Category Archives: ฝากคิด

วันจันทร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คนดี คือคนที่ชั่วน้อย “คนดี คือคนที่ชั่วน้อย” เป็นนิยามที่ดีเหมือนกันนะ คือคนที่อยากเป็นคนดี ให้มองเห็นความชั่วของตัวเอง แล้วชั่วจะน้อยลง ถ้าชั่วอยู่แล้วไม่เห็นว่าชั่ว ก็ชั่วอยู่นั่นเองใช่ไหม? ถ้าชั่วแล้วรู้สึก เฮ้ย! เมื่อกี้เราชั่วไป.. เริ่มจะดีแล้ว เริ่มดีขึ้นมาตั้งแต่รู้ตัวแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ชั่วจะน้อยลง อย่าไปตั้งเป้าว่า “นับแต่นี้ไป ขออย่าให้มีความชั่วเลย” ซึ่งเป็นไปไม่ได้…. เมื่อปุถุชนต้องการจะพัฒนาตนให้เป็นคนดี เป็นธรรมดาเลยที่เราจะเห็นความชั่วของตัวเอง เพราะทันทีที่คิดว่าจะเป็นคนดีนี้นะ! ถ้าจะตั้งเป้าไว้ว่า ‘คิดจะเป็นคนดีปุ๊บ! จงอย่าได้มีชั่วเลย’ อันนี้นะ..คิดผิด มันคิดเอาไม่ได้ สั่งไม่ได้ ปุถุชนคิดว่าจะเป็นคนดี..ปุ๊บ! “ต่อไปนี้ จะไม่โกรธ” ..เป็นไปได้ไหม? ตอนนี้มันยังไม่ใช่ พระอนาคามี! พระโสดาบัน ยังโกรธได้นะ พระสกิทาคามี ก็ยังโกรธได้ ฉะนั้น เราเป็นปุถุชนอยู่นี้นะ ย่อมมีโกรธเหมือนกัน แต่อย่าให้โกรธนั้นบานปลาย กลายเป็นเหตุ ให้เกิดการทำผิดศีลข้อต่างๆ วิธีที่จะให้อยู่กับความชั่วของตัวเองได้ คือ รู้ทันความชั่วของตัวเอง ไม่ได้ตั้งเป้าว่า “จงเป็นคนดีล้วนเดี๋ยวนี้!!” ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! เพราะความจริงคือ มันมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง คนปกติ มันจะมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง คนชั่ว ก็คือ คนที่เวลามีความไม่ดีเกิดขึ้น ก็ให้ความไม่ดีนั้นเติบโตพอกพูน กลายเป็นครอบงำ.. ให้กิเลสนั้นครอบงำวิถีชีวิตต่อไป แต่ คนที่ดี คือ..ก็มีความชั่วนั่นแหละ มีกิเลสบ้าง แต่ไม่ยอมให้ความชั่วหรือกิเลสนั้น ครอบงำใจ ไม่ให้มันนำทางชีวิตต่อไป คือไม่เอาด้วย มีอยู่..แต่รู้ทันไม่เอาด้วย หรือมีอยู่..แต่ห้ามไว้ ไม่เอาด้วย คนดี มี ๒ แบบ :- ๑. มีความชั่วขึ้นมารู้ทัน ห้ามไว้..ไม่เอาด้วย! กับ ๒. มีความชั่วขึ้นมารู้ทัน รู้เฉย ๆ แล้วมันดับไปเลย! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง “เหนือดี ๑” ณ ศาลาเรียนรู้กายใจ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=7Ki3-T8XAzo&t=357s (ระหว่าง นาทีที่ 2:14-5:42)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนห้า(๕) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เผชิญความทุกข์อย่างไรดี ทุกข์เป็นความจริงที่กำลังปรากฏอยู่ และพระพุทธองค์ทรงสอนให้เรา “รู้” ทุกข์ ไม่ใช่ให้ “เป็น” ทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่ให้ “หนี” ทุกข์ ถ้าเราครุ่นคิด ติดอยู่ในความรู้สึก ก็จะจมอยู่กับทุกข์ เอาความคิดผิดมาซํ้าเติมปัญหา เรียกว่า ปฏิบัติผิด กลายเป็น.. “เพิ่มทุกข์” ถ้าเรา ไม่ชอบทุกข์ที่กำลังเป็น .