วันเสาร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ถีนมิทธะ..ง่วงเหงาหาวนอน “ถีนมิทธะ” ตัวนี้น่าสนใจมาก! “ถีนมิทธะ” คือ ง่วงเหงาหาวนอน ตัวอาหาร(ให้กับนิวรณ์ตัวนี้) ก็คือ มี “อโยนิโสมนสิการ” คือ ไม่แหยบคาย ในสิ่งที่ไปเติมความขี้เกียจ ไม่ขยัน.. เวลาจะไปทำอะไร แล้วก็ขี้เกียจ แล้วตามใจมันเลย!.. คือ ขี้เกียจ อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวถึงขนาดว่า.. อาการ “บิดขี้เกียจ” เป็นการเติมอาหารให้กับนิวรณ์ตัวนี้ (ถีนมิทธะ) บิดขี้เกียจ ไม่ใช่หายขี้เกียจนะ! มันเป็นการทำตามความขี้เกียจ เราขี้เกียจ จนกระทั่งต้องบิดขี้เกียจ อาการขี้เกียจ เป็นการเติมอาหารให้นิวรณ์ แต่ไม่ใช่ออกกำลังกายนะ! อย่างฤาษีดัดตน ยืดเส้นยืดสาย.. อย่างนี้ได้ แต่ถ้าอาการ “บิดขี้เกียจ” เป็นการแสดงออกของ “ความขี้เกียจ” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “สังเกตดูระดับของกิเลส” https://youtu.be/4xrLiEo1sCs November 27, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันศุกร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #แมวกับหมา..ตัวเตือนใจ ถ้า(ญาติ คนรู้จัก) เกิดเป็นแมวเป็นสุนัขแล้วเนี่ย เราทำบุญอุทิศไปนะ เขาไม่รู้หรอก เขาไม่รู้! แมว.. ก็มัวแต่มองจิ้งจก มองหนูอะไรไป สุนัข.. ก็มัวแต่เห่าโน่น เห่านี่ไป ..มันไม่รู้นะ ในแง่ที่ว่า ถ้าเราทำบุญกุศล ทำกรรมฐาน แผ่เมตตา..แผ่เมตตา อาจจะรับรู้ได้ แต่ทำกุศล แล้วก็อุทิศให้เนี่ยนะ..ไม่ได้ผล! เว้นแต่ว่า เราอยู่ตรงนั้น และ “เลี้ยงเขาอย่างดี” ที่จะทำได้ก็คือ เราอยู่ตรงนั้น – เห็นเขาแล้ว – มีเมตตาต่อเขา – เลี้ยงเขาอย่างดี ทำให้เขามองมนุษย์ในแง่ที่ดี เผื่อเขาจะอยากเป็นมนุษย์บ้าง เห็นมนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ มีใจกรุณา มีใจเมตตา ไม่ใช่ว่า.. จะทำร้ายเขา ด้วยใจที่มีโทสะโมหะรุนแรง ทำให้เขามีความคุ้นชินที่จะอยู่กับมนุษย์ แล้วเราก็.. สวดมนต์ให้เขาได้ยิน ตักบาตรให้เขาเห็น เรียกว่า “ทำสภาพแวดล้อม ให้เขาเกิดกุศลขึ้นมา” “สุนัข” หรือ “แมว” บางทีก็อาจจะเป็น “คน” ที่เป็น “นักปฏิบัติ” นี่ก็ได้นะ เป็นไปได้นะ! ..แต่เขาพลาด!! นักปฏิบัติที่ยังไม่มั่นคง บางทีก็อาจจะใจเพลินเผลอไปด้วย “โมหะ” ตอนตาย ไอ้ตอนหลงตอนตาย.. มีโอกาสมากเลย ที่จะมาเกิดเป็นสุนัข เป็นแมว ถ้าเป็นสุนัขแมว แบบเลี้ยงเชื่อง ๆ เนี่ยนะ ลองดูดี ๆ ลองสร้างบรรยากาศในบ้าน ให้เขาได้อยู่ แล้วก็ได้ซึมซับบรรยากาศที่เป็นกุศล ที่เราฝึกฝนให้เกิดขึ้นในบ้าน ฝึกตนเองด้วย แล้วก็ให้มันเกิดผล กับสุนัขกับแมวด้วย แล้วอาศัย “สุนัขกับแมว” นี้ เป็น “ตัวเตือนใจ” เป็นตัวเตือนใจเราว่า.. “ระวังนะ.. ถ้าเราประมาท พลาดพลั้งไป มัวแต่ส่งจิตออกนอก มัวแต่เผลอ มัวแต่เพลิน อยู่กับโลกนี้ ดีไม่ดี..เราอาจจะไปเป็นสุนัข หรือแมว ที่ไปอยู่กับบ้านญาติของเราก็ได้” ให้สุนัขและแมว ที่เราเลี้ยงนี่แหละ เป็นเครื่องเตือนใจ!! ส่วนเขาจะ.. เป็นน้อง? เป็นเพื่อน? คนรู้จัก? หรือเปล่า ..ก็ช่าง จะเป็นจริงก็ตาม ตอนนี้.. เขาเป็นแมวแล้ว เขาเป็นสุนัขแล้ว เราก็เลี้ยงดูเขา ให้พอสมควรแก่ฐานะ แล้วก็สร้างบรรยากาศ สร้างกุศลให้เกิดขึ้นในบ้าน ถ้าอยากจะสงเคราะห์เขาให้เต็มที่ก็คือ สร้างบรรยากาศที่เป็นกุศล ให้เกิดขึ้นในบ้าน ให้เป็นประจำ ให้เขาอยู่ด้วยใจที่เป็นกุศล บางทีเขาตายแล้ว อาจจะไม่ได้เป็นคนนะ อาจจะไปเป็นเทวดาได้เลย เพราะว่าใจเป็นกุศลอยู่เนือง ๆ อยู่บ่อย ๆ ทำให้เขาดู! ทำให้เขารู้! ทำให้เขาเห็น! แล้วเขาก็จะได้มี “ความซึมซับบรรยากาศแห่งกุศล” อันนั้น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=H9A4zWqxHKc (นาทีที่ 1.00.01-10.04.05) November 12, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตเกิดดับทุกขณะ อายุกายมันยืนยาว! เห็น “กายเป็นเรา” ยังสามารถที่จะมอง และพอเข้าใจได้ และยังสามารถแก้ความเข้าใจผิดได้ง่าย แต่จิตเนี่ยนะ พระองค์ทรงตรัสว่า.. ถ้าเห็นว่า “จิตเป็นเรา” อันนี้ไม่ประเสริฐเลย เพราะถ้าเราดูจิตจริงๆ จะเห็นว่า.. “จิตนี้ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดทั้งคืนทั้งวัน” แม้ในชีวิตนี้เอง เนี่ยนะ “จิตแต่ละขณะ ไม่ใช่ดวงเดิม” อย่าว่าแต่ไป(เกิดใหม่) ชาติหน้าเลย ที่(ถาม)ว่า.. เอาจิตเก่าไปเกิดชาติหน้าไหม? มันไม่ได้ใช้จิตเก่า แต่เป็นจิตใหม่ที่มีจิตเก่าเป็นเหตุ แต่ไม่ใช่เอาจิตเก่าไปเกิด “จิตนี้เกิด-ดับ อยู่ ทุกๆ ขณะ” จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วดับไป เป็นเหตุให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วจิตดวงนี้ก็ดับไป แล้วเกิด-ดับ เกิด-ดับ ต่อเนื่อง และเร็วมาก เร็วมาก.. จนขนาดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. ถ้าจะยึดถือกาย ยังประเสริฐกว่า เพราะจิตนี้เกิด-ดับ อยู่ ทุกๆ ขณะ มันไม่สามารถจะยึดว่าเป็น “เรา” ได้เลย ถ้ามองเห็นความจริงนี้ จะไม่ยึดว่าเป็น “เรา” เลย อันนี้ก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าบุคคลมาเห็นความจริงของจิต เจริญจิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน แล้วเห็นว่า “จิตนี้เกิด-ดับ” เวลามีสติเห็นราคะ เห็นราคะว่ามีจริง แล้วดับไปแล้ว เพราะตอนมีสติ..ไม่มีราคะ มันก็จะเห็นว่า.. จิตเมื่อกี้มีอยู่จริง แล้วดับไปแล้ว มองในแง่นี้ ผู้มีสติดูจิตก็จะเริ่มมีความเข้าใจ ว่า.. แท้จริงแล้ว จิตมันเกิด-ดับ อย่างนี้นี่นา เราจะมายึดเอาเป็น “เรา”.. ยึดตรงไหนล่ะ?!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา https://youtu.be/dmVKuuc3dQg นาทีที่ 08.21-10.49 November 4, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันศุกร์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กรรมไม่ดำไม่ขาว เราเกิดมาควรทำอะไร? อันนี้มีคำตอบ.. เราเกิดมาเพื่อพัฒนากรรม! พัฒนากรรม สร้างกรรมดี ๆ ละกรรมไม่ดี รู้ทันกรรมที่ตนเองกระทำไป … มีกรรมอะไรบ้างที่ควรพัฒนา ? “กรรมฐาน” คือ มีความสงบบ้างไหม? สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เคยฝึกไหม? นอกจากพัฒนากรรมในแง่การแสดงออกทาง กาย วาจา ใจ แล้วเนี่ยนะ “กรรมฐาน” ก็ควรพัฒนาขึ้นมาด้วย เพราะว่า “กรรม” เนี่ยนะ พระพุทธเจ้าทรงแบ่งเอาไว้ ที่น่าสนใจ ก็คือ ๑. “กรรมดำ ให้ผลดำ” หมายความว่า ทำอกุศลกรรม แล้วมีวิบากที่เผ็ดร้อน ก็คือพาให้ลงอบาย ๒. “กรรมขาว ให้ผลขาว” คือทำกุศลกรรมแล้ว ทำให้มีผลมีความสุข แล้วมีวิบากที่ดี ทำให้มีความสุข เช่น.. ไปเกิดบนสวรรค์ ๓. “กรรมทั้งดำทั้งขาว” ก็คือ ทำกรรมปน ๆ กัน คือไม่บริสุทธิ์ทั้ง ๒ ส่วน จะไม่ดำล้วน และขาวล้วน เช่นอะไร.. ให้ทานแต่ก็เสียดาย หรือว่าให้แบบเหยียดคนรับ ให้แบบรำคาญ ๆ ประมาณนี้นะ คือไม่ได้มีใจเมตตา ไม่ได้มีใจกรุณา ให้แค่ตัดรำคาญไป