#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ฆ่าสุนัขบ้า #ปาณาติบาต ??? #ถาม : สุนัขบ้า แมวบ้า ถ้าจะ “ฆ่า” จะบาปไหม? #ตอบ : สุนัขบ้า แมวบ้า ถ้าเราจะฆ่า มันก็เข้าองค์ปาณาติบาต คือเกณฑ์ที่จะตัดสินว่าผิดศีลข้อที่ ๑ ได้แก่ – สัตว์นั้นมีชีวิต – เรารู้อยู่ว่าเขามีชีวิต – เรามีจิตคิดจะฆ่า – แล้วก็เราจะทำการลงมือฆ่า – เขาเสียชีวิตไป จากการกระทำของเรา คือที่เขาสิ้นชีวิตไปเนี่ย ก็คือเราไปฆ่าเขา เรารู้อยู่ว่า เขามีชีวิต-ฆ่าเขา ก็เป็นการทำ “ปาณาติบาต” ทีนี้การทำปาณาติบาตเนี่ย อย่างไรเสียมันก็บาป แต่จะบาปมากหรือบาปน้อย มันขึ้นอยู่กับว่า .. “เรามีวัตถุประสงค์ในการฆ่านั้นแบบไหน?” ถ้าเห็นว่าสุนัข หรือแมวนั้นจะเป็นโทษ เป็นภัย คืออาจจะทำให้คนติดเชื้อสุนัขบ้า อะไรอย่างนี้นะ เราจำเป็นต้องกำจัด ในความรู้สึกของเรา ก็ให้คิดว่า “จะช่วยป้องกันคนอื่น ๆ ไม่ให้ได้รับเชื้อจากสุนัขบ้า หรือแมวบ้านั้น” อย่างน้อย ๆ คิดอย่างนี้ มันทำด้วยจิตที่เป็นกุศล คือคิดสงเคราะห์ หรือช่วยเหลือคนอื่น แต่ว่ามันก็มีมลทินหมอง ๆ อยู่หน่อย ตรงที่ว่า เราไปทำการฆ่าเขา แต่ถ้าเทียบกับว่า ฆ่าเล่น, ฆ่าด้วยความโกรธ, ฆ่าด้วยความสะใจ เหล่านี้มันทำด้วยอกุศลล้วน ๆ อันนี้ก็ต้องเลือกเอาระหว่างที่ว่า จะปล่อยให้มันมีแมวบ้า หมาบ้า อยู่ในหมู่บ้านเรา แล้วก็เสี่ยงที่เด็กเราจะถูกกัด แล้วก็กลายเป็นโดนพิษสุนัขบ้า หรือพิษแมวบ้า กับ การฆ่าเขา หรือว่า “จับเขาโดยที่ไม่ต้องฆ่า” ได้หรือไม่? จับเขาไว้เฉย ๆ เนี่ยแหละ ให้อาหารให้น้ำไป เดี๋ยวเขาก็จะตายเองอยู่แล้วจากโรคที่เขาเป็นอยู่ ถ้าเรามีทางเลือกอย่างนี้ แล้วเรามีปัญญาว่า อย่างไรเสีย เดี๋ยวเขาก็ต้องตายอยู่แล้ว เราอาจจะไม่ต้องฆ่าก็ได้ เพียงแต่หาที่จำกัดที่ของเขา ไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่น อย่างนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น การฆ่าเนี่ย..อย่างไรก็บาป แต่ถ้าเราจำกัดที่อยู่ไม่ให้ไปทำร้ายใคร แล้วเขาตายด้วยโรคของเขาเองอยู่แล้ว อย่างนี้ไม่บาป แต่ในระหว่างนั้นเราก็ให้อาหารเขานะ เขาอาจจะกินไม่ได้ก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราให้โอกาสที่จะให้อาหารเขาแล้ว เราลองเลือกทางนี้ดู ก็น่าจะทำให้ไม่ต้องไปเศร้าหมองว่าเราไปฆ่าสัตว์ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคนตัวเบา ep.95 ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=grX3EjX7G1g Shortlink: January 3, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม ตอน #๑วันภาวนาพาจิตตั้งมั่น โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ☘️☘️? “#กรรมฐานเมตตา” เป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าสอนบ่อยมาก ตรัสชมกรรมฐานตัวนี้ว่า “มีเพียงเมตตาเพียงลัดนิ้วมือเดียว ก็มีประโยชน์มาก” อย่ากระนั้น..ไม่ต้องกล่าวว่าจะมีเมตตาอีกหลาย ๆ ขณะ จะมีประโยชน์อีกสักเท่าไร! การมีเมตตาจิต นี่คือปรารถนาดี ความปรารถนาดีเนี่ยจริง ๆ แล้วมุ่งให้ปรารถนาดีกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่ความปรารถนาดีนั้นบางที่เกิดยาก เพราะคนเราเนี่ยมักจะเห็นแก่ตัว ท่านก็ให้เมตตาตนเองก่อน คลิปนี้พระอาจารย์สอนการเมตตาตนเอง, เมตตาผู้อื่น และที่สำคัญจะเมตตาศัตรูได้เช่นไร? คลิกรับฟังไฟล์เสียงธรรม “๑ วันจิตภาวนาจิตตั้งมั่น” ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ที่ลิงค์ไฟล์เสียงธรรม ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ https://bit.ly/3lqAKR3 Shortlink: January 2, 2021คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
อังคารที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #พุทธะ..รู้ตื่นเบิกบาน มองตัวเองให้ออกว่าเราเป็นพวกจริตแบบไหน เป็นสมถยานิก หรือเป็นวิปัสสนายานิก? ถ้าเป็น “วิปัสนายานิก” ทำสมถะแบบสบาย ๆ ไม่ต้องตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้ฌานขั้นนั้นขั้นนี้ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ก็ “ดูจิต” ไป ดูจิต เกิด-ดับ ดูจิตที่มันมีกิเลส เกิด-ดับ ดูจิตที่มันเผลอ เกิด-ดับ ..