Category Archives: ฝากคิด

วันเสาร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าเห็นแก่สั้นอย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร “อย่าเห็นแก่สั้น” คือ อย่าแตกจากมิตรเร็วนัก เราควรจะมีมิตรมาก ๆ “อย่าแตกจากมิตรเร็วนัก”..หมายความว่าอย่างไร? อย่าบันดาลโทสะ อย่าลุแก่อำนาจของกิเลส คือโทสะ แล้วทำให้แตกจากมิตร มิตรที่ว่าเนี่ย..ก็ไม่ใช่มิตรแค่คนสองคน เราควรจะมีเพื่อนเยอะ ๆ ไม่ควรจะสร้างศัตรูนั่นเอง ไม่ควรจะสร้างศัตรู ไม่ควรจะไปพูดร้าย ไม่ควรจะคิดร้าย ไม่ควรจะไปทำร้ายใคร เพราะทำสิ่งเหล่านี้แล้วจะไปสร้างศัตรู พอสร้างศัตรูแล้ว ไปคิดร้าย ไปพูดร้าย ไปทำร้ายเขาแล้วเนี่ย ไปไหนก็ต้องระแวง เพราะฉะนั้น อย่าเห็นแก่สั้น คือ อย่าให้ความเป็นมิตรของเรากับคนอื่นเนี่ยสั้นนัก ควรมีเมตตา (เมตตากับมิตรก็คือ มีรากศัพท์เดียวกัน) ควรจะมีเมตตาต่อกัน “คิด” ก็คิดด้วยเมตตา “พูด” ก็พูดด้วยเมตตา “ทำ” ก็ทำด้วยเมตตา “อย่าเห็นแก่ยาว” คือ อย่าจองเวร เพราะการจองเวรมันยาว มันข้ามภพข้ามชาติ นับชาติไม่ถ้วนเลย ดูอย่างเทวทัตจองเวรกับพระพุทธเจ้า จองเวรกันมายาวนาน นับชาติไม่ถ้วน ดูการจองเวรมันยาว และก็สร้างทุกข์ให้กับผู้จองเวรนั้นเอง เราเองเหมือนกันนะ เราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน เราต่างก็เป็นผู้ร่วมโลกด้วยกัน ปรารถนาสุข รังเกียจทุกข์ ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองของสังคม เพราะฉะนั้น อะไรที่เราทำแล้ว มันเป็นศัตรูต่อหนทางที่เป็นความเจริญของสังคมนี้ อย่าทำ! อะไรที่ทำให้เกิดความแตกจากมิตร อย่าให้มันแตกเร็วนัก..อย่าเห็นแก่สั้น อะไรที่ทำให้มีการจองเวร อย่าไปทำอย่างนั้น..อย่าเห็นแก่ยาว แล้วเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร อย่าอาฆาตพยาบาท อย่าจองเวรซึ่งกันและกัน ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย รายการธรรมะสว่างใจ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/_zntTUkCBS0

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ระวัง! #วงจรปิด นักปฏิบัติจะเห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจน คือตอนที่มันมีกิเลส จิตที่มีกิเลสเกิดขึ้นมา แล้วรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ความโกรธ เกิดขึ้นมา แล้วรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ความเผลอ เกิดขึ้นมา แล้วรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง แต่ส่วนใหญ่ยุคนี้นะ! จะเห็นจิตที่โกรธ เห็นจิตที่โกรธ แล้วก็ได้ของดี คือได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ นั้นอย่าไปหวังเพียงแค่กลางทาง ไม่งั้นเราจะถูกทิ้งไว้กลางทาง แล้วคนที่ทิ้ง ไม่ใช่ใคร! เราเอง เราทิ้งตัวเองไว้กลางทาง ไม่มีใครปล่อยเราไว้ตรงนั้นเลย เราหวังไว้กลางทางเอง พอถึงกลางทางก็ลง มันไม่นั่งต่อ เพราะเราคิดว่าถึงแล้ว เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้เพีงแค่กลางทาง นั้นอย่าตั้งเป้าหมายทิ้งตัวเองไว้กลางทาง ดังนั้นในระหว่างที่ปฏิบัติก็อย่าเพียงแค่ภาวนากันอย่างเดียว เรายังอยู่ในสังคม ยังอยู่กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ต้องมีความศิวิไลซ์อย่างที่นักมานุษยวิทยา (คนนั้น) ได้กล่าวไว้ ก็คือว่า..ต้องมีความเอื้อเฟื้อกัน มีน้ำใจซึ่งกันและกัน มีการให้ทาน มีการรักษาศีล ระวัง! ว่าจะไม่ไปแสดงออกทางกาย ไปเบียดเบียนกัน ไม่แสดงออกทางวาจา ไปเบียดเบียนกัน แล้วก็ให้ระวัง! ไว้อย่างหนึ่งว่า.. เดี๋ยวนี้มันมีกล้องวงจรปิด มันมีมือถือถ่ายคลิปกัน แต่ละคน ๆ จะมีมือถือถ่ายคลิป อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้! เราต้องมี “หิริ” มีความละอายต่อบาป มีความเกรงกลัวต่อบาป แม้ไม่มีกล้อง(วงจรปิด) ไม่มีอะไร เราก็ละอายใจ ละอายแก่ใจตัวเอง ไม่มีใครรู้..