วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่มีอะไรเป็นศัตรู พระอรหันต์ไม่มองอะไรเป็นศัตรู พระพุทธเจ้าไม่มองพระเทวทัตเป็นศัตรู ไม่มองว่าพราหมณ์เป็นศัตรู ไม่มองว่าพระเจ้าอาชาตศัตรูเป็นศัตรู ไม่มองอย่างนั้น ถ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยสมบูรณ์แล้ว จะไม่มองอะไรเป็นศัตรู มองเห็นแต่สัตว์ผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีแต่ความกรุณา ที่มองเห็นว่าเขายังเป็นผู้โง่ หรือเป็นผู้เขลา ยังมีทุกข์อยู่ มองเห็นว่าเขาเหล่านั้นเป็นทุกข์ มองขันธ์ ๕ ที่ตัวเองเคยยึด มองแล้วก็เห็นว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอาลัยอาวรณ์ ไม่อาลัยว่า..’ฉันจะตายไปแล้ว’ ไม่ใช่อย่างนั้น มองเป็นว่า อาศัยขันธ์ ๕ นี่แหละ เมื่อครั้งหนึ่งมันทำให้ทุกข์ใจ แต่ตอนนี้ฉลาดแล้ว จะตายก็ตายไป ไม่ได้ว่ากัน ไม่อาลัยอาวรณ์ แล้วก็ไม่ถึงกับเกลียดมัน จนกระทั่งเรียกว่า ‘เมื่อไหร่มันจะตายสักที’ ไม่คิดอย่างนั้นด้วย เข้าใจมั้ย? มันเป็นกลางแท้ๆ เลย ไม่มีเห็นว่าอะไรเป็นศัตรู รวมทั้งไม่เห็นอะไรเป็นที่รักที่พอใจด้วยซ้ำไป ไม่ยึดติด และไม่ผลักไส อยู่กับมันไปอย่างนี้ แต่ของเรานี่นะ… ขณะนี้ มันอาจจะมีบ้างที่ไม่ชอบใจสิ่งนั้น ไม่ชอบใจสิ่งนี้ ภาวะที่เป็นศัตรูจริงๆ กลายเป็นว่า คือ ความโง่ และ ความหลง ที่เราจะสามารถฝึกได้ก็คือ ทำอย่างไรให้เรามีความรู้ขึ้นมาบ่อยๆ คือ รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ แล้วภาวะแห่งพุทธะนี้ จะเบิกบานเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเป็นศัตรู พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คัดลอกจาก หนังสือ นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๑ หน้า ๑๐๙ – ๑๑๐ July 20, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๖ #รู้ที่ปลอดภัย ตัวกิเลสเบื้องหลังที่ทำให้เกิดอึน ๆ ไอ้ตัวนั้นคือ อยากดี อยากสุข อยากสงบ อยากได้สมาธิ อยากเก่ง มารู้ตัวนี้ ถ้ารู้ตัวกิเลส กิเลสจะดับ แต่ถ้ารู้ที่วิบาก วิบากก็ยังคงอยู่ บางทีนะ เรียกว่ามันมีแรงเฉื่อย รู้ที่ปลอดภัย และเห็นผลชัดที่สุด คือรู้กิเลส ถ้าจะรู้จิต ให้มารู้ที่ตัวกิเลสนี่จะเห็นผลของการปฏิบัติที่ชัดเจน คือกิเลสมันดับให้เห็นเลย เพราะตอนที่รู้..จิตเป็นกุศล ถ้ารู้ในสิ่งที่เป็นอกุศลนะ อกุศลนั้นจะดับทันที เพราะตอนรู้มันเป็นกุศล กระบวนธรรมเนี่ย พอถึงมีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ แล้วเนี่ยนะ หลังจากที่มีสมาธิ สมาธิที่ว่าเนี่ยหมายถึงมีจิตตั้งมั่น ไม่ใช่สมาธิแบบที่เราเข้าใจ คือ เพ่ง ไม่ใช่อย่างนี้นะ! สมาธิในที่นี้หมายถึง จิตตั้งมั่น คือมีผู้รู้ และสิ่งหนึ่งถูกรู้ นี่เรียกว่าจิตตั้งมั่น จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตตั้งมั่นแล้วจะมีสภาวะหนึ่ง..ชื่อยาวหน่อย เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ใครเคยได้ยินคำนี้บ้าง? “ยถา” แปลว่า ตามนั้น “ภูตพุธ” คือ เป็น “ยถาภูตพุธ” คือ ตามที่มันเป็น “ญาณทัสสนะ” แปลว่า ญาณหยั่งรู้ “ทัสสนะ” คือการเห็น แต่ไม่ใช่แบบที่ตาเห็นนะ มันเป็นญาณ มีปัญญาหยั่งรู้เห็นว่าสภาวะนั้นเกิดขึ้นตามที่มันเป็น คือ “รู้ซื่อ ๆ” หรือว่า “รู้แบบไม่ตามไม่ต้าน” หรือว่า “รู้เฉยๆ” คำไหนเข้าใจง่ายสุด…เอาคำนั้นแหละ! ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมเรื่อง “แค่รู้” 630111 คอร์สกองบุญสร้างอริยะ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์ https://youtu.be/jbhixCmMaZU July 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๘ #จริงหรือเปล่า? คนทั่วๆไปจะมีความหมายรู้ผิดๆ ความหมายรู้ผิด ๆ เรียกว่า “สัญญาวิปลาส” รู้จัก “วิปลาส” มั้ย? “วิปลาส” ถ้าในภาษาไทย คนไทยเรียกว่า “บ้า” พระพุทธเจ้าตรัสคำอย่างนี้นะ ประมาณว่า.. ทิฏฐิวิปลาส-เห็นผิด, สัญญาวิปลาส-สำคัญผิด, จิตตวิปลาส-คิดผิด มีวิปลาสเกิดขึ้นในใจกับคนปุถุชนทั่วๆไป คนทั่วๆไป จะมีความเห็นผิดแบบไหน? เห็นผิดในสิ่งที่ไม่สวย..