ได้วิปัสสนาก่อน ทันทีที่เห็นกิเลส เกิด-ดับ กำลังของกิเลส ก็ลดลงไป กำลังของความฟุ้งซ่าน ก็ลดลงไป กำลังของราคะ โทสะ โมหะทั้งหลาย ลดลงไป กำลังเหล่านี้เราเรียกอีกชุดหนึ่ง เรียกว่าเป็น “อนุสัย” อนุสัยเป็นความเคยชินของจิต ส่วนใหญ่ก็เป็นความเคยชินในแง่ไม่ค่อยดี ความเคยชินเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง มีความเคยชินอันใหม่เกิดขึ้น คือเคยชินที่จะ “รู้” รู้อย่างไม่เข้าไปแทรกแซง รู้อย่างไม่เข้าไปบังคับจิตใจตัวเอง มันจะกลายเป็น “รู้แบบเบิกบาน” มันจะตรงกับคำแปลของคำว่า “พุทธะ” พุทธะ เป็น “การรู้ ตื่น เบิกบาน” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ ยุวพุทธิกสมาคมฯ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/37XwvYQ Shortlink: December 29, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๑ #เห็นจิตไหลจิตจะตั้งหมั่น ??? #ถาม : ขออนุญาตค่ะ มีคำถามว่า การที่พระอาจารย์หรือพระ หลายองค์ สอนให้โยมทั้งหลาย ปฏิบัติโดยดูการเคลื่อนไหวของจิต เช่น ดูจิตไหล วัตถุประสงค์จริงๆ แล้ว… การดูจิตไหล กับการที่ ทำให้จิตสะอาดหมดจดนี่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ดิฉันไม่เข้าใจว่า เราดูจิตไหลเพื่ออะไร? เราได้อะไรจากการที่เห็นจิตไหลหรือคะ? #ตอบ : จิตสะอาดสดใสหมดจด..นี่เป็นเป้าหมายสูงสุด แต่จะสะอาด หมดจดได้นี่ ต้องใช้จิตที่มีคุณภาพ คุณภาพที่เราต้องการ คือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นนี่ คนที่ไม่เคยทำก็จะทำไม่เป็น ฉะนั้นสิ่งที่เราทำเป็นกันอยู่ นี่คือ มันเคลื่อนไป ไหลไปหาอารมณ์ต่างๆ นี่ทำเป็น ทำง่าย แต่ทำแล้วนี่ เช่นสมมติว่าจะดูดอกไม้ ก็ไหลไปหาดอกไม้ได้ง่าย จะดูพระพุทธรูป ก็ไหลไปหาพระพุทธรูปง่าย แต่สิ่งนั้นไม่เอื้อต่อการให้เกิดปัญญา ไม่เอื้อต่อการให้จิตบริสุทธิ์ที่เป็นเป้าหมายของเรา เพราะว่าจิตจะบริสุทธิ์มีปัญญาอย่างนั้นได้อ่ะ ต้องเป็นจิตที่มีคุณภาพประกอบ ด้วยกุศลธรรม ๓ ประการสำคัญๆ คือ สติ สมาธิ และปัญญา สติ จะมีได้จากการที่เราเห็นสภาวะ เช่น กิเลสต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับใจ เห็นราคะ เห็นโทสะ เห็นโมหะ ที่เกิดขึ้นกับใจ ไม่ใช่เห็นคนโน้น คนนี้ สมาธิ มี ๒ แบบ คือ สมาธิที่ไหลไปเพ่งอารมณ์ กับ สมาธิที่จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่น หมายความว่ามันไม่ไหลไปหาอารมณ์ ที่ทำเป็นกันส่วนใหญ่ ก็คือ ทำจิตให้ไหลไปหาอารมณ์หนึ่งที่เราชอบ ถ้าทำได้ก็ได้สมถะ เป็นเรื่องดี เป็นกุศล แต่ไม่พอ! ยังไม่เป็นจิตที่มีคุณภาพพอที่จะให้เกิดปัญญา ระดับที่ทำให้เกิดความเข้าใจและจิตบริสุทธิ์ เพราะว่าจิตจะเข้าใจเกิดปัญญา และเกิดความบริสุทธิ์ได้ ต้องเป็นปัญญาเห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อจิตไหลไปอยู่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง มันจะเห็นว่าอารมณ์นั้นเที่ยง แล้วถ้ามีกิเลสขึ้นมา แล้วไม่ยอมใช้สติ ดู แต่หาอะไรก็ตามไปกลบให้กิเลสตัวนั้นดับไป เช่น มีความโกรธแล้ว เจริญเมตตาให้โกรธดับ หรือว่าเห็นคุณความดีของคนนั้นให้โกรธดับ อย่างนี้เป็นการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้กิเลสนั้นดับไป มีการกระทำเกิดขึ้น การกระทำอย่างนั้นเป็นลักษณะของการแทรกแซง และไม่เป็นกลาง เป็นได้เพียงการทำสมถกรรมฐาน หลักของสมถกรรมฐาน คือ เมื่อเกิดกิเลสขึ้นมา ก็หาทางสงบกิเลส ด้วยการกระทำของเรา อย่างนี้เราจะไม่เห็นความจริงของกิเลส คือ ไม่เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของกิเลส เราจะรู้สึกว่า กิเลสเกิดขึ้นมา เราสามารถทำให้กิเลสนั้นดับไปได้ หมายความว่า มันดับเพราะ “เราทำ” มันไม่ใช่ว่ากิเลสนั้นดับเอง ไม่สามารถที่จะเข้าใจความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของความปรุงแต่งที่ไม่ดี เมื่อกี้ที่เกิดขึ้นได้ กลับกลายเป็นว่า “กูเก่ง” ด้วยซํ้าไป อนัตตาไม่เห็น มีแต่อัตตาที่ใหญ่ขึ้น อัตตาที่ใหญ่ขึ้นก็ไม่เห็น อัตตาที่ใหญ่ขึ้นตรงนี้นะ ที่ว่า..