรธ​เมื่อกี้นี้​ กลาย​เป็น​โกรธ​ตัว​ใหม่​ แต่​รู้​ไม่​ทัน​ว่า​เป็น​ตัว​ใหม่​ เห็น​ว่า​โกรธ​เหมือนกัน​ ก็​นึก​ว่า​โกรธ​ตัว​เดิม​ ที่จริง​เปลี่ยน​อารมณ์​ไป​แล้ว
(อารมณ์​ ในที่นี้​หมายถึง​ สิ่ง​ที่​ถูก​จิต​รู้​ หรือ​สิ่ง​ที่​ถูก​รับรู้)​

๒.​ จิต​ถลำ​ไปดู​ไป​จ้อง​ความ​โกรธ!

คือ​เวลา​ฝึก​ดู​จิต​ ที​แรก​ก็​เห็น​กิเลส​เป็น​ตัว​ๆ​ เช่น​ใน​กรณี​นี้​ก็​เห็น​ว่า​ความ​โกรธ​มัน​เป็น​อย่างนี้​ๆ​ คือ​เห็น​ลักษณะ​เฉพาะ​ตัว​ของ​สภาวะ(​ในที่นี้คือ​ความโกรธ)​ เรียก​อีก​อย่าง​ว่า​ เห็น​”วิเสส​ลักษณะ”

วิเสส​ลักษณะ​ เป็น​ลักษณะ​พิเศษ​เฉพาะ​ตัว​ของ​สภา​ว​ธรรม​นั้น​ๆ ที่​แตกต่าง​กัน​ไป​ใน​แต่ละ​สภาวะ​ ทำให้​แยก​ได้​บอกถูก​ ว่า​นี่​คือ​ความ​โลภ​ นี่​คือ​ความ​โกรธ​ เป็น​ต้น

ที่​ว่า​มี​ลักษณะ​พิเศษ​เฉพาะ​ตัว​นั้น​ ถ้า​ว่า​โดย​ละเอียด​ ก็​จะ​มี​จุด​ให้​ดู​ความแตกต่าง​กัน​อยู่​ ๔​ ประการ​ คือ

๑.​ ลักษณะ​ คือ​ สภาพ​เฉพาะตัว​ที่​มี​อยู่​ใน​สภา​วธรรม​นั้น​ๆ​ เช่น​ใน​กรณี​ของ​ความ​โกรธ​ ก็​มี​ ความ​หยาบ​กระด้าง เป็น​ลักษณะ

๒.​ รสะ​ คือ​ หน้าที่​ของ​สภา​ว​ธรรม​นั้น​ๆ​ เช่น​ แสง​มี​หน้าที่​ให้​ความ​สว่าง​ ใน​กรณี​ของ​ความ​โกรธ​ ก็​มี​ การ​ทำให้​จิต​ตน​และ​ผู้อื่น​หม่น​ไหม้​ เป็น​รสะ​ คือ​ทำหน้าที่​เผาลน​จิตใจ​นั่นเอง

๓.​ ปัจจุปัฏ​ฐาน​ คือ​ การ​ปรากฏ​ หมายถึง​ผล​ที่​เกิดขึ้น​จาก​การ​ทำ​หน้าที่​ของ​สภา​ว​ธรรม​นั้น​ๆ​ เช่น​ใน​กรณี​ของ​ความ​โกรธ​ ก็​มี​ การ​ประทุษร้าย​ การ​ทำลาย​ เป็น​ปัจจุปัฏ​ฐาน​ คือ​นอกจาก​จะ​ทำลาย​จิต​เอง​แล้ว​ ยัง​จะ​ไป​ทำลาย​อารมณ์​ที่​รับรู้​นั้น​ด้วย

๔.​ ปทัฏฐาน​ คือ​ เหตุ​ใกล้​ให้​เกิด​ หมายถึง​ปัจจัย​โดยตรง​ที่​เป็น​ตัวการ​ให้​เกิด​สภาว​ธรรม​นั้น​ๆ​ ใน​กรณี​ของ​ความ​โกรธ​ ก็​มี​ อาฆาต​วัตถุ​ เป็น​เหตุ​ใกล้​ให้​เกิด

