Category Archives: ฝากคิด

วันอังคารที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๒ #เห็นธรรมดาของจิต ที่ปฏิบัติ(ธรรม)มาเพื่อให้เห็นธรรมดาของมัน! ธรรมดาของจิต ถ้ามีความสุข อยู่กับอารมณ์ใด จิตอยู่กับอารมณ์นั้นได้นาน ก็ได้สมถะ..เรื่องธรรมดา! ขอเพียงแค่มีความสุขอยู่กับอารมณ์นั้น จิตจะเกิดสมถะขึ้นเอง..โดยธรรมดา ธรรมชาติของมัน ทีนี้ถ้าเราเป็นพวกจริตประเภทช่างคิด ช่างนึก ช่างปรุง ช่างแต่ง ช่างวิพากย์วิจารณ์ มันก็ธรรมดาของเรา แม้จะมีความสุขอยู่กับอารมณ์นี้ แต่มันก็อิ่มเร็ว จิตนี้อิ่มเร็วแล้วก็หิวง่าย อิ่มจากนี้นะ แล้วก็หิวอื่น หิวอารมณ์อื่น ก็เป็นธรรมดาของจิตนี้ จิตมันไป..ก็รู้ทันธรรมดาของมัน อย่าไปห้ามมัน อย่าไปดึง อย่าไปแทรกแซง เห็นตามความจริงว่ามันหิวอารมณ์อีกแล้ว ดูธรรมดาของจิต เห็นธรรมดาของจิต ก็จะเห็นว่ามันเกิด-ดับ เมื่อก่อนนี้ไม่เห็นเกิด-ดับ มันเกิดความอยากอะไรก็จะสนอง เมื่อสนองไม่ได้ ก็จะรู้สึกว่า..เทคนิคนี้ไม่พอ ต้องหาเทคนิคอื่น ต้องหาวิธีอื่น เพื่อให้ได้ตามที่มันมีตัณหาบัญชาการ ไม่ได้เห็นเลยว่ามันมีการเกิด-ดับ ถ้าเห็นเพียงว่ามันมีตัณหาเกิดขึ้นมา..แล้วมันดับลงไปเนี่ยนะ! ก็จะเห็นธรรมดาของตัณหาว่า..มันเกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป ส่วนจำเป็นจะต้องสนองมั้ย? ก็ดู! หมายถึงว่างานนั้นจะต้องทำมั้ย? ก็ดูว่าความจำเป็นของงาน แต่ว่าไม่ได้ทำด้วยตัณหา ดูตามความจำเป็น ถ้าเห็นว่าความจำเป็นจะต้องทำ..ควรทำ! คราวนี้ทำแบบมีฉันทะ ไม่เหมือนกันนะ! เห็นประโยชน์ของมัน เห็นความจำเป็นของมันควรทำ..อันนั้นเป็นฉันทะ แต่ทำด้วยความอยาก มันไปด้วยความรู้สึกว่า จะมาสนองตัวเองบ้าง หรือสนองความโลภ หรือสนองความเป็นตัวตน สนองอยากของตัวเอง อันนี้ทำด้วยตัณหา มันไม่มีเหตุผลอะไรมาก มันเป็นเพียงความพอใจ อยากจะได้ อยากจะกิน อยากจะมี อยากจะเป็น แต่ถ้ามันมีเหตุผล..ควรทำ!..ทำแล้วได้ประโยชน์ เราได้ประโยชน์บ้าง คนอื่นได้ประโยชน์บ้าง ส่วนรวมได้ประโยชน์บ้าง อย่างนี้นะ..ก็ทำ! ทำด้วยความพอใจ จากการเห็นมันมีประโยชน์ ตรงนี้เรียกว่ามีจิตใจใฝ่ดีที่จะทำ เพราะเห็นประโยชน์ แล้วทำด้วยความขยัน มีความหมั่นเพียรประกอบเข้ามาเลย เห็นประโยชน์ของมันใจก็จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น อาจจะมีทดลองผิด ทดลองถูกบ้าง แต่ทุกครั้งที่ผิดแล้วรู้ ก็ได้ประโยชน์ ว่าอันนี้ผิด แล้วก็จะไม่ทำอีก ถ้าได้ทางถูกก็จะได้รู้ว่า นี่เป็นทางถูกก็ทำสิ่งนี้ไป ไม่ใช่ว่าทำปุ๊บ! จะต้องถูกปั๊บ! โดยเฉพาะปฏิบัติธรรมเนี่ยนะ ส่วนใหญ่จะต้องผิด แต่ผิดแล้วรู้ทีไร ก็จะเจริญทุกที มันจะผิดยากขึ้น หรือจะผิดสั้นลง จากการที่เห็นว่า..เมื่อก่อนเคยทำอย่างนี้แล้วคิดว่าดี พอรู้ว่ามันผิดนะ พอมันผิดไปหน่อยก็รู้ปุ๊บ ไอ้ผิดแล้วรู้นะ! ก็กลายเป็นว่า..ผิดแล้วทำให้เกิดสติ ผิดแล้วทำให้เกิดสมาธิ ผิดแล้วทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ ไฟล์สียง 620811 ธรรมดา-ทิพยะวิลล่า 4of5 http://bit.ly/2MGKNlL ( ระหว่างเวลา ๓๕.๑๗ – ๓๘.๕๑ )