เราก็รู้ แล้วเราก็เป็นคน ๆ หนึ่งที่รู้ ดังนั้นที่บอกว่าไม่มีใครรู้..ไม่มี! อย่างน้อย ๆ ก็มีเรานี่แหละรู้ ให้ทำดี เอื้อเฟื้อกัน มีน้ำใจต่อกัน ถ้าพูดให้เป็นภาษาวิชาการหน่อยก็คือ.. “มีการให้ทาน มีการรักษาศีล ไม่ใช่เอาแต่การภาวนาอย่างเดียว” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ภาวนาแบบศิวิไลซ์” ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/3marPnN (นาทีที่ 37.05-39.36)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ???? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เสร็จกิเลส ถ้าใครทำ “อารัมมณูปนิชฌาน” แบบเพ่งอารมณ์ บางคนอาจจะเพ่งที่ท้อง บางคนอาจะเพ่งคำบริกรรมคำเดียว..อย่างนี้นะ! ถ้าทำแบบอารมณ์เดียว แบบเพ่งเอาไว้ แล้วไม่ก้าวหน้า ลองใช้วิธีนี้ คือ “เห็นกายหายใจ ไม่เพ่งลม” โดยตั้งใจไว้ว่า “ไม่ใช่จะขังจิต ให้อยู่กับกาย” แต่จะอาศัยกายนี้ เรียนรู้การทำงานของจิต ดังนั้น จิตจะดี หรือไม่ดี ก็จะ “รู้” ไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย ..นึกออกไหม? แต่ถ้าตั้งใจจะสงบ สงบจึงจะได้แต้ม ไม่สงบ จะผิดพลาด ไม่ได้แต้ม แต่ถ้าตั้งใจจะเรียนรู้.. สงบก็รู้..รู้อยู่ว่าจิตกำลังจะสงบ จิตไม่สงบ มันเผลอไป..ก็รู้ ก็เป็นสภาวะให้จิตรู้ จะดีหรือไม่ดี จะสงบหรือไม่สงบ จะนิ่งหรือไม่นิ่ง มันเป็นสภาวะให้เราได้รู้ทุก ๆ สภาวะ เพราะเราตั้งใจจะเรียนรู้การทำงานของจิต แต่ถ้าเราตั้งใจ (ทำกรรมฐาน) เพียงแค่สงบ..อันนี้นะ! อย่างนี้เสร็จ…เสร็จคือไม่เสร็จ !?!? งงไหม? ภาษาไทยมันแปลก ๆ นะ! “เสร็จ” นี่…คือเสร็จมัน เสร็จกิเลส “ไม่เสร็จ” ก็คือ งานของเราไม่เสร็จ งานที่ทำกรรมฐานเพื่อให้พ้นทุกข์เนี่ย.. ไม่เสร็จ แต่ไปเสร็จกิเลส เพราะทำตามอยาก คืออยากสงบ พอไม่สมอยาก..ก็เป็นทุกข์ แล้วก็ยิ่งเติมความอยากเข้าไป ก็ยิ่งไม่สมอยาก ภาวนา ก็เลย..เครียด, เพ่ง, เพลีย, หลับ เครียด, เพ่ง, เพลีย, หลับ ก่อนจะมาเข้าใจวิธีปฏิบัติ อาตมาก็วนอยู่อย่างนี้ เพ่ง, เครียด, หลับ เพ่ง, เครียด, หลับ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม “เรื่องธรรมดา” ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=p5Wr7FE6T_o&t=3282s (ระหว่างนาทีที่ 39:10-41:43)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #วนอยู่แค่นี้ ครูบาอาจารย์เตือนว่า “ถ้าจะปฏิบัติ ต้องให้มีใจมุ่งมั่น” ความมุ่งมั่นนั้นคล้าย ๆ กับต้องมีเป้าหมาย เมื่อมีเป้าหมายแล้ว..ถ้าเป้าหมายนั้นต้องชัดเจน วิธีการปฏิบัติมันก็จะตามมา ท่านบอกว่า “ให้มาดูเหตุแห่งทุกข์” เพราะว่าตัวที่เราจะละจริง ๆ ไม่ใช่ละทุกข์ แต่ให้ละเหตุแห่งทุกข์ ส่วนใหญ่พอเราเห็นทุกข์ เราจะละทุกข์ ..คนทั่วไปนะ แต่การปฏิบัติ จริง ๆ ไม่ใช่การละที่ตัวทุกข์ ทุกข์นั้น..เรามีหน้าที่แค่ “รู้” ถ้าเทียบในอริยสัจ ๔ นะ! “ทุกข์” ควรรู้ “สมุทัย” ควรละ ตัวที่จะ “ละ” จริง ๆ คือตัว “สมุทัย” สมุทัยที่เราจะเห็นได้คือ “ตัณหา” ฉะนั้น เวลาปฏิบัติเนี่ย ถ้าจะเรียนกันจริง ๆ ก็ต้องฟังกันหลายรอบ แล้วก็มาประมวลเป็นความเข้าใจ แล้วที่เราพลาด จริง ๆ ก็คือไอ้ตัวนี้แหละ คือ เวลาทุกข์..อยากละ อยากจะละมัน “ทำยังไงฉันจะพ้นจากสภาวะนี้ไป?” อันนี้เหมือนจะเห็นทุกข์นะ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เห็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ต่างหาก มันเป็นทุกข์อยู่..แต่ไม่เห็น แล้วก็อยากละมันไป.. กำลังเป็นทุกข์ อยากจะละมันไป ในทางปฏิบัติจริง ๆ คือ “ผิด” ที่ถูกคือให้รู้ ว่านี่คือ “ทุกข์” พอแล้ว! ส่วนความอยากจะไม่ให้ทุกข์เนี่ย! ก็ต้องรู้ด้วย..