Category Archives: ฝากคิด

วันจันทร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีขาล (วันปวารณา) พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ความปรารถนาในใจลึกๆ ถ้าเราคิดว่า.. ‘เราก็ทำบุญมาเยอะนะ หรือว่า ภาวนามามาก แล้วทำไมไม่บรรลุมรรคผลสักที’ ลองพิจารณาตัวเอง ลองดูว่า จริงๆ แล้วปรารถนาอะไร? “เราปรารถนาสุข” หรือ “ปรารถนาพ้นทุกข์” ถ้าปรารถนาสุข ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็ขอให้วนเวียนด้วยความปลอดภัย ก็คือ.. สร้างบุญเยอะๆ แต่ถ้าปรารถนาพ้นทุกข์ คราวนี้เราจะมาดู.. เราจะมาดู.. – ความผันแปร, ความเปลี่ยนแปลง – ความไม่เที่ยง – ความอยู่นอกเหนือการบังคับ ในบรรดาสภาวะต่างๆ เพราะฉะนั้น.. เวลาเราทำสมถะขึ้นมาเนี่ย! ไม่ใช่ให้มันนิ่ง หรือให้มันว่าง หรือให้มันสุขสงบ แน่วแน่นานๆ แต่เราจะทำ เพียงแค่ว่า.. มันเป็นตัวเปรียบเทียบ ว่า.. เดี๋ยวมันก็ไม่เที่ยง! เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป! เดี๋ยวมันก็เผลอไป นั่นเอง! เผลอไป.. เห็นความเผลอ ความเผลอแสดงความจริงอีกด้วยซ้ำไปว่า พอถูกรู้.. ความเผลอจะดับไป เพราะขณะที่รู้ “มันไม่เผลอ” และที่ “รู้” มันคือ “มีสติ รู้จิต” จิตที่เผลอเมื่อกี้นี้ สดๆ ร้อนๆ เนี่ย พอ “รู้” แล้ว ปัจจุบันมันก็กลายเป็น “รู้!.. ไม่ใช่เผลอ” แล้วก็มาทำสมถะต่อ แล้วสมถะก็ไม่เที่ยง คือ “มันเผลอไป” รู้ทัน”ความเผลอ” “ความเผลอ” แสดงความไม่เที่ยงอีกที ทำอย่างนี้.. จึงจะเรียกว่า “ทำแบบปรารถนาพ้นทุกข์” ไม่ได้อยากให้สุขนานๆ ไม่ได้อยากให้ทำสมถะ เพื่อให้มันสุขนาน นิ่งนาน สงบนาน คนที่อยากให้สุขนาน สงบนาน นิ่งนาน ด้วยการทำสมถะเนี่ยนะ เวลามันเผลอไป! จะไม่ชอบความเผลอทันที เพราะอยากให้สุข อยากให้นิ่ง ไม่อยากเผลอ พอมันเผลอ.. จะไม่ชอบความเผลอ และทันทีที่ไม่ชอบ มันจะแก้เลยทันที! มันจะแก้โดยการ “ดึงกลับมา” จะแก้ไขให้มัน.. จากไม่ดี.. ให้มันดี จากเผลอ.. ให้มันไม่ผลอ จากมีกิเลส.. ให้มันไม่มีกิเลส นึกออกไหม? เพราะฉะนั้น.. มันอยู่ที่ตัวปรารถนานั่นเอง ความปรารถนาในใจลึกๆ ของเราเนี่ย “ปรารถนาสุข” หรือ “ปรารถนาพ้นทุกข์” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย จากการสนทนาธรรม กับพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล จัดโดยบ้านสติ (650814) ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=pdg_bm3ojuk&t=2270s (ระหว่าง นาทีที่ 29:48-32:32)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #นี่ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง ในส่วนที่ละเอียดที่สุดของการภาวนา ที่จะมีบ้านของนักภาวนา ก็คือ “จิตผู้รู้” อันนี้เป็นบ้านละเอียดที่สุด แต่.. ก็ไม่เที่ยง! ก็ยังมี.. “แต่” ซ้อน “แต่” ก็คือว่า.. ควรสร้างบ้านอันนี้ ให้เกิดขึ้นมาด้วย! “จิตผู้รู้” ไม่ได้มีในคนทั่วๆไป บ้านระดับพรีเมี่ยมเนี่ย อันนี้นะ ไม่ได้มีในคนทั่วๆ ไป ต้องสร้างขึ้นมา แต่อาศัยชั่วคราว ถ้ายังยึดตัวจิตผู้รู้อยู่ ก็ไปไม่รอด ไปไม่พ้น จิตผู้รู้เนี่ย สร้างมาแสนยาก คือ ฝึกมา กว่าจะได้จิตผู้รู้นั้นแสนยาก แต่ถ้ายึดจิตผู้รู้ต่อไป ก็ยังไปไหนไม่ได้ แม้จะได้บรรลุมรรคผลไปแล้วเป็นลำดับๆ แต่ถ้ายังยึดจิตผู้รู้อยู่ ยังไม่ถึงขั้นสุดท้าย คือเป็นพระอรหันต์ บ้านที่แท้จริง ครูบาอาจารย์เคยบอกไว้ว่า.. คือ พระนิพพาน “จิตผู้รู้” ยังเป็นบ้านแบบชั่วคราว! ถ้านับว่า.. ยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริง แล้วมันเป็นบ้านของอะไร? จิตผู้รู้แม้จะดูดีเลิศ แล้วควรจะฝึก ควรจะทำให้มันเกิดขึ้น แต่อย่าไปยึด! ถ้าไปยึดปุ๊บ! มันจะเป็นบ้านของ”อวิชชา” …. แต่พวกเราต้องฝึกให้ได้ “จิตผู้รู้” ขึ้นมาก่อน! ไม่ใช่คิดว่า “จิตผู้รู้ เป็นบ้านของอวิชชา เพราะฉะนั้น ทิ้งบ้านไปก่อน ทิ้งผู้รู้ไปก่อน” นะ !! เรายังไม่มี(จิตผู้รู้)เลย! อย่าเพิ่งทิ้ง! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “นี่ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง” รับชมและฟังคลิปรายการที่ลิงค์ https://youtu.be/mmSJ7jxQBQ0 (นาทีที่ 25:01-27.27)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #วิปัสสนาเป็นบุญใหญ่ “วิปัสสนา” ทำให้เห็นความจริงของชีวิตนี้ ว่า.. มันเป็นไปแบบนี้ และ ยอมรับ ชีวิตก็ยังมีอยู่.. แต่ใจไม่ทุกข์! ไม่มีตัณหาอะไรไปขัดแย้งกับกระแสแห่งความเป็นจริง “วิปัสสนา” จึงเป็น “บุญใหญ่” เพราะทำให้.. ทุกข์น้อยลง.. น้อยลง.. น้อยลง! ยิ่งเห็นความจริง.. มากเท่าไหร่? ยอมรับความจริง.. ได้มากเท่าไหร่? ทุกข์ก็ยิ่งน้อยลง.. น้อยลง.. น้อยลง “พระโสดาบัน” เห็นแล้วว่า.. กายนี้.. ไม่ใช่เรา! ใจนี้.. ไม่ใช่เรา! ทุกข์น้อยลงมากเลย ไม่ใช่ว่า.. ๑ ใน ๔ นะ ไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ พระพุทธเจ้าเปรียบเอาไว้ว่า.. เหมือนแผ่นดินทั้งแผ่นดิน แล้วพระองค์ก็ใช้เล็บสะกิดฝุ่นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แล้วพระองค์ก็เปรียบเทียบ ถามพระว่า.. “ดินทั้งแผ่นดิน” กับ “ดินในเล็บนี้” อันไหนมากกว่ากัน? พระภิกษุทั้งหลายก็ตอบว่า.. “ดินในเล็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับดินบนแผ่นดิน ดินบนแผ่นดินมีมากมายเหลือเกิน เทียบกันไม่ได้เลย” พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า.. “นั่นแหละ! ทุกข์ของพระโสดาบัน มีอยู่ก็จริง แต่เท่าขี้เล็บ..เท่าดินในเล็บนี้” ให้เล็บยาวแค่ไหน ก็เทียบกันไม่ได้เลย แค่นี้เท่านั้นเอง! “ส่วนทุกข์ของปุถุชน นั่นคือเท่าแผ่นดิน” เพราะว่า.. ปุถุชน ยังเกิด-ตาย อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเกิดทุกครั้งก็จะมี”ทุกข์” อยู่ทุกครั้ง แล้วไม่ใช่ทุกข์ครั้งเดียวนะ มีทุกข์อยู่เสมอ!! ทุกข์! จากการ..แสวงหาอาหาร ทุกข์! จากการ.. ที่ต้องมีปวดถ่ายหนัก ถ่ายเบา ต้องชำระล้างร่างกาย ทุกข์! ที่ต้องกิน ต้องถ่าย ทุกข์! ที่ต้องมีโรคเบียดเบียน ทุกข์! ที่ปรารถนาสิ่งใด..ไม่ได้สิ่งนั้น มีทุกข์รบกวนอยู่เสมอ! แทบตลอดชีวิตเลย ทุกข์เหล่านี้ยังเบียดเบียนอยู่ และยังไม่มีสิ้นสุดเลย แต่”พระโสดาบัน” แม้ยังมีทุกข์อยู่ แต่อีกไม่เกินเจ็ดชาติ ไม่มีชาติที่แปด! เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบแล้ว.. “แม้จะมีทุกข์อยู่.. ก็เพียงแค่เศษดิน” เศษดินในเล็บนี้เท่านั้นเอง! ดังนั้น “การเจริญวิปัสสนา” จนกระทั่งบรรลุมรรคผล จึงเป็น “บุญใหญ่”! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “ธรรมะสว่างใจ” ออกอากาศ วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๕ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://youtu.be/4nFdbFbyZBY (นาที 01:28:33 – 01:31:07)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีขาล #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ศรัทธาพาแล่นไปหาปัญญา “เปรียบน้ำที่ขุ่น มีสิ่งที่เจือปนในน้ำ” เอาสารส้มไปแกว่ง ตะกอนที่เคยขุ่นมัวก็ตกลงไปนอนก้น ตัว”ศรัทธา” ก็คือ สารส้ม มาทำหน้าที่ให้ความขุ่นมัวนั้น.. ตกตะกอน จิตก็เลยใส! ลักษณะของจิตที่มีศรัทธาประกอบอยู่เนี่ย.. จะผ่องใส ถ้าไม่มีศรัทธานะ.. ก็จะขุ่นมัว อีกแง่หนึ่งของการบรรยายคำว่า “ศรัทธา” คือ..แล่นไป “แล่นไป” หมายความว่า.. “ศรัทธาเหมือนมีจุดหมาย” จุดหมายในนั้น คือ “เราศรัทธาอะไร สิ่งนั้น..นั่นเป็นจุดหมาย” ..แล่นไปหาจุดหมาย เมื่อศรัทธาในบุคคล บุคคลนั้นเหมือนเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ ศรัทธาในพระพุทธเจ้า ศรัทธาในพระธรรม พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ ผู้ตรัสรู้เอง พระธรรม ก็คือความบริสุทธิ์ พระสงฆ์ก็คือ ผู้ที่ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วบริสุทธิ์ คือปฏิบัติตาม.. แล้วบริสุทธิ์ ศรัทธาในข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อนี่ก็ได้ หรือทั้งสามข้อเลยก็ได้ แล้วก็มีเป้าหมายว่า.. “จะไป!” ก็คล้ายๆ กับมีจุดหมายที่จะ “แล่นไป!” แล้วมันมีความเชื่อมั่นในตนเองด้วย ไม่ได้เชื่อแค่พระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ นะ มันยังเชื่อในศักยภาพของตัวเองว่า.. “เราก็ฝึกได้” อันนี้นี่สำคัญมากนะ ไม่ใช่เพียงศรัทธาแบบฝากใจของเราไปแอบอิงสิ่งอื่นบุคคลอื่น หรือว่า “ช่วยฉันที..” “ครูบาอาจารย์ช่วยผมที” “หลวงปู่ช่วยผมที” ..ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้เรายังพึ่งตัวเองไม่ได้ ก็ไปฟังธรรมจากท่าน.. แล้วมาฝึก ฝึกจนเราเข้มแข็งพอ แล้วก็.. เดินทางไป แล้วก็.. ไปอย่างมีจุดหมาย ตัวศรัทธาก็พาแล่นไป ให้ตรงเป้าหมาย! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย จากรายการคลิกใจให้ธรรมเข้าใจเรื่องศรัทธาพาพ้นทุกข์ (T.295) ๔ กันยายน ๒๕๖๕ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=fFm1CY888HQ&t=3349s (ระหว่าง นาทีที่ 7:52-10:25)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีขาล #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #วิหารธรรม..เครื่องอยู่ของจิต ตอนภาวนานี้นะ! ถ้าไม่มีเครื่องอยู่เลย หรือว่า.. ไม่ได้ใส่ใจในเครื่องอยู่ “ใจมันจะลอย” เหมือนจะได้”สติ” เหมือนจะมี”ตัวรู้” แต่ว่า.. มันก็ไม่รู้จริง! แล้วก็..ไม่เกิดสติ ในลักษณะที่จะพัฒนาต่อไป ดังนั้น เมื่อรู้สภาวะอะไรขึ้นมาแล้วเนี่ย ให้ “กลับมาที่เครื่องอยู่” คำว่า”กลับมา” เนี่ย! ไม่ใช่ “ดึง” กลับมานะ!! “กลับมา” หมายถึงว่า.. มาเริ่มต้นใหม่ คือคำว่า”กลับมา” บางทีก็พูดง่ายๆ นะ แต่บางคนอาจจะไปเข้าใจผิดว่า.. “กลับมา” นี่คือ “ดึง”! “กลับมา” หมายถึงว่า “มาเริ่มใหม่” ใครใช้”กาย”เป็นเครื่องอยู่ เมื่อรู้ว่าเผลอแล้ว ก็ให้กลับมาอยู่กับ”กาย” ใครใช้”ลมหายใจ” เมื่อรู้ว่าเผลอแล้ว