All posts by admin

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่ปีติกับทาน #ไม่ดูถูกบุญแม้เล็กน้อย ?? #ถาม : การให้ทานแล้วถ้าเราไม่ปีติ เราต้องทำขึ้นมามั้ยคะ? #ตอบ : ไม่ต้องไปแกล้งให้มีปีตินะ มันไม่มีปีติ..ก็รู้ว่าไม่มีปีติ ไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ แต่ก็ให้ทำทานต่อไป บางทีเรามาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐานเนี่ย เรากำลังอิน(in)กับการเจริญกรรมฐาน มันจะรู้สึกว่าการให้ทานเนี่ยจืด ๆ แต่ก็ควรทำทานอยู่นะ ไม่ละเลยการให้ทาน แม้การให้ทานมันจะจืด ๆ แต่ก็ทำ ไม่ได้ดูถูกบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางทีพอผ่านไปสักพักหนึ่ง กรรมฐานมันเริ่มเสื่อม หรือมายุ่งกับทางโลกมากขึ้น ก็กลายเป็นรู้สึกว่าอยากจะมาให้ทานเพื่อปลุกให้เกิดกุศลเกิดขึ้นมาชโลมใจ ให้ทานแล้วรู้สึกชุ่มชื่นใจขึ้นมาอีก บางทีก็ต้องปลูกศรัทธามาเสริมเพื่อให้เกิดกำลัง ศรัทธาก็เป็นกำลังของใจ เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://youtu.be/deJJwzRLWMI (นาทีที่ 28.53-30.05)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อธิษฐานบารมี อธิษฐานของคนทั่วไป หมายถึง ขออธิษฐานของพระ คือตั้งใจแน่วแน่ ว่าจะทำอะไร อธิษฐานบารมี หมายถึง ตั้งใจมั่นที่จะตั้งใจมั่นต่อจุดหมาย ข้อดีของอธิษฐานคือ เมื่อมีความตั้งใจมั่นแล้ว ถ้ามีอะไรจุกจิกกวนใจ หรือปัญหายุ่งยากกวนใจ ก็จะไม่ใส่ใจ มีแต่จะมุ่งมั่นทำให้ถึงจุดหมาย เป้าหมายในพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประสงค์ให้สัตว์โลกทั้งหลายตั้งเป้าหมายคือ อธิษฐานให้พ้นทุกข์ อธิษฐาน หมายถึง ตั้งใจมั่น มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะสร้างกุศล และกุศลสูงสุดของพุทธบริษัทคือ มุ่งสู่พระนิพพาน วิธีที่จะให้ชีวิตมุ่งตรงต่อจุดหมายคือ อธิษฐาน และถ้าอธิษฐานนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้บรรลุธรรม เราก็เรียกอันนี้เป็น อธิษฐานบารมีของเรา พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “ปัญญา” เรียกว่า ปัญญาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “สัจจะ” เรียกว่า สัจจาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “จาคะ” เรียกว่า จาคาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “นิพพาน” เรียกว่า อุปสมาธิฏฐาน “ปัญญาธิฏฐาน” คือ เราจะไม่ประมาท โลกนี้เกิดดับเปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย โลกนี้มีลักษณะ ๓ อย่างคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา “สัจจาธิฏฐาน” คือ อธิษฐานให้เห็นความจริง ให้เรารักษาความจริง ก่อนจะเห็นความจริง เราต้องรักความจริงก่อน ไม่รู้แล้วบอกว่า “รู้” .. อย่างนี้ไม่เคารพความจริง เคารพความจริง รักษาความจริง เรียกว่า “อนุรักษ์สัจจะ” เวลาเรามาภาวนา เราจะคุ้นชินกับการที่จะดูความจริง “จาคาธิฏฐาน” จาคะในที่นี้ก็คือ สละกิเลสออกไป เห็นราคะ โทสะ โมหะ แล้วจาคะไป “อุปสมาธิฏฐาน” โดยสูงสุดคือ พระนิพพาน พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจเป็นเทวดา ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจจะถูกหวยสักที ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจมีตำแหน่งสูงๆ ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วต้องตั้งใจพัฒนาจิตใจ ให้เข้าใกล้ความพ้นทุกข์ ชีวิตนี้มีไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้มากที่สุด ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม เรื่อง “อธิษฐานบารมี” ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นครปฐม ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ # ระลึกถึงความตาย #อย่าหวังพึ่งผู้อื่น ?? #ถาม : มีปัญหาเรื่องสู้กิเลสไม่ได้ค่ะ ระหว่างวันก็ใช้วิหารธรรมเป็นบริกรรม “พุทโธ” และเห็นความขี้เกียจ ความไม่อยากทำโน่นทำนี่ ไม่อยากทำในรูปแบบ หลงโลก เห็นว่าเราไม่ได้อยากจะเอามรรคผลจริงๆ เห็นในความเหลาะแหละของตัวเอง หรือเวลามีนิวรณ์ เช่น ง่วง ก็แพ้มันทุกที ช่วยแนะนำด้วยค่ะ #ตอบ : ถ้าขี้เกียจหรือเหลาะแหละเหลวไหลอย่างนี้ บางทีต้องนึกถึงความตายเอาไว้บ้างนะ การระลึกถึงความตายที่จะต้องมาถึงเราแน่ๆ ระลึกบ่อยๆ ก็เป็นการทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง เรียกว่า “มรณสติ” เป็นกรรมฐานที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกที่ทุกกรณี ทุกคนควรเจริญอยู่เสมอ เพราะจุดมุ่งหมายของการเจริญมรณสติ ก็เพื่อให้เกิดความไม่ประมาท ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน คือจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ก็ยังไม่แน่ ระหว่างชาติหน้ากับพรุ่งนี้ ก็ยังไม่แน่ว่าสิ่งไหนจะมาก่อน ถ้ายังเหลาะแหละเหลวไหล ประมาทในชีวิตอย่างนี้ ถึงคราวตายก็จะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย ลองถามตนเองดูว่า :- “เราพร้อมที่จะตายแล้วหรือยัง?” “ยังกลัวตายอยู่มั้ย?” “มั่นใจหรือไม่ ว่าหลังตายจะไม่ไปอบาย?” ถาม/ตอบกับตนเองอย่างนี้ ก็จะเป็นการเตือนตนและกระตุ้นให้ไม่ประมาทได้ และอย่าหวังว่า “จะตายท่ามกลางหมู่คนที่เรารัก” หรือ “จะมีครูบาอาจารย์มาเตือนสติขณะใกล้ตาย” อย่าคิดว่าการตายของเราจะสมบูรณ์แบบอย่างนั้น ..