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๓ #ความสุข ถ้าคนทำงานแบบมีฉันทะนะ! ยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจสำหรับคนปรกติทั่ว ๆไปนะ แต่ตัวเองกลับกลายเป็นเห็นสิ่งนั้น เรากลับมีความสุข เพราะเราจะได้ช่วย หมอ(อาชีพ) ถ้าต้องการเงินอย่างเดียว ก็นับคนไข้ว่าวันนี้จะได้รักษากี่คน แล้วเราจะได้เงินเท่าไหร่? แต่ถ้าเป็นหมอที่มีฉันทะ จะรู้สึกว่าวันนี้เราได้ช่วยคนเท่าไหร่ ความสุขมันต่างกัน.. เห็นไหม? ….. ความสุข คือ การได้สนองความปรารถนา หรือความอยาก ถ้าความอยากของเราหยุดอยู่แค่ตัณหา ความสุขจะมีอยู่ได้นิดเดียว แล้วจะมีทุกข์ง่าย “ของ” หรือว่า “คน” ที่เคยให้ความสุข ถ้าได้ซ้ำๆ เราจะสุขน้อยลง สุขน้อยลง จนเฉย ๆ กลายเป็นอุเบกขา แล้วถ้าได้อีก จะรู้สึกว่า (กู) ชักไม่อยากได้แล้ว เบื่อแล้ว ชักเบื่อ คนคนเดียวกัน หรือของสิ่งเดียวกัน ชักสร้างทุกข์ให้ตัวเอง อยากจะทิ้ง อยากจะผลักไส อยากจะทำให้พ้นสายตาไป ใครเจอสถานการณ์นี้ อยู่บ้าง? ต้องพัฒนาความปรารถนา หรือพัฒนาความอยาก ความอยาก (ภาษาไทย) มันดูรู้สึกว่าไม่ดีเท่าไร..ใช่ไหม? พัฒนาความอยาก จากตัณหา ให้เป็นความอยากแบบมีฉันทะ อยากให้สิ่งๆ นั้น หรือคนๆ นั้น ดีสมบูรณ์ โดยตัวของคนๆ นั้นเอง หรือโดยสภาวะนั้นเอง ถ้าเราทำงาน เราจะทำตามธรรมชาติของงานนั้น อยากได้ผล..ตามธรรมชาติของงานนั้น เป็นครู..ก็อยากให้นักเรียนมีความรู้ เป็นหมอ..ก็อยากให้คนมีสุขภาพดี ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่ีอง “ศักยภาพแห่งความสุข” ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://youtu.be/33B6NFN01Kc (นาทีที่ 38.16-41.03)

อ่านต่อ

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๓ (ปรับข้อความบนภาพประกอบธรรมะ) #ความสุข ถ้าคนทำงานแบบมีฉันทะนะ! ยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจสำหรับคนปรกติทั่ว ๆไปนะ แต่ตัวเองกลับกลายเป็นเห็นสิ่งนั้น เรากลับมีความสุข เพราะเราจะได้ช่วย หมอ(อาชีพ) ถ้าต้องการเงินอย่างเดียว ก็นับคนไข้ว่าวันนี้จะได้รักษากี่คน แล้วเราจะได้เงินเท่าไหร่? แต่ถ้าเป็นหมอที่มีฉันทะ จะรู้สึกว่าวันนี้เราได้ช่วยคนเท่าไหร่ ความสุขมันต่างกัน.. เห็นไหม? ….. ความสุข คือ การได้สนองความปรารถนา หรือความอยาก ถ้าความอยากของเราหยุดอยู่แค่ตัณหา ความสุขจะมีอยู่ได้นิดเดียว แล้วจะมีทุกข์ง่าย “ของ” หรือว่า “คน” ที่เคยให้ความสุข ถ้าได้ซ้ำๆ เราจะสุขน้อยลง สุขน้อยลง จนเฉย ๆ กลายเป็นอุเบกขา แล้วถ้าได้อีก จะรู้สึกว่า (กู) ชักไม่อยากได้แล้ว เบื่อแล้ว ชักเบื่อ คนคนเดียวกัน หรือของสิ่งเดียวกัน ชักสร้างทุกข์ให้ตัวเอง อยากจะทิ้ง อยากจะผลักไส อยากจะทำให้พ้นสายตาไป ใครเจอสถานการณ์นี้ อยู่บ้าง? ต้องพัฒนาความปรารถนา หรือพัฒนาความอยาก ความอยาก (ภาษาไทย) มันดูรู้สึกว่าไม่ดีเท่าไร..ใช่ไหม? พัฒนาความอยาก จากตัณหา ให้เป็นความอยากแบบมีฉันทะ อยากให้สิ่งๆ นั้น หรือคนๆ นั้น ดีสมบูรณ์ โดยตัวของคนๆ นั้นเอง หรือโดยสภาวะนั้นเอง ถ้าเราทำงาน เราจะทำตามธรรมชาติของงานนั้น อยากได้ผล..ตามธรรมชาติของงานนั้น เป็นครู..ก็อยากให้นักเรียนมีความรู้ เป็นหมอ..ก็อยากให้คนมีสุขภาพดี ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่ีอง “ศักยภาพแห่งความสุข” ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://youtu.be/33B6NFN01Kc (นาทีที่ 38.16-41.03)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๒๒ #ชวนศึกษา”#อธิษฐานธรรม…

วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒
วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๒๒

#ชวนศึกษา“#อธิษฐานธรรม ๔ ข้อ”

มีคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงกับ’ปุกกุสาติกุลบุตร’
อันนี้ มีเกร็ดน่าสนใจตรงที่ว่า..
พระองค์สอนให้ปุกกุสาติกุลบุตร มีธรรมะ ๔ ข้อ
เพื่อให้เป็นที่ตั้งของใจ หรือเป็นที่มั่นของใจ
ภาษาบาลีเรียกว่าเป็น’อธิษฐานธรรม’

อธิษฐานธรรม ๔ ประการ
ข้อแรก ให้มี ‘ปัญญา’
ข้อที่ ๒ ให้มี ‘สัจจะ’
ข้อที่ ๓ ให้มี ‘จาคะ
ข้อที่ ๔ ให้มี ‘อุปสมะ’

“อุปสมะ” นี้ก็เรียกว่า เป็นความสงบ

ในแต่ละข้อเนี่ย!
“ปัญญา” คือให้มีความรู้จริงในสิ่งที่ปรากฏ
พระองค์สอนให้พระเจ้าปุกกุสาติ
จริงๆ ตอนนั้นออกบวชแล้ว ก็เรียกว่า ‘ปุกกุสาติกุลบุตร’
พระองค์สอนให้ปุกกุสาติกุลบุตรเนี่ย ให้มีปัญญาเห็นความจริง

โดยพระองค์สอนให้เห็นเวทนา
เวทนาที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ มันไม่เที่ยง
แล้วก็มันเป็นอนัตตา เป็นสิ่งที่นอกเหนือการบังคับควบคุม
อยากให้สุข ก็สุขได้ไม่นาน
มีทุกข์อยู่ อยากให้ทุกข์ดับไปเร็วๆ ก็ไม่เป็นไปตามอยาก
การเห็นสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงของปุกกุสาติกุลบุตร เนี่ย
ท่านต้องมีอะไร? ท่านต้องมีสมถะที่แก่กล้าพอที่จะมาดูเวทนา แสดงไตรลักษณ์ได้
พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมที่เหมาะสมกับผู้ฟัง
ก็คือแสดงธรรมให้ท่านดูเวทนา ให้เวทนาแสดงไตรลักษณ์ ก็เกิดวิปัสสนาปัญญา

แล้วให้เห็น “สัจจะ” คือความจริง
ความจริงที่เห็นจะเห็นว่า มันเกิด มันดับ
มันเปลี่ยนแปลงไปเนี่ยนะ!
แล้วเข้าถึงสัจจะตัวสุดท้ายเลย คือเข้าถึงพระนิพพาน

‘ความจริง’ที่มันเป็นเรื่องปรุงแต่ง ก็รู้จัก
‘ความจริง’ที่พ้นความปรุงแต่ง ก็รู้จักมันด้วย
เรียกว่าเข้าถึง “สัจจะ” ให้ถึงพร้อม
มีศึกษาให้เห็นความจริงอันนี้

แล้วก็ “จาคะ”
เริ่มตั้งแต่จาคะ คือเสียสละวัตถุสิ่งของ สละสิ่งของภายนอก
จนสละไปถึงกิเลสเลย
สละราคะ สละโทสะ สละโมหะ สละไปหมดสิ้น
เรียกว่าเมื่อเข้าใจถึงนิพพานแล้ว ก็จะสละพวกกิเลสเหล่านี้ออกไปจากจิตใจ

เมื่อสละกิเลสออกไปจากจิตใจแล้ว ก็เข้าถึงความสงบ
เพราะว่าสิ่งที่มารบกวนให้จิตใจไม่สงบนั้น ถูกสละทิ้งไปแล้ว
ก็ถึงความสงบ เรียกว่าถึง “อุปสมะ”
หรืออีกคำก็เรียกได้ว่า ถึงสันติ

