All posts by admin

วันอังคารที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เหตุต้องละ “อุปาทานขันธ์ทั้งห้า” เนี่ย จะทำให้หมดไป.. ก็ต้องละเหตุของมัน! เพราะ “อุปาทานขันธ์” นั้นเป็น “ตัวทุกข์” จะละมันได้..ไม่ใช่ละเฉยๆ ไม่ใช่อยู่ๆ จะไปละไอ้ตัวนี้! อุปาทานขันธ์..ควรรู้! ส่วนมันจะหมดไป ก็คือ มันต้องเสื่อมอยู่แล้ว มันต้องดับ! จิตนี้.. เกิด-ดับ อยู่แล้ว กายนี้.. ก็ต้องเกิด-ดับ มีความเสื่อมของมันอยู่แล้ว แต่ว่า.. ตอนที่มีชีวิตอยู่ ก็มีชีวิตของมัน พระอรหันต์ทั้งหลายเนี่ย เวลารู้ความจริงตรงนี้แล้วเนี่ยนะ! ก็รอให้มันตายเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่าหมดกำลังใจ ซังกะตาย.. รอเวลาตาย.. ไม่ใช่อย่างนั้น! รู้อยู่ว่า.. จะต้องตาย ก็ใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์กับโลกที่สุดเลย ทำประโยชน์ของตนสำเร็จแล้ว ก็ใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์กับโลก เป็นเนื้อนาบุญของโลก ชีวิตที่อยู่ของท่าน จะเป็นประโยชน์กับชาวโลก ทั้งมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย สั่งสอนคนถ้าสั่งสอนได้ ถ้าสั่งสอนไม่ได้.. ก็เป็นอยู่ให้เป็นแบบอย่าง เวลาจะตายท่านอธิบายว่า.. เหมือนคนทำงานเสร็จแล้ว “รอรับค่าจ้าง” ตอนรับค่าจ้าง ก็คือ ตอนพระอรหันต์ตายนั่นเอง! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน รู้จักอุปาทานขันธ์ ๕ วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/468nqMASyUM (นาทีที่ 26:27 – 27:5729.21)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เอาปลาที่เขาตกให้มาทำอาหารบาปไหม? #ถาม : นมัสการพระอาจารย์ มีเพื่อนบ้าน เขาชอบไปตกปลาที่ทะเล ไปแบบตั้งใจ เขาบอกว่า.. “ตกเอามาทำอาหาร..ไม่บาป” เขาบอกว่า “ไม่บาป” แต่ดิฉันคิดว่า ‘ยังไงก็บาป’ แต่บางครั้งเขาก็แบ่งปลา มาให้ดิฉันทำอาหารด้วย ดิฉันจะบาปด้วยไหมคะ? #ตอบ : เออ! มันหนักตรงที่ว่า เขาแบ่งมาให้ด้วยใช่ไหม? ประเด็นแรก เขาตกปลานะ เขาบาป “เขาตกปลานะ เขาบาปแน่ ๆ” ส่วนตอนที่เขาแบ่งมาให้เนี่ย “เขาให้ทาน ได้บุญ” เขาได้บุญ คือ ให้ทาน แต่วัตถุที่เขาเอามาให้ ถ้ามันเป็นสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างนี้ก็ลำบากเรา ..จะทำอย่างไรต่อ? ถ้าเราจะเอาอาหาร เราก็ต้องฆ่าสัตว์ใช่ไหม? อย่างนี้อาจจะขอบคุณ แล้วก็บอกว่า “ไม่ถนัด” ควรปฏิเสธไอ้ตัวนี้ไป ถ้าเขาให้ปลาที่ยังเป็น ๆ อยู่ ทีนี้ถ้าปลาตายแล้ว อย่างนี้ไม่เป็นไร ไม่มีส่วนแห่งบาปนั้น แต่ถ้ามี “ใจยินดี” ‘เออ เขาก็ดีนะ เขาไปตกปลา แล้วยังเอาปลามาเผื่อแผ่เรา เขาจะไปอีกเมื่อไหร่นะ? เราจะได้มีปลามากินอีก’ ถ้าคิดในแง่นี้นะ ยินดีที่เขาจะไปตกปลาอีก อย่างนี้ เรามีส่วน! ถ้าไม่ได้อยากได้ แต่เขาให้มา ก็ต้องรับเอาไว้ ขอบคุณเขา แต่ก็ไม่ได้ยินดี กับการกระทำของเขา แต่รับด้วยน้ำใจ ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าปลาตายก็เอามาทำ ถ้าเรารังเกียจ เราก็ไม่กินอันนั้น แต่ให้คนในครอบครัวกิน ..ก็ได้อยู่ จะบาปด้วยไหม? มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราคิดอย่างไร? ถ้าติดใจ.. ‘เมื่อไหร่เขาจะไปอีก’ ดีใจ.. ที่เขาไปตกปลาแทนเรา หรือว่า เออได้ปลามาเยอะก็ดีนะ..ดีใจ เวลาเขาเข้าบ้านมา ชะโงกมองว่า มีปลาติดมือมาไหม? ..อย่างนี้ มีส่วนบาปด้วย! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=yHhOqRas3ls&t=6131s (นาทีที่ 1:39:22 – 1:42:12)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ตั้งเป้าหมายบรรลุโสดาบัน #ถาม : ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่า “เราจะบรรลุโสดาบัน” ได้ไหมครับ? เพราะผมเคยได้ยินมาว่า “ห้ามหวัง ถ้าจะบรรลุ เดี๋ยวเราจะรู้เอง” #ตอบ : คือ การตั้งเป้าหมาย..ตั้งได้ แล้วก็ควรตั้งด้วย คงยากที่จะไม่ตั้งเป้าหมาย หายากนะ ส่วนใหญ่แล้วนักปฏิบัติทั้งหลาย ก็จะตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ว่าที่เคยได้ยินมาว่า “ห้ามหวัง” ก็คือว่า ในระหว่างที่ปฏิบัติ อย่ามัวแต่คิดว่า ‘จะเป็นโสดาบัน’ มันจะ “เอาแต่คิด” ..อย่างนี้ไม่ได้นะ ถ้าตั้งเป้าหมาย..แล้วทำเหตุ หรือว่าไปศึกษาว่า จะทำเหตุอะไร จะให้ถึงเป้าหมายนั้น แล้วลงมือทำเหตุ อย่างนี้มันจึงจะได้ คือ ตั้งเป้าหมายว่า “จะบรรลุโสดาบัน” การเป็นโสดาบันนั้น.. – สภาวะเป็นอย่างไร? – ท่านละกิเลสตัวไหน? หรือ – ละสังโยชน์ตัวไหนได้บ้าง? ละสังโยชน์สำคัญ ๆ ก็คือ ละ “สักกายทิฏฐิ” จะเห็นว่า “กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา” รู้ว่าเป้าหมายเบื้องต้นไปทางนี้ ..จะฝึกอย่างไร? จะฝึกตนอย่างไรให้บรรลุโสดาบัน? ก็ไปหาเหตุ ..