Category Archives: ฝากคิด

จันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๕๘ #กิเลสก็เหมือนไวรัส เหตุการณ์นี้เอาไว้เตือนตัวเองให้มันมีภูมิคุ้มกันขึ้นมานะ สร้างภูมิคุ้มกันให้รู้จักมัน แล้วย้อนมาเตือนตัวเองในแง่ที่ว่า.. มันก็เหมือนกับเราเวลาภาวนา ถ้าเราไม่รู้จักกิเลส กิเลสจะครอบงำเรา เหมือนเราไม่มีภูมิคุ้มกัน กิเลสก็เหมือนไวรัส ตอนเรามีกิเลสไม่รู้จักกิเลสคืออะไร? ก็คือ ตอนมีกิเลสเรารู้จักแต่คนนั้นเลว คนนั้นชั่ว ก็มีความโกรธอยู่นะ แต่ไม่เห็นความโกรธ เห็นแต่คนอื่นเลว คนอื่นชั่ว เวลามีราคะเกิดขึ้นก็ไม่รู้จักราคะ รู้แต่คนนั้นสวย คนนี้สวยจัง คนนี้หล่อจัง นึกออกมั้ย? ฉะนั้น ตอนมีกิเลส ถ้าจิตใจไม่รู้จักกิเลส ก็เหมือนเราโดนไวรัสที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ ร่างกายไม่รู้จักก็ไม่มีภูมิคุ้มกัน หน้าที่ของเราคือทำความรู้จักกิเลสให้ได้ คือ รู้สึกตัว เมื่อกี้มีราคะขึ้นมา ก็รู้สึกตัวว่ามีราคะ เมื่อกี้มีโทสะขึ้นมา ก็รู้สึกตัวว่ามีโทสะ การรู้สึกตัวนี้แหละ ทำให้ค่อย ๆ สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาในใจ คือจิตรู้จักมันได้บ่อยเท่าไหร่ เราจะมีสติอัตโนมัติรวดเร็วขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น ต้องรีบรู้จักมัน แล้วมันเกิดบ่อยยิ่งดี ต้องรีบรู้จักบ่อย ๆ ไม่ใช่ให้มันเกิดนานนะ มันเกิดบ่อย แสดงว่ารู้จักมันบ่อย เรารู้จักมัน รู้ตามที่มันเป็น ไม่ใช่มาคร่ำครวญว่า “ไม่น่ามีมันเลย ไม่น่ามีสิ่งนี้เลย” “ไวรัสไม่น่ามาเลย” “ไม่น่ามีมือปืนนี้เลย” “ไม่น่ามีกิเลสเลย ไม่น่ามีโลภโกรธหลงเลย” มันมีแล้ว! นึกออกมั้ย? มันมีแล้ว! ทำความรู้จักมันให้ได้! กิเลสมันมีอยู่แล้ว ! เราเป็นปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลส กิเลสมันมีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่า ขออธิษฐานจงอย่ามีกิเลส แล้วมันจะไม่มีไปตามที่เราอธิษฐาน ไม่ใช่อย่างนั้น มันมีอยู่.. ขณะนี้อาจจะยังไม่ปรากฏ แต่อีกประเดี๋ยวอาจจะมีก็ได้ กิเลสมันเกิดเมื่อไหร่ก็รู้ตอนนั้น รู้ลงปัจจุบัน ทำความรู้จักมันบ่อย ๆ นะ แล้วภูมิคุ้มกันก็จะเกิดขึ้นในใจของเราเอง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากไฟล์เสียง 630216 พุทธศาสนาสำหรับคนรุ่นใหม่-มทร.บพิตรพิมุข ณ มทร.บพิตรพิมุข วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ https://bit.ly/2wqgPOT (นาทีที่ ๐๑.๕๔.๑๘- ๐๑.๕๖.๓๔)

อ่านต่อ

คาถาคุ้มครองตัวเอง… “ให้มีสติรู้กายรู้ใจของเรา รู้ทันกิเลสของตัวเอง อย่าประมาท!” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ (จากธรรมบรรยาย นิสิตพบพระ มศว.ประสานมิตร ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๖ #อายุเป็นของน้อย ชีวิตเรามีสองแบบนะ ทั้งรูปธรรม นามธรรม รูปธรรม..รู้สึกอายุยืน แต่อายุยืนจริง ๆ เนี่ย ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า.. เซลล์แต่ละอย่างก็เกิด-ดับ ตายไปนะ! ไม่ใช่ว่าตอนเล็ก ตอนเด็ก ๆ เกิดมาแล้วจะมีเซลล์เดิมยั่งยืนจนถึงบัดนี้..