All posts by admin

#คลิปแสดงธรรม #ภาวนาแบบ ๒ ค.ควาย ไปไม่รอด โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ?? ภาวนา..พอไม่สงบ เงียบ นิ่ง ก็จะหงุดหงิด ค. ควาย ตัวที่หนึ่งก็จะมา พอเราออกแรงบังคับ ค. ควาย ตัวที่สองก็จะมา คลิปนี้พระอาจารย์ได้ให้วิธีรับมือกับกิเลส แล้วสรุปการปฏิบัติไว้อย่างไร? https://youtu.be/7LM8K9sK0l8 บรรยายธรรม ณ บ้านอริยะ 7 ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ 631101 ภาวนาแบบ ๒ ค.ควาย ไปไม่รอด โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be631101 ภาวนาแบบ ๒ ค.ควาย ไปไม่รอด โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ต….

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ธรรมะของคนวิตกกังวล #ถาม : มีธรรมข้อไหนที่จะช่วยคนที่มีความวิตกกังวล? #ตอบ : วิตกกังวลเนี่ย..ง่าย ๆ เลย คือ “รู้ทันสภาวะความวิตกกังวล” ที่เกิดขึ้น ตัวสภาวะ “วิตกกังวล” เนี่ย มันเกิดจากการคิดถึงเรื่องที่เราไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ พอคิดถึงเรื่องราวที่เราไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็เกิดความวิตกกังวล เช่น “อนาคตจะเป็นอย่างไรหนอ?” หรือว่า “ปลายปีนี้โควิดจะระบาดอีกหรือเปล่า?” “กังวล” มันกังวลใน ‘สิ่งที่ยังไม่เกิด’ แต่ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว’ คือ “กังวล” ..เห็นความแตกต่างไหม? กังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิด – แต่สิ่งที่เกิดจริง ๆ คือ กังวล เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะดูได้ คือ สภาวะที่เกิดขึ้นขณะนี้เลย! ..มันมี “ความกังวล” เกิดขึ้นกับจิต เราเรียกชื่อได้ อาจเป็นเพราะมีครูบาอาจารย์บอกแล้วว่าอันนี้เรียกว่า “กังวล” ตอนนี้ที่เรารู้สึกได้ ก็คือ “รู้ทัน” สภาวะไปเลย ว่ามีความกังวลเกิดขึ้น ส่วนหน้าที่การงานของเราที่จะไปทำอะไร เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่เราคิดว่ามันจะเป็นปัญหา.. ที่เรากังวล..ก็แสดงว่า รู้แล้วว่ามันน่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าป้องกันได้ก็ไปทำการป้องกัน “วิธีคลายกังวล คือ ไปทำการป้องกันปัญหานั้น” ความกังวลเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาด้วยความกังวล.. ควรแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นปกติก่อน วิธีจะทำให้จิตมันปกติขึ้นมาได้ ก็คือว่า “รู้ทันความกังวล” ไม่ใช่กังวลแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วก็ไปแก้ปัญหา สมมติว่า กังวลเกี่ยวกับคน.. คนเห็นหน้าเรากังวลอย่างนั้น เขาก็กังวลว่า ‘มันจะมาไม้ไหนนะ?’ ‘เขาเป็นอะไรของเขา?’ ดังนั้น “ทำใจของตนให้เป็นปกติก่อน.. ด้วยการ ‘รู้ทัน’ จิตที่มันกังวล” ส่วนปัญหามันเป็นอะไรอย่างไร ก็ไปดูตามกรณี ๆ ไป มีปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหา! ปัญหาที่มันมีอยู่เนี่ย..ต้องแก้นะ แต่บางทีปัญหานั้นนะไม่มีอะไรเลย..กังวลไปเอง เช่น เครียดว่าเดือนหน้าจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้นะ เครียดมาตลอดเดือนเลย พอถึงเวลา..ไม่มีอะไร! ปัญหาที่มีอยู่แน่ๆ จึงอยู่ที่ว่า .. มันมีสภาวะอันหนึ่งที่เป็นอกุศล เรียกชื่อว่า “ความกังวล” เกิดขึ้น ก็อย่าให้มันสร้างความมัวหมองให้กับจิตอยู่นาน ให้รู้ทันมันไปเลยว่า มันเป็นเพียง ‘สภาวะอย่างหนึ่ง’ ที่เกิดขึ้นกับจิตเท่านั้น มันมีเหตุ คือ “เผลอไปคิด”..คิดเรื่องราวที่เราไม่รู้ ไม่มั่นใจ ก็เลยกังวล เหมือนกับว่า คิดถึงเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ประมาณนี้ เพราะเผลอคิดไป มันก็เลยกังวล เพราะฉะนั้น วิธีรับมือกับมันก็คือ “รู้ทัน” สภาวะความกังวลที่เกิดขึ้น ส่วนจะป้องกันปัญหานั้นอย่างไร? ก็ใช้ “ปัญญา” เข้าไปแก้ไข พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/271164653968776 (นาทีที่ 1.22.52-1.26.29)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อย่าเห็นแก่สั้นอย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร “อย่าเห็นแก่สั้น” คือ อย่าแตกจากมิตรเร็วนัก เราควรจะมีมิตรมาก ๆ “อย่าแตกจากมิตรเร็วนัก”..หมายความว่าอย่างไร? อย่าบันดาลโทสะ อย่าลุแก่อำนาจของกิเลส คือโทสะ แล้วทำให้แตกจากมิตร มิตรที่ว่าเนี่ย..ก็ไม่ใช่มิตรแค่คนสองคน เราควรจะมีเพื่อนเยอะ ๆ ไม่ควรจะสร้างศัตรูนั่นเอง ไม่ควรจะสร้างศัตรู ไม่ควรจะไปพูดร้าย ไม่ควรจะคิดร้าย ไม่ควรจะไปทำร้ายใคร เพราะทำสิ่งเหล่านี้แล้วจะไปสร้างศัตรู พอสร้างศัตรูแล้ว ไปคิดร้าย ไปพูดร้าย ไปทำร้ายเขาแล้วเนี่ย ไปไหนก็ต้องระแวง เพราะฉะนั้น อย่าเห็นแก่สั้น คือ อย่าให้ความเป็นมิตรของเรากับคนอื่นเนี่ยสั้นนัก ควรมีเมตตา (เมตตากับมิตรก็คือ มีรากศัพท์เดียวกัน) ควรจะมีเมตตาต่อกัน “คิด” ก็คิดด้วยเมตตา “พูด” ก็พูดด้วยเมตตา “ทำ” ก็ทำด้วยเมตตา “อย่าเห็นแก่ยาว” คือ อย่าจองเวร เพราะการจองเวรมันยาว มันข้ามภพข้ามชาติ นับชาติไม่ถ้วนเลย ดูอย่างเทวทัตจองเวรกับพระพุทธเจ้า จองเวรกันมายาวนาน นับชาติไม่ถ้วน ดูการจองเวรมันยาว และก็สร้างทุกข์ให้กับผู้จองเวรนั้นเอง เราเองเหมือนกันนะ เราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน เราต่างก็เป็นผู้ร่วมโลกด้วยกัน ปรารถนาสุข รังเกียจทุกข์ ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองของสังคม เพราะฉะนั้น อะไรที่เราทำแล้ว มันเป็นศัตรูต่อหนทางที่เป็นความเจริญของสังคมนี้ อย่าทำ! อะไรที่ทำให้เกิดความแตกจากมิตร อย่าให้มันแตกเร็วนัก..อย่าเห็นแก่สั้น อะไรที่ทำให้มีการจองเวร อย่าไปทำอย่างนั้น..อย่าเห็นแก่ยาว แล้วเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร อย่าอาฆาตพยาบาท อย่าจองเวรซึ่งกันและกัน ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย รายการธรรมะสว่างใจ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://youtu.be/_zntTUkCBS0

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตอน #สามัคคีกัน #อย่าเห็นแก่สั้น #อย่าเห็นแก่ยาว พระอาจารย์ได้ให้โอวาทธรรม “…. ถ้าสมมติว่า อาตมาเป็นศัตรูของประเทศไทยอยู่เนี่ยนะ ตอนนี้กำลังยิ้มกริ่ม !! เพราะประเทศไทยกำลังแตกสามัคคี ถ้าต้องการผลประโยชน์อะไรกับประเทศไทยเนี่ย อาตมาจะเข้ามาแทรกได้สบายเลย” คลิปบรรยายนี้ ท่านเตือนให้ตระหนักถึงความสามัคคี ให้มีเมตตาต่อกัน อย่าให้ศัตรูมายุแยง ยั่วยวน ให้เราคิดร้าย พูดร้าย ทำร้าย ฝ่ายเดียวกันเอง อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร เราเองเหมือนกันนะ เรา ต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน เราต่างก็เป็นผู้ร่วมโลกด้วยกัน ปรารถนาสุข รังเกียจทุกข์ ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองของสังคม เพราะฉะนั้น อะไรที่เราทำแล้ว มันเป็นศัตรูต่อหนทางที่เป็นความเจริญของสังคมนี้..อย่าทำ!! รับฟังคลิปโอวาทธรรม ได้ที่ลิงค์ https://youtu.be/_zntTUkCBS0 รายการธรรมะสว่างใจ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ 20201028 สามัคคีกัน อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be20201028 สามัคคีกัน อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ในรายการ ธรรมสว่างใจ สอนให้ มีสติ ร…..

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ระวัง! #วงจรปิด นักปฏิบัติจะเห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจน คือตอนที่มันมีกิเลส จิตที่มีกิเลสเกิดขึ้นมา แล้วรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ความโกรธ เกิดขึ้นมา แล้วรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ความเผลอ เกิดขึ้นมา แล้วรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง แต่ส่วนใหญ่ยุคนี้นะ! จะเห็นจิตที่โกรธ เห็นจิตที่โกรธ แล้วก็ได้ของดี คือได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ นั้นอย่าไปหวังเพียงแค่กลางทาง ไม่งั้นเราจะถูกทิ้งไว้กลางทาง แล้วคนที่ทิ้ง ไม่ใช่ใคร! เราเอง เราทิ้งตัวเองไว้กลางทาง ไม่มีใครปล่อยเราไว้ตรงนั้นเลย เราหวังไว้กลางทางเอง พอถึงกลางทางก็ลง มันไม่นั่งต่อ เพราะเราคิดว่าถึงแล้ว เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้เพีงแค่กลางทาง นั้นอย่าตั้งเป้าหมายทิ้งตัวเองไว้กลางทาง ดังนั้นในระหว่างที่ปฏิบัติก็อย่าเพียงแค่ภาวนากันอย่างเดียว เรายังอยู่ในสังคม ยังอยู่กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ต้องมีความศิวิไลซ์อย่างที่นักมานุษยวิทยา (คนนั้น) ได้กล่าวไว้ ก็คือว่า..ต้องมีความเอื้อเฟื้อกัน มีน้ำใจซึ่งกันและกัน มีการให้ทาน มีการรักษาศีล ระวัง! ว่าจะไม่ไปแสดงออกทางกาย ไปเบียดเบียนกัน ไม่แสดงออกทางวาจา ไปเบียดเบียนกัน แล้วก็ให้ระวัง! ไว้อย่างหนึ่งว่า.. เดี๋ยวนี้มันมีกล้องวงจรปิด มันมีมือถือถ่ายคลิปกัน แต่ละคน ๆ จะมีมือถือถ่ายคลิป อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้! เราต้องมี “หิริ” มีความละอายต่อบาป มีความเกรงกลัวต่อบาป แม้ไม่มีกล้อง(วงจรปิด) ไม่มีอะไร เราก็ละอายใจ ละอายแก่ใจตัวเอง ไม่มีใครรู้..เราก็รู้ แล้วเราก็เป็นคน ๆ หนึ่งที่รู้ ดังนั้นที่บอกว่าไม่มีใครรู้..ไม่มี! อย่างน้อย ๆ ก็มีเรานี่แหละรู้ ให้ทำดี เอื้อเฟื้อกัน มีน้ำใจต่อกัน ถ้าพูดให้เป็นภาษาวิชาการหน่อยก็คือ.. “มีการให้ทาน มีการรักษาศีล ไม่ใช่เอาแต่การภาวนาอย่างเดียว” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ภาวนาแบบศิวิไลซ์” ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/3marPnN (นาทีที่ 37.05-39.36)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คราวใกล้ตาย #ยอมรับความจริง ?? #ถาม : คนเราก่อนจะตาย กำหนดสติอย่างไร? จะให้กำหนดลมหายใจ หรือกำหนดทุกขเวทนา? #ตอบ : มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะตายในสภาพแบบไหน? สมมติว่าถูกเสียบท่อช่วยหายใจอยู่..จะกำหนดดูลมหายใจ ก็ไม่แน่ใจว่าจะดูได้หรือเปล่า? หรือว่าอยู่ในโรงพยาบาลที่เขาต่อท่อ ต่อโน่น ต่อนี่ เสียบโน่น เสียบนี่ เราจะดูลมหายใจไหวรึเปล่า? ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เคยอยู่ในสภาพนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่า ใช้วิธี “รู้สึกตัว” รู้สึกตัว คือเห็นกายอยู่ในสภาพแบบไหน ก็มีกายอยู่ในสภาพนั้น กายที่ว่านั้นเป็นเพียงก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง ถ้าจะใช้บริกรรม “พุทโธ” ก็ได้ หรือจะดูลมหายใจก็ได้ แต่ถ้ามันเริ่มดูยากนะ ก็อาศัยกายเนี่ยเป็นที่ตั้งไปเลย ถ้าจะให้มันมีคำบริกรรมขึ้นมาก็ช่วยได้ เช่น คำว่า พุทโธ.. พุทโธ.. พุทโธ.. ถ้าจิตมันเผลอคิดไป พุทโธก็จะหาย จริง ๆ ตัวหลักก็คือ มาดูจิต ทีนี้ถ้าก่อนจะตายมีความหวั่นใจ คนใกล้ตายจะมีความหวั่นใจประเภทที่ว่า ไม่แน่ใจว่าตายแล้วจะไปไหน? ส่วนใหญ่ที่กลัวเนี่ย คือ “กลัวตาย” ที่กลัวตาย เพราะ “ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน?” ถ้ามันจวนตัวและใกล้ตาย แล้วเกิดความหวั่นใจขึ้นมา ให้ “ระลึกถึงพระรัตนตรัย” ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ซึ่งสามารถทำให้ผู้ระลึกนั้นไปสู่สุคติได้ ระลึกถึงพระธรรม ก็หมายความว่า นอกจากจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ระลึกด้วยว่า พระองค์สอนอะไร? ท่านสอนให้ “มีสติ” ตอนกลัว..ขาดสติ ตอนกังวล..ขาดสติ เช่นกังวลว่า “ถ้าตายไปตอนนี้ คนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไรหนอ?” “เขาจะทะเลาะเรื่องมรดกเราไหม?” คิดอย่างนี้ คือกังวล กังวลเป็นส่วนหนึ่งของโทสะ ถ้ามีโทสะ ตายไป ก็ไปอบาย แล้วก็น่าจะอยู่ในกลุ่มสมาชิกของสัตว์นรก เพราะฉะนั้นให้รู้ทันว่า เมื่อกี้นี้เกิดความกังวลเกิดขึ้นมา รู้ทัน-ได้สติ ที่ได้สติ ก็เพราะอาศัยว่าเมื่อกี้นี้มีกิเลสเกิดขึ้น มีโทสะ มีกังวล มีความกลัว พวกนี้กลุ่มโทสะทั้งนั้นเลย รู้ทันว่ามีความกลัวก็ได้ มีความกังวลก็ได้ หรือรู้รวดไปเลยว่าเมื่อกี้มันมีโทสะเกิดขึ้นมา โทสะเกิดขึ้น ถ้าตายตอนที่มีโทสะ..นรกก็เป็นที่ไป แต่ถ้าโทสะเกิด แล้ว “รู้” “ตายตอนรู้-ไปสวรรค์” ถ้าตอนมีโทสะแล้วรู้ แล้วเห็นเลยว่า .. โทสะเกิดดับเปลี่ยนแปลง ..ไม่เที่ยง ไอ้ตัวรู้ที่เราดูไป ดูมา .. เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ ทั้งโทสะ และตัวรู้ “ไม่ใช่เรา” ตอนนี้ “ได้มรรคผล-ก่อนตาย” เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวล! คำว่า “อย่าไปกังวล” เนี่ย เป็นคำพูดแบบปลอบใจนะ จริงๆ บางทีก็กังวลอยู่นะ กังวลแล้ว “รู้” .. กังวลแล้ว “รู้” อย่าปล่อยให้กังวลนาน ถ้ากังวลนานเนี่ยเสี่ยงมากตรงที่ว่า .. อาจจะตายตอนกังวล ถ้าตายตอนกังวล..นรกก็เป็นที่ไป เพราะฉะนั้น ให้ “รู้” บ่อย ๆ กังวลบ่อย ก็ให้ “รู้” บ่อย กังวลบ่อยดีกว่ากังวลนาน..กังวลแล้วรู้ กังวลแล้วรู้ ถ้ามันกังวลบ่อย ๆ แล้วชักหวั่นใจ ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ระลึกถึงพระพุทธ.. นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก นึกถึงพระองค์แล้วใจเราก็เป็นกุศล ระลึกถึงพระธรรม ก็คือคำสั่งสอน ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรให้สัตว์โลกทั้งหลายพ้นทุกข์ เราจะนำเอาคำสอนนั้นมาปฏิบัติตอนนี้เลย ! ระลึกถึงพระสงฆ์ คือครูบาอาจารย์ของเรา ที่เราศรัทธาว่าท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศรัทธายิ่งไปกว่านั้น คือถ้าสามารถได้เจอครูบาอาจารย์ ที่เราเชื่อว่าท่านบรรลุมรรคผล ..อันนี้ยิ่งดี มันจะเป็นการเติมกำลังใจ รำลึกถึงท่านแล้วก็จะเกิดบุญกุศลขึ้นมา มีปีติ มีศรัทธาขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองมีที่พึ่งทันทีเลย บางคนจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าเนี่ย ก็อาจจะรู้สึกว่าห่างไกลเหลือเกิน เราเกิดมาตอนที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้วถึงสองพันกว่าปี นึกหน้าท่านก็ไม่ออก หน้าจะเหมือนหลวงพ่อโตรึเปล่าหนอ? นึกถึงพระพุทธเจ้า อาจจะยังไม่ชำนาญ นึกถึงพระธรรม บางทีพอจวนตัวขึ้นมาก็กางตำราไม่ทัน พระพุทธเจ้าสอนอะไร? สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร? แค่บทคำว่าสติปัฏฐาน ๔ ก็ยังนึกไม่ออกแล้ว อย่างนี้ก็ลำบาก นึกถึงหน้าครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงปู่ องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ที่เราศรัทธา แค่นี้..อุ่นใจแล้ว อันนี้คือมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ระลึกถึงพระสงฆ์แล้วสบายใจ อุ่นใจ ก็ระลึกถึงพระสงฆ์ไป บางทีก็เผลอแว๊บไปหวั่นใจอีก ก็ให้รู้ทัน แล้วก็นึกถึงหน้าพระสงฆ์นั้นต่อ มีพระสงฆ์เป็นกรรมฐานไปเลย ใช้ “สังฆานุสสติ” ไปเลยก็ได้ อย่างที่ถามมา มันก็แล้วแต่ว่า เราอยู่ในสภาวะแบบไหน? อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าอยู่ที่โรงพยาบาล จะยากตรงที่ว่า บางทีจะมีญาติเรามาเกาะเตียงคอยกวนใจ เพื่อตัดปัญหา เตรียมตัวไว้ก่อนเลย คือ ตกลงกับญาติ ๆ ของเราไว้ก่อนเลยว่า “ถ้าถึงขั้นนี้แล้วนะ ไม่ต้องมากวนแล้วนะ” “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน ถึงขั้นป่วยหนัก ๆ เนี่ย ขอให้ไปแบบธรรมชาติ” ตกลงกันไว้ก่อนเลย เพื่อจะได้ไม่มาทรมานตอนที่ใกล้ตาย อยากจะบอก “เอาออกทีเถอะ” ก็บอกไม่ได้ เพราะว่าเขาเสียบท่อคาปากไว้แล้วเนี่ย ..พูดไม่ได้ ควรตกลงกันไว้ก่อน สภาพก่อนตายของเราจะได้ไม่เป็นปัญหากับเรา เวลาที่ใกล้ตายขึ้นมาจะได้ไม่ทรมานนาน ร่างกายตอนที่จะไปแบบธรรมชาติเนี่ย ธรรมชาติมันจะช่วยไม่ให้ทรมานนาน ถ้าเราไม่มีวิบากอะไรมากมาย ก็จะทรมานหรือมีเวทนานิดหน่อยเท่านั้นเอง ตอนร่างกายจะใกล้แตกดับเนี่ยนะ สภาพร่างกายดูอาจจะเหมือนทรมานมาก แต่ความรับรู้ทางกายมันจะตัดไปแล้ว กลายเป็นจิตเด่นขึ้นมา จิตจะตัดความรับรู้ทางร่างกายไป กลายเป็นที่จิตเด่น เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์จึงเน้นให้เรา “ฝึกดูจิต” เพราะในคราวใกล้ตาย แรก ๆ อาจจะดูเจ็บปวดทรมาน แต่พอใกล้ตายจริง ๆ ความรับรู้มันจะมารวมกันอยู่ที่จิต ถ้าจิตขณะนั้นไม่ได้ฝึกมาเลย ก็จะงง ไม่รู้จะไปไหน จะเคว้งคว้าง ถ้าเราฝึกดูจิตมาก็จะรู้สึกว่า “อ้า! สบายแล้ว ตอนนี้ร่างกายเราไม่รับรู้อะไรเลย” เราไม่รับรู้อะไรที่ร่างกายเลย กลายเป็นมีเรื่องจิตเด่นขึ้นมา เราก็ทำกรรมฐานของเราเลยตอนนั้น เราจะระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือระลึกถึงพระธรรม หรือระลึกถึงพระสงฆ์ ทำได้ตอนนั้นเลย หรือจะพิจารณาเห็นว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ก็เห็นได้เลย ถ้าดูจิต ก็เห็นเลยว่า จิตนี่ก็บังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ระลึกถึงพระสงฆ์ เดี๋ยวก็ลืม จิตนี่ก็บังคับไม่ได้ เห็นว่า “จิตนี้ไม่ใช่เรา” ไปเลยก็ได้ ในขณะนั้น เป็นโอกาสที่เราจะเห็นความจริงของจิต ตอนนี้ร่างกายกำลังแสดงความจริงแล้วว่าบังคับไม่ได้ จะตายอยู่แล้วจะบังคับให้มันฟื้นเป็นปกติขึ้นมาก็ไม่ได้ จิตใจก็เช่นเดียวกัน จะให้อยู่ตรงนี้นิ่ง ๆ นาน ๆ ก็ไม่นิ่งตามที่ปรารถนา อยากให้คิดเป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลา มันก็แว๊บไปเป็นอกุศลบ้าง เห็นมันเลยว่ามันไม่ได้ดั่งใจปรารถนา เห็นเลยว่ามันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันไม่ได้ดั่งใจปรารถนา แสดงว่ามัน “เป็นอนัตตา” เห็นไปเลยว่า จิตกำลังแสดงความจริง ตัวคีย์ (key) สำคัญ คือ “ยอมรับความจริง” ยอมรับว่ากายก็กำลังจะตาย จิตนี้ก็เป็นไปตามอย่างนี้ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยของมัน ยอมรับได้ ใจก็สบาย ใจสบายแล้วบางทีก็จะมีปัญญาบรรลุธรรมในขณะนั้นเลย ว่า “กายก็ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เรา” อาศัยความจริงที่กำลังเกิดขึ้น เรียนรู้ความเข้าใจอันนี้ไปเลยเป็นดีที่สุด พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/849109402543776 (นาทีที่ 1.41.15-1.50.50)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ???? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เสร็จกิเลส ถ้าใครทำ “อารัมมณูปนิชฌาน” แบบเพ่งอารมณ์ บางคนอาจจะเพ่งที่ท้อง บางคนอาจะเพ่งคำบริกรรมคำเดียว..อย่างนี้นะ! ถ้าทำแบบอารมณ์เดียว แบบเพ่งเอาไว้ แล้วไม่ก้าวหน้า ลองใช้วิธีนี้ คือ “เห็นกายหายใจ ไม่เพ่งลม” โดยตั้งใจไว้ว่า “ไม่ใช่จะขังจิต ให้อยู่กับกาย” แต่จะอาศัยกายนี้ เรียนรู้การทำงานของจิต ดังนั้น จิตจะดี หรือไม่ดี ก็จะ “รู้” ไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย ..นึกออกไหม? แต่ถ้าตั้งใจจะสงบ สงบจึงจะได้แต้ม ไม่สงบ จะผิดพลาด ไม่ได้แต้ม แต่ถ้าตั้งใจจะเรียนรู้.. สงบก็รู้..รู้อยู่ว่าจิตกำลังจะสงบ จิตไม่สงบ มันเผลอไป..ก็รู้ ก็เป็นสภาวะให้จิตรู้ จะดีหรือไม่ดี จะสงบหรือไม่สงบ จะนิ่งหรือไม่นิ่ง มันเป็นสภาวะให้เราได้รู้ทุก ๆ สภาวะ เพราะเราตั้งใจจะเรียนรู้การทำงานของจิต แต่ถ้าเราตั้งใจ (ทำกรรมฐาน) เพียงแค่สงบ..อันนี้นะ! อย่างนี้เสร็จ…เสร็จคือไม่เสร็จ !?!? งงไหม? ภาษาไทยมันแปลก ๆ นะ! “เสร็จ” นี่…คือเสร็จมัน เสร็จกิเลส “ไม่เสร็จ” ก็คือ งานของเราไม่เสร็จ งานที่ทำกรรมฐานเพื่อให้พ้นทุกข์เนี่ย.. ไม่เสร็จ แต่ไปเสร็จกิเลส เพราะทำตามอยาก คืออยากสงบ พอไม่สมอยาก..ก็เป็นทุกข์ แล้วก็ยิ่งเติมความอยากเข้าไป ก็ยิ่งไม่สมอยาก ภาวนา ก็เลย..เครียด, เพ่ง, เพลีย, หลับ เครียด, เพ่ง, เพลีย, หลับ ก่อนจะมาเข้าใจวิธีปฏิบัติ อาตมาก็วนอยู่อย่างนี้ เพ่ง, เครียด, หลับ เพ่ง, เครียด, หลับ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม “เรื่องธรรมดา” ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=p5Wr7FE6T_o&t=3282s (ระหว่างนาทีที่ 39:10-41:43)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สีกาอาสาขับรถให้พระ #นั่งรถสองต่อสอง #ลับหูลับตา #อาบัติปาจิตตีย์ ?? #ถาม : การที่มีสีกาอาสาขับรถไปรับไปส่งพระ โดยนั่งไปในรถเพียงสองคน สีกาขับ พระนั่งเบาะหลัง จะสมควรไหมเจ้าคะ? คือโยมถูกบอกมาว่าไม่ให้พระนั่งรถมากับสีกาสองต่อสอง ต้องมีอีกคนนั่งมาด้วย ในกรณีนี้ พระต้องปลงอาบัติมั้ยคะ? #ตอบ : ไม่สมควรนะ การพระภิกษุนั่งอยู่กับโยมผู้หญิงในห้องโดยสารรถยนต์คันเดียวกัน โดยที่ไม่มีผู้ชายที่รู้ความอยู่เป็นเพื่อน ก็ไปตรงกับสิกขาบทว่าด้วย “การนั่งในที่ลับหู ลับตากับหญิงสองต่อสอง” ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ “ ก็ สถานที่ไม่ใช่อาสนะที่กำบัง ไม่พอจะทำการได้ แต่เป็นสถานที่พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้ ก็ภิกษุใดนั่งบนอาสนะเช่นนั้น ในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง (หาก)อุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้ ได้เห็นภิกษุนั่งกับมาตุคามนั้นแล้วกล่าวโทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ภิกษุยอมรับการนั่ง พึงถูกปรับด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้นั้นกล่าวโทษด้วยอาบัติใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วย อาบัตินั้น อาบัตินี้ชื่อว่า “อนิยต” คำว่า “สถานที่ไม่ใช่อาสนะที่กำบัง” หมายถึง สถานที่เปิดเผย คือ ที่ไม่ได้ถูกกำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน ม่าน เป็นต้น อย่างใด อย่างหนึ่ง คำว่า “ไม่พอจะทำการได้” คือ ไม่อาจจะเสพเมถุนกันได้ คำว่า “แต่เป็นสถานที่พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบได้” คือ อาจพูดเกี้ยวหญิงนั้นด้วยคำชั่วหยาบได้ ที่ชื่อว่า “มาตุคาม” ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้เข้าใจถ้อยคำ คำว่า “สองต่อสอง” คือ มีเพียงภิกษุกับมาตุคาม ที่ชื่อว่า “ที่ลับ” มี ๒ ประเภท ได้แก่ ที่ลับตาและลับหู – ที่ลับตา หมายถึง สถานที่ซึ่งเมื่อบุคคลขยิบตา ยักคิ้ว หรือผงกศีรษะขึ้นใครๆ ก็ไม่สามารถเห็นได้ – ที่ลับหู หมายถึง ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถได้ยินถ้อยคำที่พูดกันตามปกติได้ คำว่า “นั่ง” หมายรวมถึง – เมื่อมาตุคามนั่ง ภิกษุนั่งใกล้หรือนอนใกล้ – เมื่อภิกษุนั่ง มาตุคามนั่งใกล้หรือนอนใกล้ – นั่งทั้งสองคน – นอนทั้งสองคน คำว่า “อุบาสิกาชื่อว่า มีวาจาเชื่อถือได้” คือ หญิงผู้บรรลุผล ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข้าใจ ศาสนาดี คำว่า “อนิยต” แปลว่า ไม่แน่นอน คือไม่แน่ว่าจะเป็นอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ใจความก็คือ ภิกษุนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง :- – อุบาสิกาผู้ที่เชื่อถือได้ มาเห็นเข้า แล้วกล่าวว่า ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส (เพราะพูดเกี้ยวหญิง หรือพูดล่อลวงหญิงให้มาบำเรอตนด้วยกาม) หรืออาบัติปาจิตตีย์ (เพราะนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง) ก็ปรับอาบัติภิกษุนั้นตามนั้น – หรือภิกษุนั้นรับสารภาพอย่างไรในอาบัติ ๒ อย่างนั้น ก็ปรับอาบัติตามนั้น แม้ว่าจะไม่มีอุบาสิกาหรือใครมาเห็น ไม่มีใครมากล่าวหา อย่างน้อยก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ว่า “ก็ ภิกษุใดนั่งในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์” แต่ถ้าระหว่างที่นั่งด้วยกันนั้น ภิกษุนั้นไปพูดเกี้ยวหญิงนั้น หรือพูดล่อให้บำเรอด้วยกาม อาบัติก็จะหนักขึ้น เป็นสังฆาทิเสส ซึ่งมีพระบัญญัติดังนี้ “ก็ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน พูดเกี้ยวมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบ พาดพิงเมถุน เหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว เป็นสังฆาทิเสส” “ก็ ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ด้วยคำที่พาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิง หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่น การบำเรอนี้ของหญิงนั้นเป็นการบำเรอชั้นยอด” เป็นสังฆาทิเสส” สรุปว่า อย่างน้อยก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์นะ ต้องปลงอาบัตินะ และมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าจะมีเพื่อนมานั่งด้วยเพื่อป้องกันความเป็นสองต่อสอง เพื่อนนั้นก็ต้องเป็นบุรุษผู้รู้ความด้วยนะ เป็นเด็กชายแบเบาะไม่ได้ เป็นชายต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาก็ไม่ได้นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตอบโจทย์เมื่อ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #วนอยู่แค่นี้ ครูบาอาจารย์เตือนว่า “ถ้าจะปฏิบัติ ต้องให้มีใจมุ่งมั่น” ความมุ่งมั่นนั้นคล้าย ๆ กับต้องมีเป้าหมาย เมื่อมีเป้าหมายแล้ว..ถ้าเป้าหมายนั้นต้องชัดเจน วิธีการปฏิบัติมันก็จะตามมา ท่านบอกว่า “ให้มาดูเหตุแห่งทุกข์” เพราะว่าตัวที่เราจะละจริง ๆ ไม่ใช่ละทุกข์ แต่ให้ละเหตุแห่งทุกข์ ส่วนใหญ่พอเราเห็นทุกข์ เราจะละทุกข์ ..คนทั่วไปนะ แต่การปฏิบัติ จริง ๆ ไม่ใช่การละที่ตัวทุกข์ ทุกข์นั้น..เรามีหน้าที่แค่ “รู้” ถ้าเทียบในอริยสัจ ๔ นะ! “ทุกข์” ควรรู้ “สมุทัย” ควรละ ตัวที่จะ “ละ” จริง ๆ คือตัว “สมุทัย” สมุทัยที่เราจะเห็นได้คือ “ตัณหา” ฉะนั้น เวลาปฏิบัติเนี่ย ถ้าจะเรียนกันจริง ๆ ก็ต้องฟังกันหลายรอบ แล้วก็มาประมวลเป็นความเข้าใจ แล้วที่เราพลาด จริง ๆ ก็คือไอ้ตัวนี้แหละ คือ เวลาทุกข์..อยากละ อยากจะละมัน “ทำยังไงฉันจะพ้นจากสภาวะนี้ไป?” อันนี้เหมือนจะเห็นทุกข์นะ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เห็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ต่างหาก มันเป็นทุกข์อยู่..แต่ไม่เห็น แล้วก็อยากละมันไป.. กำลังเป็นทุกข์ อยากจะละมันไป ในทางปฏิบัติจริง ๆ คือ “ผิด” ที่ถูกคือให้รู้ ว่านี่คือ “ทุกข์” พอแล้ว! ส่วนความอยากจะไม่ให้ทุกข์เนี่ย! ก็ต้องรู้ด้วย..แล้วละมันไป ก่อนจะละได้ จะต้องรู้จักมันด้วยนะ! แล้วก็ไม่ใช่รู้ธรรมดา แล้วปล่อยให้มันเล่นอยู่ในจิตใจของเรา เมื่อ “รู้” แล้ว ก็ไม่เอากับมัน.. ให้ละไป ไม่ให้มันมาเพ่นพาน รู้มันแล้วก็ไม่ต่อเรื่องกับมัน ไม่ต่อเรื่องแม้กระทั่งว่า “จะไม่อยากมีมัน” เพราะจริง ๆ แล้ว ที่ว่า “อยากที่จะไม่มีมัน” มันก็คือ “ตัณหา” อยู่ดี จัดอยู่ใน “วิภวตัณหา” ตัณหาทั่วไป คือ อยากมี อยากได้ ก็ยังเป็นอยากแบบลักษณะของ “กามตัณหา” ส่วนอยากไม่มี อยากไม่เป็น อยากไม่ได้ คือไอ้สิ่งที่ได้มาเราไม่ชอบ สิ่งที่เป็นอยู่เราไม่ชอบ ก็เลยไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไอ้ตัวนี้เรียกว่า “วิภวตัณหา” ส่วนอยากเป็น ไอ้ตัวอยากตัวนี้มีชื่ออีกคำว่า “ภวตัณหา” อยากจะเป็น พอเป็นแล้ว..ไม่เห็นสุขเลย! อยากจะพ้น.. ก็ยังอยากอยู่ดี ไอ้ตอนที่มันมีความอยากนี่แหละ จะเป็นขณะที่เราจะมาปฏิบัติได้ คือเห็นว่ามันเป็นแค่การทำงานของจิตอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ตัณหา” ถ้าไม่เห็นตัวนี้แล้วก็ไม่ได้ละมันไป มันก็จะสร้างทุกข์ให้ใจอยู่เสมอ แล้วพอทุกข์ขึ้นมา ก็พลอยไม่เห็นทุกข์ กลายเป็น “เป็นทุกข์” ไปอีก ..ก็เลยวนอยู่แค่นี้เอง ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากไฟล์เสียงธรรม “ใจโลเล” ๑๓ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://bit.ly/34wko3f (ระหว่างนาทีที่ 0.09-3.53)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เห็นครั้งเดียวไม่พอ #เห็นจนจิตยอม #ดูตามที่มันเป็น ?? #ถาม : ตอนนี้ผมเห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง เห็นจิตทำงานได้เอง เดี๋ยวจิตก็หลง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เห็นตัวเองตลอดครับ ผมขอคำแนะนำจากพระอาจารย์เพิ่มเติมครับ #ตอบ : เห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง .. เห็นจิตทำงานได้เอง ..ก็ดีแล้ว แสดงว่าที่ทำมา ทำถูกทาง ให้ทำต่อ ทำจนกว่าจิตมันจะยอมศิโรราบ เห็นจิตทำงานได้เองเนี่ย มันกำลังแสดงอนัตตาให้ดูแล้ว อย่างที่บอกว่า “เห็นไตรลักษณ์ครั้งเดียวไม่พอ” สองครั้งก็ไม่พอ เพราะจิตมันสะสม “อวิชชา” ไว้เยอะ มี “อนุสัย” หนาแน่น เหนียวหนึบ เหนอะหนะ เพราะฉะนั้น การเห็นอย่างนี้ก็มาถูกทางแล้ว แต่ต้องทำอีก ทำจนจิตมันยอม ทีนี้เวลาดู แรก ๆ เราอาจจะมีการ “คิดนำ” คือเรียกว่าฟังครูบาอาจารย์มาเยอะ อาจจะมีการคิดนำ ต่อไปนี้ไม่ต้องคิดนำ.. ให้ “ดูตามที่มันเป็น” การคิดนำเนี่ย ยังเป็นลักษณะของ “ปัญญาที่ยังไม่ใช่วิปัสสนา” วิปัสสนาจริงๆ ต้องให้มันแสดงความจริง! เหมือนอย่างที่โยมเขียนมาบอกว่า “เห็นขันธ์ ๕ ทำงานได้เอง” ถ้าเห็นอย่างที่ไม่ได้คิดนำ ก็ให้ดูอีก ให้ดูต่อไป “สมาธิ” ก็ยังควรทำอยู่ สมาธิ ทำทั้ง ๒ แบบ ทั้ง “อารัมมณูปนิชฌาน” และ “ลักขณูปนิชฌาน” อารัมมณูปนิชฌาน คือ การเพ่งอารมณ์ ตามแบบสมถะ ก็ได้แก่ทำฌานสมาบัติ ลักขณูปนิชฌาน คือ การเพ่งพินิจลักษณะ ตามแบบวิปัสสนา ก็ได้แก่การพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ เรียกง่ายๆ ว่า จิตตั้งมั่น ก็ควรทำสมาธิทั้ง ๒ แบบ “ศีล” ก็รักษาไว้ให้ดี มีบุญกุศลอะไรอื่น ๆ นอกจากนี้ ถ้ามีโอกาสทำ ก็ให้ทำ มีการให้ทาน การช่วยเหลือคนอื่น เป็นจิตอาสา อะไรก็แล้วแต่ มีโอกาสทำก็ทำ สิ่งเหล่านี้มันช่วยให้จิตชุ่มชื่น ไม่แห้งแล้ง ไม่กระด้าง ไม่ใช่เอาแต่การภาวนาอย่างเดียว บุญกุศลอื่นบางทีก็ช่วยเติมให้จิตมีกำลังมากพอที่จะทำวิปัสสนาให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น การงานอะไรที่ทำอยู่ก็ทำเต็มที่ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งควรทำ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ทำไปโดยไม่คิดว่างานนั้นเป็นเครื่องขัดขวางต่อการภาวนาของเรา ครูบาอาจารย์ท่านทำงานไปภาวนาไป แล้วได้ผล มีมากมายเลย ไม่ใช่เอาแต่ภาวนา ทำงานแล้วก็เรียนรู้จิตไป ทำงานแล้วเกิดกิเลสอะไรก็เรียนรู้ไป แล้วก็ภาวนาอย่างที่เคยทำไปให้ต่อเนื่อง และอย่าดูหมิ่นบุญแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็คอยสังเกตจิตที่มันทำงาน..แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย จิตมันขยับนิดนึงก็ให้รู้ มันเริ่มจะเป็นกิเลสแม้เล็กน้อยก็ให้รู้ รู้ให้เร็ว รู้ให้ไว ๆ แต่อย่าไปอยากให้ดี มีข้อควรระวังมากมายเลย ก็คือ บางทีมันก็เผลอเพลินไปกลายเป็น..กามสุขัลลิกานุโยค ประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย บางทีก็อยากให้ดี กลายเป็นเพ่งเกินไปบังคับเกินไปก็เป็น..อัตตกิลมถานุโยค ประกอบความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ตนเปล่าๆ ระวังสองทางที่ผิด รู้ที่ผิด มันจะได้ทางที่เป็นกลาง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/3450693194951549 (นาทีที่ 1.52.22-1.56.27)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เริ่มปฏิบัติจนถึงนิพพาน ?? #ถาม : ขอให้สรุปวิธีการปฏิบัติจากเริ่มต้นจนเข้าถึงนิพพาน แบบง่าย ๆ #ตอบ : มันไม่ง่ายนะสิ! แต่ถ้าให้สรุปนะ มันสรุปลงในประโยคสั้น ๆ ที่ครูบาอาจารย์ได้สอนมา ก็คือ “มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” การมีสติ รู้กาย รู้ใจ ก็คือ เรียนรู้ในสิ่งที่เรายึดมั่นว่าเป็นเรา กาย-ใจ จริง ๆ แล้ว ตอนที่เราอยู่กับโลกปัจจุบันทั่ว ๆ ไปเนี่ย เราไม่เห็นเป็นกาย เป็นใจ หรอก ส่องกระจกนะ.. “กฤช.. พระกฤช!” ไปไหนเจอใครก็ทักชื่อคนนั้น ไม่ค่อยได้มองว่า เป็นกาย เป็นใจ เพราะฉะนั้น เวลาระลึกถึงการที่จะมาปฏิบัติธรรม ถ้าจะมุ่งที่จะ เข้าถึงมรรคผลนิพพาน อย่างง่าย ๆ ก็คือ เตือนตัวเอง! ให้มาระลึกถึง “กาย” หรือระลึกถึง “ใจ” บ้าง เห็น “กาย” เป็น “กาย” จริง ๆ นะ ไม่ใช่เป็นฉัน ไม่ใช่เป็นเรา และไม่ใช่กู “เห็นเป็นกาย” เช่น ยกมาเนี่ย คือเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง ไม่เรียกว่า “มือ” ไม่เรียกว่า “มือฉัน” ด้วย เป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง เวลาแปรงฟันเนี่ย รู้สึกว่ามันเหมือนมีความเคลื่อนไหวของก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง เรียกเป็นภาษาว่า “กาย” แต่ความรู้สึกตอนนั้นจะไม่มีคำพูด จะมีความรู้สึกว่ามันเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่ง บรรยายทีหลังก็คือ เป็น “กาย” บ้าง เป็น “รูปธรรม” บ้าง บางทีก็เวลา “เห็นใจ” เนี่ย ไม่ใช่ว่าเห็นใจในความหมายที่ว่า “เห็นใจเธอเหลือเกิน” ไม่ใช่นะ! เห็นใจ คือเห็น “ใจ” ตนเอง เห็นจิตมันทำงาน เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นกับจิต ต้องเห็นถึงสภาวะส่วนที่เป็นนามธรรมแท้ ๆ เห็นใจ คือเห็น “ใจ” จริง ๆ เห็นจิต คือเห็น “จิต” จริง ๆ หรือเห็นสิ่งที่เกิด-ดับปนเปื้อนอยู่ในจิต จิตปกติจะผ่องใส แต่พอมีกิเลสจรมา จิตก็ไม่ผ่องใส เวลาเห็นกิเลส กิเลสก็จะเกิด-ดับให้ดู เพราะฉะนั้น เวลาเห็นกาย เห็นใจเนี่ย ต้องเห็นตามที่มันเป็น อย่าไปปรุงแต่ง อย่าไปดักดู อย่าไปปั้นให้มันเป็นไปตามอยาก มันเป็นอย่างไร รู้ไปอย่างนั้น จิตโกรธ รู้ว่า..โกรธ จิตเผลอ รู้ว่า..เผลอ รู้ไปตามจริง แล้วมันจะแสดงความจริงอีกระดับหนึ่งคือ – มันไม่เที่ยง เกิดดับเปลี่ยนแปลง และ – การเกิดดับเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย หมายถึงว่า เห็นจิต ก็เห็นความเป็นจริงในแง่ที่ว่า มันมีอยู่จริง ๆ แล้วจิตก็แสดงความจริงในแง่ของ “ไตรลักษณ์” ด้วย เวลาดูจิต ไม่ใช่ดูเห็นครั้งเดียวแล้วก็จะบรรลุธรรมเลย ต้องดูแล้ว ดูอีก ดูซ้ำ ดูซาก ดูไปเรื่อย ๆ จนใจมันยอม ตอนใจมันยอมเนี่ยนะ มันจะ “ดูด้วยความเป็นกลาง” ส่วนคำว่า “จิตตั้งมั่น” ทำให้เห็นสภาวะได้ชัดเจนว่า มีสิ่งหนึ่งถูกรู้ มีสิ่งหนึ่งเป็นผู้รู้ ตอนจะได้มรรคผลจริง ๆ เนี่ย มันจะดูสภาวะด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่เองเอียงไปในทางที่พอใจหรือไม่พอใจ ไม่เข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เป็นไปตามอยาก เพราะแทรกแซงทีไร..ไม่ได้ผล เวลามีสุขขึ้นมา อยากให้สุขนาน ๆ มันไม่สุขตามปรารถนา เวลามีทุกข์ขึ้นมา อยากให้ทุกข์ดับไปเร็ว ๆ ทุกข์มันก็ไม่ดับไปตามปรารถนา มีโกรธเกิดขึ้นมา อยากไม่โกรธ มันก็ไม่เป็นไปตามปรารถนา ลองมาหมดแล้ว คือแทรกแซงมาเรียบร้อยทุกอย่าง ลองมาทุกครั้งแล้ว ไม่เป็นไปตามปรารถนา จนมันยอมที่จะดูเฉย ๆ ตอนดูเฉย ๆ ไม่แทรกแซงเนี่ย มันจะแสดงความเป็นจริงขึ้นมา ตอนมีความจริงปรากฏขึ้นมา แล้วใจเป็นผู้รู้อยู่เฉย ๆ เนี่ยนะ จะเป็นอาการที่หลวงปู่สังวาลเรียกว่า “รู้เฉย รู้เฉย” คือดูอยู่เฉย ๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง มันจะเข้าใจปรากฏการณ์นั้น พอเข้าใจปรากฏการณ์นั้น มันคือเข้าใจขันธ์ ๕ พร้อมกันไปหมดเลย ถ้าถึงขั้นเห็นอนัตตาของจิต ก็เรียกว่า “เข้าถึงมรรคผล” ดูไปเรื่อย ๆ ถ้าขั้นแรกได้แค่โสดาบัน ก็ดูต่อไปอีก จนได้เป็นพระสกิทาคาฯ, พระอนาคาฯ จนสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ ทำประโยคนี้ให้ชัดขึ้นมา ให้ปรากฏขึ้นมาในใจให้ได้ คือ ประโยคที่ว่า “มีสติ รู้กาย-รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2967659003340538 (นาทีที่ 1.44.50-1.49.26)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำใจให้เบิกบาน จะมีกระบวนธรรมอยู่กระบวนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสบ่อย ๆ นั่นคือ ปราโมทย์, ปีติ, ปัสสัทธิ, สุข, สมาธิ คือเป็นกระบวนธรรม ที่ว่าโดยละเอียด จะมี ๕ อย่างไล่ลำดับกันมา ส่งผลต่อกันจนถึงสมาธิ ใจที่เป็น “ปราโมทย์” คือมีใจเบิกบาน “ปีติ” ก็คือมีความอิ่มใจ บางทีอาจจะเป็นซาบซ่าน ซาบซ่านไม่จำเป็นเท่าไหร่ จริง ๆ คืออิ่มใจ ปีติบางอย่างเป็นซาบซ่านเนี่ยนะ! ให้ซาบซ่านมันเหนื่อย ต้องมี “ปัสสัทธิ” คือเป็นความสงบ ระงับในความซาบซ่านของปีติ สงบระงับลงไป เขาเรียกว่าเป็นความผ่อนคลาย ปัสสัทธิ แปลง่าย ๆ ว่า ผ่อนคลาย แล้วจึงมี “สุข” พอมีสุขแล้วเนี่ย จิตมันจะอยู่กับอารมณ์นั้นได้นาน ๆ ก็เป็น “สมาธิ” ดังนั้น เวลาเรารับรู้อยู่กับโลกนี่นะ! หัดทำใจให้เบิกบาน อย่าไปเครียด ยุคนี้ เป็นยุคที่คนเครียดง่าย พอเครียดแล้วไม่รู้สึกตัวเนี่ยนะ ก็จะแสดงออกไปทางวาจา ออกไปทางวาจาแบบตรง ๆ บ้าง ออกไปแบบกด ๆ จิ้ม ๆ บ้าง (สื่อโซเซียล) ก็เป็นคำร้าย ๆ บางทีแสดงออกไป คนรับไม่ได้ ก็ทัวร์ลง! ทัวร์ลง! (ทัวร์ลง แปลว่า โดนรุมด่า โดนถล่มในโลกโซเซียล) นึกถึงทัวร์ลง!..ก็เตือนให้ระวัง ถ้าใช้สื่อ โดยเฉพาะสื่อที่เขารับรู้กันเยอะๆ เนี่ย ถ้าเป็นคำพูดดีๆ ก็ดีไป ถ้าเป็นคำพูดที่ไม่ดี เขาไม่ชอบใจ เขาก็จะมารุมประณามเรา ไอ้ตอนรุมประณามเนี่ย วิบากเกิดแล้ว เราก็รับผลที่เกิดจากวาจาที่ไม่ดี อย่างนี้ ต้องปรับทัศนคติของเราใหม่ เวลาจะอยู่กับโลกเนี่ย มองโลกด้วยใจเบิกบานบ้าง หรือถ้าเบิกบานไม่ได้ ก็ให้รู้ทันใจที่มันขัด..ขัดใจ มีความโกรธ มีความเกลียดอะไรขึ้นมา.. ให้รู้ทันตรงนี้ อย่าไปแสดงออก ทั้ง ๆ ที่ยังมีกิเลสตัวนี้อยู่ เพราะมันจะพลาด แสดงว่า..ขาดสติ! ขาดสติในการมีกายกรรม วจีกรรม เพราะว่ามีมโนกรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นมาแล้วไม่ทันเห็นมัน ก็คือ ขาดสติ ไม่มีสติรู้จิต..นั่นเอง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ที่บ้านจิตสบาย มาทำสมาธิกัน (630830) ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=30EzQ5-HRxo&t=4064s (ระหว่าง นาทีที่ 38:06-41:13)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #คำบริกรรม #เจริญสติปัฏฐาน๔ #จุดตั้งต้น #ถาม : ถ้าภาวนา “สัมมาอรหัง” จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ไหม? #ตอบ : ได้นะ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ “สัมมาอรหัง” เป็นเพียงคำบริกรรม ถ้าใจอยู่กับคำบริกรรมนี้ ก็เรียกว่าทำสมถกรรมฐานโดยมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็น​อารมณ์​ ถ้าใจอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นไปไหน เรียกว่าจิตสงบ ก็จะได้ “สมถกรรมฐาน” จิตมี“สัมมาอรหัง”เป็นอารมณ์ พอจิตอยู่กับอารมณ์นี้ไม่ดิ้นแส่ส่ายไปไหน เรียกว่ามีความสงบเกิดขึ้น เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันไม่สงบ..ก็ยังทำสติปัฏฐานได้ “สติปัฏฐาน” หมาย​ถึง​ข้อ​ปฏิบัติ​ที่​มี​สติ​เป็น​ประธาน​ เพื่อ​ให้​ปัญญา​รู้​เท่าทัน​ความ​เป็น​จริง ก็คือเมื่อมีคำว่า “สัมมาอรหัง” เป็นคำบริกรรม จิตมารู้อยู่กับคำบริกรรมอันนี้..แล้วเผลอไป ถ้าเห็นว่าจิตเผลอ ก็ได้ทำ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ”จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน” ก็คือมีสติรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต ตอนที่จิตเผลอก็คือจิตลืมคำบริกรรมนี้ไปแล้ว.. ไปรู้สิ่งอื่น ตอนที่รู้สิ่งอื่น เราก็รู้ตามมันไปอีกทีว่า เมื่อกี้เผลอแล้ว ทำไมถึงรู้ว่าเผลอ? ก็เมื่อกี้กำลังมี “สัมมาอรหัง” เป็นอารมณ์ แล้วตอนนี้ไปนึกถึงอย่างอื่น สมมติว่าเป็น “เกี๊ยวซ่า” ซึ่งไม่ใช่ “สัมมาอรหัง” เราจึงรู้ว่า เมื่อกี้นี้เราเผลอไป เราอาจจะนึกถึงอย่างอื่นก็ได้นะ สมมติ​ว่า​ทีนี้เรารู้ว่าเมื่อกี้เรานึกถึงเกี๊ยวซ่าแล้ว แปลว่าเผลอแล้ว ก็เพราะว่า​ก่อนหน้านี้เราตั้งกติกาไว้ว่าจะเอาใจอยู่กับ “สัมมาอรหัง” พอเห็นว่ามีอารมณ์อื่นที่ผิดไปจาก “สัมมาอรหัง” ก็เรียกว่า “เผลอ” ไม่ว่าจะเผลอถึงอะไร เรียกว่าเผลอทั้งหมดเลย เห็นเผลอปุ๊บ ก็​มีตัวรู้เกิดขึ้นมาแทน ความเผลอนั้นก็ดับ จิตก็เรียนรู้ความจริงอันนี้ไป ทีนี้พอเห็นความเผลอดับแล้ว อย่าให้ใจล่องลอยไปที่อื่น ให้มาที่คำบริกรรม ยกเอาคำบริกรรมมาเป็นอารมณ์ของจิตต่อ เพื่อจะเรียนรู้จิตอีกทีว่า ความเผลอเป็นอย่างไร? กระบวนการฝึกจึงสรุปลงเป็นคำสั้นๆ ว่า “จิตเผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้” ข้อสำคัญ ก็คือว่าคำว่า “สัมมาอรหัง” มันเป็นเพียงจุดตั้งต้น เหมือนกับคำบริกรรมอื่น จะใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” ก็ได้ “นะมะพะทะ” ก็ได้ หรือว่าจะใช้คำว่า “หนอ” ก็ได้ “ยุบหนอ พองหนอ” ก็ได้ หรือจะใช้คำว่า “นะเมติ นะเมติ นะเมติ” นี่ก็ได้ บางท่าน เช่น พระจุลปันถกะได้รับคำบริกรรม พร้อมกับรับพระราชทานผ้ามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้บริกรรมคำว่า “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” นี่ก็เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยมีคำบริกรรม คือ “ระโชหะระนัง ระชังหะระติ” พร้อมกับการเช็ดไป เหมือนกันตรงที่ คำบริกรรมมันเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” จุดที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำใดคำหนึ่ง หรือว่าต้องคำนั้นคำนี้จึงบรรลุ ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เราต้องการคือ “จิตเผลอไป แล้วรู้ทัน” ที่ว่า “รู้ทัน” เนี่ย มันจะเป็นการรู้ทันการทำงานของจิต รู้ทันความจริงของจิตว่าจิตมันเกิด-ดับ เมื่อกี้เกิดอยู่ที่คำบริกรรม แล้วมันดับไปแล้ว..มาเกิดใหม่ที่อื่น ไปนึกถึงเรื่องอื่น มันก็เกิดที่อื่น รู้ทันว่ามันเผลอไป ความเผลอก็ดับแล้วก็มาเรียนใหม่ ที่ว่า “เรียนใหม่” ก็คือกลับเข้าห้องเรียน กลับเข้าบ้าน หมายถึงมาเริ่มที่คำบริกรรมใหม่ เผลออีกก็รู้อีก ให้รู้ทัน รู้บ่อย ๆ ให้มันเข้าใจว่าจิตนี้ เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับไม่ได้ ก็เรียกว่าอาศัยคำบริกรรมเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเรียนรู้จิต ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “สัมมาอะระหัง” หรือคำไหนก็ได้ หลักการก็คือว่าใช้มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อทำสมถะ และต่อไปให้ถึงวิปัสสนา “วิปัสสนา” แปลว่า ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม คือจิตเริ่มฉลาด มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมด้วย สิ่งที่จะทำให้จิตฉลาดขึ้นมา คือ รู้ทันเมื่อจิตมันทำงาน ที่จิตมันเผลอไป บางทีมันไม่ได้เผลอข้างนอกนะ บางทีมันเผลอเพ่ง เช่นบริกรรมคำนี้อยู่ก็เพ่งในคำนี้ เพ่งแล้วจิตก็มีน้ำหนัก จิตแข็ง จิตทื่อ การบริกรรมจริงๆ มันต้องบริกรรมด้วยใจสบาย ๆ ที่เพ่งนั้นบางทีก็เป็นเพราะเมื่อเผลอไปแล้วก็รู้สึกว่า ‘ความเผลอไม่ดี’ ก็เลยไม่อยากเผลอ จึงตั้งใจเพ่งเข้าไปในคำบริกรรม เพื่อไม่ให้จิตเผลอ การเพ่ง ก็เป็นการกระทำอย่างหนึ่งของจิต ให้รู้ทันด้วยว่า ตอนนี้ทำการเพ่งเพราะมีตัณหา..อยากจะสงบ อยากจะสงบก็เลยเพ่งไป เมื่อรู้ทันตัณหา ตัณหาก็จะแสดงความจริงว่า มันเกิด-ดับเหมือนกัน ทีนี้เราก็รู้ทันว่า มันมีความเผลอ ๒ แบบ คือ ๑.​ เผลอเพลินออกไปข้างนอก กับ ๒. เผลอเพ่งไอ้จุดเริ่มต้นนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น “สัมมาอะระหัง” จะเป็น “พุทโธ” หรือจะเป็นลมหายใจ เป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกัน มันจะมี เผลอเพลินไปจากจุดเริ่มต้นนี้ หรือ เผลอเพ่งไปในจุดเริ่มต้นนี้ ก็แค่เห็นอาการกิริยาของจิต ที่มันแสดงออก ๒ แบบ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนพระปัญจวัคคีย์ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” พระองค์สอนพระปัญจวัคคีย์ว่า ที่สุด ๒ ทาง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขลิกานุโยค คือ เผลอเพลินไปในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ ไม่เป็นอริยะ ไม่มีประโยชน์ ทรมานตัวเองนั้น ถ้าสมัยก่อนนั้นมันชัดเจน คือนอนบนหนาม เปลือยกายบนหิมะ อย่างนั้นมันชัดเจน แต่บางทีนักปฏิบัติในปัจจุบันก็ทำอัตตกิลมถานุโยคโดยไม่รู้ตัว ก็คือเพ่งไว้ แล้วคิดว่ามันดี จริงๆ มันเครียดจะตายไป! มันเครียดเท่ากับเป็นทุกข์นะ! ใจเป็นทุกข์..แต่ไม่ทันสังเกต ให้รู้ทันตรงนี้ด้วยว่า นี่กำลังทำความเครียดให้เกิดขึ้นกับใจ ใจที่เหมาะสมคือ ใจที่เบา สบาย อ่อนโยน นุ่มนวล ควรแก่การงาน ไอ้จิตที่เพ่งเนี่ย มันแข็งเกินไป ต้องสังเกตจิตให้ดีว่า จิตขณะนี้มันพร้อมไหม? เป็นจิตที่ซื่อตรงต่ออารมณ์ไหม? ซื่อตรงต่อการรู้ คือมีการรู้แบบเบา ๆ นุ่มนวล-มุทุตา เบา-ลหุตา (ลหุตา คือเบา ๆ, มุทุ คือนุ่มนวล อ่อนโยน) มีความคล่องตัวในการทำงาน งานที่ว่านี้คืองานวิปัสสนา เพราะฉะนั้นมันต้องมีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวล เบา ๆ เบาก็ไม่ใช่เบาหวิว จนลอยปลิวหายไปนะ เบาก็คือรู้อารมณ์แบบเบา ๆ ถ้าเพ่งก็หนักเกิน หนักเกินก็รู้ทันว่า ‘ไอ้นี่มันหนักไปแล้ว’ หนักไปก็รู้ทัน ที่จะรู้ยากก็คือ “ตัวเพ่ง” เพราะจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังทำสมาธิ” บางทีเราก็ตีความคำว่า “ตั้งมั่น” ว่า ต้องเข้าไปเพ่ง อันนี้ก็ต้องระวัง สิ่งที่ควรระวังมี ๒ แบบ คือ เผลอเพลินไป กับเผลอเพ่ง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/759165894860740 (นาทีที่ 1.34.58-1.42.06)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำกรรมเพื่อพ้นกรรม ในการปฏิบัติจริงไม่ใช่ “ละ” ตัวทุกข์ ทุกข์นั้น”แค่รู้” ตัวที่ควรละจริง ๆ คือ “สมุทัย” ที่เราจะเห็นได้คือ “ตัณหา” ที่เราปฏิบัติพลาดกันจริง ๆ ก็คือตัวนี้ เวลาทุกข์ เราอยาก “ละ” เป็นทุกข์อยู่แต่ไม่เห็นแล้วก็อยากจะ “ละ” มันไป ในทางปฏิบัติจริงคือผิด ปฏิบัติจริงคือ ให้ “รู้” ว่านี่คือทุกข์ ส่วนตัณหาความอยากไม่ให้ทุกข์นี้..ต้องรู้ด้วย และ “ละ” มันไป ต้องรู้ด้วยว่า..อยากที่ไม่มีมัน เป็นตัณหา คือ วิภวตัณหา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็คือ “อยาก” ที่จะไม่มีไม่เป็น เรียกว่า “วิภวตัณหา” อยากเป็น เรียกว่า “ภวตัณหา” เวลาที่จะปฏิบัติธรรมก็ควรเลือกเอาช่วงเวลาของชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เรามี ใช้เวลาที่ดีที่สุดถวายพระพุทธเจ้า ใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไปจนพ้นโลก พอได้พระโสดาบันพระพุทธเจ้าจะเรียกบุคคลพวกนี้ว่าเป็น “ทิฏฐิสัมปันโน” แปลว่าผู้พร้อมด้วยทิฏฐิ เห็นกายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา จุดมุ่งหมายที่ต้องการให้มีต้องตั้งเป้าหมายว่า จะพัฒนาจิตใจให้พ้นโลกให้ได้(โลกุตรภูมิ) ต้องเห็นทุกข์เห็นโทษของโลกที่อยู่ในใจเรานี่เอง ใจเราเป็นโลก ๆ หนึ่ง ซึ่งแสดงทุกข์อยู่ มีทุกข์เกิดขึ้นที่ใจ เกิดขึ้นที่กาย ให้เห็นว่ามันเป็นเพียงวิบาก ส่วนที่เราจะไปแก้ไขไปละมันได้คือตัวกิเลส(เหตุแห่งทุกข์) ถ้ามีสติรู้ทันตัณหา..ตัณหาดับ ตอนรู้ทันเป็นการทำกรรมเรียกว่า “กรรมฐาน” เป็นการทำกรรมเพื่อพ้นกรรม ถ้ามีตัณหาแล้วทำกรรมตามตัณหา เป็นการทำกรรมเพื่อวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ มีความเผลอให้ดูเราได้ “สติ” ขึ้นมา มีความเคลื่อนของจิตให้ดูเราก็ได้ “จิตตั้งมั่น” ขึ้นมา หรือเผลอไป แล้วรู้ความเผลอด้วยใจเป็นกลางก็ได้ “จิตตั้งมั่น” เหมือนกัน ดูมันให้เห็นเป็นเพียงปรากฏการณ์เกิดขึ้น ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมจากกิจนิมนต์ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