Category Archives: ฝากคิด

วันพุธที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำเดือนยี่ (๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #สัมภเวสี จิตแสวงหาที่เกิด “สัมภเวสี” ในความหมายของเถรวาท คือ ผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เรียกว่าสัมภเวสีทั้งหมด กำลังแสวงหาภพ แสวงหาที่เกิดของจิตอยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้น เวลาที่เรากำลังคิด ‘เอาจิตไว้ไหนดี ?’ นั้นแหละ..คือ สัมภเวสี นึกออกไหม? ฉะนั้น พวกเราเนี่ยเป็นกันหมดเลย รวมทั้งอาตมาด้วย ! ถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ เรียกว่า สัมภเวสี-แสวงหาที่เกิด พระอนาคามี ยังแสวงหาที่เกิดอยู่ ท่านยังพอใจในการเข้าฌาน ยังมีการเคลื่อนไปเข้าฌาน จิตยังเคลื่อนไปเข้าฌาน ท่านยังมีงานของท่านอยู่ว่า..ท่านต้องเห็นสังโยชน์ตัวที่เรียกว่า รูปราคะ อรูปราคะ รูปราคะ คือ ราคะในรูปฌาน อรูปราคะ คือ ราคะในอรูปฌาน คือเวลาท่านจะเข้าฌานเนี่ยยังต้องเคลื่อนอยู่ จิตต้องเคลื่อนไปเข้าฌาน อันนี้เป็นงานของท่าน เล่าให้ฟังเฉย ๆ ให้เห็นว่าแม้แต่พระอนาคามีก็ยังอยู่ในประเภทแสวงหาภพ แต่เราไม่ต้องไปห่วงท่านนะ ห่วงเราก่อน! เราเนี่ยก็แสวงหาภพ ยังตายแล้วต้องไปเกิด ในระหว่างที่ยังไม่ตายทางร่างกาย จิตก็ยังแสวงหาภพอยู่ ถ้าเรามองเห็นตัวนี้ได้..เราจะภาวนาได้ง่ายขึ้น เวลาคิดจะภาวนา แล้วกำลังตั้งท่าว่า ‘จะภาวนาอย่างไรดี ?’ อันนี้ชัดเจนเลย กำลังเป็นสัมภเวสี เพราะฉะนั้น แม้ว่าสภาวะอย่างนี้จะดูไม่ดี และชื่อเรียกก็น่ารังเกียจมากเลย.. “สัมภเวสี” แต่ถ้าเรารู้นะ เราได้ “ตัวรู้” ขึ้นมาเลย จิตรู้ขึ้นมาเลย ถ้ารู้ด้วยใจเป็นกลาง จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมาเลย นี้ก็เป็นสภาวะหนึ่ง จะบอกว่าเป็นกิเลสตัวไหน ? ก็อาจจะยากสำหรับเรา ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อว่ากิเลสตัวนี้ชื่ออะไร แต่รู้อยู่ว่า จิตกำลังแสวงหาอยู่ ก็ใช้ได้ เช่น อยากจะทำดี อยากจะภาวนานะ แล้วคิดว่าจะทำยังไงดี นี่แสวงหาอยู่นะ ขณะนั้นเป็น “สัมภเวสี” อนุญาตให้อุทานในใจได้เลย.. ‘สัมภเวสีแล้วกู!’ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ คอร์ส ก.ล.ต. เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/3i0u8Jj (นาทีที่ 30.58-33.42)

อ่านต่อ

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ติด Social Media อยากจะเลิก การที่จะตัดใจได้นี่นะ เราต้องมีเป้าหมายชัดเจน เป้าหมายอย่างเช่นว่า “เราจะต้องทำความเข้าใจธรรมะให้ได้ ในชาตินี้” ถ้ามีเป้าหมายอย่างนี้ จะรู้เลยว่า ไอ้นี้มันตัวขัดขวาง เราก็จะยอมสละมันได้ พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล ที่มา:อุปกิเลส ๖ หน้า ๑๐๘ (บรรทัดที่ ๑๒-๑๕)

