All posts by admin

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #กรรม 🤔🤔 #ถาม : กรรมที่พ่อแม่ทำ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ผลของกรรมนั้น จะตกถึงลูกหลานได้หรือไม่? แล้วที่ว่า “กรรมเป็นเผ่าพันธุ์” หมายถึงอะไร? #ตอบ : โดยหลักการแล้ว.. “กรรม” ผู้ใดทำ-ผู้นั้นก็เป็นผู้รับผลของกรรม ที่ว่า “กัมมะทายาโท – กัมมะพันธุ” เป็นทายาทของกรรม – มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ หมายความว่า เราเป็นทายาทของกรรม กรรมพาให้เราไปอยู่ในกลุ่มที่ทำกรรมคล้าย ๆ กัน วิบากคล้าย ๆ กัน ในกรณีบางคนบอกว่า “พ่อแม่ทำ แล้วตกมาถึงลูกหลาน” มันมักจะเป็นในกรณีที่ว่า ทั้งพ่อและแม่ทำกรรมประเภทเดียวกันมา บางทีก็ทำด้วยกัน (ในอดีตนะ) แล้วพอมีความคุ้นเคยกันตั้งแต่อดีต ทำอะไรมา ทำร่วมกัน ก็เลยมาเกิด “เป็นครอบครัวเดียวกัน” แล้วก็มีนิสัยคล้าย ๆ กัน ประมาณอย่างนี้ เวลารับวิบากอะไร มันก็มาคล้าย ๆ กัน หรือพ่อแม่ทำกรรมบางอย่าง แล้วบางคนก็รู้สึกกว่า ‘กรรมนั้นส่งวิบาก ตกถึงลูก’ มันไม่ใช่เป็นการทำกรรมโดยพ่อ แล้วลูกเป็นคนรับ แต่กรรมนั้น..ทำให้ผู้ที่มีวิบากที่จะได้รับแนวนี้มาเกิดด้วย เช่นว่า “ไปทำสัตว์หรือทำคนพิการ ทำให้ลูกออกมาพิการ” จริง ๆ แล้ว คำมันเกินไป.. มันไม่ใช่ว่า พ่อทำ-แล้วทำให้ลูกพิการ แต่การที่ไปทำให้คนอื่นพิการ เป็นเหตุให้ตัวเอง ต้องมามีลูกที่มีวิบากแบบพิการ คนที่วิบากแบบพิการ..จะเกิดอยู่แล้ว หาที่เกิดอยู่..ก็ได้ที่เกิดที่พอดี คือครอบครัวนี้ล่ะ ที่บุญน้อย จะต้องเจอกับคนพิการไปอยู่ด้วย แต่คนพิการ ไม่ใช่ว่าหมายความว่า เขาจะไม่ดีนะ คนพิการที่ไม่ยอมแพ้กับสภาพร่างกาย ไม่ได้ท้อถอย สามารถพัฒนาตัวเอง ให้มีคุณค่าอยู่ในสังคม มีมากเลยนะ ไม่ได้หมายความว่า คนพิการจะไม่ดี หรือ “ไปหลอกผู้หญิง ทำให้มีลูกมาถูกหลอก” จริง ๆ ไม่ใช่ว่าพ่อทำ-แล้วลูกจะได้รับผล ..ไม่ใช่อย่างนั้น แต่มันจะมีลูกที่มีวิบากแนวนี้..มาเป็นลูก คนก็เลยมองว่า ‘พ่อทำ-แต่ลูกได้รับ’ แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น พ่อทำนั่นล่ะ ทำให้ต้องมีสัตว์ ที่เป็นคนประเภทอย่างนี้ ที่จะได้รับวิบากอย่างนี้ มาเกิดด้วย เพื่อที่ว่าตัวเองจะได้รับวิบากในแง่ว่า จะมีความทุกข์ใจกับการที่ถูกกระทำ เหมือนที่ตัวเองไปกระทำคนอื่น แล้วไม่ได้สนใจว่า เขาจะทุกข์หรือเปล่า ก็เลยมีคนใกล้ชิด ที่มีวิบากแบบนี้มาเกิดด้วย ประมาณอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทำ แล้วลูกจะรับผลของกรรม มันจริง ๆ ไม่ใช่!.. ลูกมีวิบาก คือทำกรรมเอาไว้ของตัวเอง จะต้องได้รับวิบากอย่างนี้อยู่แล้ว คำว่า “มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์” ก็คือ ทำกรรมร่วมกันมา มันก็เลยมาอยู่ด้วยกัน มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ทำให้ต้องมาอยู่ในเผ่านี้ อยู่ในกลุ่มนี้ อยู่ในตระกูลนี้ อยู่ในครอบครัวนี้ “เป็นทายาทของกรรม” คือ ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นนั่นเอง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=fQWR8dKGGYE (นาทีที่ 1.14.53-1.19.12)

อ่านต่อ

บทนำสู่ภาพรวมมัชฌิมาปฏิปทา ภาค 2

บทนำสู่ภาพรวม มัชเฌนธรรมเทศนา ภาค 1

#นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๒ ตอน ๕๒ #ความสุขมีหลายระดับ ถาม : เราจะมีอุบายวิธีพิจารณาให้เห็น โทษของกามได้อย่างไรบ้าง? ที่นอกจากการตามรู้ตามดูครับ ตอบ : กาม คือความใคร่ ความอยาก สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ กามมี ๒ คือ ๑ กิเลสกาม แปลว่า กิเลสที่ทำให้ใคร่ ๒ วัตถุกาม แปลว่า วัตถุอันน่าใคร่ กามก็มีคุณเหมือนกันนะ ที่เรียกกันว่า “กามคุณ ๕” คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ที่น่าพอใจ กามให้คุณ คือให้ความสุข ที่เรียกกันว่า “กามสุข” แต่ความสุขทั้งหลายไม่ได้มีเพียงกาม กามสุขเป็นสุขที่หยาบที่สุด ยังมีสุขที่ยิ่งๆ ขึ้นไป ละเอียดขึ้นไป อีกหลายระดับ ว่าโดยคร่าวๆก็คือ ๑ สุขชั้นกาม ที่เรียกว่า “กามสุข” ๒ สุขชั้นพรหม เรียกว่า “ฌานสุข” ๓ สุขชั้นโลกุตตระ เรียกว่า “นิพพานสุข” ชั้นแรก เมื่อทราบว่า ยังมีสุขที่ประณีตยิ่งกว่า เราก็จะขวนขวายแสวงหาสุขที่ยิ่งกว่านั้น เมื่อได้สัมผัสสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นกับตัวบ้าง ก็จะเห็นโทษของสุขที่หยาบๆ ได้ง่ายขึ้น โทษของกาม มองได้ ๓ มุม คือ ๑. มุมที่มองมาที่ผู้บริโภคกาม