All posts by admin

#คลิปแสดงธรรม #เหยื่อล่อจิต โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🐠🐟🐡 ภาวนาเหมือนคนจะตกปลาจริงๆ ตกปลา คือหาเหยื่อสักอย่างหนึ่ง…

#คลิปแสดงธรรม #เหยื่อล่อจิต
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🐠🐟🐡
ภาวนาเหมือนคนจะตกปลาจริงๆ
ตกปลา คือหาเหยื่อสักอย่างหนึ่ง
เหยื่อที่ว่านี้จะเป็นลมหายใจก็ได้
จะเป็นลมหายใจที่จมูกก็ได้
จะเป็นลมหายใจที่ท้องก็ได้ ท้องพองยุบ
หรือจะท่องพุทโธๆๆ ก็ได้
หรือเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
ร่างกายเคลื่อนไหว แบบไหนก็ได้
สิ่งนั้นเป็นเพียงเหยื่อ อย่าไปประคองให้จิตมันอยู่ตรงนั้น นิ่งๆ นานๆ
เพราะถ้าทำอย่างนั้น คือเราจะกินเหยื่อเสียเอง

ท่านเปรียบเปรยให้ฟังเช่นไรต่อไป
อะไรคือเหยื่อ? อะไรคือปลา?
จุดพลาดของนักตกปลา คืออะไร?

รับฟังต่อที่คลิปแสดงธรรม บ้านจิตสบาย
2/2 เรื่อง #เหยื่อล่อจิต
ที่ลิงค์ยูทูป http://yt3.piee.pw/CQHUC

เมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#คลิปแสดงธรรม #ศีลห้าละเมิดข้อใดบาปสุด โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🖐❎🚫 พระอาจารย์ได้เคยถาม อาจารย์วศิน…

#คลิปแสดงธรรม #ศีลห้าละเมิดข้อใดบาปสุด
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🖐❎🚫

พระอาจารย์ได้เคยถาม อาจารย์วศิน
ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ที่แตกฉานในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ว่า “มีพุทธพจน์ไหมที่ยืนยันว่า..
ศีลห้าข้อ ข้อใดข้อหนึ่งผิดกว่ากัน”
แล้วก็ถามว่า “มีคนทั่วไปเข้าใจว่าข้อห้า ผิดที่สุด!
เพราะเมาแล้วก็ผิดข้ออื่นได้หมด”

จะเฉลยก็กระไรอยู่..ให้ฟังเองแล้วกันค่ะ
ที่คลิปแสดงธรรมบ้านจิตสบาย 1/2
เรื่อง “ศีลห้าละเมิดข้อใดบาปที่สุด”
ที่ลิงค์ยูทูป http://yt3.piee.pw/CJAB9

เมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ 🦉🦉🦉 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๖ #รู้จำ…

วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒
🦉🦉🦉
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๖

#รู้จำ #รู้จัก #รู้จริง #รู้แจ้ง

“รู้จำ” คือเรียนรู้ภาคทฤษฎี
“รู้จัก” ก็คือเอาภาคทฤษฎีที่เรียนมา เอามาปฏิบัติ

เห็นกายว่าเป็นกาย นี่คือรู้จัก
แต่ถ้าส่องหน้าที่กระจก แล้วคิดว่า
‘วันนี้ฉันสวยจัง’
อย่างนี้เรียกว่า..ยังไม่รู้จัก!

รู้จัก คือเห็นกายที่กายนี้
จะเห็นส่วนใดส่วนหนึ่งก็เรียกว่ากาย
เห็นผมก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย
เห็นตา เห็นจมูก เห็นปาก.. เห็นกาย
ภาษาในพระสูตรจะใช้คำว่า “กายในกาย”

เห็น​”กายในกาย” คือเห็นตรงไหนก็เป็นกาย
เห็นกายส่วนย่อยๆ ในกายส่วนใหญ่ๆ
เห็นผมก็คือเป็นกาย ดูลมหายใจก็ยังเป็นกาย
เห็นกายในกายอย่างนี้​ เรียกว่า..รู้จักกายแล้ว
เริ่ม”รู้จัก”แล้ว

คนจะรู้จักกาย แล้วพัฒนาไปถึงขึ้นเจริญปัญญาจนรู้จริง รู้แจ้งได้
จะต้องเป็นคนที่สมาธิดีหน่อย
เคยได้ยินใช่ไหมว่า..
แบ่งคนเป็นสองประเภทที่จะมาเจริญ(วิปัสสนา)​กรรมฐาน
คนประเภทแรก ทำสมาธิง่าย ทำสมถะง่าย
เรียกว่า.. สมถยานิก

สมถยานิก​ คือ คนที่ทำสมาธิง่าย
เอาจิตไปอยู่อารมณ์​ใดอารมณ์หนึ่ง
แล้วก็ไม่ค่อยหนีไปไหน
จิตอยู่นิ่งๆ กับอารมณ์นั้น
คนอย่างนี้จะมาดูกายแล้วรู้จักกาย
แล้วก็รู้ความจริงของกายว่า
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนััตตา

“รู้จริง” คือ​ เห็นไตรล้กษณ์สามอย่างนี้
(ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา) อย่างใดอย่างหนึ่ง

ตอน​”รู้แจ้ง” คือรู้ว่าไม่ใช่เรา ทั้งกายและใจ
ต้องทั้งกายทั้งใจนะ!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🦉🦉🦉

เรียบเรียงจากธรรมบรรยายจากคอร์ส กลต.
รู้จำ รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง – 611022
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2zm5v4q
(นาทีที่ 3.41-6.05)


อ่านบน Facebook

#ปฏิทินธรรม #เดือนธันวาคม ๒๕๖๑ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข…

#ปฏิทินธรรม
#เดือนธันวาคม ๒๕๖๑
กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
(สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี)

😇วันจันทร์ที่ ๓ – อังคารที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๑
บรรยายธรรม ในคอร์สปฏิบัติธรรม จัดโดย #กลุ่มกฟผ.
ณ ศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

( แผนที่ ศูนย์ฝึกฯ บางปะกง
https://goo.gl/maps/BcYyfQqxLVw )

😇วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๑
เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.
บรรยายธรรม ณ #กลุ่มบ้านอริยะ
หมู่บ้านธาริณี ถนนประชาชื่น
ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ

สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่เบอร์ 091-665 5499 ( คุณต้อม )
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