อ่านต่อ

อังคารที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #พุทธะ..รู้ตื่นเบิกบาน มองตัวเองให้ออกว่าเราเป็นพวกจริตแบบไหน เป็นสมถยานิก หรือเป็นวิปัสสนายานิก? ถ้าเป็น “วิปัสนายานิก” ทำสมถะแบบสบาย ๆ ไม่ต้องตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้ฌานขั้นนั้นขั้นนี้ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ก็ “ดูจิต” ไป ดูจิต เกิด-ดับ ดูจิตที่มันมีกิเลส เกิด-ดับ ดูจิตที่มันเผลอ เกิด-ดับ ..ได้วิปัสสนาก่อน ทันทีที่เห็นกิเลส เกิด-ดับ กำลังของกิเลส ก็ลดลงไป กำลังของความฟุ้งซ่าน ก็ลดลงไป กำลังของราคะ โทสะ โมหะทั้งหลาย ลดลงไป กำลังเหล่านี้เราเรียกอีกชุดหนึ่ง เรียกว่าเป็น “อนุสัย” อนุสัยเป็นความเคยชินของจิต ส่วนใหญ่ก็เป็นความเคยชินในแง่ไม่ค่อยดี ความเคยชินเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง มีความเคยชินอันใหม่เกิดขึ้น คือเคยชินที่จะ “รู้” รู้อย่างไม่เข้าไปแทรกแซง รู้อย่างไม่เข้าไปบังคับจิตใจตัวเอง มันจะกลายเป็น “รู้แบบเบิกบาน” มันจะตรงกับคำแปลของคำว่า “พุทธะ” พุทธะ เป็น “การรู้ ตื่น เบิกบาน” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ ยุวพุทธิกสมาคมฯ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/37XwvYQ

อ่านต่อ

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กลับมาหาวิเวกให้กับตนเอง ถ้าปลีกตัวออกไปได้เรียกว่า “กายวิเวก” ถ้าปลีกตัวออกไปไม่ได้ อยู่ร่วมกลุ่มด้วยกันอย่างนี้ ก็สามารถหาโอกาสทำจิตวิเวกได้ จิตวิเวกก็ไม่มีอะไรมาก กลับมาอยู่กับตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่เราส่งใจไปผูกพันกับคนอื่น ตอนนั้นเราไม่วิเวก แต่เมื่อกลับมารู้กายรู้ใจ ตอนนั้นเกิด “จิตวิเวก” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา:เหนือบุญ หน้า๑๒๘ (บรรทัดที่ ๗-๑๑)