โดยเฉพาะมองมาที่กระบวนการก่อทุกข์ในใจ คือมองที่กิเลสกาม เพราะไม่รู้เท่าทัน เผลอพอใจ-ไม่พอใจ รับรู้ปรากฏการณ์ต่างๆ แล้วสร้างตัณหาขึ้นมา สั่งสมจนเคยชิน พอได้สนองตัณหา ก็ติดใจ รู้สึกว่ามีความสุข ถ้าไม่ได้ ก็ขัดใจ ดิ้นรนตะเกียกตะกาย เพื่อให้ได้มา บ่นรำพึงถึงสิ่งที่เคยมีเคยได้ในอดีต ครุ่นคำนึงฝันถึงสิ่งที่ปรารถนาในอนาคต ไม่มีสติ รู้สภาวะจริงๆ ที่เป็นไปในปัจจุบัน ไม่มีปัญญาเท่าทันความเป็นจริงที่ปรากฏ แต่ถ้ามีสติปัญญา มองมาดีๆ จะรู้ว่า แค่เพียงมีกามตัณหา ใจก็ทุกข์ขึ้นมาทันทีแล้ว และยังเป็นปัจจัยให้วงจรปฏิจจสมุปบาท หมุนวนต่อไปไม่สิ้นสุด เรียกว่า สั่งสมความพร้อมที่จะทุกข์ ๒. มุมที่มองไปที่ตัวกามที่เราแสวงหา คือมองไปที่วัตถุกาม เราแสวงหาวัตถุกาม ก็หวังจะได้รสของกาม หวังจะได้ความพึงพอใจจากการเสพ แต่ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นข้อบกพร่องอยู่มาก คือ มีความสุขให้ชื่นใจนิดเดียว แต่ให้ทุกข์ให้โทษมากเหลือเกิน ท่านให้ข้อเปรียบเทียบไว้มากมาย เช่น – เหมือนสุนัขที่อ่อนเพลียและหิวโหย มีคนโยนกระดูกเปื้อนเลือดให้ ก็แทะไปจนเหนื่อยอ่อน ปริมาณก็ไม่เต็มอิ่ม อร่อยก็ไม่เต็มอยาก – เหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งกาโฉบมาได้ แร้งกาตัวอื่นเห็น ก็โผเข้ามาแย่งรุมจิกตีกัน เพื่อแย่งชิ้นเนื้อนั้น หมายความว่า กามเป็นของที่คนทั่วไปหมายปอง เราไม่มีสิทธิ์ขาด ผู้อื่นแย่งชิงได้ เป็นเหตุให้ เกิดการเบียดเบียน ทำร้าย และทำลายชีวิตกัน – เปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้า ที่ถือเดินทวนลม ก็ได้อาศัย ความสว่างบ้าง แต่ควันไฟที่ลอยมา ก็ทำให้แสบตาแสบจมูก ถ้าถือไว้ ไม่ปล่อยวาง ไม่ช้าไฟก็จะลามมาไหม้มือ ยังมีข้อเปรียบเทียบอีกมาก ขอยกมาเป็นตัวอย่างแค่นี้ก่อน โดยสรุปก็คือ กามนำสุขมาให้ชั่วครู่ แต่นำทุกข์มาฝังติดอยู่ในใจแสนนาน คิดถึงสุขที่ผ่านไปในวันวาน ก็ให้รู้สึกทรมานเสียดายอาลัยอาวรณ์ ๓. มุมที่มองด้านความสัมพันธ์ในสังคม เริ่มตั้งแต่ต้องทนทุกข์ยากในการหางานทำเลี้ยงชีพสั่งสมวัตถุเงินทอง ต้องทนแดดทนฝน ทนหนาวทนร้อน เหนื่อยยากพากเพียร ปวดเศียรเวียนเกล้ากับเจ้านายและลูกน้อง บางทีไม่ทันได้มีกามเต็มตามหวัง ก็ตายไปเสียก่อน ที่ได้มาบ้างก็ลุ่มหลงตกเป็นทาสมัน ยกเอาวัตถุกามมาเหยียดหยามกัน บ้างก็ทะเลาะวิวาทแย่งชิงกามกันก็มากมาย ที่เข่นฆ่ากันถึงตายก็มากมี เพื่อนทะเลาะกับเพื่อน พี่ทะเลาะกับน้อง ลูกทะเลาะกับพ่อแม่ ญาติทะเลาะกับญาติ ทะเลาะวิวาทกันถึงระดับชาติระดับโลก ทำสงครามทำลายชาติบ้านเมืองกัน ก็ด้วยเหตุแห่งกาม ถ้ามาฝึกทำฌาน สุขจากฌานจะประณีตกว่าสุขจากกาม ท่านเปรียบกามสุขเหมือนสุขของเด็กทารก ที่เล่นสนุกแม้กับอุจจาระและปัสสาวะของตนเอง แต่ถ้าทำฌานได้ ก็เหมือนกับเด็กนั้นเติบโตขึ้นมา รู้เดียงสา ที่สนใจของเล่นใหม่ๆ สนุกกับการเล่นตุ๊กตา เล่นรถเด็กเล่น เล่นหกคะเมน เล่นเกม เล่นกีฬา ฯลฯ ก็จะยินดีในสุขที่ประณีตกว่า แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ เพราะฌานยังอยู่ในระดับโลกิยะ คือยังเสื่อมได้ และก็กามนี่แหละที่ทำให้เสื่อม ต้องพัฒนาตน จนสัมผัสสุขในขั้นโลกุตตระบ้าง จึงจะพอวางใจได้ วิธีพัฒนาตน ที่ครูบาอาจารย์ท่านสรุปไว้ให้ ก็คือ “มีสติ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” เมื่อพัฒนาตนจนมีปัญญา มีโลกุตตรสุขเต็มภูมิแล้ว ก็จะไม่วกเวียนกลับมาหากามอีก วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๙

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่งอมืองอเท้า_เฝ้าขอพร “เทวดามีจริง” แต่เทวดาก็เป็น “ผู้ทุกข์” เป็นสัตว์ผู้ทุกข์ร่วมโลกกับเรา หมายถึงว่า.. ในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิไหน เกิดมาแล้วเป็นทุกข์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเทวดาที่จะมาคอยดลบันดาลอะไร ตามคำขอของมนุษย์ ไม่อย่างนั้นแล้ว.. การเป็นเทวดา ก็น่าจะไม่ใช่ภพภูมิที่เป็นสุคติ เพราะรู้สึกว่าต้องมาคอยเงี่ยหูฟังว่า ‘มนุษย์ขออะไร’ แล้วเขาก็ต้องคอยบันดาลให้ ดูเหมือนเป็น “ทาสรับใช้ของมนุษย์ขี้ขอ” อย่างไรก็ไม่รู้ ลองแทนใจตัวเองเป็นเทวดาก็แล้วกัน ว่า.. ถ้าเราเป็นเทวดา แล้วมนุษย์พัน ๆ ล้าน เฝ้าเว้าวอนขอโน่นขอนี่ เราไหวไหม!? เราจะตามใจมนุษย์ไหวไหม? เราจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน? ในการที่จะตามใจมนุษย์ แล้วมนุษย์เนี่ยเวลาขอ ก็ขอไม่บันยะบันยัง เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาตามเหตุผลแล้วนะ มนุษย์ไม่ควรจะไปขอเทวดา มนุษย์ควรจะสร้างศักยภาพของตนเองให้เกิดขึ้น เรามีความสามารถที่จะเลี้ยงชีพตัวเองได้โดยไม่ต้องไปพึ่งพาใคร อาจจะพึ่งพา ก็พึ่งพาในแง่ของความสัมพันธ์ในสังคมมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็มีความสามารถของเราเป็นพื้นฐาน ในการทำมาหากิน ในการเลี้ยงชีพ ในการพัฒนาตนเอง อย่างนี้จึงจะเป็นแนวทางของชาวพุทธ ไม่ใช่ไปงอมืองอเท้า เฝ้าขอพร หรือขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้บันดาล พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=fQWR8dKGGYE (นาทีที่ 47.29-49.36)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #นอนเนื่องในจิต 🤔🤔 #ถาม : นิสัยในชาตินี้ เป็นมาตั้งแต่อดีตชาติหรือเปล่า? #ตอบ : อ๋อ! มันสะสมมา ที่ทำมาในอดีตชาติ ก็เป็นเหตุให้ชาตินี้ก็เป็นอย่างนี้ล่ะ และก็ไม่ใช่เพราะชาติที่แล้วด้วย ไม่ใช่เพราะชาติที่แล้วชาติเดียว มันเป็นหมื่นๆ ชาติ แล้วนานกว่านั้นอีก.. มันสะสมจนมันติดอยู่ในจิตเลย คิดดูเถอะ! ร่างกายนี้เน่าเปื่อยไปแล้วนะ เกิดใหม่มันก็ยังมีนิสัยอย่างนี้ เขาเรียกว่า “แก้ยาก” ภาษาบาลีเขาเรียกว่าเป็น “อุปนิสัย” ถ้าเป็นภาษาไทยก็ต้องเป็น “สันดาน” ไม่ใช่คำด่านะ! เขาเรียกว่า “มันนอนเนื่องอยู่ในจิตใจนี้มานาน” เหมือนกับว่า “เป็นนิสัยบุคลิกติดยู่กับผู้นั้น” เช่น ตัวอย่างนะก็คือ “พระสารีบุตร” พระสารีบุตร เกิดเป็นลิง มาหลายร้อยชาติ ก็ยังติดนิสัย ทำอะไรก็ว่องไว ทำอะไรว่องไว.. บางทีคนอื่นๆ ดูแล้วเหมือนท่านไม่เรียบร้อย คือในสายตาคนอื่นนะ แต่โดยท่านเนี่ย ไม่มีกิเลสแล้ว เวลาเดินไปไหนเจอท้องร่อง ก็กระโดดข้ามด้วยความว่องไว ไม่ใช่ว่าเป็นคนที่จะยอมที่จะเดินอ้อม ท่านเป็นคนว่องไว ท่านก็กระโดดข้ามเลย โยมเดิมตามหลังมา ‘โอ้โห! ไม่เรียบร้อยเลย’ อยากจะทำบุญผ้าไตรจีวร ..ชักออกสักผืนหนึ่ง เหลือสองผืน พอไปอีก แล้ว ..กระโดดอีกร่องหนึ่ง แสดงว่ามีหลายร่องนะ กว่าจะถึงวัดมีหลายร่อง ..ก็กระโดดอีก ..ชักออกอีกผืนหนึ่ง พอถึงร่องสุดท้าย ไม่โดด! ท่านค่อยๆ เดินไป หาไม้มาพาด แล้วก็เดินๆ ไป โยมก็ถาม ‘อ้าว! พระคุณเจ้า ร่องนี้ทำไมไม่โดด?” ..“ถ้าโดด..ก็หมดสิ” ประมาณว่า รู้อยู่ว่าโยมดึงออก เตรียมผ้าไตรมา แล้วดึงออก นี่ก็คือเป็นเรื่องที่สะสมมาตั้งแต่อดีต เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นคนที่เรียบร้อย ..ท่านก็เรียบร้อยมาตั้งนานแล้ว เห็นคนที่พูดจาโผงผาง ไม่เรียบร้อย ..ท่านก็อย่างนี้ล่ะ เป็นบุคลิกของท่าน ก็เหมือนอย่างหลวงตามหาบัวนะ ท่านจะบอก ท่านเองเนี่ย ท่านเองไม่เรียบร้อย (นี่ท่านบอกของท่านเองนะ) ถ้าไปเทียบกับหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่เทสก์จะดูเรียบร้อย เหมือนอย่างเป็นพระที่มาจากวัง ประมาณนี้ คืออยากจะดูใครเรียบร้อย ให้ไปดูหลวงปู่เทสก์ จริงๆ เราในสายตาผู้น้อยเนี่ยนะ ..ดูน่าเคารพคนละแบบ หลวงปู่เทสก์ก็ดูน่าเคารพ ตามลักษณะของท่านอย่างนี้ หลวงตามหาบัวก็ดูน่าเคารพ ตามลักษณะของท่านอย่างนี้ ดูไม่มีกิเลส ดูผ่องใส มีบุคลิกของท่านเป็นเฉพาะอย่างนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องที่จะมาตำหนิอะไรกันเลย อันนี้ตอบยาวไปหน่อยหรือเปล่า? สรุปแล้วคือ “สิ่งที่ทำมาในอดีต มันมีผลกับปัจจุบันด้วย รวมทั้งลักษณะนิสัยบุคคลิกต่างๆ” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=MzT7-np8Ljc (นาทีที่ 1.15.52-1.19.42)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #กิเลส #กรรม #วิบาก 🤔🤔 #ถาม : “กิเลส” แปลว่าอะไร? รบกวนพระอาจารย์ช่วยแนะนำให้ทราบ #ตอบ : “กิเลส” คำนี้เราน่าจะคุ้นเคยกันมากเลยนะ ได้ยินกันบ่อย และก็พูดกันบ่อยด้วย “กิเลส” แปลว่า สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง “กิเลส แปลว่า เศร้าหมอง” ถ้าโดยความหมายแล้ว.. คือสิ่งที่มันมาปน หรือเกิดขึ้นกับจิต แล้วทำให้จิตมันเศร้าหมองไป แปลหนัก ๆ ก็เรียกว่าเป็น “ความชั่ว” ที่แฝงอยู่ก็ได้นะ แต่บางทีกิเลสบางตัวนะ มันจะบอกว่า “ชั่ว” ก็ดูจะรุนแรง กิเลสเราเคยได้ยินกันว่ามี โลภะ โทสะ โมหะ ๓ ตัวใช่ไหม? ทีนี้ในกิเลสวัตถุ จะระบุไว้ถึง ๑๐ ข้อ มี.. ๑. โลภะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ ๔. มานะ ๕. ทิฏฐิ ๖. วิจิกิจฉา ๗. ถีนะ ๘. อุทธัจจะ ๙. อหิริกะ ๑๐. อโนตตัปปะ “ถีนะ” ก็คือ ความซึม ความง่วง ความขี้เกียจ ประมาณนี้ “อหิริกะ” ก็คือ ความไม่ละอาย “อโนตตัปปะ” ก็คือ ความไม่เกรงกลัว ความไม่ละอายและความไม่เกรงกลัว คือ ไม่ละลายต่อบาป และ ไม่เกรงกลัวต่อบาป อันนี้ถือเป็นกิเลสด้วยเหมือนกัน ก็ทั้งหมดนี้เป็น “เหตุ” ให้ไปทำ “กรรม” มีกิเลสตัวใดตัวหนึ่งก็แล้วแต่ ..