(แผนที่ https://goo.gl/maps/SdqTNtUBoCT2)

😇วันพุธที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
บรรยายธรรม ณ #คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม

(แผนที่ คณะวิศวะฯ ม.มหิดล
https://goo.gl/maps/wLhPuSsUYH72 )

😇วันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๓๐ น.
บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย
พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392

( แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42)

😇วันเสาร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๓๐ น.
บรรยายธรรม ณ #วัดหนองบอนวิปัสสนา
ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง ระยอง

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 081 – 153 9897 คุณสุดา

(แผนที่ วัดหนองบอนวิปัสสนา
https://goo.gl/maps/RZbDRxevwsA2)

สามารถติดตาม ‘ปฏิทินธรรม นิมฺมโล’ ได้ที่
http://nimmalo.com/calendar/


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๓ 🤔🤔 #ถาม : มงคล 38 ประการ ห้ามคบคนพาล คนพาลในที่นี้คือใคร #ตอบ : คนพาล คือ…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๓
🤔🤔
#ถาม : มงคล 38 ประการ ห้ามคบคนพาล คนพาลในที่นี้คือใคร

#ตอบ : คนพาล คือ ผู้ที่มักทำอกุศลกรรม มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นผู้ที่สักแต่ว่าหายใจไปวันๆ เพราะไม่รู้ประโยชน์ของชาตินี้และชาติหน้า

คนที่ไม่ทำประโยชน์ของชาตินี้ ได้แก่
1. เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ทำงาน ไม่หาวิชาความรู้ที่จะนำมาหาเลี้ยงชีพ (ไม่หาทรัพย์ใหม่)
2. ไม่รักษาทรัพย์ของตนด้วยปัญญา (ไม่รักษาทรัพย์เก่า)
3. เป็นอยู่ด้วยความประมาท ฟุ่มเฟือย (ไม่ทำบุญ)
4. เป็นคนพาลสันดานบาป (ทำบาป)

คนที่ไม่ทำประโยชน์สำหรับชาติหน้า ได้แก่
1. ไม่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย (สัทธา)
2. ไม่มีศีล (สีล)
3. ไม่ฟังธรรม (สุตะ)
4. ไม่บริจาคทาน (จาคะ)

เมื่อไม่รู้ประโยชน์ของชาตินี้และชาติหน้า ก็จึงไม่ประกอบกุศลกรรม ไม่อบรมปัญญา รวมทั้งเป็นผู้ที่เห็นผิด คิดผิด พูดผิด เลี้ยงชีพผิด เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแสดงความเป็นคนพาล

ส่วน บัณฑิต ย่อมเป็นผู้มักกระทำกุศลกรรม มีชีวิตที่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น และทำประโยชน์สำหรับชาตินี้และชาติหน้า เป็นผู้มีความเห็นถูก คิดถูก พูดถูก มีอาชีพที่ถูก เป็นต้น

ในธรรมบท เรื่องโจรผู้ทำลายปม (คือ ชอบขโมยทรัพย์ที่ผู้อื่นขอดรัดเป็นห่อไว้ตามชายผ้า เป็นต้น) ได้กล่าวถึงโจร ๒ คน มุ่งที่จะไปขโมยทรัพย์ของคนที่มานั่งฟังธรรมที่พระวิหารเชตวัน

โจรคนหนึ่งมุ่งแต่จะหาทางขโมย แอบแก้ห่อลักเอาทรัพย์ของผู้อื่น โจรอีกคนหนึ่งแม้เดิมคิดจะมาขโมยแต่ด้วยความที่เคยสะสมบุญมาดี จึงเห็นว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงพระธรรมก็ควรที่จะได้ฟังพระธรรมเสียก่อน จึงตั้งใจฟังพระธรรมด้วยความเคารพ

ผลก็คือ ทำให้โจรคนที่ตั้งใจฟังพระธรรมได้บรรลุธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน แต่โจรคนที่มุ่งแต่จะลักทรัพย์ของผู้อื่น ก็กระทำบาปด้วยการลักขโมยโดยไม่สนใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไร
เมื่อการแสดงธรรมจบลง โจรที่มุ่งแต่ขโมยก็ดีใจในทรัพย์สินที่ลักมา พร้อมกับดูหมิ่นเย้ยหยันเพื่อนที่บรรลุเป็นพระโสดาบันว่าไม่สามารถหาทรัพย์ได้ มาเสียเวลาเปล่า

สหายผู้บรรลุเป็นพระโสดาบัน คิดว่าโจรคนนี้สำคัญว่าตนเองเป็นบัณฑิต ทั้งๆ เป็นคนพาลแท้ๆ จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลความเป็นไปทั้งหมด เป็นเหตุให้พระองค์ตรัสพระคาถาว่า
“คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล
ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง
แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต
นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้”

เมื่อบุคคลเสพคุ้นกับคนพาล-แม้ด้วยใจ คือยินดีพอใจในอกุศล ขณะนั้นชื่อว่ายินดีพอใจในความเป็นพาล และเสพคุ้นกับคนพาลแล้ว เพราะใจตนเองนั่นแหละเป็นพาล
เมื่อใจเป็นอกุศล ก็ทำให้ในขณะนั้นอกุศลเจริญขึ้น ความเห็นผิดและอกุศลประการต่างๆ ก็หยั่งรากลึกขึ้น เพราะการเสพคุ้นกับความเป็นคนพาล

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อยังเป็นปุถุชน..จิตใจก็มักไหลไปสู่ที่ต่ำ เมื่อเสพคุ้นคุ้นกับคนพาลผู้มากไปด้วยอกุศล คนพาลก็ย่อมแนะนำแต่สิ่งที่ไม่ดีไม่ประเสริฐ ก็ทำให้จิตใจของผู้ที่อยู่ใกล้ก็คล้อยไปตามสิ่งเหล่านั้นได้ง่าย เพราะใจของคนที่ฝึกมาไม่ดีก็น้อมไปในทางอกุศลทางกิเลสได้ง่ายอยู่แล้ว