ก็จะมีตัณหา “อยาก” ที่จะพ้นจากทุกข์นี้ แต่ตัณหาเป็นสมุทัย คือเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็เรียกว่าปฏิบัติผิด เหมือนอยากดับไฟ แต่กลับไปเพิ่มเชื้อ ผลที่ได้ ก็กลายเป็น “ยิ่ง ทุกข์” อาการป่วยของลูก…เป็นวิบาก ผู้เป็นพ่อแม่ก็ดูแลไปตามกำลัง ตรงนี้เป็นบุญ กุศลที่สร้างใหม่ของพ่อแม่ การที่คิดว่า ‘วันใด ที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่คอยดูแลแก ไม่รู้แกจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร’ เป็นความกังวล ความกังวล เป็นอกุศล และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ซํ้ายังนำทุกข์มาให้ เมื่อมีความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นมาอีก ให้ “รู้” ว่ากังวล ขณะกังวล เป็นอกุศล ขณะรู้เป็นกุศล ความกังวลเป็นตัวสร้างทุกข์ฟรีๆ ถ้าอีก ๑๐ ปี ลูกหายป่วย เราก็ทุกข์ฟรีไป ๑๐ ปี ถ้าอีก ๕ ปี ลูกหายป่วย เราก็ทุกข์ฟรีไป ๕ ปี แต่มันอดที่จะกังวลไม่ได้หรอก แต่ก็อาศัยว่ามีความกังวลนี่แหละ ให้เรารู้ ให้เราฝึกเจริญสติ จิตปลอดจากความกังวลแล้ว เราก็แก้ปัญหา ด้วยปัญญา ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยความกังวล มีลูกป่วย ดีกว่ามีลูกเลว! ดูดีๆ ช่วงที่อาการของลูกเป็นปกติ หรือดีขึ้น เรามีความสุข ก็อย่าให้สุขนั้นผ่านไปเปล่า ให้ใจชุ่มชื่นบ้าง อย่าจมกับความทุกข์ เพราะคนรอบข้างจะพลอยทุกข์ไปด้วย โดยเฉพาะลูก กรรมที่ทำให้ได้รับวิบากอย่างนี้ ก็เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว อย่าเสียเวลา คำนึงน้อยใจ เรื่องที่น่าหวาดหวั่นในกาลข้างหน้า ก็เป็นอนาคตที่ยังไม่เกิด อย่าเสียเวลากังวล ทำปัจจุบันให้ดี อนาคตจะดีเอง ปัจจุบันน้อยใจ ให้รู้ ปัจจุบันหวั่นใจ ให้รู้ ปัจจุบันเศร้าใจ ให้รู้ ปัจจุบัน กังวล ให้รู้ ปัจจุบันทุกข์ ให้รู้ ขณะที่รู้ ขณะนั้นละสมุทัย ขณะที่รู้ ขณะนั้นทุกข์ดับ ขณะที่รู้ ขณะนั้นกำลังเจริญมรรค ขอเพียงไม่หนีปัญหาเผชิญหน้าด้วยสติ ทุกข์ที่เห็น..จะสอนใจให้เข้มแข็ง และมีปัญญาพ้นทุกข์ในที่สุด พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบโจทย์บนนิมฺมโลเพจ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จาคะกิเลส การฝึกปฏิบัติเพื่อไม่มีตัวตน ก็คือ ฝึกจาคะ ก่อนที่จะไปเป็นพระโสดาบัน .. ก่อนจะบรรลุมรรคผลแล้วเห็นว่า “กายนี้-ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา” ก็ต้องฝึกตัว “จาคะ” นี้ด้วย ทำ ‘ความเห็นแก่ตัว’ ให้มันเบาบางจางคลายไปบ้าง ด้วยการฝึกที่จะไปช่วยเหลือคนอื่น ด้วยการให้วัตถุสิ่งของกับเขา .. ละความเห็นแก่ตัว ถ้าฝึกปฏิบัติ แต่ยังเห็นแก่ตัวอยู่.. ก็ยาก!! เรียกว่า “ยึดมั่นถือมั่น ‘ความเป็นตัวตน’ อย่างเหนียวแน่น” มันก็ยากจะเกิดมรรคผล ต้องฝึกจาคะ! ….. “จาคะ” นอกจากจะมีการ ‘สละวัตถุสิ่งของ’ แล้ว มันต้องมีใจกล้าพอที่จะ ‘จาคะกิเลส’ ตัวเองด้วย คนเราเนี่ยตามใจกิเลสมานาน อยากได้อะไรก็จะตามใจกิเลส ทำให้มันสมอยาก คือเอาสิ่งที่อยากได้นั้นมาให้ได้ แสวงหาสิ่งนั้นมาให้ได้ ได้ด้วยความชอบธรรมก็ดีไป ถ้าไม่ได้ด้วยความชอบธรรม.. ถ้าไม่มีสำนึกของศีลเลย.. ก็ไปแสวงหาแบบไม่ชอบธรรม อย่างนี้เรียกว่าไม่มี “จาคะ” เลย ไม่สละกิเลสออกไปได้เลย เพราะฉะนั้น..