มันไม่แน่!! คิดอย่างนั้นมันเป็นการหวังพึ่งผู้อื่น ซึ่งเสี่ยงที่จะผิดหวัง! ทางที่ดี เราควรฝึกฝน จน “ตนเป็นที่พึ่งของตน” ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทอย่างแท้จริง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เมตตาแท้ ๆ เวลาเจริญเมตตา อย่าเจริญเมตตาเพียงหวังเป็นพระพรหม อย่าเจริญเมตตา เพื่อหวังความเจริญของตัวเองอย่างเดียว เจริญเมตตาให้เห็นความจริงของเมตตาของเรา หรือให้เห็นความจริงของจิตเรา เดี๋ยวก็เป็นเมตตา..เดี๋ยวก็เป็นราคะ เดี๋ยวก็เป็นเมตตา..เดี๋ยวก็เป็นพยาบาท เดี๋ยวก็เป็นเมตตา..เดี๋ยวก็เป็นเสน่หา เดี๋ยวเมตตา..เดี๋ยวก็ลืมไปแล้ว ไม่ได้เป็นเมตตา ไม่ได้อะไรเลย เหม่อ ๆ ลอย ๆ จิตมันเป็นแบบนี้ คือมันเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เห็นจิตแสดงความจริงคือ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง คือเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ ในแง่ของอนิจจัง จะเมตตาตลอดเวลา ก็บังคับใจตัวเองให้เมตตาตลอดเวลาไม่ได้ จะให้เมตตาไม่ให้พลิกไปเป็นราคะ ไม่ให้พลิกเสน่หา ก็บังคับจิตตัวเองไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ แต่มีเหตุ คือฝึกได้ ฝึกได้ คือฝึกรู้ทัน ว่ามันบังคับไม่ได้ เป็นอย่างนี้ รู้ทันว่าจิตมันบังคับไม่ได้ คือเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ ในแง่อนัตตา ดังนั้น เมตตา ฝึก! ต้องฝึกนะ ฝึกด้วย คือฝึกให้เกิดขึ้นกับเรา และฝึกเมตตาให้เป็นเมตตาแท้ ๆ ไม่ไปเป็นโทสะ ไม่ไปเป็นเสน่หา ไม่ไปเป็นราคะ แล้วเห็นมันแสดงความจริงด้วยว่า เกิด-ดับ เกิด-ดับ ไม่เที่ยง และมันมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ แสดงไตรลักษณ์ในแง่อนัตตาด้วย ดังนั้น เราจะเจริญเมตตาครบถ้วนได้ทั้งสมถะ และวิปัสสนา เจริญเมตตา สมกับความเป็นชาวพุทธ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ ที่ชั้น ๑๑ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์คลิปแสดงธรรม “เมตตาธรรม”https://bit.ly/31MjrSV (ระหว่าง นาทีที่ 57.10-58.41)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #เราจะตายกันจริง ๆ หรือ? #มรณานุสติ โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ???? คนเราไม่อยากพูดถึงความแก่..แล้วก็ไม่อยากให้ใครพูดว่าเราแก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ให้ระลึกถึงบ่อย ๆ เพราะ.. มันมาแน่ ๆ …!! ถ้าเราภาวนายังไม่มั่นใจว่าจะเป็นพระอรหันต์ จะต้องเกิดอีก! จะต้องเกิดดีขึ้น ดีกว่านี้ มีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ดีกว่านี้ ก็จะต้องเตรียมพร้อม..เตรียมตัวในเรื่องใดบ้าง? รับฟังธรรมะ #มรณานุสติ จากคลิปวีดีโอ https://youtu.be/LOPxh-KLdUU การบรรยายทางไกล เรื่อง “เราจะตายกันจริงๆ หรือ?” บันทึกรายการด้วยระบบ MS Meeting เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ 630729 เราจะตายกันจริงๆ หรือ มรณานุสติ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be630729 เราจะตายกันจริงๆ หรือ โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้ง….

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่อยากทำบุญกับพระ #ให้แบบสังฆทาน ?? #ถาม : แม่บ่นบอกว่า “เดี๋ยวนี้หาพระดี ๆ ไม่ได้แล้ว เลยไม่อยากทำบุญกับพระ ทำบุญกับคนดีกว่า” ความคิดแบบนี้กลัวว่าแม่จะเป็นบาป ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร? แล้วทำอย่างไรดีคะ? #ตอบ : ถ้าพ่อแม่คิดอย่างนี้ ก็ให้เขาไปทำบุญกับคน ก็ยังดีที่ได้ทำบุญนะ ในแง่ของอาตมา คือถ้าอาตมาตอบไปว่าให้ทำบุญกับพระด้วย อาตมาก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เขาไม่ศรัทธาอยู่แล้ว ฉะนั้นให้เขาไปบุญกับคนก็ยังดี หรือถ้าจะไม่ทำบุญกับคน จะทำบุญกับสัตว์ก็ยังดีนะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทักขิณาวิภังคสูตร ว่า “ดูกรอานนท์ ใน ๑๔ ประการนั้น (๑) บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า (๒)​ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า (๓) ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า (๔) ให้ทานในบุคคลภายนอก(ศาสนา)ผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า (๕) ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้ จนประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไย(๖)ในพระโสดาบัน (๗)ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง (๘)ในพระสกทาคามี (๙)ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง (๑๐)ในพระอนาคามี (๑๑) ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง (๑๒) ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ (๑๓) ในพระปัจเจกสัมพุทธ และ (๑๔) ในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ฯ” จะเห็นได้ว่า การทำบุญเนี่ย แม้จะทำบุญกับสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีอานิสงส์มาก เวลาเราล้างจานเนี่ย เรามีเศษอาหารอยู่ในจานที่เรากิน ตอนที่ก่อนจะไปลงน้ำยาล้างจานนะ ก็กวาดเอาเศษอาหารไปโปรยให้มดหรือให้นก ยังเป็นบุญเป็นกุศล มีอานิสงส์มาก ในระหว่างการให้สัตว์เล็กกับสัตว์ใหญ่..