ไม่มีเลย! เซลล์นั้นก็ผลันเปลี่ยนไป ตายไป เซลล์ที่อายุยืนสุด คือกระดูก กระดูกอายุอย่างมากสุดก็คือ ๙ ปี รูปธรรมของเราตั้งแต่เกิดมา.. จนถึงบัดนี้ เปลี่ยนไปแล้วไม่รู้กี่รอบ รูปปัจจุบันไม่ใช่รูปเดิมแล้ว รูปอดีตมันตายหายไป แต่ด้วยความต่อเนื่อง มันเลยรู้สึกว่า..เหมือนร่างกายนี้ ไม่ตาย จนกว่าธาตุทั้งสี่มันคุมกันไม่อยู่ คราวนี้มันจะตายจริง ๆ ให้เห็น แต่จริง ๆ แล้ว คนมีปัญญาจะเห็นว่า มันตายอยู่ทุก ๆ ขณะจิตอยู่แล้ว จิตเองก็เกิด-ดับ จิตอดีต คือจิตที่ตายแล้ว จิตอนาคต คือจิตที่ยังไม่เกิด จิตที่เป็นอยู่จริง ๆ คือจิตปัจจุบัน แล้วมันก็สั้นนิดเดียว สั้นอยู่หนึ่งขณะจิตเท่านั้นเอง ชีวิตในนามธรรมจึงสั้น..สั้นมาก! ในสายตาของพระอริยะ หรือพระพุทธเจ้านั้น ชีวิตสั้นเท่ากับหนึ่งขณะจิต พระพุทธเจ้าตรัสจึงว่า.. พระองค์เห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต นี่คือตรงนี้ คือเห็นจิตมันดับ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะ ทำไมพระองค์ถึงบอกทุกขณะ เพราะจิตแต่ละขณะคือจิตหนึ่งดวง ไม่ได้จิตมีดวงเดียวเที่ยวไปเที่ยวมา ไม่เกิด-ไม่ดับ ไม่ใช่ว่าจิตมีดวงเดียว เที่ยวไปมีสุข มีทุกข์ มีบุญ มีบาป มีดีใจ เสียใจ ..ไม่ใช่อย่างงั้น! จิตดีใจ ก็ขณะหนึ่ง จิตเสียใจ ก็ขณะหนึ่ง จิตรู้ตัว ก็ขณะหนึ่ง คนละขณะกัน ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง ตัวโง่ที่โผล่ขึ้นมา ณ ฐณิชาฌ์รีสอร์ท ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (นาทีที่ 5.21-8.01)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๑ #สวดมนต์ดูจิต เวลาสวดมนต์..ถ้าออกเสียงก็ควรจะออกเสียงเพราะ ๆ ด้วย (ให้ออกเสียง)เพราะเท่าที่เรา(จะสวด)เพราะได้ แต่อย่าให้ถึงกับขั้นดัดจริต เอาเท่าที่เราสวดด้วยเสียงปกติ มันจะเพราะเอง! บทสวดมนต์เนี่ย..มีความอัศจรรย์อย่างหนึ่งคือ ออกเสียงให้ตรงเท่านั้นเอง..(เสียง)เพราะเลย การสวดมนต์เนี่ย ได้ทั้งสมถะ-วิปัสสนา..ทำได้นะ! ถ้าใจอยู่กับบทสวด ก็คือการทำสมถะ ถ้าใจเผลอไป ตอนนั้นไม่ได้ทำสมถะ แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้ทำวิปัสสนา แต่เป็นโอกาสที่จะทำวิปัสสนาตรงที่ว่า… เผลอ! เห็นเผลอ.. เผลอ! เห็นเผลอ..เผลอดับ! เผลอดับ..เผลอก็แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ก็ขึ้นวิปัสสนา พอเผลอดับไปแล้ว..งานอื่นไม่มี ก็ต้องมาสวดมนต์ มันมีงานคือการสวดมนต์ที่ต้องทำอยู่ จริง ๆ การสวดมนต์ เป็นตัวอธิบายได้ง่าย ๆ เลยว่า..เราจะภาวนายังไง? ก็คือ..มีหลักอะไรสักอย่างหนึ่ง(ให้จิตอยู่) แล้วก็พอจิตเผลอไป ให้รู้ทัน แล้วก็เริ่ม(ไปสวดต่อ) ก็คือไม่ต้องดึงจิตกลับมา สวดมนต์ถึงตรงไหน..ก็มาสวดตรงนั้นต่อ พร้อมนะ! สวดไปแล้วก็ดูจิตไปนะ! (ฝึกซ้อมสวดอิติโสฯ ๙ จบ ตามพระอาจารย์ ในนาที ๑.๔๒.๒๐-๑.๔๘.๕๔) ใครไม่เผลอเลย..มีมั้ย? มันมีเผลออยู่ ๒ แบบนะ คือ เผลอเพลิน กับเผลอเพ่ง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง “ภาวนาโดยการสวดมนต์” คอรส์กองบุญสร้างอาริยะ ๙ มกราคม ๒๕๖๓ พระอาจารย์สอนเทคนิคสวดอิติปิโสฯ ดูจิต ที่ลิงค์ https://youtu.be/zzOFJi7rjPE (นาทีที่ 1.29.10-1.49.05)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ยิ้มแบบพระพุทธรูป กระบวนธรรมที่จะให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เริ่มต้นด้วยปราโมทย์ มี ปราโมทย์ มี ปีติ มี ปัสสัทธิ มี สุข แล้วก็เกิด สมาธิ อันนี้คือ กระบวนธรรมที่จะได้สมาธิที่ถูกต้อง ดังนั้น .. ถ้าเราทำกรรมฐาน..