กูเก่ง กูเก่งนี่ก็ไม่เห็น (“อัตตา” ในที่นี้เป็นสำนวนพูด ที่ถูกควร ใช้คำว่า “มานะ”) เพราะฉะนั้น ถ้าทำสมถะเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถเข้าใจหรือเห็นความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ได้ จึงต้องมีการทำสมาธิอีกแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน คือจิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตตั้งมั่นอยู่กับจิต แต่วิธีนี้บอกกันแล้วให้ทำ นะ! เราก็ทำกันไม่เป็น ทำยาก เหมือนให้นึกหน้าแม่ของประธานาธิบดี ประเทศวานูอาตู ไม่รู้จัก ให้นึก นึกตอนนี้ นึกไม่ได้เพราะว่าจิตไม่ คุ้นเคย เพราะฉะนั้นเอาสิ่งที่จิตมันคุ้นเคยมาทำ จิตมันเคยทำอะไร? จิตมันเคยไหล พอรู้ว่าจิตไหล จิตก็ตั้งมั่น สมมติว่านิ้ว เป็นจุดหมายที่จิตจะไหลไป พอความรับรู้มันไหลไปหา นิ้วแทนที่จะไปดูนิ้ว เห็นความไหลของจิต ตอนนี้เห็นจิตพอดี อยู่กับ จิตพอดี เพราะฉะนั้นขณะที่เห็นความไหลของจิต มันจึงไม่ไหลไปหาอารมณ์ มันอยู่กับจิตพอดี ตอนอยู่กับจิตพอดีนี่เรียกว่า…‘จิตตั้งมั่น’ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแบบหนึ่งที่เราต้องการ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สมาธิ แบบลักขณูปนิชฌาน มันไม่ไหลไปหาอารมณ์ มันตั้งมั่นอยู่กับจิต แล้วมันจะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นอารมณ์ที่มากระทบจิตนี่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป.. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป.. มันจะเห็นความไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา ของสิ่งต่างๆ ที่ปรุงแต่งได้ ซึ่งตอนที่จิตเพ่งอยู่กับ อารมณ์ นิ่งๆ สงบๆ อย่างนั้นจะมาดูให้เห็นไตรลักษณ์อย่างนี้ไม่ได้ จิตที่นิ่งที่สงบเป็นจิตที่ดีก็จริง แต่ว่าดีแบบโลกๆ ยังเป็นโลกียะ เป็น สมาธิที่อยู่ในโลก แต่จะให้พ้นโลกไป ต้องใช้สมาธิที่เห็นความจริงของ โลก ไม่ใช่เห็นว่าโลกดี ไม่ใช่เห็นว่าโลกนี้สงบ ไม่ใช่เห็นว่าโลกนี้เป็นสุข สุข สงบ ดี กลายเป็นตัวล่อให้เราอยากอยู่ในโลกนี้ต่อ เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นความจริงว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา จิตที่มันมีความตั้งมั่นอยู่กับจิตนี่ จะเห็นสิ่งต่างๆ ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้แต่ตัวจิตเอง ตัวจิตเองก็เกิดดับ เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไป.. เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไป.. เพราะฉะนั้นเห็นว่ามัน ตั้งมั่นแว็บนึงนี่ดีมาก!! สำหรับที่จะเข้าใจได้ว่า จิตที่ตั้งมั่นก็เสื่อมได้ มันดับได้ เปลี่ยนไปได้ อย่างนี้นะ! จิตที่มีความเข้าใจอย่างนี้จึงจะเกิดมรรคผลขึ้นมา เข้าใจที่ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นการเข้าใจระดับปัญญาที่เป็นวิปัสสนา ถ้าไม่มีวิปัสสนาเกิดขึ้นจะไม่เกิดมรรคผล เพราะฉะนั้นเวลาเราฝึกอย่าพอใจ เพียงแค่สงบ เพ่งอารมณ์อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แล้วสงบพอใจ แค่นั้น ได้กุศลก็จริง แต่ไม่พอ แล้วก็ไม่คุ้มกับการที่เกิดมาเป็นคนแล้ว พบพระพุทธศาสนาแล้ว ทำได้แค่ที่ฤๅษีเค้าทำกัน อย่างที่พระสารีบุตร บอกว่า.. ท่านเคยเป็นฤๅษีมา ๕๐๐ ชาติ ชำนาญวิธีนี้มามาก แล้วไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เกิดมรรคผล ถ้าเกิดมรรคผลได้ท่านสำเร็จตั้งแต่ ชาติแรกที่ทำได้แล้ว แต่ในที่สุด ท่านก็ต้องมาเรียนกับพระพุทธเจ้า เพื่อมาเรียน ลักขณูปนิชฌาน.. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบโจทย์ ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘ Shortlink: December 28, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #กาลิก #มะม่วงกวนคลุกพริกกะเกลือ ??? ถาม : มะม่วงกวนคลุกพริกกะเกลือถือเป็นกาลิกหรือไม่ ถ้าเป็นเป็นแบบไหนเจ้าคะ? ตอบ : คำว่า “กาลิก” เป็นคำกลางๆ แปลว่า เนื่องด้วยกาล ขึ้นกับกาล ในทางพระวินัย หมายถึง ของอันจะกลืนกินให้ล่วงลำคอเข้าไป ซึ่งพระวินัยบัญญัติให้ภิกษุรับเก็บไว้และฉันได้ภายในเวลาที่กำหนด จำแนกเป็น ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. ยาวกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของวันนั้น เช่น ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ ขนมต่างๆ ๒. ยามกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือก่อนอรุณของวันใหม่ ได้แก่ ปานะ คือ น้ำคั้นผลไม้ที่ทรงอนุญาต ๓. สัตตาหกาลิก รับประเคนไว้แล้วฉันได้ภายในเวลา ๗ วัน ได้แก่ เภสัชทั้ง ๕ (เนยใส, เนยข้น, น้ำมัน, น้ำผึ้ง, น้ำอ้อย) ๔. ยาวชีวิก รับประเคนแล้ว ฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา เก็บไว้ฉันได้ตลอดอายุของยานั้น ได้แก่ ของที่ใช้ปรุงเป็นยา