การให้กับสัตว์ใหญ่ก็จะมีอานิสงส์มากกว่า ระหว่างการให้กับสัตว์ที่มีคุณกับสัตว์ไม่มีคุณ..การให้กับสัตว์มีคุณ ก็จะมีอานิสงส์มากกว่า ระหว่างการให้กับสัตว์เดรัจฉานกับมนุษย์..การให้กับมนุษย์ก็มีอานิสงส์มากกว่า ฉะนั้น ถ้าพ่อแม่จะให้ทานกับมนุษย์ก็มีอานิสงส์นะ แต่ก็ควรเลือกดูด้วย ! เพราะในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเนี่ย.. ระหว่างการให้กับมนุษย์ที่มีศีลกับมนุษย์ที่ไม่มีศีล การให้กับมนุษย์ที่มีศีลก็มีอานิสงส์มากกว่า เพราะว่าเป็นการให้กำลังหรือสนับสนุนคนดี มีข้อประพฤติปฏิบัติที่ดี แต่ถ้าให้แบบไม่เลือกผู้รับเลยเนี่ยนะ เราอาจจะไปให้กับคนเลว ก็เป็นการให้กำลังกับคนเลวไปทำเลวได้มากขึ้นต่อไป นึกออกไหม? ดังนั้น ถ้าแม่จะทำการสงเคราะห์มนุษย์ ในระหว่างมนุษย์มีศีลกับมนุษย์ไม่มีศีล ก็ให้เลือกให้กับมนุษย์มีศีล ถ้ามนุษย์นั้นมีศีลด้วยและมีการฝึกจิตใจด้วย เป็นคนที่รู้ทันกิเลสตัวเอง มีข้อวัตรปฏิบัติแล้วดูน่าเชื่อว่าเขาเป็นคนดี แถมยังมีคุณธรรม ก็ควรจะให้กับคนที่มีคุณธรรมด้วย มีศีลด้วย เพราะอะไร? เพราะคนที่มีคุณธรรมและมีศีลเนี่ย เขานอกจากเขาจะมีความประพฤติดีงามแล้ว เขายังมีความรู้ที่จะเอาไปถ่ายทอดให้คนอื่น ให้เป็นคนที่มีคุณธรรมแบบที่เขาเป็น หรืออย่างน้อยก็เป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่น ถ้าให้กับคนที่มีศีลด้วย มีคุณธรรมทางจิตใจ มีสมาธิ มีปัญญา และบรรลุมรรคผลด้วย ก็ยิ่งดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะการบรรลุมรรคผล คือการทำให้ตนเองนั้นพ้นจากทุกข์ใหญ่ ๆ ไปได้ ถ้าให้กับพระโสดาบัน ก็จะมาอานิสงส์มาก เพราะพระโสดาบันเป็นผู้ที่รู้ทาง ไม่สงสัยในพระรัตนตรัย ไม่สงสัยในการประพฤติการปฏิบัติ ท่านก็อาจจะไปบอกวิธีการประพฤติปฏิบัติให้กับคนอื่นได้อย่างความมั่นใจด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ท่องจำตารามา คนท่องตำรามาตอบ เมื่อเจอบางคำถามที่ตนเองไม่มีประสบการณ์ตรง ก็อาจจะตอบปัญหาแบบคลุมเครือฉะนั้น การให้กับครูบาอาจารย์ที่ท่านบรรลุมรรคผล ก็จะมีอานิสงส์มากกว่าให้กับท่านที่ไม่บรรลุมรรคผล (ในทานแบบเดียวกัน) การให้กับพระโสดาบัน..ก็มีอานิสงส์มากกว่าการให้กับปุถุชน การให้กับพระสกทาคามี..ซึ่งบรรลุธรรมขั้นที่ ๒ ก็จะมีอานิสงส์มากกว่าการให้กับพระโสดาบัน การให้กับพระอนาคามี.. ซึ่งบรรลุธรรมขั้นที่ ๓ ก็จะมีอานิสงส์มากกว่าการให้กับพระโสดาบัน หรือให้พระสกทาคามี การให้กับพระอรหันต์..ก็ย่อมมีอานิสงส์มากกว่าการให้กับพระอริยะ ๓ ขั้นต้น การให้ทานที่มีอานิสงส์สูงสุด ก็คือการให้สังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ซึ่งยุคนี้ไม่มีโอกาสให้ทานอย่างนั้นแล้ว ก็อาจจะให้กับส่วนรวมที่ไหนก็ได้ สังฆทาน แปลว่า ให้ทานแก่สงฆ์ คือถวายเป็นกลางๆ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปหนึ่งรูปใด ให้กับส่วนรวม ไม่เจาะจงบุคคล เป็นการให้แบบที่ไม่ยึดติดกับบุคคล ให้แบบใจกว้าง การให้แบบใจกว้างนี้ อานิสงส์จึงเกิดผลกับผู้ให้มากกว่าการให้แบบเจาะจงบุคคล การให้แบบเจาะจงบุคคลเนี่ย บุคคลนั้นทีแรกเราอาจจะเชื่อว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนที่มีคุณธรรม แต่ภายหลังกลับมารู้ว่า “อ้าว! เราเข้าใจมันผิดไป” อย่างนี้เราก็จะเสียศรัทธา ที่ให้ไปก็กลับเสียดาย มานึกภายหลังก็ไม่เกิดบุญกุศล การให้แบบเจาะจงบุคคลจึงมีข้อเสียอย่างนี้นะ เพราะบางทีเรามองไม่ออกว่าเขาดีจริงหรือเปล่า ฉะนั้น การให้กับส่วนรวมก็หมายความว่า ใครก็ตามที่เป็นผู้รักษาพระศาสนา ใครก็ตามที่เป็นผู้สืบทอดพระศาสนา เราขอให้กับบุคคลเหล่านั้น ซึ่งเป็นส่วนรวมไป มีคนที่ไม่รักษาศาสนา เป็นคนที่ปฏิปทาไม่ดี เขาก็ไม่อยู่ในกลุ่มที่เรามุ่งหมายอยู่แล้ว ยังมีอีกกลุ่มใหญ่ ๆ ที่ยังมีความปรารถนาที่จะฝึกตนเอง แล้วก็รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็มุ่งหมายที่ผู้รับกลุ่มนั้น อันนี้เรียกว่าให้แบบสังฆทาน ให้เป็นส่วนรวม เราจะไม่ยึดติดในบุคคล ใครจะไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา เขาก็รับวิบากกรรมของเขาเอง แล้วเราก็จะรู้สึกว่าไม่เสียศรัทธาเวลาที่ได้ข่าวใครประพฤติไม่ดี แต่ทั้งนี้ พึงระลึกไว้เสมอว่า การให้ทานก็ยังเป็นเพียงบุญประเภทเดียวเท่านั้น บุญมี ๓ ประเภท แบ่งตามที่มาของบุญคือ ๑. ให้ทาน ๒. รักษาศีล และ ๓. เจริญภาวนา การให้แม้จะได้บุญมากแค่ไหน ไม่ว่าจะทำสังฆทานมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.. ก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าเราจะพ้นอบาย เราต้องทำตนเองให้พ้นอบายด้วย นั่นก็คือต้องป้องกันเหตุที่จะทำให้ไปสู่อบาย เหตุที่พาไปสู่อบาย คือการทำผิดศีลในเรื่องต่าง ๆ พ้นอบายแล้ว ก็ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้ ก็ต้องเจริญภาวนา ทั้งสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ไหนๆ จะทำบุญแล้ว ก็ทำให้ครบทั้ง ๓ ประเภทนะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอนสมาธิมี ๒ แบบ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=iDQUOZme8Xg (ระหว่าง นาทีที่ 34:23-40:50)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อุปกิเลส ๑๖ #ว่าด้วยความเศร้าหมองใจ ๑๖ ประการ สิ่งที่เราจะดูได้บ่อยก็คือ กิเลส ๓ ตัว ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ บางคนดูไปแล้วก็จะเกิดความเข้าใจละเอียดมากขึ้น เห็นลีลา ของจิตมันจะแสดงออกมาชัดเจนมากขึ้น เห็นลักษณะของ กิเลสละเอียดมากขึ้น จากกิเลส ๓ ตัว ก็มากระจาย กลายเป็นอุปกิเลส ๑๖ อุปกิเลส แปลว่า เครื่องเศร้าหมองของจิต มีอะไรบ้าง? มี ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภเพ่งเล่งอยากได้) ๒. พยาบาท (ความคิดปองร้ายผู้อื่น) ๓. โกธะ (ความโกรธ) ๔. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ๕. มักขะ (การลบหลู่) ๖. ปฬาสะ (การยกตัวขึ้นเทียมเขา) ๗. อิสสา (ความริษยา) ๘. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๙. มายา (ความเจ้าเล่ห์เจ้ากล) ๑๐. สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ๑๑. ถัมภะ (ความดื้อ) ๑๒. สารัมภะ (ความถือดี อวดดี) ๑๓. มานะ (ความถือตัว) ๑๔. อติมานะ (ความถือตัวให้ยิ่งขึ้น) ๑๕. มทะ (ความมัวเมา ความเมาหลง) ๑๖. ปมาทะ(ความประมาท) อุปกิเลสทั้ง ๑๖ ข้อ เป็นเพียงตัวอย่างที่พระพุทธเจ้า แสดงถึงลีลาของจิต เป็นตัวอย่างในการกระจายกิเลส ๓ ตัวออกมาเป็น ๑๖ ข้อ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คัดลอกจากหนังสืออุปกิเลส ๑๖ สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมที่หน้า ๔๕- ๕๒ ลิงค์หนังสือหนังสือ – นิมฺมโล https://nimmalo.com/bookshelf/

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ผูกโกรธ ผูกโกรธ เป็นความโกรธแบบไม่ยอมสลัดทิ้ง ออกแนว “จองเวร” เช่น ผูกอาฆาตเอาไว้ว่า.. “เจอกันเมื่อไหร่ ชาติไหนก็ตาม ฉันจะทำร้ายเธอ ฉันจะเอาคืน” ชาตินี้ล้างแค้นไม่ได้ ก็ทำใจผูกโกรธเอาไว้ เหมือนอดีตชาติของพระเทวทัต ตอนเป็นพ่อค้า โกรธเพื่อนพ่อค้าด้วยกันที่เป็นพระโพธิสัตว์ ไล่ตามไม่ทัน ถึงหาดทรายก็กำทรายขึ้นมา ประกาศว่าจะล้างแค้นตลอดทุกชาติ เท่าจำนวนเม็ดทรายในกำมือนี้ นี่ยังดีนะ ถ้าบอกว่าทุกชาติไป นี่ลำบาก ทุกชาติไปนี่ไม่ไหวเลย มันไม่มีจุดจบเลย กำทรายขึ้นมานี่ เม็ดทรายมากมายก็จริง แต่ยังมีจุดจบนะ! ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรเอาอย่างนะ ไม่ต้องทำตาม คนที่ผูกโกรธน่ะ..น่าเห็นใจนะ บางทีก็ถูกทำร้ายก่อน แต่ถึงแม้ว่าจะถูกทำร้ายก่อน ถ้าเราเอาแต่ผูกโกรธนะ ไอ้คนที่ทำร้ายเราน่ะ เขาก็ไม่ได้เลวไปเสียทุกเรื่อง หรือไม่ได้ทำเลวทุกชาติ ชาติอื่นๆ ต่อๆ ไป เขาอาจจะพัฒนาตัวเองกลายเป็นคนดีขึ้นมาก็ได้ แล้วอาจจะดีประเสริฐ ถึงขั้นพระอรหันต์แล้วก็มี หากเรามัวแต่ผูกโกรธไปเรื่อย เราก็กลายเป็นผู้ผิดที่น่าสงสาร ผิดเพราะผูกโกรธนี่แหละ ถึงแม้ชาติที่เราถูกกระทำนั้นเราน่าเห็นใจก็จริง แต่ความผูกโกรธเป็นอุปกิเลสของเรา เขาทำบาปก็เป็นบาปของเขา ถึงแม้เราไม่โกรธ เขาก็ตกนรกอยู่แล้ว ความผูกโกรธมันจึงไม่จำเป็น ธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คัดลอกจากหนังสืออุปกิเลส ๑๖ (หน้า ๔๙-๕๐)

อ่านต่อ

วันอังคาร ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ลองนั่งเงียบๆ ลองนั่งเงียบๆ มีเครื่องอยู่เอาไว้สักอย่างหนึ่ง คือรู้ร่างกายนี้หายใจอยู่ นั่งอยู่ หายใจอยู่ แล้วถ้ามีเสียงพูดอะไรขึ้นมาในใจสักนิดนึง จะรู้ทัน เพราะมันไม่เงียบ เวลาเรานั่งสมาธิ ใจเราเงียบมั้ย? มันจะมีเสียงพูดอยู่ในใจ เสียงเราเอง ใช่มั้ย? โดยเฉพาะอย่างอาตมานี่นะ ในชีวิตจริง อาตมาจะคอยจับไมค์แล้วคอยบรรยายอยู่เรื่อยๆ เนี่ยนะ บรรยายเกี่ยวกับเรื่องจิต เรื่องใจ เกี่ยวกับเรื่องสภาวะต่างๆ เนี่ย ทีนี้ตอนที่มานั่งในรูปแบบ พอมีสภาวะอะไรในใจนะ อาตมาจะอธิบาย เหมือนมีโยมมานั่งฟังอยู่ อธิบายว่าจิตตอนนี้มันเป็นอย่างนั้นนะ มันแว้บไปอย่างนี้นะ มันแว้บไปอย่างนี้อีกนะ อธิบายๆ..ไม่มีใครนั่งฟังหรอก!แบบว่า..ประมาณซ้อมบรรยาย! จนมาสังเกตตอนช่วงหยุดโควิดเนี่ย “ถ้าปล่อยอย่างนี้นะ ก็คงฟุ้งซ่านไปจนโรคมันหายระบาดแล้ว ไม่มีอะไรก้าวหน้าแน่เลย” ก็เลยลองบอกในใจตัวเองว่า..”นั่งเงียบๆ” บอกในใจว่า ‘นั่งเงียบๆ’ แต่ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ว่าให้นั่งเงียบๆ ให้นั่งเงียบๆ คือเห็นกายนี้นั่ง ถ้ามันพูดอะไรในใจก็รู้ แล้วมันคือไม่เงียบ แล้วพอรู้แล้ว ก็เห็นกายนั่งเงียบๆ ต่อ ปรากฏว่า พอบอกตัวเอง ‘นั่งเงียบๆ’ มันก็พูดเลย บรรยายเลย.. “นี่ไง! นั่งเงียบๆ มันต้องอย่างนี้นะ! เห็นร่างกายเฉยๆ นะไม่ต้องพูดอะไร” มันบรรยายว่า ‘ไม่ต้องพูดอะไร’ คือมันพูดแล้ว! แต่มันเห็นเลยว่า พอตั้งกติกาไว้ว่า.. “นั่งเงียบๆ” นะ มันไม่หลงไปนาน มันไม่หลงพูดไปนาน พอหลงพูดก็ ‘อ้าว!