ต้นมะม่วง ที่ปลูกโดยมีต้นสะเดาล้อมรอบใกล้ชิด นานวันเข้า ผลมะม่วงก็ยังขมได้

ข้อสำคัญที่อยากจะเตือนก็คือ เรามักคิดว่าคนพาลเป็นคนอื่น และคิดที่จะปฏิบัติกับคนพาลภายนอกที่เป็นคนอื่น
แต่ในความเป็นจริง ความเป็นคนพาล..ก็คือสภาพธรรมที่เป็นอกุศล ดังนั้น ควรปฏิบัติกับความเป็นคนพาล คือใจของเรานี่แหละ ใจที่เป็นพาลอยู่บ่อยๆ ทุกๆขณะที่เป็นอกุศลกำลังเกิดขึ้น

มาฝึกพัฒนาจิตใจด้วยข้อปฏิบัติที่ละความเป็นคนพาล โดยมีสติรู้ทันความเป็นอกุศล เมื่อเห็นความพาลในใจบ่อยๆ จิตจะเรียนรู้ได้ว่าลักษณะของสภาวะพาลนั้นเป็นอย่างไร เมื่อพาลแล้วมีผลอย่างไร และอะไรเป็นเหตุให้พาล
ผลที่ได้จากการฝึกรู้ทันความพาล คือการเจริญขึ้นของกุศลธรรม
เมื่อเห็นว่าใจพาลไปมีกิเลส กุศลก็เกิด เพราะขณะนั้นมีสติ
เมื่อเห็นว่าใจพาลในลักษณะไม่ยอมนิ่ง เคลื่อนไหวอยู่เรื่อย แต่ทันทีที่เห็นมันกลับตั้งมั่นชั่วขณะ ได้สมาธิ
เมื่อมีกำลังของสติและสมาธิ ปัญญาก็เกิด เห็นว่าความพาลก็เกิดดับ

ศีล-ค่อยๆ ข่มความเป็นพาลในจิตใจที่เป็นส่วนหยาบ
สมาธิ-ก็ค่อยๆ ข่มความพาลของใจในส่วนที่ละเอียดขึ้นมา
ปัญญา-จะเป็นความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ถ้าบรรลุมรรคผลก็ละความพาลได้เด็ดขาดตามชั้นตามภูมิ
ความพาลสำคัญที่จะดับไปด้วยมรรค คือความเห็นผิด คิดว่ากายใจนี้เป็นเรา

การดับความเห็นผิดที่เป็นพาล สำคัญยิ่งกว่าไปดับความพาลของบุคคลอื่น ด้วยเหตุว่า ที่สัตว์ทั้งหลายทุกข์เจียนตายในอบายนั้น ก็เป็นผลจากความพาลในอดีตของตนทั้งสิ้น ความพาลของผู้อื่นไม่สามารถเป็นเหตุให้เราไปอบายได้เลย
ในทางตรงข้าม แม้สัตว์ทั้งโลกนี้ต่างมุ่งดี ทำแต่บุญกุศล มีเราผู้เดียวที่เป็นพาล กุศลของสัตว์ทั้งโลกนี้ก็ไม่อาจป้องกันเราจากอบายได้
คนพาลยอมได้รับผลความเป็นคนพาลนั้นเอง นอกเสียจากว่าคนพาลนั้นเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเป็นคนพาลจริงๆ ก็ยังมีโอกาสพัฒนาให้พ้นจากความเป็นคนพาลนั้นได้

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๒ 🤔🤔 #ถาม​ : คำ​ว่า​ “เดินปัญญา” คืออะไรคะ?​ และการเดินปัญญาที่ถูกต้อง​ ควรทำอย่างไรคะ?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๒
🤔🤔
#ถาม​ : คำ​ว่า​ “เดินปัญญา” คืออะไรคะ?​ และการเดินปัญญาที่ถูกต้อง​ ควรทำอย่างไรคะ?

#ตอบ​ : คำ​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ที่​ครูบาอาจาร​ย์สอน​ คือ​การ​ที่​ภาวนา​ เจริญ​สติ​ เจริญ​สมาธิ​มี​จิต​ตั้งมั่น​ จน​เห็น​กาย​เห็น​ใจ​แสดง​ลักษณะ​สาม​อย่าง​ (ได้แก่​ ความ​ไม่​เที่ยง, เป็น​ทุกข์​ หรือ​เป็น​อนัตตา)​ อย่าง​ใด​อย่าง​หนึ่ง​ เรียก​เป็น​ศัพท์​ว่า​ “เจริญ​วิปัสสนา”

ถ้า​นั่ง​สมาธิ​ แล้ว​มี​ความ​สุข​ เพลิน​ สบาย.. ชวน​ให้​ติดใจ​ อย่างนี้​ครูบาอาจารย์​ท่าน​เรียก​ว่า​ “เดิน​สมถะ” ยัง​ไม่​ใช่เดิน​ปัญญา​

ถ้า​จิต​ตั้งมั่น​แล้ว​ :-
– เห็น​กาย​หายใจ​-ใจ​เป็น​คน​ดู​ ความ​รู้สึก​จะ​ประมาณ​ว่า.. กาย​นี้​เป็น​สิ่ง​ที่​ใจ​ไป​รู้​เข้า​ เห็น​กาย​แยก​ออก​ไป​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​-จิต​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​ หรือ..
– เห็น​เวทนา​แยก​ออก​ไป​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​-จิต​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​ หรือ..
– เห็น​กิเลส​แยก​ออก​ไป​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​-จิต​เป็น​ผู้​รู้​ผู้​ดู​
ทั้งสามอย่าง​นี้​เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ได้​เหมือนกัน​ แต่​ยัง​ไม่​ถึง​ขั้น​วิปัสสนา​ เพราะ​การ​เห็น​อย่างนี้​ยัง​ไม่​จัด​ว่า​เห็น​ไตรลักษณ์​ แต่​ก็​นับ​ว่า​ดี​มาก​แล้ว​นะ​ เป็น​ปัญญา​ระดับ​แยก​ธาตุ​แยก​ขันธ์

ถ้า​แยก​ธาตุ​แยก​ขันธ์​แล้ว​ เห็น​ว่ากายก็​เป็น​กาย​-ไม่​ใช่​เรา​ เห็น​ว่า​เวทนาก็​เป็น​เวทนา-ไม่​ใช่​เรา​ เห็น​ว่า​กิเลสก็​เป็น​ความ​ปรุงแต่ง​ใน​จิต-ไม่​ใช่​เรา​ อย่าง​นี้​เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ระดับ​วิปัสสนา​ เพราะ​เห็น​ความ​เป็น​อนัตตาของ​ขันธ์ที่​เห็น