ต้องฝึกสละด้วยนะ! กิเลสที่เกิดขึ้นมา รู้ทัน!.. แล้ว “จาคะ(กิเลส)” ไป รู้ทัน.. แล้ว “จาคะ(กิเลส)”ไป ต้องฝึกจาคะ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ถาม-ตอบ รายการธรรมะสว่างใจ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ลิงค์แสดงธรรม https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/898255431021786 (นาทีที่1.07.12-1.07.58)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าละเลยพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ท่านเตือน… การนับถือพระพุทธเจ้าในอดีตก็ตาม ในอนาคตก็ตาม ต้องระวังนิดนึง!.. ระวังในแง่ของตัวเราเอง !!.. ท่านให้ข้อสังเกตว่า.. คนเรานี่นะ..บางทีก็ไปเน้นนับถือพระพุทธเจ้าองค์ปฐม หรือพระพุทธเจ้าในอดีต บางคนก็ไปเน้นนับถือพระพุทธเจ้าที่จะไปตรัสรู้ในอนาคต คือ “พระศรีอริยเมตไตรย” ..ลืมองค์ปัจจุบัน !!! พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันกำลังมีบทบาทในปัจจุบันนี้.. ธรรมจักรที่พระพุทธองค์แสดงกำลังมีบทบาทในปัจจุบันนี้.. ..กลับละเลย! แล้วหวังจะไปเกิดในยุคพระศรีอริยเมตไตรย ครูบาอาจารย์บอกว่า..อย่าหวัง! เพราะปัจจุบันทำความคุ้นชินที่จะ”ประมาท”ไปแล้ว คือ พระพุทธเจ้าสอน “อริยสัจ ๔” ไม่สนใจ! พระพุทธเจ้าสอน “สติปัฏฐาน ๔” ไม่สนใจ … ถ้าละเลยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน !! ก็อย่าหวังว่าจะทันพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ลิงค์ไฟล์https://youtu.be/y_PKAVvB3ok

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2564 วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตที่มีสติดีเสมอ องค์ธรรมที่จะช่วยให้เราภาวนาแล้วปลอดภัย ที่ควรจะทำก่อนก็คือ “สติ” อย่าเพิ่งรีบทำสมาธิ ! “สมาธิ” อาจจะเกิดกับจิตที่เป็น ‘กุศล’ ก็ได้ หรืออาจจะจิตที่เป็น ‘อกุศล’ ก็ได้ เช่น โจรจะยิงเจ้าทรัพย์ ก็ต้องมีสมาธิ ถึงจะยิงถูก อย่างนี้สมาธิเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลได้ แมวจะจับจิ้งจก ก็ต้องมีสมาธิ ในการที่จะค่อย ๆ ย่องไป แล้วก็พุ่งกระโจนไปสู่เป้าหมาย จิตที่เป็นสมาธิ..ยังไม่แน่ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ จิตที่มี “สติ” ดีเสมอ จิตที่มีสตินะ มีความรู้สึกตัว ..ดีเสมอ เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์มักจะสั่งสอนว่า “ให้เจริญสติก่อน” เจริญสติเนี่ย ไม่ใช่สติแบบโลก ๆ แต่เป็น “สติในสติปัฏฐาน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย : ธรรมะที่เป็นมงคลชีวิตในวันมาฆบูชา (ภาคบ่าย) ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=Yi46aJXh5c8 (นาทีที่ 21.24 -22.32)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีฉลู ?️?️?️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ฟังธรรมให้ได้ประโยชน์สูงสุด ฟังธรรมจะให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือ “จะต้องฟังอย่างมีเป้าหมาย” เป้าหมายของเราในชีวิตนี้ ก็คือ “จะต้องพัฒนาตนเองให้ถึงทางพ้นทุกข์ให้ได้ หรืออย่างน้อยให้ใกล้เคียง” ดังนั้นการฟังธรรม คือ การมาฟังวิธีการพัฒนาจิตใจตนเอง ให้ถึงความพ้นทุกข์ ให้มีเป้าหมายอย่างนี้ ไม่ใช่ฟัง..