ว่าสวย เห็นผิดในสิ่งที่ไม่เที่ยง..ว่าเที่ยง เห็นผิดในสิ่งที่เป็นทุกข์..ว่าเป็นสุข เห็นผิดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน..ว่าเป็นตัวตน ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นนี่นะ! จริงหรือเปล่า? ยังไม่แน่! ที่ว่าสวย..สวยจริงหรือเปล่า? ยังไม่แน่! ไปดูดีๆ เราสวยจริงหรือเปล่า? เราสะอาดจริงหรือเปล่า? เราน่ารักน่าใคร่จริงหรือเปล่านะ? ถ้าพิจารณาตัวเองนะ ถ้าไม่รู้จะพิจารณาเริ่มจากไหน มีคำสวดให้พิจารณา..เคยสวดมั้ย? เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ เขาเรียกว่า “กายคตาสติ” เริ่มด้วยผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พิจารณาเห็นความจริง แรกๆ ก็ผมสวยจังเลย ตาก็สวยอะไรอย่างนี้นะ ทุกอย่างๆ ดูน่ารัก น่าใคร่ แม้กระทั่งของตนเอง ส่องกระจกแล้วรู้สึกตัวเองสวยมั้ย? ควรจะรู้สึกว่าสวยนะ ถึงจะกล้าออกจากบ้านมาได้ ใช่มั้ย? ส่องไปจริงๆ นะ ถ้าเราเห็นว่าสวยเนี่ย แสดงว่า มีวิปลาสเกิดขึ้น..ดูสิ! แต่ถ้าไม่ให้วิปลาสเกิดขึ้น เราจะทำยังไง? ดูให้เห็นความจริง.. ตอนตื่นนอน..หน้าตาเป็นยังไง? หน้าตาจะแสดงความจริงขึ้นมา !!! ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง “จริงหรือเปล่า” ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ ณ วัดยานนาวา คลิปลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ociuhHPq1g8 (นาทีที่ 17.47-19.46) July 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๙ #หลงแสง #หลงความคิด เห็นแสง..ทำยังไงต่อดี? ถ้าพวกชอบจิตส่งออกนะ เอาเลย! ไปดูแสงเลย! หรือไม่ก็ปรบมือ..ดีจัง! โอ้โห..เก่งจริงๆ เลย! แสงอะไรอย่างนี้นะ! แสงสีหลายสีเลย..ดีมาก! แต่ถ้าในทางผู้เจริญวิปัสสนานะ จะถามกลับว่า.. “เห็นแล้วรู้สึกยังไง?” เพราะว่าสิ่งที่เห็นยังเป็นอารมณ์ ไม่ใช่จิต! แสงสี มืด สว่าง อะไรอย่างนี้นะ มันเป็นอารมณ์ เห็นแล้ว..แต่ยังไม่ถึงจิต ! มันถึงจิตตอนไหน? ตอนที่รู้ว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ”.. “ใจมันเป็นยังไง?” เห็นแล้ว ..ใจเป็นยังไง? ตอนนั่งมืดๆ .. รู้สึกยังไง? ตอนนั่งแล้วเห็นแสงสี ..รู้สึกยังไง? นั่งแล้วมีความคิดเกิดขึ้น รู้ทันความคิด .. แล้วรู้สึกยังไง? ตอนรู้ทันความคิดเริ่มเห็นสภาวะแล้ว เริ่มเห็นของจริง ตอนที่นั่งคิดอยู่นะ ไม่เห็นของจริง รู้แต่เรื่องที่คิด พอเห็นความคิด .. แล้วจิตเป็นไง? มีแสงด้วย เห็นแสง แล้วจิตเป็นไง? ..ลืมตาก็เห็นได้ หรือหลับตาแล้วเห็น.. ไม่มีนัยอะไร แต่เห็นแล้วดีใจ เห็นแล้วชอบใจ เห็นแล้วไม่ชอบใจ รู้ทันจิต คราวนี้มันจะมาเริ่มขั้นต่อไปแล้ว จะมีแสงถูกดู จิตรู้สึกยังไง จะเริ่มเข้ามาสู่ของจริงแล้วนะ ถ้าไม่มีการฉุกคิดมาว่า ใจเป็นยังไง? เราก็จะหลงกับสิ่งภายนอก คนนั้นพูดดี พูดดีจังเลย ก็หลงไปหาคนๆ นั้น คนนั้นพูดไม่ดี พูดไม่ดีเลย ก็หลงไปหาไอ้คนๆ นั้น ลืมไปเลยว่า เราฟังแล้วรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจยังไง..ลืมดู! เหมือนกัน.. นั่งแล้วเห็นแสง แสงสวยดี ใจไม่รู้ว่าดีใจ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เข้าใจมั้ย? มันต้องย้อนกลับมาดูว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับใจ ดูอย่างนี้นะ มันถึงจะเริ่มที่จะมีการปฏิบัติต่อ ถ้ามัวแต่นั่ง แล้วก็มองเห็นอะไร หรือรู้เรื่องราวในความคิด มันก็พอกันแหละ..