ทำสมาธิแล้วเครียด..ผิด! ทำ ๆ แล้วเกร็งไปหมดเลย..ผิด! ทำ ๆ แล้วคิ้วย่นเลยนะ..ผิด! นึกออกไหม? ทำ ๆ แล้วก็หงุดหงิด..ผิด! ทำ ๆ แล้วเคลิ้ม..ผิด! เพราะต้องมีสติด้วย สมาธิที่ดีต้องมีสติด้วย เคลิ้ม..ไม่ใช่ เครียด..ไม่ใช่ ค.ควาย 2 ตัวเนี่ย ไม่ใช่! ซึม..ไม่ใช่ ฟุ้งซ่าน..ก็ไม่ใช่ ซ.โซ่ 2 ตัวนี้ ก็ไม่ใช่! ที่ไม่ใช่.. มี ซ. กับ ค. นะ ซึม กับ (ฟุ้ง)ซ่าน เนี่ย ไม่ใช่ เคลิ้ม กับ เครียด เนี่ย ไม่ใช่ …ต้องมีสติ กระบวนธรรมของการที่จะได้สมาธิที่ถูกต้อง ต้องมีสติ และเป็นสติแบบมีปราโมทย์ ปราโมทย์ คือ ความชื่นบานเบิกบานใจ แต่ไม่ถึงกับกระดี๊กระด๊า ต้องให้พอดีๆนะ ไอ้กระดี๊กระด๊าน่ะ..เกินไป หัวเราะเฮฮาแบบวงเม้าท์ ไม่ใช่นะ อันนี้เกินปราโมทย์นะ ปราโมทย์ คือ มีความร่าเริง แจ่มใส เบิกบาน ตัวอย่างที่ดีคือ “พระพุทธรูป” พระพุทธรูปจะยิ้มแบบมีปราโมทย์ มีปีติ มีความอิ่มใจ บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=jkv78SVYofw (นาทีที่ 55.53–57.50)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๒ #กามาวจร กาม คือ ความสุขที่ได้จากการดู การฟัง การดม การลิ้มรส และการสัมผัสทางกาย ความสุขแบบนี้เป็นปกติของคนทั่ว ๆ ไป เพราะเราอยู่ในกามาวจร..จรไปจรมาในกาม เป็นธรรมดา..เทวดาก็เหมือนกัน อย่าว่าแต่เรา! หมา แมว ตุ๊กแก ก็เหมือนกัน! ต้องการความสุขจากการได้ดู ได้ฟัง ได้ดม ได้กิน ได้สัมผัส ความสุขแบบนี้เมื่อได้รับการสนองก็มีสุข แต่จริง ๆ แล้ว..มันก็ไม่ได้รับสนองทุกครั้งไป อยากได้..แล้วไม่ได้ ก็มี อยากได้แล้วไม่ได้ กับ อยากได้แล้วได้ อย่างไหนมากกว่ากัน? แม้ของที่ได้มาแล้ว..ก็ยังหวั่น ๆ ว่าจะสูญเสียไปเมื่อไหร่? ความสุขในกามนั้นยังไม่ปลอดภัย รวมทั้งถ้าเพียงแค่จะให้มีความสุขเท่าเดิม กามนั้นก็ต้องมากขึ้นเรื่อย ๆ มากทั้งด้านปริมาณ และความเข้มข้นด้วย พร้อมกันนั้น ก็ต้องแย่งกันด้วย เพราะของมีจำกัด สิ่งของมีจำกัด ตำแหน่งมีจำกัด ต้องสอบเข้า ต้องแย่งกัน แข่งฟุตบอลกันยี่สิบทีม..แย่งถ้วยหนึ่งใบ ต้องมีทีมที่สมหวังอยู่ทีมเดียว ทีมที่ผิดหวังอีกสิบกว่าทีม มันต้องแย่ง .. คนแย่งได้ก็มีความสุข คนแย่งไม่ได้..ก็เก็บมาคิดว่า “ฝากไว้ก่อน ปีหน้าข้าจะมาเอาให้ได้” มีการจองเวรกัน มีการพยาบาทกัน เพราะแย่งไม่ได้ จะเห็นว่า กามสุขมันมีอยู่จริง แต่ก็มีข้อเสียมีโทษด้วย! พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธกามว่าไม่ให้สุข.. ..ให้สุขได้จริง แต่ว่ามีข้อเสียมากมาย แล้วจึงต้องหาทางออกจากกาม ทางออกก็คือ ต้องพัฒนาให้ใจมันมีความสุขในระดับที่สูงขึ้นไป (ให้ถึง ฌานสุข และ นิพพานสุข) ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ศักยภาพแห่งความสุข” ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/2OSbG8