อาฆาต​วัตถุ​ ได้แก่​ :-
– อาฆาต​เขา​ เพราะ​คิดว่า​เขา​ ได้​เคย​ทำ​ความ​เสื่อมเสีย​ให้​แก่​เรา​ หรือ​กำลัง​ทำ​ หรือ​แม้​จะ​ทำ​ใน​อนาคต​ด้วย
– อาฆาต​เขา​ เพราะ​คิดว่า​เขา​ ได้​เคย​ทำ​ความ​เสื่อมเสีย​ให้​แก่​ผู้​ที่เรา​รัก หรือ​กำลัง​ทำ​ หรือ​แม้​จะ​ทำ​ใน​อนาคต​ด้วย
– อาฆาต​เขา​ เพราะ​คิดว่า​เขา​ ได้​เคย​ทำ​คุณ​ประโยชน์ให้​แก่​ผู้​ที่เรา​เกลียด หรือ​กำลัง​ทำ​ หรือ​แม้​จะ​ทำ​ใน​อนาคต​ด้วย
– ความอาฆาต​ที่​เกิด​ขึ้น​ใน​ฐานะ​อัน​ไม่สมควร​ เช่น​ เดิน​ชน​ประตู​ สะดุด​พื้น​ทางเดิน​ที่​ขรุขระ​ เป็นต้น

พูดถึง​วิเสส​ลักษณะ​เสีย​ยาว​ ที่จริง​ก็​ไม่​จำเป็นต้อง​เห็น​ละเอียด​อย่าง​ที่​บรรยาย​มา​นี้​ก็ได้​นะ​ อันนี้​ถือ​ว่า​เป็น​วิชาการ

เห็น​วิเสส​ลักษณะ​แล้ว ส่วนมาก​ก็ยัง​ไม่​เห็น “สามัญ​ญ​ลักษณะ” คือ​ไม่​เห็น​อารมณ์​นั้นเกิด​ดับ​ เพราะ​จิต​ไป​ถลำจม​แช่​กับ​อารมณ์​ คือ​ไป​ดู​ไป​จ้อง​ความ​โกรธ

สามัญ​ญ​ลักษณะ​ คือ​ ลักษณะ​ธรรมดา​ที่​สภาว​ธรรม​ทั้งหลาย​มี​เหมือน​ๆ​กัน​ เป็น​ลักษณะ​ร่วม​ของ​ทุก​สภาวะ​ที่​จะ​ต้อง​เป็นไป​ มี​ ๓​ อย่าง​ ได้แก่​ ลักษณะ​ที่​ไม่​เที่ยง​ เป็น​ทุกข์​ และ​เป็น​อนัตตา​ ซึ่ง​รวม​เรียกว่า​”ไตรลักษณ์”

จะ​เห็น​ไตรลักษณ์​ได้​ ใจก็​ต้อง​ถอย​มา​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู

เช่น​ ถ้า​เรา​โกรธ​ แล้ว​จิต​ก็​ไหล​ไป​อยู่​กับ​ความ​โกรธ​ จ้อง​อยู่​ที่​ความ​โกรธ​ พอ​จ้อง.. จิต​ก็​ถลำ​ไป​ดู​ จะ​ไม่​เห็น​ความ​โกรธ​แสดง​ไตรลักษณ์

แต่ถ้า​จิต​ตั้งมั่น​ จิต​จะถอย​ออกมา​จาก​อารมณ์​คือ​สภาวะ​ความ​โกรธ​นั้น ก็​จะ​เห็น​ว่า​ความ​โกรธ​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ จิต​ที่​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​ก็​เป็น​อีก​ส่วน​หนึ่ง​ อย่างนี้.. ความ​โกรธ​จะ​แสดง​ไตรลักษณ์​ให้​ดู