หาเองไม่ได้แน่ ๆ ก็ต้องไปสืบหาว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไร? ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มีบ้างไหมในยุคนี้? ถ้ามี..ไปศึกษากับท่าน ศึกษาทั้งในแง่ของ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติ คือเราก็ต้องไม่ทิ้ง ศึกษาว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร? ก็ต้องไปศึกษาดู ศึกษาจากในคัมภีร์ ถ้ามีโอกาสศึกษา.. ยุคนี้ก็น่าจะง่ายขึ้นนะ ในการเข้าถึงพระไตรปิฎก น่าจะง่ายขึ้น แล้วก็ ถ้าศึกษา..แล้วเข้าใจ สามารถทำตามในพระคัมภีร์ได้ ก็ทำไปเลยนะ แต่ถ้าอ่านแล้วงง สงสัยจุดไหนก็ตาม ก็ไปหาครูบาอาจารย์สอบถาม ยิ่งถ้าเป็นครูบาอาจารย์ ที่ท่านมีประสบการณ์จริง จากการฝึกปฏิบัติ มันก็จะเป็นประโยชน์ กับการศึกษาของเรา เพราะการมีประสบการณ์ .. เวลาท่านแนะนำ ท่านก็จะแนะนำได้ตรง ยิ่งถ้าท่านมีความสามารถ ในการที่จะรู้ว่าเราติดขัดตรงไหน สามารถอธิบายแจ่มแจ้ง ให้เราพ้นจากจุดติดขัดนั้นได้ ก็จะยิ่งดีมากนะ ก็เรียกว่า เราจะได้รับผลของการปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถึงได้ขั้นโสดาบัน แต่มันจะพัฒนาขึ้นมา จากไม่เคยสงบ ..ก็สงบ จากไม่เคยรักษาศีลได้ ..ก็รักษาศีลได้ขึ้นมา จากที่ติดขัด ..ก็หลุดออกมาเป็นเปราะ ๆ มันจะมีศรัทธาเกิดขึ้น แล้วสามารถทำเหตุ ให้บรรลุมรรคผล ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ ที่ไม่เคยรักษาวินัยได้ .. ไม่เคยรักษาศีลได้ .. ก็จะรักษาศีล มีวินัย เพราะมีเป้าหมายเอาไว้ มันเป็นกำลังใจ เขาเรียกว่า “มีเป้าหมาย..แล้วเดินไปให้ถึง” มันเหมือนเป้าที่ฝัน แต่อย่ามัวเอาแต่ฝัน การที่มัวแต่หวัง มันก็เหมือนเอาแต่ฝัน แล้วไม่ทำเหตุนะ ฝันแล้วไม่ทำเหตุ มันก็ไม่สมหวัง มันก็ได้แต่ฝัน แต่ว่า มีเป้าหมายที่หวังไว้ แล้วไปศึกษาว่า จะต้องทำเหตุอะไรให้ถึงเป้าหมายนั้น แล้วลงมือทำ ..อย่างนี้ได้ การตั้งเป้าหมายไม่ผิดนะ ในมงคลสูตรจะมีคำว่า “อัตตสัมมาปณิธิ” แปลว่า ตั้งตนไว้ชอบ คือ ตั้งเป้าหมายเอาไว้นั่นเอง มีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ ถ้าไม่ตั้งเป้าหมาย มันก็จะไม่รู้จะไปทำอะไร เหมือนซังกะตาย มันไม่มีเป้าหมาย คนไม่รู้จะทำอะไร อยู่ไปวัน ๆ มันไม่เหมือนกับผู้บรรลุขั้นสุดท้ายแล้ว คนฝึกตนจนเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ต้องไปฝึกอะไรต่อแล้ว จบแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว คือถึงที่แล้ว ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องคาดหวังอะไรแล้ว เพราะสมหวังแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะต้องคาดหวังต่อไป แต่คนที่ยังหวังอยู่ ก็ต้องคอยดูว่า “สิ่งที่เป็นเหตุให้ถึงความสมหวังนั้น” คืออะไร? ก็ต้องหวังอยู่นะ เพราะเรายังมีทุกข์อยู่ ก็ต้องหวังว่า จะต้องให้ ‘พ้นทุกข์’ นั่นล่ะ มันก็มีขั้นของการพ้นทุกข์ เป็นลำดับ ๆ ไป ขั้นต้นก็คือ “เป็นพระโสดาบัน” หวังได้นะ ตั้งเป้าหมายได้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=m520RAKdFFM&t=3259s (นาทีที่ 48.52 – 54.18)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เดินพุทโธ #ถาม: เวลาเดินจงกรม โยมใช้ภาวนาคำว่า “พุทโธ” ไว้ที่เท้า ซึ่งโยมว่า ‘ไม่เหมาะ’ มีคนบางคนบอกว่า “พุทโธ เป็นคำที่สูง” จะใช้คำอื่นได้ไหมเจ้าคะ? #ตอบ: จริงๆ ใช้คำนี้ก็ได้นะ มันเป็นเพียงคำบริกรรม เราบริกรรม คำว่า “พุทโธ” ใช้บริกรรมที่ “ใจ” เราไม่ได้เอาพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธคุณ มาเหยียบย่ำ เพียงแต่ว่า ระลึกถึงพุทธคุณ ทุกก้าวเดิน ขวาย่าง..“พุท” ซ้ายย่าง.. “โธ” คือ มันมี “พุทโธ” อยู่ที่ “ใจ” อย่าไปนึกว่า มีคำว่า.. “พุท” แล้วเราไปเหยียบทับ ไม่ใช่อย่างนั้น! “โธ” แล้วซ้ายเหยียบทับ ไม่ใช่อย่างนั้น! ในทุกๆ ก้าว จะมีคำบริกรรม ขาขวาก้าว.. “พุท” ขาซ้ายก้าว.. “โธ” เราไม่ได้ไปเหยียบคำว่าพุทโธ แต่ทุกการก้าวเดิน เป็นตัวกระตุ้น ให้เรามีคำบริกรรมขึ้นมา ในเมื่อมี “๒ ขา” เราก็ใช้ “๒ คำ” “พุท-โธ” ก็เดินอย่างนี้แหละ ถ้าเราไม่สบายใจ มีคนทักแล้ว เราไม่สบายใจ เราจะเปลี่ยนคำก็ได้ “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” ก็ได้ หรือไม่มีเลยก็ได้ จะไม่มีคำบริกรรม มีแต่ความรู้สึกตัวว่า ‘ร่างกายกำลังเดินอยู่’ ก็ยังได้ มันไม่ได้มีความหมายว่า เราจะเอาคำนั้นมาเหยียบย่ำ ไม่ใช่อย่างนั้น! ไม่ใช่เขียนใส่กระดาษ แล้วเอาขาไปเหยียบทับ ไม่ใช่อย่างนั้น! มันเป็นการบริกรรมด้วยใจ มีคำว่า “พุท” ในขณะที่เดินย่างเท้าขวา มีคำว่า “โธ” ในขณะที่ใช้เท้าซ้ายเคลื่อนไหว มันเป็นเพียงคำบริกรรม อย่าไปคิดมาก ว่า ‘เราใช้คำสูงมาเกี่ยวกับเท้า’ ไม่ใช่อย่างนั้น! และอย่างที่บอก ถ้าไม่สบายใจจริงๆ สมมุติว่า มีคนมาพูด จนเราอาจจะรำคาญ หรือว่าอาจจะคล้อยตามไป.. จริงๆ ไม่ควรจะคล้อยตาม แค่ว่าเขาพูดมาก ก็เปลี่ยนคำก็ได้ เขาจะได้ไม่ต้องมาว่าเรา บางทีเราไม่ถนัดที่จะอธิบายว่า จริงๆแล้ว เขาเข้าใจผิด เราไม่ถนัดที่จะอธิบาย เราก็จะเปลี่ยนก็ได้ ตอนบรรลุธรรม มันไม่ได้บรรลุด้วยคำบริกรรม คำบริกรรมเป็นตัวช่วยให้ เกิดมีความรู้สึกตัวขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เราจะใช้ “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” ก็ได้ จะไม่หนอก็.. “ขวาย่างรู้” “ซ้ายย่างรู้” ก็ได้ หรือ “ขวา” “ซ้าย” “ขวา” “ซ้าย “ ก็ยังได้นะ คือ ขอให้มีความรู้สึกตัว ตัวเด่นมันคือว่า ใช้ความรู้สึกตัวว่า ร่างกายกำลังเคลื่อนไหว ใช้ “กายที่กำลังเคลื่อนไหว” นี้ เป็น “ที่อยู่ของจิต” ท่านให้รู้สึกตัวแม้กระทั่ง ในเวลาถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ถ้าการปฏิบัติธรรม เป็นของสูงนะ การปฏิบัติธรรมเป็นของสูง ควรจะใช้ตอนเข้าส้วมไหม? หรือว่าไม่ควรใช้? ต้องใช้ “ทุกขณะ” ใช่ไหม? อิริยาบถของเรามันไม่ใช่ว่า เป็นการใช้ของสูงของต่ำอะไร มันใช้เพื่อรู้สึกตัว-เจริญสติ สติมันอยู่ที่ว่า มี จิตรู้กาย หรือ จิตรู้ใจ รู้กาย หรือ รู้ใจ มีสติรู้กาย หรือ มีสติรู้ใจ มันไม่ได้ไปวัดว่า เป็นของต่ำ? ของสูง? ในลักษณะอย่างนั้น “มีสติ” – รู้กาย – รู้เวทนา – รู้จิต – รู้ธรรม ..รู้ได้หมดเลย มันไม่มีต่ำมีสูง ในขณะที่การปฏิบัติ มีแต่ “รู้” หรือ “ไม่รู้” “รู้” หรือ “เผลอ” เผลอ..แล้วรู้ก็ยังดี มันอยู่ที่ว่า ”มีสติ-รู้” หรือเปล่า? รู้แล้ว รู้ด้วยใจ มีคุณภาพอย่างไรด้วย? รู้ด้วย “ใจเป็นกลาง” หรือ “ไม่เป็นกลาง” รู้แล้ว “พอใจ” “ไม่พอใจ” รู้แล้ว “ไปแทรกแซงไหม?” มันควรจะมาพัฒนาในเรื่องนี้ ไม่ใช่ไปติดในคำบริกรรมว่าเป็นของสูง แล้วก็เลยไม่กล้าใช้กับอิริยาบถ กับอวัยวะต่ำๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ไม่เกี่ยวกันเลย ขอทำความเข้าใจกันเสียใหม่นะ หลักการ คือ ให้มีคำบริกรรม เพื่อกระตุ้นให้มีสติ เพราะฉะนั้น คำบริกรรมมันอยู่ที่ใจ แล้วทำใจให้มีสติ ในทุกๆ การเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือ ถ้าจิตมันเผลอ..ก็ให้รู้นะ … เป็นอย่างนี้นะ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://youtu.be/zoGIXy4zUto (นาทีที่ 1:26 – 6:57)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไม่ดื่มสุราปฏิเสธอย่างไรดี #ถาม : นมัสการพระอาจารย์เจ้าค่ะ ถ้าเราไม่ดื่มเหล้า แต่เจ้านาย และลูกค้าบริษัทฯ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ มักชักชวนให้ดื่ม เวลาไปทานข้าว หรือมีงานเลี้ยง ..เราก็ปฏิเสธไป เขาถามเหตุผลว่า “ทำไมไม่ดื่ม?” เลยตอบไปว่า “เรารักษาศีล ๕” และอธิบายแต่ละข้อให้ฟัง แต่เจ้านายก็บอกว่า “ไม่ต้องยึดถือมากหรอก งั้นยู (you) ดื่มไวน์ (wine) แทนก็ได้ เพื่อสุขภาพ” คำถาม คือ ถ้าเขาไม่เข้าใจ เลยคิดว่า หรือควรบอกไปว่า เราแพ้แอลกอฮอล์แทน เขาจะได้ไม่คะยั้นคะยอให้ดื่ม แบบนี้จะกลายเป็นผิดศีลข้อมุสาหรือไม่? #ตอบ : ดีนะ ก็บอกไปเลยว่า “แพ้” แต่ไม่ต้องบอกว่า “แพ้แอลกอฮอล์” แค่บอกว่า “แพ้” ..”เราแพ้ ถ้ากินแล้วแพ้” ไอ้ที่ว่า “แพ้” เนี่ย ไม่ได้แพ้แอลกอฮอล์ แต่ “แพ้ใจตัวเอง!” แล้วก็จะทำให้เราควบคุม ความประพฤติตัวเองไม่ได้ ถ้าเจ้านายบอกคะยั้นคะยอให้ดื่มเนี่ยนะ ก็บอก “เราแพ้” บอกไปเลยก็ได้ ถ้าเขาคะยั้นคะยอ ..ก็บอกว่า “ต้องการพนักงาน หรือต้องการลูกน้อง ที่มีสติ หรือ ขาดสติ?!” “ต้องการพนักงานเมา แล้วเอาน้ำไปราดหัวคนอื่นไหม?” อะไรประมาณนี้นะ ..เขาก็ไม่อยากได้ใช่ไหม? ใครเมาแล้ว “ทำชื่อเสียง” ..ไม่ค่อยมี มักจะเป็น..”ชื่อเสีย” !! โอกาสที่จะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราดื่มแอลกอฮอล์นะ จะมีโอกาสเป็นไปได้มาก เพราะฉะนั้น อย่ายินดีที่จะให้เราเมาเลย บอกว่า “เราไม่รู้ประมาณว่า จะดื่มแค่ไหนจึงจะเมา” แล้วที่ว่า “ศีล ๕ รักษาไว้” ..ดีแล้วนะ “ขอให้ท่านดีใจ ที่ได้มีลูกน้อง หรือมีพนักงาน ที่รักษาศีลได้” ..ดีกว่านะ อย่าได้ดีใจ ที่จะเห็นเรา เป็นผู้ไม่มีศีลเลย เรียกว่า ได้แก้วมณีแล้ว จงรู้ค่าแก้วมณีนั้นด้วย ขออนุโมทนานะโยม รักษาความดีอันนี้เอาไว้ แล้วเวลาจะบอกว่าแพ้เนี่ย อย่าบอกว่า “แพ้แอลกอฮอล์” บอกว่า “แพ้” เฉย ๆ ถ้าดื่มเหล้าแล้ว “แพ้” ถ้าดื่มแอลกอฮอล์แล้วจะ “แพ้” ..แพ้อะไร? ..แพ้ใจตัวเอง ! ..