ไม่เงียบแล้ว’ แล้วก็ ‘อ้าวแน๊ะ! มีหลายตัวเลย ทีละตัวๆ เหมือนกับซ้อนไปเรื่อยๆว่า ‘พูดอีกแล้ว’ อีกตัวบอก ‘มึงก็พูดแล้ว’ ‘แล้วมึงเมื่อไหร่จะหยุดสักที’ ประมาณนี้นะ เหมือนมีอาตมาหลายตัวคอยบรรยายไอ้เมื่อกี้แกพากย์อะไร ไอ้ตัวบรรยายเนี่ยเป็นตัวผิดกติกาทุกตัวเลย เพราะมันคอยส่งเสียง คอยบอกไปเรื่อยๆ แต่พอรู้ทีหนึ่ง ก็เห็นกายนั่งเงียบๆ แล้วเดี๋ยวก็บรรยาย พอรู้อีกทีก็เห็นกาย แล้วมันก็บรรยาย จะเห็นความเกิด-ดับของมันง่ายมาก สำหรับคนจริตแบบนี้นะ! ประเภทฟุ้งซ่าน! ลองทำอย่างนี้ดูก็ดี …. บอกไว้ก่อนว่าบางทีดูได้ไม่นาน ก็จะหมดแรงนะ เพราะอันนี้มันใช้แรงเหมือนกันนะในการดูที่มันแว้บๆมาถี่ มันใช้แรง เพราะฉะนั้น ถ้าดูอะไรไม่ไหว ชักจะมึนแล้วนะ ให้ทำสมถะไปก่อน ไม่ต้องสนใจคอยดูเงียบๆ แล้ว ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการแสดงธรรม ณ สวนธรรมประสานสุข ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่มีอะไรเป็นศัตรู พระอรหันต์ไม่มองอะไรเป็นศัตรู พระพุทธเจ้าไม่มองพระเทวทัตเป็นศัตรู ไม่มองว่าพราหมณ์เป็นศัตรู ไม่มองว่าพระเจ้าอาชาตศัตรูเป็นศัตรู ไม่มองอย่างนั้น ถ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยสมบูรณ์แล้ว จะไม่มองอะไรเป็นศัตรู มองเห็นแต่สัตว์ผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีแต่ความกรุณา ที่มองเห็นว่าเขายังเป็นผู้โง่ หรือเป็นผู้เขลา ยังมีทุกข์อยู่ มองเห็นว่าเขาเหล่านั้นเป็นทุกข์ มองขันธ์ ๕ ที่ตัวเองเคยยึด มองแล้วก็เห็นว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอาลัยอาวรณ์ ไม่อาลัยว่า..’ฉันจะตายไปแล้ว’ ไม่ใช่อย่างนั้น มองเป็นว่า อาศัยขันธ์ ๕ นี่แหละ เมื่อครั้งหนึ่งมันทำให้ทุกข์ใจ แต่ตอนนี้ฉลาดแล้ว จะตายก็ตายไป ไม่ได้ว่ากัน ไม่อาลัยอาวรณ์ แล้วก็ไม่ถึงกับเกลียดมัน จนกระทั่งเรียกว่า ‘เมื่อไหร่มันจะตายสักที’ ไม่คิดอย่างนั้นด้วย เข้าใจมั้ย? มันเป็นกลางแท้ๆ เลย ไม่มีเห็นว่าอะไรเป็นศัตรู รวมทั้งไม่เห็นอะไรเป็นที่รักที่พอใจด้วยซ้ำไป ไม่ยึดติด และไม่ผลักไส อยู่กับมันไปอย่างนี้ แต่ของเรานี่นะ… ขณะนี้ มันอาจจะมีบ้างที่ไม่ชอบใจสิ่งนั้น ไม่ชอบใจสิ่งนี้ ภาวะที่เป็นศัตรูจริงๆ กลายเป็นว่า คือ ความโง่ และ ความหลง ที่เราจะสามารถฝึกได้ก็คือ ทำอย่างไรให้เรามีความรู้ขึ้นมาบ่อยๆ คือ รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ แล้วภาวะแห่งพุทธะนี้ จะเบิกบานเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเป็นศัตรู พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คัดลอกจาก หนังสือ นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๑ หน้า ๑๐๙ – ๑๑๐

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #เมตตาธรรม โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? คำว่า “เมตตา” ทุกคนรู้จัก แต่ “สมบัติของเมตตา” “วิบัติของเมตตา” เป็นอย่างไร หากใจเรามีวิบัติของเมตตา จะเกิดผลเช่นไร? ถ้าเมตตายังมีขอบเขต เมตตานั้นก็ยังไม่สมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของเมตตา จึงควรจะแผ่ออกไปแบบไม่มีประมาณ พระอาจารย์จึงเล่านิทานว่า โจรให้เจ้าอาวาสเลือกพระมาให้เชือดคอ ๑ รูป ท่านถามว่า..เจ้าอาวาสจะส่งใครไปให้โจรเชือดคอ? แล้วคำตอบควรจะเป็นใคร? เมื่อฟังคลิปนี้จบ เราจะยังได้รู้จักศัตรูของเมตตา เพื่อเช็คได้ว่าเรามีเมตตาที่ถูกต้องกันหรือยัง! https://youtu.be/ci7ILQgxiRU ธรรมบรรยายเรื่อง “เมตตาธรรม” เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ 10 กรกฎาคม 2563

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๗๑ #แหกพรรษา ?? #ถาม : เนื่องจากผมจะบวชในระหว่างพรรษาเพียง ๒ เดือน เพราะทางวัดมีโควต้าให้แค่นั้น แต่แม่ผมมีความเชื่อว่าบวชระหว่างพรรษาไม่ดี แล้วแม่ก็กังวลใจ จนไม่อยากให้บวช แม้กระทั่งยังมีญาติๆ ก็ซักถามมาว่า “บวชระหว่างพรรษาได้หรือ? พระเขายอมบวชให้หรือ?” ผมจะอธิบายกับแม่และญาติๆ อย่างไรดีครับ #ตอบ : บวชได้นะ ไม่มีข้อห้ามใดๆ ทั้งทางพระธรรมและพระวินัย เข้าใจว่าที่แม่และญาติๆ ของโยมกังวลใจ อาจจะเป็นเพราะไปโยงกับสำนวนไทยที่ว่า “แหกพรรษา”!!! แหกพรรษา หมายถึง พระที่อธิษฐานจำพรรษาตลอดสามเดือนที่อาวาสใดแล้วอยู่ไม่ครบตามที่อธิษฐานไว้ ต้องหนีไปอยู่ที่อื่น หรือสึกออกไป ซึ่งการแหกพรรษาก็มักจะมีสาเหตุมาจากเรื่องไม่ดีไม่งาม น่าติเตียน เช่น – ทะเลาะวิวาทกับพระรูปอื่นในวัด จนอยู่ร่วมกันไม่ได้ – ดื้อด้าน ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของเจ้าอาวาส จนถูกไล่ออกจากวัด – ไม่อดทนต่อคำสอนของครูบาอาจารย์ หาทางหนี – ประพฤติเสียหาย จนชาวบ้านรวมตัวกันขับไล่ อยู่ต่อไปไม่ได้ – ร้อนรนด้วยไฟกิเลส ทนประพฤติพรหมจรรย์ต่อไปไม่ไหว เรียกว่า “ผ้าเหลืองร้อน” เป็นต้น แต่ในกรณีของโยมนี้ ทางวัดมีโควต้าให้แค่นั้น แสดงว่าคงจะเป็นวัดที่มีผู้ประสงค์จะไปบวชเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางวัดอาจจะจำเป็นต้องแบ่งเวลาให้แต่ละคนอย่างเหมาะสม และโยมได้ส่วนแบ่งมา ๒ เดือน เมื่อหมดเวลาก็จำเป็นต้องออกจากวัด ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ต้องยอมรับร่วมกันตั้งแต่ก่อนบวชอยู่แล้ว ถ้าตลอดเวลา ๒ เดือนที่ว่า ไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีไม่งามดังที่กล่าวมา ก็ไม่เข้าเกณฑ์ของคำว่า”แหกพรรษา”ข้างต้น ..