สันติในที่นี้หมายถึงว่า ไม่เกิดอีกแล้ว
เหตุแห่งความเกิดทั้งหลายหมดไปแล้ว
ไอ้ที่ยังวุ่นวายวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารก็เป็นอันสงบลงไป

อันนี้เป็นคำสอนที่พระองค์เคยสอนเอาไว้
พวกเราชาวพุทธก็นำมาพฤติปฏิบัติได้
๑. ให้อย่าประมาทในปัญญา
๒. ศึกษาให้เห็นความจริงถึงสัจจะ
๓. แล้วก็จาคะ สละสิ่งของได้ คือเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของชั่วคราว เรามีอยู่มากเกินพอ ก็สละให้กับคนที่เขาต้องการ หรือว่ามีความด้อยโอกาสมากกว่าเรา สละไปแล้ว คนอื่นเขามีความสุข เราเห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุขด้วย
แล้วสละไปนั้นน่ะ ที่สละจริงๆ คือสละความตระหนี่ในใจ
สละกิเลสต่างๆในใจ
๔. แล้วก็เข้าถึงความสงบ
เรียนรู้ถึงความสงบไล่ระดับไปเรื่อยๆ
จากสงบในแง่ของสมถะ จนถึงความสงบในแง่ของกิเลสดับไป

ก็ชวนกันมาศึกษามี ๔ อย่างนี้
เรียกว่า “อธิษฐานธรรม ๔ ข้อ”

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากรายการ’ธรรมะสว่างใจ’
ออกอากาศเมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ที่ลิงค์วีดีโอhttps://youtu.be/ScJaTwQiiyg
(ระหว่างนาที ๒.๔๓-๖.๕๒)

อ่านเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
ลิงค์ http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=8748&Z=9019


อ่านบน Facebook

วันพฤหัสบดีที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๒๑ #พึงเป็นคนสนใจจิต…

วันพฤหัสบดีที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๒๑

#พึงเป็นคนสนใจจิต

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่าง​หนึ่ง​
ทุกคนรักตัวเอง.. แต่ไม่ค่อยสนใจตัวเอง!

(คน​เรา)​พยายามรักษาร่างกายนี้นะ
แต่เพื่อไปดูอย่างอื่น ไปเสพอย่างอื่น ไปฟังอย่างอื่น
หาคนที่จะมารักกายในแง่ที่่ถูกต้อง..หายาก!

รักกายแล้วควรจะใส่ใจอยู่กับกาย
แบบมีสติรู้อยู่ที่กาย..ไม่ค่อยมี!
มักจะไปสนใจข้างนอก…

ตัวที่น่าสงสารที่สุดเลย คือใจ

ชีวิตเรานี้มีส่วนประกอบอยู่สองอย่าง
คือ กาย กับ ใจ
แต่(ใจ)​ เป็นตัวที่ลืมยิ่งกว่ากายอีก

กายนี้ยังส่องหน้า​ ยังผัด​หน้า ยังแปรงฟัน
แต่ใจเนี่ย เป็นส่วนของชีวิตที่เราลืมมากยิ่งกว่ากายอีก

ทั้งๆ ที่จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน
เป็นต้นเหตุของสุขและทุกข์ทั้งหลาย
กายที่กำลังสวยงาม มีสุขภาพดี
แต่ถ้าใจเป็นทุกข์.. กายที่กำลังสุขภาพดีไม่มีผลเลย

ดังนั้น​ ส่วนที่เราควรใส่ใจให้มาก คือเรื่องของใจ
ภาษาพระเรียกว่า อยู่ที่จิต ดูที่จิต
ครูบาอาจารย์จึงเน้นย้ำมาที่​ “จิต”

หลวงปู่มั่น มีคำสอนอยู่ว่า..
“ถ้าถึงจิตก็ถึงธรรม ถ้าเสียจิตก็เสียธรรม”

คือถ้าลืมไปแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องจิต ก็ไม่ได้สนใจธรรม

ถ้าเราจะมาศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
ทางที่ลัดสั้นและตรงที่สุดก็คือ มาสนใจในจิต
เพราะ​จิตเนี่ย เป็นแหล่งรวมของบุญ ของบาป
ของกุศล ของอกุศล
รวมทั้งถ้าจะให้ถึงมรรคผล มรรคผลก็เกิดที่จิต

พระนิพพานที่ไม่เกิดไม่ดับ ก็สามารถสัมผัสได้ด้วยจิต​ บรรลุได้ด้วยจิต

ดังนั้น​ ถ้าจะให้ตัดตรงไปเลย
ก็คือ​ มาสนใจเรื่องจิต

แต่ก็อาศัยกายนี้ด้วย
เพราะจิตนี้อาศัยกายอยู่

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

เรียบเรียงจากแสดงธรรมเรื่่อง #พึงเป็นคนสนใจจิต
เมื่อ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ ณ โรงเรียนรุ่งอรุณ