ถามว่าให้ดีไหม? .. ดี! แต่ใจขณะนั้นไม่เป็นกุศล อย่างนี้นะ! ซึ่งมีการทำปน ๆ กัน ทั้งดำและขาว วิบากก็จะปน ๆ กัน มันก็จะให้ส่วนที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว แต่ก็ไม่น่าพอใจมันทั้งหมด ประมาณอย่างนี้ ที่น่าสนใจ คือ พระพุทธเจ้าให้ทำกรรมที่ ๔ ๔. “กรรมไม่ดำไม่ขาว” (ไม่เหมือนข้อ ๓ นะ เพราะข้อ ๓ กรรมทั้งดำทั้งขาว) แต่ข้อที่ ๔ คือ กรรมไม่ดำไม่ขาว คือทำแล้วจะพ้นกรรม พ้นการเวียนว่ายตายเกิด ทำกรรมขาวยังเวียนว่ายตายเกิดนะ! ไปเกิดบนสวรรค์บางทีก็เพลิน ลืม! ลืมสาเหตุว่าทำไมเราเกิดมาบนสวรรค์ ได้แต่เสพสุขไปเรื่อยๆ จนหมดอายุของบุญ พอหมดอายุของบุญเหลือแต่บาป แล้วก็ลงอบาย แล้วก็เป็นอย่างนี้กันมาก! … พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้เห็นว่า.. การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ และเกิดทีไรเป็นทุกข์ทุกที แม้แต่เกิดเป็นเทวดาก็เป็นทุกข์ ฉะนั้น ถ้าจะพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ต้องทำกรรมตัวใหม่ เขาเรียกว่า “กรรมฐาน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคลิกใจให้ธรรม ตอน เกิดมาควรทำอะไร? https://youtu.be/F2xoVOG41ro (51.15-55.16) October 29, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู (วันปวารณา) พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เกร็ดผ้ากฐิน ผ้าที่เป็นผ้ากฐินนี้ เวลาโยมเป็นเจ้าภาพมาถวาย จะไม่ประเคนกับองค์ใดองค์หนึ่ง ถ้าประเคนไปแล้ว.. ผู้รับประเคน ก็กลายเป็น เหมือนเป็นเจ้าของไปเลย จะใช้วิธีว่า พระภิกษุทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้ อยู่เป็นหมู่สงฆ์นี้ ..โยมเอาผ้ามาวางมาเอาไว้ คำที่พระท่านอุปโลกน์ ก็คือว่า “ผ้านี้บริสุทธิ์ ประดุจดังผ้าทิพย์ เลื่อนลอยมาแต่นภากาศ เหมือนตกลงมาท่ามกลางสงฆ์…” จริง ๆ ไม่ได้ตกหรอก โยมมาวางไว้ แต่ท่านก็พูดเปรียบเทียบไปว่า เป็นผ้าทิพย์ เลื่อนลอยมาแต่นภากาศ มาปรากฏอยู่ท่ามกลางสงฆ์ “…จะได้เฉพาะเจาะจง กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็หาไม่ได้ ก็ให้สงฆ์ในที่นี้ พิจารณาดูว่า รูปไหนเหมาะที่จะเป็นผู้ครองผ้าผืนนี้” โยมอาจจะถวายมา ๓ ผืน แต่ผ้ากฐิน..เลือกเอาผืนเดียว ผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาไตรจีวรนี้ เวลาคัดเลือกพระ ก็ต้องเลือกผู้มีคุณสมบัติด้วย คือต้องรู้ว่า จะต้องไปทำอย่างไรต่อ กับผ้าผืนนี้ เพราะมันมีพิธีกรรมพิเศษ เกี่ยวกับผ้ากฐิน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พินทุ แล้วก็อธิษฐาน เหมือนผ้าปกติทั่ว ๆ ไป ..ก็ต้องรู้วิธีในการทำ ผ้าถ้ายังทำไม่เสร็จ (ยังไม่สำเร็จพร้อมใช้) คือถวายเป็นผ้าขาวมา ก็ต้องรู้วิธีว่า จะไปทำอย่างไรต่อไป ให้สำเร็จเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง ขึ้นมาให้ได้ ความน่ารักของพระภิกษุ หรือจะว่า เป็นความละเอียดอ่อนของพระพุทธเจ้า ก็คือ พระองค์บัญญัติเอาไว้ว่า ตกลงกันแล้วว่าจะถวายให้ใคร สมมติว่าถวายรูปหนึ่ง แล้วที่จำพรรษากัน ๕ รูปนะ อีก ๔ รูป ต้องไปช่วยกัน ทำให้ผ้านี้สำเร็จเป็นจีวรด้วย ยกให้แล้ว ไม่ใช่ว่า.. “ท่านไปจัดการเองก็แล้วกัน” ไม่ใช่อย่างนี้นะ! อีก ๔ รูปต้องมาช่วยกันทำ แล้วทำอย่างนี้ มันเป็นการทำทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้! ผ้าผืนนี้ ยกให้ท่านไปแล้ว แต่ก็ต้องช่วยกันทำ! แสดงว่าพระที่มาทำอย่างนี้ได้ ต้องสามัคคีกัน รักกัน รักใคร่กลมเกลียวกันดี จึงจะทำสำเร็จ ถ้าทำไปแล้วก็เขม่นกัน ผ้าน่าจะไม่เสร็จ ประมาณว่า เหม็นขี้หน้ามาตั้งแต่ ๓ เดือนที่แล้ว โอ้ย! อย่างนี้..