Skip to content

นิมฺมโล

  • หน้าแรก
  • เสียงธรรม
    • ไฟล์เสียงล่าสุด
    • เสียงอ่าน
    • เสียงอ่านพุทธธรรม
    • บรรยายธรรม
    • เจริญพุทธมนต์
    • นิทานนิมฺมโล
    • Podcast
  • Video
    • คลิกใจให้ธรรม
    • ธรรมะสว่างใจ
    • ทำวัตร
    • ณ บ้านจิตสบาย
    • ตอบโจทย์จาก WBTV วัดยานนาวา
    • Nimmalo Channel
    • คอร์สจีนภาวนา
    • คอร์ส Inter
    • WBTV ธรรมะปทีป
    • สถานที่ต่างๆ
    • ละครธรรมนำชีวิต
    • เพื่อนช่วยทำ
    • ฆราวาสธรรม
  • ภาพกิจกรรม
  • แผงหนังสือ
  • บทความจาก Facebook
    • วรรคทอง
    • การ์ดธรรมะ
  • ปฎิทินธรรม
  • รู้จักเว็บนิมฺมโล

Nimmalo.com #วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑…

December 4, 2019นิมฺมโลตอบโจทย์admin

อ่านต่อ

  • FacebookFacebook
  • XTwitter
  • LINELine

Post navigation

← วันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๔ #คนส่วนใหญ่มักจะทำสมถะเพื่อสมถะ จะเจริญวิปัสสนาได้ต้องมีสมถะรองรับ หรือมีสมถะเป็นบาทฐาน ที่เป็นห่วงอย่างเดียวคือ.. คนส่วนใหญ่มักจะ..”ทำสมถะเพื่อสมถะ” พอไม่สงบก็พยายามทำให้สงบ มันฟุ้งไป ก็ไม่เรียนรู้ว่า มีความฟุ้งซ่านเกิด-ดับ แต่ฟุ้งซ่านไป รีบทำให้มันสงบ ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้นี้มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏแล้วให้ดู คือ ฟุ้งซ่าน แทนที่จะรู้ว่าฟุ้งซ่านเฉย ๆ เห็นฟุ้งซ่านเกิด-ดับ กลับไปแก้ไขฟุ้งซ่านให้มันสงบ เมื่อกี้นี้มีราคะเกิดขึ้น แทนที่จะเห็นราคะเฉย ๆ แล้วเห็นมันเกิด-ดับ กลับไปทำให้มันสงบ..นึกออกมั้ย? ไปติดอยู่ตรงที่ว่า มัวแต่ทำความสงบ! แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำความสงบ.. ยังต้องทำความสงบนะ.. แต่ทำความสงบเพื่อให้เห็นจิตที่มันฟุ้งซ่านไป เห็นจิตที่มันเผลอไป เห็น..ให้มันแสดงไตรลักษณ์ให้ดู! มันจะเข้าสู่ทางแห่งความพ้นทุกข์ คือทางสายกลางนี้ให้ได้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงมา มันมีทางสุดโต่งสองด้านเนี่ย ก็ต้องเรียนรู้ว่าเราผิดแบบไหน! ตอนรู้ว่าผิด..จะถูกพอดี ตอนตามใจกิเลสเนี่ย คือคิดเรื่องนี้มันส์เหลือเกินนะ คิดยาว ๆ นี่ก็ตามใจกิเลส เป็น “กามสุขัลลิกานุโยค” ถ้าทำไป ก็เป็นของคนผู้มีกิเลสหนาเป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน อย่างนี้เรียกว่า ตามแบบสุดโต่งไปด้านหนึ่ง ด้านตามใจกิเลส ไม่อยากให้เผลอ..บังคับให้มันอยู่นิ่ง ๆ เครียด ๆ ไม่มีความสุข ไม่เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีสมาธิที่ถูกต้องก็ไม่เกิดปัญญา ฉะนั้น เพียงแค่ทำสมถะตามกำลังของเรา เราอาจจะเป็นพวกสมถยานิก หรือวิปัสสนายานิก อาจจะไม่ต้องสนใจตรงนั้นก็ได้ แค่ทำสมถะตามกำลังของเรา สมถะนั้นจะเอื้อให้เห็นเลยว่า เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวจิตนี้ก็จะทำงาน ต่าง ๆ นา ๆ ให้ดู เราจะศึกษาให้เห็นความจริงของจิต ว่ามันไม่เที่ยงอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็เกิด-ดับ เดี๋ยวก็เผลอไป เผลอไปแล้วรู้ทัน..