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๓ #กุศลมาตักเตือน ถ้าเราทำผิดอะไรกับใคร เราก็อยากให้เขาให้อภัยกับเรา เช่นเดียวกัน ถ้าใครทำผิดกับเรา เราควรจะให้อภัยเขา ถ้าไม่ให้อภัยมันจะเป็นการผูกโกรธ ผูกโกรธเนี่ยยังเบา ถ้าถัดจากผูกโกรธไปก็เป็นอาฆาต, พยาบาท แล้วก็ จองเวร ถ้าจองเวรไม่เลิกเนี่ย ภาษาไทยเรียกว่า “เจ้ากรรมนายเวร” เราคงไม่อยากเป็นเจ้ากรรมนายเวรใครนะ ดูน่าอนาถใจ ถ้าเราต้องไปเป็นเจ้ากรรมนายเวร….. ถ้านึกถึงตรงนี้ได้ เราต้องมีคำว่า ขอบคุณ, ขอโทษ และ ให้อภัย ด้วย แล้วทุกครั้งที่ทำบุญ ทำกุศลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ขอให้บุญกุศลเหล่านั้น ได้มาตักเตือน ในคราวที่หัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนมีเหตุการณ์พลิกผัน ที่จะตัดสินใจว่าจะไปซ้าย หรือไปขวา.. ถ้าไม่มีบุญกุศลมาตักเตือน มันจะไปตามยถากรรม ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “630115 ดูให้เห็นไม่ใช่ดูให้หาย” ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/38MJU51 (นาทีที่ 1.18.04-1.2039) เรียบเรียงโดย อารยา สุวะมาตย์

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๐ #ถูกยั่วให้วนเวียน จริง/ไม่จริงแบบสมมุติเนี่ยนะ! มันเป็นตัวหลอก ถ้าเราไปหลงเพียงแค่สมมุติข้างนอกเนี่ยนะ! เราก็จะถูกโลกนี้หลอกไปเรื่อย ๆ โลกนี้หลอกไปแล้วมันจะมีผลเสียอย่างไร? เราก็จะวนเวียน ถูกยั่วให้โกรธ..ก็โกรธ ถูกยั่วให้โลภ..ก็โลภ ถูกยั่วให้เพลิน..ก็เพลิน แล้วมันก็วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ ตายไปแล้ว ก่อนตายก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ไม่อิ่มพอ..รู้สึกว่า..ยังไม่อิ่มในโลก ถูกโลกนี้หลอกให้อยากเกิดอีก หรือว่าบางทีอยากเกิดมาเพื่อจะกินอีก อยากจะเสพอีก อยากจะสะสมทรัพย์สิน หรือสะสมกามให้มากขึ้น เพราะว่าชาตินี้แปดสิบปียังสะสมไม่พอ..ประมาณนี้ ตายแล้วยังเสียดาย!..อยากจะเกิดมาเสพ มากินอีก บางคนอยากจะเกิดมา เพื่ออยากจะแก้แค้นมัน เรียกว่าอาศัยความโกรธ พาให้เกิดอีก อาศัยความโลภ พาให้เกิดอีก อาศัยความหลง พาให้เกิดอีก หลงว่าฉันจะเป็นนั่น เป็นนี่ อยากจะเกิดเป็นเทวดา นางฟ้า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เห็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง แสดงตัวตนจริง ๆ ว่ามันเพียงแค่สภาวะหนึ่ง เกิดขึ้นมา พอรู้ปุ๊บ! มันก็ดับ เห็นไปเลยว่า..สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ พอเราเห็นมันเกิด-มันดับ เราหวังพึ่งอะไรมันไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งบุญ ทั้งบาป ที่เกิดขึ้นมานี้ เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป บาป นี่เกิดขึ้นมาแล้วดับเร็ว บุญ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับด้วย สติ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับด้วย ตัวรู้ เกิดขึ้นมาก็ดับด้วย เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็หลง เอาไว้ไม่ได้ด้วย รักษาไว้ไม่ได้ด้วย เราคิดว่าจะต้องสร้างตัวรู้ขึ้นมานะ..