เป็นเหตุให้ไปทำกรรม ..เมื่อทำกรรม ก็รับวิบาก วิบากที่ทำ ด้วย “กรรมที่มีกิเลส” ก็จะเป็นวิบากที่ “เผ็ดร้อน” เพราะว่าทำจากจิตที่มันเศร้าหมองจากกิเลสในแง่ต่างๆ เช่น โลภ ก็ไปลักของเขาก็ได้ หรือจะไปฆ่าเขาก็ได้ใช่ไหม? โลภแล้วไปฆ่า อยากได้เงินล้าน – เป็น ๒ ล้าน ก็โลภนะ! อยากได้ แล้วก็ไปฆ่า นี่ก็เพราะโลภ ก็ไปทำความชั่ว พอไปทำชั่ว แล้วก็ได้รับวิบาก ได้รับวิบาก แล้วบางทีก็ไม่รู้หรอกว่า เป็นผลมาจากการที่มีกิเลส มีกิเลส – ทำกรรม – แล้วรับวิบาก พอรับวิบากมา..ไม่รู้ว่า ‘ทำไมเราต้องทุกข์อย่างนี้?’ ก็ไปทำความไม่พอใจ แล้วก็สร้างตัณหา สร้างกิเลสขึ้นมาใหม่ สร้างกรรมอีก! ทำกรรมลงไปอีก! แล้วรับวิบากไปอีก! ก็เลยเรียกว่าเป็น “ไตรวัฏฏ์” กิเลส – กรรม – วิบาก รับ “วิบาก” แล้วก็มี “กิเลส” มี “กิเลส” ก็ทำ “กรรม” ทำ “กรรม” แล้วรับ “วิบาก” “วิบาก” ก็คือ ผลของการกระทำ ที่เราไปไหนไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้ทันวงจรอันนี้ ที่เรียกว่า ไตรวัฏฏ์ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ที่ว่า “ไตรวัฏฏ์” ก็คือ มันวนอยู่อย่างนี้ วัฏฏะ-วนอยู่อย่างนี้ วนไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่จบเลย แต่เราก็มีโอกาสที่จะพ้นไปจากวัฏฏะนี้ โดยการที่มา “รู้ทันกิเลส” ในขณะที่ตอนรู้ทันกิเลส เราได้ทำกรรมตัวหนึ่งเรียกว่า “กรรมฐาน” “กรรมฐาน” จะเป็นการทำกรรม เพื่อพ้นจากกรรมที่มันจะเกิดวิบาก ..แล้วก็มีกิเลส ..แล้วก็ทำกรรม คือ พ้นจากไตรวัฏฏ์นี้เอง ที่เรามาเรียนรู้พุทธศาสนา ก็คือมาเรียนรู้ที่จะรู้จักกิเลส เพื่อจะได้ไม่ถูกมันครอบงำ แล้วจะได้ไม่หลงวนเวียนอยู่ในไตรวัฏฏ์อันนี้ ก็ต้องทำความรู้จัก.. “กิเลสไม่ได้อยู่ที่อื่นใดเลย มันอยู่ที่ใจ” เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเวลาสอนให้เจริญสติปัฏฐาน จึงมาให้ดูที่ “จิตตัวเอง” จิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะ ให้รู้ว่ามีโทสะ จิตมีโมหะ ให้รู้ว่ามีโมหะ จิตฟุ้งซ่าน..ให้รู้ จิตหดหู่..ก็ให้รู้ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ก็อยู่ในกิเลส ๑๐ ตัวนี้เหมือนกัน คือแล้วแต่ว่าจะอธิบายกิเลสในแง่มุมไหน กิเลสที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่ก็ ๓ ตัวแรก ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ แต่ถ้าจะแยกออกมาเป็น ๑๐ ตัวก็ได้ หรือจะเป็นอุปกิเสล ๑๖ อย่างที่เราสวดกันบ่อย ๆ ก็ได้ แล้วแต่ว่าพระพุทธเจ้าจะสอนใคร ด้วยวัตถุประสงค์แบบไหน บางทีการแจกแจงกิเลสก็จะมีโดยย่อ ๓ ข้อ ขยายออกมาหน่อยเป็น ๑๐ ข้อ ขยายออกไปอีกก็เป็น ๑๖ ข้อ (บางคัมภีร์นับจำนวนกิเลสได้ถึง ๑,๕๐๐) พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=0uL7F3FS-5Q (นาทีที่ 3.16-8.29)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู 🌼🌼🌼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #วางเฉยต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย ภาวนาใหม่ๆ นะ เวลาเห็นสภาวะครั้งแรกเนี่ย อืม.. ตื่นเต้น! คนมันไม่เคยเห็นนะ! พอเห็นแล้วมันจะตื่นเต้น.. ธรรมดา! มันจะรู้สึกปิ๊งปั๊ง! อะไรขึ้นมาเนี่ย เห็น(สภาวะ)ชัดเป็นปกติ ภาวนาไปๆ สภาวะแบบเดิมๆ ความเผลอแบบเดิมๆ กิเลสตัวเดิมๆ อย่างนี้นะ! มันก็เห็นกิเลสนั่นแหละ แต่ว่ามันไม่หวือหวา มันไม่ตื้นเต้นเหมือนครั้งแรกที่เห็น อันนี้เป็นปกติเลย! แม้แต่เห็นรูปธรรมที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้นะ เห็นครั้งแรกก็ตื่นเต้น อยู่ไปๆ ก็เฉยๆ ประมาณนี้นะ เปรียบเหมือนต้นไม้ เราเพาะเมล็ดต้นไม้อะไรสักต้น พอมันงอกใบขึ้นมา แค่ใบเลี้ยงสองใบเท่านั้นเอง.. ตื้นเต้น! โห!.. งอกแล้ว.. ดีใจ! แต่พอมันโตขึ้นมา ก็รู้สึกความตื่นเต้นน้อยลง แต่ต่อมาใบมันเริ่มเยอะแล้วนะ! ความตื่นเต้นน้อยลง เห็นความเจริญเติบโตอยู่ เห็นว่ามันโตอยู่ แต่ความตื่นเต้นน้อยลง ยิ่งเป็นต้นไม้ใหญ่นะ มันแตกใบเกือบทุกวัน มีความเติบโตอยู่ทุกวันนะ รู้สึกเฉยๆ แบบเดียวกันเลย เราภาวนาจนให้ได้อย่างนี้แหละ จนแม้แต่เห็นกิเลสอยู่..แต่ไม่ตื่นเต้น – ไม่ตื่นเต้น.. ในลักษณะที่จะไปต่อต้านกับมัน – ไม่ตื่นเต้น.. ในลักษณะที่จะไปตามใจกิเลสด้วย ไม่หวือหวาอะไรกับมัน มันจะเข้าไปสู่ขั้นที่เรียกว่า “วางเฉยต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/KmtSmTm_DkQ