ฟุ้งซ่าน จิตส่งออกไปแล้ว ส่งออกไปหาแสง ส่งออกไปหาเรื่องราวในความคิด เรียกว่า “ธรรมารมณ์” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “สิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์” ณ ฐณิชาฌ์ รีสอร์ท ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/S1gF1ZlMP6k (นาทีที่ 0.20-4.51) July 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๐ #ผู้ขอจัด ถ้าเราอยากอยู่แบบไม่คบใครเลยนะ..ให้ขอ! ขอเยอะๆ จะไม่มีใครคบ เราจะเป็นผู้อยู่วิเวก แต่จะเป็นวิเวกที่เต็มใจรึเปล่า? “การขอ” ทำให้ผู้ขอกับผู้ให้เนี่ย.. มีโอกาสที่จะห่างเหินกัน มีโอกาสที่จะผิดใจกัน มีโอกาสที่จะรังเกียจกัน ถ้าเราเป็นผู้ขอจัด ก็ทำให้คนอื่นพยายามรักษาระยะห่างกับเรา ถ้าเราไปขอเขาบ่อยๆ เขาก็จะห่างเราไปเรื่อยๆ ห่างจน.. ห่างไกลไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรมของเรา ไม่ปรับนิสัยของเรา เราจะกลายเป็นผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเขาหนีห่างไป.. ห่างไป.. ห่างไป! เราไม่ต้องกลัวว่าจะไปติดไวรัสจากใครเลย ถ้าเราเป็นผู้ขอจัด แต่เป็นการไม่ติดไวรัส โดยเหตุที่..เพราะเราเป็นที่น่ารังเกียจ…อย่างนี้ไม่ดี! ดังนั้น ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องมารักษาระยะห่างกันแล้วเนี่ย แต่ถ้าเรามีนิสัยที่ไม่ดี คนอื่นก็จะรักษาระยะห่างกับเรา..อย่างนี้นะ! คนอื่นเขามีความสุขกันแล้ว เราจะกลายเป็นผู้โดดเดี่ยว เดียวดาย เหงาหงอย คราวนี้ ถ้าเราไม่ปรับตัว ไม่ปรับพฤติกรรม.. เราก็จะอยู่กับชีวิตหลังโควิดยาก พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน คนที่ควรห่าง ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=8Y2f-HlPN9U&t=618s (ระหว่าง นาทีที่ 32.17-36:13) July 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันอาสาฬหบูชา วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๒ #พุทธานะสาสะนังฯ วิปัสสนาเป็นการทำจิตให้ฉลาด พอฉลาดก็จะมีปัญญา ละกิเลสเป็นลำดับๆ ฉลาดถึงระดับละกิเลสคือฉลาดในระดับเรียกว่า เกิดมรรคผล มรรคผลขั้นที่ ๑ เป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันก็ชำระกิเลส ไปได้ ๓ ข้อ ๓ ข้อเท่านั้นเอง พระโสดาบัน นะ! ๓ ข้อนั้น คือ สังโยชน์ ๓ ข้อต้น มีอะไรบ้าง? สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ชำระไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนขาวรอบ ขาวรอบจนหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ ไม่มีความเศร้าหมองทางใจเกิดขึ้นอีกแล้ว นี่คือ “พุทธานะ สาสะนังฯ” คือเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน ในอดีตที่ผ่านมาก็สอนอย่างนี้ องค์ปัจจุบันก็สอนอย่างนี้ องค์ที่จะตรัสรู้ต่อไปในอนาคตก็จะสอนอย่างนี้ จึงเรียกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฉะนั้น เกิดมาทันพระพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว ให้รีบฝึกรีบทำ เพราะไปรอพระองค์หน้าก็ต้องทำเรื่องนี้แหละ ถ้าชาติปัจจุบันเจอคำสอนนี้แล้ว..บอก “เอาไว้ก่อน” (คือยังไม่ฝึก) ชาติหน้าถ้ามีบุญเจอพระพุทธเจ้า..ก็จะ “เอาไว้ก่อน” มันจะติดนิสัย “เอาไว้ก่อน” ไปเรื่อยๆ ชาตินี้พบคำสอนนี้แล้ว..ทำ! ทำได้เท่าไรตามกำลัง…ตามกำลังของเรา เราต้องมีนิสัยอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับจิตแล้วว่า เจอคำสอนแล้ว..ทำให้เต็มที่ เจอคำสอนแล้ว..ทำให้เต็มที่ ถ้าชาตินี้ไม่จบ ไปเจอพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป เจอคำสอนแล้ว..ก็ทำให้เต็มที่ มันจะมีนิสัย “จะทำให้เต็มที่” นึกออกไหม? แต่ถ้าเราเป็นประเภทว่า “เอาไว้ก่อน” เจออีกก็..”เอาไว้ก่อน” มีนิสัย..”เอาไว้ก่อน!” “เดี๋ยวก่อน!” จาก “เดี๋ยวก่อน!” ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น..”เดี๋ยวนี้!” “ทำเลย” เพราะอะไร? เพราะจะตายเมื่อไรไม่รู้ ใช่ไหม? ตายแน่ แต่ตายเมื่อไรไม่รู้ ไอ้ตายเมื่อไรไม่รู้เนี่ย..