ยิ่งไม่ได้เลย! ..แสดงว่าตลอด ๓ เดือนมานี้ อยู่กันด้วยดี มีความรักใคร่สามัคคีกันดี ถึงคราวทำกฐิน ก็ต้องพร้อมเพรียงกันทำ แล้วมันมีเวลาบีบบังคับด้วย ต้องให้เสร็จภายในวันนั้น (วันนั้น หมายถึงในแง่ของพระวินัย ก็คือว่า หนึ่งวันนี้ จะนับตอนอรุณรุ่ง) เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=T01b5D6mSkw&list=PLk2lJFD9MrhJ9rZ2VDlur1c9ny6vd50Xq&index=8 (นาทีที่ 15.12-18.02) October 21, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำกรรม_กรรมฐาน เราก็มีโอกาสที่จะพ้นไปจากวัฏฏะนี้ โดยการที่มา “รู้ทันกิเลส” ในขณะที่ตอนรู้ทันกิเลส เราได้ทำกรรมตัวหนึ่ง เรียกว่า “กรรมฐาน” “กรรมฐาน” จะเป็นการทำกรรม เพื่อพ้นจากกรรมที่มันจะเกิดวิบาก ..แล้วก็มีกิเลส ..แล้วก็ทำกรรม คือ พ้นจากไตรวัฏฏ์นี้เอง ที่เรามาเรียนรู้พุทธศาสนา ก็คือมาเรียนรู้ที่จะรู้จักกิเลส เพื่อจะได้ไม่ถูกมันครอบงำ แล้วจะได้ไม่หลงวนเวียนอยู่ในไตรวัฏฏ์อันนี้ ก็ต้องทำความรู้จัก.. “กิเลสไม่ได้อยู่ที่อื่นใดเลย มันอยู่ที่ใจ” เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเวลาสอนให้เจริญสติปัฏฐาน จึงมาให้ดูที่ “จิตตัวเอง” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=0uL7F3FS-5Q (นาทีที่ 3.16-8.29) October 14, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตใจระดับพระโพธิสัตว์ ใครก็ตามที่ตั้งใจ ที่จะบำเพ็ญบารมี เพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาทุก ๆ ท่านนะ คือมันเป็นการแสดงออก ถึงความปรารถนา ที่จะทำงานที่ยิ่งใหญ่ ต้องสร้างสมบารมี สร้างสมคุณสมบัติส่วนตัวมากมายเลย เพื่อที่จะทำงานที่ปรารถนาให้สำเร็จขึ้นมาได้ เหมือนกับว่า คนจำนวนมากในเวลานี้ หรือคนที่เราเคยพบ เคยเห็นมา มีประสบการณ์ผ่านมา ที่ยอมลำบากเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของคนอื่น เป็นการสร้างบารมี ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ ถ้าใครเกิดทัน “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” จะหลับตานึกภาพ.. ‘พระราชกรณียกิจของพระองค์’ ใครที่เห็น แล้วก็เคยศึกษาพุทธศาสนา จะไม่สงสัยเลย ถ้าจะมีครูบาอาจารย์บอกว่า “เป็นพระโพธิสัตว์” จะไม่สงสัยเลย เพราะว่าชีวิตทั้งชีวิต บำเพ็ญประโยชน์ให้กับคนอื่น แล้วคนอื่นที่ว่าไม่ใช่น้อย ๆ ..เป็น “มหาชน” ทั้งประเทศ ไม่ได้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เคยมีฝรั่ง ไปสัมภาษณ์พระองค์ “ที่ทำมานี้ ต้องการชนะคอมมิวนิสต์ใช่ไหม?” ในหลวง (รัชกาลที่ ๙) ถามกลับ “คอมมิวนิสต์คือใคร? ที่เราทำนี้ ไม่ได้รบกับคอมมิวนิสต์ เรารบกับความลำบากยากจน ความไม่มีกิน เราไปสร้างน้ำให้เกษตรกร ทำดินให้อุดมสมบูรณ์ สร้างโอกาสให้คนมีกินมีใช้ พ้นความลำบาก ถ้าคอมมิวนิสต์อยู่ในจุดที่เราไปพัฒนา เขาก็มีความสุขไปด้วย” .. พระองค์ไม่แบ่งฝ่าย ไม่ได้แบ่งว่าราษฎรนี้เป็นฝ่ายไหน? ถ้าชื่อว่า “เป็นคนไทย พระองค์ทำให้ทุกคน” อย่างนี้คือ “จิตใจระดับพระโพธิสัตว์” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ 30 กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=HjM9IhQO1cI (นาทีที่ 5.23-8.05) October 13, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เห็นความจริงของจิต ไอ้ความจริงปรากฏขึ้นมาจากการเห็น ไม่ใช่ความคิด ตรงนี้เรียกว่า “เกิดญาณทัศนะ” เห็น.. ญาณทัศนะ ก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆนะ เห็นความเกิด-ดับ พอเห็นความเกิด-ดับ เห็นความไม่เที่ยง (ความเกิด-ดับ คือ ความไม่เที่ยง) เห็นความไม่เที่ยงแล้ว จะเห็นว่า.. สิ่งเหล่านี้ คล้ายๆ กับว่า.. ไปฝากความหวังอะไรกับมันไม่ได้เลย! มันรู้สึกเห็นโทษ เห็นทุกข์ของสิ่งที่ปรากฏอยู่ เมื่อก่อนคิดว่า.. ทุกอย่างมันมั่นคง พอเห็นความไม่เที่ยง.. อ้าว! ไม่มั่นคงนี่นา เริ่ม ‘เห็นโทษเห็นทุกข์’ ของสิ่งต่างๆ ที่เคยยึดเอาไว้ แต่ใจก็ยังยึดอยู่นะ!! คล้ายๆ ยังไม่มีอะไรที่จะไปยึดต่อ ไม่รู้จะไปยึดอะไร ไอ้นี่..ยึดไม่ได้! เห็นโทษเห็นทุกข์ ก็จะเกิด”นิพพิทาญาณ” ก็จะไล่ไปเรื่อยๆ (จิต)ก็จะพยายามขวนขวาย หาทางที่จะไป พ้นไปจากสภาวะ ตรงนี้ยังอยู่ในเรื่อง “ญาณทัศนะ” ทั้งหมด เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” จนกระทั่งดิ้นรนแล้ว-ดิ้นรนเล่า พยายามรักษาสุข..ให้สุขนานๆ พยายามหนีทุกข์..ให้หายไปเร็วๆ มันทำไม่ได้เลย.. ยิ่งดิ้นรน.. ยิ่งรู้สึกทำไม่ได้!! ทุกอย่างอยู่นอกเหนือการบังคับของตัวตนของเรา แล้วก็เห็นว่า..มันเป็นไปตามเหตุ-ตามปัจจัย ก็เริ่มเข้าใจ มีปัญญามากขึ้น เห็นสภาวะมากขึ้น ก็จะเกิดญาณทัศนะตัวสำคัญ เรียกว่า.. “สังขารุเปกขาญาณ” คือ.. ความวางใจเป็นกลางกับการเห็น เห็นแล้ว.. ไม่เข้าไปยุ่ง เห็นแล้ว.. ไม่เข้าไปแทรกแซง เกิดใจเป็นกลางขึ้นมา พอใจเป็นกลางขึ้นมา มันก็พร้อมจะเห็นสภาวะนั้น ลงในเรื่องของ “อริยสัจ” เห็นสิ่งที่เห็นนั้นเป็นทุกข์.. ..เป็นทุกข์ในอริยสัจ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก คลิกใจให้ธรรม ตอน “เข้าใจเรื่องจิตแล้ว.. เรื่องอื่นเข้าใจหมด” https://www.youtube.com/watch?v=mu1kRLw37qg&t=11s (นาทีที่ 22.24-24.51) October 6, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันพุธที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู 🌸🌸🌸 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ Fake News(ข่าวปลอม).. อย่าถูกหลอก ที่พูดวันนี้ก็ คือ เรื่องของ “ข่าวปลอม” แต่ข่าวปลอมในเรื่องของทางโลกนี้ ยังไม่สำคัญเท่าข่าวปลอม ที่มันหลอกเราอยู่มาตลอดสังสารวัฏ ข่าวปลอมอันนี้..ถ้าเราไม่รู้ เราจะต้องเวียนเกิด-เวียนตาย ไปอีกนับชาติไม่ถ้วน ฉะนั้น ชาตินี้ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น กับโลก กับสังคม อย่างน้อย ๆ เราต้อง “อย่าถูกหลอก” ในแง่ว่า – มันสวยไหม? – มันเที่ยงไหม? – มันสุขไหม? – มันเป็นเราจริงไหม? พอเรามีพื้นฐานในการรับรู้อย่างนี้แล้ว เวลาไปอยู่กับโลกภายนอก เราก็พอประเมินได้ว่า ‘ไอ้ข่าวสารที่ออกมานี้ เราควรจะรับมือกับมันอย่างไร?’ อย่างน้อย ๆ ก็ จากที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน “ชาวกาลามะ” รับรู้แล้ว ข้อมูลแหล่งต่าง ๆ ที่ว่ามานี้ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ! แต่ที่แน่ ๆ คือ.. รับรู้แล้ว..โกรธ.. “โกรธ” นี้.. – เชื่อได้จริง – เป็นจริง – ปรากฏขึ้นจริง ถ้ารู้ทัน อย่างใจเป็นกลาง มันจะเห็นความจริง..