แล้วแพ้กิเลส ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=VIh9T9loA58 (นาทีที่ 1:24:17 – 1:27:23)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ วันมาฆบูชา วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #โอวาทปาติโมกข์ #มาฆบูชา ในระหว่างยังที่เป็นฆราวาสญาติโยม ที่สภาวะอย่างนี้นะ ควรเรียนเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว ให้ถ่องแท้ก่อนว่า อะไรดี? อะไรชั่ว? แล้ว.. – เลือกทำแต่สิ่งดี – สิ่งชั่วไม่ทำ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ในบทวันมาฆบูชา “โอวาทปาฏิโมกข์” ก็คือ (๑) “สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง” บาปทั้งปวงอย่าไปทำ ทุกอย่างที่เรียกว่าบาป อะไรเรียกว่าบาป ..ไม่ทำ! (๒) “กุสะลัสสูปะสัมปะทา” ทำกุศลให้ถึงพร้อม แล้วก็ต้องทำอีกตัวหนึ่งด้วย คือ (๓) “สะจิตตะปะริโยทะปะนัง” ชำระจิตให้ขาวรอบ คือ พ้นออกไปจากกิเลส ถ้าต้องการที่จะพัฒนาตนเองแท้ ๆ ก็ทำให้ครบทั้ง ๓ อย่าง ในเบื้องต้นก็คือ ทำ ๒ ข้อแรกให้ได้ (๑) บาปทั้งปวงไม่ทำ (๒) ทำบุญทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็จะเป็นคำตอบสำหรับว่า เราจะตัดสินใจที่จะทำกรรมดีกรรมชั่ว อย่างรู้เนื้อรู้ตัว หรือว่าอย่างเป็นผู้รู้ ไม่หลงไปทำกรรมชั่ว โดยที่ยังคิดว่าเป็นกรรมดี พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=IPviWygnkFA (1:03:14-1:04:28)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เจริญสติในชีวิตประจำวัน #ถาม : ขอพระอาจารย์ชี้แนะวิธีการ แก้ไขการนั่งสมาธิให้ถูกวิธี เพราะเคยลองฝึกแล้วเกิดอาการ คือ เริ่มเย็นเบาสบายก่อน ต่อมาการใช้ชีวิตประจำวัน จะรู้สึกเหมือนเข้าสมาธิ หากทำงาน หรือ ทำอะไรแบบใช้สมาธิ สุดท้าย.. กวาดบ้านอยู่ แล้วรู้สึกเหมือนเข้าสมาธิ แล้วเห็นตัวเองกวาดบ้านอยู่ แต่เราไม่มีตัวตน มีแต่แสงสว่างอยู่แบบนั้น จึงเลิกฝึกสมาธิ ..ขอคำชี้แนะ #ตอบ : จริง ๆ แล้ว ในชีวิตประจำวัน ถ้ากายเคลื่อนไหวทำงานอยู่ มีความเคลื่อนไหวเนี่ยนะ จะเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะเจริญสติในชีวิตประจำวัน งานอะไรก็ตาม ที่ทำแล้วไม่ต้องใช้ความคิดมาก มีคิดบ้าง คือ คิดเริ่มต้นว่า ‘จะกวาด’ แต่ตอนทำงานจริง ๆ เนี่ย มันไม่ต้องใช้คิดวิเคราะห์อะไรมาก ..ก็ ‘กวาดไป’ ให้เห็น ‘กายเคลื่อนไหว’ แล้วถ้า ‘ใจเผลอออกจากงาน’ .. ..งาน คือ กวาดเนี่ยนะ ถ้า ‘ใจเผลอออกจากงาน’ ให้รู้ทันว่า ‘มีความเผลอ’ มันไม่ใช่ว่าไปกวาด แล้วก็ไปดูแสง.. ถ้ากวาดแล้วดูแสง.. มันจะทำงานกวาดได้ไหม? ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ ไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้ กวาดไป.. แล้วเห็นกายเคลื่อนไหวนะ ..จะดี แล้วก็พอเห็นจิตมันทำงาน คือ กายเคลื่อนไหว ..เห็นว่า “กายเคลื่อนไหว” แล้วจิตเคลื่อนไหว ..รู้ทันว่า “จิตเคลื่อนไหว” อย่างนี้จะดีกว่า มันจะเอื้อให้เกิดวิปัสสนาขึ้นมาได้ คือ พอจิตมันทำงานเคลื่อนไหวเกิดขึ้น แล้วรู้ทันว่า ‘จิตเคลื่อนไหว’ ไม่ใช่ไปรักษาให้มันเป็นแสงสว่าง หรือ ให้มันนิ่ง ๆ แต่ถ้ามันจะสว่างเอง ก็ให้สว่างไป ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะกลับมาเห็นกายเคลื่อนไหว ก็จะเหมาะที่จะเจริญวิปัสสนาด้วย ลองทำดูนะ ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=e751qE6XaV0 (นาทีที่ 1:39:15 – 1:41:28 )ล

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ตัณหา #ฉันทะ #ถาม : กราบนมัสการ ขอเมตตาอธิบาย ความแตกต่างระหว่าง “การทำบุญด้วย ตัณหา” กับ “การทำบุญด้วย ฉันทะ” #ตอบ : การทำบุญด้วย “ตัณหา” คือ อยากได้ อยากได้ผล อยากได้ผล เช่น ทำบุญแล้ว “อยาก” รวย ให้ทานแล้ว “อยาก” รวย รักษาศีลแล้ว “อยาก” สวย ทำกรรมฐานแล้ว “อยาก” ฉลาด มันตั้งความอยาก ตั้งความปรารถนา ..คือ ตัณหา อยากได้ผล ทำไป.. แล้วก็มักจะรอดูว่า ‘เมื่อไหร่จะได้ผล?’ อยากให้มีเสน่ห์ หรือว่า มีคนรัก มัน “อยากได้ผล” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยากติดอยู่กับโลก ! อยากอยู่ในโลกนี้ต่อไป แล้วเสวยกามต่อไป อย่างดีด้วยนะ กามอย่างดีด้วย ทำบุญอยากได้กาม ! แต่ทำบุญด้วย “ฉันทะ” มันเห็นว่า ‘สิ่งนี้ควรทำ’ ..ก็ทำ การให้ทาน มันคือ สิ่งที่ควรทำ เห็นเขาเดือดร้อน ..อยากให้ ให้เขาหายเดือดร้อน ประมาณนี้นะ ..ให้ทาน อยากให้รางวัลเขา คือ เห็นเขาทำดี อยากให้กำลังใจเขา ..ให้ทาน ได้ทั้งหมดเลย คือมันเป็นการเห็นประโยชน์ และเห็นความสมควรที่จะทำ “รักษาศีล” คือ ไม่เห็นข้อจำเป็นอะไร ที่จะไปฆ่าสัตว์ ไม่เห็นความจำเป็นอะไร ที่จะไปลักทรัพย์ หรือไปโกหก หรือไปผิดลูกเมีย เห็นโทษ เห็นภัย ไม่ทำเอง มันมี “ฉันทะ” ที่จะทำ มีความละอายต่อบาป มีความเกรงกลัวต่อบาป มันก็ไม่ทำผิดศีล บุญจากการรักษาศีล ก็ได้ขึ้นมาเอง มี “ฉันทะ” ที่จะทำเอง รู้อยู่ว่าสังสารวัฏนี้มันเป็นทุกข์ เห็นทุกข์อยู่ อยากจะพ้นไปจากสังสารวัฏนี้ ก็เลยทำการภาวนา มี “ฉันทะ” ที่จะทำ เห็นพัฒนาการของการทำภาวนา เห็นด้วยประสบการณ์ตัวเอง เกิด “ฉันทะ” ที่จะทำต่อไป นี้คือความแตกต่าง ระหว่าง ตัณหา กับ ฉันทะ “ตัณหา อยากได้ผล” “ฉันทะ อยากทำเหตุ” ..