ต้องสร้างก่อนนะ จึงจะรู้ว่าเมื่อกี้มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม? เราต้องสร้างตัวรู้นี้ขึ้นมา แต่ตัวรู้นี่เอง! ก็เป็นสภาวะหนึ่งที่เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง นั้นเรามาศึกษาเห็นความจริงตรงนี้ เห็นความจริงตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่า.. เห็นความจริงแล้วเราจะหน่ายจากการเกิด-ดับขึ้นมา เจอความหลอกลวงของโลกนี้ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “จริงหรือเปล่า” แสดงธรรม ณ วัดยานนาวา ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์เสียง https://bit.ly/38upjlD ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ociuhHPq1g8 (นาทีที่ 54.18-57.03)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #การเผยแพร่กิเลสเป็นบาป เวลาเราเผชิญกับสถานการณ์จริง ๆ รู้อยู่ว่าคำพูดนี้ไม่ดี อย่าไปเอาคำพูดนั้นใส่คืนเขาไป เขาทำหน้าอย่างนี้ใส่เรา มันไม่ดี เราไม่ชอบใจ ก็อย่าไปทำหน้าที่ดุกว่านั้นใส่เขาไป เห็นเขาแยกเขี้ยวมา ถ้าเราก็แยกเขี้ยวตอบนะ มันก็คล้ายสุนัขแล้ว ให้รู้ทันว่าสิ่งนี้ไม่ดี เราไม่ชอบใจ อย่าเอาสิ่งที่น่าไม่ชอบใจนี้ ไปใส่ให้เขาตอบ ให้รู้ทันกิเลสว่า.. “นี่..เราไม่ชอบใจ ไม่พอใจแล้ว” การเผยแพร่กิเลสเป็นบาป เดี๋ยวนี้เผยแพร่กิเลสง่ายเนอะ! โพสต์ไปปุ๊บ! โทสะเกิดขึ้นทั้งประเทศเลย! โพสต์ไปปุ๊บ! ราคะเกิดขึ้นทั้งประเทศเลย! อย่าไปอยากเป็นเน็ตไอดอลในแนวนี้ ดังก็จริง แต่ว่าไม่ได้เป็นกุศลก็มี..ใช่มั้ย? อย่าเป็นอย่างนั้น สรุปวิธีจัดการกับกิเลส มี ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ รู้ทันมัน, ไม่ตาม, ไม่ต้าน (คือทำตามแนวทางวิปัสสนา) ข้อที่ ๒ ถ้ารู้ข้อ ๑ ไม่ทัน ให้ทำสมถะแก้ไข ข้อที่ ๓ คือถ้าทำวิปัสสนาก็ไม่ทัน และทำสมถะก็ไม่ทัน หลบไปก่อน…ถอย! ถอยแล้วตั้งหลัก แล้วกิเลสเกิดขึ้นอีกทำข้อ ๑ นะ! ไม่ได้ถอยไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ทำแต่ข้อ๓ นะ หรือทำแค่ข้อ ๒ ก็ไม่ได้นะ กิเลสเกิดขึ้นใหม่แล้วต้องทำข้อ ๑ เลย กิเลสก็แค่สิ่งเกิดใหม่ในจิตดวงใหม่ ธรรมบรรยายโดย.. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ก้าวย่างในการภาวนา” คอร์สจิตเกษม https://youtu.be/Ebom8O5jhyY (ระหว่างนาทีที่ 43.51-45.48)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๙ มการาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๘ #ปริญญาดูจิต ….ถ้าเราตั้งใจเพียงแค่ว่า..จะศึกษาเรื่องจิต จิตจะดี..ก็ดี รู้ว่าดี แต่ก็ไม่รักษามัน เพราะจะเรียนรู้เฉย ๆ จิตไม่ดี..ก็รู้ว่าไม่ดี แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใจ กับสิ่งที่ไม่ดีเมื่อกี้นี้ เพราะเราจะเพียงแค่เรียนรู้ว่า จิตเมื่อกี้นี้มันไม่ดี พอเรารู้แล้วจิตไม่ดี มันก็ดับด้วย แล้วดับจริง ๆ แต่ถ้าตั้งใจจะให้มันดี พอจิตไม่ดีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่ดีนะ ไอ้ความไม่ดีเมื่อกี้นี้เป็นศัตรู เช่น มีความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธนี้เป็นศัตรูของสติ หรือเป็นศัตรูของการทำความสงบ ก็จะรีบดับมัน ความเผลอเมื่อกี้นี้ไม่ดี เพราะมันเป็นศัตรูของการเจริญกรรมฐานของเรา กรรมฐานที่ดีมันควรจะอยู่ตรงนี้ ไม่เผลอไปไหนเลย มีเผลอแล้วรีบดึงกลับมา ดึงกลับมาได้..ก็ดีใจชั่วขณะ ดึงกลับมาไม่ได้..