แล้วละมันไป ก่อนจะละได้ จะต้องรู้จักมันด้วยนะ! แล้วก็ไม่ใช่รู้ธรรมดา แล้วปล่อยให้มันเล่นอยู่ในจิตใจของเรา เมื่อ “รู้” แล้ว ก็ไม่เอากับมัน.. ให้ละไป ไม่ให้มันมาเพ่นพาน รู้มันแล้วก็ไม่ต่อเรื่องกับมัน ไม่ต่อเรื่องแม้กระทั่งว่า “จะไม่อยากมีมัน” เพราะจริง ๆ แล้ว ที่ว่า “อยากที่จะไม่มีมัน” มันก็คือ “ตัณหา” อยู่ดี จัดอยู่ใน “วิภวตัณหา” ตัณหาทั่วไป คือ อยากมี อยากได้ ก็ยังเป็นอยากแบบลักษณะของ “กามตัณหา” ส่วนอยากไม่มี อยากไม่เป็น อยากไม่ได้ คือไอ้สิ่งที่ได้มาเราไม่ชอบ สิ่งที่เป็นอยู่เราไม่ชอบ ก็เลยไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไอ้ตัวนี้เรียกว่า “วิภวตัณหา” ส่วนอยากเป็น ไอ้ตัวอยากตัวนี้มีชื่ออีกคำว่า “ภวตัณหา” อยากจะเป็น พอเป็นแล้ว..ไม่เห็นสุขเลย! อยากจะพ้น.. ก็ยังอยากอยู่ดี ไอ้ตอนที่มันมีความอยากนี่แหละ จะเป็นขณะที่เราจะมาปฏิบัติได้ คือเห็นว่ามันเป็นแค่การทำงานของจิตอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ตัณหา” ถ้าไม่เห็นตัวนี้แล้วก็ไม่ได้ละมันไป มันก็จะสร้างทุกข์ให้ใจอยู่เสมอ แล้วพอทุกข์ขึ้นมา ก็พลอยไม่เห็นทุกข์ กลายเป็น “เป็นทุกข์” ไปอีก ..ก็เลยวนอยู่แค่นี้เอง ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากไฟล์เสียงธรรม “ใจโลเล” ๑๓ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://bit.ly/34wko3f (ระหว่างนาทีที่ 0.09-3.53)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำใจให้เบิกบาน จะมีกระบวนธรรมอยู่กระบวนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสบ่อย ๆ นั่นคือ ปราโมทย์, ปีติ, ปัสสัทธิ, สุข, สมาธิ คือเป็นกระบวนธรรม ที่ว่าโดยละเอียด จะมี ๕ อย่างไล่ลำดับกันมา ส่งผลต่อกันจนถึงสมาธิ ใจที่เป็น “ปราโมทย์” คือมีใจเบิกบาน “ปีติ” ก็คือมีความอิ่มใจ บางทีอาจจะเป็นซาบซ่าน ซาบซ่านไม่จำเป็นเท่าไหร่ จริง ๆ คืออิ่มใจ ปีติบางอย่างเป็นซาบซ่านเนี่ยนะ! ให้ซาบซ่านมันเหนื่อย ต้องมี “ปัสสัทธิ” คือเป็นความสงบ ระงับในความซาบซ่านของปีติ สงบระงับลงไป เขาเรียกว่าเป็นความผ่อนคลาย ปัสสัทธิ แปลง่าย ๆ ว่า ผ่อนคลาย แล้วจึงมี “สุข” พอมีสุขแล้วเนี่ย จิตมันจะอยู่กับอารมณ์นั้นได้นาน ๆ ก็เป็น “สมาธิ” ดังนั้น เวลาเรารับรู้อยู่กับโลกนี่นะ! หัดทำใจให้เบิกบาน อย่าไปเครียด ยุคนี้ เป็นยุคที่คนเครียดง่าย พอเครียดแล้วไม่รู้สึกตัวเนี่ยนะ ก็จะแสดงออกไปทางวาจา ออกไปทางวาจาแบบตรง ๆ บ้าง ออกไปแบบกด ๆ จิ้ม ๆ บ้าง (สื่อโซเซียล) ก็เป็นคำร้าย ๆ บางทีแสดงออกไป คนรับไม่ได้ ก็ทัวร์ลง! ทัวร์ลง! (ทัวร์ลง แปลว่า โดนรุมด่า โดนถล่มในโลกโซเซียล) นึกถึงทัวร์ลง!..ก็เตือนให้ระวัง ถ้าใช้สื่อ โดยเฉพาะสื่อที่เขารับรู้กันเยอะๆ เนี่ย ถ้าเป็นคำพูดดีๆ ก็ดีไป ถ้าเป็นคำพูดที่ไม่ดี เขาไม่ชอบใจ เขาก็จะมารุมประณามเรา ไอ้ตอนรุมประณามเนี่ย วิบากเกิดแล้ว เราก็รับผลที่เกิดจากวาจาที่ไม่ดี อย่างนี้ ต้องปรับทัศนคติของเราใหม่ เวลาจะอยู่กับโลกเนี่ย มองโลกด้วยใจเบิกบานบ้าง หรือถ้าเบิกบานไม่ได้ ก็ให้รู้ทันใจที่มันขัด..ขัดใจ มีความโกรธ มีความเกลียดอะไรขึ้นมา.. ให้รู้ทันตรงนี้ อย่าไปแสดงออก ทั้ง ๆ ที่ยังมีกิเลสตัวนี้อยู่ เพราะมันจะพลาด แสดงว่า..ขาดสติ! ขาดสติในการมีกายกรรม วจีกรรม เพราะว่ามีมโนกรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นมาแล้วไม่ทันเห็นมัน ก็คือ ขาดสติ ไม่มีสติรู้จิต..นั่นเอง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ที่บ้านจิตสบาย มาทำสมาธิกัน (630830) ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=30EzQ5-HRxo&t=4064s (ระหว่าง นาทีที่ 38:06-41:13)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำกรรมเพื่อพ้นกรรม ในการปฏิบัติจริงไม่ใช่ “ละ” ตัวทุกข์ ทุกข์นั้น”แค่รู้” ตัวที่ควรละจริง ๆ คือ “สมุทัย” ที่เราจะเห็นได้คือ “ตัณหา” ที่เราปฏิบัติพลาดกันจริง ๆ ก็คือตัวนี้ เวลาทุกข์ เราอยาก “ละ” เป็นทุกข์อยู่แต่ไม่เห็นแล้วก็อยากจะ “ละ” มันไป ในทางปฏิบัติจริงคือผิด ปฏิบัติจริงคือ ให้ “รู้” ว่านี่คือทุกข์ ส่วนตัณหาความอยากไม่ให้ทุกข์นี้..