น่ากลัว! เพราะว่าเราคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า ความตายเป็นของคนอื่น คนอื่นตาย ส่วนเราเนี่ยอีกนาน.. รู้สึกไหม..อีกนาน ถ้าจะมีข่าวคนตาย ก็เป็นของคนอื่น บุคคลอื่น ประเทศอื่น ชาติอื่น หรือว่าครอบครัวคนอื่น ไม่ใช่ครอบครัวของเรา สังเกตได้จากพอมีเรื่องเกิดขึ้นในครอบครัวของเรา หรือคนที่ใกล้ชิดเรา เราจะทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยคิด ฉะนั้น ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะตายเมื่อไรก็ได้ คนรักของเราจะตายเมื่อไรก็ได้ ครอบครัวเราจะมีการพลัดพรากเสียชีวิตกันเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าประมาท! อย่าประมาทในที่นี้ คือเห็นความตายของตนด้วย เห็นความตายของคนที่เรารักด้วย มองอย่างนี้นะ! เห็นความตายของตัวเอง จะทำความดีให้เกิดขึ้นกับตนเองให้มาก ให้ทันก่อนที่จะตาย ซึ่งจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ คำว่า..ชาติหน้ากับพรุ่งนี้…เคยมีสำนวนนี้ใช่ไหม? “ชาติหน้ากับพรุ่งนี้ ไม่แน่ว่า อะไรจะมาก่อน” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย วันมาฆบูชา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=7IX5hNMcXuQ&t=4883s (ระหว่าง นาทีที่ 1:19:38-1:23:03) July 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๑ #พยานในการพ้นทุกข์ ให้รู้ตามที่มันเป็น แม้ยังติดอยู่เป็นอัสสาทะ(ส่วนที่น่าชื่นชมยินดี) ก็รู้ว่าติด ตอนรู้ก็หลุดออกมา หลุดออกมาก็รู้ด้วย แล้วความติดเนี่ยมันเป็นโทษ เป็นทุกข์ ก็รู้ทันโทษทุกข์ของมันด้วย ถ้าไม่เห็นโทษ ไม่เห็นทุกข์ มันก็จะไม่เบื่อหน่าย ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า..ให้รู้ทันความติด รู้ทันแล้ว ก็รู้ทันโทษของมันด้วย รู้ทันโทษ มันก็จะเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายแล้วก็จะมีการแสวงหาทางออก การแสวงหาทางออกเนี่ย ครั้งแรกๆ ก็จะออกเป็นชั่วคราว ออกเป็นขณะๆ ก็รู้ทันว่ามีการออกชั่วคราว ถึงคราวบารมีเต็มขึ้นมา ก็จะมีการหลุดพ้น ถึงมรรคถึงผลขึ้นมา การปฏิบัติธรรมก็จะประสบความสำเร็จ คือเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากโลกไป หลุดพ้นจากโลก ก็คือหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง ก็ขอเป็นกำลังใจให้นักปฏิบัติทั้งหลายนะ! ให้ “รู้ตามที่มันเป็น” ให้รู้ตามที่มันเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นพยานให้ตนเองในการหลุดพ้นด้วย ขอเจริญพร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ชุดคัมภีร์ธรรมะในสวนธรรม เรื่อง “อัสสาทสูตร” ลิงค์คลิป https://youtu.be/CSG7ShwkHAU บันทึกคลิปวีดีโอเมื่อ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา (นาทีที่ 5.55-6.55) July 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ☘️☘️ #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๓ #ธนู ๒ ดอก ถ้าเราป่วยขึ้นมาจริงๆ นี่นะ ก็ต้องให้ความเจ็บป่วยมันสอนเราด้วย อย่าให้มาเจ็บป่วยกายแล้วใจก็ป่วย อย่างนี้เรียกว่าโดน ๒ ดอก ถูกทิ่มแทงด้วยลูกธนู ๒ ดอก กายป่วย แต่ใจก็ต้องไม่ป่วย นี่คือเรียกว่า “บุรุษอาชาไนย” ถึงความเจ็บป่วยแล้ว ก็สลดสังเวชขึ้นมา เห็นความจริง “สลดสังเวช” ไม่ได้หมายความว่า เศร้าเสียใจ คำว่า “สังเวช” นั้นในภาษาบาลี หมายความว่า เห็นความจริงแล้วคึกคัก ได้ปลุกสำนึก มีใจคึกคัก มีความไม่ประมาทเกิดขึ้น …. แม้เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องปรินิพพาน เราเห็นคนอื่นตาย ได้ยินข่าวคนอื่นตาย เห็นคนอื่นตายเป็นญาติเราด้วย แม้กระทั่งเป็นตัวเอง เราก็เกิดความสังเวช ไม่ประมาท ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ จากจุดนี้จนถึงเวลาที่เราตายเนี่ย ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจ ถ้าเราถึงความเจ็บป่วยจริง ๆ ก็เห็นกายนี้มันป่วยไป ใจไม่ป่วยด้วย ถ้ากายนี้จะตายก็ไม่เสียดาย เพราะกายนี้เป็นแค่ก้อน ๆ หนึ่ง ที่มันเป็นก้อนทุกข์ “ก้อนทุกข์มันจะตายไป จะเสียดายอะไร” อย่างนี้นะ! จริงๆ ไม่ต้องรอให้เราป่วย ถ้าเป็นบุรุษอาชาไนยที่พัฒนาขึ้นมา ก็ไม่ต้องถึงให้เราป่วย.. ญาติเราป่วย เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาได้แล้ว! ไม่ต้องให้ญาติเราป่วย แค่เห็นคนอื่นป่วย เราก็ต้องรู้สึกตัวให้ได้แล้ว! ไม่ต้องเห็นเขาป่วย แค่ได้ยินข่าว ได้ฟังข่าวว่าประเทศนั้นประเทศนี้มีคนป่วย จังหวัดนั้น จังหวัดนี้มีคนป่วย คนอื่นที่เราไม่เคยรู้จักเขาเลย เขาป่วย เราก็ต้องเกิดความสลดสังเวช แล้วเตรียมพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับมือกับความเจ็บความป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็ได้ เมื่อคราวที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมาจริงๆ เราจะได้ไม่ตีอกชกตัว ไม่ไปโทษคนนั้น ไม่ไปไหนโทษคนนี้ เห็นความจริงของมัน เห็นกายซึ่งเป็นก้อนทุกข์นี้แสดงความจริง ใจไม่ทุกข์ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์อยู่ต่างหาก ใจเป็นผู้รู้อยู่ต่างหาก กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย ถ้าหมอจะรักษาอย่างไร ก็ให้เขารักษาไป หายได้ก็ดี ไม่หายก็ไม่เป็นไร เราเข้าใจความจริงว่ากายนี้เป็นก้อนทุกข์ นี่เรียกว่า เข้าใจความจริงของโลก ดังนั้นให้เรามาสำรวจตัวเองว่า… เราเป็นหนึ่งในบุรุษอาชาไนย ๔ ประเภทนี้ ประเภทไหนบ้าง ได้ยินได้ฟังแล้วก็สลดสังเวช ก็เป็นอาชาไนยประเภทที่ ๑ ถ้าต้องเห็นด้วยตาตัวเอง แล้วสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๒ ถ้าต้องถึงขั้นเป็นญาติของเรา แล้วจึงสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๓ ถ้าต้องให้ถึงกับเราเป็นผู้ป่วยเอง แล้วจึงสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๔ แม้กระนั้นขอให้สลดสังเวช ขอให้รู้สึกตัวขึ้นมา ขอให้มีความไม่ประมาทเกิดขึ้น ก็ยังนับว่าเป็นบุรุษอาชาไนย แต่ถ้าถึงขนาดว่าตัวเองป่วยแล้ว เจ็บแล้ว ใกล้จะตายแล้ว ยังไม่สลดสังเวช มัวแต่นึกถึงว่า..ทำไมต้องเป็นตัวเรา มัวแต่นึกถึงว่า..ฉันจะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว จากครอบครัวไป ตีโพยตีพาย ไม่สลดสังเวช ไม่มาเห็นความจริงของกายและใจ ไม่พัฒนาจิตใจให้เห็นความจริงของโลกนี้ คือกายและใจนี้ ตามความเป็นจริง อย่างนี้เราก็ไม่จัดว่า เป็นประเภทของอาชาไนย ประเภทใดประเภทหนึ่งเลย! เพราะฉะนั้นให้เหตุการณ์(โรคระบาดโควิด-19)ครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกับจิตใจของเรามาก ให้มันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตใจ ในแง่ของความสลดสังเวช และมาพัฒนาจิตใจให้เห็นความจริง รู้ทันความเป็นจริง แล้วจะไม่เป็นทุกข์กับความจริงที่ปรากฏขึ้นมา ให้เป็นบุรุษอาชาไนย ประเภทใดประเภทหนึ่งให้ได้ ขอเจริญพร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม “ปโตทสูตร-ปฏักอยู่ที่ไหน” ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๑๖ เมษายน ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/7DffDOcBBp8 (นาทีที่ 17:42-22:48) April 29, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๒ #เผชิญปัญหาด้วยปัญญา ปัญหาไม่ได้หมดไปด้วยการหนี ต้องเผชิญ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Face to Face) คือเผชิญ ไม่ใช่หนี เผชิญกับปัญหา ก็คือยอมรับก่อน..