ก็เสียใจ หมดกำลังใจ นึกออกมั้ย? จะไม่เห็นสภาวะตามที่มันเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะไม่เกิด เพราะเห็นมันเป็นศัตรู แต่ถ้าเราตั้งใจเพียงแค่ว่า..จะศึกษาเรื่องจิต ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ จะเห็นความจริงทันทีเลยว่า..มีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้ว พอเห็นปุ๊บ! ถ้ามันเป็นของไม่ดีนะ จะดีมาก คือมันจะดับให้ดูเลย ความจริงที่ปรากฏกับจิต ก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ความจริงเบื้องต้นคือ มีสภาวะนี้(ดีหรือไม่ดี) เกิดขึ้นจริง สภาวะนี้..ที่ว่านี้มักจะเป็นของไม่ดีด้วย เวลาพระพุทธเจ้าให้ดูจิต จะให้ดูของที่ไม่ดีก่อน ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ของไม่ดีทั้งนั้นเลย แต่เห็นทีไรนะ! จะเกิดของดีขึ้น คือเห็นมันดับ เพราะฉะนั้น ความจริงที่เราเห็นเนี่ยจะพัฒนาขึ้น ตรงนี้มีศัพท์ด้วยเรียกว่า “#ปริญญา” (ความรู้) ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง #ฝึกใจให้เป็นอิสระ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ #อาคารธรรมดีรุ่งโรจน์ ลิงค์ไฟล์เสียง 621215 ฝึกใจให้เป็นอิสระ-ธรรมดีรุ่งโรจน์ http://bit.ly/391iGIs (ระหว่างเวลา ๐๑.๐๕.๒๕ – ๐๑.๐๗.๐๔)

อ่านต่อ

พุธที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๗ #สมปรารถนา พอผิดหวังจิตไม่ดี รีบทำให้มันดี แล้วคิดว่าที่ดีต้องนิ่ง ต้องสงบ แล้วก็รีบที่จะกดข่ม บังคับจิตให้อยู่กับที่ การกดข่ม บังคับจิตให้อยู่กับที่เนี่ย มันคือทำความเครียดให้กับจิต..จิตเป็นทุกข์ จิตเป็นทุกข์..ไม่เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ คือ สุข สุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ ฉะนั้น กระบวนการก็คือว่า ต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้องด้วยนะ! มีที่อยู่เอาไว้สักที่หนึ่ง แล้วเจตนาที่จะเรียนรู้ว่า..จิตมันทำงานยังไง? พอจิตทำงานยังไง? จิตจะเป็นจิตที่ดีก็ได้ จิตที่ไม่ดีก็ได้ จิตดีก็จะรู้ จิตไม่ดีก็จะรู้ รู้ทีไร..ได้สมปรารถนาทุกที เพราะเราจะเรียนรู้เรื่องจิต จิตไม่ดีก็รู้ เราได้สมปรารถนาแล้ว ถ้าเราปรารถนาเพียงแค่ให้สงบ มันจะสมปรารถนาตอนที่สงบเท่านั้น ตอนที่ไม่สงบจะไม่สมปรารถนา..แล้วเครียด กระบวนการจะออกมาในแนวเครียด ถ้าตั้งใจไว้ว่า..จะมีที่อยู่เอาไว้เพื่อจะเรียนรู้ว่าจิตมันทำงานยังไง พอจิตทำงานดี ก็จะเรียนรู้ว่ามีกุศลเกิดขึ้น จิตทำงานไม่ดี ก็เรียนรู้ว่ามีอกุศลเกิดขึ้น ได้ความรู้ทั้งที่มันเป็นกุศลและทั้งที่เป็นอกุศล นึกออกมั้ย? อย่างนี้..แค่ตั้งใจไว้ว่า จะเรียนรู้เรื่องจิตนะ มีที่อยู่เอาไว้สักที่หนึ่ง แล้วจะเรียนรู้เรื่องจิต เราจะได้คะแนนอยู่เสมอ จะสมปรารถนาอยู่เสมอด้วย และจะภาวนาด้วยความสุข เพราะสมปรารถนาอยู่เสมอ ความสุข คือสมปรารถนา นึกออกมั้ย? ถ้าผิดหวัง คือไม่มีความสุขแล้ว ใช่มั้ย? หวังจะสงบแล้วมันไม่สงบ ผิดหวัง แต่หวังรู้ แม้ไม่สงบก็รู้ เราก็สมหวัง ฉะนั้น มีที่ตั้งหรือมีที่อยู่ไว้เพื่อเรียนรู้เรื่องจิต ปรารถนาว่าจะเรียนรู้เรื่องจิต แล้วไม่ว่าจิตแสดงอะไรออกมา จะได้ความรู้อยู่เสมอ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ☃️☃️☃️ เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมเรื่อง “โลกเปลี่ยนไป” วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ วัดยานนาวา ลิงค์ไฟล์เสียง 621207 โลกเปลี่ยนไป-วัดยานนาวา http://bit.ly/2PJfABk (นาทีที่ ๐๑.๐๙.๑๓ – ๐๑.๑๑.๒๘)