ต้องรู้ด้วย และ “ละ” มันไป ต้องรู้ด้วยว่า..อยากที่ไม่มีมัน เป็นตัณหา คือ วิภวตัณหา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็คือ “อยาก” ที่จะไม่มีไม่เป็น เรียกว่า “วิภวตัณหา” อยากเป็น เรียกว่า “ภวตัณหา” เวลาที่จะปฏิบัติธรรมก็ควรเลือกเอาช่วงเวลาของชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เรามี ใช้เวลาที่ดีที่สุดถวายพระพุทธเจ้า ใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไปจนพ้นโลก พอได้พระโสดาบันพระพุทธเจ้าจะเรียกบุคคลพวกนี้ว่าเป็น “ทิฏฐิสัมปันโน” แปลว่าผู้พร้อมด้วยทิฏฐิ เห็นกายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา จุดมุ่งหมายที่ต้องการให้มีต้องตั้งเป้าหมายว่า จะพัฒนาจิตใจให้พ้นโลกให้ได้(โลกุตรภูมิ) ต้องเห็นทุกข์เห็นโทษของโลกที่อยู่ในใจเรานี่เอง ใจเราเป็นโลก ๆ หนึ่ง ซึ่งแสดงทุกข์อยู่ มีทุกข์เกิดขึ้นที่ใจ เกิดขึ้นที่กาย ให้เห็นว่ามันเป็นเพียงวิบาก ส่วนที่เราจะไปแก้ไขไปละมันได้คือตัวกิเลส(เหตุแห่งทุกข์) ถ้ามีสติรู้ทันตัณหา..ตัณหาดับ ตอนรู้ทันเป็นการทำกรรมเรียกว่า “กรรมฐาน” เป็นการทำกรรมเพื่อพ้นกรรม ถ้ามีตัณหาแล้วทำกรรมตามตัณหา เป็นการทำกรรมเพื่อวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ มีความเผลอให้ดูเราได้ “สติ” ขึ้นมา มีความเคลื่อนของจิตให้ดูเราก็ได้ “จิตตั้งมั่น” ขึ้นมา หรือเผลอไป แล้วรู้ความเผลอด้วยใจเป็นกลางก็ได้ “จิตตั้งมั่น” เหมือนกัน ดูมันให้เห็นเป็นเพียงปรากฏการณ์เกิดขึ้น ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมจากกิจนิมนต์ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่พบไม่ใช่ไม่มี หลายอย่างเรายังไม่เห็น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี พระนิพพานเรายังไม่เห็นใช่ไหม?..แต่พระนิพพานมี กิเลสก็เหมือนโควิด ตรวจพบบ้าง ไม่พบบ้าง ที่บอกว่าไม่พบกิเลส ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เครื่องตรวจของเราดีหรือยัง?! สติของเราดีหรือยัง?! เครื่องตรวจไม่ดีเนี่ย มันก็มองเห็นกิเลส แต่ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส เช่น ฟุ้งซ่านอยู่ นึกว่ากำลังบรรยายธรรม มีสภาวะอะไรเกิดขึ้นก็บรรยาย จิตเคลื่อน, จิตทำงานอย่างนั้นอย่างนี้ เสียงตัวเองดังอยู่ในใจ สภาวะจริง ๆ คือฟุ้งซ่าน แต่เครื่องตรวจบอกว่า “บรรยายธรรม” กำลังมีราคะ แต่เครื่องตรวจบอกว่าเป็นเมตตา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องพัฒนาเครื่องตรวจคือสติ สตินั่นเองที่ยังไม่รู้จักสภาวะ บางทีเพ่งไปแล้ว เครื่องตรวจรายงานผลว่า “ตั้งมั่นแล้ว” จริง ๆ มันตั้งมั่นที่อารมณ์ ไม่ได้ตั้งมั่นที่จิต ตัวที่จะเห็นสภาวะได้ถูกต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือตัวเราเองมีโยนิโสมนสิการ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน อีกฝ่ายคือฝ่ายภายนอก (ปรโตโฆษะ)เสียงจากคนอื่นที่มาสอนเรา คนแรกคือ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้ก่อน คนที่รู้ตามก็เป็นพระสาวก(อนุพุทธ) ที่บอกต่อ ๆ กันมาก็เป็นครูบาอาจารย์ ตัวสำคัญคือโยนิโสมนสิการ แปลงจากจิตเดิม ๆ ที่คุ้นเคยในการส่งออก กลายค่ามาเป็นเห็นสภาวะให้ได้ บางทีเราเล่นโทรศัพท์เหมือนยังไม่เห็นกิเลสเลยแต่กิเลสเกิดขึ้นอยู่ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง เกิดความผิดปกติอะไรสังเกตให้ได้ มันเป็นบุญหรือบาป