ที่ทำจากรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น นอกจากกาลิก ๓ ข้อต้น มะม่วงกวน จัดเข้าใน ยาวกาลิก พริก จัดเข้าใน ยาวชีวิก เกลือ จัดเข้าใน ยาวชีวิก แต่พริกกะเกลือ ถ้ามีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย จัดเข้าใน สัตตาหกาลิก คือถ้ามีของหลายกาลิกปนกัน ให้นับตามกาลิกที่อายุสั้นกว่า พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตอบโจทย์ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๔ Shortlink: December 26, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กลับมาหาวิเวกให้กับตนเอง ถ้าปลีกตัวออกไปได้เรียกว่า “กายวิเวก” ถ้าปลีกตัวออกไปไม่ได้ อยู่ร่วมกลุ่มด้วยกันอย่างนี้ ก็สามารถหาโอกาสทำจิตวิเวกได้ จิตวิเวกก็ไม่มีอะไรมาก กลับมาอยู่กับตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่เราส่งใจไปผูกพันกับคนอื่น ตอนนั้นเราไม่วิเวก แต่เมื่อกลับมารู้กายรู้ใจ ตอนนั้นเกิด “จิตวิเวก” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา:เหนือบุญ หน้า๑๒๘ (บรรทัดที่ ๗-๑๑) Shortlink: December 25, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๙ (เล่ม ๑ หน้า ๓๒-๓๓) ถาม : ผมอยากไปเที่ยวภพภูมิทั้ง ๓๑ ชั้น ควรจะทำอย่างไรครับ? ตอบ : จะไปทำไมให้ครบทั้ง ๓๑ ชั้น? – ไม่คิดบ้างหรือว่า… การจะไปดูให้ครบทุกชั้นนั้น จะต้องไปชั้นที่เป็น ‘อบาย’ ด้วยนะ อยากไปนรกหรือ? อยากไปเป็นเปรตหรือ? อยากไปเป็นอสุรกายหรือ? อยากไปเป็นสัตว์ดิรัจฉานหรือ? – ไม่คิดบ้างหรือว่า… เราก็เคยไปมาเกือบครบแล้ว จะไม่เคยไป ก็เพียงสุทธาวาส ๕ ชั้น เท่านั้น เพราะที่นั่นเป็นที่เกิดของพระอนาคามี เราไม่ได้เป็นพระอนาคามี ยังไงๆ ก็ไปเกิดไปดูชั้น‘สุทธาวาส’ นี้ไม่ได้ – ไม่คิดบ้างหรือว่า… บางทีเราก็คิด ‘อยากเที่ยว’ อย่างนี้มาหลายชาติแล้ว แต่ไปเกิดใหม่ทีไร ก็ลืมชาติก่อนทุกที แล้วก็คิดว่า “ทำอย่างไรจึงจะได้เที่ยวดูให้ทั่ว?” ทุกที กลายเป็นความอยากที่ค้างคาใจไปตลอดสังสารวัฏ – ไม่คิดบ้างหรือว่า… แท้จริงแล้ว คุณภาพของจิตนี้นี่แหละที่เป็นเหตุพาให้ไปเกิดในภูมิทั้งหลาย ถ้าขณะใดโกรธ…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของสัตว์นรก ถ้าขณะใดโลภ…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของเปรต ถ้าขณะใดหลง…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของสัตว์ดิรัจฉาน ถ้าขณะใดมีศีล…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของมนุษย์ ถ้าขณะใดมีหิริโอตตัปปะ…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของเทวดา ถ้าขณะใดเข้ารูปฌาน…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของรูปพรหม ถ้าขณะใดเข้าอรูปฌาน…จิตขณะนั้นอยู่ในภูมิของอรูปพรหม ถ้าเราเจริญสติดูจิต เราก็จะได้เที่ยวไปในภูมิทั้งหลายในชาติปัจจุบันนี้เลย ไม่ต้องรอให้ตาย-เกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน และหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เรียบเรียงจากตอบโจทย์บนนิมฺมโลเพจ วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๘ Shortlink: December 23, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
อังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #แมงมุมโง่ ๆ ยึดมั่นในความงาม ยึดมั่นในความสวย มันเป็นสิ่งที่เราผลิตขึ้นมาเอง แล้วก็ไปติดเอง..ติดในความยึดมั่น ติดในความปรุงแต่งของตัวเอง พระองค์เปรียบเหมือน.. “แมงมุมโง่ ๆ ตัวหนึ่งที่ชักใย แล้วตัวเองไปติดใยตัวเอง” ปรุงแต่งเอง แล้วก็ไปติดเอง แล้วก็ดิ้นรนออกจากใยของตัวเองไม่ออก! ถ้าเห็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งก็จะขาดลง แต่ไม่เห็น! มัวแต่ปรุงแต่ง แล้วไปเชื่อความปรุงแต่ง ยิ่งปรุง ยิ่งมัด ยิ่งพัน ยิ่งเหนียว ดิ้นไม่ออก แล้วพยายามดื้นอยู่ คนเรานั้นจะเหมือนแมงมุมโง่ ๆ ตัวนั้น ….. เรามาเรียนรู้หลักธรรมะแล้ว..ก็เอามาปฏิบัติ เพียงแต่ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรพันตัวเองเพิ่มขึ้น ไม่ต้องไปดิ้นรน ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น ยิ่งดิ้นยิ่งเหนียว และขณะที่ดิ้น ใยก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะมันมีเจตนาตัวหนึ่ง ไอ้เจตนาที่จะออกนั้น ยิ่งเจตนา..