คลิปลิงค์เสียงธรรม 147-620605 https://bit.ly/2K7UB8w
(นาทีที่ ๑๒.๑๙-๑๕.๔๐)


อ่านบน Facebook

วันพุธที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๒๐ #ภาวนากลมกลืนกับชีวิต…

วันพุธที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒
วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
☘️☘️☘️
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๒๐

#ภาวนากลมกลืนกับชีวิต

ชีวิตประจำวันนะ!
ให้มันกลมกลืนไปกับการปฏิบัติธรรม ไม่แยก!
ไม่ใช่รีบทำงานอะไรแล้วก็เพื่อที่จะให้งานเสร็จ(เร็วๆ) แล้วจะได้ไปภาวนา
อย่างนี้เรียกว่าเป็นการแยกกันระหว่างการทำงานกับการภาวนา
อย่างนี้ไม่ได้กิน!
มันจะกลายเป็นว่า จะมีเวลาสักกี่นาทีในการภาวนา?
แต่ถ้าเรากลืมกลืนไปกับชีวิตไปเลย เราได้ภาวนาหลายชั่วโมง!

(การภาวนา)ไม่ใช่ไปแบ่งแยกต้องอยู่คนเดียวเท่านั้น จึงจะภาวนาได้..
ต้องไปป่าเท่านั้น จึงจะภาวนาได้..
หรือต้องมาวัดเท่านั้น จึงจะภาวนาได้..
อย่างนี้เรียกว่า แบ่งชีวิตออกมาเป็นสองส่วน
อย่างนี้มันไม่ได้กลมกลืน

แล้วถ้าหวังเพียงแค่นั้นนะ!
จะไม่มีเวลาภาวนา.. จะหาโอกาสภาวนายาก!
มาถึงวัดแล้วก็ไม่ได้ภาวนานะ!!
‘ต้องให้ได้เวลาทำวัตรเย็นเท่านั้น’ จึงจะได้ภาวนา
อย่างนี้..ยาก!
มันต้องกลมกลืนไปกับชีวิต!
ชีวิตอยู่กับที่ทำงาน
ชีวิตอยู่ระหว่างการเดินทาง
กลับมาถึงบ้านใจคอเป็นยังไง?
ผ่านการทำงานมาทั้งวันแล้วเนี่ย..ร่างกายเหนื่อยอ่อน จิตใจเป็นยังไง?
บางคนร่างกายเหนื่อยอ่อน จิตใจเหนื่อยอ่อนไปด้วย
บางคนร่างกายเหนื่อยอ่อน แต่จิตใจยังสดชื่นอยู่
ก็รู้ทัน!

(การภาวนา)ไม่แบ่งเวลาเป็นสองส่วนอย่างนั้น
แต่ให้กลมกลืน

ต้องภาวนาไปกับการทำงานด้วย ให้มันกลมกลืนไป
ไม่ว่าจะป็นพระ ไม่ว่าจะเป็นโยม (ภาวนาให้กลมกลืนอย่างนี้)มันจึงจะเจริญก้าวหน้า
เพราะว่าการภาวนาในชีวิตประจำวันมันทำได้ตลอดเวลา
แล้วก็ถ้ารวมเวลาในการภาวนาแล้วก็จะได้มากหลายชั่วโมง
ที่จะหวังผลจากการภาวนาถึงขั้นมรรคผลนิพพานจึงจะเกิดขึ้นได้

ถ้าเอาแค่ทำวัตรแล้วค่อยภาวนาอย่างนี้ยาก!
เพราะว่า(จะมี)เวลาน้อย (เวลา)เหลือน้อย
แล้วระหว่างวันก็ไม่ได้ภาวนาแล้ว
พอในเวลาทำวัตรนั่งสมาธิก็จะกลายเป็นว่า..
กว่าจะสงบขึ้นมาได้
กว่าจะรู้จิตขึ้นมาได้นี่.. ฟุ้งซ่านไปตั้งนานแล้ว
เพราะว่ามันเก็บความฟุ้งมาตลอดเกือบ ๒๔ ชั่วโมง

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
☘️☘️☘️

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรมในรายการ”ธรรมะสว่างใจ”
เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒
ไฟล์วิดีโอhttps://nimmalo.com/video/dhammasawangjai/s14/
(ระหว่างเวลา ๕๑.๐๒ – ๕๕.๓๐ )


อ่านบน Facebook

วันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๙ #รู้ทันเผลอ…

วันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๙

#รู้ทันเผลอ

ถ้าเราเริ่มต้น(ภาวนา)ด้วยการเพ่ง
ก็คือการเผลอรวบ แล้วไม่เห็นว่าเผลอ

มันมี “เผลอเพ่ง” กับ “เผลอเพลิน”
มี พ.พาน สองตัว
เพ่งไว้​ นี้ก็คือเผลอ​อย่าง​หนึ่ง​ เรียก​ว่า​ “เผลอ​เพ่ง”
ไม่เพ่ง แต่เผลอยาวออกไปข้างนอก เรียกว่า “เผลอเพลิน”

เผลอสองแบบ ให้รู้ทัน!
ไม่แก้ไข ไม่รักษา ให้รู้ทัน!