อย่า​ให้​จิต​เข้า​ไป​คลุก​กับ​อารมณ์​ตลอดเวลา​ ให้​มัน​แยก​ออกมา​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​บ้าง​ ก็​จะ​เห็น​ไตรลักษณ์​ได้​ง่าย

เวลา​เห็น​ไตรลักษณ์​ มัน​ก็​ไม่​พูด​เป็น​ภาษา​ออก​มา​หรอก​นะ​ ไม่ต้อง​ไป​บรรยาย​ในใจ​ว่า​ ‘โกรธ​เกิด​ขึ้น​ โกรธ​ตั้งอยู่​ โกรธ​ดับ​ไป​แล้ว’ ไม่ต้อง​นะ​ มัน​เป็น​ปัญญา​เข้า​ใจ​อยู่​ข้างใน​

สรุป​คือ​ ลอง​ไป​ดู​จิต​ที่​ไหล​ไป​จม​แช่​อยู่​ใน​อารมณ์​นะ

ดู​บ่อย​ๆ​
ถึง​เวลา​เข้าใจ.. มัน​ก็​จะ​เข้าใจ​ของ​จิต​เอง

๘ สิงหาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๔ 🤔🤔 #ถาม​ : การ​เจริญ​วิปัสสนา​ แล้ว​ใช้​ความคิด​ คิด​เอา​ว่า​ ‘กาย​ใจ​นี้​ไม่ใช่​เรา’​…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๔
🤔🤔

#ถาม​ : การ​เจริญ​วิปัสสนา​ แล้ว​ใช้​ความคิด​ คิด​เอา​ว่า​ ‘กาย​ใจ​นี้​ไม่ใช่​เรา’​ มัน​จะ​กลับเข้า​สู่​อวิชชา​ หรือ​ไม่?

#ตอบ​ : การ​คิด​เอา​ว่า​ ‘กาย​ใจ​นี้​ไม่ใช่​เรา’​ อย่างนี้​ยัง​ไม่ใช่​การ​เจริญ​วิปัสสนา​นะ​ และ​ยัง​ไม่​ได้​ละ​อวิชชา

วิปัสสนา​ แปล​ว่า​ ความ​เห็น​แจ้ง​ คือ​เห็น​ตรง​ต่อ​ความเป็นจริง​ของ​สภาวธรรม

คือ​มี​สติ​เห็น​กาย​-ใจ​ ด้วย​ใจ​ที่​ตั้งมั่น​-เป็น​กลาง​ เห็น​กาย​-ใจ​แสดง​ความจริง​แง่​ใด​แง่​หนึ่ง​ คือ​ ไม่​เที่ยง​ เป็น​ทุกข์​ เป็น​อนัตตา​ อย่างนี้​จึง​จะ​นับ​ว่า​เป็น​ขั้น​เจริญ​วิปัสสนา

คำ​สำคัญ​คือ​ “เห็น” ไม่ใช่​คิด
ซึ่งไม่ใช่​เห็น​ด้วย​ตา​เนื้อ​ แต่​เป็นการ​เห็น​ด้วย​สติ​ ที่​ประกอบ​ด้วย​สมาธิ​คือ​จิต​ตั้งมั่น​ และ​มี​ปัญญา​เห็น​ตาม​ที่​เป็น​จริง

การ​คิด​ดังกล่าว​ เป็น​ได้​อย่าง​มาก​ก็​เป็น​ปัญญา​ใน​ขั้น​”สัมม​สน​ญาณ”

ใน​ญาณ​ ๑๖​ เป็น​การ​แสดง​รายละเอียด​ของ​ญาณ​(ความ​หยั่ง​รู้)​ ที่​เกิด​กับ​ผู้​เจริญ​วิปัสสนา​เป็น​ลำดับ​ มี​ตั้งแต่​ญาณก่อน​เจริญ​วิปัสสนา, ญาณขณะ​เจริญ​วิปัสสนา​ และ​ญาณ​อัน​เป็น​ผล​ คือ​เกิด​ขึ้น​หลังจากที่​ได้​เจริญ​วิปัสสนา​แล้ว​ ดังนี้