สบายใจได้ ขอให้ใช้เวลา ๒ เดือนนี้ให้คุ้มค่าที่ท่านอุตส่าห์แบ่งเวลาให้ ก็ควรได้ประโยชน์ของการบวชให้มากที่สุด คือ – ทำหน้าที่ในฐานะพุทธศาสนิกชน นำตนมาศึกษาพระธรรมวินัย เรียนรู้แล้วประพฤติตาม ให้พระธรรมวินัยอยู่ในชีวิตของเรา ก็จะเท่ากับเราใช้ชีวิตรักษาพระพุทธศาสนา มีชีวิตที่ดีงามด้วยธรรม นอกจากตนเองจะได้ประโยชน์แล้ว ผู้อื่นก็ได้ประโยชน์ด้วย สังคมก็พลอยร่มเย็น เรียกว่า “สืบอายุพระศาสนาด้วยชีวิตของเราเอง” – ได้สนองคุณพ่อแม่ เพราะเรากำลังมาเพิ่มต้นทุนที่ดีให้ชีวิต ด้วยการเข้ามาฝึกฝนอบรมกับครูบาอาจารย์ พ่อแม่เห็นเราบวชพระ ก็คิดถึงพระ รวมทั้งคิดถึงครูบาอาจารย์และคิดถึงพระพุทธเจ้าบ่อยขึ้นด้วย ยิ่งเมื่อเห็นลูกเจริญก้าวหน้า มีการศึกษาในทางที่ถูก ท่านก็พลอยมีความสุข และได้ใกล้ชิดพระศาสนายิ่งขึ้น ยิ่งถ้าท่านไม่ค่อยมีศรัทธา แล้วเราสามารถชักจูงให้ท่านมีศรัทธา, ท่านไม่มีศีล เราชักจูงท่านให้รักษาศีล, ท่านไม่ภาวนา เราชักจูงให้ท่านภาวนา ก็ยิ่งเป็นการตอบแทนพระคุณของท่านที่ดีกว่าการตอบแทนด้วยวัตถุสิ่งของใดๆ – ประโยชน์ ๒ ข้อแรกจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องหมั่นฝึก หมั่นศึกษาพัฒนาตน ทั้งพฤติกรรมทางกายวาจา และพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งมั่นคง รวมทั้งมีปัญญาเข้าใจสิ่งทั้งหลายตรงตามที่เป็นจริง ขอให้บวชแล้วก็จงเป็น “สุปฏิปันโน” ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้สมกับความตั้งใจเทอญ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

“ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ” (ยัง กิญจิ สมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ) #คลิปแสดงธรรม #อาสาฬหบูชา #สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร โดย: พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นการบรรยายธรรมครั้งแรก ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อปัฯจวัคคีย์ ทั้ง ๕ พระอาจารย์ได้นำคำสอนมาขยาย จุดที่สำคัญคือ ● ทรงแสดงทางที่ผิด ๒ ด้าน ● ทางแสดงทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ ๘ ● ทรงแสดงคำสอนสำคัญ คือ อริยสัจ ๔ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบ โกณฑัญญะ ได้เข้าใจธรรมว่า “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ” (ยัง กิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ) “สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เป็นธรรมดา” วันอาสาฬหบูชา จึงเป็นวันที่มีพระรัตนตรัย ครบ ๓ ประการ รับชมและฟังที่ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/ndipWIp70DY บันทึกเมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันอาสาฬหบูชา ณ สวนธรรมประสานสุข บ้านโค้งดารา ศรีราชา 20200705-อาสาฬหบูชา-2563 โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.beอาสาฬหบูชา-2563 โ โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้งมั่นและเป็…

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๗๐ #พึ่งตนเองให้ได้ ?? #ถาม​ : ไม่มีหลาน​ คิดอยากจะไปขอเด็กตามโรงพยาบาล​ มันจะดีหรือไม่ดีคะ? #ตอบ​ : แล้วลูก​ ๆ​ ว่าอย่างไรละ?​ ลูก​ ๆ​ เห็นด้วยไหม? #ถาม​ : ลูกเห็นด้วยค่ะ​ แต่ลูกชายคนโตไม่เห็นด้วยนะคะ​ แต่คนเล็กเขาชอบ​ ก็อยากได้ค่ะ #ตอบ​ : แล้วเราอยู่กับใคร? เราอยู่คนเดียวหรือว่าอยู่กับลูกชายคนโตหรือคนเล็ก? #ถาม​ : เราก็อยู่กันสองตายายอยู่ที่บ้าน​ แต่ว่าลูกเขาทำงานอยู่ที่ศรีราชาค่ะ #ตอบ​ : ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเรา​ แล้วก็คนในครอบครัวเรา​ แต่ถ้าที่บ้านเราอยู่กันลำพังสองตายาย​ หากต้องการจะเลี้ยงเด็ก​ ก็สามารถทำได้​ แต่ก็ต้องยอมรับภาระนะ​ มันมีภาระนะ​ ถ้าเรายอมรับภาระนั้นได้..ก็ไม่มีปัญหาอะไร #ถาม​ : แต่ลูกชายเขาพูดว่า​ “อยากได้เด็กสักคนมาเลี้ยง​ เพื่อว่าจะได้ดูแลตอนแก่เฒ่า​ ก็จะให้พ่อแม่เป็นคนดูแลให้ซักระยะหนึ่ง​ หมายถึงคือ สองปี​ พอเด็กจะเข้าโรงเรียน​ พวกผมก็จะเอาไปเลี้ยงเอง” #ตอบ​ : ก็ดีนะเป็นการสงเคราะห์เด็ก​ ใช้ได้อยู่นะ​ ที่นี้เราก็​ ดูก็แล้วกัน​ เวลาไปรับสงเคราะห์​ เราก็ต้องไปดูเด็กด้วยใช่ไหม? แล้วเด็กเนี่ย..ก็ต้องยอมรับเราด้วย​ ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน​ ปัญหามันก็น่าจะน้อยลง #ถาม​ : แต่ว่าลูกเขาบอกว่าจะไปเอาแบบแดง​ ๆ​ มาเลยนะเจ้าคะ #ตอบ​ : แบบแดง​ ๆ​ ก็ได้​ ยิ่งง่ายขึ้น..แต่เอ๊ะ!​ มันจะได้มายังไงละ? แบบแดง​ ๆ #ถาม​ : แบบแดง​ ๆ​ หมายถึงว่า​ จะเป็นเด็กน้อยมา​ ที่แบบว่าไม่โตมา​ มาเลี้ยงเหมือนลูกของเราเขาบอก #ตอบ​ : แล้วมันจะมีที่มาอย่างนี้ได้อย่างไร? อาตมาไม่เข้าใจเหมือนกัน​ #ถาม​ : ก็คงเลี้ยงประมาณสักห้าเดือน​ หรือสิบเดือนน่ะเจ้าค่ะ #ตอบ​ : ถ้ามี​ แล้วก็พ่อแม่เด็กนั้นเต็มใจด้วย​ ก็ไม่เป็นไรนะ​ น่าจะได้นะ​ คือที่มาเนี่ย​ ควรจะเป็นที่มาที่ถูกต้องด้วย​ เป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย #ถาม​ : ต้องไปเอาตามโรงพยาบาล​ ที่สถานสงเคราะห์อะไรพวกนี้นั้นเจ้าค่ะ​ #ตอบ​ : อย่างนั้นก็น่าจะได้อยู่ #ถาม​ : คงจะดีกว่า​ ที่เราไม่มีใครเลยนะเจ้าคะ? #ตอบ​ : อ๋อ..! อันนี้​ เราถือว่าเราทำบุญก็แล้วกัน​ ถือว่าเราทำบุญสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา จากที่ว่าเขาอาจจะกำพร้าพ่อแม่อย่างนี้นะ..เราสงเคราะห์เขา​ ส่วนเขาจะดีแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า (๑) เราอบรมสั่งสอนเขาด้วย​ แล้วก็มันก็ (๒) ขึ้นอยู่กับเขาด้วย​ ว่าเขาเนี่ยมีพื้นฐานมาแค่ไหน แต่จริง​ ๆ​ ไม่ว่าพื้นฐานเขามาอย่างไรก็แล้วแต่..