เผลอดับ ไอ้ตัวรู้ก็ดับด้วย ดับแบบไล่ตามกันไป ไม่ใช่ดับพร้อมกันด้วยนะ! ไอ้ “เผลอ” ดับก่อน แล้ว “รู้” ดับตามกันไป เห็นอย่างนี้ ไม่มีเราในที่ไหนเลย! กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เราด้วย เนี่ย..ถ้าได้อย่างนี้เรียกว่า “มีดวงตาเห็นธรรม” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากการแสดงธรรมเรื่อง “ทางสายกลาง” แสดงธรรม ณ เรือนไทยริมน้ำ วัดสังฆทาน เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ ลิงค์ไฟล์เสียง 620822 ทางสายกลาง-วัดสังฆทาน http://bit.ly/2roHFnv (ระหว่างเวลา ๔๘.๓๑- ๕๑.๐๓) #นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๐ #การดูจิตเหมาะกับคนช่างคิด ?? #ถาม : ขอให้พระอาจารย์ช่วยอธิบายถึงหลักการปฏิบัติที่ว่า “การรู้สึกตัว รู้ที่จิต” และ “รู้ถึงจิตที่รู้” ขั้นตอนการปฏิบัติในการเดินจิตค่ะ #ตอบ : การดูจิตนี่ เหมาะสำหรับคนที่เป็นประเภทพวกช่างคิด พวกช่างคิดนี่ จิตทำงานอยู่บ่อย ๆ จิตทำงานบ่อย ๆ นี่ คือมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตนี่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ก็เหมาะสำหรับคนที่พวกช่างคิดนี่จะมาดูจิต เพราะจิตมันทำงานเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่เป็นจิตนิ่ง ๆ ถ้าเป็นจิตนิ่งๆ ก็เป็นพวกทำสมาธิทำฌานได้ เขาจะมีจิตนิ่ง ๆ การดูจิตของคนจิตนิ่ง ๆ แล้วนี่นะ จิตไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ไตรลักษณ์คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตขณะนั้นที่นิ่งอยู่ มันไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ แต่จิตที่กำลังทำงาน เดี๋ยวคิดนู้นเดี๋ยวคิดนี่ เป็นคนช่างคิดนี่นะ เหมาะที่สำหรับจะมาเจริญสติปัฏฐานในแง่ของการดูจิต แต่อยู่ ๆ จะไปดูจิตเลยเนี่ย บางทีก็ยาก ก็ควรจะทำสมถะไว้ก่อน ให้สมถะเป็นเพียงเครื่องเทียบให้เห็นว่า จิตที่เผลอจากสมถะนั้นหรือองค์ภาวนานั้น เป็นจิตที่เผลอ เช่น ดูลมหายใจ หรือว่า หายใจเข้า-หายใจออก หรือว่า หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นี่นะ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”เนี่ย เป็นที่อยู่สำหรับทำสมถะของเรา แต่ทำสมถะครั้งนี้ ไม่ได้ทำสมถะเพื่อรักษาจิตให้อยู่กับองค์ภาวนาของเราไปตลอดเวลา เพราะจิตคนที่เหมาะสำหรับคนดูจิตนี่นะ เป็นจิตที่ชอบล่อกแล่ก ชอบคิดชอบนึก ช่างปรุงช่างแต่ง ฉะนั้นเวลาอยู่กับ​ลมหายใจ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นะ มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอก มันทนไม่ได้ เดี๋ยวมันก็ต้องคิดนู้นคิดนี่อยู่เรื่อย ๆ นะ แต่การคิดหลังจากที่เรามีการภาวนาเป็นสมถะ คือหายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นี่ เราจะมีข้อสังเกตุได้ว่า ถ้ามันผิดไปจาก”พุทโธ”เมื่อไหร่ เรียกว่า..เผลอ เพราะเราตั้งใจ ตั้งกติกาไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า เราจะใช้”พุทโธ” หรือ”ลมหายใจ”นี่ เป็นเครื่องอยู่ของจิต ถ้ามันออกจากที่อยู่ตรงนี้ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) แสดงว่า​ มันเผลอ เราก็จะรู้ได้ง่ายว่า ทุกครั้งที่ลืม”พุทโธ” หรือ​ ลืม”ลมหายใจ”ไป​ ไปรู้เรื่องอื่น..