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ใช้สื่ออย่างมีสติ #ถาม : กราบเรียนค่ะ ทุกครั้งที่เขียน หรือคอมเมนต์ (comment – แสดงความคิดเห็น) อะไรลงไปในโซเชียลมีเดีย (social media) บางครั้งรู้ว่า มีโทสะในขณะที่เขียน เพราะเขียนอย่างมีสติ ไม่ได้เขียนเพื่อความสะใจ ถึงกระนั้นก็พยายามไม่ทำบ่อย คำถามค่ะ ‘ทำลักษณะอย่างนี้ คงไม่ผิดมาก ใช่ไหมคะ?’ #ตอบ : คือ ถ้าเขียนอย่างมีสตินะ ถ้ามีสติจริง ควรจะไม่เขียนอย่างมีโทสะ ถ้าตอนที่มีโทสะ แล้วเขียนไป.. ตอนนั้น “ขาดสติ” ถ้าจะให้ดีคือ ถ้าจะคอมเมนต์อะไรในโซเชียลฯ นะ .. “ต้องให้ใจมันปกติก่อน” ต้องให้ใจปกติก่อน ไม่มีโทสะในขณะที่คอมเมนต์นั้น ไม่ใช่มีโทสะ..แต่ก็รู้ไป..แล้วก็คอมเมนต์ไป..แล้วก็มีโทสะ อันนี้เรียกว่า ยังไม่เกลี้ยง สติยังไม่แท้ ถ้าจะมีสติแท้ๆ และให้มันมีประโยชน์ต่อชีวิตของเราด้วย ก็คือ ควรจะ “มีสติ” แล้ว “กิเลสดับ” กิเลสดับ..แล้วไม่เกิด..แล้วค่อยคอมเมนต์ ถ้ามันมีกิเลสเกิดขึ้นมา อย่าเพิ่งคอมเมนต์!! ไม่อย่างนั้น มันเหมือนรู้ตัวนะ แต่ถ้าอย่างนี้มันคล้ายๆ กับว่ากิเลสยังมีอยู่ ฉะนั้น อย่าให้มีเจือเลย! อย่าให้มีเจือเลย! ..โทสะ แม้แต่นิดๆ หน่อยๆ นะ คือโซเชียลฯ สื่อสังคมเนี่ยนะ เราไม่ต้องรีบคอมเมนต์ก็ได้ ไม่ต้องรีบพิมพ์ก็ได้ รอใจสบายๆ ก่อน แล้วค่อยพิมพ์ แล้วก็..ที่มันมีปัญหาอยู่ทุกๆ วันนี้นะ เพราะเราคล้ายๆ จะทำด้วยความสะใจ แม้จะบอกว่า ‘ไม่ได้เขียนด้วยความสะใจ’..ก็จริง แต่ก็บอกว่า ‘บางครั้งรู้ว่า มีโทสะในขณะเขียน’.. ถ้า “มีโทสะ” อย่าเขียน! อย่าพิมพ์! คือคนไทยเนี่ยนะ เขามีประเมินนะ (รู้สึกทางไมโครซอฟท์ เขาประเมิน) จัดลำดับ “ความหยาบคายในการใช้โซเชียลมีเดีย” ในการใช้สื่อในอินเทอร์เน็ต เมืองไทยคะแนนสูงมากเลย! คะแนนสูง หมายถึงว่า “หยาบมาก” ไม่ใช่ดีมากนะ.. หยาบมาก ! อาจจะไม่ถึงหยาบที่สุด แต่มันอยู่กลุ่มท้ายๆ ประเทศที่มีคะแนนความสุภาพในการใช้สื่อสังคม ดูเหมือนจะเป็นเนเธอร์แลนด์ ในเอเชีย ประเทศที่ใช้สื่อสังคมอย่างสุภาพที่สุดก็คือ สิงคโปร์ ของเราเนี่ยนะ จริงๆ ไม่ต้องรอให้เขาประเมินก็ได้ เราดูในสื่อสังคมของเราก็แล้วกันว่า มันหยาบขนาดไหน? เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเติมความหยาบในนั้น เราในฐานะที่ฟังธรรมกันแล้ว เรียนรู้กรรมฐานกันแล้ว เรียนรู้จิตใจกันแล้ว อย่าไปเติมความหยาบในนั้น อย่างน้อยๆ ต้องรู้ว่า “จิตขณะนี้ มันมีกิเลสอะไรปน?” มันอยากจะไปจิ้มเขา อยากจะไปเหน็บเขา อยากจะไปเฉือนเขา อย่างนี้นะ อย่าเพิ่งทำ! ถ้าจะให้ดี..การเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย.. สามารถทำได้ แต่การชี้แจงต้องเป็นไปอย่าง “ผู้เจริญ” ชี้แจงด้วยเหตุผล เอาข้อมูลมาแสดง เหมือนอย่าง นพ.ยง นพ.อุดม หรือ นพ.ประสิทธิ์ ไปดูเถอะ อาจารย์หมอทั้ง ๓ ท่าน เวลาแสดงข้อมูลออกสื่อมาเนี่ย ..สุภาพ ไม่มีคำด่าทอ ให้ข้อมูลซื่อๆ ให้ข้อมูลแบบซื่อๆ ไม่มีเหน็บแนม นี้เป็นตัวอย่างได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นพระด้วยใช่ไหม เราสามารถใช้สื่อสังคม หรือว่าสามารถที่จะแสดงออกต่อสังคมอย่างสุภาพได้ และควรส่งเสริมแบบนี้.. “แสดงออก..อย่างสุภาพ” ไม่ควรจะใช้สื่อสังคม เป็นเวทีเอาไว้ทะเลาะกัน หรือว่าเห็นว่า ‘เขาคงไม่รู้จักเรา’ ..เราก็ ‘เกรียน’ เต็มที่เลย อย่างนี้แย่มาก (เกรียน ศัพท์แสลง แทนบุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก่อกวน) เพราะฉะนั้นควรส่งเสริม ให้เรามีสติ ในการใช้สื่อสังคม ไม่ใช่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างเดียว แต่เป็นประโยชน์ต่อเราด้วย เราจะเป็นผู้ละเอียดรอบคอบ และก็อย่างที่มีโยมเคยถามว่า “จะทำอย่างไรให้ใจเราสะอาด?” เราจะสะอาดจากกิเลสได้ ต่อเมื่อเรารู้ทันกิเลสที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ามีโทสะ..อย่าเพิ่งแสดงออก! เขาไม่ได้บังคับให้เราต้องรีบแสดงออก เราสามารถที่จะเจริญสติก่อนได้ ถ้ามันยังมีอะไรขุ่นๆ มัวๆ เราอยากจะไปกัดเขา จิกเขา ให้นึกถึงที่อาตมาพูดไว้คราวก่อนว่า “เราอาจจะเป็นไก่ในเข่ง ที่กำลังจิกกันเอง แล้วเตรียมถูกเชือด” เพราะฉะนั้น มองให้กว้างออกไป อย่ามองเพียงแค่ไก่ในเข่งนี้ มองกว้างๆ ออกไป มองดูภาพรวม มองดูชีวิตๆ นี้ เราควรใช้ชีวิตนี้เพื่ออะไร? ไม่ใช่เพื่อไปจิกๆๆ ไอ้ที่ไปจิกเนี่ยนะ..