ว่ามันมีปัญหาจริง! พอมีปัญหาจริงแล้วเนี่ย เราจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร? อย่างแรกคือ ต้องรักษาใจให้เป็นกลาง ไม่ไปต่อต้าน แล้วก็ไม่จมไปกับมัน เรียกว่ารับรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ถ้าใจไม่เป็นกลางแล้วเนี่ย จะไม่พร้อมพอที่จะแก้ปัญหา ต้องแก้ด้วยนะ! ปัญหามีต้องแก้ แต่ต้องแก้ด้วยใจที่เป็นกลาง พอใจเป็นกลางแล้วเนี่ย มันจะมีปัญญาขึ้นมา มันไม่ได้ไปเอนเอียงว่า จะเข้าข้างฝ่ายไหน พอมีใจเป็นกลางขึ้นมาเนี่ย มันพร้อมที่จะแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นกลาง แล้วมีปัญญาที่จะแก้ โดยที่ไม่เอนเอียงด้วย ๔ อย่าง ๑. เอนเอียง..ด้วยความพอใจ ๒. เอนเอียง..ด้วยความไม่พอใจ ๓. เอนเอียง..ด้วยความโง่ ๔. เอนเอียง..ด้วยความกลัว ถ้าใจยังถูกความเอนเอียง ๔ อย่างนี้ คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ ความไม่รู้(ความโง่) แล้วก็ความกลัว ถ้าถูก ๔ อย่างนี้ครอบงำอยู่เนี่ย เราจะแก้ปัญหาอย่างผิด ๆ ชอบคนนี้..เราก็ตัดสินเข้าข้างคนนี้ ก็แก้ปัญหาผิดแล้ว ไปเสริมปัญหาด้วยซ้ำไป ไม่ชอบคนนี้..ก็โยนความผิดให้ไปเลย เป็นแพะรับบาปไป แทนที่จะแก้ปัญหา ก็เสริมปัญหาเข้าไปอีก ไม่รู้ข้อมูล..แก้ปัญหามั่ว ๆ ไป ก็ยิ่งเสริมปัญหาไปอีก ใช่มั้ย? กลัว รนราน วิตกกังวล เกินไป ไม่ทันได้ทำใจให้ปกติก่อน แก้ปัญหาด้วยความรนราน ความกลัว ก็ไปเสริมปัญหาใหม่ ฉะนั้นต้องให้รู้ทัน! รู้ทันสิ่งที่ปรากฏในใจเรานี้ก่อน ทำใจให้เป็นกลางก่อน เวลาเรามาเรียน แล้วนิมนต์พระมาพูดนะ! ก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแนวพุทธ ก็คงมิใช่แก้ปัญหาแนวอื่น พุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้หนีปัญหา พุทธศาสนา สอนให้เผชิญปัญหา แล้วอยู่กับปัญหาได้ โดยใจไม่ทุกข์ นี่คือ ประเด็นหลักของพระพุทธศาสนา ยอมรับว่ามีปัญหา แต่ไม่เอาปัญหามาทับถมจนใจเป็นทุกข์ ยอมรับความเป็นธรรมดาของโลกนี้ย่อมมีปัญหา ประเดี๋ยวก็มีปัญหานี้ ประเดี๋ยวก็มีปัญหานั้น บางทีปัญหาก็ต่อเนื่องกัน แต่ใจไม่ไปจมในปัญหานั้น เห็นปัญหาเป็นปัญหาไป แล้วแก้ปัญหาด้วยปัญญา มีปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์นะ ปัญหาไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ ในอริยสัจสี่นะ! “ปัญหา” ไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ แต่อะไร เป็นเหตุแห่งทุกข์? “ตัณหา” ต่างหาก! มันลงท้ายด้วย “หา” เหมือนกันนะ! ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เผชิญปัญหาชีวิตด้วยปัญญา” ๕ สิงหาคม ๒๕๖๑ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=PKhWREvxT0Y&t=4230s (ระหว่างนาทีที่ 3.46-7:32) April 21, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
พุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๑ # ตัวห่างไกล ใจใกล้พระ เห็นธรรม ได้ลึกซึ้งมากแค่ไหน เห็นความจริง ได้มากแค่ไหน ยิ่งใกล้พระพุทธเจ้ามากเท่านั้น ยิ่งใกล้ครูบาอาจารบ์มากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้เว้นระยะทางสังคมก็จริง (Social Distancing ) แต่ไม่ได้เว้นระยะระหว่างธรรมะเลย เพราะธรรมะอยู่ที่กาย ที่ใจของเรานี่เอง เราแยกออกมาจากสังคม ตัวห่างกันนะ แต่เราก็อยู่กับเราเนี่ยแหละ ร่างกายก็อยู่เนี่ยแหละ จิตใจก็อยู่ตรงนี้แหละ จิตเผลอไป แต่ไอ้กายก็เป็นถ้ำของจิตใช่ไหมล่ะ? ออกไป..ก็รู้ทัน ออกไป..