๑.​ นาม​รูป​ปริจเฉท​ญาณ​ ญาณ​กำหนด​รู้จำแนกรู้​นาม​และรูป
๒.​ ปัจจย​ปริคคหญาณ​ ญาณ​กำหนด​รู้​ปัจจัย​ของ​นาม​และ​รูป
๓.​ สัมมสนญาณ​ ญาณ​กำหนด​รู้​ด้วย​พิจารณา​เห็น​นาม​และ​รูป​โดย​ไตรลักษณ์

๓​ ข้อ​แรกนี้​ เป็น​ญาณ​ก่อน​เจริญ​วิปัสสนา

๔.​ อุทยัพพยานุปัสสนา​ญาณ​ ญาณ​อัน​ตาม​เห็น​ความ​เกิด​และ​ความ​ดับ​ของ​รูป​และ​นาม
๕.​ ภังคานุ​ปัสสนา​ญาณ​ ญาณ​อัน​ตาม​เห็น​ความ​สลาย​ คือ​เห็น​เด่นชัด​ใน​ส่วน​ของ​ความ​ดับ
๖.​ ภยตู​ปัฏ​ฐาน​ญาณ​ ญาณ​เห็น​สังขาร​ปรากฏ​เป็น​ของ​น่ากลัว​ คือ​เห็น​สังขาร​ทั้งปวง​ต้อง​สลาย​ตาม​ข้อ​ ๕​ แล้ว​ ก็​ปรากฏ​ความ​ไม่​ปลอดภัย​
๗.​ อาทีนวานุ​ปัสสนา​ญาณ​ ญาณ​อัน​คำนึง​เห็น​โทษ​ คือ​เห็น​ตาม​ข้อ​ ๕​ และ​ ๖​ แล้ว​ ก็​เห็น​ว่า​สังขาร​ทั้งปวง​ล้วน​มี​ความ​บกพร่อง​ เต็มไปด้วย​ทุกข์
๘.​ นิพพิทานุ​ปัสสนา​ญาณ​ ญาณ​อัน​เห็น​ที่​ประกอบ​ไป​ด้วย​ความ​หน่าย​ ไม่​เพลิดเพลิน​ติดใจ​ เพราะ​เห็น​โทษ​มา​ตั้งแต่​ข้อ​ ๗
๙.​ มุญจิตุกัมยตาญาณ​ ญาณ​อัน​ใคร่​จะ​พ้น​ไป​เสีย​ คือ​ปรารถนา​จะ​พ้น​จาก​สังขาร​เหล่านั้น
๑๐.​ ปฏิสังขานุ​ปัสสนา​ญาณ​ ญาณ​พิจารณา​หา​ทาง​ คือ​มา​ทบทวน​เห็น​ไตรลักษณ์​ เพื่อ​เจริญ​ปัญญา​อัน​เป็น​ทาง​พ้น​ทุกข์
๑๑.​ สังขาร​ุเปกขา​ญาณ​ ญาณ​อัน​เป็นไป​โดย​ความ​เป็น​กลาง​ต่อ​สังขาร​ คือ​ดิ้นรน​ขวนขวาย​ตาม​ข้อ​ ๙​ และ​ ๑๐​ แล้ว​ ก็​ย่อม​รู้เห็น​ตาม​เป็น​จริง​ ว่า​สังขาร​ทั้งหลาย​มี​ความ​เป็น​อยู่​เป็นไป​ของ​มัน​อย่างนั้น​เป็น​ธรรมดา​ ไม่ใช่เ​รา​ ไม่ใช่​ของ​เรา​ บังคับ​ไม่ได้​ ก็​วาง​ใจ​เป็น​กลาง
๑๒.​ สัจจานุโลมิกญาณ​ ญาณ​อัน​ป็น​ไป​โดย​อนุโลม​แก่​การ​หยั่งรู้​อริยสัจ​ พร้อม​แล่น​ตรง​สู่​พระ​นิพพาน