ใยก็ยิ่งพันยิ่งแน่น เราเป็นแค่แมงมุมโง่ ๆ ให้รู้ทันว่า “เมื่อกี้โง่อีกแล้ว เอาใยมาพันตัวเองอีกแล้ว” ผลก็คือ..ทุกข์อยู่! คนดูจิต..เค้าก็ดูจิตกันเฉย ๆ ไม่ใช่ไปแก้ไอ้จิตที่แย่ ๆ เมื่อกี้นี้ ไม่มีหน้าที่ไปแก้ เวลาเห็นจิตมีความโกรธ..ไม่ต้องไปแก้ความโกรธ เพราะจิตที่ไปเห็นความโกรธนั้น มันไม่โกรธแล้ว ถ้าแก้เมื่อไรนะ..ให้นึกถึง “แมงมุมโง่ ๆ” แล้วแมงมุมโง่ ๆ นั้น..ไม่ใช่ใคร.. “กูเอง” !!! ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “แมงมุมโง่ ๆ” กิจนิมนต์ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ Shortlink: December 22, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ศีล5ข้อไหนบาปที่สุด #ระวังการกระทำ #ระวังวาจา ??? #ถาม: ศีล ๕ ทำผิดข้อไหนบาปที่สุด? #ตอบ: ถามอย่างนี้ คือถามในแง่ความเห็น เพราะว่าถ้าจะตอบให้ตรงจริง ๆ ถ้าจะอ้างพุทธภาษิต พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบเอาไว้ มีแต่ชี้โทษของ ๕ ข้อ เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะตัดสินว่าข้อนั้นถูก ข้อนี้มีโทษมากที่สุด ให้วงเล็บไว้ด้วยว่า.. เป็นความเห็นส่วนตัว ส่วนใหญ่จะบอกว่าข้อ ๕ เพราะว่า พอเมาแล้วจะไปผิดข้ออื่น ๆ ได้หมดเลย บางทีก็มีคนแย้ง เช่น ทำผิดข้อ ๑ คือไปฆ่าเขา ก็สามารถจะไปผิดข้ออื่นได้ด้วย ฆ่าแล้วเขามาถามว่า “ฆ่ารึเปล่า?”.. “ไม่ได้ฆ่า” โกหก.. ก็ผิดอีกข้อหนึ่งแล้ว ไหน ๆ ฆ่าแล้วก็เอาทรัพย์สินของเขาไปด้วย อำพรางคดี อย่างนี้ก็ได้ ใช่ไหม? แล้วก็ผิดลูกผิดเมียของเขาด้วยต่อไป เพียงผิดข้อหนึ่งก็ไปผิดข้ออื่น ๆ ต่อไปได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าจะอ้างว่าผิดข้อ ๕ แล้วทำให้ผิดข้ออื่นได้ มันก็จริงอยู่ แต่บางคนก็แย้งว่า ผิดข้อ ๕ เช่น ดื่มเหล้าไม่ได้ผิดกฏหมาย แต่ฆ่าคนผิดกฏหมาย เพราะฉะนั้น ศีลทั้ง ๕ ข้อ คงไม่ต้องไปเถียงหรอกว่า ข้อไหนผิดมากกว่าข้อไหน? หรือว่าทำข้อไหนแล้วมันจะเลวร้ายกว่าข้อไหน? คือมันเลวทุกข้อ ถ้าจะประเมิน… การทำผิดศีลข้อ ๑ ทำให้ชีวิตของผู้ถูกกระทำขาดหายไปเลย ดูในแง่นี้แล้ว ข้อ ๑ น่าจะผิดมากกว่า ผิดในแง่ของข้อมุสาวาท (ข้อ ๔) ก็มีพุทธพจน์ที่สอนพระราหุล.. ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าสอนพระราหุล ด้วยการคว่ำภาชนะน้ำ ถามพระราหุลว่า “น้ำในภาชนะนี้ยังเหลืออยู่ไหม?” พระราหุลตอบว่า “ถ้าจะว่าไปแล้ว ไม่เหลือแล้ว ถ้าจะเหลือก็คือ “เหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ” ถ้าโดยโวหาร คือ “หมดแล้ว” พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “นั่นล่ะ คนที่โกหกทั้ง ๆ ที่รู้ จะไม่มีบาปอกุศลอะไรเลยที่เขาจะไม่ทำ”.. ถ้าพวกเรามองในแง่นี้ ข้อ ๔ ก็ดูจะร้ายแรง เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว ไม่ควรจะทำผิดศีลสักข้อ ถ้าทำข้อที่ ๑ ก็ดูความรุนแรง ในการผิดของแต่ละข้อว่า มันรุนแรงแค่ไหน? มันร้ายกาจแต่ไหน? มันเจือด้วยกิเลสมากน้อยแค่ไหน? ส่งพลังในการกระทำ ในการพยายามวางแผนซับซ้อนแค่ไหน? มีเจือด้วยกิเลสมากน้อยแค่ไหน? ก็ดูไปตามกระทำเป็นกรณี ๆ ไป ข้อ ๑ ก็รุนแรงในแง่ที่ว่า ตัดชีวิตเขาไปเลย ข้อ ๒ ก็สร้างความแค้น สร้างเวรให้กับผู้ที่ได้รับกระทำ คือเขาถูกลักขโมย หรือทำให้ทรัพย์ของเขาเสียหายไป เขาก็มีเวลาที่จะมาล้างแค้นเราอยู่ ก็เสียหายในแง่ที่ว่า..เขาอาจจะมาล้างแค้นเราได้ อาจจะทำให้ชีวิตเราเองเสียไปในอนาคต ก็ดูเสียหายเหมือนกัน ผิดลูกผิดเมีย (ข้อ ๓) รู้สึกว่า เจ็บแค้นมาก ของรักของหวงของใครเนี่ยนะ “ฆ่าซะดีกว่า” บางคนคิดอย่างนี้ ฆ่าให้ตายยังดีกว่ามาทำให้เจ็บแค้น ด้วยการทำลายของรักหรือคนรัก ก็ดูน่าเดือดร้อนใจไม่แพ้กัน แต่ถ้ายึดตามพุทธพจน์แล้วคือ ถ้าใครโกหกทั้ง ๆ ที่รู้ แม้แต่เล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อโกหกนี้แหละรู้สึกว่า.. จะเป็นตัวยืนยันว่าคนนั้นเลวจริง โกหกทั้ง ๆ ที่รู้ มันจะสามารถ ทำให้ทำผิดอกุศลอะไรก็ได้ ถ้ายึดตามอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมจะมีแต่เรื่องที่ว่า “ฆ่า” ก็ดูจะเป็นข้อ ๑ มีการฆ่าพระอรหันต์ มีการทำร้ายพระพุทธเจ้าให้พระโลหิตห้อ เป็นเรื่องของข้อ ๑ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ อะไรอย่างนี้นะ ก็เป็นเรื่องของข้อ ๑ การฆ่าก็เป็นเหตุให้เกิดอนันตริยกรรม ถ้าโกหก (ข้อ ๔) โกหกก็เป็นการพูด รวมถึงพูดส่อเสียดให้แตกแยก พูดให้ร้ายกัน ทำให้ฝั่งนี้เกลียดฝั่งนี้ แตกสามัคคีกัน การทำให้สงฆ์แตกสามัคคี ก็เป็นอนันตริยกรรม เพราะฉะนั้น พูดไม่ดีก็ทำอนันตริยกรรมให้กับตัวเองได้ ก็ดูเหมือนว่าสองข้อนี้ (ข้อ ๑ และข้อ ๔) จะเป็นสองข้อที่น่าระวังเอาไว้ให้มาก เพราะเป็นเหตุให้เกิดอกุศล และเกิดโทษให้กับตนเองได้มาก รวมแล้วก็คือ.. “ระวังการกระทำ และระวังวาจา” ***มรรคมีองค์ ๘ ในหมวดของศีล จะขึ้นด้วยสัมมาวาจาก่อน แล้วสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ รวมแล้วก็คือว่า..