ส่วนผลจะได้ของมันเอง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=4pwVjEis8Kc (นาทีที่ 2:07:18 – 2:09:52)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เหตุแห่งปัญหา..เหตุแห่งทุกข์ “ปัญหา” กับ “เหตุแห่งปัญหา” มันไม่เหมือนกัน! “ทุกข์” กับ “สมุทัย” ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเปรียบอย่างนี้! ตัวปัญหาเหมือนประมาณว่า… เป็นสภาวะที่มันปรากฏกับ “คน” เป็นสภาวะที่ปรากฏกับ “คน” กับ “มนุษย์” มันก็ … ตัวปัญหาจริงๆ ก็คือ “กาย” กับ “ใจ” เนี่ยนะ ที่มันเป็นปัญหาจริงๆ เพราะว่า… มันไม่เที่ยง มันถูกบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลง และ มันไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจของความอยากของเรา คือ ถ้าโดยสภาพ รูป-นาม ถ้าบังคับได้ ก็ไม่มีปัญหา ถ้ามันเที่ยง ก็ไม่มีปัญหา ประมาณนี้… แต่มันไม่เที่ยง! และสภาพที่ไม่เที่ยงเนี่ย มันไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความอยาก มันเลยเป็นปัญหา เพราะมนุษย์คุ้นเคยกับการใส่ตัณหาเข้าไป กลายเป็นว่า… ไอ้ตัว “ตัณหา” นั่นเอง เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ พอเข้าใจไหม? นึกออกไหม? จริงๆ แล้วถ้าเทียบกับ ทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ก็เหมือนกับว่า…กำหนดตัวปัญหาให้ได้ก่อน ถ้าเรากำหนดตัวปัญหาไม่ได้เนี่ย วิธีการอะไรมันจะเพี้ยนไปหมดเลย ในทางพุทธศาสนา…พระพุทธเจ้ามารู้ความจริงตัวนี้ จริงๆ รู้ความจริงตอนแรกเนี่ย…พระองค์เห็นกระบวนการ ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปบาท” กระบวนการที่ให้เกิดทุกข์ ทุกข์ คือ สุดท้ายที่ปรากฏอยู่เนี่ย มันมาเป็นกระบวนการมายังไง? ตั้งแต่ “อวิชชา” เป็นปัจจัยให้เกิด “สังขาร” มาเรื่อยๆ … และก็..พอท่านตรัสรู้ เพราะว่าไปรู้ซะแล้วก็เลย… ดับอวิชชา กระบวนการต่างๆ ที่จะเกิดทุกข์…ก็ยุติลง แต่เรื่องนี้ถ้าจะไปอธิบายกับคนทั่วไปมันยาก พระองค์ก็ปรับคำสอนให้มันอยู่ในเรื่องของ “อริยสัจสี่” พอสอนอริยสัจสี่เนี่ย… สอนขั้นแรกเลย ก็สอนกับปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้า ก็สอนว่า… “ทุกข์” คือ อะไร? “เหตุแห่งทุกข์” คือ อะไร? “สภาวะพ้นทุกข์” คืออะไร? “มรรค” คือ อะไร? ทุกข์เนี่ย โดยสภาพคนทั่วๆ ไปก็จะเข้าใจง่าย ๆ คือ … “ความเกิด” เป็น “ทุกข์” “ความแก่” เป็น “ทุกข์” “ความเจ็บ” เป็น “ทุกข์” “ความตาย” เป็น “ทุกข์” ประมาณนี้นะ! อยากอยู่กับใคร… แล้วไม่ได้อยู่กับคนนั้นก็เป็นทุกข์ ไม่อยากอยู่กับคนนี้… แต่ต้องอยู่ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด…ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ อันนี้เป็นทุกข์ที่ปรากฏง่ายๆ กับคนทั่วๆไป เห็นอยู่.. แต่ว่าเวลาคนทั่วไปเนี่ย..ไม่มามองมุมนี้ ไม่ค่อยมองมุมนี้ เมื่อไม่ได้มองมุมนี้เนี่ย พอจะไปบอกถึงสาเหตุของปัญหาเนี่ย ก็จะไปมองแบบอื่นอีก นี่สภาพที่เป็นมา ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสอน “อริยสัจสี่” เวลาพูดถึง “เหตุแห่งทุกข์” เนื่องจากไม่ได้มองตัวปัญหาที่ตรง เวลามอง…เหตุแห่งทุกข์ ก็มองออกไปข้างนอก คือ… ถ้ามองปัญหาตรงนะ! มันก็จะเข้าใจว่า… ตัวตัณหานั้นแหละเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “รู้จักอุปาทานขันธ์ ๕ ” วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/468nqMASyUM _ (นาทีที่ 6:25 – 10.25)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #กรรมฐานสำหรับผู้สูงอายุ #ถาม : อายุ ๖๐ กว่าแล้ว จะทำสมาธิแบบไหนดี ให้ได้สมาธิ? #ตอบ : ไม่เกี่ยวกับอายุนะ จะมีที่สังเกตนิดหนึ่งเท่านั้นเองว่า เวลา ‘อายุมาก’ ถ้านั่งนิ่งๆ มันจะ ‘หลับง่าย’ (ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อนเลยนะ) สมมติว่า.. จะเริ่มฝึกเมื่อตอนอายุ ๖๐ ควรจะ “เจริญสติ ในท่าเคลื่อนไหว” อย่านั่งสมาธิแบบนิ่งๆ พอนั่งนิ่งๆ เนี่ยนะ ด้วยความล้าของร่างกาย ที่อายุมาก บางทีพอนั่งนิ่ง มันจะเป็นไปได้ง่ายที่จะขาดสติ ..หลับไป ทีนี้ก็ให้ “มีความเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นตัวกระตุ้น” กรรมฐานที่มันมีการเคลื่อนไหว เช่น “เดิน” อายุ ๖๐ น่าจะยังเดินได้ ..ก็เดิน หรือ ถ้าจะ “นั่ง” ก็ให้นั่งแบบมีความเคลื่อนไหว กรรมฐานที่เหมาะ ก็อย่างเช่น ที่หลวงพ่อเทียนท่านสอน มีการขยับ ๑๔ จังหวะ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นตัวรู้ขึ้นมา ท่านบอกว่า “กระตุ้นธาตุรู้” คือ ไม่ให้มันเคลิ้ม ไม่ให้มันง่วงซึม หรือว่า ไม่ให้มันเบลอๆ ไป เวลานั่งนานๆ บางทีถ้าอายุมาก มันจะเบลอ หรือ อาจจะหลับไปได้ ก็ให้มีการขยับ ถ้า ๑๔ จังหวะ รู้สึกว่ามากไป ก็อาจจะแค่พลิกมือ พลิกไป-พลิกมาก็ได้ พลิกไป-พลิกมา ก็ใช้ได้อยู่ จะ กำ-แบ กำ-แบ ก็ได้ คือให้มัน ‘มีความเคลื่อนไหว’ กระตุ้นตัวรู้ขึ้นมา กระตุ้นความรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วเวลา ‘เผลอไป-ให้รู้ทัน’ มีความเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นตัวกระตุ้นขึ้นมาแล้วเนี่ยนะ เผลอไป-ให้รู้ทัน บางทีทำแล้ว มันทำซ้ำ ๆ มันก็ชินใช่ไหม? พอชิน บางทีก็เผลอไป แต่ด้วยความที่ มันมีการขยับอยู่นี้ มันก็จะเห็นว่า ‘เผลอ’ ได้ง่ายขึ้น มันดีกว่านั่งนิ่งๆ แล้วหลับ ตอนที่มันหลับไป.. มันไม่ได้เห็นสภาวะอะไร ! มันได้แค่พักผ่อน แต่ตอนนี้เราต้องการจะเจริญสติ ..เพื่อให้เห็นความจริง การหลับไป มันไม่ได้มีข้อมูลอะไรให้จิตดู เพราะฉะนั้น ตื่นขึ้นมา (จากการที่เราเคลื่อนไหว) เคลื่อนไหว-แล้วเผลอไป-แล้วรู้ทัน เห็น ‘เผลอ’ ดีกว่านะ เคลื่อนไหวๆ อยู่..แล้วฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่าน..แล้วรู้ว่าฟุ้งซ่าน ก็ดีกว่าหลับนะ คนอายุ ๖๐ กว่าแล้ว ถือว่าอายุมากแล้ว ก็ลองใช้.. “การเคลื่อนไหวของร่างกาย” เข้ามาช่วยนะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=CJuUJuMo19g (นาทีที่ 2:02:30 – 2:05:15)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #นิวรณ์…ตัวขัดขวาง “สมาธิ” นิวรณ์ ก็คือ ตัวขัดขวาง ที่ทำให้จิตไม่เจริญขึ้นไป โดยนัยยะก็คือ… มันไม่เข้าสมาธินั่นเอง มีอะไรบ้าง ? “กามราคะ” “พยาบาท” “ถีนมิทธะ” “อุทธัจจกุกกุจจะ” และ “วิจิกิจฉา” ๕ อย่าง ด้วยกัน “นิวรณ์” เป็นตัวขัดขวาง และท่านก็ยังเปรียบด้วยนะ ไหนๆ เปรียบเป็นน้ำ แล้วนะ… ๑) กามราคะ เปรียบเหมือนเป็นน้ำที่ผสมสี ดูสีสวยหวานนะ..แต่มันผิดความจริง ! เวลาเรามองไปก้นสระ มันเป็นภาพผิดความจริง สีมันผิดความจริง หรือถ้าเราใส่ในตู้ปลา มองไป.. สีของปลาก็จะผิดไปจากความจริง อาจจะหวาน..แต่หวานเกินจริง ! สีสวย..แต่สวยเกินจริง ! สีเพี้ยนน่ะ..สีเพี้ยน ลักษณะของ “กามราคะ” คือ ทำให้ไม่ได้เห็นความจริง ตัวนี้ทำให้ไม่ได้เห็นความจริง อาจจะคอยเคลิ้ม ทำให้ใจมันเคลิ้มเพลิน … แต่เพลินไปก็ทำให้ไม่ได้เห็นความจริงอยู่ดี ๒) พยาบาท พยาบาทเนี่ย ถ้าเปรียบเป็นน้ำ ก็คือ น้ำเดือดพล่าน เคยเห็นน้ำเดือดพล่านไหม? เดือดปุดๆ เคยต้มน้ำแล้วเดือดปุดๆ ก็จะไม่เห็นเลยว่าอะไรในหม้อ หรือก้นหม้อ มันเป็นยังไง ? น้ำใสก็จริง.. แต่มันเดือดปุดๆ ! ถ้ายิ่งน้ำขุ่น ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย การเดือด คือ มันไม่นิ่ง ไม่มั่นคง มันไหว.. มันไหวในลักษณะที่เดือดและร้อนด้วย ๓) ถีนมิทธะ แปลว่า ความง่วงซึม ความง่วงซึม เนี่ย … ท่านเปรียบเหมือน น้ำในสระน้ำ… ที่มีจอก มีแหน มีพืชผิวน้ำ ปิดบังเอาไว้ มองอะไร ก็เห็นแต่จอก แหน ไม่เห็นว่าน้ำมีอะไรบ้าง ๓) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ท่านเปรียบเหมือน น้ำที่มีลมพัด มีคลื่น ยิ่งฟุ้งมาก คลื่นก็ยิ่งมาก คลื่นจัด คลื่นจัดบางทีมีฟองด้วย สังเกต..ถ้าคนฟุ้งซ่านมาก ยิ่งออกมาทางคำพูด.. จะน้ำลายแตกฟอง ! คลื่นเนี่ยนะ ที่ซัดมาฟองฟอดเลย ! (อันนี้เป็นแค่หลักช่วยจำ) ฟุ้งซ่านเนี่ย เปรียบเหมือนน้ำที่ถูกลมพัด หรือเป็นน้ำที่เป็นคลื่น ก็ไม่เห็น(ความจริงใต้น้ำ) ไม่ราบเรียบ ถูกรบกวนด้วยลม ๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ท่านเปรียบเหมือน น้ำที่ขุ่น…ที่มัว ลองไปดู ตามท่อระบายน้ำ หรือตามคลองที่เน่าเหม็น มองไป..ไม่เห็นก้นคลอง มองไม่เห็นว่าพื้นใต้น้ำนั้นเป็นอะไร มองปุ๊ป! ก็เห็นแสงสะท้อนออกมาเลย ไม่เห็นแสงด้านล่างเลย คือ มันมืดดำ ด้วยความขุ่นมัวของน้ำ ถ้ายิ่งสงสัยมากก็ยิ่งขุ่นมาก ยิ่งมืดมาก…มัวมาก สงสัยนิดหน่อย..