ลึกไปอีกว่า ‘มันไม่เที่ยง’ หรือ ‘มันไม่ใช่เรา’ ให้มาดูตัวจริง! ปรากฏจริง! ที่มันปรากฏอยู่จริง ๆ ในใจตัวนี้ ให้มาก ๆ ให้บ่อย ๆ ส่วนแหล่งข้อมูล.. ก็อดไม่ได้หรอก มันก็รับรู้มา แต่ “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ”! สิ่งที่จะเชื่อได้จริง ๆ คือ “สิ่งที่ปรากฏอยู่(ในใจ)” ไม่ว่าจะเป็น สิ่งดีก็ตาม สิ่งไม่ดีก็ตาม ดูด้วยใจเป็นกลาง ด้วยใจที่ตั้งมั่น เห็นมันบ่อย ๆ แล้วสิ่งที่ปรากฏนั้น จะแสดงความจริง แล้วเราจะไม่ถูกสิ่งต่าง ๆ หลอกลวงเอา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ออกอากาศวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=hBFextGlmIo (นาทีที่ 1.07.24-1.09.22) September 29, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู 🍁🍂🍂🍁 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่มีพุทธศาสนา..เป็นช่วงที่มืดมน พระพุทธเจ้าไม่ได้มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่ได้มีอุบัติขึ้นบ่อย ๆ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้ว ควรใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะคำสอนที่จะทำให้พ้นทุกข์ไม่ได้มีอยู่นาน ในสังสารวัฏ ถ้านับเป็นระยะเวลาโดยรวมแล้ว โอกาสที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วสั่งสอน มีแค่แว็บเดียว สมมติว่าเป็นเส้นเวลา (timeline) เวลาในสังสารวัฏตลอดมา ช่วงเวลาที่ “ไม่มีพุทธศาสนา” จะเป็นช่วงเวลาที่ “มืดมน” มืดมนในแง่..ไม่ใช่ว่าดวงอาทิตย์ไม่มี แต่มืดมนในแง่ของปัญญา ช่วงเวลามืดมนนี้จะมีอยู่แทบตลอดเวลา!! ช่วงเวลาที่มีพุทธศาสนา จะเป็นเพียงแค่ประกายแสงสว่าง ‘วาบ’ ขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้นเอง..แล้วก็ดับไป แล้วอีกกัปหนึ่ง จึงจะมีอีก ‘วาบ’ หนึ่ง..แล้วก็ดับไป แล้วในระหว่างกัปนั้นก็มืด ช่วงเวลาที่มีพุทธศาสนาเป็นเพียงแสงวาบ นี่มองในสายตาแบบเทวดาที่มีอายุยืน ๆ เช่น พระพรหม จะเห็นว่า ‘วาบอีกวาบหนึ่งแล้ว’ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วอีกองค์หนึ่ง..แล้วก็ดับไป ผ่านไปยาวเลย แล้วก็ ‘วาบ’ ขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เราอยู่นี้ มันเป็นช่วงแห่งแสงสว่างแห่งปัญญาวาบขึ้นมา มีบุคคลที่ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเอามาปฏิบัติ แล้วได้ปัญญาวาบขึ้นมา ยังมีอยู่เป็นประจำอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ ในแง่ที่พัฒนาตนเองให้วาบบ้าง ให้มี “ความวาบทางปัญญา” เป็นมรรคผลเกิดขึ้นมาบ้าง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=fQWR8dKGGYE (นาทีที่ 51.19-53.23) September 21, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่งอมืองอเท้า_เฝ้าขอพร “เทวดามีจริง” แต่เทวดาก็เป็น “ผู้ทุกข์” เป็นสัตว์ผู้ทุกข์ร่วมโลกกับเรา หมายถึงว่า.. ในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิไหน เกิดมาแล้วเป็นทุกข์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเทวดาที่จะมาคอยดลบันดาลอะไร ตามคำขอของมนุษย์ ไม่อย่างนั้นแล้ว.. การเป็นเทวดา ก็น่าจะไม่ใช่ภพภูมิที่เป็นสุคติ เพราะรู้สึกว่าต้องมาคอยเงี่ยหูฟังว่า ‘มนุษย์ขออะไร’ แล้วเขาก็ต้องคอยบันดาลให้ ดูเหมือนเป็น “ทาสรับใช้ของมนุษย์ขี้ขอ” อย่างไรก็ไม่รู้ ลองแทนใจตัวเองเป็นเทวดาก็แล้วกัน ว่า.. ถ้าเราเป็นเทวดา แล้วมนุษย์พัน ๆ ล้าน เฝ้าเว้าวอนขอโน่นขอนี่ เราไหวไหม!? เราจะตามใจมนุษย์ไหวไหม? เราจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน? ในการที่จะตามใจมนุษย์ แล้วมนุษย์เนี่ยเวลาขอ ก็ขอไม่บันยะบันยัง เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาตามเหตุผลแล้วนะ มนุษย์ไม่ควรจะไปขอเทวดา มนุษย์ควรจะสร้างศักยภาพของตนเองให้เกิดขึ้น เรามีความสามารถที่จะเลี้ยงชีพตัวเองได้โดยไม่ต้องไปพึ่งพาใคร อาจจะพึ่งพา ก็พึ่งพาในแง่ของความสัมพันธ์ในสังคมมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็มีความสามารถของเราเป็นพื้นฐาน ในการทำมาหากิน ในการเลี้ยงชีพ ในการพัฒนาตนเอง อย่างนี้จึงจะเป็นแนวทางของชาวพุทธ ไม่ใช่ไปงอมืองอเท้า เฝ้าขอพร หรือขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้บันดาล พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=fQWR8dKGGYE (นาทีที่ 47.29-49.36) September 14, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู 🌼🌼🌼 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #วางเฉยต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย ภาวนาใหม่ๆ นะ เวลาเห็นสภาวะครั้งแรกเนี่ย อืม.. ตื่นเต้น! คนมันไม่เคยเห็นนะ! พอเห็นแล้วมันจะตื่นเต้น.. ธรรมดา! มันจะรู้สึกปิ๊งปั๊ง! อะไรขึ้นมาเนี่ย เห็น(สภาวะ)ชัดเป็นปกติ ภาวนาไปๆ สภาวะแบบเดิมๆ ความเผลอแบบเดิมๆ กิเลสตัวเดิมๆ อย่างนี้นะ! มันก็เห็นกิเลสนั่นแหละ แต่ว่ามันไม่หวือหวา มันไม่ตื้นเต้นเหมือนครั้งแรกที่เห็น อันนี้เป็นปกติเลย! แม้แต่เห็นรูปธรรมที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้นะ เห็นครั้งแรกก็ตื่นเต้น อยู่ไปๆ ก็เฉยๆ ประมาณนี้นะ เปรียบเหมือนต้นไม้ เราเพาะเมล็ดต้นไม้อะไรสักต้น พอมันงอกใบขึ้นมา แค่ใบเลี้ยงสองใบเท่านั้นเอง.. ตื้นเต้น! โห!.. งอกแล้ว.. ดีใจ! แต่พอมันโตขึ้นมา ก็รู้สึกความตื่นเต้นน้อยลง แต่ต่อมาใบมันเริ่มเยอะแล้วนะ! ความตื่นเต้นน้อยลง เห็นความเจริญเติบโตอยู่ เห็นว่ามันโตอยู่ แต่ความตื่นเต้นน้อยลง ยิ่งเป็นต้นไม้ใหญ่นะ มันแตกใบเกือบทุกวัน มีความเติบโตอยู่ทุกวันนะ รู้สึกเฉยๆ แบบเดียวกันเลย เราภาวนาจนให้ได้อย่างนี้แหละ จนแม้แต่เห็นกิเลสอยู่..แต่ไม่ตื่นเต้น – ไม่ตื่นเต้น.. ในลักษณะที่จะไปต่อต้านกับมัน – ไม่ตื่นเต้น.. ในลักษณะที่จะไปตามใจกิเลสด้วย ไม่หวือหวาอะไรกับมัน มันจะเข้าไปสู่ขั้นที่เรียกว่า “วางเฉยต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/KmtSmTm_DkQ September 6, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอังคารที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #งานก็ต้องทำ_จิตก็ต้องเรียน เวลาเราภาวนาเราต้องแบ่งให้ออกว่า.. ตอนนี้เราจะอยู่ในโหมด(mode)ของการเรียนรู้ความจริงของชีวิต หรือตอนนี้เราจะต้องไปอยู่กับสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคม ต้องแสดงออก ไม่ให้มีกิเลสเข้าไปปน ไม่งั้นแล้ว.. สังคมก็จะมีแต่เรื่องที่วุ่นวาย แต่อยู่ในโหมดของการเรียนรู้ชีวิตตามความเป็นจริงเนี่ย ต้องเพียงแค่เฝ้าดู ไม่เข้าไปแทรกแซง แต่ถ้าต้องไปยุ่งกับคน.. ต้องแทรกแซง อย่าไปพูดร้ายกับเขานะ ‘กูโกรธแล้ว.. กูก็โกรธเลย’ แล้วก็บอกว่าแค่เฝ้าดูกิเลส.. มันไม่ใช่เวลา! ในการแสดงกายกรรม วจีกรรม แล้วก็มโนกรรม เวลาอยู่กับคนอื่น ก็ต้องแสดงออกแบบที่เป็นกุศล มีวจีสุจริต มีมโนสุจริต มีกายสุจริต