อ่านต่อ

อังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #แมงมุมโง่ ๆ ยึดมั่นในความงาม ยึดมั่นในความสวย มันเป็นสิ่งที่เราผลิตขึ้นมาเอง แล้วก็ไปติดเอง..ติดในความยึดมั่น ติดในความปรุงแต่งของตัวเอง พระองค์เปรียบเหมือน.. “แมงมุมโง่ ๆ ตัวหนึ่งที่ชักใย แล้วตัวเองไปติดใยตัวเอง” ปรุงแต่งเอง แล้วก็ไปติดเอง แล้วก็ดิ้นรนออกจากใยของตัวเองไม่ออก! ถ้าเห็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งก็จะขาดลง แต่ไม่เห็น! มัวแต่ปรุงแต่ง แล้วไปเชื่อความปรุงแต่ง ยิ่งปรุง ยิ่งมัด ยิ่งพัน ยิ่งเหนียว ดิ้นไม่ออก แล้วพยายามดื้นอยู่ คนเรานั้นจะเหมือนแมงมุมโง่ ๆ ตัวนั้น ….. เรามาเรียนรู้หลักธรรมะแล้ว..ก็เอามาปฏิบัติ เพียงแต่ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรพันตัวเองเพิ่มขึ้น ไม่ต้องไปดิ้นรน ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น ยิ่งดิ้นยิ่งเหนียว และขณะที่ดิ้น ใยก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะมันมีเจตนาตัวหนึ่ง ไอ้เจตนาที่จะออกนั้น ยิ่งเจตนา..ใยก็ยิ่งพันยิ่งแน่น เราเป็นแค่แมงมุมโง่ ๆ ให้รู้ทันว่า “เมื่อกี้โง่อีกแล้ว เอาใยมาพันตัวเองอีกแล้ว” ผลก็คือ..ทุกข์อยู่! คนดูจิต..เค้าก็ดูจิตกันเฉย ๆ ไม่ใช่ไปแก้ไอ้จิตที่แย่ ๆ เมื่อกี้นี้ ไม่มีหน้าที่ไปแก้ เวลาเห็นจิตมีความโกรธ..ไม่ต้องไปแก้ความโกรธ เพราะจิตที่ไปเห็นความโกรธนั้น มันไม่โกรธแล้ว ถ้าแก้เมื่อไรนะ..ให้นึกถึง “แมงมุมโง่ ๆ” แล้วแมงมุมโง่ ๆ นั้น..ไม่ใช่ใคร.. “กูเอง” !!! ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “แมงมุมโง่ ๆ” กิจนิมนต์ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีชวด พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เฝ้าดูเฉยๆ พอ “เห็นว่าเผลอ” มันจะ “หายเผลอ” พอดี จะเห็นอย่างนี้ได้ ต้องตั้งใจไว้ว่า.. ** “เราจะศึกษาเรื่องจิต” อันนี้สำคัญนะ!! ใส่เครื่องหมายคำพูด แล้วก็ขีดเส้นใต้ แล้วก็ทำตัวหนา ๆ ด้วย ** เราจะเห็นว่า..เมื่อกี้จิตเผลอแสดงไตรลักษณ์ได้ ต่อเมื่อเรา“ตั้งใจจะเรียนรู้ความจริงของจิต” ไม่ใช่ตั้งใจจะสงบ ไม่ใช่ตั้งใจจะบังคับจิตให้นิ่ง ..ให้ว่าง ..ให้ดี แต่ตั้งใจจะ “เรียนรู้” ความจริงของจิต จิตจะดีก็จะ “รู้” จิตจะไม่ดีก็จะ “รู้” โดยอาศัยสมถะ คือตัวตั้งต้นนี้ ตัวตั้นต้นนี้.. ลมหายใจเข้า “รู้” ลมหายใจออก “รู้” ถ้ามันเผลอไป คือ มันลืมลมหายใจ ลืมพุทโธ เราก็จะเห็นว่าเมื่อกี้มีความเผลอเกิดขึ้น ความเผลอ..ถ้าถามจริง ๆ ว่าดีหรือไม่ดี ? จริง ๆ ไม่ดี “ความเผลอ” ก็คือ “โมหะ” นั่นเอง แต่เราดูด้วยท่าทีที่อยากรู้ว่าจิตมันทำงานอย่างไร? เพราะฉะนั้น จิตมันทำงาน แม้จะไม่ดี แต่รู้แล้ว รู้แล้ว คือได้แต้มแล้ว สมอยากด้วย สมปรารถนาเราด้วย คือเราปรารถนาจะ “รู้ความจริงของจิต” จิตแสดงท่าทีออกมาว่า เมื่อกี้เผลอไป เราได้รู้..สมปรารถนา แล้วรู้สึกว่า “ภาวนาได้ผล” ไม่ท้อถอยต่อการภาวนาเลย เพราะว่ารู้สึกว่า “อ้าว! เราเห็นแล้ว” ตอนที่รู้สึกว่าภาวนาได้ผลนะ ครั้งแรกเลยนะ คือเห็นว่า..เมื่อกี้ฟุ้งซ่าน! ตอนฟุ้งซ่าน แล้วเห็นว่าฟุ้งซ่านนะ รู้สึกว่า.. “โอ้..สภาวะฟุ้งซ่านมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” เมื่อก่อนฟุ้งซ่านก็คือ..คิดอะไรไปเลยเถิดไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม ? กว่าจะฟุ้งซ่านได้ก็คือ เผลอนาน ๆ มาดีใจอีกครั้งหนึ่ง คือเห็นความเผลอ เห็นจิตที่มันเผลอ เห็นจิตที่มันเป็นลักษณะใจลอย พอใจลอยแล้ว เห็นว่าใจลอย “ฮ้า..เห็นใจลอยแล้ว” ใจลอยเนี่ย ดูยากกว่าฟุ้งซ่าน กว่าจะฟุ้งซ่านได้ คือมันใจลอยไปนาน ๆ แต่พอใจลอยเนี่ย คือใจลอยไปแป๊บเดียวก็รู้แล้ว! เพราะฉะนั้น..การเห็นว่า “ใจลอย” หรือเห็นว่า “เผลอ”เนี่ย..มันจึงสำคัญมาก! เพราะมันจะดูได้ถี่ขึ้น ดูได้บ่อยขึ้น แต่ถ้าใครเห็นฟุ้งซ่านได้ก็นับว่าดีมากแล้วนะ คือได้จุดตั้งต้นแล้ว คือเห็นสภาวะ สภาวะทางจิตเนี่ย..