ขณะนั้นเผลอแล้ว บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรชัดเจน​ แค่เบลอ ๆ แค่เบลอ ๆ มันลืมที่อยู่ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) ก็เรียกว่า​เผลอแล้วเหมือนกัน ใจมันจะมีการลอย ก็เห็นว่า..จิตมันลอย มันมีการเคลื่อน ก็เห็นว่า..จิตมันเคลื่อน หรือว่า​ มันดับจากตรงนี้ แล้วไปเกิดตรงนู้น​ ก็เห็นว่า..มันเกิด-ดับ ๆ จิตมันจะแสดงอาการของมันอย่างไร ก็รู้ไปตามจริง ว่ามันเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เห็นจิตมันเกิดดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตมันเป็นไปเอง ตามเหตุ ตามปัจจัย เรียกว่า​ เห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู ตอนเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์นี่​ ถ้าเห็นตรงนี้ เรียกว่า​ “เจริญวิปัสสนา” ถ้าจิตอยู่กับที่นิ่ง ๆ อยู่ในอารมณ์นี้ เช่น ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก แล้วอยู่กับมันนิ่ง ๆ นี่นะ ก็จะอาศัยลมหายใจนี้ เจริญสมถกรรมฐาน “สมถกรรมฐาน” แปลว่า งานฝึกจิตให้สงบ ให้จิตสงบอยู่กับอารมณ์ที่ต้องการ หรืออารมณ์ที่เราชอบหรือตั้งต้นเอาไว้ เช่นดูลมหายใจ ก็อยู่กับลมหายใจนาน ๆ อย่างนี้ ได้สมถะ แต่ถ้ามันไม่ยอมอยู่ ก็อาศัยที่มันไม่อยู่นี่แหละ ดูความจริงไปเลยว่า ความเผลอเกิดขึ้น ความเผลอเป็นความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ แล้วรู้ทันความเผลอ..เห็นความเผลอดับไป ความจริงที่เราเห็นนี่นะ เห็น หนึ่ง​ คือ”เห็น​ความเผลอ​ ที่เกิดขึ้นจริงๆ” สอง เห็นความเผลอที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้.. ดับไปแล้ว เห็นความจริงว่า “มันเกิด-ดับ” สาม เห็นความจริงว่าความเผลอที่มันเกิด-ดับเนี่ย..”ไม่ใช่เรา” เป็นเพียงสภาวะนึงที่เป็นนามธรรม..แล้วถูกรู้โดยจิตที่เป็น “ผู้รู้” นี้ เห็นมันแสดงความจริงอย่างนี้ สามระดับ บางคนเห็นระดับแรกอย่างเดียว คือว่าเห็นว่า..มีความเผลอเกิดขึ้น แต่ไม่เห็นว่า​ มันเกิด-ดับ ก็ให้ฝึกเห็นไปเรื่อย ๆ เจริญกรรมฐานไปเรื่อย ๆ เห็นความเผลอ..แล้วก็กลับมา อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานเดิมใหม่ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”ต่อไป ก็เห็นความเผลออีก จิตมันเผลอ..ก็เห็นความเผลออีก เห็นไปบ่อย ๆ ก็จะเห็นว่ามันเกิด-ดับด้วย เพราะทันทีที่เห็นมัน..มันไม่เผลอแล้ว ความเผลอเกิดขึ้น เห็นความเผลอ..ความเผลอดับ ก็จะกลายจะเป็นว่า เริ่มเห็นความจริงในระดับที่สอง คือ มีความเผลอเกิดขึ้นจริง..แล้วความเผลอนั้นก็เกิด-ดับด้วย แต่ยังรู้สึกว่า..ไอ้ความเผลอที่ว่านี่​เป็นเรา คือ​เราเป็นผู้เผลอ ดูไป ๆ ไอ้ผู้เผลอ..ไม่ใช่เรา ประมาณว่า..ความเผลอนั้นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อกี้ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป​ “ไม่ใช่เรา” ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้​ ก็เริ่มพัฒนามากขึ้น ได้ “เจริญวิปัสสนา” เรียกว่า อาศัยสมถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ แล้วเจริญวิปัสสนาไปเรื่อย ๆ ใช้วิปัสสนานำสมถะ หรือเรียกอีกอย่างว่า ใช้ปัญญานำสมาธิ แล้วทำอย่างนี้แหละ มันจะทำให้มีสมาธิเกิดขึ้นง่าย สมาธิในแง่ที่ว่าเกิดขึ้นง่ายนี่ จะเป็นสมาธิที่เห็นจิตเคลื่อน พอจิตเคลื่อนไป..