ขอให้เรามีความจริงใจในการดูแลอบรมเขา​ เขาก็น่าจะเห็นความจริงใจในการดูแลอบรมของเรา​ เลี้ยงดูเขาอย่างนี้นะ! เขาน่าจะมีความกตัญญู​ ถ้าเขาเห็นเรา​เลี้ยงดูแบบไม่ใช่ว่าโหดร้ายอย่างนี้นะ..ก็น่าจะมีความกตัญญู​ แล้วก็​ “ไอ้ตัวความคาดหวัง” เนี่ยนะ ..เราอาจจะคาดหวังได้​ แต่ว่าส่วนเขาจะทำตามที่เราคาดหวังหรือเปล่าเนี่ย.. อย่าเพิ่งไปคาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ลูกแท้​ ๆ​ ก็ยังบางทีตอนเราแก่ก็อาจจะไม่เลี้ยงเราด้วยซ้ำ ใช่ไหม? หลานแท้​ ๆ​ ก็อาจจะไม่มาเลี้ยงเรา คือในอนาคตเนี่ยนะ​ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าสังคมของเราเนี่ย​ มันจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ในอนาคต​ เด็ก​ ๆ​ ในยุคนี้ก็จะมีภาระอะไรของเขามากขึ้น​ ที่จะมารับเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ..มันอาจจะหวังได้​ แต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราก็ถือว่า​ เราทำบุญก็แล้วกัน จริง​ ๆ​ แล้ว เราควรจะฝึกตนเอง​ให้อยู่ได้ แม้ไม่มีใคร​ จะปลอดภัยที่สุด ส่วนเรื่องที่ว่าจะสงเคราะห์เด็ก..ก็สงเคราะห์ได้​ แต่ถ้าสงเคราะห์ด้วยความคาดหวังว่าจะให้เขามาเลี้ยงดูเราเนี่ยนะ​ บางทีอาจจะผิดหวัง​ เข้าใจไหม? ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ ทำอย่างไรเราจะฝึกให้เราสามารถอยู่ได้คนเดียว​ แม้ไม่มีใคร สมมุติว่าเขาเป็นเด็กดี​ แต่เผอิญ​ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน​ เราก็ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง​ นึกออกไหม? ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงเขาแล้ว​ แล้วเขาจะต้องอยู่กับเรา เลี้ยงดูเราตอนเราแก่​ ตอนที่เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อะไรอย่างนี้นะ​ จะมีอะไรเป็นหลักประกันว่าที่เขาจะมีชีวิตมาเลี้ยงดูเรา​ นึกออกไหม? จริง​ ๆ​ แล้วเนี่ย​ ต้องพิจารณาความตายของตนเอง และพิจารณาความตายของคนอื่นเขาด้วย​ บางทีเราอาจจะตายก่อน​ บางทีเขาอาจจะตายก่อน​ ถ้าเราคาดหวังว่าต้องการคนมาเลี้ยงดูเราตอนแก่เนี่ยนะ​ บางทีเราคาดหวัง..แล้วเราจะผิดหวัง แต่ถ้าเราต้องการจะสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง เขาจะเลี้ยงดูเราก็ได้​ ไม่เลี้ยงก็ได้ อย่างนี้นะ​ ความคาดหวังจะน้อย หรือไม่มี ส่วนพอเราสงเคราะห์ด้วยใจจริงไม่คาดหวัง บางทีเขากลับเห็นคุณความดีของเราชัดเจน​ แล้วเขาก็กตัญญูกตเวทีเอง​ นึกออกไหม? ฉะนั้นเวลาทำ..แม้ว่าอาจจะแอบคาดหวังอยู่บ้าง​ ว่าให้เขามาเลี้ยงดูนี่นะ​ แต่ความคาดหวังนั้น​ ถ้ามากเกินไป​ จะกลายเป็นตัณหา​ แล้วก็อยากให้เขามาตอบสนองความต้องการของเรา​ ไอ้ความต้องการแบบนี้..จะทำให้เรา​บางทีตัดสินใจทำอะไร​ผิดพลาดไป​ เช่น ไปพูดกดดันเขา ถ้ารู้ไม่ทัน เราจะกลายเป็นผู้ทวงบุญคุณในอนาคต​ นึกออกไหม? ตอนที่เรา “สร้างบุญคุณ” กับใคร..ตอนนี้ดี​ แต่ตอนที่ “ทวงบุญคุณ” นะ..จะทำให้คุณความดีทั้งหมดเนี่ย​ หายหมดเลย​ ! คือถ้าเราตั้งความหวังไว้ อย่างที่โยมบอกเนี่ยนะ​..มันจะทำให้มีโอกาสมากเลยที่เราจะผิดหวัง​ และบางทีอาจจะมีคำพูดที่ไปเชือดเฉือนน้ำใจ​ ประเภททวงบุญคุณ “ทำไมเนี่ย? ฉันอุตส่าห์เลี้ยงแกมา​ เก็บแกมาจากกองขยะ​ แกไม่เลี้ยงดูฉันตอบเลย”..ประมาณนี้นะ! พูดคำพูดแบบแรง​ ๆ​ มันจะออกมา​ ตอนที่เราผิดหวังหนัก​ ๆ​ ฉะนั้น ความคาดหวังแบบนี้​ มันก็จะทำด้วยตัณหาใช่ไหม? เราก็อยากให้เขามาสนองความต้องการของเรา ให้เขามาทำให้เรามีความสุข..นี่​คือตัณหา แต่ถ้าทำด้วยฉันทะ​ หรือว่าด้วยกรุณา..การแสดงออกของเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง​ เราทำกรุณา​ เจริญกรุณา​ คือได้เลี้ยงดูเขา​ ได้สงเคราะห์เขาแล้ว​ งานนี้หมดแล้ว​ เขาจะไปได้ดี..เราก็ดีใจด้วย​ เขาจะไม่กลับมาเลี้ยงดูเรา..เราก็ไม่ได้ว่าอะไร​ เราก็มีที่พึ่งของเรา​ คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง อย่างนี้นะ! ถ้าได้ที่พึ่งอย่างนี้ก็ปลอดภัย ต้องเตรียมตัว..​ แม้จะต้องป่วยอยู่คนเดียว​ ไม่มีใครมาดูแล.. เราก็อยู่ได้​ ดูกายนี้มันตายไป​ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์​ ก้อนทุกข์มันจะตายไป​ เสียดายทำไม? ต้องทำให้ได้ขนาดนี้นะ ปัจจุบัน..ฝึกรู้ทันกิเลส รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลาย ว่ามันไม่เที่ยง เป็นอนัตตา อนาคต..อย่าไปหวังว่าใครจะมาเลี้ยงดูเรา​ ถ้าเขามีคุณความดี​ มีความพร้อมพอ..เขาจะมาเลี้ยงดูเราเอง​ มาสงเคราะห์​ หรือมาแสดงความกตัญญูกตเวทีเอง​ ก็ถือว่า กุศลส่งผล มีเหตุดี ผลก็จะดี ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่า..เราสร้างเหตุแบบไหน? เราเลี้ยงดูเขาแบบไหน?​ เลี้ยงดูแบบมีกรุณา​ มีเมตตา​โดยส่วนเดียว​ ไม่คิดจะทวงบุญคุณ​ อย่างนี้นะ!..เขาจะยิ่งเห็นบุญคุณของเรา​ แต่ถ้าเราทำเหมือนการลงทุน “เนี่ย!​ เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง​ เพื่อผลกำไรในภายหน้า​ พอเขาโตแล้ว​ เขาจะต้องเลี้ยงดูเรา” คิดเหมือนทำธุรกิ​จ​ ทำการลงทุน​ในชีวิตอีกแบบหนึ่ง​อย่างนี้ มีความคาดหวังขึ้นมา​ ความคาดหวังอย่างนี้..