ทั้งเผลอ ทั้งเพลิน…
ทั้งเครียด ทั้งเคลิ้ม… ให้รู้หมดเลย
แล้วสิ่งที่รู้เหล่านี้จะเกิด-ดับ
เกิดขึ้นมา​ แล้วดับไป
พอรู้ทัน แล้วก็ดับไป

แต่เพ่งส่วนใหญ่มันจะไม่​เห็น​ว่า​ดับ​นะ
ต้องกลับที่อยู่​ แบบที่ว่า คือเห็นกายหายใจ ใจเป็นคนดู อย่างนี้นะ!

ถ้าเพ่งรู้ว่าเพ่ง​ มันจะไม่ดับ มันจะเพ่งอยู่นั่นแหละ
แต่เผลอเห็นปุ๊บ! ดับเลย
เพราะ”เผลอ” กับ “รู้’ มันตรงข้ามกัน
คือตรงกันข้ามในแง่ของความเป็นกุศลกับอกุศล

ไอ้เพ่งที่เราทำเนี่ยนะ! มักจะอยู่ฝ่ายกุศล
ไอ้เพ่ง​ กับ​ รู้ว่าเพ่ง มันเป็นกุศลด้วยกัน
ไอ้เพ่งบางทีมันก็เลยไม่ดับ​ให้​เห็น
ไอ้เพ่งเลยแก้ยาก!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง
“เรื่องที่นักภาวนาควรใส่ใจ”
ณ บ้ายขนมนัทวัน เมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ลิงค์เสียงธรรม https://bit.ly/2Ya9XNw
(นาทีที่ ๑.๑๐.๐๐-๑.๑๒.๓๔)


อ่านบน Facebook

วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ วันอังคารที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๗ #กระบวนธรรม…

วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘
วันอังคารที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๗

#กระบวนธรรม

เพราะ​ “นิพพิทา” เกิดขึ้นมา จึงมีวิราคะ
“วิราคะ” คือคลายจากความยึด ความติด
อาการราคะคือ มีความ​ยึดเหนี่ยว​ติด​อยู่ระหว่างจิตกับอารมณ์​
พอหน่ายขึ้นมา ความดึงดูดระหว่างจิตกับอารมณ์ก็คลายออก
พอคลายออกก็หลุดพ้น
หลุดพ้น ภาษาบาลี เรียกว่า “วิมุตติ​”

เพราะมีวิราคะ จึงมีวิมุตติ​
วิมุตติ​ ก็คือ​หลุดพ้น
พอหลุดพ้นแล้ว ก็มีการย้อนมาดู
ตรงนี้เรียกว่า “วิมุตติญาณทัสสนะ”
มีปัญญารู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

มันเริ่มมาจากมีสมาธิที่ถูกต้อง
ภาษา​บาลีเรียกว่า “สมาหิตัง” ​(แปล​ว่า​ ตั้งมั่น)​
เมื่อมีสมาธิที่ถูกต้อง​ ก็จะเกิด​” ยถาภูตญาณทัสสนะ”
มี​ ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็เกิดมี​ “นิพพิทา”
พอนิพพิทาแล้ว​ ก็เกิด​ “วิราคะ”
พอวิราคะ ก็เกิด” วิมุตติญาณทัสสนะ”
กระบวนธรรมมันเป็นอย่างนี้

ทีนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสมาธิที่ผิด
เราก็มาดูกระบวนธรรมก่อนจะเกิดจิตตั้งมั่น (สมาหิตัง)
ก่อนจะเกิดสมาธิที่ถูกต้อง มันก็มีกระบวนธรรม

กระบวนธรรมของต้นเหตุมาสู่ผล คือสมาธิที่ถูกต้อง
ก็จะมีเริ่มต้นด้วย​ “ปราโมทย์”
ปราโมทย์ แปลว่า ใจเบิกบาน
ใจเบิกบาน มีปราโมทย์ เป็นเหตุให้เกิด​ “ปีติ”
ปีติ คือความอิ่มใจ
ปีติเป็นเหตุให้เกิด​ “ปัสสัทธิ”
ปัสสัทธิ คือความไม่เครียด เบากาย เบาจิต
มีปัสสัทธิ แล้วเกิด​ “สุข”
สุขแล้วเกิด​ “สมาธิ”
สมาธิเป็นสมาธิที่ถูกต้อง คือจิตตั้งมั่น
ฉะนั้น​ กระบวนธรรมให้เกิดสมาธิ เริ่ม​ที่ทำจิตให้ปราโมทย์
ครูบาอาจารย์ให้ทำง่าย ๆ ให้ยิ้มหวานๆ

ลองยิ้มสิ! …..