รู้ทัน จิตเคลื่อนไป..รู้ทันเนี่ย จิตเคลื่อน มันเป็นสภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่น “สมาธิ” แปลว่า จิตตั้งมั่น อย่าแปล สมาธิ ว่าเป็นจิตสงบนะ! สมาธิ แปลว่า จิตตั้งมั่น จิตที่เคลื่อนไป แสดงความไม่ตั้งมั่น เห็นจิตที่เคลื่อน..ได้จิตตั้งมั่น แต่เป็นตั้งมั่นหนึ่งขณะ! การตั้งมั่นหนึ่งขณะเนี่ย เรียกว่าได้สมาธิหนึ่งขณะ ภาษาบาลีเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” นี่เรียกว่า​ อาศัยเจริญปัญญาไปก่อน แล้วค่อยไปได้สมาธิภายหลัง เห็นความฟุ้งซ่าน.. เห็นความเผลอ​ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอเกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป​ ขณะที่เห็นอยู่นี่..มันจะเห็นว่าจิตมัน “มีการเคลื่อน” ด้วย​..ที่เผลอนี่ มันเคลื่อนจากตรงนี้ ประมาณว่าตรงปลายจมูกนี่..แล้วมันเคลื่อนไป อย่างนี้ก็ได้ เห็นความเคลื่อนเกิดขึ้น..ได้ความไม่เคลื่อน เห็นความเผลอ..ได้ความไม่เผลอ เห็นความเคลื่อน..ได้ความไม่เคลื่อน ความเคลื่อนของจิต คือ จิตไม่ตั้งมั่น เห็นจิตเคลื่อน.. จึงได้ “จิตตั้งมั่น” แล้วอาศัยสติและสมาธิที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา แล้วก็พัฒนาปัญญาไปด้วย เห็นแม้กระทั่งว่า จิตที่เป็น “ผู้รู้” เนี่ย..ก็ไม่ใช่เรา! จากที่เคยเห็นว่า ไอ้ความเผลอ​ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอ​ เกิด-ดับ ก็จริง แต่รู้สึกว่า “เรา” เป็นผู้รู้ ดูไปๆ เนี่ย.. “ผู้รู้​” ก็ “ไม่ใช่เรา” เพราะเดี๋ยวก็เป็น”ผู้รู้”..เดี๋ยวก็เป็น”ผู้คิด” เดี๋ยวก็เป็น”ผู้รู้”..เดี๋ยวก็เป็น”ผู้เผลอ” เห็นทั้งหมดนี่ แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ความเผลอที่ถูกรู้..ก็แสดงไตรลักษณ์ ตัวรู้เอง..ก็แสดงไตรลักษณ์ด้วย ตัว “ผู้รู้” เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็เกิดขึ้นมา​ แล้วก็ดับไป..มันก็ไม่ใช่เรา เดี๋ยวก็เป็น “ผู้รู้” ..เดี๋ยวก็เป็น “ผู้คิด” ทั้งหมดแล้วก็คือ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนี้ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม แต่ถ้าเป็นพวกที่ช่างคิด ก็มาเรียนรู้เรื่องนามธรรมก่อน เพราะตัวหลักใหญ่ก็คือตัวนามธรรมนี่แหละ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่า”จิต”..เนี่ย​ เป็นเรา และ”กายนี้”..เป็นเพียงแค่ของเรา ไอ้ตัวสำคัญ คือ​ตัวจิต ถ้าเราเห็นความจริงของจิตว่า..ไม่ใช่เราแล้ว ไอ้ร่างกายก็พลอยเห็นว่า..มันไม่ใช่เรา​ ไปแล้วด้วย จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ก็รู้ทันที่จิต ก็เข้าใจถึงชีวิตนี้ไปด้วย พอเห็นจิตนี้..ไม่ใช่เราแล้วเนี่ย ทั้งกายนี้ ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราไป ถ้าเห็นความจริงว่าจิตนี้ไม่ใช่เรา ก็จะกลายเป็นพระโสดาบัน นี่คือวิธีการภาวนาของคนที่ เริ่มต้นจากทำสมถะไม่ค่อยได้.. แต่ว่าพัฒนาได้! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่​ ๒​ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/clyuwC-c_JU (นาทีที่ 1:41:16 – 1:49:15​ ) →