ถ้า​จิต​ตั้งมั่น​แล้ว​ เห็น​จิต​เกิด​ดับ​ เดี๋ยว​ก็​เป็น​ผู้​รู้​ เดี๋ยว​ก็​เป็น​ผู้​หลง​ อย่าง​นี้​เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา” ระดับ​วิปัสสนา​ เพราะ​เห็น​ความ​ไม่​เที่ยง​ของจิต

เทียบ​ใน​”โสฬส​ญาณ” หรือ​ ญาณ​ ๑๖​ สาม​ข้อ​แรก​ก็​นับ​ว่า​เป็น​การ​เดิน​ปัญญา​ แต่​ยัง​ไม่​ใช่​ “วิปัสสนา​ญาณ” สาม​ข้อ​นั้น​คือ
๑.​ นาม​รูปปริจเฉท​ญาณ​ ญาณ​จำแนก​แจก​ได้​ว่า​อะไร​เป็น​รูป​ อะไร​เป็น​นาม​
๒.​ ปัจจยปริคค​ห​ญาณ​ ญาณ​รู้​ปัจจัย​ของ​นาม​และ​รูป
๓.​ สัมม​สนญาณ​ รู้​ด้วย​การ​คิด​พิจารณา​เห็น​นาม​และ​รูป​โดย​ไตรลักษณ์

ถ้า​เห็น​รูป​นาม​แสดง​ความจริง​ เกิด​เป็น​ความ​รู้​เข้าใจ​สภาวะ​ตาม​ไตรลักษณ์​แง่​ใ​ด​แง่​หนึ่ง​ จึง​จัด​ว่า​เป็น​การ​เจริญ​วิปัสสนา​ ซึ่ง​ท่าน​ได้​รวบรวม​ไว้​ได้​ ๙​ อย่าง​ คือ
๑.​ อุทยัพ​พยญาณ​ ญาณ​เห็น​รูป​นาม​เกิด​ดับ
๒.​ ภังค​ญาณ​ ญาณ​เห็น​ว่า​สังขาร​ทั้งปวง​ล้วน​ต้อง​ดับ​สลาย
๓.​ ภยญาณ​ ญาณ​เห็น​สังขาร​เป็น​ภัย​น่า​กลัว
๔.​ อาทีนวญาณ​ ญาณ​เห็น​โทษ​ของ​สังขาร​ว่า​ไม่​ปลอดภัย
๕.​ นิพพิทาญาณ​ ญาณ​เห็น​ความ​จริง​แล้ว​หน่าย​ ไม่​เพลิดเพลิน​ติดใจ
๖.​ มุญจิตุกัมมยตาญาณ​ ญาณ​คำนึง​ปรารถนา​จะ​พ้น​ไป​จาก​สังขาร
๗.​ ปฏิสังขาญาณ​ ญาณ​ยก​เอา​สังขาร​มา​พิจารณา​ด้วย​ไตรลักษณ์​เพื่อ​หา​อุบาย​ปลด​เปลื้อง​ออก​ไป
๘.​ สังขารุเปกขาญาณ​ ญาณ​เป็นไป​โดย​ความ​เป็นกลาง​ต่อ​สังขาร
๙.​ อนุโลม​ญาณ​ ญาณ​เป็นไป​โดย​อนุโลม​แก่​การ​หยั่งรู้​อริยสัจ

ทั้ง​ ๑๒​ (๓+๙) ข้อ​นี้​ เรียก​ว่า​ “เดิน​ปัญญา”

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ 💡💡💡 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๖ #ปัญญาจากการเห็นความจริง…

วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒
💡💡💡
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๖

#ปัญญาจากการเห็นความจริง

การที่เราไม่รู้อะไรเลย
จะ(ทำให้)เป็นคนขวนขวายหาความรู้
เราไม่รู้ในแง่ที่ว่า..
วิธีทำอย่างไรจะพัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้นกว่านี้
พอเรียนรู้วิธีแล้ว
ครูบาอาจารย์มาสอนแล้ว มีพระมาสอนแล้ว
หรือมีคนที่เขารู้กว่าเรามาบอก แนะวิธีแล้วว่า..
ควรจะ..รักษาศีล ไว้นะ!
ควรจะ..เจริญสติ นะ!
ควรจะ..เจริญสมาธิ ด้วย
ควรจะ..เจริญปัญญา ด้วย

วิธีทำ..ทำอย่างนี้!

วิธีทำจิตสงบคือ หาอารมณ์อะไรสักอย่างหนึ่งเอาไว้
แล้วให้จิตอยู่กับอารมณ์นั้น นิ่งๆ นานๆ จะได้ความสงบ
จิตที่เป็นความสงบนี่ ก็ยังไม่พอนะ!
จะให้เกิดปัญญา ก็ต้องเรียนรู้ความจริง
(ความจริง)ของรูปของนาม หรือ ของกายของใจ
จะรู้ความจริงของรูปของนาม ของกายของใจ
ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
แง่ใดแง่หนึ่ง เรียกว่าเกิดปัญญา

อยู่ๆจะมาคิดเอาก็ไม่ได้
ต้องเห็นว่ามันไม่เที่ยง
เห็นว่ามันถูกบีบคั้น เป็นทุกข์
เห็นว่ามันทำงานเอง เป็นอนัตตา
จะเรียนรู้อย่างนี้ได้ ต้องรู้มัน

ฉะนั้นต้องเริ่มต้นด้วยสติขึ้นมาก่อน
มีสติรู้กาย รู้ใจ เห็นกาย เห็นใจแสดงความจริง
คือมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
แง่ใดแง่หนึ่งตามที่จิตมันจะเข้าใจได้
อยู่ๆจะเกิดปัญญาขึ้นมาจากความคิดนั้น..เป็นไปไม่ได้!
ต้องเป็นปัญญาจากการมีสติ
เห็นรูปเห็นนาม แสดงไตรลักษณ์ให้ดู

รูปนามจะแสดงไตรลักษณ์ได้
ต่อเมื่ิอมีกุศลอีกตัวหนึ่งมาประกอบ
คือ ดูด้วยจิตที่มีกำลัง
มีสติเห็นสภาวะด้วยจิตที่มีกำลัง
จิตที่มีกำลังคือ มีสมาธิ(จิตตั้งมั่น)

ธรรมบรรยายโดย..
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย
เรื่อง ดูกันนาน ๆ
ณ บ้านจิตสบาย (611028)
ลิงค์คลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=jP2eY8stM4A
(ช่วงเวลา 1.34.30-1.36.14)

ถอดคำโดย อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๑ 🤔🤔 #ถาม : ตอนที่เราเจอกิเลสที่เป็นปมของเราที่มันเป็นจุดอ่อนน่ะค่ะ ทำไมเราดูแล้วมันไม่ดับ…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๑
🤔🤔
#ถาม : ตอนที่เราเจอกิเลสที่เป็นปมของเราที่มันเป็นจุดอ่อนน่ะค่ะ ทำไมเราดูแล้วมันไม่ดับ แล้วมันใช้เวลานาน แล้วเราจะทำยังไงในครั้งต่อไปคะ?