เวลาฟุ้งซ่านไปแล้วเห็นว่าฟุ้งซ่าน..ความฟุ้งซ่านจะดับ ความฟุ้งซ่านดับเนี่ยนะ บางทีเราอาจจะบรรยายไม่ออกเลยนะว่า.. มัน “เกิด-ดับ” แต่จิตเรียนรู้แล้ว ทันทีที่รู้ความฟุ้งซ่านโดยที่อยู่ในมุมมองที่ว่า “จะเรียนรู้” นะ มันจะเห็น “เฉย ๆ” มันไม่เข้าไปดัดแปลง ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปแก้ไข เพราะ “จะทำแค่รู้” นึกออกไหม? เราจะเรียนรู้ว่าจิตทำงานอย่างไร? เพราะฉะนั้น..เราจะไม่ไปแทรกแซง เหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากจะศึกษาวงจรชีวิตของผีเสื้ออย่างนี้นะ! ก็จะเฝ้าดูผีเสื้อ ออกไข่เป็นหนอน จากหนอนเป็นดักแด้ จากดักแด้ออกมาเป็นผีเสื้อ จะ “เฝ้าดูเฉย ๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ วัดสวนดอก เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ??? #การอธิษฐานแบบชาวพุทธ อธิษฐาน ไม่ได้หมายถึง ขอให้สำเร็จผลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขอเพื่อจะได้เอา แบบที่คนไทยใช้กัน แต่อธิษฐานในทางพุทธศาสนา หมายถึง ความตั้งใจมั่น แน่วแน่ที่จะทำการให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย ซึ่งเป็นบารมีอย่างหนึ่งในบารมี ๑๐ เรียกว่า “อธิษฐานบารมี” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา : หนังสือ นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๒ หน้า ๑๐๓ (บรรทัดที่ ๑-๕)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ☘️☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าประมาทในการปฏิบัติธรรม มีคำสอนของพระพุทธเจ้า แสดงถึงบุรุษหลายประเภท เท่าที่นึกได้ก็เช่น ประเภทที่ ๑ : ในชาตินี้ปฏิบัติธรรมแล้ว เจริญสติปัฏฐาน แต่สติยังช้าอยู่ แต่พอตอนตายไม่บรรลุมรรคผล แต่ด้วยอานิสงส์ที่เจริญสติปัฏฐาน ไม่ได้ทำผิดศีลอะไร เพราะการเจริญสติปัฏฐาน เจริญแล้วจะเห็นโทษของกิเลส เห็นกิเลสอยู่เนือง ๆ ถึงแม้จะไม่บรรลุมรรคผล พอตายไปแล้วเป็นเทวดา ระลึกถึงจิตที่เคลื่อน เห็นจิตที่เคลื่อน เห็นกิเลสที่เกิด ก็สามารถบรรลุได้เอง จากอานิสงส์ที่ได้เจริญสติปัฏฐานมา ประเภทที่ ๒ : ฝึกสติปัฏฐานมาในชาติที่เป็นคน ไม่บรรลุมรรคผล ตายไปแล้วไม่สามารถระลึกได้เอง แต่มาได้ยินได้ฟังธรรมะของพระภิกษุ ผู้ทรงฌาน ทรงอภิญญาแสดงธรรมให้ฟัง เทวดานั้นก็มาระลึกได้ว่า “อ้าว! ธรรมนี้เคยศึกษา เคยฝึกมาก่อน เหมือนเคยได้ยินมา” ระลึกได้ว่าธรรมนี้คุ้นเคย ก็มาทบทวน แล้วบรรลุตอนเป็นเทวดาอย่างนี้ก็มี ประเภทที่ ๓ : ฝึกตอนเป็นคน แล้วไม่บรรลุ ตายไประลึกเองไม่ได้, แล้วก็ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังครูบาอาจารย์ที่เป็นมนุษย์ ผู้ทรงอภิญญาแสดงธรรม, แต่ไปพบเทวดาบนสวรรค์ ที่ท่านเคยฝึกมาแล้วได้ผล หรือเป็นผู้ที่ชำนาญคำสอน เทวดานั้นแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ ก็มีความคุ้นเคยธรรมะที่ท่านแสดงธรรมอยู่ ระลึกขึ้นมาได้ว่าเหมือนกับที่เคยฝึกมาเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ สติที่เคยช้าก็กลับว่องไวเมื่อตอนเป็นเทพ บรรลุธรรมบนสวรรค์นั่นเอง นี่คือโอกาสของคนที่เรียกว่า “ไม่ประมาทในคราวเป็นมนุษย์” ทำจนสุดฝีมือ แล้วยังไม่บรรลุมรรคผล ก็ยังสามารถที่จะไปบรรลุตอนเป็นเทวดา เวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติมีสองเวลา คือ – เวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด อันนั้นไม่ต้องมากังวลว่าต้องปฏิบัติ – อีกเวลาหนึ่งที่ไม่ต้องกังวลใจว่าต้องภาวนาคือ ตอนหลับสนิท ฝึกภาวนา ฝึกเจริญสติปัฏฐาน ฝึกจนให้เป็นทักษะประจำชีวิตเรา แม้ไม่บรรลุมรรคผล ก็สามารถที่จะเป็นบาทฐานให้เราไปบรรลุธรรม ในคราวที่เราเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ได้! ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “อย่าประมาทในการปฏิบัติธรรม” ณ บ้านคุณแม่ทวี สุทธิประภา ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/3quuI5U