ก็ขุ่นนิดหน่อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มองไม่เห็นความจริง อันนี้คือ สิ่งที่เปรียบกับน้ำ “สมาธิ” จะเป็นสภาวะที่ปลอดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ และพอปลอดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ก็จะกลับไปเป็น สภาวะที่ว่า สงบ ราบเรียบ และ มีพลัง ในความสงบราบเรียบนั้น ก็ใส กระจ่าง และความสงบ ราบเรียบ ใส กระจ่าง มีพลัง … ที่ว่าเนี่ยนะ ถ้าเป็นสมาธิ ที่ถูกต้อง.. มันจะเป็นกำลังในการแยกขันธ์ ! “การแยกขันธ์” ก็คือ เห็น.. – “สิ่งหนึ่ง” ถูกรู้ – “สิ่งหนึ่ง” เป็นผู้รู้ อันนี้คือ เหมาะควรแก่การงานที่จะเจริญ “ปัญญา” เจริญวิปัสสนาต่อไป เห็นว่า.. “สิ่งที่รู้นี้ไม่ใช่เรา และสิ่งนี้ที่ถูกรู้ก็ไม่ใช่เรา” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ออกอากาศวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/tDN_srPms4A?list=RDCMUCE7svrdSu8jeu16d9vx54Lg (นาทีที่ 10:50 – 16:18)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สมาธิเพื่อการเจริญปัญญา #ถาม : ถ้าจิตมันถูกกระทบ แล้วจิตอยากหนีไปอยู่เงียบ ๆ อยากนั่งสมาธิเงียบ ๆ ไม่อยากกระทบโลก เห็นความอยากนี้บ่อย ๆ ควรทำอย่างไร? #ตอบ : ดีนะ ที่ว่า “ดี” ไม่ใช่ว่าหนีดีนะ แต่ดีที่ “เห็น” ดีที่เห็น ‘จิตที่อยากหนี’ เก่งนะ.. เห็นอย่างนี้ได้ไม่ง่ายนะ !! คือส่วนใหญ่เนี่ย พอกระทบกับโลก เบื่อโลกมาก ๆ เข้า ก็อยากจะหลบตัวเองไปเงียบ ๆ แล้วก็ไปนั่งสมาธิ แล้วก็พอออกมาเจอโลกยุ่ง ๆ ก็..ไปแอบเข้าสมาธิ เรียกว่า “หลบ” มันก็ดี คือ อย่างน้อย ๆ ก็ยังมีที่ไปสงบบ้าง แต่ว่าสมมติว่า มันมีปัญหาอยู่เนี่ยนะ แล้วเราก็ทนปัญหาไม่ได้ ..แล้วก็เข้าสมาธิ ..ออกมา..เจอปัญหา ..แล้วเราก็เข้าสมาธิ อย่างนี้นะ.. ..มันไม่ได้แก้ปัญหา! เพราะฉะนั้น มันต้องเข้าไปแก้ปัญหาด้วย ! หรือว่ามันไม่ได้เกิดปัญญา มีทุกข์เกิดขึ้น.. ก็เข้าสมาธิ.. ..แล้วก็ออกมา ! เจอทุกข์..ก็เข้าสมาธิ… อย่างนี้นะ ครูบาอาจารย์ไม่สนับสนุนในแง่นี้นะ มีบางท่านนะ พอเป็นไข้ ท่านก็เข้าสมาธิ เข้าฌาน พอเข้าฌาน ก็ไม่รับรู้ในเวทนาที่เกิดขึ้น ครูบาอาจารย์บอก “อย่างนี้ใช้ไม่ได้ อย่างนี้ คือ หนี ให้ดูเวทนา ไม่ใช่ไปหนีเข้าสมาธิ” แล้วไม่เห็นเวทนาแสดงความจริง มันก็เลยไม่เห็นเลยว่า ‘ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์’ ไม่เห็นเลยว่า ‘รูปเป็นทุกข์’ ไม่เห็นเลยว่า ‘เวทนาเป็นทุกข์’ ไม่เห็นเลยว่า ‘สังขารเป็นทุกข์’ มันหลบไป หลบไปมีความสุข แล้วพอใจในภพแห่งนักปฏิบัติตรงนั้น มันเลยไม่ได้มาดูความจริงว่า ‘ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์’ มันก็เลยไม่พ้นทุกข์ เพราะไม่เห็นทุกข์ ประมาณอย่างนี้นะ ถ้าระดับผู้ปฏิบัติ ถ้าหนีอย่างนี้นะ ครูบาอาจารย์จะไล่ออกมา บอกว่า “อย่าไปนั่งเพียงหวังสุขในสมาธิ” มันสุขในสมาธินะ มันไม่ยั่งยืน แล้วก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง จุดหมายปลายทางจริง ๆ เราต้องมาเข้าใจว่า ‘โลกเป็นอย่างนี้ ขันธ์ ๕ เป็นอย่างนี้.. ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา’ เห็นอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ แล้วจึงจะพ้นจากการ เวียนว่ายตายเกิดไปได้ พ้นจากวงจรแห่งทุกข์ทั้งหลายนี้ไปได้ เข้าสู่ความสุขที่แท้จริง คือ เข้าพระนิพพานได้ ไม่ใช่หนี! แต่นี่ดีนะ..ดี! คือคนที่ไปเข้าสมาธิ มักจะยากที่จะเห็นตัวนี้ด้วยตนเอง ถ้าเห็นเองได้นะ ขออนุโมทนาเลย..ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำสมาธิ นึกออกนะ? คือไม่ใช่จะไม่ทำสมาธิ แต่ไม่ได้ทำสมาธิเพื่อหนี! แต่ทำสมาธิเพื่อให้มีกำลัง ในการที่จะมาดูความจริง ของขันธ์ ๕ ได้แจ่มแจ้ง คือจิตถ้าไม่มีสมาธิเนี่ย มันไม่มีกำลังพอที่จะมาเจริญปัญญา ก็ต้องมีสมาธิ แต่สมาธิที่ว่านี้มันมี ๒ แบบ คือ ๑. สมาธิแบบ “อารัมณูปนิชฌาน” คือ จิตรวมอยู่กับอารมณ์ ๒. “ลักขณูปนิชฌาน” คือ จิตตั้งมั่น ไม่รวมอยู่กับอารมณ์ พร้อมเจริญปัญญา เกิดมรรคผล อย่างนี้ก็เรียกว่า ถ้าทำสมาธิควรทำให้ได้ทั้ง ๒ แบบ เวลาจิตรวมอยู่กับอารมณ์ ก็รวมไปก่อนนะ พอมันเผลอ ก็ให้รู้ทัน จิตที่เผลอไป มันก็คือ เผลอจากอารมณ์กรรมฐานของเรา พอเวลามันเผลอไป..รู้ทัน ให้รู้ด้วย ‘ใจเป็นกลาง’ ตอนรู้ด้วยใจเป็นกลาง จะเกิดสมาธิตัวที่ ๒ เรียกว่า “แยกธาตุแยกขันธ์” เรียกว่า “จิตตั้งมั่น” ขึ้นมา หรือ อยู่กับอารมณ์กรรมฐานไป พอมันเผลอ พอเริ่มเผลอปุ๊ป! มันจะเห็นจิตเคลื่อน พอเห็นจิตเคลื่อน รู้ทันว่าจิตเคลื่อนนะ มันจะได้จิตตั้งมั่น..ไม่เคลื่อน ! ก็จะเกิดสภาวะสมาธิแบบที่ ๒ คือ จิตตั้งมั่นขึ้นมาได้เหมือนกัน แยกธาตุแยกขันธ์ได้ชั่วขณะ ก็ทำสมาธิได้ แต่อย่าไปตั้งเป้าหมายว่า ‘จะเอาให้เงียบ ๆ’ หรือ ‘หนี’ แต่ให้ทำสมาธิเพื่อให้จิตมีกำลัง เพื่อที่จะมาเจริญปัญญา เจริญปัญญา คือ เห็นความจริง เห็นความจริง คือ มันต้องเห็นตัวปัญหา ปัญหา คือ ขันธ์ ๕ นี้ ก็ต้องมาแผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหา ไม่ใช่หลบออกไปที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็พอกลับมา ปัญหายังไม่หายไป ก็หลบไปอีก อย่างนี้เรียกว่า “เอาสมาธิเป็นที่หลบ” อย่างนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการภาวนา สมาธิต้องเอาไว้เพื่อให้จิต มีกำลังพร้อมจะเจริญปัญญา พอพร้อมที่จะเจริญปัญญา คือ – ไปเผชิญปัญหา – เห็นปัญหา – ยอมรับปัญหา..ว่ามีปัญหา – แล้วก็เห็นความจริงของปัญหานั้น ว่ามันเป็นสภาพอย่างนี้ “รู้” ที่มา คือ สมุทัย แล้วก็ “ละ” สมุทัยนั้นเสีย ..ก็เข้าสู่นิโรธ ต้องทำสมาธินะ! สมาธิต้องทำ! แต่ทำแบบมีจุดมุ่งหมาย..ไม่ใช่หนี! จุดมุ่งหมายที่ว่านั้น คือ เสริมคุณภาพจิต ‘ให้มีกำลัง’ มากพอที่จะไปเจริญปัญญาต่อไป พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=QpoPodr-MSQ&t=4704s (นาทีที่ 1:18:28 – 1:24:33)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ลักษณะสำคัญของสมาธิ จะฝึกสมาธิ ก็ควรจะรู้ “ลักษณะสำคัญของสมาธิ” เพื่อที่จะไปเทียบเคียงว่า ไอ้ที่เราทำอยู่นั้น มันเป็นสมาธิไหม? หลับตาเฉยๆ เนี่ย มันเป็นสมาธิไหม? คือลักษณะของสมาธิ จะมีลักษณะว่า มีกำลัง มีพลัง มีพลัง..หลับตาเฉยๆ มีพลังไหม? (๑) ท่านเปรียบอย่างนี้ว่า เหมือนเราขึ้นไปบนที่สูง แล้วเรามีน้ำอยู่ เราสาดกระจายๆ น้ำไม่มีกำลังอะไร แต่ถ้าเรามีรางน้ำ รางเป็นตัวควบคุมกระแสน้ำ ให้ไหลพุ่งไปในทิศทางเดียว เราเทน้ำลงในราง กระแสน้ำจะ “มีกำลัง มีพลัง” อันนี้เป็น..ลักษณะหนึ่งของสมาธิ (๒) อีกลักษณะหนึ่ง ท่านเปรียบเหมือน ถ้าเรามีสระน้ำ หรือ หนองน้ำ เอาเป็นสระน้ำก็ได้ แล้วสระน้ำนั้น.. ไม่มีลมพัด น้ำนิ่ง เรียบ ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีปลาด้วย ไม่มีคนว่ายน้ำด้วย คือ สระน้ำที่เรียบ ความราบเรียบ ความสงบ มันก็เป็นอาการของสมาธิอย่างหนึ่ง คือ “ไม่กระเพื่อม” “ไม่พริ้ว” “ไม่สั่น” “ไม่ไหว” นี้คือ..ลักษณะของสมาธิแบบหนึ่ง (๓) อีกแบบหนึ่งคือ เมื่อเป็นสมาธิ มันจะใส ใส..ประมาณว่า ถ้าเปรียบเหมือนน้ำ น้ำนั้น.. ไม่มีริ้วคลื่น ไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีใบไม้มาบัง มองเห็นถึงก้นสระ หรือว่า ใครเคยเห็นภาพ ที่เขาถ่ายทะเลที่ใส ๆ นะ มันเห็นถึงทรายก้นทะเลเลย คือมันใสลงไปอย่างนั้น “ความใสกระจ่าง” มันเป็น..ลักษณะหนึ่งของสมาธิ ถ้าหลับตาแล้วมืดตื้อเนี่ย ไม่ใช่! หลับตาเนี่ย มีพลังอะไรไหม? มีความสงบไหม? หรือ หลับตาฟุ้งซ่าน มันก็ไม่ใช่ ..ใช่ไหม? หลับตาแล้วมันเข้าใจอะไร? สามารถเห็นอะไรใสกระจ่างไหม? (๔) อีกอย่างหนึ่ง อันนี้สำคัญที่สุดเลย คือ จิตที่เป็นสมาธิ มันจะ “นุ่มนวล คล่องแคล่ว ควรแก่งาน” คำว่า.. “นุ่มนวล” “คล่องแคล่ว” “ควรแก่งาน” “งาน” ที่ว่านั้นคือ งานเจริญปัญญา ลักษณะที่ตรงข้ามก็คือ มันไม่นุ่มนวล ก็เป็น..แข็งกระด้าง ความไม่คล่องแคล่ว ก็คือ ความทื่อๆ ไม่ควรแก่การงาน ก็คือ มันวุ่นวาย ขุ่นมัว สับสน เร่าร้อน กระวนกระวาย ..ไอ้พวกนี้ ถึงหลับตาอยู่ ก็กระวนกระวายได้ ถ้าไม่ใช่สมาธิ! เพราะฉะนั้น ไอ้ตัวหลับตา ก็ยังไม่ใช่ตัวบ่งชี้ “หลับตา” แล้ว สับสนไหม? เร่าร้อนไหม? วุ่นวายไหม? ขุ่นมัวหรือเปล่า? ถ้าเป็นอย่างนี้ ยังไม่ใช่สมาธิ!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “เป้าหมายการทำสมาธิ” ออกอากาศวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=tDN_srPms4A&t=647s (นาทีที่ 7.06 – 10.45)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ชวนมาศึกษา “สวากขาโต” ถ้าปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ลงตัวกันพอดี คือมรรคมีองค์ ๘ ประกอบกัน พร้อมกันในหนึ่งขณะจิตพอดี ก็เรียกว่า.. จะทำให้เห็นพระนิพพาน คือเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น..ไม่จำกัดกาล (อะกาลิโก) จะมาอย่างนี้ได้ก็ต้องศึกษา “สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม” “เอหิปัสสิโก” จงมาดูเถิด ก็คือเรียกมาดู “สภาวะที่พ้นทุกข์” ซึ่งควรจะชวนให้ทุกคนมาถึงจุดนี้ เพราะว่า.. ไม่ว่าจะเกิดชาติไหนก็ทุกข์ ทุกๆชาติ มีทุกข์อยู่ทุกชาติ ฉะนั้น ถ้าปรารถนาพ้นทุกข์ ก็ควรจะมาสนใจ “สวากขาโต” เพื่อจะเห็นพระนิพพาน และชักชวนคนอื่นมาดูกันต่อ เหมือนที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว จึงชักชวนให้คนอื่นมาปฏิบัติตาม”สวากขาโต” แล้วถึงพระนิพพาน พระสาวกทั้งหลายบรรลุธรรมแล้วเป็น “อนุพุทธะ” ตรัสรู้แล้ว เป็นอนุพุทธะแล้ว ก็มาสั่งสอน โดยใช้หลัก “สวากขาโต” เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วมาบอกต่อ ชักชวนคนอื่นให้ปฏิบัติตาม กลายเป็นระบบศาสนาขึ้นมา “โอปะนะยิโก” ควรน้อมมาใส่ตัว ก็คือ ไม่ใช่มัวแต่ชี้ไปที่คนอื่นให้เขาเห็นพระนิพพาน ตนเองแหละควรถึงควรเห็น “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน วิญญูชนรู้ได้เฉพาะตน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ธรรมะสว่างใจ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๕ https://youtu.be/UFZcR4CW9uk (นาทีที่ 13.58-15.43)

อ่านต่อ