ต้องระวังทุกข้อ!! สัมมาสติเป็นตัวแทนของการรักษาสติเอาไว้ ก็คืออย่าไปเสพสิ่งมึนเมาให้ขาดสติ รวมแล้วก็คือว่า ระวังทุกข้อ!*** พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคนตัวเบา EP.72 ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=DG-Ruj8NHNQ (นาทีที่ 7.50-13.34) Shortlink: December 20, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ทั้งคนพาลและบัณทิตพบได้ในใจตน #คนพาล #บัณฑิต #มงคลชีวิต ??? #ถาม : คนแบบไหนเรียกว่า “คนพาล”? #ตอบ : วิธีสังเกต “คนพาล” ก็คือ “คนที่ไม่สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น” ไม่สร้างประโยชน์ให้กับตนเอง.. ก็เช่นว่า :- ขี้เกียจ, เกียจคร้านการงาน ถ้าเป็นเด็ก ก็ขี้เกียจเรียนหนังสือ ตื่นนอนสาย ไม่ทำการบ้าน ก็เป็นเด็กพาล แค่อย่างเดียว แค่ข้อแรกนะ! เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของคนพาล ก็คือ เกียจคร้านการงาน ถ้าเป็นคนอายุมากแล้ว วัยทำงานแล้ว ก็คือ เกียจคร้านในการหาทรัพย์ ไม่แสวงหาทรัพย์ใหม่ นี่คือลักษณะที่ ๑ ของคนพาลนะ ลักษณะที่ ๒ คือ ทรัพย์เดิม ๆ ที่มีอยู่ก็ไม่รักษา สินทรัพย์ที่ตัวเองที่มีอยู่ก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่รักษาให้ดี ไม่ใช้จ่ายตามที่จำเป็น ใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ของใหม่ก็ไม่หา ของเก่าก็ไม่รักษา นี่คือลักษณะคนพาลในแง่ของการครองเรือน ถ้าในแง่ของทั่ว ๆ ไป คนพาลก็คือ คนที่ไม่ทำบุญ ไม่เสริมสิ่งดีงามให้กับชีวิตของตัวเอง ไม่แสวงหาวิธีที่จะสร้างบุญกุศล ไม่แสวงหาวิธีที่จะรักษากายวาจาที่จะให้มีศีล ไม่แสวงหาวิธีที่จะสร้างบารมีด้วยการให้ทานบริจาคสิ่งของต่าง ๆ ช่วยเหลือผู้คนที่เกี่ยวข้องในสังคม คือเราอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่ผูกจิตใจกัน ไม่ให้ของซึ่งกันและกัน ก็ไม่สร้างมิตร สร้างแต่ศัตรู ไม่สร้างมิตร ก็เป็นคนพาลอย่างหนึ่งแล้วนะ ไปสร้างศัตรูอีก ก็เป็นคนพาลอีกแบบหนึ่ง สรุปง่าย ๆ ก็คือว่า คนพาลแบบฆราวาส ก็คือไม่รักษาทรัพย์ และไม่แสวงหาทรัพย์ คนพาลแบบทั่ว ๆ ไป ก็คือว่า ทำบาป และไม่ทำบุญ บุญก็ไม่ทำ แล้วยังทำบาปอีก ! บุญไม่ทำ .. นี่ก็แย่อย่างหนึ่งแล้ว คือไม่พัฒนาตนเองในการให้ทาน รักษาศีล เจริญปัญญา แถมยังทำตัวเองให้ตกต่ำมากขึ้น ด้วยการไปทำบาป เอาเวลาที่ไม่ทำบุญนั้นไปทำบาป ! ถ้าอยู่นิ่ง ๆ เสีย..ก็ยังนับว่าเสียเวลา คนอย่างนี้ก็ยังเรียกว่าเสียเวลานะ ไม่ทำบุญเลย แต่ไม่ทำบาป เกิดมาเสียเวลา ก็ไม่ถูกยกย่องว่าเป็นบัณฑิต “บัณฑิต” ก็คือ ผู้ที่ใช้เวลาในชีวิตนี้ทำบุญและละบาป จริง ๆ ละบาปก่อน ! พระพุทธเจ้าสอนให้ละบาปก่อน แล้วค่อยทำบุญ ถ้าเป็นบัณฑิตชั้นเลิศเลย ก็คือว่า ยังทำจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสต่าง ๆ ด้วย “คนพาล” จะตรงข้ามกับ “บัณฑิตทั้งหลาย” ตรงที่ว่า แทนที่จะเอาเวลาไปทำบุญ กลับไปทำบาป ไม่ทำบุญแล้วยังสั่งสมบาปไปเรื่อย ๆ แถมยังทำจิตใจให้เศร้าหมองมากขึ้น ๆ ด้วยการมีกิเลสสะสมไปเรื่อย ๆ โดยไม่เห็นโทษของกิเลสนั้น นอกจากนี้ยังรู้สึกว่า ‘ฉันยิ่งใหญ่ ฉันทำอะไรก็ได้ ฉันทำแล้วไม่มีใครกล้าขัดขวาง’ สั่งสมกิเลสและลำพองในความมีกิเลสของตัว นี่คือ “คนพาลที่มืดบอด” “คนพาลที่มืดบอด” จะมีคำศัพท์เฉพาะเจาะจงว่า “อันธพาล” อันธ แปลว่า มืด ทึบ ถ้าเป็นป่าก็เรียกว่า อันธวัน แปลว่า ป่ามืดทึบ คนพาลที่มืดบอด มืดบอดอย่างนี้นะ บางทีพระพุทธเจ้ามาสอนก็ยังไม่เชื่อ เป็นคนพาลแบบนี้ควรเลี่ยง *** พระพุทธเจ้าสอนในมงคล ๓๘ ก่อนที่จะไปคบบัณฑิต เลี่ยงคนพาลให้ได้ก่อน มองให้ออกก่อนว่าคนพาลมีลักษณะเป็นอย่างนี้ ก็อย่าไปคบ แล้วจึงจะมองออกว่าบัณฑิตมีลักษณะเป็นอย่างไร จึงค่อยไปคบหา