ก็กลับมาเริ่มที่”ลมหายใจ” ใครมี”คำบริกรรม” เมื่อรู้ว่าเผลอแล้ว ก็กลับมาที่”บริกรรม” แต่ให้เข้าใจคำว่า”กลับมา” ในที่นี้ หมายถึงว่า “เริ่มใหม่” ถ้าไม่กลับมา มันจะไม่มีการนับคะแนนใหม่ จะเหมือนกับ เวลาเราเล่นเกมน่ะ ถ้าไม่กลับฐาน หรือไม่กลับมาเครื่องอยู่ ก็จะไม่มีการเก็บคะแนนครั้งใหม่ ไม่กลับมา”ฐาน” ก็เลยไม่มีการเห็นเผลอใหม่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากสนทนาธรรมออนไลน์ จัดโดยบ้านสติ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=B9LdRtcNQdQ (ระหว่าง นาทีที่ 1.07-2.43)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ฝึกรู้ ไม่ได้ฝึกปัด ที่จริง เราไม่ได้ “ฝึกปัด” แต่ “ฝึกรู้” ฝึกรู้ คือ มีอะไรเกิดขึ้น.. ก็รู้.. รู้! รู้ก่อน!.. มันต้องรู้ว่า.. มีอะไรเกิดขึ้นในใจของเรา รู้ไปตรงๆ เลย เรียกว่า.. ยอมรับว่ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้าแค่รู้นะ! มันดับแล้ว! แล้วตอนรู้เนี่ย จะเป็นตัววัดว่า เรา “รู้” จริงไหม? “แค่..รู้” หรือเปล่า? ถ้าตอนรู้.. มันไม่ใช่ “แค่.. รู้”เนี่ยนะ! มันจะเป็นการแก้ไข เช่น.. มีความโกรธขึ้นมา! ‘อืม..! โกรธนี่ ไม่ดีเลย.. อย่าไปโกรธเขาเลย.. เมตตาเขาดีกว่า’ อย่างนี้คือ.. การคิดแก้ไข แก้จิตที่มันไม่ดีเมื่อกี้นี้ ให้มันดีขึ้นมา อย่างนี้ เรียกว่า “ทำสมถะ” ถ้าทำสำเร็จ ก็รู้สึกว่า.. “อืม..! เราก็ใช้ได้เหมือนกัน” ประมาณนี้เนี่ยนะ แต่ถ้า “วิปัสสนา” ก็คือว่า รู้ว่ามีไอ้นี่เกิดขึ้น พอรู้ปุ๊ป! มันดับ แล้วทำสมถะต่อ ไม่มีธุระอะไรกับ “ไอ้สภาวะโกรธ” เมื่อกี้อีกแล้ว เพราะได้รู้แล้ว และมันดับแล้ว ไม่ได้จัดการอะไรกับมันแล้ว “แค่..รู้” แค่เนี่ย! คือ ต้องมีการรู้ เพื่อที่จะเห็นว่ามันแสดง “ไตรลักษณ์” นั่นเอง! พระอาจารย์กฤช นิมมโล เรียบเรียงจากสนทนาธรรมออนไลน์ จัดโดย บ้านสติ วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/pdg_bm3ojuk (นาที 01:14:12 – 01:16:46)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กัลยาณมิตร การได้กัลยาณมิตรที่ทำได้จริง จะมีประโยชน์ตรงที่ว่า.. ท่านมีประสบการณ์เองจริง ! เวลาสอนเนี่ย โอกาสผิดเพี้ยนน้อยมาก แต่ถ้าผู้สอนที่ยังไม่รู้จริง เวลามาบอกสอนเนี่ย มีโอกาสที่จะตีความเอาเอง ซึ่งจะทำให้ผิดเพี้ยน ก็เป็นไปได้อยู่! ดังนั้น ประเมินตัวเองว่า.. เรายังไม่ได้พระอริยะขั้นใดขั้นหนึ่ง สิ่งสำคัญคือ “ซื่อตรง”! ซื่อตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้แต่ผู้พูดจะเป็นผู้วิกลจริต.. อย่าว่าแต่ปุถุชนธรรมดานะ เป็นผู้วิกลจริต! แต่เอา “คำภาษิต” ของพระพุทธเจ้ามาบอกต่อ.. ก็ยังเป็นประโยชน์กับเรา ขอให้เราได้มี “โยนิโสมนสิการ” คือ รู้จักจับเอาประเด็นขึ้นมา ตรงนี้ท่านเปรียบเหมือนว่า.. คนตาบอดจุดตะเกียง ยังเป็นประโยชน์กับคนตาดี ..ได้เห็นทาง! คนตาบอดนั้น..ก็ยังบอดอยู่นั่นเอง ไม่เห็นแสงสว่าง แต่แสงสว่างนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว จากที่เขาได้จุด ถึงแม้เขาจะไม่เห็น! ฉะนั้น เราเองต้องทำหน้าที่ของเราด้วย คือ.. รู้จักมอง รู้จักมอง คือ คุณธรรมที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งเป็นปัจจัยอีกอันหนึ่ง ที่จะทำให้เกิด “สัมมาทิฎฐิ” นอกจากจะมีศรัทธาแล้ว จะต้องมีโยนิโสมนสิการ และศรัทธาที่ดีคือ.. พาให้เราไปหากัลยาณมิตร แล้วเกิดศรัทธา แล้วไปนั่งใกล้ เข้าไปฟังธรรม แล้วต้องให้ถึง”โยนิโสมนสิการ” ถ้าเอาแต่ศรัทธา.. ไม่พอ! เพราะยังศรัทธาอยู่ ก็แสดงว่า.. ยังเชื่อ! ยังเชื่อ แสดงว่า.. ยังไม่ถึง! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “วิธีดูใครเป็นกัลยาณมิตร” ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=eeHZCl5iBgw นาทีที่ 49.28-51.33

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กรรมเพื่อความพ้นทุกข์ #ขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์ “กรรมไม่ดำ-ไม่ขาว” มีผลคือ พ้นจากวัฏฏสังสาร คือ พ้นทุกข์ กรรมไม่ดำ-ไม่ขาว ก็คือ ทำกรรมฐานก่อน ต้องทำกรรมฐานก่อน! “กรรม” คือ เจตนา มีเจตนาเมื่อไหร่ ก็เรียกว่า “มีการทำกรรม” แรกๆ จะต้องมีเจตนาในการทำกรรม ทั้งๆ ที่ว่า.. ต้องการจะพ้นจากวัฏฏะสงสาร เนี่ยนะ! ก็มีการทำกรรม คือ “ทำกรรมฐาน” คือ “สมถกรรมฐาน” และ “วิปัสสนากรรมฐาน” ทำ “สมถกรรมฐาน” ก็คือ ทำกรรม.. ที่ทำให้จิตสงบ ทำ “วิปัสสนากรรมฐาน” คือ ทำกรรม.. ให้จิตฉลาด มีปัญญา ‘เห็น’ ‘รู้’ เข้าใจความเป็นจริงของโลก และพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ก็มี “ปัญญา” สำคัญๆ อยู่ ๔ ระดับ ระดับแรก.. ก็คือ เห็นความจริงว่า “กายนี้-ใจนี้ ไม่ใช่เรา” เป็น “พระโสดาบัน” ครั้งแรก.. ที่มีปัญญาระดับโลกุตตระคือ พ้น! แต่ยัง.. พ้นไม่เด็ดขาด!! ต้องมีอีก ขั้นที่สอง.. ก็เป็น “พระสกิทาคามี” มีปัญญาใกล้เคียงกับพระโสดาบัน แต่มีสมาธิมากขึ้น ปัญญาขั้นที่สาม.. คือ เห็นแล้วว่า “กายนี้.. เป็นทุกข์” กามนี้เป็นเรื่องที่มีแต่โทษ! จึงไม่หวังเรื่อง “กาม” ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีสมาธิสมบูรณ์ เพราะว่า.. “กาม” เป็นตัวทำให้สมาธิไม่ค่อยได้ ฟุ้งซ่าน! ไปในเรื่องของกาม ฟุ้งซ่าน! ไปในเรื่องต่างๆ ทำให้ไม่มีสมาธิ พอเว้นจากกามได้ เห็นโทษของกาม เป็นผู้สมบูรณ์ด้านสมาธิ ก็กลายเป็น “พระอนาคามี” ปัญญาขั้นที่สี่.. เห็นความจริง ทั้งรูป ทั้งนาม โดยเฉพาะ เรื่องของนาม เรื่องของจิต เห็นจิตเนี่ย เป็นทุกข์ล้วนๆ ! เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นอยู่ มีชีวิตอยู่เนี่ย “เป็นเรื่องของทุกข์ล้วนๆ” เข้าใจถึงว่า.. “ขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์” เหตุแห่งทุกข์ ก็คือ มีตัณหา สภาวะที่พ้นทุกข์มีอยู่ และทางพ้นทุกข์ ก็คือ “มรรคมีองค์แปด” เข้าใจในเรื่องของ “ทุกข์” และ “เหตุแห่งทุกข์” แล้วก็ “ทางพ้นทุกข์” “สภาวะที่พ้นทุกข์ ” เข้าใจแบบนี้ก็เป็น “พระอรหันต์” พอเป็นพระอรหันต์ได้ ก็เรียกว่า จะมีทุกข์แค่เพียง.. ร่างกาย แต่จิตใจไม่ทุกข์แล้ว ถ้าดับไปแล้ว..ก็ขันธ์ห้าดับ! เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “กรรมกำหนด” ออกอากาศวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒ ลิงค์รายการ https://youtu.be/wJmLT2R-jRg (นาที 09:55 –12:10)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีขาล #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #มัชฌิมาปฏิปทา “ปฏิปทา” เป็นมัชฌิมาหรือเปล่า? “มัชฌิมา” นี่คือ จำกัดเฉพาะว่า ..