#ตอบ : มันเป็นจุดอ่อนเพราะเราแพ้ตรงนี้ง่ายไง แล้วก็ไปอิน..ไปจมกับมัน

ตัวที่เรียกว่าเป็นจุดอ่อน คือ มีตัวนี้ทีไรก็ยึดว่าเป็นเราทุกที
ถ้าเป็นกิเลสทั่ว ๆ ไป มันก็แค่กิเลส มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดู..แล้วก็เห็นเป็นกิเลส เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ถูกดู ถ้าเราสามารถเห็นกิเลสทุกตัวด้วยวิธีนี้ได้ คือเห็นเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ถูกดู แค่นี้ก็หลุดเลยทันที

ทุกครั้งที่เห็นกิเลสว่าถูกดู..จะมีจิตเป็นผู้รู้เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องตั้งใจแยก มันแยกของมันเป็นธรรมชาติเลย
สิ่งใดถูกดูสิ่งนั้นมีผู้ดูเป็นผู้รู้ขึ้นมา ทำอย่างนี้ก็กลายเป็นว่า ไม่ว่ากิเลสตัวนั้นมันจะเป็นตัวที่เราเคยแพ้หรือไม่เคยแพ้ก็แล้วแต่ มันก็เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งให้เราดูเท่านั้นเอง
มันเศร้าหมองก็เพราะว่ามีกิเลสตัวนี้อยู่ พอเห็นปั๊บ! ความเศร้าหมองดับ แต่ถ้าคิดใหม่ก็เศร้าใหม่..เศร้าหมองใหม่

ฉะนั้น บางทีเห็นแล้วนะ แต่ทำไมมันไม่หาย? จริง ๆ มันหายแล้ว..แต่คิดใหม่ จึงเหมือนไม่หาย ด้วยความไวในการเกิดดับของจิต เมื่อสติยังไม่ไวพอที่จะแยกชัดว่าเมื่อกี้มีตัวรู้เกิดขึ้นมา ก็นึกว่ามันเกิดอยู่ต่อเนื่อง นึกว่ามันยังไม่ดับ แต่จริง ๆ มันดับแล้ว
เหมือนแสงจากหลอดไฟฟ้าเนี่ย จริง ๆ มันเกิด-ดับ ๆ แต่เราแยกไม่ออกว่ามันมีการเกิด-ดับ เพราะตาเราไวไม่พอ ตาเรามีความสามารถจำกัด
แต่เราสามารถพัฒนาคุณภาพของสติให้ไวพอที่จะแยกเกิด-ดับของจิตได้ สามารถทำได้ พอรู้ทันปุ๊บ! ดับแล้ว แต่พอคิดใหม่..ก็เกิดใหม่ เกิดกิเลสตัวเดิมนี่แหละ แต่เกิดขึ้นในขณะใหม่ ให้ดูอย่างนี้นะ

รู้ทันไป มันไม่มีตัวไหนที่มันจะครองใจเราได้นาน เพราะแค่รู้ทันนะมันก็มีสติขึ้นมาครองใจขณะนั้นแล้วเดี๋ยวเผลอใหม่..คือใจเราน่ะทิ้งสติไปเอง ไปคว้าอย่างอื่นมา พอตอนคว้าอย่างอื่นมาก็ลืมกาย-ลืมใจ ไปคว้าไอ้นู่น ไปคว้าไอ้นี่ คว้ามาแล้วก็กลายเป็นกิเลส เป็นอุปกิเลส อย่างที่บรรยายมานั่นแหละ และทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สภาวะอย่างหนึ่งแค่นั้นเองที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

อย่าไปคิดว่าเราแพ้ไอ้ตัวนี้.. แล้วเราก็เลยยอมแพ้ ไม่เอานะ ไม่มีกิเลสตัวไหนที่มันจะชนะเราถาวร ถ้าเราหมั่นรู้

จริง ๆ แล้ว ที่ว่าเราแพ้กิเลสตัวนี้นี่นะ แสดงว่ามันเกิดบ่อย เกิดบ่อยนี่เป็นข้อดีที่ว่า มันเกิดบ่อยเราก็จะเห็นบ่อย เห็นบ่อยเนี่ยจิตจะจำมันได้
ไม่ต้องไปตั้งท่าต่อต้านมันนะ ถ้าต่อต้านก็ทำผิด ไม่ต้องต่อต้าน แค่รู้เฉย ๆ มันเป็นเพียงแค่กิเลสตัวหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็รู้ไป
ถ้าต่อต้าน เราจะรู้สึกว่า “ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก” อย่างนี้ต่อต้านแล้ว เราไม่มีหน้าที่อะไรมาก..แค่รู้
ในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าไม่ให้ต่อต้านอะไรเลย มีราคะก็ให้รู้ โทสะก็ให้รู้ โมหะก็ให้รู้ ฟุ้งซ่านก็ให้รู้ หดหู่ก็ให้รู้ รู้อย่างเดียว ไม่มีว่า “ห้ามมี” หรือว่า “ต่อต้าน” “จงทำลายกิเลสนั้นไป” “จงไล่ฟันไล่บี้บีฑามัน” อะไรอย่างนี้ไม่มี แค่รู้!