ก็เพียงแค่ขัดแย้งในเรื่องตัณหา ทิฏฐิ มานะ แล้วก็มัวแต่ไปรักษาตัณหา ทิฏฐิ มานะ.. พยายามส่งเสริม พยายามรักษากิเลส ๓ ตัวนี้ ไม่ต้องไปเสียดายมัน ไม่ต้องไปเสียดาย เพียงแค่รู้ทันนะ รู้ทันดีกว่า รู้ทันว่า.. จริงๆ แล้ว เราต้องการอะไรในชีวิตนี้? เราต้องการที่จะให้ชีวิตพัฒนาไปในแนวไหน ในแง่ไหน? ถ้าเพียงแค่ว่าเพื่อปกป้องกลุ่มของตน หรือเพื่อปกป้องแนวคิดนี้ ขอให้ฉันได้จิกกัด..หากใครมากระทบกลุ่มฉันแนวคิดฉัน มันเป็นการทำเพื่อสนองกิเลส สนองตัณหา สนองทิฏฐิ สนองมานะ ก็รู้ทันซะ แล้วอย่าไปทำตาม “ขอให้ใช้สื่อ อย่างมีสติ” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=sg_MuJyunsQ (นาทีที่ 1.45.15-1.53.15)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #งานก็ต้องทำ_จิตก็ต้องเรียน เวลาเราภาวนาเราต้องแบ่งให้ออกว่า.. ตอนนี้เราจะอยู่ในโหมด(mode)ของการเรียนรู้ความจริงของชีวิต หรือตอนนี้เราจะต้องไปอยู่กับสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคม ต้องแสดงออก ไม่ให้มีกิเลสเข้าไปปน ไม่งั้นแล้ว.. สังคมก็จะมีแต่เรื่องที่วุ่นวาย แต่อยู่ในโหมดของการเรียนรู้ชีวิตตามความเป็นจริงเนี่ย ต้องเพียงแค่เฝ้าดู ไม่เข้าไปแทรกแซง แต่ถ้าต้องไปยุ่งกับคน.. ต้องแทรกแซง อย่าไปพูดร้ายกับเขานะ ‘กูโกรธแล้ว.. กูก็โกรธเลย’ แล้วก็บอกว่าแค่เฝ้าดูกิเลส.. มันไม่ใช่เวลา! ในการแสดงกายกรรม วจีกรรม แล้วก็มโนกรรม เวลาอยู่กับคนอื่น ก็ต้องแสดงออกแบบที่เป็นกุศล มีวจีสุจริต มีมโนสุจริต มีกายสุจริต แต่ถ้าอยู่ในโหมดของการภาวนา ที่จะมาศึกษาเห็นความจริง ต้องอยู่ในโหมดของ “นักวิจัย” ต้องแบ่งให้ออกตรงนี้! ไม่ใช่ดันทุรังจะเป็นแต่นักวิจัย พอไปอยู่ในชีวิตจริง.. อยู่กับเขาไม่ได้!! เรียกว่า เอาคำว่า “ภาวนา” ไปมั่วอยู่กับชีวิตในปกติ แล้วเขาก็จะหาว่า.. นักภาวนา ทำไมดูแปลกๆ!! ทำไม ดูเหมือนไม่มีน้ำใจ ทำไม เหมือนไม่น่าคบ ประมาณนี้ มันต้องแบ่งให้ออก ในการพูดจา ต้องพูดจาสุภาพ ในการที่เห็นคนอื่นเดือดร้อน ต้องพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ.. ไม่ใช่วางเฉย ไม่ใช่เวลาที่จะมาดูจิตเกิด-ดับ ทาน ศีล ก็ต้องมี เมตตา กรุณา ก็ต้องมี ในการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น เราก็ต้องมีกุศลอื่นเข้าไปร่วมด้วย แต่ที่พูดว่า “ใจเป็นกลาง มีอุเบกขา” นั้น มันอยู่ในโหมดของเฝ้าดู เฝ้ารู้ เพื่อเห็นความจริงของชีวิต ในระหว่างนั้นมันไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น มันอยู่กับตัวเอง! เวลาที่เราทำในรูปแบบ หรืออยู่กับงานที่ไม่เกี่ยวกับใคร กวาดบ้านไป.. ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับใคร อยู่กับตัวเอง อย่างนี้นะ! กวาดไป.. แล้วก็ดูจิตที่มันเคลื่อน ถ้าเป็นพระ ก็กวาดใบไม้ กำลังกวาดอยู่.. เห็นจิตพุ่งไปหาใบไม้ แล้วก็กวาดต่อ.. “งานก็ต้องทำ จิตก็ต้องเรียน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ตอน ความเป็นกลางของจิต (นาทีที่ 46.09-49.58) ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/kvy1Ax9QFKs

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่บวชก็กตัญญูได้ ?? #ถาม : ตอนนี้ผมอายุ ๓๐ กว่า แต่ยังไม่ได้บวชให้พ่อแม่ เพราะผมทำงาน ไม่ค่อยมีเวลา จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? #ตอบ : ไม่เป็นอะไร.. “ไม่บวช ก็ไม่ได้แปลว่า จะไม่กตัญญู” อยู่กับพ่อแม่ แม้ไม่บวช ก็สามารถเป็นลูกที่ดีได้ และทำตนให้เป็นลูกที่กตัญญูกตเวทีได้ พ่อแม่เลี้ยงเรามาจนเราอายุ ๓๐ พ่อแม่น่าจะเริ่มเข้าวัยชราแล้ว ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ที่จะต้องดูแลพ่อแม่ ยามพ่อแม่แก่ชรา.. เราก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ ยามพ่อแม่ป่วย..ก็ดูแลท่าน ยามพ่อแม่แก่ชราทำอะไรไม่ได้..ก็ทำงานแทนท่าน ถ้าท่านต้องเสียชีวิต..เราก็ทำบุญอุทิศให้ท่าน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาบวช ขอให้เป็น “คนดี” และมีความ “กตัญญูกตเวที” เห็นคุณค่าที่ท่านเลี้ยงดูเรามา ขอย้ำว่า “ไม่จำเป็นต้องบวช” ก็ได้ บวชแล้ว อาจจะทำไม่ดีเท่ากับตอนที่เป็นฆารวาสอยู่เลี้ยงดูพ่อแม่ก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่า เรามีความพร้อมแค่ไหน? มันไม่ได้มีบทสำเร็จรูปว่า ‘จะต้องบวชเท่านั้น จึงจะเป็นลูกที่ดี’ ..