เพื่อจดจำไปถกเถียง ไม่ได้ฟัง..เพื่อเก็บข้อมูล ไปอวดภูมิรู้กับคนอื่น ไม่ใช่ฟัง..เพื่อสนองตัณหาอะไรอย่างอื่น แต่ฟัง..เพื่อทราบวิธีการที่จะพัฒนาตนเอง ว่าทำอย่างไร?..ทุกข์ที่มีอยู่นี้เนี่ย! จะดับหายไป หรือให้มันน้อยลง ๆ ก็คือ พัฒนาจากปุถุชนให้เป็นพระโสดาบัน พัฒนาจาก “โสดาบัน” ให้เป็น “สกทาคามี” พัฒนาจาก “สกทาคามี” ให้เป็น “พระอนาคามี” พัฒนาจาก “พระอนาคามี” ให้ถึงที่สุด คือเป็น “พระอรหันต์” ไป นี้คือ ไปฟังธรรม เพื่อประโยชน์พัฒนาตนเอง พัฒนาจิตใจตนเอง จนกว่าจะพ้นทุกข์ออกไป ที่แนะนำ ก็คือว่า ฟังธรรมไม่ว่าจะทางไหนเนี่ย ถ้าฟังแบบมีเป้าหมาย มันจะทำให้การฟังนั้นได้ประโยชน์สูงสุด ก็คือ ได้วิธีการที่จะเอามาพัฒนาตนเอง ดังนั้นไม่ว่าจะฟังจากสื่อไหน? เวลาไหน? ขอให้ได้ฟัง และให้มีเป้าหมายอย่างนี้! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ถาม-ตอบ รายการธรรมะสว่างใจ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๔ ลิงค์แสดงธรรม https://www.facebook.com/Watsanghatha… website : www.watsanghathan.com (นาทีที่1.26.22-1.28.11)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันมาฆบูชา วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำอาสวะให้สิ้นไป …ในวันนั้น (๑) ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์, (๒) พระสงฆ์มาประชุมกัน ๑,๒๕๐ รูป, (๓) ทั้งหมดเป็น “พระอรหันต์” และ (๔) พระสงฆ์ทั้งหมดบวชโดยวิธี “เอหิภิกขุฯ” ในข้อ (๓) พระสงฆ์ทั้งหมดไม่ใช่พระอรหันต์ธรรมดา แต่เป็นพระอรหันต์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เรียกว่า “มี ‘อภิญญา’ ครบทั้ง ๖” รู้จัก “อภิญญา” ไหม? อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่งยวด มี ตาทิพย์, หูทิพย์, แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้, ระลึกชาติได้, เห็นจิตคนอื่น, รวมทั้งข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด คือ “ทำอาสวะให้สิ้นไป” บางคนที่ได้อภิญญา แต่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ หรือไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ก็ได้แค่ ‘อภิญญา ๕’ คือ..ข้อสุดท้ายไม่ได้ การประชุมครั้งนั้นพระองค์เห็นว่ามีข้อพิเศษ ก็เลยประทานโอวาท โอวาทตรงนั้นเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์” พูดให้ชัด ๆ หน่อย ก็เรียกว่า.. “โอวาทปาฏิโมกข์” (โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก) เป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง คำสอนของพระองค์ กับ ศาสนาเดิมที่มีอยู่ในที่นั้น (สรุปใจความเป็น ๓ ส่วน คือ – หลักการอันเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา ๓ ข้อ – อุดมการณ์ของบรรพชิตในพุทธศาสนา ๔ ข้อ – วิธีการสำหรับผู้เผยแผ่พุทธศาสนา ๖ ข้อ) พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย: ธรรมะที่เป็นมงคลชีวิต ในวันมาฆบูชา (ภาคเช้า) ณ ยุวพุทธฯ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=Ztz7aL3eImo (นาทีที่ 19.50-21.22 )