อ่านต่อ

#พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ??? #ปรับทัศนคติของการทำกุศล การทำกุศลที่ได้อานิสงส์มากจริงๆ ก็ควรคำนึงด้วยว่า ไม่ใช่ทำเพื่อเอาเข้าตัว-เสริมตน หรือ”งกบุญ” แต่จะทำด้วยความเข้าใจในคุณค่าของสิ่งที่ทำ และเป็นไปในลักษณะ “สละออก” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา: นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒ หน้า ๓๘ (บรรทัดที่ ๘-๑๐)

อ่านต่อ

วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ความตายสมบูรณ์แบบ จิตนี้เองที่มันเกิด-ดับอยู่ทุกขณะ พระพุทธเจ้าเห็นจิตเกิด-ดับทุกขณะ ดับเป็นขณะ ๆ เรียกว่า “เห็นความตายอยู่ทุกขณะ” เห็นจิตที่เกิด-ดับ ทุกขณะนี่แหละ จึงจะนำไปสู่การตายที่สมบูรณ์แบบ เข้าใจว่า “จิตนี้ไม่ใช่เรา” มันเป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง ก็เพราะเห็นจิตเกิด-ดับเป็นขณะ ๆ จะเห็นการตายของจิตทุก ๆ ขณะได้ ก็ต้องอาศัยมีสติ รู้จิต จะเห็นจิตตายเป็นขณะ ๆ ได้ ก็อาศัยทำสมถะอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเห็นจิตที่เผลอไป มันก็คือตายจากสมถะเมื่อกี้นี้ มาเกิดเป็นจิตที่เผลอ เห็นจิตที่เผลอ..ความเผลอดับ ความเผลอตายไปแล้ว กลายเป็นจิตที่รู้ จิตรู้เกิดขึ้นมา แล้วจิตรู้ก็เกิดเพียงขณะเดียว ก็ดับ แล้วก็เผลอต่อ ถ้าไม่เรียนรู้ต่อ ก็จะไม่เห็นจิตเกิด-ดับอีก ฉะนั้น ถ้าจะให้เรียนรู้ต่อเนื่องได้..ก็คือ กลับมาทำสมถะ ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก หายใจเข้า ‘พุท’ หายใจออก ‘โธ’ จิตมาเกิดอยู่ที่องค์กรรมฐานตัวนี้ใหม่ แล้วเดี๋ยวก็เผลออีก ตายจากองค์กรรมฐานไป เกิดเป็นหลงที่ไหนก็แล้วแต่..เมื่อรู้ทันความหลง ความหลงดับ ความหลงตายให้ดู ฉะนั้น ที่เรียกว่า “เห็นความตายอยู่ทุกขณะ” นั้น เป็นไปได้ จากการเจริญสติ เห็นจิตเกิด-ดับ ไม่ว่าจะเกิดเป็นกุศล หรืออกุศล..ก็รู้ทัน เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนว่า.. จิต “มีราคะ” ก็รู้ จิต “ไม่มีราคะ” ก็รู้ จิต “มีโทสะ” ก็รู้ จิต “ไม่มีโทสะ” ก็รู้ จิต “มีโมหะ” ก็รู้ จิต “ไม่มีโมหะ” ก็รู้ จิต “ฟุ้งซ่าน” ก็รู้ จิต “หดหู่” ก็รู้ สังเกตดูว่า..ไม่ใช่จิตที่ดีเท่าไหร่เลย ใช่มั้ย! จิตมีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ไม่ใช่จิตที่ดีเลย แต่รู้แล้วได้ประโยชน์ทุกที คือเห็นว่ามันเกิด-ดับ เพราะทุกครั้งที่รู้ คือเป็นกุศล ‘กุศล’ กับ ‘อกุศล’ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ฉะนั้นเวลามีกุศลเห็นจิต มีสติเห็นจิตขึ้นมา จิตที่มีอกุศลเมื่อกี้นี้..ดับแน่นอน แล้วถ้ารู้ด้วยใจเป็นกลาง..รู้เฉย เหมือนอย่างที่หลวงปู่สังวาลย์สอน มันจะเป็นพยาน ไอ้ ‘อกุศล’ เมื่อกี้นี้..มันจะเป็นพยานว่าดับแล้ว ‘ความเผลอ’ เมื่อกี้นี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” ‘ราคะ’ เมื่อกี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” ‘โทสะ’ เมื่อกี้นี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ ”รู้” ‘ฟุ้งซ่าน’ เมื่อกี้นี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” ‘หดหู่’เมื่อกี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” เพราะฉะนั้น เปลี่ยน’หลง’เป็น’รู้’ แล้วจะรู้ว่า..จิตเกิด-ดับอยู่ทุกขณะ แล้วจะพัฒนาจิตใจตนเองฉลาดขึ้น พาให้เข้าใกล้ต่อความตายสมบูรณ์แบบ และไม่กลับมาเกิดเป็นทุกข์อีกต่อไป ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากไฟล์ 631111 ตายอย่างไรให้สมบูรณ์แบบ-งานศพ พอจ.กมล มุฑิโต ณ วัดสังฆทาน วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์คลิปแสดงธรรม https://bit.ly/2UMcy0K (ระหว่างนาทีที่ ๒๙.๓๖-๓๒.๔๖)

อ่านต่อ

#แผงหนังสือนิมฺมโล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ เล่ม ๖ ??? รวบรวมข้อคิด ข้อธรรมคำสอนของพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ในรูปแบบ EBook และ พ๊อคเกจบุ๊ค สามารถคลิกอ่านได้ที่ลิงค์ https://nimmalo.com/bookshelf/

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #นับญาติกับกิเลส ครูบาอาจารย์ฝากมาว่า… “ที่เราจะพัฒนากันไปได้เนี่ย อย่าละเลยที่จะ..รู้สึกตัว” รู้สึกตัว คือ รู้ทันความจริงว่า.. มีสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง มี’ความโลภ’เกิดขึ้นจริง มี’ความโกรธ’เกิดขึ้นจริง มี’ความเผลอ’เกิดขึ้นจริง ถ้าดูโลภได้..ให้ดูโลภ ดูราคะได้..ให้ดูราคะ ดูโทสะได้..ให้ดูโทสะ แต่ถ้าดูเผลอ(โมหะ)ได้..จะดีมาก เพราะว่าไม่ว่าจะมีโลภ โกรธ มันจะต้องมีเผลอ(โมหะ)อยู่ด้วยเสมอ จะโลภก็ต้องมีเผลอ(โมหะ) จะโกรธก็ต้องมีเผลอ(โมหะ) เพราะฉะนั้นถ้าดูเผลอ(โมหะ)ได้ จะดูสภาวะได้บ่อยครั้ง แล้วบ่อยครั้งมันดีอย่างไร? “บ่อยครั้ง” มันดีตรงที่ว่า.. จิตมันจะจำสภาวะนั้นได้แม่นยำได้เร็ว จำอย่างแม่นยำได้เร็วเนี่ย ตอนที่มีขณะจำได้แม่นยำ..ภาษาบาลีเรียกว่า “ถิรสัญญา” ถ้าเราเห็นสภาวะเผลอ(โมหะ)ได้ มันจะมีความเผลอ(โมหะ)ให้ดูบ่อยครั้งมาก แต่ถ้าเราดูแต่ความโกรธนะ! ถ้าเราเป็นคนขี้โกรธ มันก็จะดูความโกรธได้บ่อยเหมือนกัน..ก็ใช้ได้ แต่ถ้านาน ๆ โกรธที กว่าจะมี’ถิรสัญญา’ก็นาน นึกออกไหม? จะดูราคะก็ได้ ถ้าเราเป็นคนราคะจัด เห็นอะไรก็อยากได้ เห็นคนก็อยากได้คน เห็นของก็อยากได้ของ ก็ดูราคะก็ได้ แต่ถ้าเรามีราคะเหมือนกัน แต่ว่านาน ๆ จะเกิดขึ้นสักที โอกาสที่จะจำสภาวะราคะได้แม่นยำ ก็น้อยลง แต่ไม่ว่าจะมีราคะ หรือมีโทสะ จะต้องมีโมหะอยู่ด้วยเสมอ อันนี้โดยทฤษฎี และโดยสภาพความเป็นจริง เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เผลอ(โมหะ)จะไม่มีราคะ ถ้าไม่เผลอ(โมหะ)จะไม่มีโทสะ เผลอ(โมหะ)ไปชอบ เผลอ(โมหะ)ไปอยากได้ ก็กลายเป็นราคะ อยากได้แล้วไม่สมอยาก ก็กลายเป็นโทสะ เห็นเส้นทางของกิเลสไหม? “ราคะ” มันจึงมีแม่เป็น “โมหะ” .. นึกออกไหม? มันมีโมหะขึ้นมาก่อน หลงไปก่อน พอหลงไปแล้วอยากได้ จึงกลายเป็น “ราคะ” ถ้าอยากได้แล้วไม่สมหวัง กลายเป็น “โทสะ” เพราะฉะนั้นโทสะ เป็นลูกของราคะอีกที ..นับญาติได้หรือยัง? ถาม : เพราะฉะนั้น “โทสะ” กับ “โมหะ” เป็นอะไรกัน? ตอบ : โมหะเป็นยายของโทสะ (อันนี้เป็นการเปรียบเทียบพอขำ ๆ นะ) เพราะฉะนั้น เวลามีความรู้สึกตัวนะ! เห็นกิเลสเนี่ย.. ถ้าเราสามารถเห็นความเผลอได้จะดีมาก แต่ถ้าดูไม่ได้ ดูไม่ทัน ก็ดูราคะไป ดูโทสะไป ถ้าเราขี้โกรธ ดูโทสะไปบ่อย ๆ ก็จะมีถิรสัญญาในการจำความโกรธได้แม่นยำได้เหมือนกัน แล้วยุคนี้นะ คนที่จะดูความโกรธ แล้วจำความโกรธได้แม่นเนี่ย น่าจะมีเยอะอยู่… ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ ฐณิชาฌ์ รีสอร์ท อัมพวา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://www.facebook.com/thanicha.kladham/videos/1321500408214415 (นาทีที่ 19.46-23.12)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ตั้งใจเรียนรู้ความจริงของจิต เพื่อไม่ให้เป็นการผิดพลาด ก่อนจะทำกรรมฐาน ต้องตั้งใจไว้ว่า “ไม่ได้ทำความสงบ” แต่จะตั้งใจ “จะเรียนรู้ความจริงของจิต” ไม่ว่าจิตจะแสดงตัวอะไรมา?..ฉันจะรู้! เพราะถ้าตั้งใจทำความสงบนะ! พอมันไม่สงบ เราจะหงุดหงิดขึ้นมาเลย คล้าย ๆ ผิดหวัง เราหวังว่ามันจะสงบ แล้วมันไม่สงบ ก็จะผิดหวัง! เนี่ยมันผิดตั้งแต่ตั้งใจ ตั้งแต่ก่อนทำ พอเกิดสภาวะขึ้นมา ก็ไม่ดูสภาวะนั้นแบบด้วยใจเป็นกลาง ดูด้วยใจที่เป็นปฏิปักษ์กับสภาวะ คือไม่พอใจความไม่สงบ เมื่อไม่ชอบใจความไม่สงบ มีความไม่สงบปรากฏอยู่ตรงหน้าต่อ ก็รีบแก้ไขไอ้จิตที่ไม่สงบนั้นกลับมา ซึ่งทำไม่ได้! พอทำไม่ได้ มันก็ไปอีก พอดึงกลับมาก็กลับมาแบบเครียด ๆ วงจรมันเป็นวงจรอุบาทว์ เริ่มตั้งแต่ตั้งใจผิด คิดจะเอาแต่ความสงบ พอเผลอไปก็เห็นสภาวะแบบอย่างไม่เป็นกลาง มีการแก้ไขแทรกแซง รีบดึงกลับมา ตอนกลับมาก็กลับมาแบบเพ่ง ๆ เครียด ๆ เพราะพยายามบังคับ ยิ่งทำยิ่งเครียด พอออกแรงมาก ก็หมดแรง ตอนหมดแรง..ก็หลับ วงจรมันจึง เครียด-หลับ อยู่อย่างนี้เอง! ฉะนั้น อย่าอยากสงบ ! ถ้าจะอยากนะ ให้อยาก “แบบมีฉันทะ” อยากสงบ..เป็นตัณหา อยากแบบมีฉันทะ คือ อยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ อันนี้เป็นฉันทะ มีความใฝ่รู้ ฉันทะ อีกแง่หนึ่งเป็นความใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ความจริงของจิต เพราะฉะนั้น จิตมันดี..ก็จะรู้ จิตไม่ดี..ก็จะรู้ จะเรียนรู้มัน! การเรียนรู้เนี่ย ถ้าเป็น “การเรียนรู้แบบฉันทะ” มันจะไม่เข้าไปแทรกแซง จะเรียนรู้แบบนักวิจัย จิตดีก็รู้ จิตไม่ดีก็จะรู้ แล้วก็ไอ้จิตดี ก็ไม่ค่อยมีให้ดู มักจะมีจิตที่ไม่ดี..หลากหลายมาก! ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “จากกฐินสามัคคี สู่มรรคสามัคคี” บ้านจิตสบาย ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FbPDhGcjlpE

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กรรมเพื่อปรับภพภูมิ กรรมที่ทำประจำสม่ำเสมอในทางดี เรียกว่า “เป็นอาจิณกรรม” ในทางดีทางเป็นกุศล เช่น การสวดมนต์ ให้ทำ “อาจิณกรรม” ที่เป็นกุศลเป็นประจำ จนให้ใจคลุกคลีอยู่กับบุญกุศล จนเทวดานั้นอยากให้ไปอยู่ด้วย ถ้าไม่มี “ครุกรรม” คือทำฌานไม่ได้ ให้ทำ “อาจิณกรรม” เช่นสวดมนต์เป็นประจำ นั่งกรรมฐานเป็นประจำ ที่ว่านี้ให้ทำทั้งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน อย่าเลือกอย่างเดียว ให้ทำสองอย่างได้ ตอนเผลอไปใจไม่สงบ ไม่ได้สมถกรรมฐาน แต่เป็นโอกาสที่จะทำวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือรู้ทันจิตที่มันไม่สงบนั้น ตอนรู้ทัน..ขณะนั้นไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน เป็นขณะที่รู้ แต่พอรู้ว่าหลง จาก “หลง” ก็กลายเป็น “รู้” ขึ้นมา ขณะที่รู้นั้น..เป็นขณะของกุศล ตอนหลงคิดเรื่องอื่น..เป็นขณะที่เป็นอกุศล ถ้ารู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ได้ทำอะไรเกินกว่ารู้ จิตใจก็จะเรียนรู้ว่า..ความเผลอเมื่อกี้ที่เกิดขึ้นมา..ดับไปแล้ว และไอ้รู้เนี่ย..ก็จะดับตามไปด้วย ตอนที่ “รู้” ว่าเผลอคิด ขณะ “เผลอ” ก็ดับไปแล้ว การรู้อย่างนี้ประกอบไปด้วยสติและสมาธิ ถ้าทำฌานไม่ได้ ไม่มีครุกรรมด้านดี ก็ทำอาจิณกรรมให้จิตมีความคุ้นชิน การทำทาน เป็นการกำจัดความตระหนี่ เพื่อป้องกันการยึดติด เพื่อป้องกันความเสียดายทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ถ้าเราไม่หัดสละเสียบ้าง ตอนสุดท้ายที่เราจะตายจริง ๆ เราจะเสียดายอย่างมาก เพราะไม่เคยเสียสละ ไม่เคยตัดความตระหนี่ แจกจ่ายเขาบ้าง ถ้าเราไม่หัดเสียสละด้วยการให้ทาน เราจะไม่มีความคุ้นชิน ในการที่จะต้องสูญเสีย ในวาระสุดท้าย คือตอนตาย จะลำบาก เพราะต้องสูญเสียทุกอย่างที่มี การให้ทาน เป็นสิ่งที่ดี สุขใจผู้ให้ ซึ้งใจผู้รับ ประทับใจผู้พบเห็น จำไว้ ถ้าไม่มี “ครุกรรม” ให้ทำ “อาจิณกรรม” ถ้าไม่มี “อาจิณกรรม” บางคนจะไปหวังเอาตอนใกล้ตาย จะมีกรรมอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “อาสัณกรรม” ซึ่งเสี่ยงมาก กรรมฐานอีกอย่างที่ควรฝึก คือ เจริญเมตตา “ศัตรูของเมตตา” คือความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท ความจองเวร ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นมาในใจ ให้รู้ทันด้วย เจริญเมตตาบ่อย ๆ และรู้ทันศัตรูของเมตตาที่เกิดขึ้นมา จะให้ช่วยตัวเองด้วยการทำความคุ้นชินของจิตในการคลุกคลีอยู่กับธรรมะ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงการบรรยายธรรมเรื่อง กรรมเพื่อปรับภพภูมื ณ วัดผาณิตาราม ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ https://bit.ly/2JEddit

อ่านต่อ