รู้บ่อย ๆ เนี่ยนะ จิตจะจำสภาวะนั้นได้แม่นยำ แล้วจะกลายเป็นว่าเรามี “ถิรสัญญา” จากสภาวะนั้น
ถิรสัญญา หมายถึง การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เช่น คนขี้โกรธ ทีแรกก็ว่า “โอ้โห.. เราแพ้ทางความโกรธ เห็นหน้านังนี่ทีไรนะเราจะไม่พอใจ ยิ่งนังนี่มาทีไรนะ..เราจะโกรธทุกที” แต่ถ้าเป็นคนเจริญสติดูจิตเนี่ยนะ นังนี่มา..โกรธ ก็รู้ทันโกรธ นังนี่มาอีกแล้ว มันไม่ไปไหน กูก็จะดูมันเนี่ย ทุกครั้งที่มันเห็นหน้านังนี่เนี่ยนะ..เราจะโกรธ เราก็รู้โกรธไป ยิ่งโกรธบ่อยยิ่งดี แต่โกรธนานไม่ดี เข้าใจมั้ย?
โกรธนานจะไม่มีสติ แต่โกรธบ่อย-รู้บ่อย ก็จะมีสติถี่ ๆ การมีสติถี่ ๆ เนี่ยมีประโยชน์ เพราะทุกครั้งที่เห็นความโกรธ จิตมันจะจำความโกรธ มันไม่ได้จำหน้านังนั่นนะ แต่ถ้าโกรธอยู่เนี่ยมันจะไปจำหน้านังนั่น ไปจำว่า “นังนั่นมันร้าย นังนั่นมันเลว” อย่างนี้นะ แต่ถ้าโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ…มันจะเห็นสภาวะคือโกรธ จิตมันจะไม่มองหน้านังนั่น แต่มันจะมาดูไอ้ความโกรธในจิตเมื่อกี้นี้ จิตมันจะจำความโกรธ จำว่าสภาวะโกรธเป็นอย่างนี้
คราวนี้ไปดูหน้าคนอื่น ก็หมั่นไส้ โกรธ หงุดหงิด ขัดเคือง มันก็คือไม่พอใจ คือโกรธเหมือนกันนั่นแหละ ก็คนขี้โกรธน่ะนะ เป็นโทสะเหมือนกัน เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนคนก็แล้ว..แต่สภาวะคือความโกรธเหมือนกัน พอมีสติรู้ จิตก็จะจำความโกรธอีก เห็นความโกรธบ่อย ๆ กลายเป็นจำความโกรธได้แม่น คราวนี้โกรธใครเกิดความโกรธขึ้นมา เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนคนไปตั้งเยอะแยะหลายคนแล้ว แต่ความโกรธก็แบบเดิม ไม่ได้ตั้งใจจะดูความโกรธเลย..คราวนี้พอจิตจำได้แล้ว..มันมีสติดูความโกรธขึ้นมาเอง เรียกว่าเกิดสติโดยอัตโนมัติ ตรงนี้จึงจะเป็น “สัมมาสติ” แท้ ๆ
สติอัตโนมัติ คือไม่ได้ตั้งใจให้เกิดสติ แต่สติเกิดขึ้นเอง ทำไมถึงเกิดขึ้นเอง? เพราะเห็นความโกรธมาบ่อยแล้ว
กิเลสตัวนี้เหมือนกัน ที่เราบอกว่าเราแพ้ จริง ๆ ถ้ามองในแง่ดีคือ มันเกิดบ่อย มันเกิดบ่อยเราก็รู้มันบ่อย ๆ รู้บ่อย..เราจะได้ถิรสัญญาได้เร็ว
แต่ต้องดูเฉย ๆ อย่าไปต่อต้านนะ อย่าไปทำลายมัน อย่าไปคิดแก้ไขมัน ดูเฉยๆ

เรียบเรียงจากการตอบคำถาม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๑
ไฟล์ 610325 อุปกิเลส ๑๖


อ่านบน Facebook

#คลิปแสดงธรรม #ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🌿🌿🌿 คลิปนี้พระอาจารย์เริ่มต้นเล่านิทานสมัยพุทธกาล…

#คลิปแสดงธรรม #ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🌿🌿🌿
คลิปนี้พระอาจารย์เริ่มต้นเล่านิทานสมัยพุทธกาล
ที่พระพุทธเจ้าทรงยกอรรถกถาว่า
มีอาจารย์กับลูกศิษย์ เป็นนักกายกรรม
โดยอาจารย์จะใช้ราวไม้ไผ่ วางเป็นแนวตั้งบนหน้าผาก
แล้วให้ลูกศิษย์ขึ้นขี่คอ ไต่ลำไม้ไผ่ขึ้นไปเพื่อโชว์
อาจารย์กำชับว่า..จงแสดงการเลี้ยงตัวบนไม้ไผ่
ระหว่างที่ขึ้นไป ให้ระวังรักษาอาจารย์
ส่วนเราคืออาจารย์ จะระวังรักษาเธอ
“ต่างฝ่ายต่างระวังรักษาซึ่งกันและกัน”
แต่ลูกศิษย์กลับไม่เห็นด้วยบอกว่า
ผมจะระวังผมเอง อาจารย์ก็ระวังของอาจารย์เอง
“ต่างฝ่ายต่างระวังตนเอง”

สองความเห็นนี้..พะอาจารย์ถามว่า
✔ใครถูก? ❌ใครผิด?

พระพุทธเจ้าอธิบายขยายความว่า..
การระวังตนเอง หมายถึงว่าการเจริญสติปัฏฐาน
เวลาเราจะระวังตนเอง แล้วคนอื่นได้ประโยชน์ด้วย
ก็คือว่าเราเจริญสติปัฏฐาน

สติปัฏฐานข้อที่ชัดเจนมาก ต่อการระวังตนเอง
แล้วคนอื่นได้ประโยชน์..คือข้อใด?

หาคำตอบได้จากธรรมบรรยายเรื่อง
“ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน”
ที่ลิงค์เสียงธรรม🔊 bit.ly/2DvekwE
เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#คลิปแสดงธรรม #บำเพ็ญกุศล โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🎗🎗🎗 สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ชีวิตนี้เป็นของน้อยนัก”…

#คลิปแสดงธรรม #บำเพ็ญกุศล
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🎗🎗🎗

สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ชีวิตนี้เป็นของน้อยนัก”
เพื่อเตือนสติว่า..ควรได้เวลา
ในการที่จะมาพัฒนาจิตใจตัวเอง
เห็นความจริงของชีวิตแล้ว
ไม่ประมาทในชีวิต
ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่พัฒนาจิตใจให้มากขึ้น