อ่านต่อ

พฤหัสบดี​ที่​ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๖ #ดัดมิจฉาทิฐิ เวลาทำบุญต้องทำให้ครบวงจร พระพุทธเจ้าสอนการทำบุญไว้ถึง ๓ อย่าง คือ​ การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ต้องภาวนาด้วย ต้องพัฒนาจิตใจ ด้วยการสงบให้เป็น แล้วก็ให้ฉลาดให้ได้ ฉลาด คือ รู้เท่าทันความจริงของชีวิตนี้ ชีวิตนี้มีรูป มีนาม หรือ มีกาย มีใจ มีชีวิตแล้วก็มีความเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าคิดว่า..กายนี้เป็นเรา หรือเป็นของเรา คิดว่า..ใจนี้เป็นเรา หรือเป็นของเรา หรือมีเราในกายนี้ แต่อาจจะไม่เป็นของเรา แต่มีเราอยู่ในกาย มีเราอยู่ใจนี้ด้วย มีความเป็นเราแฝงอยู่ ความเข้าใจเหล่านี้ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ จะดัดมิจฉาทิฐิได้ต้องมีสัมมาทิฐิ ที่เกิดจากการปฏิบัติ..เห็นจริง! ก็คือ..มีสติมารู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม “นิทานเปรตผมยาว” ณ ฐณิชาฌ์ รีสอร์ท วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/2tvdZq4 (นาทีที่ 59.56-1.01.00 น.)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๕ #โลกเปลี่ยนไป ให้รู้ทันกิเลสตัวเองนะ! จิตใจนี่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ โลกเปลี่ยนแปลงอะไรไปเนี่ย เราหวั่นไหวไหม? ถ้ารู้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก (จิต)เราหวั่นไหว..รู้ทันความหวั่นไหว แล้วต้องมีใจพร้อมพอที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้นะ แต่โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเนี่ย! เราห้ามเขาไม่ได้ เราเพียงแค่รู้เท่าทัน แล้วก็ปรับตัวให้อยู่กับโลกนี้ให้ได้..เท่าทันกับมันไป ส่วนที่ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ โลกนี้ คือ กายและใจนี้ โลก คือกายและใจนี้นะ ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจจริงๆ ก็คือที่ใจ ความเปลี่ยนแปลงทางกายนี่..ห้ามไม่ได้! ทำได้แค่เพียงชะลอ หรือ(ใช้เครื่องสำอาง)โบกเอาไว้ ปิดบัง(ความจริงของใบหน้า) กายกับใจเรานะ..เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ นะ ไอ้กายเปลี่ยนแปลงไปห้ามไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าปลงตก ในลักษณะที่ว่ายอมแพ้นะ ไม่ดูแลไม่รักษา หน้าหนาวไม่อาบน้ำ “ใจสะอาดพอแล้ว จิตใจสะอาด ไม่ต้องอาบน้ำก็ได้” อันนี้ไม่ใช่นะ ควรจะอาบน้ำด้วยนะ! ถ้าเจอน้ำเข้าไปในห้องน้ำ เจอน้ำแล้ว ใจมันเป็นอย่างไร? สยองไหม? สยองให้รู้ว่าสยอง ดูแลรักษาร่างกายเอาไว้ เพื่อเอาร่างกาย..เอาชีวิตนี้มาพัฒนาจิตใจ ตัวจิตใจเป็นตัวแกนนำ จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน ถ้าจิตเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะถ้าเกิดกิเลสขึ้นมา..ให้รู้ทันกิเลส ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “โลกเปลี่ยนไป” รายการธรรมปทีป วัดยานนาวา ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ (ช่วงเวลานาทีที่ 1:05:20-1:08:21) ลิงค์สด https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1012589449122597&id=247204051973251