ข้อ​ ๔​ – ๑๒​ นี้​ รวม​เรียกว่า​ วิปัสสนา​ญาณ​ ๙
ฉะนั้น​ ต้อง​ขึ้น​มา​ถึง​ข้อ​ ๔​ – ๑๒​ นี้​ จึง​จะ​เรียก​ได้​ว่า​ เจริญ​วิปัสสนา

ต่อไป​ก็​เป็น​ญาณ​อัน​เป็น​ผล​จาก​การ​เจริญ​วิปัสสนา​ คือ
๑๓.​ โคตร​ภู​ญาณ​ ญาณ​ครอบ​โคตร​ เป็น​ความ​หยั่งรู้​ที่​เป็น​หัว​ต่อ​แห่ง​การ​ข้าม​พ้น​จาก​ภาวะ​ปุถุชน​เข้า​สู่​ภาวะ​อริยบุคคล​
๑๔.​ มัคคญาณ​ ญาณ​ใน​อริยมรรค​
๑๕.​ ผล​ญาณ​ ญาณ​ใน​อริยผล
๑๖.​ ปัจจเวกข​ณ​ญาณ​ ญาณ​พิจารณา​ทบทวน​ สำรวจ​รู้​มรรค​ผล​ กิเลส​ที่​ละ​แล้ว​ กิเลส​ที่​ยัง​เหลือ​ (ถ้า​ถึง​อรหัตตผล​แล้ว​ ก็​ไม่มี​กิเลส​เหลือ​อยู่​อีก)​

ข้อ​ ๑๔​ และ​ ๑๕​ เป็น​ โลกุตตร​ญาณ
ต้อง​ภาวนา​ให้เกิด​”โลกุตตร​ญาณ” ครบ​ ๔​ ครั้ง​ จึง​จะ​ละ​อวิชชา​ได้​หมด

๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๓ 🤔🤔 #ถาม​ : เวลานั่งสมาธิ​ แล้วเหมือนกับกายใจหายไปหมดครับ ไม่มีสติรู้ตัวอยู่…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๒๓
🤔🤔
#ถาม​ : เวลานั่งสมาธิ​ แล้วเหมือนกับกายใจหายไปหมดครับ ไม่มีสติรู้ตัวอยู่ บางครั้งแค่นั่งภาวนาไม่กี่คำก็หายไปเลย จะผ่านจุดนี้อย่างไรครับ?

#ตอบ​ : อย่า​ไป​พอใจ​สภาวะ​อย่างนั้น​
ถ้า​ทั้ง​กาย​และ​ใจ​หาย​ไป​แบบ​ที่​ทำ​มา​ ทำ​อย่างไร​ก็​ไม่​ได้ผล​นะ
ขณะ​ที่​เกิด​มรรค​ ก็​มี​จิต​นะ​ เรียก​ว่า​ มรรค​จิต
ขณะ​ที่​เกิด​ผล​ ก็​มี​จิต​นะ​ เรียก​ว่า​ ผล​จิต
ไม่ใช่​หลง​ เผลอ​ เคลิ้ม​ หรือ​หาย​ไป​แบบ​นั้น​

ฉะนั้น​ ให้​รู้ว่า​ทำ​อย่างนั้น​มัน​ไม่ใช่​ทาง​ที่​ถูกต้อง​นะ

ให้​ทำ​ความ​รู้สึกตัว​
พอ​รู้สึก​ว่า​ความ​รับรู้มัน​จะ​เคลื่อน​หาย​ไป​ ก็​ลอง​หายใจ​แรง​ขึ้น​อีก​นิด​หนึ่ง​ เพื่อ​รู้สึกตัว​ขึ้นมา​ใหม่​

ถ้า​สังเกตเห็น​จิต​ที่​เคลื่อน​ไป​ได้​ ก็​ยิ่ง​ดี​นะ เพราะ​จะ​เป็น​สภาวะ​ที่​รู้เนื้อรู้ตัว​พอดี
และ​จะ​ได้​สมาธิ​ที่​ถูก​ต้อง​พอดี​ด้วย

๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook