#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๐๗ #บังคับให้คนบวชบาปไหม? 🤔🤔 #ถาม : ถ้าเราบังคับคนให้บวช เราจะบาปไหมคะ? คือเราเป็นพี่น้องกันนั่นแหละค่ะ ท่านก็จะโทรมาถามนู่นถามนี่ แล้วเวลาเราตอบไปเราก็เหมือนเป็นการสอนพระ โยมก็ไม่รู้ว่ามันบาปไหม? แต่ถ้าไม่บอกไม่กล่าว ท่านก็จะไม่รู้เรื่อง โยมก็มาคิดว่า ..โยมนี่จะบาปหนาหรือเปล่า? มาบังคับให้ท่านบวช ท่านก็ไม่ได้เต็มใจบวช แต่ท่านก็บวชให้ #ตอบ : แล้วเวลาท่านโทรมา เราบอกอะไรกับท่านบ้าง? #ถาม : บางทีก็คุยเรื่องธรรมะ แต่โยมก็ถามว่า “หลวงพี่โทรมาเนี่ย แล้วโยมจะบาปไหม?” เขาบอก “ไม่บาป เพราะเราพี่น้องกัน!” แล้วบางทีโยมน้องก็จะบอกว่า “หลวงพี่ต้องทำแบบนี้ ๆ สิ อย่างหลวงพี่ก็ไม่ต้องไปสนใจ หลวงพี่ก็ปฏิบัติ หลวงพี่ก็ฟังพระ” #ตอบ : ท่านมาบ่นเรื่องในวัดให้ฟังหรอ? #ถาม : ประมาณนั้นเจ้าค่ะ! โยมก็บอกว่า “หลวงพี่ก็ปล่อยวางสิ อย่าไปนู้นไปนี่” ท่านก็บอกว่า “อ้าว! อย่ามาสอนพระนะ เดี๋ยวจะเป็นบาปนะ” โยมน้องก็บอกว่า “อ้าว! ถ้าไม่สอน แล้วท่านจะรู้หรอ?” ว่าโยมน้องบาปอีก แต่เราก็เครียดว่าเราจะยังไง? แล้วตอนเป็นฆราวาส โยมน้องจะเป็นคนดูแลเขาทุกอย่างทั้งครอบครัวทั้งหมด นู่นนี่นั่น ดูแลทุกอย่าง แล้วเวลาท่านบวชไป โยมน้องก็บอกว่า “รับปากว่า จะไม่ทิ้ง” เวลาไปบวชปุ๊ป ท่านก็จะขอโน่นขอนี่ ขอทุกอย่างอย่างนี้ บางทีมันเกินไป เราก็จะบอกว่า “พระหลวงพี่ มันเกินไปแล้วนะ” ท่านก็จะบอกว่า “ไหนบอกว่าจะไม่ทิ้งกัน เนี่ยทำแบบนี้ บาป! โยมน้องจะบาปตลอด” อันนี้คือสิ่งที่โยมไม่สบายใจว่า คือเรารู้อยู่ว่าเราเป็นฆราวาส แล้วเราไปสอนพระ สอน บอก เราก็รู้มันเป็นบาป แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง? หาทางออกไม่ได้ บางทีเราก็เครียด บางอย่างก็รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ถูก อย่างเช่นว่า อย่างปัจจัยนี่! เราทราบอยู่ว่า พระไม่พกปัจจัยกัน แต่ท่านขอมา เราก็ต้องให้ เราก็เต็มใจให้อยู่แล้ว แต่เราไม่อยากให้ท่านผิดเรื่องศีล เราเป็นน้อง เราก็ไม่อยากบาปด้วย แล้วเราก็มาคิดว่า “เอ!​ จะทำอย่างไรดี ให้ถูกสองคน?” เราเป็นโยมน้อง เราก็ต้องปฏิบัติในส่วนของฆราวาสให้มันถูกต้อง ให้ไปด้วยกันแบบไม่บาปทั้งสองฝ่าย สิ่งที่โยมทำมันบาปไหม? บาปหรือไม่บาป? แล้วเราจะหาทางออกยังไงให้ถูกต้องดีคะ? #ตอบ : บังคับพี่ให้บวช บังคับคนให้ทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ ก็เรียกว่าเป็น ข่มขืนใจบุคคลนั้น! แล้วผลแห่งการที่บังคับให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ ก็ส่งผลถึงความลำบากใจที่โยมกำลังได้รับอยู่นั่นเอง ทีนี้มาดูความแตกต่างระหว่าง ‘การชักชวนให้คนไปบวช’ กับ ‘การบังคับให้คนไปบวช’ จะเห็นว่าไม่เหมือนกัน การชักชวน ถ้าชักชวนได้สำเร็จ เขาเห็นประโยชน์จากการบวช หรือเห็นโทษของการอยู่ครองเรือนเป็นฆราวาส แล้วเขาเต็มใจบวชเอง มันควรจะเป็นแบบนี้! ทีนี้ถ้าเขาไม่เต็มใจบวช แล้วบังคับ บางทีมันก็จะส่งผลร้ายอย่างที่โยมกำลังได้รับอยู่ หรือ ถ้าเราสามารถจูงใจให้เขาไปอยู่ในสถานที่ ในสำนักที่มีครูบาอาจารย์ดี ๆ บางทีเหตุการณ์จะพลิกผัน ไปเห็นหมู่คณะที่มีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีครูบาอาจารย์ที่รู้เท่าทันนิสัยหรือจริตของลูกศิษย์ มีคำสอนที่เหมาะกับลูกศิษย์ การบังคับครั้งแรกที่ดูมันไม่ดี กลับกลายเป็นส่งผลดี..อย่างนี้ก็มี เรียกว่า..ผลที่เกิดขึ้นนั้น บางทีถ้าเราต้องการจะให้ได้ผลดี ก็ต้องเลือกสถานที่ที่จะให้พี่เราไปอยู่ บางทีไปอยู่ในวัดที่เสี่ยงต่อการที่เขาเห็นภาพที่ไม่ดี หรือบรรยากาศในสังคมในวัดนั้นไม่ดี อย่างนี้นะ ก็เป็นการเสี่ยงที่ว่า เขาจะเกิดจิตที่เป็นอกุศลมากยิ่งขึ้น บางทีก็หมดศรัทธาในพระศาสนาไปเลย มันไม่เต็มใจมาตั้งแต่แรก แล้วพอไปอยู่ในสังคมที่ไม่เอื้อต่อการที่เจริญศรัทธาอีก ก็กลายเป็นว่า เข้าไปในมุมมองที่เป็นอคติอยู่แล้วก็ไม่พอใจอยู่แล้ว คนไม่พอใจเนี่ย..มุมมองของเขาจะเป็นอคติ เพราะใจถูกกิเลสห่อหุ้มอยู่ มุมมองนั้นมันจะมองอย่างเป็นอคติอยู่แล้ว ทีนี้ แต่ถ้าอยู่ในที่ที่หมู่คณะดี พระมีระเบียบวินัย แล้วครูบาอาจารย์ก็รู้เท่าทัน มีอุบายในการสั่งสอนลูกศิษย์ อย่างนี้ก็จะมีประโยชน์ อย่างเช่น พระนันทะ ตอนเป็นเจ้าชายอยู่ในงานแต่งงานของตัวเอง นิมนต์พระพุทธเจ้าไปทำบุญที่วัง พระพุทธเจ้าฉันเสร็จแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ ก็ยื่นบาตรให้เจ้าชายนันทะ เจ้าชายในฐานะน้องก็จำเป็นต้องไปส่ง รู้สึกว่าไม่กล้าปฏิเสธหลวงพี่คือพระพุทธเจ้า คือตอนอยู่เป็นฆราวาสก็เคารพเจ้าชายสิตธัตถะมาก เจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นที่เคารพของบรรดาพี่น้องในตระกูล ดูน่าเคารพน่าเลื่อมใส เวลาออกบวชไปเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธา เจ้าชายนันทะไม่กล้าที่จะคืนบาตรโดยพลการ ก็ตามไปส่ง สุดท้ายไปส่งถึงวัด แล้วพระพุทธเจ้าก็ถามเจ้าชายนันทะว่า “จะบวชหรือ?” ประมาณว่า ถือบาตรมาเนี่ย จะบวชหรือ? เจ้าชายนันทะไม่กล้าปฏิเสธ จึงตอบรับไป ก็จำเป็นจะต้องบวช แต่ตอนนั้นเนี่ย พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับ เพียงแต่ว่าพระนันทะบวชไปเพราะการหลุดปากไปว่า “บวชครับ” มันก็ไม่ถึงกับเป็นการบังคับขืนใจตรง ๆ ซะทีเดียว แต่ในลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็นการใช้อุบาย โดยใช้คำถามนำ โดยที่เจ้าชายนันทะไม่กล้าปฏิเสธ พอบวชแล้วก็ไม่ได้เต็มใจบวช จึงมีความไม่สบายใจขัดเคืองใจ ใจก็ไม่เป็นกรรมฐานอะไรเลย ไม่ได้สงบอะไรเลย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นครูผู้สอนที่เป็นบรมครูผู้เลิศ พระองค์เห็นปัญหาตรงนี้ ก็พาพระนันทะไปดูสภาพป่าที่ถูกไฟไหม้ มีไฟไหม้ป่า ไปพบนางลิงตัวหนึ่ง ถูกไฟเผาขนหงิกงอไปแล้วนี่นะ เนื้อบางส่วนก็ถูกไฟไหม้บางส่วน แต่ยังไม่ตาย หนีรอดมาได้ มานั่งขดอยู่บนตอไม้ที่ถูกไฟไหม้เหมือนกัน ลองนึกภาพดูว่า ลิงถูกไฟไหม้ตัวนี้ดูน่ารังเกียจแค่ไหน? ดูน่าสมเพชแค่ไหน? พระองค์พาไปดูลิง พาไปดูสภาพของลิงตัวเมียที่นั่งแซ่ว นั่งซมอยู่ พระองค์ถามพระนันทะว่า “ถ้ายกให้ได้ จะเอาไหม? ให้เป็นเมีย” เพราะทราบว่าพระนันทะคิดถึงเจ้าสาวในกรุงกบิลพัสดุ์อยู่นะ.. “ให้ลิงตัวนี้ทดแทนเอาไหม?” พระนันทะตอบว่า “ไม่เอา!” ..จะแตะ ยังไม่อยากแตะเลย รู้สึกว่าน่ารังเกียจ ถึงจะเป็นตัวเมียก็น่ารังเกียจ “ไม่เอา​ แทนไม่ได้ ไม่เอา!” พระองค์ก็พาไปขึ้นสวรรค์ ไปดูนางฟ้า “โอ้ย! นางฟ้าสวย สวยงามมาก” ..เห็นนางฟ้าแล้วเพลิน ถามพระนันทะว่า “ระหว่างนางฟ้า กับ นางรูปนันทาที่เป็นเจ้าสาวนี่ จะเลือกใคร?” พระนันทะ ตอบง่าย ๆ เลยว่า “ขอเลือกนางฟ้า” พระนันทะรู้สึกว่า นางรูปนันทาที่เป็นเจ้าสาวเนี่ย ถ้าเทียบกับนางฟ้าแล้ว ก็เหมือนนางลิงที่ถูกไฟไหม้นั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ถ้าต้องการนางฟ้า ให้ไปทำกรรมฐาน” ไม่ได้บอกว่าจะให้นางฟ้านะ! แต่ถ้าต้องการนางฟ้าให้ไปทำกรรมฐาน ให้ทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน พระนันทะตีความเองเลยว่า ถ้าทกรรมฐานแล้ว..เดี๋ยวจะได้นางฟ้า อาศัยอุบายในการสั่งสอนอย่างนี้ เจ้าชายนันทะทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เห็นร่างกายตนเองแสดงอสุภะ เห็นร่างกายตนเองแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เห็นจิตใจแสดงไตรลักษณ์ให้ดู ปรากฎว่าก็ได้ผลจากการสั่งสอน ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง คราวนี้นางฟ้าก็ไม่เอา นางลิงก็ไม่เอา รวมทั้งนางรูปนันทาก็ไม่เอาด้วย อย่างกรณีพระนันทะนี้ แม้จะไม่เต็มใจบวช แต่ได้ครูบาอาจารย์ดี ก็สามารถทำให้จิตใจนี้เปลี่ยนได้ ก็เรียกว่า แม้จะต้องฝืนใจทีแรก ถ้าได้ครูบาอาจารย์ดี ก็จะได้รับผลจากการบวชนั้น แต่การที่โยมบังคับพี่บวชเนี่ย จะเป็นบุญเป็นบาป ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราพาไปที่ถูกไหม? และการที่แนะนำสั่งสอนพระ ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจจะสั่งสอนในทางที่ผิด ถือว่าเป็นการแนะนำ หรือถวายความรู้ อย่างนี้ไม่เป็นบาปอะไร! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ZKDjnBeK-k0 (นาทีที่​ 1:43:30 – 1:56:34)

อ่านต่อ