จะทำให้เราผิดหวัง​ หรืออาจจะทำให้เรามีการแสดงออกทางกายทางวาจาที่ไม่เหมาะไม่ควร.. นี่พูดเผื่อเอาไว้ ! ฉะนั้น อย่าไปวาดหวังอะไรมากมาย​ เกี่ยวกับว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ คือเราสามารถรับได้ไหม..แม้ในกรณีที่ว่าเขาไม่มาตอบแทนบุญคุณเรา​ รับได้ไหม​? นึกออกไหม? ไม่งั้นเราจะวาดฝันสวยหรู​ ชีวิตต่อไปนี้จะมี​เด็กคนนี้คอยดูแลเรารับใช้เรา​ บางทีวาดหวังมากเกินไป​ เข้าใจไหม? #ถาม​ : ทุกวันนี้ตายายก็อยู่กันสองคนอยู่แล้วนะเจ้าคะ #ตอบ​ : ให้ตายายเนี่ยนะ..ฝึกกรรมฐาน​ ให้ทาน​ รักษาศีล​ เจริญภาวนา​ พร้อมที่จะตายกันอยู่สองคนเนี่ย​ แม้ไม่มีใครมาดูแล..เราก็อยู่กันได้​ ใครตายก่อน..ก็ไปก่อน​ รอก็แล้วกันนะ​ ฉันไปทีหลัง..ฉันก็มีโอกาสภาวนานานขึ้นหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง​ เห็นความจริงของร่างกาย​ เห็นความจริงของจิตใจของเราไปดีกว่า แต่ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้สงเคราะห์เด็กนะ! โยมจะเอาเด็กมาสงเคราะห์ก็ได้นะ นี่พูดที่ว่านี้​ คือไม่ได้ห้ามสงเคราะห์​ แต่ให้เตรียมใจในแง่นี้ไว้บ้าง​ พอเข้าใจนะ #ถาม​ : ลูกชายเขาหวังแค่ว่า​ อยากให้มีใครสักคน​ มาอยู่ในตระกูลของเรา​ ก็แค่นั้นเจ้าค่ะ #ตอบ​ : มันก็เป็นความหวังแล้วใช่ไหมล่ะ? อาจจะผิดหวังก็ได้ใช่ไหม? ลูกชายเขากะว่าจะหาผู้ช่วยมาดูแลแม่ใช่ไหมละ? เราบอกลูกไปเลยว่า​ “ไม่จำเป็น​ ไม่มี​ก็ไม่เป็นไร” ​ เราฝึกตนเอง​ ให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ดีกว่า​ มั่นใจกว่า​ ฝึกตนเอง เราจะป่วยจะเจ็บยังไง? ถ้าจิตใจไม่ป่วยไม่เจ็บ..ก็ไม่เป็นไร​ ใช่ไหม?​ มันอยู่ที่จิตใจต่างหาก​ ขากระเผก​ ก็กระเผกไป.. ดูไป​ กายเป็นทุกข์อย่างนี้​ กายมันก้อนทุกข์อย่างนี้..ดูไป แต่ถ้ารักษาได้ก็ต้องรักษามันไว้นะ​ รักษามันไว้​ รักษาเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าที่สุดแล้วเนี่ย..มันรักษาไม่ได้แล้ว​ มันก็แสดงความจริงของร่างกายนี้ ในที่สุดแล้วกายมันก็ถูกบีบคั้น​ กายเป็นก้อนทุกข์​ มันถูกบีบคั้นอยู่เสมอ..เห็นความจริงของกายไป​ แต่ไม่ใช่หดหู่ท้อถอย​ เห็นความจริงด้วยใจเบิกบาน​ นึกออกไหม? ถ้าเบิกบานไม่ได้..ก็ใจอุเบกขา​ มีสองอย่าง​ อนุญาตให้ใจสองแบบ​ แบบเบิกบาน​ กับอุเบกขาวางเฉย​ ไม่ทุกข์กับมัน​ ไม่หดหู่กับมัน​ ใจเป็นกลาง เห็นความจริง​ เห็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ เห็นกายเป็นทุกข์..แต่ใจไม่ทุกข์​ ฝึกให้ได้​ ทำที่บ้านของเรา​ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของเราไป แล้วก็ทำกิจวัตรที่บ้านให้เป็นวัดไปเลยก็ได้ ให้มีการสวดมนต์ทำวัตร​พร้อม​ ๆ​ กัน สองคนตายาย​ มาสวดมนต์พร้อมกันก็ได้​ ชวนกันทำ​ เป็นกำลังใจให้กัน​ นี้ในกรณีที่ว่าเสียงสวดมนต์สองคนเข้ากันนะ​ ถ้าสวดแล้ว​ เสียงไม่เข้ากัน..ก็แยกกันสวด​ ถ้าสวดมนต์เสียงเข้ากัน..ก็สวดพร้อมกัน​ สวดไม่เก่ง​ ถ้าสวดกันได้..เราก็เป็นเสียงนำ​ ให้ตาก็คลอไป​ เป็นเพื่อนกันก็ดี เป็นเพื่อนคู่ชีวิตในการที่จะพัฒนาจิตใจไปด้วยกัน​ โดยหลักการที่พูดมาทั้งหมดนี้​ ก็คือว่า ..ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ แล้วก็ถ้าลูกกังวลเรื่องไม่มีคนดูแล​ ก็บอก..”ไม่ต้องกังวล” ลูกไม่มีเวลา..ก็ไม่เป็นไร คือเราก็เข้าใจลูก​ ลูกมีภาระ ไม่มีเวลามาดูแลเรา..ก็ไม่เป็นไร​ ไม่ต่อว่าลูก ไม่ต้องไปรอคอยด้วยนะ​ ไม่ใช่มานั่งชะเง้อ “เมื่อไหร่จะมา?“ ก็หาวิธีดำรงชีพของเราต่อไป​ ดำรงชีพเท่าที่จะเป็นไป​ ชีวิตอยู่ขณะนี้จนถึงวันตาย​ ก็ให้เป็นเวลาของการพัฒนาจิตใจของเราให้มากที่สุด เด็กอาจจะดีก็ได้นะ​ อาตมาไม่ได้ว่า​ ไม่ใช่ว่าเด็กจะไม่ดีนะ​ เด็กอาจจะดีก็ได้ ก็คือมันอาจจะดีก็ได้​ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ใช่ไหม? แม้แต่ครอบครัวเดียวกันนะ​ พี่น้องบางทีบางคนก็อาจจะแหวกเหล่าแหวกกอออกมา​ เลี้ยงดูก็เลี้ยงดูด้วยพ่อแม่คู่เดียวกัน​ บรรยากาศก็แบบพอ​ ๆ​ กัน ใช่ไหม? แต่บางทีจะมีแหวกออกมา​ นับประสาอะไรกับคนข้างนอก ถ้าเราทำด้วยความกรุณา​ เห็นเด็กเดือดร้อน​ ก็อยากจะช่วยเหลือสงเคราะห์คน​ ๆ​ หนึ่ง​ขึ้นมา​ อย่างนี้นะ​ ทำด้วยไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะมาเลี้ยงดูเรา.. อย่างนี้น่าจะได้กุศลกว่า ถ้าทำด้วยความคาดหวัง บางทีอาจจะผิดหวังนะ​ ก็ต้องเตรียมใจตรงนี้ด้วย​ ถ้าคิดจะรับมาเลี้ยงดูด้วยใจที่คาดหวัง..มันออกแนวที่เรียกว่ามีตัณหา มีความคาดหวังว่าเด็กคนนี้จะมาสนองความต้องการเรา​ ทำให้เรามีความสุข อย่างนี้​หวังพึ่งเด็ก​ มันไม่ได้หวังพึ่งตนเอง​ ถ้าหวังพึ่งตนเอง​ มันจะฝึกตนเอง​ ฝึกตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนเองให้ได้ รู้ว่าต่อไปเราต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย​ ทำอย่างไรที่จะให้อยู่กับสภาพแก่เจ็บตายโดยที่จิตใจไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้​ คิดพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตัวเองให้ได้​ ไม่ใช่ว่าทำยังไงจะพัฒนาเด็ก​ ให้เด็กเป็นที่พึ่งของเรา​ ซึ่งความคิดแบบนี้มันไม่เป็นอิสระ​ ไม่มีอิสระในการที่จะมีความสุข​ เพราะว่าเด็กมันจะดีหรือไม่ดี? ก็ยังไม่แน่ใช่ไหม? ก็เรียกว่าหวังพึ่งผู้อื่นเนี่ย..มันไม่แน่นอน ต้องเอาตนเองให้เป็นที่พึ่งให้ได้​ อย่างนี้แน่นอนกว่า พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