แล้วจะเริ่มมองออกมากขึ้นว่า คนไหนควรเลี่ยง? คนไหนควรคบ? *** ถ้าได้เริ่มศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่า คนไหนเป็นคนพาล? คนไหนเป็นบัณฑิต? และที่สำคัญที่สุด .. มองตัวเองให้ออกว่า บางขณะตนเองก็เป็นพาล บางขณะก็เป็นบัณฑิต บางขณะที่เป็นพาล ก็ไม่เอากับมัน จิตใจที่เป็นพาลในตัวของเรา ถ้ามันเกิดขึ้นมา เห็นแล้วไม่เอา เราไม่คบกับพาลที่อยู่ในใจตนเองด้วย เวลามีบัณฑิต ก็คือมีความคิดดี ปรารถนาดีอะไรขึ้นมา .. คบมันไว้ บัณฑิตในใจต้องคบให้มาก และหาให้บ่อย ๆ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคนตัวเบา EP.74 ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=eXTa7_If2vA&t=24s (นาทีที่ 6.40-11.20 ) Shortlink: December 16, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีชวด พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เฝ้าดูเฉยๆ พอ “เห็นว่าเผลอ” มันจะ “หายเผลอ” พอดี จะเห็นอย่างนี้ได้ ต้องตั้งใจไว้ว่า.. ** “เราจะศึกษาเรื่องจิต” อันนี้สำคัญนะ!! ใส่เครื่องหมายคำพูด แล้วก็ขีดเส้นใต้ แล้วก็ทำตัวหนา ๆ ด้วย ** เราจะเห็นว่า..เมื่อกี้จิตเผลอแสดงไตรลักษณ์ได้ ต่อเมื่อเรา“ตั้งใจจะเรียนรู้ความจริงของจิต” ไม่ใช่ตั้งใจจะสงบ ไม่ใช่ตั้งใจจะบังคับจิตให้นิ่ง ..ให้ว่าง ..ให้ดี แต่ตั้งใจจะ “เรียนรู้” ความจริงของจิต จิตจะดีก็จะ “รู้” จิตจะไม่ดีก็จะ “รู้” โดยอาศัยสมถะ คือตัวตั้งต้นนี้ ตัวตั้นต้นนี้.. ลมหายใจเข้า “รู้” ลมหายใจออก “รู้” ถ้ามันเผลอไป คือ มันลืมลมหายใจ ลืมพุทโธ เราก็จะเห็นว่าเมื่อกี้มีความเผลอเกิดขึ้น ความเผลอ..ถ้าถามจริง ๆ ว่าดีหรือไม่ดี ? จริง ๆ ไม่ดี “ความเผลอ” ก็คือ “โมหะ” นั่นเอง แต่เราดูด้วยท่าทีที่อยากรู้ว่าจิตมันทำงานอย่างไร? เพราะฉะนั้น จิตมันทำงาน แม้จะไม่ดี แต่รู้แล้ว รู้แล้ว คือได้แต้มแล้ว สมอยากด้วย สมปรารถนาเราด้วย คือเราปรารถนาจะ “รู้ความจริงของจิต” จิตแสดงท่าทีออกมาว่า เมื่อกี้เผลอไป เราได้รู้..สมปรารถนา แล้วรู้สึกว่า “ภาวนาได้ผล” ไม่ท้อถอยต่อการภาวนาเลย เพราะว่ารู้สึกว่า “อ้าว! เราเห็นแล้ว” ตอนที่รู้สึกว่าภาวนาได้ผลนะ ครั้งแรกเลยนะ คือเห็นว่า..เมื่อกี้ฟุ้งซ่าน! ตอนฟุ้งซ่าน แล้วเห็นว่าฟุ้งซ่านนะ รู้สึกว่า.. “โอ้..สภาวะฟุ้งซ่านมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” เมื่อก่อนฟุ้งซ่านก็คือ..คิดอะไรไปเลยเถิดไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม ? กว่าจะฟุ้งซ่านได้ก็คือ เผลอนาน ๆ มาดีใจอีกครั้งหนึ่ง คือเห็นความเผลอ เห็นจิตที่มันเผลอ เห็นจิตที่มันเป็นลักษณะใจลอย พอใจลอยแล้ว เห็นว่าใจลอย “ฮ้า..เห็นใจลอยแล้ว” ใจลอยเนี่ย ดูยากกว่าฟุ้งซ่าน กว่าจะฟุ้งซ่านได้ คือมันใจลอยไปนาน ๆ แต่พอใจลอยเนี่ย คือใจลอยไปแป๊บเดียวก็รู้แล้ว! เพราะฉะนั้น..การเห็นว่า “ใจลอย” หรือเห็นว่า “เผลอ”เนี่ย..มันจึงสำคัญมาก! เพราะมันจะดูได้ถี่ขึ้น ดูได้บ่อยขึ้น แต่ถ้าใครเห็นฟุ้งซ่านได้ก็นับว่าดีมากแล้วนะ คือได้จุดตั้งต้นแล้ว คือเห็นสภาวะ สภาวะทางจิตเนี่ย..เวลาฟุ้งซ่านไปแล้วเห็นว่าฟุ้งซ่าน..ความฟุ้งซ่านจะดับ ความฟุ้งซ่านดับเนี่ยนะ บางทีเราอาจจะบรรยายไม่ออกเลยนะว่า.. มัน “เกิด-ดับ” แต่จิตเรียนรู้แล้ว ทันทีที่รู้ความฟุ้งซ่านโดยที่อยู่ในมุมมองที่ว่า “จะเรียนรู้” นะ มันจะเห็น “เฉย ๆ” มันไม่เข้าไปดัดแปลง ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปแก้ไข เพราะ “จะทำแค่รู้” นึกออกไหม? เราจะเรียนรู้ว่าจิตทำงานอย่างไร? เพราะฉะนั้น..เราจะไม่ไปแทรกแซง เหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากจะศึกษาวงจรชีวิตของผีเสื้ออย่างนี้นะ! ก็จะเฝ้าดูผีเสื้อ ออกไข่เป็นหนอน จากหนอนเป็นดักแด้ จากดักแด้ออกมาเป็นผีเสื้อ จะ “เฝ้าดูเฉย ๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ วัดสวนดอก เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ Shortlink: December 14, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #พัฒนาสมาธิให้เจริญปัญญา #เจริญสมาธิแบบจิตตั้งมั่น ถาม : จะพัฒนา สมาธิ ให้เจริญปัญญาต่อได้อย่างไรคะ ตอบ : ทำสมาธิแบบไม่หวังสงบนะ แต่ทำเพื่อให้เห็นการทำงานของจิต เช่นเห็นว่า จิตเผลอ จิตฟุ้งซ่าน ฯลฯ ตอนนี้เรียกว่า เจริญสติ เห็นบ่อยๆ บางทีจะเห็นว่า ความเผลอเป็นส่วนหนึ่ง ตัวรู้เป็นอีกส่วนหนึ่ง เป็นผู้รู้ผู้ดู ตอนนี้เรียกว่า เจริญสมาธิแบบจิตตั้งมั่น คือฝึกให้มีจิตผู้รู้ ตอนที่มีจิตผู้รู้ ก็เริ่มเกิดปัญญาขั้นต้น คือเริ่มเห็นชีวิตแยกเป็นส่วนๆ เช่น เห็นกายเป็นส่วนหนึ่ง มีผู้รู้อยู่ต่างหาก เห็นกิเลสเป็นส่วนหนึ่ง มีผู้รู้อยู่ต่างหาก เป็นต้น ปัญญาขั้นต่อไป ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้ทั้งหลายมีลักษณะเหมือนๆกันอยู่ว่า มันไม่มี..