กุศลหรืออกุศล ดูสภาวะอย่าให้มันหลอกลวงเราว่าอันนี้เป็นกุศล ทั้ง ๆ ที่มันเป็นอกุศล ทุกข์มีอยู่แต่ไม่เห็น แล้วจะดับทุกข์ได้อย่างไร? กิเลสมีอยู่แต่ไม่เห็น แล้วจะดับกิเลสได้อย่างไร? ถ้าไม่เห็นกิเลส แล้วเวลามีกิเลสขึ้นมาก็มองว่า.. “ฉันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้” ก็ไม่พ้นจากสักกายทิฏฐิไปได้ คำว่า”เรา”ไม่ใช่ว่ามีอยู่ มันเป็นแค่ทิฏฐิคือความเห็น กิเลสที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากการที่คิดว่ามี “เรา” แล้วพยายามปกป้อง หรือสนองความต้องการของเรา ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรรยายธรรม เรื่อง “ไม่พบไม่ใช่ไม่มี” ณ วัดอินทาราม ๖ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/32it3X7

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เมตตาฤาเสน่หา เมตตานั้นมันพลิกไปพลิกมา ซึ่งอาจจะมีตอนต้น แต่ก็พลิก ตอนพลิกเป็นโทสะเนี่ยดูง่าย เพราะมันตรงข้ามกันเลย แต่ตอนที่พลิกมาเป็นราคะบ้าง เป็นเสน่หาบ้างเนี่ย เรามักจะไม่รู้ เพราะเราจะเรียกมันว่า(เป็น)”เมตตา”ต่อ เมตตาเนี่ยจะเป็นเมตตาแบบ “ปรารถนาให้เขามีความสุข” แต่พอเป็นราคะ หรือเป็นเสน่หาเนี่ย จะ “ปรารถนาให้เขาทำให้เราสุข” อยากให้เขาอยู่ตรงนี้นาน ๆ เพื่อเราจะได้มองเขาบ่อย ๆ แล้วเราจะมีความสุข นี่แค่แบบผิวเผินมากนะ ถ้ายิ่งกว่านั้นก็คือ มาเป็นของเรา เราจะได้แตะตัวเขานาน ๆ มีเขาเดินข้าง ๆ รู้สึกเสริมความเป็นตัวตน “เห็นมั้ย? เมียฉันสวย”..”เห็นมั้ย? สามีฉันหล่อ” มันคือเสริมมานะ เสริมความเป็นตัวตน รู้สึกมีความสุขที่เห็นคนอื่นริษยาเรา ถ้าต้องการเขา..เพื่อให้เรามีความสุข นี่เรียกว่าเป็น “เสน่หา” หรือเป็น “ราคะ” นะ ถ้ารู้อย่างนี้ ก็จะเป็นตัวแยกได้ว่า.. ไอ้เมตตาของเราเนี่ย มันพลิกไปแล้วหรือยัง? เปลี่ยนไปหรือยัง? ถ้ามันเปลี่ยนไป..ให้รู้ทัน มันก็คือสภาวะหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมา..แล้วดับไป จากเมตตาเกิดขึ้นมา..แล้วดับไป กลายเป็นราคะเกิดขึ้นมาอีกแล้ว มันไม่ใช่เมตตามาตลอดสายแล้วนะ เมตตามา แล้วก็ดับไป กลายเป็นเสน่หา หรือเมตตาดับไป กลายเป็นราคะขึ้นมา นี่ก็ทำให้เราเห็นสภาวะที่มีการเกิด-ดับเปลี่ยนแปลง เจริญเมตตา แล้วเปลี่ยนเป็นราคะได้มั้ย? …ได้! เพราะเราก็ยังเป็นคนที่ยังมีกิเลส ยังมีเสน่หาได้ ยังมีราคะได้ ยังไม่ใช่เป็นพระอนาคามี เหมือนมีข้ออ้างหน่อย ๆ นะ เป็นข้ออ้างเพื่อให้มีกิเลสได้ แต่จริง ๆ ตามภูมิธรรมของเราเนี่ย..มันยังละราคะไม่ได้ ถ้ามีราคะขึ้นมาก็ให้รู้ทัน แต่ที่มันไม่รู้ทัน เพราะเราคิดว่ามันยังเป็นเมตตา แล้วเรียกชื่อมันว่าเป็นเมตตาอยู่ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เมตตาฤาเสน่หา?” แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์เสียง 630726 เมตตาฤาเสน่หา-บ้านจิตสบาย https://bit.ly/3lLb8jc (ระหว่างเวลา ๒๖.๔๔-๒๙.๒๐)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตนี้ข่มยาก ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ หมายความว่า จิตนี้ข่มยาก เบา เกิดดับตลอดเวลา ปลิวไปปลิวมาด้วยความเบา ลหุ แปลว่า เบา เบา ในที่นี้คือ อยู่ตรงนี้นะ..ถูกลมพัดก็ปลิวไปแล้ว ลมในที่นี้หมายถึง โลกธรรมทั้ง ๘ มีอะไรบ้าง? ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ ไม่ว่าอะไรมากระทบ จิตมันจะปลิว ปลิวในที่นี้แปลได้อีกความหมายว่า เกิด-ดับ คนส่วนใหญ่ปลิวไปปลิวมาในโลก ปลิวไปทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ที่มากที่สุดคือปลิวไปทางความคิด เรียกว่า ฟุ้งซ่าน ยตฺถ กามนิปาติโน แปลว่า มีปกติตกไปในกาม จริง ๆ แล้วจิตมีปกติใฝ่หากาม คือใฝ่หาความสุขจากการเสพทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าได้มา ก็เรียกว่าได้ตามที่มีกามราคะ (มีราคะในกาม) โทสะ มาจากอยากได้..