เป้าหมาย คือ “พ้นทุกข์” “ทางสายกลาง” ที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงคำนี้ (มัชฌิมา) ขึ้นมาเนี่ย! ครั้งแรกเลยก็เมื่อคราวที่พระองค์ มีปฐมเทศนา กับปัญจวัคคีย์ บอก..ทางผิดสองทาง แล้วก็บอก..ทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” ปรากฏขึ้นมาในคราวเทศน์ครั้งแรกนั่นเอง แล้วพระองค์ก็แสดงถึงว่า.. “มัชฌิมาปฏิปทา” มีอะไรบ้าง? ประกอบด้วยอะไรบ้าง? ก็ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, แล้วก็.. สัมมาสมาธิ ทีนี้.. ที่ว่าต้องขึ้นด้วยสัมมาทิฏฐิ ก็เพราะ..คนจะทำทางสายกลางได้ ก็ต้องมีเป้าหมาย! ต้องรู้เป้าหมาย ไอ้ที่ต้องรู้เป้าหมาย จึงต้องมีปัญญารู้ก่อน ว่า.. เราจะไปปฏิบัติเพื่ออะไร?” เป้าหมายของเราคืออะไร? อย่างน้อยๆ ต้องรู้ตรงนี้ขึ้นมาก่อน อาจจะไม่ถึงกับสัมมาทิฏฐิ ในแง่ที่ว่า “เห็นกายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่เรา” ยังไม่ถึงขนาดนั้น! แต่รู้เป้าหมาย!! ว่า.. เราต้องการถึงความพ้นทุกข์ แล้วก็หมดกิเลส อะไร.. ที่มันสนองกิเลส ก็จะได้รู้ว่า.. อันนั้นผิด! หรืออันนี้มันทรมานตัวเอง ก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง สนองตัณหาประเภทหนึ่ง ก็จะรู้ว่า.. อันนั้นก็ผิด! มันก็มีตัวรู้เป้าหมายเป็นตัวแรก มันจึงขึ้นด้วยสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาขึ้นมาก่อน เมื่อมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมาแล้วเนี่ย มีปัญญารู้เป้าหมายขึ้นมาแล้ว เป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง เวลาเราจะคิดอะไร.. ดำริอยู่ในใจ ยังไม่ได้เอ่ยปาก.. แค่จะคิดอะไรที่ถูก.. มันก็เป็นเพราะมีปัญญารู้เป้าหมายมาก่อน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการคลิกใจให้ธรรมเข้าใจ ตอน “ปฏิปทาที่พาให้พ้นทุกข์” วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=qokoULqDs-Y (ระหว่าง นาทีที่ 19:49-22:02)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #รู้เหตุรู้ผลรู้ปัจจัย ถ้าจะฝึก หรือ ถ้าจะมาปฏิบัติธรรม ก็ควร “ปฏิบัติให้ตรง” ให้ตรง! .. ตามที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ให้มาเรียนรู้ว่า.. “ธรรมดาของสิ่งทั้งหลายเป็นยังไง?” เมื่อเห็นธรรมดาของสิ่งทั้งหลายเป็นยังไงแล้ว จะได้ไม่ดำรงชีวิต ไปขัด ไปแย้งกับ.. ความเป็นไปธรรมดาของสิ่งเหล่านั้น ธรรมดาของสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ คือ ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย พอเรามีความต้องการ ขัดแย้งกับสิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่ไม่เที่ยง.. เราต้องการให้มันเที่ยง แต่มันก็ยังแสดง.. ความจริง! “ความจริง” ก็ยังเป็นความจริงคือ “มันไม่เที่ยง” พอเราอยาก.. ให้มันเที่ยง มันไม่เที่ยง.. เราก็ทุกข์ใจ! เราอยาก.. ให้มันอยู่นานๆ มันไม่นาน.. เราก็ทุกข์ใจ! อยากให้ได้ผลอย่างนี้ แต่ไม่ทำเหตุเลย ก็มีแต่เรื่อง ผิดหวัง.. ทุกข์ใจ” ฉะนั้น ถ้าอยากได้ผลอย่างนี้ ต้อง “รู้เหตุ รู้ผล” รู้ว่า “สิ่งนี้มันมีเหตุอย่างไร ถึงจะไปถึงผลนี้” อยากได้ผลนี้ ต้องทำเหตุอย่างไรจึงจะได้ผลอย่างนั้น เขาเรียกว่า “รู้เหตุ รู้ผล” รู้เหตุ รู้ผล รู้ปัจจัย ในการที่จะไปถึง! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “เข้าใจเรื่องจิตแล้ว เรื่องอื่นเข้าใจหมด” วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=mu1kRLw37qg (ระหว่าง นาทีที่ 33:00-34:15)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ขณิกสมาธิ #ชั่วช้างกระดิกหู #ชั่วงูแลบลิ้น #ฝึกจิตให้เจริญปัญญา คนที่ได้สมาธิ.. “ชั่วไก่กระพือปีก ชั่วช้างกระดิกหู ชั่วงูแลบลิ้น” แต่..แค่แป๊บเดียวเนี่ย! ถ้าเป็นขณะจิตที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. ถ้าเป็นจิตที่ “ตั้งมั่น” จะมีประโยชน์มาก …. จิตตั้งมั่นขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว อย่างที่เคยบอกไว้ว่า.. “จิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว.. จิตจะมีกำลัง” ไอ้กำลังนี่แหละ!.. ที่ท่านบอกว่า “มันมีคุณค่ามาก” “ชั่วช้างกระดิกหู” ก็คือ.. ชั่วขณะ “ชั่วงูแลบลิ้น” ก็คือ.. ชั่วขณะ ไอ้ชั่วขณะเนี่ย! ภาษาบาลี เรียกว่า “ขณิกะ” ถ้าเป็นสมาธิชั่วขณะ เขาเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” สมาธิ.. แค่เพียงชั่วขณะเนี่ย! ก็จะสามารถทำให้ “จิตมีกำลัง” เวลามาดูกาย.. จะเห็นความจริงของกาย เวลาดูจิต.. ก็จะเห็นความจริงของ จิตได้ มันจะเริ่มที่จะเจริญปัญญา ในแง่ที่ว่า.. ถ้าเห็นความจริงของกาย ในลักษณะว่า.. “มันเป็นทุกข์, มันไม่ใช่เรา” ก็จะขึ้นวิปัสสนา เวลาดูจิต ก็จะเห็นความจริงของจิต ว่า.. “มันเกิด-ดับ, มันไม่ใช่เรา” ก็จะเจริญวิปัสสนา เพราะฉะนั้น.. อาศัยจิตที่มีคุณภาพ แค่ชั่วขณะเนี่ย! มาดู “กาย” มาดู “ใจ” มันจะเห็นความจริงของ “กาย” ของ “ใจ” จึงเรียกขณะนั้นว่า.. มันแค่.. “ชั่วช้างกระดิกหู ชั่วงูแลบลิ้น” มีประโยชน์มาก! มีอานิสงส์มาก!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ฝึกจิตให้เกิดปัญญา” วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์รายการ https://youtu.be/l2QQ3Ki1tOY (นาทีที่ 42.52-44.28)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าล่วงเกินผู้มีคุณธรรมสูง #อย่าด่วนตัดสิน “การที่ไปล่วงเกินบุคคลอื่น” บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่า.. ท่านนั้น.. ท่านนี้.. พระรูปนั้น.. รูปนี้ มีคุณธรรมระดับไหน? เป็นพระอริยะหรือเปล่า? เพื่อความปลอดภัย คือ “อย่าไปจาบจ้วงล่วงเกิน!!” ถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่ชี้ หรือ ส่อว่า.. “ท่านอาจจะมีความผิด!” ควรหาข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนที่จะปลงใจ! .. ก่อนที่จะปลงใจว่าท่านผิด หาข้อมูลให้รอบด้าน หน้าที่ของชาวพุทธ ที่จะช่วยกัน ดำรงรักษา “พุทธศาสนา” หรือ ดำรงรักษา “ชาวพุทธ” ด้วยกัน.. “พุทธบริษัท” ด้วยกัน ใครทำผิด.. ก็ควรที่จะถูกกำจัด หรือควรจะมาชำระให้มันถูกต้อง แต่มันมีขั้นตอนของมัน เราอย่าข้ามขั้นตอน ! เราอย่าทำตัวเป็น “ศาล” เสียเอง !! ถ้าเราทำตัวเป็นศาลเสียเอง แล้วเราไม่รอบด้าน เราไม่มีข้อมูลรอบด้าน เราอาจจะเป็นฝ่ายผิดพลาด ….. เริ่มต้นเลย มีอะไรเกิดขึ้น อย่าเพิ่งรับตัดสิน! บอกกับตัวเองว่า “เราไม่ใช่ศาล” “เราไม่ใช่ศาลสถิตยุติธรรม” ถ้าเห็นใครทำไม่ดี ทำผิด ถ้ามีหลักฐานจริง.. ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เราอย่าทำตัวเป็นศาลเสียเอง มันจะกลายเป็น .. ศาลเตี้ย !! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “อันตราย ! อย่าด่วนตัดสิน” ออกอากาศวันที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/7GbDydthTJc (นาที 48:29 –51.29)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๖๕ #วันอาสฬหบูชา วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร “ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ” เป็นคำอุทานในใจของพระโกณฑัญญะ พอฟัง(ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)แล้ว.. ก็เข้าใจเลย! เข้าใจเลย.. คือว่า “ไม่ว่า.. สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดขึ้นมา สิ่งนั้นย่อมดับไป เป็นธรรมดา” คำว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” คือไม่บัญญัติ เวลามีสภาวะอะไรขึ้นมานะ! ไม่ต้องไปเรียกชื่อว่าอะไร.. คืออะไรด้วย? แค่รู้ว่า.. มี “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” เกิดขึ้นมา.. แล้วก็ดับไป “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” เกิดขึ้นมา.. แล้วก็ดับไป เห็นอยู่นะ! แต่ไม่ต้องไปกังวลว่า..มันคืออะไร? ไม่ต้องไปเรียก! การบัญญัติ.. เรียกว่าอะไรนั้น เป็นการปรุงแต่งคำ เวลาเห็นเนี่ยนะ! เรารู้เนี่ยนะ! ขณะที่เห็น.. แล้วรู้ จิตรู้สภาวะนั้นนะ..จิตเนี่ย.. ทำงานแล้ว ถ้าจะเรียกว่า..มันคืออะไร? จะต้องใช้จิตอีกหลายขณะ เวลาพระโกณฑัญญะเห็นสภาวะเกิด-ดับ เกิด-ดับ เนี่ยนะ ท่านดูด้วยใจที่เป็นกลาง เพราะฉะนั้น.. จึงไม่ต้องไปกังวลว่า.. จะต้องไปเรียกชื่อ “สภาวะ” นั้นว่าคืออะไร? แต่เข้าใจว่า.. มี “สิ่งหนึ่ง” เกิดขึ้นมา แล้วดับไป มี “สิ่งหนึ่ง” เกิดขึ้นมา แล้วดับไป ย้ำสักสอง-สามครั้ง ก็เข้าใจเลยว่า อ๋อ!.. ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นมา.. ก็ดับไป ไม่ว่า “รูป” เกิดขึ้นมา – “รูป” ก็ดับ ไม่ว่า “นาม” เกิดขึ้นมา – “นาม” ก็ดับ ไม่ว่า “กาย” เกิดขึ้นมา – “กาย” ก็ดับ ไม่ว่า “ใจ” เกิดขึ้นมา – “ใจ” ก็ดับ ก็เข้าใจเลย! “พระโสดาบัน” ท่านรู้แค่นี้เท่านั้นเอง พระกฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/b-WsCuFrLM4 (นาที 43:45 – 45:09 )

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตพ้นภัย #จิตเกษม คาถาที่ ๑๐ คาถาสุดท้ายของมงคลสูตร เอาไว้ตรวจสอบตนเอง คือว่า.. เวลาที่กระทบกับโลกธรรมแล้ว.. “จิตหวั่นไหว”ไหม? จิตยังแห้งไหม? คือยังมี”โศก”ไหม? ยังมีกิเลสหลงเหลืออยู่ไหม? “ปราศจากธุลี”แล้วหรือยัง? “จิตพ้นภัย”แล้วหรือยัง? คือ “จิตเกษม” แล้วหรือยัง? ถ้ามีความไม่ประมาทอยู่เสมอมา ก็จะพ้นภัยได้จริง! เขาเรียกว่า.. เมื่อเห็นภัยจากแก่-เจ็บ-ตายทั้งหลายแล้วมีความไม่ประมาท แม้จะยังเป็นปุถุชนอยู่ก็น่าชมเชย ตรงที่ว่า.. ไม่ประมาท! ก็พึงเร่งทำกุศล เร่งทำมงคลให้เกิดกับตน ให้ครบทั้ง ๓๘ ข้อ ให้สำเร็จให้ได้..ทุกๆคน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “มงคลสูตร จิตที่พ้นภัย” ออกอากาศวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/wogR_1XsEjU 57.39-58.45

อ่านต่อ