แล้วก็มี มันมี..แล้วก็ดับไป หายไป ตอนที่ปรากฏอยู่..ก็ถูกบีบคั้นให้คงอยู่ต่อไปไม่ได้ ปรากฏการณ์ทั้งหลาย..เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีบุคคลตัวตนใดๆมาควบคุมบงการ ปัญญาขั้นนี้ เรียกรวมๆว่า เห็นไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์เมื่อไหร่ ก็เรียกว่าเจริญวิปัสสนาเมื่อนั้น ปัญญาขั้นต่อไป ก็จะเป็นปัญญาระดับบรรลุมรรคผลนะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตอบโจทย์ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ Shortlink: December 11, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ??? #การอธิษฐานแบบชาวพุทธ อธิษฐาน ไม่ได้หมายถึง ขอให้สำเร็จผลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขอเพื่อจะได้เอา แบบที่คนไทยใช้กัน แต่อธิษฐานในทางพุทธศาสนา หมายถึง ความตั้งใจมั่น แน่วแน่ที่จะทำการให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย ซึ่งเป็นบารมีอย่างหนึ่งในบารมี ๑๐ เรียกว่า “อธิษฐานบารมี” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา : หนังสือ นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๒ หน้า ๑๐๓ (บรรทัดที่ ๑-๕) Shortlink: December 10, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ☘️☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าประมาทในการปฏิบัติธรรม มีคำสอนของพระพุทธเจ้า แสดงถึงบุรุษหลายประเภท เท่าที่นึกได้ก็เช่น ประเภทที่ ๑ : ในชาตินี้ปฏิบัติธรรมแล้ว เจริญสติปัฏฐาน แต่สติยังช้าอยู่ แต่พอตอนตายไม่บรรลุมรรคผล แต่ด้วยอานิสงส์ที่เจริญสติปัฏฐาน ไม่ได้ทำผิดศีลอะไร เพราะการเจริญสติปัฏฐาน เจริญแล้วจะเห็นโทษของกิเลส เห็นกิเลสอยู่เนือง ๆ ถึงแม้จะไม่บรรลุมรรคผล พอตายไปแล้วเป็นเทวดา ระลึกถึงจิตที่เคลื่อน เห็นจิตที่เคลื่อน เห็นกิเลสที่เกิด ก็สามารถบรรลุได้เอง จากอานิสงส์ที่ได้เจริญสติปัฏฐานมา ประเภทที่ ๒ : ฝึกสติปัฏฐานมาในชาติที่เป็นคน ไม่บรรลุมรรคผล ตายไปแล้วไม่สามารถระลึกได้เอง แต่มาได้ยินได้ฟังธรรมะของพระภิกษุ ผู้ทรงฌาน ทรงอภิญญาแสดงธรรมให้ฟัง เทวดานั้นก็มาระลึกได้ว่า “อ้าว! ธรรมนี้เคยศึกษา เคยฝึกมาก่อน เหมือนเคยได้ยินมา” ระลึกได้ว่าธรรมนี้คุ้นเคย ก็มาทบทวน แล้วบรรลุตอนเป็นเทวดาอย่างนี้ก็มี ประเภทที่ ๓ : ฝึกตอนเป็นคน แล้วไม่บรรลุ ตายไประลึกเองไม่ได้, แล้วก็ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังครูบาอาจารย์ที่เป็นมนุษย์ ผู้ทรงอภิญญาแสดงธรรม, แต่ไปพบเทวดาบนสวรรค์ ที่ท่านเคยฝึกมาแล้วได้ผล หรือเป็นผู้ที่ชำนาญคำสอน เทวดานั้นแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ ก็มีความคุ้นเคยธรรมะที่ท่านแสดงธรรมอยู่ ระลึกขึ้นมาได้ว่าเหมือนกับที่เคยฝึกมาเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ สติที่เคยช้าก็กลับว่องไวเมื่อตอนเป็นเทพ บรรลุธรรมบนสวรรค์นั่นเอง นี่คือโอกาสของคนที่เรียกว่า “ไม่ประมาทในคราวเป็นมนุษย์” ทำจนสุดฝีมือ แล้วยังไม่บรรลุมรรคผล ก็ยังสามารถที่จะไปบรรลุตอนเป็นเทวดา เวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติมีสองเวลา คือ – เวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด อันนั้นไม่ต้องมากังวลว่าต้องปฏิบัติ – อีกเวลาหนึ่งที่ไม่ต้องกังวลใจว่าต้องภาวนาคือ ตอนหลับสนิท ฝึกภาวนา ฝึกเจริญสติปัฏฐาน ฝึกจนให้เป็นทักษะประจำชีวิตเรา แม้ไม่บรรลุมรรคผล ก็สามารถที่จะเป็นบาทฐานให้เราไปบรรลุธรรม ในคราวที่เราเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ได้! ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “อย่าประมาทในการปฏิบัติธรรม” ณ บ้านคุณแม่ทวี สุทธิประภา ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/3quuI5U Shortlink: December 8, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