การมางาน “บำเพ็ญกุศล”
ก็ต้องมาให้ได้ประโยชน์จริงๆ
จะได้ประโยชน์ ต้องวางใจให้เป็นบญ
จะวางใจเช่นไร?
🎗🎗🎗
รับฟังธรรมบรรยายงานบำเพ็ญกุศล
คุณวิภา ผาสุกะกุล
ที่ลิงค์เสียงธรรม bit.ly/2PDKrA2
เมื่อ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#คลิปแสดงธรรม #ชีวิตที่ไม่เป็นพิษ โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🐝🐝🐍🐍 คลิปนี้หลังจากพระอาจารย์แนะนำให้ลองภาวนา…

#คลิปแสดงธรรม #ชีวิตที่ไม่เป็นพิษ
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🐝🐝🐍🐍
คลิปนี้หลังจากพระอาจารย์แนะนำให้ลองภาวนา
โดยใช้ลมหายใจ เป็นเหยื่อเพื่อล่อดูจิตมันทำงาน
ท่านยังเล่าถึงวิจัยหนึ่งของต่างประเทศ
ที่ใช้เวลาวิจัย ส่งต่อกันมาถึง 4 รุ่น
โดยวิจัยจากคน 2 กลุ่ม ที่มีความแตกต่างกันมาก
คือ กลุ่มคนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี
กับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสสูงสุด ในบอสตัน
เพื่อศึกษาว่า..คนจะมีความสุข มีชีีวิตที่ดี
จะต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ผลสรุปจากคนที่มีชีวิตเหลืออยู่
อายุประมาณ 90 ปี จำนวน 60 คน ว่า..
คนที่มีสุขภาพดีนั้น ขึ้นกับความสัมพันธ์
ระหว่างคนที่ใกล้ชิดกัน
คนที่โดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน ไม่มีคู่
ชีวิตเหมือนมีพิษ ตายเร็ว!

แต่สิ่งที่พระอาจารย์ท่านให้ข้อคิดและมุมมองที่ต่างไปก็คือ..
การอยู่คนเดียวแบบฝรั่งนั้น
มันไม่พร้อมจะอยู่ เพราะมันเป็นทุกข์
คนตะวันออก(คนไทย) เราถูกฝึกมาว่า
เราอยู่วุ่นวายในสังคม ก็หาเวลามาปลีกวิเวกบ้าง
ไอ้ตอนวิเวกด้วยความจงใจของเราเนี่ย
เป็นการอยู่คนเดียวแล้วมีความสุข
เพราะเราพร้อมที่จะอยู่คนเดียว
ถ้าอยู่คนเดียวและเหงาวังเวง การอยู่คนเดียวเป็นพิษ
สร้างพิษให้กับชีวิต สุขภาพถูกบั่นทอน
ถ้าให้ดีลองฝึกออกจากกาม (เนกขัมมะ)บ้าง
ต้องมีมุมมองยินดีที่จะฝึกจิตของเรา เพื่อจะได้พึ่งตัวเองได้

ลองฟังดูว่า คนแบบไหน..มีชีวิตที่ไม่เป็นพิษ
และคนแบบไหน..มีชีวิตที่เป็นพิษ

รับชมวีดีโอ “ชีวิตที่ไม่เป็นพิษ” ได้ที่ลิงค์
http://yt3.piee.pw/BR5JH
ลิงค์คลิปเสียง bit.ly/2CXhnwE
เมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

พุธที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๕ ๗ คำ #ธรรมของคนดี…

พุธที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑
🌿🌿🌿
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๕

๗ คำ #ธรรมของคนดี

มีธรรมะสำหรับคนดีระดับบัณฑิต อยู่ ๗ ข้อ
ตอนเด็กๆ สมัยที่อาตมาเรียนชั้นประถม
ครูสอนให้จำ เป็นภาษาไทยง่ายๆ ๗ คำ
“เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล”
คุณธรรม ๗ ข้อ ที่จะทำให้เป็นคนดีในทางพุทธศาสนา

…มาตราฐานคนดีของทางพุทธ(ศาสนา)
คือต้องมี “สัปปุริสธรรม” ครบ ๗ อย่าง
(ธัมมัญญุตา, อัตถัญญุตา, อัตตัญญุตา,
มัตตัญญุตา, กาลัญญุตา, ปริสัญญุตา, ปุคคลัญญุตา)
จะครบ ๗ อย่างเนี่ย คือต้องบรรลุธรรมเลย
คือต้องฟังธรรม ปฏิบัติธรรม

อย่างที่โยมบอก(ว่า​คน​ดี​คือ​คน​ที่​มี)​
การแสดงออกทางกาย วาจา และใจ​ ต้องไม่ไปเบียดเบียนใคร
มีกายกรรมที่เป็นสุจริต
มีวจีกรรมที่เป็นสุจริต
มีมโนกรรมที่เป็นสุจริตด้วย

ถ้าแค่ไม่ชั่วเนี่ย! เป็นแค่คนธรรมดา
ยังไม่ถึงขั้นคนดี
คนดีต้องมีคุณธรรมด้วย
งั้นแค่บอกว่า..รักษาศีลก็พอแล้วเนี่ย​นะ ก็ยังไม่พอ
ไอ้แค่พอแล้ว..คือแค่ไม่ชั่ว
ไอ้แค่ไม่ชั่ว ก็​ยังบอกไม่ได้​ว่า..เป็น​คนดีหรือเปล่า?

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
☘☘☘

เรียบเรียงจากการแสดงธรรม “อยากเป็นคนดี”
เมื่อ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา
ลิงค์เสียงธรรม http://bit.ly/2CLf1BJ
(นาทีที่ 6.13-6.55, 39.12-40.00)

🍁🍁🍁

สามารถอ่านเพิ่มเติม “#สัปปุริสธรรม๗”
ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ได้ที่ลิงค์ http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%CA%D1%BB%BB%D8%C3%D4%CA%B8%C3%C3%C1+7&original=1


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๐ 🤔🤔 #ถาม​ : อยาก​จะ​มี​พระ​สงฆ์​เป็น​สรณะ​ แต่​ติด​ตรง​สิ่ง​ที่​พระ​สงฆ์​ใน​ปัจจุบัน​นี้กำลัง​เป็น​…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๔๐
🤔🤔
#ถาม​ : อยาก​จะ​มี​พระ​สงฆ์​เป็น​สรณะ​ แต่​ติด​ตรง​สิ่ง​ที่​พระ​สงฆ์​ใน​ปัจจุบัน​นี้กำลัง​เป็น​ จึง​ยาก​นัก​ที่​จะ​ทำ​ใจ​ให้​นับถือ​เป็น​สรณะ​ได้​ เรา​ควร​วางใจ​อย่างไร​คะ?

#ตอบ​ : คำ​ว่า​ “​สงฆ์​” มี​หลาย​ความหมาย​นะ
ถ้า​ว่า​โดย​ศัพท์​ แปล​ว่า​ หมู่, ชุมนุม

ถ้า​ว่า​โดย​ความหมาย​จะ​มี​ ๒ ความหมาย

“​สงฆ์​” ความ​หมาย​แรก​ หมายถึง​ หมู่​สาวก​ของ​พระ​พุทธเจ้า​ เรียก​เต็ม​ว่า​ “สาวก​สงฆ์” ตาม​ที่​ปรากฏ​ใน​คำ​สวด​สังฆคุณ​ว่า​ “สุปฏิปนฺโน​ ภควโต​ สาวกสงฺโฆ…” เป็นต้น​ ซึ่ง​มี​คำ​แปล​ว่า​ สงฆ์​สาวก​ของ​พระ​ผู้​มี​พระ​ภาค​เจ้า​หมู่​ใด​ ผู้​ปฏิบัติ​ดี​แล้ว, ปฏิบัติ​ตรง​แล้ว, ปฏิบัติ​เพื่อ​รู้​ธรรม​เป็น​เครื่อง​ออก​จาก​ทุกข์​แล้ว, ปฏิบัติ​สมควร​แล้ว​ ประกอบ​ด้วย​คู่​บุคคล​ ๔​ คู่​ นับ​เรียง​เป็นราย​บุคคล​ก็​มี ๘ ได้แก่
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​โสดาปัตติมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​โสดา​ปัตติ​ผล​ คู่​หนึ่ง
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​สกทาคามิมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​สกทาคามิ​ผล​ คู่​หนึ่ง
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อนาคา​มิมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อนาคา​มิผล​ คู่​หนึ่ง
– ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อรหัต​ตมรรค​ และ​ท่าน​ผู้​ตั้ง​อยู่​ใน​อรหัต​ตผล​ คู่​หนึ่ง
รวม​เรียก​บุคคล​ ๔​ คู่​นี้​ว่า​ “อริยบุคคล”
คำ​ว่า​”สาวก​สงฆ์”นี้​ ก็​จึงเรียก​ได้​อีก​อย่างว่า​”อริยสงฆ์”

“​สงฆ์​” ความ​หมาย​ที่​ ๒​ หมายถึง​ หมู่​ภิกษุ​ตั้งแต่​ ๔​ รูป​ขึ้น​ไป​ ซึ่ง​สามารถ​ทำ​สังฆกรรม​ได้​ตาม​ที่​กำหนด​ไว้​ใน​พระ​วินัย
(ถ้า​หมู่​ภิกษุ​ ๒-๓​ รูป​ เรียกว่า​ “คณะ” ถ้า​ภิกษุ​รูป​เดียว​ เรียกว่า​ “บุคคล”)​

พระสงฆ์​ที่​โยม​ตะขิดตะขวง​ใจ​ที่จะนับถือ​เป็น​สรณะ​นั้น​น่าจะ​หมายถึง​ “สงฆ์” ใน​ความหมาย​ที่​ ๒​ ซึ่ง​ประกอบด้วย​ภิกษุ​ที่​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​มาดี​แล้ว, ที่​กำลัง​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​, ที่​เคย​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​​เหมือนกัน​ แต่​ยัง​ฝึก​ไม่ได้​ที่​ และ​บัดนี้​ย่อหย่อน​ และ​สุดท้าย​คือ​พวกที่​ไม่​ยอม​ฝึกฝน​ปฎิบัติ​ ใน​บรรดา​ภิกษุ​เหล่านี้​ ผู้​ที่​เป็น​อริยบุคคล​เท่านั้น​จึง​จะ​เป็น​ “สงฆ์” ที่​เป็นสรณะ​ของ​ชาว​พุทธ

ที่​สำคัญ​คือ​ “สาวก​สงฆ์” ที่​เป็น​สรณะ​ของ​ชาว​พุทธ​นั้น​ ไม่​จำกัด​อยู่​แต่​ใน​หมู่​ภิกษุ​เท่านั้น​ ที่จริง..ไม่​ว่า​พุทธ​บริษัท​ท่าน​ใด​ก็​ตาม​ที่​ปฏิบัติตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​พระ​พุทธเจ้า​จน​กระทั่ง​บรรลุ​มรรค​ผล​ เป็น​พระ​อริยบุคคล​แล้ว​ พุทธ​บริษัท​ท่าน​นั้น​ก็​นับ​ว่า​เป็น”สาวกสงฆ์”ด้วย​ แม้​ว่า​ท่าน​นั้น​จะ​ยัง​เป็น​อุบาสก​หรือ​อุบาสิกา​อยู่​ก็​ตาม

ฉะนั้น​ แทนที่จะ​ให้​ใจไป​ติด​อยู่​กับ​ความ​รังเกียจ​ภิกษุ​ผู้​ไม่​รัก​ดี​ ก็​ใช้​โอกาส​นี้มา​ฝึกฝน​ปฏิบัติ​พัฒนา​ตน​ตาม​พระ​ธรรม​คำ​สอน​ของ​พระ​พุทธ​องค์​ มา​ร่วม​รวม​เป็น​ “สาวก​สงฆ์” กัน​จะ​ไม่​ดีกว่า​หรือ?

๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook

#คลิปแสดงธรรม #ดูกันนานๆ โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 🍀🍀 ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มารยาทส่อสันดาน…

#คลิปแสดงธรรม #ดูกันนานๆ
โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
🍀🍀
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้านแสลงดิน

คลิปวีดีโอนี้ พระอาจารย์ยกโคลงโลกนิติ
เพื่อสอนเรื่อง ดูกันนานๆ ว่า..

จะรู้คนก็ต้องอยู่ด้วยกันนานๆ
ต้องมีความใส่ใจ ต้องมีปัญญา
เรียนรู้ตัวเองต้องมีสติ
ต้องมีสมาธิ ต้องมีปัญญา
และต้องเรียนรู้นานๆ อย่างใส่ใจ บ่อยๆ

คลิกชมวีดีโอแสดงธรรม #ดูกันนานๆ
ที่ลิงค์ https://youtu.be/dhG6Xqmqtow
แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย เมื่อ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๑


อ่านบน Facebook