แต่ถ้าอยู่ในโหมดของการภาวนา ที่จะมาศึกษาเห็นความจริง ต้องอยู่ในโหมดของ “นักวิจัย” ต้องแบ่งให้ออกตรงนี้! ไม่ใช่ดันทุรังจะเป็นแต่นักวิจัย พอไปอยู่ในชีวิตจริง.. อยู่กับเขาไม่ได้!! เรียกว่า เอาคำว่า “ภาวนา” ไปมั่วอยู่กับชีวิตในปกติ แล้วเขาก็จะหาว่า.. นักภาวนา ทำไมดูแปลกๆ!! ทำไม ดูเหมือนไม่มีน้ำใจ ทำไม เหมือนไม่น่าคบ ประมาณนี้ มันต้องแบ่งให้ออก ในการพูดจา ต้องพูดจาสุภาพ ในการที่เห็นคนอื่นเดือดร้อน ต้องพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ.. ไม่ใช่วางเฉย ไม่ใช่เวลาที่จะมาดูจิตเกิด-ดับ ทาน ศีล ก็ต้องมี เมตตา กรุณา ก็ต้องมี ในการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น เราก็ต้องมีกุศลอื่นเข้าไปร่วมด้วย แต่ที่พูดว่า “ใจเป็นกลาง มีอุเบกขา” นั้น มันอยู่ในโหมดของเฝ้าดู เฝ้ารู้ เพื่อเห็นความจริงของชีวิต ในระหว่างนั้นมันไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น มันอยู่กับตัวเอง! เวลาที่เราทำในรูปแบบ หรืออยู่กับงานที่ไม่เกี่ยวกับใคร กวาดบ้านไป.. ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับใคร อยู่กับตัวเอง อย่างนี้นะ! กวาดไป.. แล้วก็ดูจิตที่มันเคลื่อน ถ้าเป็นพระ ก็กวาดใบไม้ กำลังกวาดอยู่.. เห็นจิตพุ่งไปหาใบไม้ แล้วก็กวาดต่อ.. “งานก็ต้องทำ จิตก็ต้องเรียน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ตอน ความเป็นกลางของจิต (นาทีที่ 46.09-49.58) ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/kvy1Ax9QFKs August 31, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีฉลู ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เป็นคนดีกันต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน.. เรายังต้องเป็น “คนดี” เราจะต้องเป็น “บัณฑิต” ต่อไป ส่วนเขาจะเลวต่อไป หรือเขาจะกลับตัว.. ถ้าเขากลับตัวได้.. ก็อนุโมทนากับเขา แต่วิธีการที่จะให้เขากลับตัว ก็ไม่ใช่เอาความเลวไปกลับตัวให้เขา ถ้าเขาจะกลับตัวได้..ไม่ใช่มากลับตัวเพราะโดนด่า.. ‘โห! ถูกด่ามาเจ็บเหลือเกิน.. เลยต้องกลับตัว!’ !?!? แบบนี้ยังไม่เคยเจอ .. นึกออกไหม? เจอคนพาล..แล้วเราจะไปด่า เพื่อให้เขากลับตัวเป็นคนดีได้เนี่ย (แบบนี้)อาตมายังไม่เคยเจอ ฉะนั้น เจอคนพาลที่พูดร้าย-ทำร้าย-คิดร้าย.. เราจะต้องยิ่งระวังใจตัวเองก่อน ต้อง คิดดี-พูดดี-ทำดี ต้องมีปัญญา ต้องมีเหตุผลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ยิ่งทุกวันนี้ มันจะมีวิกฤตหลายเรื่องเลย ประดังประเดกันเข้ามา.. โดยเฉพาะในเมืองไทย เป็นโอกาสของบัณฑิตที่จะสร้างบารมีกันต่อ ทำยังไงจะมีปัญญา มีความอดทน แล้วก็รู้จักที่จะเรียบเรียงหาเหตุผล.. หาคำพูดอะไรที่มันเป็นเหตุเป็นผล มากกว่าที่จะขุดหาคำด่าอะไรเจ็บๆ แสบๆ ตอบโต้ใส่กัน ….. นอกจากทำตัวเป็นคนดีแล้ว เจอใครทำดี.. ให้ “ขยายความดี” ใครกตัญญูกตเวที.. “ขยายความดี” นั้นขึ้นมา ใครมีน้ำใจ.. “ขยายความดี” นั้นขึ้นมา ใครมีเมตตา.. “ขยายความดี” นั้นขึ้นมา ใครมีความอดทน, ใครมีความสำนึกในคุณงามความดีของคนอื่น.. …“ขยายความดี” นั้นขึ้นมา… ประมาณนี้นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ตอน คนดีที่แท้จริง (นาทีที่ 49.50-54.27) ลิงค์คลิปรายการ https://www.youtube.com/watch?v=FYxBMAxh5Kk August 23, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