Nimmalo Podcast

ทางทีมงานได้เพิ่มช่องทาง ให้ติดตามรับฟังเสียงธรรมจากพระอาจารย์ ได้ทาง Podcast แล้ว โดยมีหัวข้อดังนี้

1. เสียง​อ่าน​ พุทธธรรม​ ฉบับ​ปรับ​ขยาย
ลิงค์ http://apple.co/2eNLaeh

2. เสียงหนังสือ Nimmalo Audio Book
ลิงค์ http://apple.co/2wZGUmJ

3. ณ บ้านจิตสบาย ธรรมบรรยาย โดย พระกฤช นิมฺมโล
ลิงค์ http://apple.co/2eNGqoK

4. ขยายผล ธรรมบรรยาย โดย พระกฤช นิมฺมโล
ลิงค์ http://apple.co/2gyGNYj

5. เหนือบุญ ธรรมบรรยาย โดย พระกฤช นิมฺมโล
ลิงค์ http://apple.co/2grzRZo

6. วิถีธรรม ธรรมบรรยาย โดย พระกฤช นิมฺมโล
ลิงค์ http://apple.co/2ewrWwY

7. ธรรมบรรยายล่าสุด โดย พระกฤช นิมฺมโล
ลิงค์ http://apple.co/2wZmXfC

ท่านสามารถทำความเข้าใจวิธีการใช้งาน Podcast เพิ่มเติมได้ที่
https://nimmalo.com/podcast-tutorial

เกี่ยวกับ Nimmalo.com

www.nimmalo.com นี้ จัดทำขึ้นโดยคณะศิษย์และทีมงานธรรมโฆษก์ ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล อนุญาตให้ใช้ฉายาของท่านในการตั้งชื่อ Web Site โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันสนับสนุนงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ท่านทำ โดยรวบรวมผลงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง วิดีโอ หนังสือ และอื่นๆ รวมทั้งประชาสัมพันธ์กำหนดการบรรยายธรรม ผ่านทาง Web Site

นอกจากนี้ ท่านยังเมตตาเป็นที่ปรึกษาบางเรื่องให้กับทีมงานด้วย

จึงขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ที่ให้โอกาสลูกศิษย์และทีมงานได้ร่วมกันทำงาน
เผยแผ่พระศาสนาในครั้งนี้

ดังนั้น จึงขอเรียนทุกท่านให้ทราบว่า พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบกับ Web Site นี้ แต่อย่างใด หากมีสิ่งใดที่ผิดพลาดหรือไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในที่นี้ กรุณาติดต่อกับทีมงานเพื่อทำการแก้ไขให้ถูกต้องดีขึ้นต่อไป คณะศิษย์และทีมงานขอเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว

ติดต่อผู้จัดทำได้ที่ [email protected]

Proudly powered by WordPress