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๔ #คนส่วนใหญ่มักจะทำสมถะเพื่อสมถะ จะเจริญวิปัสสนาได้ต้องมีสมถะรองรับ หรือมีสมถะเป็นบาทฐาน ที่เป็นห่วงอย่างเดียวคือ.. คนส่วนใหญ่มักจะ..”ทำสมถะเพื่อสมถะ” พอไม่สงบก็พยายามทำให้สงบ มันฟุ้งไป ก็ไม่เรียนรู้ว่า มีความฟุ้งซ่านเกิด-ดับ แต่ฟุ้งซ่านไป รีบทำให้มันสงบ ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้นี้มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏแล้วให้ดู คือ ฟุ้งซ่าน แทนที่จะรู้ว่าฟุ้งซ่านเฉย ๆ เห็นฟุ้งซ่านเกิด-ดับ กลับไปแก้ไขฟุ้งซ่านให้มันสงบ เมื่อกี้นี้มีราคะเกิดขึ้น แทนที่จะเห็นราคะเฉย ๆ แล้วเห็นมันเกิด-ดับ กลับไปทำให้มันสงบ..นึกออกมั้ย? ไปติดอยู่ตรงที่ว่า มัวแต่ทำความสงบ! แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำความสงบ.. ยังต้องทำความสงบนะ.. แต่ทำความสงบเพื่อให้เห็นจิตที่มันฟุ้งซ่านไป เห็นจิตที่มันเผลอไป เห็น..ให้มันแสดงไตรลักษณ์ให้ดู! มันจะเข้าสู่ทางแห่งความพ้นทุกข์ คือทางสายกลางนี้ให้ได้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงมา มันมีทางสุดโต่งสองด้านเนี่ย ก็ต้องเรียนรู้ว่าเราผิดแบบไหน! ตอนรู้ว่าผิด..จะถูกพอดี ตอนตามใจกิเลสเนี่ย คือคิดเรื่องนี้มันส์เหลือเกินนะ คิดยาว ๆ นี่ก็ตามใจกิเลส เป็น “กามสุขัลลิกานุโยค” ถ้าทำไป ก็เป็นของคนผู้มีกิเลสหนาเป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน อย่างนี้เรียกว่า ตามแบบสุดโต่งไปด้านหนึ่ง ด้านตามใจกิเลส ไม่อยากให้เผลอ..บังคับให้มันอยู่นิ่ง ๆ เครียด ๆ ไม่มีความสุข ไม่เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีสมาธิที่ถูกต้องก็ไม่เกิดปัญญา ฉะนั้น เพียงแค่ทำสมถะตามกำลังของเรา เราอาจจะเป็นพวกสมถยานิก หรือวิปัสสนายานิก อาจจะไม่ต้องสนใจตรงนั้นก็ได้ แค่ทำสมถะตามกำลังของเรา สมถะนั้นจะเอื้อให้เห็นเลยว่า เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวจิตนี้ก็จะทำงาน ต่าง ๆ นา ๆ ให้ดู เราจะศึกษาให้เห็นความจริงของจิต ว่ามันไม่เที่ยงอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็เกิด-ดับ เดี๋ยวก็เผลอไป เผลอไปแล้วรู้ทัน..เผลอดับ ไอ้ตัวรู้ก็ดับด้วย ดับแบบไล่ตามกันไป ไม่ใช่ดับพร้อมกันด้วยนะ! ไอ้ “เผลอ” ดับก่อน แล้ว “รู้” ดับตามกันไป เห็นอย่างนี้ ไม่มีเราในที่ไหนเลย! กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เราด้วย เนี่ย..ถ้าได้อย่างนี้เรียกว่า “มีดวงตาเห็นธรรม” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากการแสดงธรรมเรื่อง “ทางสายกลาง” แสดงธรรม ณ เรือนไทยริมน้ำ วัดสังฆทาน เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ ลิงค์ไฟล์เสียง 620822 ทางสายกลาง-วัดสังฆทาน http://bit.ly/2roHFnv (ระหว่างเวลา ๔๘.๓๑- ๕๑.๐๓)

อ่านต่อ