ไม่จำเป็น ลูกที่ดี ที่อยู่เป็นฆารวาสต่อไปก็มี.. ดูอย่างในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นลูกที่ประเสริฐมาก แม่ของพระองค์มีความภูมิใจมาก สมเด็จย่านึกถึงลูกของพระองค์..คือในหลวงรัชกาลที่ ๙ นึกแล้วมีความปลื้มใจ ปีติใจในความกตัญญูกตเวทีของในหลวง เช่นเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องไปบวช เราก็อยู่เป็นฆราวาส.. – ดูแลพ่อแม่ให้ดี – มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว – ไม่ทำอะไรให้มันเป็นที่เสื่อมเสีย ..ก็น่าจะพอสมควร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=EPmTbFz10Xw (นาทีที่ 1.54.56-1.57.13)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เป็นคนดีกันต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน.. เรายังต้องเป็น “คนดี” เราจะต้องเป็น “บัณฑิต” ต่อไป ส่วนเขาจะเลวต่อไป หรือเขาจะกลับตัว.. ถ้าเขากลับตัวได้.. ก็อนุโมทนากับเขา แต่วิธีการที่จะให้เขากลับตัว ก็ไม่ใช่เอาความเลวไปกลับตัวให้เขา ถ้าเขาจะกลับตัวได้..ไม่ใช่มากลับตัวเพราะโดนด่า.. ‘โห! ถูกด่ามาเจ็บเหลือเกิน.. เลยต้องกลับตัว!’ !?!? แบบนี้ยังไม่เคยเจอ .. นึกออกไหม? เจอคนพาล..แล้วเราจะไปด่า เพื่อให้เขากลับตัวเป็นคนดีได้เนี่ย (แบบนี้)อาตมายังไม่เคยเจอ ฉะนั้น เจอคนพาลที่พูดร้าย-ทำร้าย-คิดร้าย.. เราจะต้องยิ่งระวังใจตัวเองก่อน ต้อง คิดดี-พูดดี-ทำดี ต้องมีปัญญา ต้องมีเหตุผลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ยิ่งทุกวันนี้ มันจะมีวิกฤตหลายเรื่องเลย ประดังประเดกันเข้ามา.. โดยเฉพาะในเมืองไทย เป็นโอกาสของบัณฑิตที่จะสร้างบารมีกันต่อ ทำยังไงจะมีปัญญา มีความอดทน แล้วก็รู้จักที่จะเรียบเรียงหาเหตุผล.. หาคำพูดอะไรที่มันเป็นเหตุเป็นผล มากกว่าที่จะขุดหาคำด่าอะไรเจ็บๆ แสบๆ ตอบโต้ใส่กัน ….. นอกจากทำตัวเป็นคนดีแล้ว เจอใครทำดี.. ให้ “ขยายความดี” ใครกตัญญูกตเวที.. “ขยายความดี” นั้นขึ้นมา ใครมีน้ำใจ.. “ขยายความดี” นั้นขึ้นมา ใครมีเมตตา.. “ขยายความดี” นั้นขึ้นมา ใครมีความอดทน, ใครมีความสำนึกในคุณงามความดีของคนอื่น.. …“ขยายความดี” นั้นขึ้นมา… ประมาณนี้นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ตอน คนดีที่แท้จริง (นาทีที่ 49.50-54.27) ลิงค์คลิปรายการ https://www.youtube.com/watch?v=FYxBMAxh5Kk

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #พระภูมิเจ้าที่ ?? #ถาม : โยมได้ซื้อบ้านมือสอง ซึ่งเป็นบ้านเก่ามาอีกทีหนึ่งค่ะ และบ้านนั้นก็มีศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายายเดิมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ดิฉันยังไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ ถ้าดิฉันย้ายเข้าไปอยู่ ควรทำอย่างไร จึงจะเหมาะสมเจ้าคะ? #ตอบ : เก็บเอาไว้ก็ได้.. ถ้ามีศาลพระภูมิ ก็ถือว่าเทวดามีที่อยู่แล้ว “พระภูมิเจ้าที่” คือ เทวดาชั้นภุมเทวดา (เทวดาที่อยู่ตามภาคพื้น) เทวดาอยู่ก่อนเรา เราไปถึงก็ไปทำความรู้จัก ด้วยการคล้ายๆ กับว่า ‘อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหา’ เพราะในที่ตรงนั้นมีคนอยู่ก่อน ถ้าเขาอยู่ก่อน ก็เหมือนกับว่า “เขาเป็นเจ้าของที่” โดยความรู้สึกของเขานะ แต่ “เราก็เป็นเจ้าของที่” ในแง่ของความตกลงของมนุษย์ด้วยกัน แต่แน่ๆ คือ เราไปทีหลัง เราไปทีหลัง ก็ไปอ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ “เทวดา” เราก็ถือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วน “ศาลตายาย” ก็ประมาณว่า ถ้ามีเจ้าของรุ่นแก่ๆ แล้วเขาก็ยังรู้สึกผูกพันกับที่ตรงนั้น อย่างน้อยๆ ก็ ‘มีที่ให้เขาอยู่’ เราก็ไม่รู้นะ อาตมาก็ไม่ได้มีตาทิพย์ ไม่ได้มีอะไรที่จะไปตัดสินได้ว่า ที่ของโยมมีอะไรอยู่บ้าง แต่ไหนๆ มีแล้ว.. โดยหลักชาวพุทธ..เราอยู่ร่วมกันกับเทวดาทั้งหลายได้ ไม่ต้องไปรื้อ ไม่ต้องไปทำลายก็ได้ มีอยู่..เราก็ถือว่าถ้ามีเทวดาอยู่ในที่ ที่เราซื้อบ้านมานี้จริง ท่านก็มีที่อยู่ของท่านแล้ว ถ้าเราจะทำบุญระลึกถึงเทวดา ก็มาบอกกับเทวดา ณ ศาลตรงนี้ บอกกับตายายด้วยก็ได้ “ตายาย” โดยความรู้สึกก็คือ เทวดาที่ชั้นต่ำกว่าพระภูมิเจ้าที่หน่อยหนึ่ง ถ้ามีนะ! ถ้ามี! เราก็ติ๊งต่างไว้ก่อนว่า ‘ถ้ามี’ เราก็ให้เคารพอ่อนน้อม จิตใจเราก็จะได้ไม่แข็งกระด้าง แล้วเราก็จะได้หมั่นทำบุญ เพราะเรารู้สึกว่า ‘เรามีเทวดาประจำอยู่ตรงนี้’ ถ้าจะให้ดี ให้เป็นมิตรกัน ก็หมั่นทำบุญ แล้วระลึกถึงเทวดาบ่อยๆ จะได้แสดงความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน มีน้ำใจต่อกัน แล้วเวลาจะพูดจะทำอะไร ก็จะได้มีสติระวังรักษาการแสดงออกของเรา จะไม่พูดร้าย จะไม่ทำร้าย จะไม่ทำอะไรที่มันผิดศีลผิดธรรม “ในบ้าน” เพราะว่าที่บ้านมีเทวดาอยู่!! ไม่อย่างนั้นแล้ว เดี๋ยวเทวดาจะไม่คุ้มครองรักษา หรือ เทวดาไม่รัก ก็ควรใช้ของที่มีอยู่ให้ เป็นประโยชน์ในแง่แบบนี้ แล้วที่บ้านก็ควรมีพระพุทธรูป ..