อ่านต่อ

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #พฤติแห่งจิต การให้จิตมีที่อยู่ มีประโยชน์นะ.. ทำให้มีสติ ‘รู้สภาวะ’ ได้ง่ายขึ้น พอรู้ไปมากๆเข้า เราจะมีทักษะในการรู้ แยกได้ว่า บางทีรู้สภาวะหยาบๆ เรียกว่า รู้กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ บางทีก็เป็นเพียงอาการทางใจ เช่น จิตไหล จิตเคลื่อน จิตรวบ จิตเพ่ง หลวงปู่ดูลย์เรียกอาการเหล่านี้ว่า “พฤติแห่งจิต” สภาวะที่ว่าทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่เป็นคน ไม่ใช่เป็นสัตว์ แต่เป็นอาการทางใจ ไม่ใช่เรา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา:พระกฤช ฝากคิด ฝากคำ เล่ม ๕ หน้า:๒๙

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #หนีไม่ใช่แพ้ ทำสมถกรรมฐาน เป็นการแก้ไขกิเลสให้มันหายไปดับไป เป็นขั้นที่สอง(ของการปฏิบัติต่อกิเลส) ให้ทำสมถกรรมฐานก็ต่อเมื่อทำขั้นแรก(วิปัสสนากรรมฐาน)ไม่ทัน แล้วมีโอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำต่อกิเลส ก็ให้เจริญสมถกรรมฐานในกรณีนี้ ข้อสาม(ของการปฏิบัติต่อกิเลส) คือถ้าทำสมถกรรมฐานก็ไม่ไหวแล้ว ดูแล้วดูอีกไม่ทันแล้ว แล้วมันอยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้ อยู่ในสถานที่นั้น เหตุการณ์นั้น จะทนไม่ไหวแล้ว อยู่ต่อไปต้องทำผิดอะไรสักอย่าง ต้องผิดศีล หรือทำร้ายเขาแน่ๆ ให้หนี !! หนี คือ หนีออกจากที่นั่น หลบออกจากสถานการณ์นั้น เลี่ยงออกจากสถานการณ์นั้น ไม่ไปเผชิญหน้า แล้วเลี่ยงต่อการทำผิด “หนี” ในที่นี้ไม่ใช่แพ้ ถ้าทำร้ายกันคือ “แพ้” ถ้าด่ากันคือ “แพ้” หนี..ไม่ใช่แพ้ หนี..คือเราชนะกิเลสตัวเอง ไม่ตกเป็นทาสของมัน ไม่ทำตามกิเลส หนี!..ในทีนี้ไม่ใช่แพ้ ถ้าทำร้ายกันคือ..แพ้! เวลามีศัตรูขึ้นมา ที่ว่าแพ้ อาตมาไม่ได้ว่าเอง พระพุทธเจ้าตัดสินเอาไว้ แต่ถ้าเขาด่ามา แล้วเราด่าตอบ อย่างนี้คือ แพ้! เพราะตอนที่เราถูกด่า เรารู้ว่าคำด่านั้นมันไม่ดี เราไม่ชอบใจคำด่านั้น แล้วทำไม?..เราจึงเอาสิ่งไม่ดีนั้นไปให้เขาอีก ถ้าเราเห็นมันไม่ดี ก็อย่าเอาสิ่งไม่ดีไปให้คนอื่นเขาอีก ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ก็แค่ปลาตด” ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์เสียงธรรม https://bit.ly/3i0u8Jj

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ กลับบ้าน เข้าห้องเรียน ถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะกลับมาทำกรรมฐาน มันก็อาจจะไปฟุ้งซ่านอย่างอื่นต่อ ฉะนั้น จึงต้องมีอารมณ์สมถะตัวใดตัวหนึ่งไว้ให้จิต เพื่อที่จะเรียนรู้จิตที่มันเผลออีก แต่อารมณ์สมถะตรงนี้ไม่ใช่เป้าหมาย! เป้าหมายจริง ๆ คือ จะเรียนรู้จิตที่มันเผลอ แต่จะเรียนรู้จิตที่เผลอได้ดี ก็ต้องมีบ้านของจิตเป็นตัวเทียบ เช่น มี ‘พุทโธ’ เป็นตัวเทียบ ฉะนั้น การมาเริ่มที่อารมณ์สมถะ ก็คือ ‘กลับบ้าน’ หรือถ้าเทียบเป็นนักศึกษาก็คือ ‘เข้าห้องเรียน’ ! ประมาณนี้นะ กลับบ้าน หรือ เข้าห้องเรียน ดูซิ..