ฉะนั้น​ จุดสำคัญคือทำจิตให้ถูก แล้วกระบวนธรรมมันจะง่าย
ถ้าจิตไม่ถูก.. กระบวนธรรมที่ทำให้เกิดมรรคผลต่อไป..มันจะยาก

ถ้าทำผิดมันจะได้​ “ค.ควาย​” สองตัว
ควายตัวแรก​คือ​ เครียด
ควายตัวที่สองคือ เคลิ้ม

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง ค.ควายสองตัว
ณ วัดอินทาราม ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ลิงค์เสียงธรรม https://bit.ly/2JSlXzH
(ระหว่างนาทีที่ 50.20-01.50)


อ่านบน Facebook

เข้าพรรษานี้ ไม่ว่าจะอธิษฐานที่จะเว้นชั่ว/ทำความดีอะไร ก็ควรมุ่งผลไปที่สันติ คือพระนิพพาน ??? …

เข้าพรรษานี้
ไม่ว่าจะอธิษฐานที่จะเว้นชั่ว/ทำความดีอะไร
ก็ควรมุ่งผลไปที่สันติ คือพระนิพพาน
???
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๘


อ่านบน Facebook

วันจันทร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ⏳⏳⏳ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๖ #แค่เสี้ยววินาที…

วันจันทร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗
⏳⏳⏳
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๖

#แค่เสี้ยววินาที

คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทุกเสี้ยววินาทีผ่านไป เพื่อสะสมอนุสัย
ไม่ได้ใช้เสี้ยววินาทีเหล่านั้นสะสมบารมี
ไม่ได้สะสมข้อมูล..
ถ้าในแง่ของการสะสมสติปัฏฐาน
ก็​จะสะสมข้อมูลเอาไว้​ ให้จิตประมวลเป็นความรู้ขึ้นมา
แต่ละวินาทีที่เรามีสติรู้ทันกาย เวทนา จิต หรือธรรม นี่นะ!
เราเป็นการสะสมข้อมูลทีละแว้บ ๆ
แล้วควรจะเป็นทีละแว้บ ช่วงเสี้ยววินาทีนั้น

ไม่ใช่ว่าฉันมีสติมาตลอดหนึ่งวัน.. อันนี้น่ากลัว!
ฉันมีสติมาตลอด ไม่เคยหลงเลย.. อันนี้น่ากลัวมาก!
เพราะว่าสติที่เราพูดถึงเนี่ย! … ไม่ใช่สติแบบโลก ๆ
สติแบบที่เราพูดถึง คือสติปัฏฐาน
รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม
…..

สติปัฏฐาน มันจะรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
ส่วนใหญ่จะรู้กันทีละแว้บ ๆ

ตอนรู้กายเนี่ย! ถ้าจะรู้นานนะ ต้องเพ่ง!
ถ้าเพ่งไปนั้น ก็เป็นการใช้สติปัณฐาน
ประกอบด้วยสมาธิอีกแบบนึง ซึ่งไม่ใช่สมาธิที่ถูกต้อง​ (คือ​ไม่ใช่​จิต​ตั้งมั่น)​

เวลารู้จิต​ ถ้าให้รู้ได้นาน ๆ ก็เพ่ง
ตอนเพ่งจิตก็เป็นสมาธิที่ไม่ถูกต้องอีก

เวลาเห็นจิตนาน ๆ จะรู้สึกว่า​ “ฉันมีความรู้สึกตัวอยู่นาน”
ไม่เห็นเป็นแว้บ ๆ
อย่างนี้นะ มันจะไม่เห็นจิตแสดงความจริง ไม่เห็นว่าจิตเกิด-ดับ
แต่ถ้าเห็นเป็นแว้บ ๆ นะ! จะเห็นความจริงว่า​ จิตเกิด-ดับ

ฉะนั้น​ เวลาเห็นเนี่ย​ ถ้ามันเห็นช่วงเสี้ยววินาที..ดีมาก!
เพราะการเห็นอย่างนั้น​ มันจะแสดงความจริงว่า
สิ่งนี้เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป ๆ

เอาแค่ช่วงเสี้ยววินาที
ความรู้สึกตัวช่วงเสี้ยววินาที..ดีมาก
ดีมากตรงไหน..ดีมากตรงที่มันจะไม่รู้สึกว่า
ไอ้ความรู้สึกตัวนั้น..ไม่เป็นเราด้วย

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “แค่เสี้ยวนาที”
ณ ศูนย์ทันตกรรมสมุทรปราการ เมื่อ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/31A2IBg
(ระหว่างนาทีที่ ๒๙.๒๖-๓๒.๒๑)


อ่านบน Facebook

อังคารที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๕ #รู้ลงปัจจุบัน…

อังคารที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒
วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๕

#รู้ลงปัจจุบัน

เวลาดูจิต..ไม่ได้ใช้ตาดู
จะดูจิต..ต้องให้สติดูจิต

คือใน “จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน”
เวลาดูจิต ก็ไม่ได้ดูจิตเดี๋ยวนี้
ต้องให้มีจิตอะไรเกิดขึ้นสักอย่างหนึ่ง
แล้วค่อยดูว่า..เมื้อกี้เกิดอะไรขึ้น?