แล้วมันไม่ได้ จิตที่ข่มได้ยาก เบา ปลิวไปปลิวมาไปตามกระแสของโลก มันไม่ได้ไปไหน มันตกอยู่ในโลกของกาม ๕ ประการ คือ อยากเสพรูปทางตา อยากเสพเสียงทางหู อยากเสพกลิ่นทางจมูก อยากเสพรสทางลิ้น อยากเสพสัมผัสทางกาย รวมแล้วเรียกว่าอยากเสพ “กาม” จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ แปลว่า การฝึกจิตเป็นการดี จิตฺตํ ทนฺตํ สุขา วหํ แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ มันต้องฝึก ไม่ฝึกไม่ได้ เอาแต่ฟังอย่างเดียวไม่พอ หรือฝึก..แต่ว่าไม่ลงไปเห็นสภาวะ ก็ไม่ได้ ต้องเห็นจิตทำงาน เป็นเรื่องธรรมดาที่จิตมันจะวอกแวก อย่าไปลงโทษตัวเอง เพราะนั่นเป็นการปรุงแต่งทุกข์ไปทับถมตัวเอง ทุกข์ที่ไม่ควรเกิด..เกิดมาจากที่เราเห็นจิตไม่ได้ดังใจ คือเราอยากจะดี แล้วมันไม่ดีดั่งใจ ไอ้”ดี”เนี่ย มันไม่ได้มาด้วยอยาก “ดี” มันมาจากรู้ทันความจริง เข้าใจความจริง ว่าจิตทำงานอย่างนี้นี่เอง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากบรรยายเรื่อง “จิตนี้ข่มยาก” กิจนิมนต์ ณ บ้านคุณมาลี ปาละวงศ์ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อธิษฐานบารมี อธิษฐานของคนทั่วไป หมายถึง ขออธิษฐานของพระ คือตั้งใจแน่วแน่ ว่าจะทำอะไร อธิษฐานบารมี หมายถึง ตั้งใจมั่นที่จะตั้งใจมั่นต่อจุดหมาย ข้อดีของอธิษฐานคือ เมื่อมีความตั้งใจมั่นแล้ว ถ้ามีอะไรจุกจิกกวนใจ หรือปัญหายุ่งยากกวนใจ ก็จะไม่ใส่ใจ มีแต่จะมุ่งมั่นทำให้ถึงจุดหมาย เป้าหมายในพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประสงค์ให้สัตว์โลกทั้งหลายตั้งเป้าหมายคือ อธิษฐานให้พ้นทุกข์ อธิษฐาน หมายถึง ตั้งใจมั่น มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะสร้างกุศล และกุศลสูงสุดของพุทธบริษัทคือ มุ่งสู่พระนิพพาน วิธีที่จะให้ชีวิตมุ่งตรงต่อจุดหมายคือ อธิษฐาน และถ้าอธิษฐานนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้บรรลุธรรม เราก็เรียกอันนี้เป็น อธิษฐานบารมีของเรา พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “ปัญญา” เรียกว่า ปัญญาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “สัจจะ” เรียกว่า สัจจาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “จาคะ” เรียกว่า จาคาธิฏฐาน พระพุทธเจ้าแนะนำให้อธิษฐาน “นิพพาน” เรียกว่า อุปสมาธิฏฐาน “ปัญญาธิฏฐาน” คือ เราจะไม่ประมาท โลกนี้เกิดดับเปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย โลกนี้มีลักษณะ ๓ อย่างคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา “สัจจาธิฏฐาน” คือ อธิษฐานให้เห็นความจริง ให้เรารักษาความจริง ก่อนจะเห็นความจริง เราต้องรักความจริงก่อน ไม่รู้แล้วบอกว่า “รู้” .. อย่างนี้ไม่เคารพความจริง เคารพความจริง รักษาความจริง เรียกว่า “อนุรักษ์สัจจะ” เวลาเรามาภาวนา เราจะคุ้นชินกับการที่จะดูความจริง “จาคาธิฏฐาน” จาคะในที่นี้ก็คือ สละกิเลสออกไป เห็นราคะ โทสะ โมหะ แล้วจาคะไป “อุปสมาธิฏฐาน” โดยสูงสุดคือ พระนิพพาน พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจเป็นเทวดา ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจจะถูกหวยสักที ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วตั้งใจมีตำแหน่งสูงๆ ถือว่า..ใฝ่ต่ำ พบพุทธศาสนาแล้วต้องตั้งใจพัฒนาจิตใจ ให้เข้าใกล้ความพ้นทุกข์ ชีวิตนี้มีไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้มากที่สุด ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม เรื่อง “อธิษฐานบารมี” ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นครปฐม ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เมตตาแท้ ๆ เวลาเจริญเมตตา อย่าเจริญเมตตาเพียงหวังเป็นพระพรหม อย่าเจริญเมตตา เพื่อหวังความเจริญของตัวเองอย่างเดียว เจริญเมตตาให้เห็นความจริงของเมตตาของเรา หรือให้เห็นความจริงของจิตเรา เดี๋ยวก็เป็นเมตตา..เดี๋ยวก็เป็นราคะ เดี๋ยวก็เป็นเมตตา..เดี๋ยวก็เป็นพยาบาท เดี๋ยวก็เป็นเมตตา..เดี๋ยวก็เป็นเสน่หา เดี๋ยวเมตตา..เดี๋ยวก็ลืมไปแล้ว ไม่ได้เป็นเมตตา ไม่ได้อะไรเลย เหม่อ ๆ ลอย ๆ จิตมันเป็นแบบนี้ คือมันเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เห็นจิตแสดงความจริงคือ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง คือเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ ในแง่ของอนิจจัง จะเมตตาตลอดเวลา ก็บังคับใจตัวเองให้เมตตาตลอดเวลาไม่ได้ จะให้เมตตาไม่ให้พลิกไปเป็นราคะ ไม่ให้พลิกเสน่หา ก็บังคับจิตตัวเองไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ แต่มีเหตุ คือฝึกได้ ฝึกได้ คือฝึกรู้ทัน ว่ามันบังคับไม่ได้ เป็นอย่างนี้ รู้ทันว่าจิตมันบังคับไม่ได้ คือเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ ในแง่อนัตตา ดังนั้น เมตตา ฝึก! ต้องฝึกนะ ฝึกด้วย คือฝึกให้เกิดขึ้นกับเรา และฝึกเมตตาให้เป็นเมตตาแท้ ๆ ไม่ไปเป็นโทสะ ไม่ไปเป็นเสน่หา ไม่ไปเป็นราคะ แล้วเห็นมันแสดงความจริงด้วยว่า เกิด-ดับ เกิด-ดับ ไม่เที่ยง และมันมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ แสดงไตรลักษณ์ในแง่อนัตตาด้วย ดังนั้น เราจะเจริญเมตตาครบถ้วนได้ทั้งสมถะ และวิปัสสนา เจริญเมตตา สมกับความเป็นชาวพุทธ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ ที่ชั้น ๑๑ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ลิงค์คลิปแสดงธรรม “เมตตาธรรม”https://bit.ly/31MjrSV (ระหว่าง นาทีที่ 57.10-58.41)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อุปกิเลส ๑๖ #ว่าด้วยความเศร้าหมองใจ ๑๖ ประการ สิ่งที่เราจะดูได้บ่อยก็คือ กิเลส ๓ ตัว ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ บางคนดูไปแล้วก็จะเกิดความเข้าใจละเอียดมากขึ้น เห็นลีลา ของจิตมันจะแสดงออกมาชัดเจนมากขึ้น เห็นลักษณะของ กิเลสละเอียดมากขึ้น จากกิเลส ๓ ตัว ก็มากระจาย กลายเป็นอุปกิเลส ๑๖ อุปกิเลส แปลว่า เครื่องเศร้าหมองของจิต มีอะไรบ้าง? มี ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภเพ่งเล่งอยากได้) ๒. พยาบาท (ความคิดปองร้ายผู้อื่น) ๓. โกธะ (ความโกรธ) ๔. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ๕. มักขะ (การลบหลู่) ๖. ปฬาสะ (การยกตัวขึ้นเทียมเขา) ๗. อิสสา (ความริษยา) ๘. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๙. มายา (ความเจ้าเล่ห์เจ้ากล) ๑๐. สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ๑๑. ถัมภะ (ความดื้อ) ๑๒. สารัมภะ (ความถือดี อวดดี) ๑๓. มานะ (ความถือตัว) ๑๔. อติมานะ (ความถือตัวให้ยิ่งขึ้น) ๑๕. มทะ (ความมัวเมา ความเมาหลง) ๑๖. ปมาทะ(ความประมาท) อุปกิเลสทั้ง ๑๖ ข้อ เป็นเพียงตัวอย่างที่พระพุทธเจ้า แสดงถึงลีลาของจิต เป็นตัวอย่างในการกระจายกิเลส ๓ ตัวออกมาเป็น ๑๖ ข้อ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คัดลอกจากหนังสืออุปกิเลส ๑๖ สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมที่หน้า ๔๕- ๕๒ ลิงค์หนังสือหนังสือ – นิมฺมโล https://nimmalo.com/bookshelf/

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ผูกโกรธ ผูกโกรธ เป็นความโกรธแบบไม่ยอมสลัดทิ้ง ออกแนว “จองเวร” เช่น ผูกอาฆาตเอาไว้ว่า.. “เจอกันเมื่อไหร่ ชาติไหนก็ตาม ฉันจะทำร้ายเธอ ฉันจะเอาคืน” ชาตินี้ล้างแค้นไม่ได้ ก็ทำใจผูกโกรธเอาไว้ เหมือนอดีตชาติของพระเทวทัต ตอนเป็นพ่อค้า โกรธเพื่อนพ่อค้าด้วยกันที่เป็นพระโพธิสัตว์ ไล่ตามไม่ทัน ถึงหาดทรายก็กำทรายขึ้นมา ประกาศว่าจะล้างแค้นตลอดทุกชาติ เท่าจำนวนเม็ดทรายในกำมือนี้ นี่ยังดีนะ ถ้าบอกว่าทุกชาติไป นี่ลำบาก ทุกชาติไปนี่ไม่ไหวเลย มันไม่มีจุดจบเลย กำทรายขึ้นมานี่ เม็ดทรายมากมายก็จริง แต่ยังมีจุดจบนะ! ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรเอาอย่างนะ ไม่ต้องทำตาม คนที่ผูกโกรธน่ะ..น่าเห็นใจนะ บางทีก็ถูกทำร้ายก่อน แต่ถึงแม้ว่าจะถูกทำร้ายก่อน ถ้าเราเอาแต่ผูกโกรธนะ ไอ้คนที่ทำร้ายเราน่ะ เขาก็ไม่ได้เลวไปเสียทุกเรื่อง หรือไม่ได้ทำเลวทุกชาติ ชาติอื่นๆ ต่อๆ ไป เขาอาจจะพัฒนาตัวเองกลายเป็นคนดีขึ้นมาก็ได้ แล้วอาจจะดีประเสริฐ ถึงขั้นพระอรหันต์แล้วก็มี หากเรามัวแต่ผูกโกรธไปเรื่อย เราก็กลายเป็นผู้ผิดที่น่าสงสาร ผิดเพราะผูกโกรธนี่แหละ ถึงแม้ชาติที่เราถูกกระทำนั้นเราน่าเห็นใจก็จริง แต่ความผูกโกรธเป็นอุปกิเลสของเรา เขาทำบาปก็เป็นบาปของเขา ถึงแม้เราไม่โกรธ เขาก็ตกนรกอยู่แล้ว ความผูกโกรธมันจึงไม่จำเป็น ธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คัดลอกจากหนังสืออุปกิเลส ๑๖ (หน้า ๔๙-๕๐)

อ่านต่อ

วันอังคาร ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ลองนั่งเงียบๆ ลองนั่งเงียบๆ มีเครื่องอยู่เอาไว้สักอย่างหนึ่ง คือรู้ร่างกายนี้หายใจอยู่ นั่งอยู่ หายใจอยู่ แล้วถ้ามีเสียงพูดอะไรขึ้นมาในใจสักนิดนึง จะรู้ทัน เพราะมันไม่เงียบ เวลาเรานั่งสมาธิ ใจเราเงียบมั้ย? มันจะมีเสียงพูดอยู่ในใจ เสียงเราเอง ใช่มั้ย? โดยเฉพาะอย่างอาตมานี่นะ ในชีวิตจริง อาตมาจะคอยจับไมค์แล้วคอยบรรยายอยู่เรื่อยๆ เนี่ยนะ บรรยายเกี่ยวกับเรื่องจิต เรื่องใจ เกี่ยวกับเรื่องสภาวะต่างๆ เนี่ย ทีนี้ตอนที่มานั่งในรูปแบบ พอมีสภาวะอะไรในใจนะ อาตมาจะอธิบาย เหมือนมีโยมมานั่งฟังอยู่ อธิบายว่าจิตตอนนี้มันเป็นอย่างนั้นนะ มันแว้บไปอย่างนี้นะ มันแว้บไปอย่างนี้อีกนะ อธิบายๆ..ไม่มีใครนั่งฟังหรอก!แบบว่า..ประมาณซ้อมบรรยาย! จนมาสังเกตตอนช่วงหยุดโควิดเนี่ย “ถ้าปล่อยอย่างนี้นะ ก็คงฟุ้งซ่านไปจนโรคมันหายระบาดแล้ว ไม่มีอะไรก้าวหน้าแน่เลย” ก็เลยลองบอกในใจตัวเองว่า..”นั่งเงียบๆ” บอกในใจว่า ‘นั่งเงียบๆ’ แต่ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ว่าให้นั่งเงียบๆ ให้นั่งเงียบๆ คือเห็นกายนี้นั่ง ถ้ามันพูดอะไรในใจก็รู้ แล้วมันคือไม่เงียบ แล้วพอรู้แล้ว ก็เห็นกายนั่งเงียบๆ ต่อ ปรากฏว่า พอบอกตัวเอง ‘นั่งเงียบๆ’ มันก็พูดเลย บรรยายเลย.. “นี่ไง! นั่งเงียบๆ มันต้องอย่างนี้นะ! เห็นร่างกายเฉยๆ นะไม่ต้องพูดอะไร” มันบรรยายว่า ‘ไม่ต้องพูดอะไร’ คือมันพูดแล้ว! แต่มันเห็นเลยว่า พอตั้งกติกาไว้ว่า.. “นั่งเงียบๆ” นะ มันไม่หลงไปนาน มันไม่หลงพูดไปนาน พอหลงพูดก็ ‘อ้าว!ไม่เงียบแล้ว’ แล้วก็ ‘อ้าวแน๊ะ! มีหลายตัวเลย ทีละตัวๆ เหมือนกับซ้อนไปเรื่อยๆว่า ‘พูดอีกแล้ว’ อีกตัวบอก ‘มึงก็พูดแล้ว’ ‘แล้วมึงเมื่อไหร่จะหยุดสักที’ ประมาณนี้นะ เหมือนมีอาตมาหลายตัวคอยบรรยายไอ้เมื่อกี้แกพากย์อะไร ไอ้ตัวบรรยายเนี่ยเป็นตัวผิดกติกาทุกตัวเลย เพราะมันคอยส่งเสียง คอยบอกไปเรื่อยๆ แต่พอรู้ทีหนึ่ง ก็เห็นกายนั่งเงียบๆ แล้วเดี๋ยวก็บรรยาย พอรู้อีกทีก็เห็นกาย แล้วมันก็บรรยาย จะเห็นความเกิด-ดับของมันง่ายมาก สำหรับคนจริตแบบนี้นะ! ประเภทฟุ้งซ่าน! ลองทำอย่างนี้ดูก็ดี …. บอกไว้ก่อนว่าบางทีดูได้ไม่นาน ก็จะหมดแรงนะ เพราะอันนี้มันใช้แรงเหมือนกันนะในการดูที่มันแว้บๆมาถี่ มันใช้แรง เพราะฉะนั้น ถ้าดูอะไรไม่ไหว ชักจะมึนแล้วนะ ให้ทำสมถะไปก่อน ไม่ต้องสนใจคอยดูเงียบๆ แล้ว ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการแสดงธรรม ณ สวนธรรมประสานสุข ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