เดี๋ยวมันจะมีวิชาอะไรให้เรียนอีก วิชาฟุ้งซ่าน วิชาโทสะ วิชาโมหะ วิชาราคะ ก็เรียนไป! และไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องไปพยายามสร้างขึ้นมาด้วย ‘เอาล่ะ! วันนี้ฉันจะดูโทสะ’ แล้วก็แกล้งสร้างโทสะมาดู !! ไม่จำเป็นเลย ! คนขี้โกรธ..เดี๋ยวมันก็โกรธแล้ว โดยเฉพาะราคะ ไม่ต้องไปพยายามสร้างเลย มันมีอะไรก็ให้มันเกิดขึ้นมาเอง ให้มันเป็นธรรมชาตินะ คนที่มีธรรมชาติโกรธง่าย ขี้โกรธ ก็จะมีโทสะเกิดบ่อย ก็มีโทสะให้ดูบ่อยๆ เป็นธรรมดา แล้วเวลารู้ จะได้รู้แบบธรรมชาติ คนคิดมาก ก็จะมีความฟุ้งซ่านเกิดบ่อย ๆ ก็จะมีความฟุ้งซ่านให้ดูบ่อย ๆ เป็นธรรมดา เรียนรู้ในสิ่งที่มีอยู่จริง อย่างเป็นธรรมชาตินะ ! ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ธรรมบรรยาย เรื่อง เป้าหมาย https://bit.ly/3a3IpBl

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ ??? #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำเกินรู้ อย่าไปตำหนิตัวเอง ว่ามีกิเลสตัวนั้น, ตัวนี้บ่อยจังเลย! ภาวนาไปเนี่ยนะ ถ้าภาวนาถูกต้องตรง มันจะเริ่มเห็นว่าตัวเองเนี่ย..ร้ายมาก! ใครเห็นบ้างมีมั้ย? เห็นว่าตัวเองร้ายมาก ! นางมารในตำนาน คือฉันนี่เอง !! อย่าคิดว่า ‘เราภาวนาแย่’ ขอเพียงแต่ว่า เวลาเกิดกิเลสขึ้นมาอย่าทำผิดศีล เพราะฉะนั้นมาตรฐานก็คือ อย่าทำผิดศีล อย่าไปพูดร้ายกับใคร อย่าไปทำร้ายใคร แต่ตอนคิดร้าย ใช้เจริญสติ รู้ทันจิตที่มันคิดออกมา หรือจิตที่มันผลิตกิเลสขึ้นมา รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้น ตามที่มันเป็น ฉะนั้นไม่ต้องไป built (จงใจสร้างขึ้นมา) ให้มันเป็นไปตามที่มันเป็น อีกแง่หนึ่งก็คือว่า ไม่ต้องไปแก้มัน รู้ทันมันเฉย ๆ ให้จิตมันเรียนรู้สภาวะที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็น ไม่ต้องไปแทรกแซง ไม่ต้องไปแก้ไข ไม่ต้องไปดัดแปลง ไม่ต้องไปควบคุม แล้วสภาวะที่เกิดขึ้นแม้ไม่ดี มันจะสอนจิตว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว! เมื่อกี้เกิดขึ้นแล้ว! และตอนนี้ดับไปแล้ว! เมื่อกี้มีสิ่งนี้ และตอนนี้ดับไปแล้ว ตอนรู้..ไม่มีมันแล้ว เพราะเป็นจิตที่รู้แล้ว งง มั้ย? ไม่ งง นะ! – จิตขณะหนึ่ง ตอนมีกิเลสมีโทสะ มีคน ๆ หนึ่งเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป – จิตอีกขณะหนึ่ง เป็นจิตที่มีความรู้ คือมีสติ เห็นจิต มันก็ไม่เห็นไอ้คนนั้นแล้วใช่มั้ย? เพราะมาเห็นจิตเมื่อกี้นี้ จิตดวงที่รู้นี้ก็กลายเป็นกุศลด้วย กุศล กับ อกุศล ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว !! จิตที่มีสติรู้จิต มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับการดับไปของจิตเมื่อกี้นี้ ดังนั้นจิตที่รู้เกิดขึ้นมาเนี่ย มันจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า จิตเมื่อกี้นี้ มีอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นกิเลสนะ มันดับไปแล้ว โดยธรรมชาติ โดยความจริงแท้ ๆ แล้วเนี่ย แค่รู้..