คือเราอยู่กับเทวดา.. เรา “นับถือเทวดา” ในแง่ของการอยู่ร่วมกันในชุมชน “ชุมชน” ในที่นี้หมายถึง สามแดนโลกธาตุ ที่มีสรรพสัตว์อาศัยอยู่ มีมนุษย์ มีสัตว์เดรัจฉาน มีเปรต มีอสุรกาย อยู่ในมิติตรงนี้ หลากหลายมิตินะ แล้วยังมีเทวดา มีภุมเทวดา มีเทวดาชั้นสูงๆ ขึ้นไป..เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ไม่ได้นับถือเทวดาจนถึงขนาดว่าเป็นสรณะ!! เพราะฉะนั้น ในบ้านก็ควรจะมีพระพุทธรูป เพื่อเป็นการชักชวนให้เทวดาทั้งหลายมานับถือพระพุทธเจ้าด้วย ระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยกัน ชักชวนเทวดามาสวดมนต์ด้วยกัน มารักษาศีล มาสมาทานศีลด้วยกัน ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยการมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ คือมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งทีระลึก ด้วยกันทั้งหมดเลย ทั้งคน ทั้งเทวดา ในที่ตรงนั้น..อยู่ร่วมกัน โดยมีครูบาอาจารย์สูงสุด คือ พระพุทธเจ้า แล้วก็มีคำสอนของครูบาอาจารย์ แล้วก็คำสอนของพระพุทธเจ้า โดยผ่านมาทางครูบาอาจารย์ แล้วเรายังก็มีการทบทวนพระธรรมคำสอน มีการปฏิบัติธรรม มีการสมาทานศีล มีการให้ทาน มีการภาวนา ..เป็นประจำอยู่ ณ ที่ใหม่นี้ ไหนๆ ก็มาอยู่ที่ใหม่แล้ว โอกาสที่จะเริ่มต้นทำดีใหม่ๆ ที่อาจจะยังไม่เคยทำ หรือเคยทำไว้ดีแล้ว ณ ที่บ้านเก่า ก็มาทำต่อที่นี่ หรือเคยคิดว่า ‘แหม อยากจะมีที่เอาไว้สำหรับสวดมนต์’ ก็เริ่มทำเลย ทำตอนนี้ ทำได้เลย เพราะเราได้เริ่มต้นใหม่ ถ้าเริ่มมาอยู่ ณ ที่ใหม่ แล้วได้เริ่มต้นทำอะไรดีๆ เขาเรียกว่า ก้าวแรกเมื่อมันเริ่มดี… ต่อไป..จะทำอะไรได้ประสบความสำเร็จ ราบรื่นไปได้เรื่อยๆ ก็ขออวยพรนะ ขออวยพรให้เข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ อย่างเป็นมิตรกับสรรพสัตว์ที่นั้น ทั้งที่เป็นเทวดาที่อยู่สุคติ แล้วมันไม่ได้มีแต่เทวดานะ มีสัตว์อื่นๆ อยู่ในที่นั้นด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเราไปแล้ว ก็เป็นมิตรกับทุกๆ คน ทุกผู้ทุกนาม ทำบุญสวดมนต์ ให้เขาเห็น ทำบุญ ทำกรรมฐาน ให้เขาเห็น แล้วก็แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล ให้กับสรรพสัตว์ที่นั้นด้วย รวมทั้งเทวดาและก็ปู่ย่าตายายเก่าๆ ที่นั่นด้วย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=6nTaF4MHWdE (นาทีที่ 1.27.40.34.07)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กรุณาเท่ากับสร้างบารมี เวลาที่บุคคลต่างๆ มีทุกข์อยู่นี้ เป็นเวลาที่เราจะแสดงความกรุณาให้กัน ถ้าเรามีความสามารถ หรือมีหน้าที่การงานอะไร เราสามารถที่จะทำหน้าที่นั้น ด้วยใจที่ “กรุณาต่อกัน” เท่ากับว่าเราใช้โอกาสนี้ “เสริมสร้างบารมี” สถานการณ์โควิด อาจจะดูเหมือนเลวร้าย แต่ในแง่ของโอกาส.. มันเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะ “สร้างบารมี” แต่ไม่ใช่ว่า บางคนใช้คำว่า “ฉวยโอกาส” มันไม่ใช่ฉวยโอกาสนะ! เป็นโอกาส ที่มันเป็นอยู่แล้ว เราไม่ได้สร้างสถานการณ์ สถานการณ์มันเป็นของมันอยู่แล้ว แต่มีโอกาสที่จะสร้างบารมี..ก็ได้สร้างบารมี ไม่มีเงิน ก็สามารถใช้แรงกายของเรา เข้าไปช่วยเหลือได้ ไม่มีอะไร..ก็ความรู้ของเรา เข้าไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอาความจริงใจ เอาความปราถนาดี ปรารถนาดี ปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ คือเจริญกรุณาให้เกิดขึ้นในใจ สถานการณ์อาจจะเลวร้าย แต่ใจผ่องใสเบิกบาน ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคน ก็ขออนุโมทนากับทุกๆ ท่าน ที่ได้ใช้โอกาสนี้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตาม “หน้าที่” ของแต่ละคน ตาม “โอกาส” ของแต่ละคน อาจจะไม่ได้เข้าไปช่วเหลือเต็มที่โดยตรง เหมือนคุณหมอหรือพยาบาล แต่หน้าที่ของเราอยู่ ณ ตรงนี้ มีโอกาส “ให้” กัน มีโอกาสที่จะ “ดูแล” กัน มีโอกาสที่จะ “ให้กำลังใจ” เสริมกำลังใจซึ่งกันและกัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=R5C5A5oGgSc (นาทีที่ 1.56.22-1.58.03)

อ่านต่อ