ก็รู้ทัน ฉะนั้นถ้าใช้เวลานี้ ทำงานที่บ้าน ก็ทำงานไป เว้นระยะห่าง ก็เว้นระยะไป ดำรงชีพในเหตุการณ์ที่มีโรคระบาด ก็ดำรงชีพให้เหมาะกับกาละเทศะนี้ไป แต่ก็ไม่ละเลยกับการเรียนรู้ ความจริงของกายและใจ ถ้าเราเรียนรู้อย่างนี้ไป ก็ชื่อว่า ไม่ห่างไกลพระพุทธองค์ ไม่ห่างไกลจากพระธรรม และไม่ห่างไกลจากพระสงฆ์ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของเรา ขอให้เวลาที่อยู่กับบ้าน ที่เว้นระยะทางสังคมนี้ เว้นเพียงระยะทางร่างกาย แต่จิตใจยังคลุกคลีอยู่กับธรรมะอยู่เรื่อย ๆ ก็ขอให้พวกเราคลุกคลีอยู่กับธรรมะในลักษณะอย่างนี้ แล้วสักวันนึงไม่นานเลย เราจะเข้าใจธรรมะ เพราะจิตใจเราคลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้แล้ว จิตใจเราคลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้แล้ว มันย่อมเข้าใจได้ ใช้เวลาไม่นานเลย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคัมภีร์ธรรมะในสวนธรรม ตอน “ตัวห่างไกลใจใกล้พระ” ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๘ เมษายน ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://youtu.be/NHHFHLj5Wno”>https://youtu.be/NHHFHLj5Wno (ช่วงเวลา 13.30-15.02) อ้างอิง : สังฆาฏิสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ลิงค์พระสูตร http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6335&Z=6360″>http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6335&Z=6360 April 15, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๑ #จิตดีเป็นยังไง? โดยมนุษย์ทั่ว ๆ ไปเนี่ย จิตมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง จิตดี จะเป็นจิตที่มีคุณภาพ แต่คุณภาพที่เราต้องการจริง ๆ คือ ให้กลายเป็นจิตที่ดี ที่พร้อมจะเจริญปัญญา จิตที่พร้อมจะเจริญปัญญา ก็คือ จิตที่มีคุณสมบัติสำคัญ ๆ สองตัว คือ มีสติ และ มีสมาธิ สติที่ต้องการ คือ สติปัฏฐาน สติทั่ว ๆ ไป ก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ต้องการพัฒนาไปถึงสติปัฎฐานด้วย สติปัฎฐาน มีฐานอยู่ ๔ อย่าง คือ กาย, เวทนา, จิต, ธรรม สติทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างเช่น ขับรถมีสติ ไม่ตกถนน ไม่แหกโค้ง หรือมีสติก่อนสตาร์ท อันนี้คือสติทั่ว ๆ ไป ส่วนสติที่เรียกว่าเป็น สติปัฏฐาน ก็คือ รู้กาย, รู้เวทนา, รู้จิต หรือรู้ธรรม สี่อย่างนี้เท่านั้น ถ้าเห็นดวงไฟ รู้ว่าดวงไฟ อย่างนี้ยังไม่ใช่สติปัฏฐาน เห็นพัดลม รู้ว่าพัดลม ยังไม่ใช่สติปัฏฐาน นึกออกไหม? เห็นกาแฟ รู้ว่ากาแฟ อย่างนี้ก็ยังไม่ใช่สติปัฏฐาน เห็นกาแฟ แล้วอยากกิน รู้ว่าอยาก อันนี้คือสติปัฏฐาน คือรู้จิต เห็นมือเคลื่อนมาจะถึงหน้าแล้ว..อ่ะ! อื่ม! เห็นมือเคลื่อนมา เรียกว่ามีสติปัฏฐาน คือเห็นกาย พอมือจะถึงหน้า ตกใจ! เห็นความตกใจ นี่มีสติดูจิต คือมันต้องอยู่ในขอบเขตนี้ กาย, เวทนา, จิต, ธรรม พูดสั้น ๆ ก็คือ รู้กาย รู้ใจ นี่คือ “สติ” ที่ต้องการ ส่วนสมาธิก็คือ จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นก็คือ จิตไม่ไหลไป ไม่เคลื่อนไป วิธีทำจิตตั้งมั่นง่าย ๆ สำหรับคนสมาธิยังไม่ดี ก็คือ รู้ทันว่า..จิตเคลื่อนไป รู้ทันว่า..จิตไหลไป รู้ทันว่า..จิตมันอินอยู่กับอารมณ์นี้ อย่างโกรธเนี่ย จิตก็เข้าไปอินได้นะ! อินอยู่ในความโกรธ มีราคะ ก็อินอยู่ในราคะ ใจลอย ก็อินอยู่กับเรื่องราว ในความคิด ขณะที่จิตอินนั้นน่ะ คือจิตไม่ตั้งมั่น วิธีฝึกจิตตั้งมั่น ก็คือ หากรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วพอจิตมันเผลอให้รู้ทัน ตอนเผลอเนี่ย มันจะมีอาการเคลื่อนของจิต ถ้าเห็นจิตเคลื่อนได้ ก็จะได้จิตที่ไม่เคลื่อน ถ้าไม่เห็นจิตเคลื่อน มันเผลอไปแล้ว รู้ทันว่าเผลอ และรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง จิตก็จะตั้งมั่นได้ทันที รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ก็คือ รู้แล้วไม่แทรกแซง รู้เฉยๆ รู้เฉย ๆ จะเห็นว่าไอ้ตัวเผลอเนี่ย ถูกรู้ แล้วมีจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก เห็นตัวเผลอเป็นสิ่ง ๆ หนึ่ง มีผู้รู้อยู่ต่างหาก ไอ้เนี่ยคือ อาการของจิตตั่งมั่น จิตตั้งมั่น คือไม่อินไปกับอารมณ์ เห็นอารมณ์นั้น แล้วจิตไม่เข้าไปยุ่งกับอารมณ์ รู้อยู่ว่ามีมัน แต่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน เรียกว่า “จิตตั้งมั่น” ทำ ๒ ตัวนี้ คือ ๑. มีสติ รู้ทันกาย รู้ทันใจ ๒. รู้ทันอารมณ์ว่าสิ่ง ๆ หนึ่ง ถูกรู้ แล้วมีจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก ทำจิตตั้งมั่นขึ้นมา ให้จิตมีคุณสมบัติ ๒ อย่างนี้มาได้ ก็เรียกว่า “จิตดี” พร้อมจะเจริญปัญญา แล้วก็จะบรรลุมรรคผลพ้นทุกข์ไปได้ ด้วยจิตที่ดีนี่แหละ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “จิตดี” ลิงค์ไฟล์เสียงธรรม https://bit.ly/2RgFufZ (นาทีที่ 40.29-44.18) April 7, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
อังคารที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๐ #สร้างภูมิต้านทาน รู้จักกิเลสแล้ว..ยังต้องรู้จัก “พฤติกรรมภายใจจิต” อีก เช่น จิตไม่อยากเผลอ มันเพ่งเอาไว้ ก็ให้รู้จักด้วย! คำสำคัญที่เราจะทำให้ภาวนาต่อได้ก็คือ “รู้จัก” เริ่มจาก.. “รู้จักกิเลสไหม?” “รู้จักพฤติกรรมของจิตไหม?” ถ้าไม่รู้จัก(กิเลส) มันก็เหมือนไวรัส ที่มันยังคงกระจายไปเรื่อย ๆ แล้วก็รักษาไม่หายสักที ต้องทำความรู้จักกับมัน ส่วนไวรัสก็ให้มันเป็นไป เราก็อยู่กับมัน มันเกิดมาแล้ว..เราก็ต้องอยู่กับมัน เหมือนไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งไข้หวัดธรรมดาเนี่ยแหละ..มันก็มีมาก่อนแล้ว! ที่เราไม่กลัว ก็เพราะมีวัคซีน มียารักษาแล้ว ส่วนอันนี้(โควิด-19) มันเพิ่งมา มันเลยน่ากลัว! ต่อไปมันก็กลายเป็นเชื้อตัวหนึ่ง ในบรรดาเชื้อทั้งหลาย ตอนนี้ก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ระหว่างที่มันยังเป็นปัญหากับโลก ก็อยู่กับมันด้วยความมีวินัย อันนี้เป็นเรื่องของศีลสิกขา มีความรับผิดชอบต่อสังคม พฤติกรรมอะไรจะสร้างปัญหาให้กับสังคมส่วนรวม ก็ลดพฤติกรรมอันนั้น หรืองดกิจกรรมอันนั้น ถ้าไปประเทศที่เสี่ยง หรือพื้นที่เสี่ยง หรืออยู่ใกล้อยู่ร่วมกับคนที่เสี่ยง ก็ต้องรู้จักกักกันตนเอง ไม่ไปสร้างปัญหาให้กับคนอื่น ประเทศที่เขามีปัญหาก็เนื่องจากมีคนไม่กักกันตนเอง แล้วแถมยังชอบทำกิจกรรมด้วยนะ ยิ่งลำบากเลยเป็นตัวแพร่เชื้อชั้นพิเศษ ถ้าได้รับคำเตือนแล้ว ยังทำด้วยความดื้อรั้น ก็เท่ากับสร้างอกุศลกรรม ยิ่งถ้ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก วิบากก็มากเป็นลำดับไป กิเลสก็เช่นกัน ถ้าคนที่ตั้งใจแพร่กิเลสนี่..บาปมาก! คนที่มีเจตนาแพร่..จึงบาปมาก! (แต่สำหรับผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจแพร่เชื้อ อันนี้น่าเห็นใจ อย่ารังเกียจกัน ควรให้กำลังใจกัน) พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากไฟล์เสียงเรื่อง “ภูมิต้านทาน” ณ วัดถ้ำหมีนอน จ.ระยอง ๗ มีนาคม ๒๕๖๓ ลิงค์เสียงไฟล์ https://bit.ly/2WTvL2O (นาทีที่ 29.43-32.10) March 31, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๕๙ คนที่จะผ่านวิกฤตินี้ได้ คือ คนที่ฝึกมาดีแล้ว กับ คนที่พร้อมจะฝึก คนที่ฝึกมาดีแล้ว ภาวนาเป็นแล้ว ก็แค่ปรับวิถีชีวิตนิดหน่อย ใจไม่เป็นทุกข์ คนที่พร้อมจะฝึก ก็ยินดีที่จะใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสฝึกตน ยินดีที่จะเรียนรู้ อดทนที่จะต้องใช้วิถีชีวิตแบบใหม่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล March 27, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๕๙ คนที่จะผ่านวิกฤตินี้ได้ คือ คนที่ฝึกมาดีแล้ว กับ คนที่พร้อมจะฝึก คนที่ฝึกมาดีแล้ว ภาวนาเป็นแล้ว ก็แค่ปรับวิถีชีวิตนิดหน่อย ใจไม่เป็นทุกข์ คนที่พร้อมจะฝึก ก็ยินดีที่จะใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสฝึกตน ยินดีที่จะเรียนรู้ อดทนที่จะต้องใช้วิถีชีวิตแบบใหม่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล March 27, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