กิเลสก็ดับ ไม่มีงานอะไรที่เราจะต้องไปทำอะไรกับกิเลสเลย งานวิปัสสนาภาวนา จึงไม่ใช่งานที่จะคอยไปดับกิเลส งานวิปัสสนาภาวนา จึงมีแค่ว่า คอยรู้กิเลส ทีนี้ถ้าเผลอไปทำเกิน.. ทำเกินสั่ง ทำเกินหน้าที่ ให้รู้ด้วยว่า ‘อ้าว! เมื่อกี้ทำเกินไป’ ‘เราเผลอทำเกินหน้าที่ของนักภาวนา’ “ทำเกินรู้” ทำเกินรู้ มันมาจากอะไร? มันมาจากว่า อยากสงบ อยากดี อยากสุข เมื่อกี้มันมีกิเลสขึ้นมา มันไม่สงบ ไม่ดี ไม่สุข ก็เลยเข้าไปแก้ไขมันหน่อย ประมาณว่า มีมาตรฐานของนักภาวนา หรือว่ามีความปรารถนาดีกับตัวเองเกินไป จริง ๆ ถ้าจะปรารถนาดีจริงๆ ก็ควรแค่รู้เฉยๆ แล้วจิตมันจะฉลาด ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “๑วันภาวนา พาจิตตั้งมั่น”(ภาคเช้า)-ยุวพุทธฯ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ https://bit.ly/2LFq3xQ (นาทีที่ ๐๑.๑๒.๔๒-๐๑.๑๕.๔๓ )

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ???? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เดินรู้สึกตัว เดินไป-กลับ ภาษาบาลีเรียกว่า “เดินจงกรม” ส่วนการเดิน”ธรรมยาตรา” ไม่ได้เดินจงกรมแบบไป-กลับ แต่เป็นการจงกรมแบบ “รู้สึกตัว” อยู่กับปัจจุบันในขณะที่เดินจากต้นทางไปถึงปลายทาง โดยหลักการก็คือ “รู้ลงปัจจุบัน” ใช้อาการเดินเป็นที่อยู่ของจิต การรู้ลงปัจจุบันเป็นการฝึกในส่วนของ “จิตตสิกขา” คือ ฝึกจิตให้พร้อมพอที่จะเดินปัญญา การที่ส่งจิตออกไปอดีต และอนาคต ไม่รู้ลงปัจจุบันเนี่ย มันทำให้ไม่เกิดสมาธิ การรู้ลงปัจจุบัน เป็นการทำให้เกิดจิตที่พร้อมพอที่จะไปเจริญปัญญา ส่วนมีปัญญาแล้ว จะรู้อดีตหรือรู้อนาคตได้ ตอนมีปัญญาจะใช้คำว่า “ญาณ” อตีตังสญาณ เป็นปัญญารู้อดีต อนาคตังสญาฯ เป็นปัญญารู้อนาคต รู้ได้! แต่ส่วนนี้เป็นเรื่องปัญญา ที่ได้มาจากการฝึกจิตตสิกขา ให้รู้ลงปัจจุบันก่อน ดังนั้น การรู้ลงปัจจุบัน คือ การเตรียมจิตให้พร้อมที่จะเดินปัญญา เช่น การเดิน.. การเดินของเรา ก็รู้ลงปัจจุบัน เดินอะไรเดิน? ก็คือกายนี้เดิน ก็รู้ที่กาย ตอนรู้กาย รู้ลงปัจจุบันขณะ..ขณะนั้นเลย คำว่า “ปัจจุบัน” นี้ มี ๒ แบบ ถ้ารู้กาย รู้ลงทันทีเดี๋ยวนี้เลย กายเป็นอย่างไร รู้ลงทันทีเดี๋ยวนี้เลย แต่ถ้าจะดูจิต ให้รู้ลงปัจจุบันแบบสันตติ คือต่อเนื่อง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “ถวายธรรมะแด่พระธรรมยาตรา ณ วัดเขาฉลาก” ลิงค์ไฟส์เสียงธรรม https://bit.ly/3omPnXc

อ่านต่อ

วันนี้วันพระค่ะ พฤหัสบดีที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น๘ ค่ำ เดือน ๓ เมื่อวานแอดมินหลงโพสต์วันพระล่วงหน้าไป ถือว่าเป็นโพสต์แจ้งเตือนแล้วกันนะคะ งี้เรียกว่าหลงวัน หลงโพสต์..ขาดสติ! ?? ???? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เลือกได้-#เลือกไม่ได้ เวลาอยู่ในสถานการณ์ต่างๆนี่นะ ไม่มีใครเตือน…เราต้องเตือนตัวเอง! แล้วเราก็เลือกสถานการณ์ไม่ได้ แต่เลือกวิธีการตอบโต้ได้ เจอคนนั้นด่ามา..เราเลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้แม้กระทั่งคำด่า! “อย่าด่าอย่างนี้สิ!” ..ไม่ได้..เลือกไม่ได้ ใช่มั้ย? “ด่าเพราะๆหน่อยสิ!” บังคับเขาไม่ได้ใช่มั้ย? เลือกไม่ได้! แต่เราเลือกได้อยู่อย่างหนึ่ง คือ เลือกวิธีการตอบโต้ ตอบโต้อย่างไร..ที่จะไม่ให้ผิดศีล ตอบโต้อย่างไร..ที่จะไม่ซ้ำเติมสถานการณ์นั้นเข้าไปอีก ฉะนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏ..ที่กระทบกับเรา..เป็นเครื่องฝึกทั้งนั้นเลย! พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล ที่มา: พระกฤช ฝากคิด ฝากคำ เล่ม ๔ หน้าที่: ๓๐-๓๑

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น๘ ค่ำ เดือน ๓ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เราชนะ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า “ผู้ใดโกรธตอบต่อคนที่โกรธก่อน ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนเลวยิ่งกว่าคนที่โกรธก่อน เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น, ผู้ใดไม่โกรธตอบคนที่โกรธก่อน ผู้นั้นชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้แสนยาก, ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติยั้งไว้เสียได้ คือไม่โกรธตอบ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย” หมายความว่า ถ้ามีใครมาด่าเรา แล้วเราด่าตอบ เราผิดมากกว่าคนด่าคนแรก เพราะอะไร? เพราะเราถูกด่า เรารู้อยู่ว่า คำด่านั้นมันไม่ดี เราไม่ชอบใจคำด่านั้น แล้วทำไมเราจึงเอาสิ่งไม่ดีนั้น ไปให้เขาอีก ? ถ้าเราเห็นว่ามันไม่ดี อย่าเอาสิ่งไม่ดีนั้น ก็ไปให้คนอื่นเขา ถ้าเราด่าตอบ เท่ากับว่า เราเอาของที่เราคิดว่าไม่ดี ไปให้เขาอีกที ไอ้คนด่าคนแรก..ให้อภัยเขาก่อน คือเขาอาจจะไม่รู้ว่า ไอ้นี่ไม่ดี ไม่เห็นว่าไม่ดี.. เขาไม่ได้มาเจริญ “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เหมือนเรา เขาเกิดกิเลส เขาก็ตามใจกิเลสไปเลย แต่เราเนี่ยรู้อยู่แล้ว ว่าสิ่งนี้ไม่ดี ไม่ชอบใจ คือฟังแล้ว ไม่ชอบใจ เห็นว่ามันไม่ดี ฉะนั้น ถ้าเห็นว่ามันไม่ดี.. อย่าเอาสิ่งที่มันไม่ดีนี้ ไปให้คนอื่นอีก คนที่รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ดี แล้วยังเอาให้คนอื่นอีก คือ คนเลวกว่า ถ้าทางโลกนะ.. เราจะรู้สึกว่า “ไอ้คนด่าก่อนเลวกว่า ไอ้คนถูกด่ามีเหตุผลสมควรที่จะด่าตอบ” ..อย่างนี้ไม่จบ เพราะฉะนั้น ถ้าถูกด่ามา อย่าด่าตอบ ! • ถ้ามีความโกรธเกิดขึ้น รู้ทันความโกรธ เห็นความโกรธเกิด-ดับ • ถ้ายังโกรธอยู่ ไม่เห็นมันเกิด-ดับ หักห้ามใจ อันนี้ทำสมถกรรมฐาน • ถ้าไอ้คนนั้นยังด่าเราไม่จบ ประมาณเวลาคนด่าชำนาญ ๆ นะ ด่า ๓ วัน ๗ วัน ไม่จบไม่ซ้ำ อยู่ตรงนั้นเราทนไม่ไหวแล้ว จะด่ามันกลับ หรือจะทำร้ายมันแล้วเนี่ยนะ เดินหนีไปซะ !! เดินหนีเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราแพ้นะ .. ที่แท้คือ.. “เราชนะ”!!! ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ คอร์ส ก.ล.ต. เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/2XyDt1l Link (นาทีที่ 50.33-52.43)

อ่านต่อ