วิธีการดูจิตนะ!
เนื่องจากจิตมันเป็นของไม่มีสรีระ
เป็นนามธรรม
ต้องใช้สติไปดู ซึ่งเป็นนามธรรมด้วยกัน

รู้! เวลารู้จิต ไม่ใช่ไปรู้กับปัจจุบันแท้ ๆ
แต่เป็นปัจจุบันแบบต่อเนื่อง

เช่น โกรธไปแล้ว รู้ว่าเมื้อกี้โกรธ
แต่ต้องเป็นปัจจุบันต่อเนื่องแบบทันทีทันใด
ไม่ใช่ต่อเนื่อง แบบโกรธไปแล้วห้านาทีแล้วค่อยมารู้
ไอ้ห้านาทีแล้วค่อยมารู้เนี่ย จะเป็นการคิด ไม่ใช่การรู้

ฉะนั้น เวลาดูจิต..
เนื่องจากจิตไม่มีสรีระ ก็ต้องใช้สติเข้าไปรู้
และสติที่ว่านั้น ต้องเป็นสติรู้ทันที
แบบต่อเนื่องชิดกันไม่มีอะไรมาแทรก
เรียกเป็นสำนวนว่า “รู้ลงปัจจุบัน”
แต่ไม่ใช่ปัจจุบันแท้ ๆ

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “เรื่องที่นักภาวนาควรใส่ใจ”
ณ บ้านขนมนันทวัน เพชรบุรี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒
คลิกรับฟังที่ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2Iq1r8h
(นาทีที่ ๓.๔๓-๔.๕๗)


อ่านบน Facebook

วันจันทร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๔ #ทำหน้าที่..อย่าทำเอาหน้า…

วันจันทร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๔

#ทำหน้าที่..อย่าทำเอาหน้า

…ทุกคนทำหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่
ที่พูดก็คือว่า เราเองก็มีหน้าที่ หน้าที่ในการทำงานของเราก็มี
ต้องทำหน้าที่การงานของเราให้เต็มที่

เรื่องนี้เนี่ย! ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็พูดถึง
พระองค์มีพระราชดำรัสถึงว่า..
ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่
ไม่ต้องหวังว่าจะได้หน้า
ทำให้เหมือนกับปิดทองหลังพระ

คร้้งหนึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร
ทำหน้าที่อย่างนี้ คือแบบปิดทองหลังพระ
แล้วรู้สึกว่าอุปสรรคยังเยอะเหลือเกิน!
ขออนุญาตปิดทองหน้าพระบ้างได้ไหม?
พระองค์ก็ไม่อนุญาต
ให้ปิดทองหลังพระ​ไปเรื่อยๆ
จนกว่าทองมันจะล้นมาข้างหน้าเอง
แล้วมันก็ล้นมาจนได้

คือทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
แล้วผลการปฏิบัตินั่นแหละ จะปรากฏขึ้นเอง!

แต่ถ้าเราทำหน้าที่โดยหวังจะเอาหน้า
ไอ้ตอนหวังจะเอาหน้าเนี่ย ทำให้หน้าที่บกพร่องไปเลย!

เหมือนคนทำบุญคุณ
เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก สร้างบุญคุณกับลูก
ตอนทำเนี่ย อย่าไปหวังว่าจะสร้างบุญคุณ
แต่​ให้ทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีที่สุด
ถ้าเริ่มทวงบุญคุณ บุญคุณที่สร้างมาหายหมดเลย!
นึกออกไหม?

ทำหน้าที่..อย่าทำเอาหน้า
แต่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
แล้วหน้าที่นั้น ที่เราทำดีแล้ว​ จะปกป้องเราเอง
แล้วจะหนุนเราด้วย

‘พระราชา’ ทำหน้าที่ของพระราชา
‘ทหารตำรวจ’ ทำหน้าที่ของทหารตำรวจ
‘ประชาชน’ ทำหน้าที่ของประชาชน
เรามีหน้าที่ในแง่ไหน ฐานะไหน
ทำหน้าที่ให้สมกับฐานะของตน…

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

เรียบเรียงจากบรรยายธรรมเรื่อง
“ทำอย่างเดียว ได้ดี 3 อย่าง” (620508)
ณ ธนาคารทหารไทย
http://yt3.piee.pw/J3AA9
ช่วงเวลานาทีที่ (ระหว่างนาทีที่ ๑๐.๓๕-๑๓.๐๙)

ถอดคำโดย : อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook