#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๑ #การเจริญสติกับโรคซึมเศร้า ?? #ถาม: การเจริญสติอยู่เป็นประจำ จะป้องกันโรคซึมเศร้าได้ใช่ไหม? และ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว..ถ้ามาฝึกการเจริญสติจะหายไหมครับ? #ตอบ: อันนี้ขออ้างงานวิจัยของฝรั่งสักหน่อย บางทีเดี๋ยวนี้คนเราชอบอ้างอิงฝรั่ง งานวิจัยของฝรั่งบอกว่า ๑.การเจริญสติ ป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้าได้ ๒.การเจริญสมาธิเป็นกิจวัตร ป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้าได้ ๓.คนเป็นโรคซึมเศร้าแล้วฆ่าตัวตาย เป็นเพราะร่างกายขาดสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันร่างกาย และสารเซโรโทนินนี้สามารถสร้างกลับคืนมาได้จากการสวดมนต์ หรือฟังคนอื่นสวดมนต์ด้วยจิตสงบเป็นสมาธิ ตั้งแต่ ๑๕ นาทีขึ้นไป เขาแยกเป็น ๒ ข้อนะ สติกับสมาธิเป็นคนละเรื่องกันนะ เจริญสติ..ก็สามารถช่วยได้ เจริญสมาธิ..ก็สามารถช่วยได้ วิธีที่ ๓ น่าสนใจมาก.. คือสวดมนต์ สวดมนต์อย่างน้อย ๑๕ นาที จะทำให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน ซึ่งคนที่คิดฆ่าตัวตายก็เพราะว่าขาดสารตัวนี้ ถ้าสวดมนต์ต่อเนื่อง ส่งเสียงออกมาต่อเนื่อง อย่างต่ำวันละ ๑๕ นาที ร่างกายจะผลิตสารตัวนี้ขึ้นมา..ทำให้คนนั้นมีความสุข แล้วก็ไม่คิดที่จะฆ่าตัวตาย ฉะนั้น แนวทางที่เรากำลังทำกันอยู่นี่แหละ เจริญสติ เจริญสมาธิ และสวดมนต์ เป็นหนทางที่จะทำให้เรามีความสุข มีสุขในการสร้างบุญ สร้างบารมี ได้เจริญภาวนา เห็นคุณค่าของชีวิต ไม่คิดฆ่าตัวตาย และไม่ซึมเศร้าด้วย เพราะเจริญสติเนี่ยนะ.. สติเป็นเครื่องรักษาจิตใช่ไหม? เรามีกิเลสขึ้นมา..รู้ทันกิเลส ก็เรียกว่ามีสติรักษาจิต ตัวซึมเศร้านี่..เป็นกิเลสตัวหนึ่งนะ พระพุทธเจ้าให้ดู..ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ไอ้หดหู่เนี่ย ก็คือ เป็นกลุ่มของความซึมเศร้า ความซึมเศร้า.. ขณะที่ซึมเศร้า..เป็นอกุศล รู้ว่าซึมเศร้า..ได้สติ เป็นกุศล ตอนรู้..ก็ไม่ซึมเศร้า มันเป็นเพียงแค่กิเลสตัวหนึ่ง..เอาไว้ให้สติรู้ เท่านั้นเอง แต่เนี่ย คนที่ไม่รู้วิธีปฏิบัติ ก็ยอมให้ความซึมเศร้านั้นครอบงำใจ เอาแต่คิดเรื่องเดิม ๆ ที่เคยซึมเศร้า มันก็ยิ่งซึมหนักเข้าไปอีก เพราะมันไม่มีสติเข้ามารู้สึกตัวเลย ที่นี้ลองใหม่ หาที่อยู่ให้ใจเอาไว้สักที่นึง พอจิตเริ่มซึมเศร้า..รู้ทัน ตอนเริ่มซึมเศร้า..มันคิดนะ คิดน้อยใจตัวเอง คิดว่า “ชีวิตนี้ไม่มีค่า เขาทิ้งฉันไปแล้ว ฉันไม่มีค่า” อะไรประมาณนี้นะ คนซึมเศร้าก็จะเห็นชีวิตเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะคนนั้นทำให้ฉันผิดหวัง คนนี้ทำให้ฉันผิดหวัง อย่างนี้นะ ไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้ผิดหวัง..ก็ซึมเศร้า จริง ๆ แล้ว แค่มีสติเห็นว่าเผลอคิด..ใช้ได้เลย! ถ้าเผลอคิด..ไม่เห็น เห็นว่า จิตมันซึมเศร้า..ก็ยังได้ อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นกับใจ ทั้งดีและไม่ดี..เป็นเหตุให้เกิดสติได้เสมอ ขอเพียง..รู้ เวลา “รู้“ เนี่ยนะ มีมีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า.. อย่าคิดว่า “จะรู้มัน..แล้วให้มันดับเร็ว ๆ“ ด้วย ไอ้ตัวอยากดับเร็ว ๆ เนี่ย..จะทำให้ซึมเศร้าหนักขึ้นก็ได้นะ คือ ฉันรู้กิเลสแล้ว..ทำไมมันไม่ดับ? จริง ๆ มันมีตัวโทสะซ้อนขึ้นมา เช่น มีความซึมเศร้าเกิดขึ้น คิดในเรื่องที่ทำให้เกิดความซึมเศร้านะ รู้ทันความซึมเศร้าแล้ว..ไม่ชอบความซึมเศร้าเมื่อกี้นี้ กลายเป็นว่า รู้ทันความซึมเศร้าแล้ว..ไม่ชอบความซึมเศร้าที่เห็นเมื่อกี้ มันมีโทสะขึ้นมาใหม่อีกตัวนึง และรู้สึกว่า.. “ฉันทำสติ หรือว่าฉันเจริญกรรมฐานไม่สำเร็จ” จริง ๆ แล้วคือพลาดไป ลืมรู้ลงปัจจุบันว่า ขณะนี้จริง ๆ แล้ว..คือ มันไม่ชอบใจ ไอ้สิ่งที่ถูกรู้เมื่อกี้นี้ ก็รู้ลงไปอีกทีในขณะปัจจุบันด้วย ว่าตอนนี้ใจมันไม่ชอบ คือมันไม่ใช่ว่า..จิตมีดวงเดียวนะ จิตมันเกิด-ดับ เกิด-ดับนะ ไอ้จิตที่รู้เมื่อกี้..ก็ดับไปแล้วนะ เกิดเป็นจิตที่มีความไม่พอใจ ไอ้จิตที่รู้เมื่อกี้นี้…ก็เป็นอีกขณะหนึ่ง ขณะปัจจุบันนี้มันไม่พอใจ ก็ให้รู้ลงในปัจจุบันนี้ไปด้วยเลยนะ! นี่เป็นเรื่องของการเจริญสตินะ ถ้ามีเวลาว่าง ๆ ก็ลองทำสมถะดูบ้าง ถ้ามันไม่คุ้นเคย ก็ลองทำสมถะในแง่ที่ว่า ไม่ต้องสงบนานก็ได้ สงบแป๊บนึงนะ! พอจิตมีกำลังแล้วก็มาเจริญสติ เช่น สงบแป๊บเดียวก็เผลอ.. ก็ให้รู้ทันความเผลอที่เกิดขึ้น เรียกว่า ทำสมถะ..เพื่อรู้จิตอีกที ทำสมถะไว้สักอย่างหนึ่ง ดูลมหายใจก็ได้.. เห็นกายเคลื่อนไหวก็ได้.. แล้วพอมันเผลอจากจุดนี้..ให้รู้ทันความเผลอที่เกิดขึ้น เห็นทันความเผลอ..ได้สติด้วย ทั้งสติและสมาธิ พอได้ฝึกร่วมกันเนี่ยนะ..มันเป็นเหตุให้ความซึมเศร้าลดน้อยลงไป แล้วถ้าจะให้ดี กรรมฐานอีกตัวนึงอย่างที่ฝรั่งเขารู้นี่..ก็คือ สวดมนต์ ลองหาเวลา ในวันหนึ่งเนี่ย จัดแจงเวลาสักหน่อย สัก ๑๕ นาทีเท่านั้นเอง ไม่มากหรอก แต่ขอให้เป็นบทสวดที่เราสวดได้ง่าย ถ้าไม่เคยสวดเลย ไม่รู้จะเอาบทไหนง่าย ๆ เนี่ยนะ เอาบทที่คนไทยคุ้นเคย สวดกันได้บ่อย ๆ ก็คือ “อิติปิ โสฯ” บท อิติปิ โสฯ เนี่ย เป็นพุทธพจน์ ซึ่งแสดงคุณของพระพุทธเจ้า “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ” สวดซ้ำ ๆ แต่ถ้าซ้ำมากแล้วเบื่อ..ก็เอาซ้ำเป็นชุด ๆ ไม่ต้องมาก เอาซ้ำซัก ๙ รอบ ก็พอ ก่อนจะสวด อิติปิ โสฯ ก็สวดนะโม ๓ จบ ก่อน ” นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” ..๓ จบ ตามด้วย อิติปิ โสฯ อีก ๙ จบ ถ้าสวดบทอื่นได้อีก เช่น ”สวากขาโตฯ” “สุปะฏิปันโนฯ” ก็สวดให้ครบเป็นพระรัตนตรัยเลยก็ได้ เป็นการสวดบูชาพระรัตนตรัย แต่ถ้าสวด “สวากขาโตฯ” หรือว่า “สุปะฏิปันโนฯ” ไม่ได้ ก็ อิติปิ โสฯ นี่ก็ได้ เอาบทเดียวซ้ำ ๙ ครั้ง แรก ๆ ถ้าไม่เคยสวด ก็ดูหนังสือไปก่อน เรียกว่า ดูหนังสือสวดไป สวด ๙ จบ ในวันเดียวก็น่าจะสวดได้แล้วล่ะ จำได้แล้ว พรุ่งนี้มาสวดอีก อาจจะลืมบ้าง..ก็ดูหนังสือต่อ ให้จำคล่องขึ้นใจ สวด ๙ จบ ไม่กี่วันหรอก ขึ้นใจแล้ว ตอนขึ้นใจเนี่ยนะ..มันเริ่มได้ผล เพราะสวดโดยไม่ต้องดูหนังสือ..มันจะได้ผลมากกว่าสวดดูหนังสือ ตอนสวดแบบดูหนังสือเนี่ย..จิตมันจะส่งออกไปหาหนังสือแล้ว มันจะไม่เห็นว่าจิตส่งออก แต่ถ้าสวดได้แล้วนะ..เอาจิตมาระลึกถึงบทสวด สวดไป ถ้าเผลอจากบทสวดนี้..จะรู้ทันก็ได้ว่า มันเผลอไป.. เห็นจิตเคลื่อนได้ด้วย ดังนั้นถ้าเราสวดโดยที่จำบทสวดนั้นขึ้นใจนะ..ใช้บทสวดนั้น สวดให้ซ้ำ ๆ ๑๕ นาที .. ลองดูจับเวลาดู บางที ๙ จบ อาจจะไม่ได้ ๑๕ นาที..ก็อาจจะ ๑๕ จบก็ได้ ไม่ยากนะ! ลองทำดู แล้วจะเห็นผล ยิ่งคนที่ซึม ๆ เศร้า ๆ เหงา ๆ หงอย ๆ เนี่ยนะ..เรามาทำสิ่งนี้ดู แล้วรู้สึกว่า.. “อ้าว! จริง ๆ แล้วฉันก็ทำได้นี่นา ฉันก็ภาวนาได้นี่นา” ตอนสวดมนต์นี่นะ บางทีลืมไปแล้วว่าโรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร? เพราะใจอยู่กับคุณของพระรัตนตรัย อยู่กับการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ยิ่งถ้าเข้าใจคำแปลของบทสวดนั้นด้วยนะ จะยิ่งลึกซึ้ง แล้วก็มีความแช่มชื่นใจในการสวดมนต์นั้นด้วย สวดไปด้วยความศรัทธา..ความเศร้าสร้อยนี่นะ ดับไปเลยในระหว่างสวดนั้น สวดเสร็จแล้ว ถ้าคิดถึงเรื่องที่ทำให้ซึมเศร้าขึ้นมา..มันจะมีสติรู้ทันได้ง่ายขึ้น เพราะมีขณะจิตดี ๆ ที่เรามีความสุข..จากการสวดมนต์แล้ว จิตปรุงแต่งดี ๆ มีสมาธิ..จากการสวดมนต์แล้ว หรือมีสติรู้ทันกาย รู้ทันใจ..ในขณะที่เราสวดมนต์แล้ว พอจิตเปลี่ยนแปลง จิตทำงานในแง่ร้าย ๆ ขึ้นมา..ก็จะมีสติรู้ทันได้ง่ายขึ้น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ 18 ธันวาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/9aFxtIfV5PQ (นาทีที่ 1:21:14 - 1:30:55) Shortlink: March 1, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม #นิสิตพบพระ (มศว.) โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ✍️✍️✍️ บรรยากาศราวกับห้องเลคเชอร์ เมื่อทุกคนกล่าว สวัสดีค่ะ/ครับพระอาจารย์ วิชาที่พระอาจารย์ต้องมาสอนนิสิตสาขาการตลาด อันเป็นวิชาชีพเทา ๆ ที่ต้องปรุงความโลภเพื่อการขาย ท่านจะสอนยังไงล่ะ? วิชาชีพนั้นจะให้ไม่มืดไม่มัว ….?? คลิปนี้พระอาจารย์ยังต้องตอบคำถามข้อสงสัยของเด็ก ๆ เปลี่ยนบรรยากาศรับฟังพระอาจารย์พบนิสิต มศว. ที่ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/3bezdtC ณ มศว.ประสานมิตร วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ Shortlink: March 1, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม เรื่อง #ชวนดูหมูกระดาษ โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? คนดีปลอม ๆ เป็นไง? มันก็มีราคะ โทสะ โมหะ แต่พยายามปกปิดความเลวนั้นไว้ แล้วก็ทาสีด้วย..เหมือนหมูกระดาษ คนที่กำลังสร้างภาพปลอมแปลง จะมีภาระอย่างหนึ่ง..มันหนักนะ! ??? คลิปนี้ พระอาจารย์เล่าเรื่อง.. การสร้างภาพหมูกระดาษของ ดช.กฤช จะเป็นไง?..เรามาคลิกรับฟังที่ลิงค์ https://bit.ly/39dSXvH ณ สุรัตนธรรมสถาน ๑๙ มกราคม ๒๕๖๓ Shortlink: March 1, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม #สอนน้องหัดปฏิบัติธรรม โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ?️?️ ที่ว่า “สงบจิต” ถ้าเข้าใจเพียงแค่ว่า.. ‘ไม่เป็นไรหรอก ทำความสงบให้เกิดได้พอแล้ว’ เอาความสงบเป็นเป้าหมายถือว่า..พลาด! เพราะว่าความสงบ ถ้าทำได้ถูกต้อง ก็ได้แค่กลางทาง ก็คือได้แค่ “จิตสิกขา” เท่านั้นเอง ยังไม่ถึงปลายทางคือ “ปัญญาสิกขา” พระอาจารย์สอนน้องหัดปฏิบัติธรรม ด้วยการจูงน้องให้มาเข้าใจจุดเป้าหมายของการปฏิบัติ รับฟังที่ลิงค์ https://bit.ly/2v40cYu บรรยายธรรมกลุ่ม ๒๖๗ นกน้อยสงบจิต ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ Shortlink: March 1, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ยิ้มแบบพระพุทธรูป กระบวนธรรมที่จะให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เริ่มต้นด้วยปราโมทย์ มี ปราโมทย์ มี ปีติ มี ปัสสัทธิ มี สุข แล้วก็เกิด สมาธิ อันนี้คือ กระบวนธรรมที่จะได้สมาธิที่ถูกต้อง ดังนั้น .. ถ้าเราทำกรรมฐาน..ทำสมาธิแล้วเครียด..ผิด! ทำ ๆ แล้วเกร็งไปหมดเลย..ผิด! ทำ ๆ แล้วคิ้วย่นเลยนะ..ผิด! นึกออกไหม? ทำ ๆ แล้วก็หงุดหงิด..ผิด! ทำ ๆ แล้วเคลิ้ม..ผิด! เพราะต้องมีสติด้วย สมาธิที่ดีต้องมีสติด้วย เคลิ้ม..ไม่ใช่ เครียด..ไม่ใช่ ค.ควาย 2 ตัวเนี่ย ไม่ใช่! ซึม..ไม่ใช่ ฟุ้งซ่าน..ก็ไม่ใช่ ซ.โซ่ 2 ตัวนี้ ก็ไม่ใช่! ที่ไม่ใช่.. มี ซ. กับ ค. นะ ซึม กับ (ฟุ้ง)ซ่าน เนี่ย ไม่ใช่ เคลิ้ม กับ เครียด เนี่ย ไม่ใช่ …ต้องมีสติ กระบวนธรรมของการที่จะได้สมาธิที่ถูกต้อง ต้องมีสติ และเป็นสติแบบมีปราโมทย์ ปราโมทย์ คือ ความชื่นบานเบิกบานใจ แต่ไม่ถึงกับกระดี๊กระด๊า ต้องให้พอดีๆนะ ไอ้กระดี๊กระด๊าน่ะ..เกินไป หัวเราะเฮฮาแบบวงเม้าท์ ไม่ใช่นะ อันนี้เกินปราโมทย์นะ ปราโมทย์ คือ มีความร่าเริง แจ่มใส เบิกบาน ตัวอย่างที่ดีคือ “พระพุทธรูป” พระพุทธรูปจะยิ้มแบบมีปราโมทย์ มีปีติ มีความอิ่มใจ บรรยายธรรมโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์คลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=jkv78SVYofw (นาทีที่ 55.53–57.50) Shortlink: March 1, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๓ #กุศลมาตักเตือน ถ้าเราทำผิดอะไรกับใคร เราก็อยากให้เขาให้อภัยกับเรา เช่นเดียวกัน ถ้าใครทำผิดกับเรา เราควรจะให้อภัยเขา ถ้าไม่ให้อภัยมันจะเป็นการผูกโกรธ ผูกโกรธเนี่ยยังเบา ถ้าถัดจากผูกโกรธไปก็เป็นอาฆาต, พยาบาท แล้วก็ จองเวร ถ้าจองเวรไม่เลิกเนี่ย ภาษาไทยเรียกว่า “เจ้ากรรมนายเวร” เราคงไม่อยากเป็นเจ้ากรรมนายเวรใครนะ ดูน่าอนาถใจ ถ้าเราต้องไปเป็นเจ้ากรรมนายเวร….. ถ้านึกถึงตรงนี้ได้ เราต้องมีคำว่า ขอบคุณ, ขอโทษ และ ให้อภัย ด้วย แล้วทุกครั้งที่ทำบุญ ทำกุศลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ขอให้บุญกุศลเหล่านั้น ได้มาตักเตือน ในคราวที่หัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนมีเหตุการณ์พลิกผัน ที่จะตัดสินใจว่าจะไปซ้าย หรือไปขวา.. ถ้าไม่มีบุญกุศลมาตักเตือน มันจะไปตามยถากรรม ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “630115 ดูให้เห็นไม่ใช่ดูให้หาย” ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/38MJU51 (นาทีที่ 1.18.04-1.2039) เรียบเรียงโดย อารยา สุวะมาตย์ Shortlink: March 1, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๒ #กามาวจร กาม คือ ความสุขที่ได้จากการดู การฟัง การดม การลิ้มรส และการสัมผัสทางกาย ความสุขแบบนี้เป็นปกติของคนทั่ว ๆ ไป เพราะเราอยู่ในกามาวจร..จรไปจรมาในกาม เป็นธรรมดา..เทวดาก็เหมือนกัน อย่าว่าแต่เรา! หมา แมว ตุ๊กแก ก็เหมือนกัน! ต้องการความสุขจากการได้ดู ได้ฟัง ได้ดม ได้กิน ได้สัมผัส ความสุขแบบนี้เมื่อได้รับการสนองก็มีสุข แต่จริง ๆ แล้ว..มันก็ไม่ได้รับสนองทุกครั้งไป อยากได้..แล้วไม่ได้ ก็มี อยากได้แล้วไม่ได้ กับ อยากได้แล้วได้ อย่างไหนมากกว่ากัน? แม้ของที่ได้มาแล้ว..ก็ยังหวั่น ๆ ว่าจะสูญเสียไปเมื่อไหร่? ความสุขในกามนั้นยังไม่ปลอดภัย รวมทั้งถ้าเพียงแค่จะให้มีความสุขเท่าเดิม กามนั้นก็ต้องมากขึ้นเรื่อย ๆ มากทั้งด้านปริมาณ และความเข้มข้นด้วย พร้อมกันนั้น ก็ต้องแย่งกันด้วย เพราะของมีจำกัด สิ่งของมีจำกัด ตำแหน่งมีจำกัด ต้องสอบเข้า ต้องแย่งกัน แข่งฟุตบอลกันยี่สิบทีม..แย่งถ้วยหนึ่งใบ ต้องมีทีมที่สมหวังอยู่ทีมเดียว ทีมที่ผิดหวังอีกสิบกว่าทีม มันต้องแย่ง .. คนแย่งได้ก็มีความสุข คนแย่งไม่ได้..ก็เก็บมาคิดว่า “ฝากไว้ก่อน ปีหน้าข้าจะมาเอาให้ได้” มีการจองเวรกัน มีการพยาบาทกัน เพราะแย่งไม่ได้ จะเห็นว่า กามสุขมันมีอยู่จริง แต่ก็มีข้อเสียมีโทษด้วย! พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธกามว่าไม่ให้สุข.. ..ให้สุขได้จริง แต่ว่ามีข้อเสียมากมาย แล้วจึงต้องหาทางออกจากกาม ทางออกก็คือ ต้องพัฒนาให้ใจมันมีความสุขในระดับที่สูงขึ้นไป (ให้ถึง ฌานสุข และ นิพพานสุข) ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ศักยภาพแห่งความสุข” ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/2OSbG8 Shortlink: March 1, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
ตามที่มีประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ในช่วงเวลานี้ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขอนามัย จึงมีการงดการแสดงธรรมในบางงาน กรุณาตรวจสอบกำหนดการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ในปฏิทินธรรม เป็นระยะๆ #ปฏิทินธรรม #เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ?รายการสด #ธรรมะสว่างใจ ณ สถานีโทรทัศน์ SBBTV วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ?พุธที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) ●●● ? #ยกเลิกคิวแสดงธรรมนี้ค่ะ วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #ทิพยวิลล่า จ.เชียงใหม่ ติดต่อ คุณเซ็ต 091-995-5652 ●●● ?วันเสาร์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐- ๑๖.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ บริษัท วินเซลล์ รีเซิร์ช จำกัด จ. สมุทรปราการ ติดต่อ คุณแก้วตา 0815543562 (แผนที่ บริษัท วินเซลล์ รีเซิร์ช จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ https://bit.ly/2uv9E7a ) ●●● ?วันพุธที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๑.๓๐ – ๑๓.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ บริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด เขตจตุจักร กรุงเทพ ฯ ติดต่อ มิงค์ 098-464-9564 ( แผนที่ https://g.co/kgs/MMo8g5 ) ●●● ? วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ๑๐.๔๕-๑๒.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ติดต่อ บ๊อบ 085-480-3693 ●●● ?วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ จัดโดย #ชมรมกัลยาณธรรม (แผนที่ โรงพยาบาลสมุทรปราการ https://maps.app.goo.gl/LnG78Ue2JirBWRoQ8) ●●● ?วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ #บริษัทไทยโคโคนัท ติดต่อ คุณวัฒน์ 091-510-5555 ●●● ?วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ #อาคารปฎิบัติธรรมสุรัตนธรรมสถาน ถ.จักรพงษ์ ติดถนนใหญ่ ฝั่งเดียวกับวัดชนะสงคราม เยื้องสหกรณ์กรุงเทพ บางลำพู กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 087 -082 9707-8 , 081-933 0559 (คุณสุรัตน์) ●●● ?วันเสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. บรรยายธรรม ในรายการ WBTV #วัดยานนาวา ๔๐ ถนน เจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 081 – 919 7423 คุณพันทิพา (แผนที่ วัดยานนาวา https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32) เทศน์ ณ WBTV วัดยานนาวา 15.00 -16.00 น. ●●● ?วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 ( แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) ●●● Shortlink: March 1, 2020ปฏิทินธรรมadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๓ #ความหมาย #สัจจญาณ, #กิจจญาณ, #กตญาณ ?? #ถาม : ขอพระอาจารย์ช่วยอธิบายความหมายของคำว่า สัจจญาณ กิจจญาณ และ กตญาณ #ตอบ : อันนี้มันเป็นเรื่องของอริยสัจ ๔ ! อริยสัจ ๔ เนี่ย เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ คือในธัมมจักกัปปวัตนสูตรเนี่ย เมื่อพระพุทธเจ้าทำให้ปัญจวัคคีย์เชื่อแล้วว่า พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเนี่ยนะ พระองค์ก็แสดงธรรม แสดงธรรมตอนต้นเลยเนี่ย พระพุทธเจ้าจะชี้ให้เห็นทางผิด ๒ ทาง เขาเรียกว่า ที่สุด ๒ ด้าน ซึ่งปัญจวัคคีย์ก็เห็นเขาทำกันอยู่ แล้วก็บางทีก็เชื่ออย่างนั้นด้วย เห็นอยู่ว่าเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ บางทีก็เชื่อด้วย ทางที่สุดโต่ง ๒ ทางเนี่ยทำแล้วไม่บรรลุมรรคผล ทางแรกก็คือ “กามสุขัลลิกานุโยค” ปล่อยใจเพลิดเพลินไปในกาม มีกิเลสมีตัณหาอะไร ก็ตาม สนองตัณหา อยากได้อะไรก็พยายามทำให้ได้สิ่งนั้น อยากได้รูป..ก็พยายามให้ได้รูปมา อยากได้เสียง..ก็พยายามเอาเสียงมา อยากได้เมีย..ไปหาเมียมา อยากได้บ้าน..ก็ไปหาเงินไปสร้างบ้าน ประมาณนี้ ทำตามกิเลสสั่ง เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ แสวงหากาม ก็คือพยายามจะหากามมาสนองกิเลสตัวเอง ส่วน “อัตตกิลมถานุโยค” นี่เป็นการปฏิบัติสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการทรมานตัวเอง พวกนี้จะเห็นว่า การทำตามกิเลสไปแสวงหากามเนี่ย น่ารังเกียจ รู้สึกว่าเป็นคนที่ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ นักปฏิบัติต้องไม่ทำตามกิเลส โดยวิธีคือทรมานตัวเอง อยากกิน..ไม่กิน อยากนอน..ไม่นอน ประมาณอย่างนี้ ทรมานตัวเอง โดยคิดว่าถ้าทรมานตัวเองแล้ว จะบรรลุมรรคผลในอีกไม่ช้า ประมาณนี้นะ แล้วพระองค์แสดงให้ปัญจวัคคีย์เห็นที่สุด ๒ ด้าน ซึ่งไม่ใช่ทางที่จะบรรลุมรรคผล พระองค์ก็แสดงทางสายกลาง ทางสายกลาง ก็คือ มรรคมีองค์ ๘ แล้วก็พระองค์ก็แสดงอริยสัจ ๔ “อริยสัจ ๔ ” นี่ก็คือ ความจริงที่ทำให้เป็นพระอริยะ หรือความจริงที่พระอริยะรู้ ความจริงความหมายของคำว่า อริยสัจเนี่ย มีมากมายนะ เอา ๒ แง่นี้ก่อน อริยสัจ มี ๔ ข้อ อริยสัจข้อแรก คือ ทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๒ คือ ทุกขสมุทัย.. เหตุแห่งทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ.. ความดับทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๔ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ..ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกสั้น ๆ ว่า “มรรค” “มรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง สัจจญาณ คือ ญาณหยั่งรู้สัจจะ คือรู้อริยสัจแต่ละอย่างตามสภาวะที่เป็นจริง เมื่อแสดงทุกข์ พระองค์ก็อธิบาย.. “ทุกข์ คืออะไร?” “ทุกข์” เพื่อให้คนทั่วไปเห็นง่าย ก็แสดงแบบหยาบ ๆ ก่อน ก็คือ ความเกิดเป็นทุกข์, ความแก่เป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์ อันนี้แบบหยาบ ๆ เลย ใกล้ตัวเข้ามาอีก ให้เห็นชัดเข้ามาอีก คือ.. ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกายความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ..เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ..เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น..เป็นทุกข์ แล้วพระองค์ก็สรุปเป็นสั้น ๆ ว่า “สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา” “ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์” พูดง่าย ๆ ก็คือ ขันธ์ ๕ ที่เรารู้จักเนี่ย..เป็นทุกข์ ที่มันมีเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย เป็นทุกข์ขึ้นมานี่นะ เพราะว่า มีขันธ์ ๕ นี่แหละ “ทุกข์” ก็คือ ตัวขันธ์ ๕ นี่เอง ทีแรก เราก็นึกว่าคนอื่นทำให้เราทุกข์ แต่จริง ๆ “ไอ้ตัวนี้แหละ” “ขันธ์ ๕ นี้แหละ” ..เป็นทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๒ “ทุกขสมุทัย” ก็คือ ตัณหา ตัณหา ก็มี ๓ แบบ ตัณหา ก็คือ ตัณหาในกาม เรียกว่า “กามตัณหา” ..อยากได้กาม “ภวตัณหา” ..อยากได้ภพ อยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่, อยากได้ตำแหน่งนั้นอยากได้ตำแหน่งนี้ ถ้าละเอียดหน่อยก็คือ อยากเป็นเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้, อยากได้รูปฌาน, อยากเป็นพระพรหม อย่างนี้นะ เรียกว่ามี ภวตัณหา ส่วนตัณหาอีกแบบหนึ่ง คืออยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยากจะพ้น แล้วก็ทำความเพียรตามความอยากนั้น ความอยากจะพ้นเนี่ย เรียกภาษาบาลีว่า “วิภวตัณหา” อยากจะพ้นจากภพพวกนี้ เห็นแล้วว่ากามไม่ดี ก็จะพยายามทำให้พ้นจากกาม ทำได้ขั้นแรกก็เป็น รูปภพ ได้ รูปภพ แล้ว ..ทำ รูปฌาน เห็นว่า “อ้าว! ยังมีรูปอยู่” ..ก็พยายาม ละรูป ละรูป ..ก็ทำอรูปฌาน อยู่ใน อรูปภพ ก็ยังไม่พ้นอยู่ดี ก็เรียกว่า ทำตามกิเลสอยู่นั่นเอง เพราะว่าทำตามกิเลสนี่แหละ ทำตามตัณหานี่แหละ ก็เลยยังไม่พ้นไป กลายเป็นว่าตัณหามี ๓ อย่าง มี กามตัณหา ภวตัณหา และก็ วิภวตัณหา อริยสัจข้อที่ ๓ “ทุกขนิโรธ” ก็คือ ความดับทุกข์ แรก ๆ เป็นความดับทุกข์ แต่พอดับทุกข์ได้แล้วเนี่ย..เป็นพระอรหันต์จริง ๆ แล้ว คือเป็นความไม่เกิดแห่งทุกข์ ทุกขนิโรธ แปลได้ ๒ แง่ คือ – ความดับทุกข์ – ความไม่เกิดของทุกข์ เป็นสภาวะที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า “พระนิพพาน” เป็นเป้าหมายของชาวพุทธหรือนักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป อริยสัจข้อที่ ๔ ก็คือ มรรค หรือเรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ” ก็คือ วิธีปฏิบัติให้ถึงนิโรธ คือความดับทุกข์ พระองค์ก็แจกแจงว่ามีองค์ประกอบอยู่ ๘ อย่าง คือสัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ มีองค์ประกอบ ๘ อย่างนี้ ทำได้ครบ ๘ อย่างสมบูรณ์แล้ว..ก็ไปได้ นิโรธ มรรค เป็นเหตุ.. นิโรธ เป็นผล ตัณหา เป็นเหตุ.. ทุกข์ เป็นผล ก็มีการอธิบายแบบนี้ การที่รู้ว่าอริยสัจแต่ละอย่างคืออะไรแบบนี้ เรียกว่า “สัจจญาณ” นี่ ครอบคลุมนี่นะ! “อริยสัจมี ๔ ข้อ แต่ละข้อ..คืออะไร?” เขาเรียกว่า “สัจจญาณ” “กิจจญาณ” ก็คือว่า “รู้ว่าในอริยสัจทั้ง ๔ ข้อนี้ แต่ละข้อ..เราควรทำอะไรกับมัน?” “ทุกข์” คนทั่ว ๆ ไปจะหนีทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ทุกข์..ควรรู้” ..นี่คือ กิจจญาณ “สมุทัย” คนทั่ว ๆ ไปก็จะสนอง อยากได้อะไรก็จะสนองอย่างนี้นะ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สมุทัย..ควรละ” “นิโรธ” บางคนทั่ว ๆ ไป ก็พยายามปรุงแต่งจิตให้เข้าถึงนิโรธ หรือพยายามปรุงนิโรธขึ้นมา คล้าย ๆ กับว่า เหมือนได้ยินว่านิโรธก็คือสภาพนิพพาน นิพพานเหมือนเป็นเมือง ๆ หนึ่ง พยายามจะเข้าถึงเมือง ๆ นั้น จริง ๆ ก็ไม่ใช่ นิพพานไม่ได้เป็นเมือง นิพพานเป็นภาวะดับทุกข์ เป็นภาวะที่ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น นิโรธ..ควรทำให้แจ้ง ไม่ใช่ไปปรุงแต่ง ..ควรทำให้แจ้ง ! ส่วนมรรคมีองค์ ๘ เนี่ย..ควรเจริญ ก็คือทำให้มันเจริญขึ้น เรียกว่า ภาวนา ที่ว่า.. ทุกข์..ควรรู้ สมุทัย..ควรละ นิโรธ..ควรทำให้แจ้ง มรรค..ควรเจริญ เนี่ย “คือรู้ว่า อริยสัจทั้ง ๔ นี่..ควรทำอะไรกับมัน?” เรียกว่า “กิจจญาณ” “กิจจะ” นี่ก็คือว่า “เป็นการกระทำ” ..ก็คือ ควรทำอะไรกับอริยสัจแต่ละข้อ ๆ แล้วพอพระพุทธเจ้าแสดงว่า อริยสัจคืออะไรบ้าง? และสิ่งที่ควรทำกับอริยสัจคืออะไรบ้าง? นี่นะ และพระองค์ก็ปฏิญาณว่า ที่ว่า.. ทุกข์..ควรรู้..พระองค์รู้แล้ว สมุทัย..ควรละ ..พระองค์ละแล้ว นิโรธ..ควรทำให้แจ้ง..พระองค์แจ้งแล้ว มรรค..ควรเจริญ ..พระองค์เจริญแล้ว ที่ปฏิญาณว่า ได้ทำแล้ว เรียกว่า “กตญาณ” เพราะฉะนั้น ที่เราสวด ๆ กันว่า “มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ” เนี่ย “ไอ้รอบ ๓ เนี่ย” คือ ญาณ ๓ ญาณ นี้เอง มีอาการ ๑๒ อย่าง ก็คือว่า.. เมื่อญาณ ๓ ญาณ เมื่อมาประกอบเข้ากับอริยสัจทั้ง ๔ นี่ก็คือ ๓ คูณ ๔ ก็เป็น ๑๒ พอจะเข้าใจนะ! พระองค์ตรัสถึงอริยสัจ แล้วก็เรียกว่า สัจจญาณ วิธีทำอะไรกับอริยสัจนั้น ก็เรียกว่า กิจจญาณ แล้วก็พระองค์ปฏิญาณว่า พระองค์ทำสำเร็จแล้วในอริยสัจทั้ง ๔ นั้น ก็เรียกว่า พระพุทธเจ้ารู้อริยสัจทั้ง ๔ นี้ จึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้นเอง เป็นความรู้ หรือเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าถามว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ก็ตอบได้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอริยสัจ นี่ตอบตามที่ปรากฏอยู่ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/edpg2OijZDM (นาทีที่ 49:00 – 59:00) Shortlink: March 1, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๒ #ทำไมรูปงามรวยทรัพย์แต่ไร้คู่ ?? #ถาม : หลวงพ่อ(พระอาจารย์กฤช)พูดว่า..รูปงามเพราะว่ารักษาศีลมาใช่ไหมคะ? ตัวหนูเองเนี่ย! ก็รูปงามรวยทรัพย์นะคะ แต่ว่าคือชีวิตคู่นี่ ไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่ทำไมเพื่อน ๆ ที่หน้าตาหรืออะไรสู้เราไม่ได้สักอย่างเลย แต่เขาเจอคนดี เจอกัลยาณมิตรที่ดี อยากจะถามว่า สาเหตุเป็นเพราะอะไรค่ะ? ปัจจุบันก็รักษาศีลอยู่ #ตอบ : มันมีหลายสาเหตุ จะระบุไปเลยเนี่ยยาก เพราะว่าอาตมาก็ไม่ได้มีญาณหยั่งรู้โดยละเอียดไม่เหมือนพระพุทธเจ้า แต่ที่แน่ ๆ เอาอย่างนี้ดีกว่า ไหน ๆ เราก็อยู่คนเดียวแล้วเนี่ย เอาความเป็นอยู่คนเดียวเนี่ย..เอามาทำประโยชน์ ก็คือ “ดีแล้ว เราได้อยู่คนเดียว เวลาเหลือเฟือ” เมื่อก่อนนี้อยู่กันมีคู่ ก็ต้องคิดเผื่อคนนู้นคิดเผื่อคนนี้ เราอยู่คนเดียวก็ดีแล้ว คนที่เขามีคู่อยู่นี่นะ บางทีเขาอาจจะกำลังมีปัญหา..แต่เราไม่รู้อยู่ก็ได้ เอานี้ดีกว่า เราอยู่คนเดียวเนี่ย เราก็อยู่คนเดียวให้ได้ด้วย นึกออกไหม? ใช้ความเป็นอยู่คนเดียวเนี่ย ภาระมันลดน้อยลงไป..ก็ใช้ประโยชน์ตรงนี้ เอามารักษาศีล เจริญภาวนา ทำสมถะ ทำวิปัสสนาของเราให้เต็มที่ได้ง่ายขึ้น จะอยู่วิเวกก็ง่าย จะทำอะไรก็สะดวก เพราะว่าไม่ต้องมาคอยทะเลาะ หรือว่าไม่ต้องคอยขออนุญาตใคร นึกออกไหม? คนโสดหรือคนที่เคยแต่งงานแต่มาอยู่คนเดียว ก็จะมีข้อดีของการอยู่คนเดียวแบบคนไม่มีภาระอะไรผูกพันมาก ให้มันเห็นประโยชน์ของการมีชีวิตแบบนี้ เขาเรียกมี “โยนิโสมนสิการ” นึกออกไหม? โยนิโสมนสิการ คือ การคิดถูกวิธี คิดให้เห็นประโยชน์ กรณีนี้ ก็คิดใช้ชีวิตขณะนี้ให้มันเป็นประโยชน์ของเราเลย ไม่ใช่ไปอาลัยอาวรณ์กับชีวิตคู่ หรือว่ามัวแต่มองหาใครจะมาทดแทนตรงนี้ดี อะไรอย่างนี้ ถ้าเรามัวแต่มองหานะ..ก็เสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกคนอื่นมาหลอกลวงอีก นึกออกไหม? เพราะเราเป็นพวกมีรูปงาม มีทรัพย์ด้วย ถ้าเราเป็นพวกแสวงหานี่นะ..มันง่ายมากที่เขาจะมาหลอก เพราะฉะนั้นให้พอใจที่เราจะอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ง้อใคร เข้าใจไหม? คุณค่าของชีวิต..มันไม่ได้ว่าจะต้องมีคู่ หรือว่าต้องมีใครมานั่งข้าง ๆ คุณค่าของชีวิต คือว่า..สามารถเป็นอยู่ได้ แม้อยู่คนเดียวก็ไม่เดือดร้อน สามารถทำตนให้เป็นประโยชน์กับตนเอง กับสังคม และคนรอบข้างได้ คุณค่าของชีวิตมันเป็นอย่างนี้..คือมีประโยชน์หรือเปล่า? ชีวิตนี้มีประโยชน์ไหม? #ถาม : แล้วจิตที่ไปอิจฉาเพื่อนอะไรอย่างนี้ล่ะคะ? #ตอบ : อันนั้น ต้องให้รู้ทัน เขาจะมีความสุขหรือเปล่า?..ยังไม่แน่ แต่ตอนนี้จิตของเราเนี่ย..ไม่ดี ชีวิตเขาจะดีหรือเปล่า?..ไม่แน่ใจ ตอนใจตอนนี้..ไม่ดี ให้รู้ทันใจตัวนี้ ที่ริษยาเขา นึกออกไหม? ถ้าเรามัวแต่ริษยาเขาเนี่ยนะ ความปรุงแต่งใจที่ไม่ดีตัวนี้..มันครอบงำใจเราอยู่ เป็นทุกข์อยู่คนเดียว ถ้าเขามีความสุข..เห็นความสุขของเขา แทนที่จะอนุโมทนา..กลายเป็นริษยา! ดูใจตัวนี้ดีกว่า ถ้าอนุโมทนาไม่ได้…ก็ให้เฉย ๆ อุเบกขาเอาไว้ ตัวสำคัญคือ..ถ้าเราไปมัวใฝ่หาคู่นะ ไอ้ความใฝ่หาเนี่ย..มันคล้าย ๆ กับ..แม่ค้าอยากขายของ! แม่ค้าอยากขายของเนี่ย..ลูกค้ามองออกก็ต่อราคา แล้วบางทีก็ราคาถูกลดลงมาเรื่อย ๆ ไอ้เราก็อยากขายก็.. “เออ ๆ เท่านี้ก็ได้” อะไรอย่างนี้นะ ประมาณว่า ลูกค้าไม่เห็นคุณค่าของสินค้าเรา แต่ถ้าเราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง อยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ง้อใคร สามารถบำเพ็ญประโยชน์ส่วนตนก็ได้ บำเพ็ญประโยชน์คนอื่นก็ได้ ไม่ง้อใครเนี่ยนะ..เขาต้องมาง้อเรา เรามีโอกาสเลือกได้ ว่าเราเนี่ยเหมือนเป็นสินค้าที่ไม่ง้อลูกค้า ไม่ง้อคนซื้อนะ เราก็สามารถเลือกได้ ประมาณว่า..ถ้าคนนี้ไม่ดีจริง เราก็มีปัญญาพอที่จะสอดส่องว่าเขาดีหรือไม่ดี? แต่ถ้าเราไขว่คว้าอยากได้เนี่ยนะ..เหมือนสินค้าอยากขายอะ พอสินค้าอยากขาย..ก็ไม่เลือกแล้ว! “ขอให้มีคนซื้อเถอะ ฉันจะรีบขายเลย” มันอาจจะได้ลูกค้าที่ไม่ดีก็ได้ มันก็อาจจะวางทิ้งที่ซอกหลืบไหนก็ได้ นึกออกไหม? ฉะนั้น เราต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ไม่ต้องง้อให้ใครมาอยู่ด้วย สำหรับกรณีแบบนี้นะ ก็คืออยู่คนเดียว มีทรัพย์อยู่แล้วเนี่ย..ยิ่งดีเลย ก็ใช้ทรัพย์นั้นทำประโยชน์ตนและสังคม ถ้าไม่มีภาระเรื่องการเลี้ยงดูลูกหลานเนี่ยนะ..ก็ใช้ทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อได้ โรงพยาบาลยังขาดเครื่องมืออะไร..เราช่วยสนับสนุน อย่างนี้เป็นต้น เราก็ได้มีความภูมิใจมีความดีใจที่ทรัพย์ของเราไปเป็นประโยชน์กับคนหมู่มาก คนมาใช้บริการโรงพยาบาล ได้ใช้เครื่องมือที่เราบริจาค .. “โอ้! ดีใจ รู้สึกดีใจ” หรือตอนนี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องสู้กับไฟป่า สู้กับการเผาป่า มีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยเจ้าหน้าที่ให้เขาได้ทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น หาเครื่องมือไปสนับสนุน อย่างนี้เป็นต้น เราอยู่คนเดียว ก็สามารถมีความภูมิใจในผลงานหรือผลบุญของเราได้ ไม่ต้องให้ใครมาคอยพะเน้าพะนอ ก้อร่อก้อติกอะไรกับเรา..ไม่จำเป็นเลย..นี่เป็นความสุขที่มีโทษมาก บางทีตอนนี้เขาดีกับเรา เพราะเขาเห็นเราสวย เรารวย แต่พอเขาไปเจอใครที่สดกว่าอะไรอย่างนี้..เขาอาจจะไปหาคนนู้นนะ เราก็มัวแต่คอยง้อเขานี่ เราก็มีโอกาสเสียใจ เสียน้ำตา เสียทรัพย์ด้วย จงสร้างความภูมิใจในบุญของตนเอง และก็ให้พึ่งตัวเองให้ได้ อยู่คนเดียวให้ได้ แล้วก็สร้างคุณค่าให้ชีวิต ด้วยการรักษาศีล เจริญภาวนา ให้ทาน มีน้ำใจกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เอื้อเฟื้อกับคนในสังคมด้วยกัน เวลาพูดกับใคร ก็พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน สมานสามัคคีกัน ทำตนให้มันมีญาติหรือมีเพื่อน ๆ แวดล้อมคอยรักษาเรา มีมิตรที่ดี มีกัลยาณมิตรคอยดูแลรักษา ไม่ต้องไปหวังให้ใครคนใดคนหนึ่งมาคอยดูแลรักษาเรา เราต้องการใครสักคนมาดูแลเราอยู่ใกล้ ๆ นะ แต่บางทีเราอาจจะต้องกลายเป็นผู้ทุ่มเวลาและทรัพย์สินรักษาเขาด้วย นึกออกไหม? กลายเป็นว่า อยากจะมีที่พึ่ง..แต่กลับก็ต้องดิ้นรน ต้องทุกข์ ต้องร้องไห้ ให้กับบุคคลที่เราหวังพึ่งนั้น ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เรามีคุณความดีของเราเอง มั่นใจในตัวเองอย่างนี้ดีกว่า มีบุญของเราเป็นเครื่องป้องกันรักษาตัวเอง มีเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรรอบตัว ที่คอยดูแลในคราวที่เราต้องการความช่วยเหลือ .. อย่างนี้ดีกว่า ..! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/E7HpvEzlYYo (นาทีที่ 29:12 - 37:46) Shortlink: March 1, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๐ #ถูกยั่วให้วนเวียน จริง/ไม่จริงแบบสมมุติเนี่ยนะ! มันเป็นตัวหลอก ถ้าเราไปหลงเพียงแค่สมมุติข้างนอกเนี่ยนะ! เราก็จะถูกโลกนี้หลอกไปเรื่อย ๆ โลกนี้หลอกไปแล้วมันจะมีผลเสียอย่างไร? เราก็จะวนเวียน ถูกยั่วให้โกรธ..ก็โกรธ ถูกยั่วให้โลภ..ก็โลภ ถูกยั่วให้เพลิน..ก็เพลิน แล้วมันก็วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ ตายไปแล้ว ก่อนตายก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ไม่อิ่มพอ..รู้สึกว่า..ยังไม่อิ่มในโลก ถูกโลกนี้หลอกให้อยากเกิดอีก หรือว่าบางทีอยากเกิดมาเพื่อจะกินอีก อยากจะเสพอีก อยากจะสะสมทรัพย์สิน หรือสะสมกามให้มากขึ้น เพราะว่าชาตินี้แปดสิบปียังสะสมไม่พอ..ประมาณนี้ ตายแล้วยังเสียดาย!..อยากจะเกิดมาเสพ มากินอีก บางคนอยากจะเกิดมา เพื่ออยากจะแก้แค้นมัน เรียกว่าอาศัยความโกรธ พาให้เกิดอีก อาศัยความโลภ พาให้เกิดอีก อาศัยความหลง พาให้เกิดอีก หลงว่าฉันจะเป็นนั่น เป็นนี่ อยากจะเกิดเป็นเทวดา นางฟ้า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เห็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง แสดงตัวตนจริง ๆ ว่ามันเพียงแค่สภาวะหนึ่ง เกิดขึ้นมา พอรู้ปุ๊บ! มันก็ดับ เห็นไปเลยว่า..สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ พอเราเห็นมันเกิด-มันดับ เราหวังพึ่งอะไรมันไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งบุญ ทั้งบาป ที่เกิดขึ้นมานี้ เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป บาป นี่เกิดขึ้นมาแล้วดับเร็ว บุญ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับด้วย สติ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับด้วย ตัวรู้ เกิดขึ้นมาก็ดับด้วย เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็หลง เอาไว้ไม่ได้ด้วย รักษาไว้ไม่ได้ด้วย เราคิดว่าจะต้องสร้างตัวรู้ขึ้นมานะ..ต้องสร้างก่อนนะ จึงจะรู้ว่าเมื่อกี้มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม? เราต้องสร้างตัวรู้นี้ขึ้นมา แต่ตัวรู้นี่เอง! ก็เป็นสภาวะหนึ่งที่เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง นั้นเรามาศึกษาเห็นความจริงตรงนี้ เห็นความจริงตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่า.. เห็นความจริงแล้วเราจะหน่ายจากการเกิด-ดับขึ้นมา เจอความหลอกลวงของโลกนี้ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “จริงหรือเปล่า” แสดงธรรม ณ วัดยานนาวา ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์เสียง https://bit.ly/38upjlD ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ociuhHPq1g8 (นาทีที่ 54.18-57.03) Shortlink: January 24, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#ปฏิทินธรรม #กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ?รายการสด #ธรรมะสว่างใจ ณ สถานีโทรทัศน์ SBBTV วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ?พุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177″>https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) ?วันเสาร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. บรรยายธรรม ใน คอร์สปฏิบัติธรรม #คอร์ส๒๖๗ ติดต่อ คุณฝุ้น 081-400-8980 ?อาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 (แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42″>https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) ?วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๑.๓๐ น. บรรยายธรรม ในคอร์สปฏิบัติธรรม #คอร์สกองบุญสร้างอริยะ ติดต่อ คุณฝ้าย 0844565094 ?วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนฯราชมงคลกรุงเทพฯ งานอบรมภาวนา ครั้งที่ ๔๑ จัดโดย #ชมรมกัลยาณธรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-7027353 หรือ 086-8414778 หรือ แอด line official จากลิ้งค์ https://lin.ee/8RtYwab”>https://lin.ee/8RtYwab (แผนที่ ม.เทคโนฯราชมงคลกรุงเทพฯ https://maps.app.goo.gl/G69Z9aTT8Ftt3TB46″>https://maps.app.goo.gl/G69Z9aTT8Ftt3TB46 ) ?วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ห้องสัมมนา #ฐณิชาฌ์รีสอร์ท อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 034 – 751942 , 062 – 324 2915 (แผนที่ ฐณิชาฌ์ เฮลท์ตี้ รีสอร์ท https://goo.gl/maps/mjx4kqh7nZP2″>https://goo.gl/maps/mjx4kqh7nZP2 ) ?วันเสาร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ – อาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #ทิพยะวิลล่า อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณแดง 081-829-4121 (แผนที่ ทิพยะวิลล่า เชียงใหม่ https://maps.app.goo.gl/DM5t8XsPV4NhuNJa8″>https://maps.app.goo.gl/DM5t8XsPV4NhuNJa8) ติดตามตารางกิจนิมนต์พระอาจารย์ ได้ที่ เมนูหน้าปฏิทินธรรม www.nimmalo.com หรือ https://nimmalo.com/calendar/”>https://nimmalo.com/calendar/ Shortlink: January 23, 2020ปฏิทินธรรมadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๙ #ศีลห้า ?? #ถาม : กรณีของการผิดศีล รวมไปถึง .. ๑. การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ๒. การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง ๓. เจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ซื้อบริการทางเพศ ๔. การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น ๕. การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติด อื่นๆ ด้วยหรือไม่ครับ? #ตอบ : ศีลข้อที่ ๑ เว้นปาณาติบาต ปาณาติบาต แปลว่า ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป หมายความว่า ฆ่าสัตว์ ปลงชีพสัตว์ ปาณาติบาตนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. สัตว์มีชีวิต ๒. ตนรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. จิตคิดจะฆ่า ๔. มีความพยายาม คือลงมือทำ ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ในส่วนของความพยายาม มีอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามฆ่าด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นฆ่า ๓. พยายามฆ่าด้วยอาวุธที่ซัดไป ๔. พยายามฆ่าด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ เช่น ขุดหลุม/บ่อ/กับดัก วางยาพิษ ๕. พยายามฆ่าด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคมเพื่อให้ตาย ๖. พยายามฆ่าด้วยฤทธิ์ การสั่ง/ใช้/ไหว้วาน ให้ฆ่าสัตว์ ตรงกับข้อ ๒ ถ้าทำการฆ่าสำเร็จตามสั่ง ก็นับว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต ทั้งผู้สั่ง/ใช้/ไหว้วาน และผู้รับสั่ง/ใช้/ไหว้วาน … ศีลข้อที่ ๒ เว้นอทินนาทาน อทินนาทาน แปลว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ของที่เจ้าของหวงแหน ๒. รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน ๓. จิตคิดลัก ๔. พยายามลัก ๕. ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น อาการที่ถือว่าลักทรัพย์ มีได้หลายแบบ เช่น ๑. ลัก คือ ถือเอาโดยที่เจ้าของไม่เห็น ๒. ขโมย คือ ลอบเอาสิ่งของของผู้อื่นมา โดยเจ้าของไม่ได้ให้ ๓. ฉกชิง หรือวิ่งราว คือ ฉวยเอาตอนเขาเผลอ ๔. ลักซ่อน เช่น เห็นของตกอยู่ แล้วเอาใบไม้มาปิด เพื่อจะเอา ๕. ลักต้อน เช่น ต้อนวัวควายของผู้อื่นไปตอนที่เจ้าของไม่เห็น ๖. ลักสับ คือ ลักโดยแอบสับเปลี่ยนสลาก หรือแอบเปลี่ยนของ ๗. แย่ง คือ แย่งเอาต่อหน้า ๘. ตู่ คือ เถียงเอาหน้าด้านๆ ๙. ฉ้อ คือ รับของฝากไว้ แล้วไม่คืน ๑๐. ยักยอก คือ แอบเอาทรัพย์ของหลวงหรือของส่วนรวมไป ๑๑. ปล้น คือ ใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์ ๑๒. ปลอม คือ ทำของปลอม ให้คนอื่นเห็นว่าเป็นของแท้ ๑๓. โกง เช่น ตั้งใจใช้ตราชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน ๑๔. หลอกลวง คือ ใช้อุบายปลิ้นปล้อนล่อลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้ทรัพย์ ๑๕. กดขี่ หรือกรรโชก คือ ขู่ให้กลัว แล้วเอาทรัพย์ไป ๑๖. ตระบัด คือ ยืมของคนอื่นไป แล้วเบี้ยว ไม่ยอมคืน ๑๗. แอบซ่อนของหนีภาษี เป็นต้น เรียกรวมๆ ว่า ทำ “โจรกรรม” คือ การกระทำอย่างโจร นอกจากโจรกรรมโดยตรงแล้ว ท่านก็ยังห้ามโจรกรรมโดยอ้อมด้วย ได้แก่ ๑. อนุโลมโจรกรรม คือ ความเลี้ยงชีพหรือการแสวงหาทรัพย์ในทางไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ – สมโจร คือ การกระทำที่ส่งเสริมโจร เช่น รับซื้อของโจร – ปอกลอก คือ การคบกันแบบไม่ซื่อ ทำให้เขาหลงเชื่อแล้วล่อลวงเอาทรัพย์เขาไป เมื่อเขาสิ้นเนื้อประดาตัวก็ทิ้งขว้าง – รับสินบน หมายเฉพาะการรับทรัพย์ที่เขาให้เพื่อช่วยทำธุระให้เขาในทางที่ผิด ๒. ฉายาโจรกรรม แปลว่า เงาของโจรกรรม คือ การทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ที่หวงแหน ได้แก่ – ผลาญ คือ ทำความเสียหายแก่ทรัพย์ผู้อื่น เช่น เผาบ้านเขา ฆ่าสัตว์เลี้ยงของเขา – หยิบฉวย คือ ถือเอาทรัพย์ผู้อื่นด้วยความมักง่าย เช่น หยิบเอาไปโดยไม่บอกเจ้าของ ในส่วนของอทินนาทาน ก็มีความพยายามอยู่ ๖ อย่าง คือ ๑. พยายามลักด้วยตนเอง ๒. พยายามโดยสั่งให้คนอื่นลัก ๓. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่ซัดไป/เคลื่อนไป/อยู่ไกลตัว เช่น ใช้โดรนไปลัก ๔. พยายามลักด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่ ๕. พยายามลักด้วยวิชา เช่น ร่ายเวทมนต์/วิทยาคม ๖. พยายามลักด้วยฤทธิ์ การทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้ได้มาซึ่งทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง จึงนับว่าเป็นการทำอทินนาทานด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย … ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร แปลว่า การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย กามทั้งหลาย ในที่นี้ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันทางประเวณี หมายถึง เมถุน คือ การส้องเสพระหว่างชายหญิง กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. วัตถุอันไม่ควรถึง ๒. จิตคิดจะเสพ ๓. ทำความพยายามที่จะเสพ ๔. มรรคต่อมรรคถึงกัน วัตถุอันไม่ควรถึง ในที่นี้คือ คนต้องห้าม หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่ ๑. หญิงมีสามี ๒. หญิงมีญาติรักษา คือ มีผู้ปกครอง อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพ่อหรือแม่หรือพี่หรือน้องหรือญาติ ๓. หญิงที่มีจารีตรักษา ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ แม่ / ย่า-ยาย / ย่าทวด-ยายทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – หญิงนักบวช – หญิงที่มีกฎหมายห้าม ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่ ๑. ชายอื่นนอกจากสามี เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงที่มีสามีแล้ว ๒. ชายที่มีจารีตห้าม ได้แก่ – เทือกเถา ๓ ชั้น คือ พ่อ / ปู่-ตา / ปู่ทวด-ตาทวด และเหล่ากอ ๓ ชั้น คือ ลูก / หลาน / เหลน – ชายนักบวช – ชายที่มีกฎหมายห้าม ศีลข้อนี้ ท่านมุ่งป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ ทำให้มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การซื้อบริการทางเพศ ถ้าผู้ชายซื้อบริการทางเพศกับหญิง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะผิดศีลข้อนี้ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่า ใครเป็นใคร หญิงนั้นได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหรือไม่ มีสามีอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าผู้หญิงซื้อบริการทางเพศกับชาย ก็น่าจะผิดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ในแง่กฎหมาย ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุ ๑๕-๑๘ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็อาจผิดฐานพรากผู้เยาว์ ถ้าซื้อบริการทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย แม้เด็กจะยินยอม ผู้ซื้อก็มีความผิดยอมความไม่ได้ และผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วย ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดให้มีการขายบริการทางเพศ (เช่น เจ้าของสถานบริการ, แม่เล้า, แมงดา เป็นต้น) มีความผิดทุกกรณี เราก็ไม่ควรไปส่งเสริมให้เขาทำผิดกันนะ ที่ดีที่สุด คือ อย่าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ใน ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเป็นนักเลงหญิง … ข้อนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม” ความเป็นนักเลงหญิง ซึ่งหมายรวมถึงความเจ้าชู้ เกี้ยวพาราสี ด้วยนั้น ก็ยังเป็นหนึ่งใน “อบายมุข” อีกต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทอีกว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น” … ศีลข้อที่ ๔ เว้นจากมุสาวาท มุสาวาท แปลว่า การพูดเท็จ รวมถึงการสื่อสารทุกอย่างด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง มุสาวาท มีองค์ ๔ ได้แก่ ๑. เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง ๒. เจตนาจะพูด ๓. พยายามพูด ๔. ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ที่ว่าพูดนั้น รวมถึงภาษากาย และการสื่อสารทุกอย่าง ท่านยังได้แจกแจงกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง ได้แก่ ๑. ปด คือโกหกกันชัดๆ ๒. ทนสาบาน คือ ตั้งสัจจะหรือสาบานว่าจะพูดความจริง แต่ก็พูดเท็จ ๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ ทำกลอุบายหลอกลวง เช่น พูดอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีจริง ๔. มารยา คือ ลวงให้เข้าใจผิด เช่น ไม่เจ็บ แต่ทำเป็นเจ็บ ๕. ทำเลศ คือ ยกเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน มาเล่นสำนวนเพื่อกล่าวหา เช่น ไม่ชอบคนชื่อ “ต” ก็ไปตั้งชื่อลิงตัวหนึ่งให้ชื่อ “ต” พอลิงขโมยของ ก็เที่ยวไปพูดว่า นาย “ต” ขโมยของไป ๖. เสริมความ คือ อาศัยเรื่องจริงบางส่วน ตัดเรื่องที่ไม่ต้องการออก เติมเรื่องที่ตั้งใจบิดเบือนลงไป ยังมีถ้อยคำที่ไม่ใช่มุสาวาทโดยตรง แต่จัดเข้าในศีลข้อนี้ด้วย เรียกว่า อนุโลมมุสา ได้แก่ ๑. เสียดแทง คือ พูดเกินจริง โดยเจตนาให้เจ็บใจ รวมถึงการพูดด่า และพูดประชด ๒. สับปลับ คือ พูดกลับกลอก รวมถึงการพูดปดด้วยคะนองวาจา บางทีก็ตอนพูดยังไม่เป็นมุสาวาท แต่มาเป็นภายหลังก็มี คือ รับคำแล้วไม่ทำตามที่รับคำนั้น มีศัพท์ว่า ปฏิสสวะ ได้แก่ ๑. ผิดสัญญา คือ สัญญาว่าจะทำ แต่ภายหลังไม่ทำ ๒. เสียสัตย์ เช่น ข้าราชการถวายสัตย์ แล้วไม่ทำตามนั้น ๓. คืนคำ เช่น รับว่าจะทำ แล้วไม่ทำ คำพูดไม่จริง แต่ไม่นับว่าเป็นมุสาวาท ก็มี ได้แก่ ๑. โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เช่น เขียนลงท้ายจดหมายว่า ด้วยความเคารพอย่างสูง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เคารพเลย ๒. นิยาย คือ เรื่องที่รู้กันอยู่ว่าแต่งขึ้นมา ๓. สำคัญผิด คือ ไม่ได้มีเจตนาโกหก แต่พูดไปด้วยความเข้าใจผิด ๔. พลั้ง คือ ตั้งใจพูดอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปพูดอีกอย่างหนึ่ง การยุยง ด่าว่า เหน็บแนมผู้อื่น จัดอยู่ใน อนุโลมมุสา … ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมรัย คือ น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น เช่น กระแช่ เป็นต้น สุรา คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว ที่คนไทยเรียกกันว่า เหล้า สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเสพด้วยวิธีใด ก็จัดเข้าในข้อนี้ด้วย องค์แห่งศีลข้อนี้มี ๔ ได้แก่ ๑. น้ำเมา (รวมทั้งสิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย) ๒. จิตคิดจะดื่ม (หรือเสพ) ๓. พยายามดื่ม (หรือเสพ) ๔. น้ำเมานั้นล่วงลำคอลงไป (หรือเสพสำเร็จ) การขาย จำหน่าย จ่ายแจก สุราและยาเสพติดอื่นๆ ยังไม่ถึงกับผิดศีล แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการทำผิด จัดอยู่ใน “มิจฉาวณิชชา” มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม การค้าขายที่ผิดศีลธรรม มี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑. ค้าอาวุธ ๒. ค้ามนุษย์ ๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่า เช่น ฆ่าเป็นอาหาร เป็นต้น ๔. ค้าของเมา ๕. ค้ายาพิษ … ขอปิดท้ายการตอบโจทย์นี้ด้วยพุทธพจน์ ใน ธัมมิกสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธพจน์ตรัสโปรดธัมมิกอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสกบริวาร ๕๐๐ คน ดังนี้ “ต่อไปนี้ เราจะบอกข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์แก่พวกเธอ คือสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ประพฤติอย่างไร จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ จริงอยู่ สาวกที่ยังมีความหวงแหนในไร่นาเป็นต้น ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมของภิกษุล้วนๆ ได้ สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และที่มั่นคงในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ฆ่า จากนั้น สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ รู้อยู่ ควรงดเว้นการถือเอาสิ่งของต่างๆ ในทุกหนทุกแห่ง ที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ไม่พึงลักเอง ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก และไม่พึงอนุญาตให้ใครๆ ลัก พึงงดเว้นการถือเอาสิ่งของทั้งปวงที่เจ้าของมิได้ให้โดยเด็ดขาด สาวกที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าใจชัดแจ้ง ควรงดเว้นพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ เหมือนคนเดินหลีกหลุมถ่านเพลิงที่มีไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ ก็ไม่ควรล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น สาวกผู้อยู่ในที่ประชุม หรือในที่สาธารณชน และอยู่กับคนคนเดียว ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นพูดเท็จ และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ พูดเท็จ ควรงดเว้นคำพูดที่ไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่ควรประพฤติการดื่มน้ำเมา ควรยินดีชอบใจธรรมคือการงดเว้นการดื่มน้ำเมานี้ ไม่ควรชักชวนผู้อื่นให้ดื่ม และไม่ควรอนุญาตให้ใครๆ ดื่ม เพราะรู้ชัดถึงโทษของการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าในที่สุด เพราะความเมานั่นเอง คนพาลทั้งหลายจึงทำบาปต่างๆ ได้ ทั้งยังชักชวนคนอื่นๆ ผู้ประมาทให้ทำอีกด้วย สาวกที่เป็นคฤหัสถ์จึงควรงดเว้นการดื่มน้ำเมา ที่ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี มีแต่ทำให้เป็นบ้า หลงลืม ที่พวกคนปัญญาทรามชอบดื่มกันนี้ …” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล Shortlink: January 21, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
เพิ่มเติมวันออกอากาศ ตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ พุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓#ปฏิทินธรรม #เดือนมกราคม ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ?วันพุธที่ ๘, ๒๒, ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ตอบปัญหาในรายการ #ธรรมะสว่างใจ ณ สถานีโทรทัศน์ SBBTV วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177″>https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) ?วันอาทิตย์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ วิหารหลวงพ่อดำ #วัดอินทาราม ธนบุรี กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ 086-329 5504 ( คุณหลี ) (แผนที่ วัดอินทาราม https://goo.gl/91W4Nv”>https://goo.gl/91W4Nv ) ?วันพฤหัสบดีที่ ๙-๑๒ มกราคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #คอร์สกองบุญสร้างอริยะ #คอร์สเรียนรู้ตัวเองในขั้นพื้นฐาน ณ สถานปฏิบัติธรรม บ้านไรวา ต. บางพระ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี (แผนที่ สถานที่จัดงาน สถานปฏิบัติธรรม บ้านไรวา https://g.co/kgs/k42Nek”>https://g.co/kgs/k42Nek ) ?วันพุธที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ #คอร์สกลุ่มธรรมทาน ?วันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. บรรยายธรรม ในรายการ WBTV #วัดยานนาวา ๔๐ ถนน เจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 081 – 919 7423 คุณพันทิพา (แผนที่ วัดยานนาวา https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32″>https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32) ?วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น บรรยายธรรม ณ #อาคารปฎิบัติธรรมสุรัตนธรรมสถาน ถ.จักรพงษ์ ติดถนนใหญ่ ฝั่งเดียวกับวัดชนะสงคราม เยื้องสหกรณ์กรุงเทพ บางลำพู กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 087 -082 9707-8 , 081-933 0559 (คุณสุรัตน์) ?วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น บรรยายธรรม ณ #มศว.ประสานมิตร ?วันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 ( แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42″>https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) ?วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ #คอร์สกลุ่มธรรมทาน ติดตามตารางกิจนิมนต์พระอาจารย์ ได้ที่ เมนูหน้าปฏิทินธรรม www.nimmalo.com หรือ https://nimmalo.com/calendar/”>https://nimmalo.com/calendar/ Shortlink: January 20, 2020ปฏิทินธรรมadmin อ่านต่อ