วันศุกร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #การเผยแพร่กิเลสเป็นบาป เวลาเราเผชิญกับสถานการณ์จริง ๆ รู้อยู่ว่าคำพูดนี้ไม่ดี อย่าไปเอาคำพูดนั้นใส่คืนเขาไป เขาทำหน้าอย่างนี้ใส่เรา มันไม่ดี เราไม่ชอบใจ ก็อย่าไปทำหน้าที่ดุกว่านั้นใส่เขาไป เห็นเขาแยกเขี้ยวมา ถ้าเราก็แยกเขี้ยวตอบนะ มันก็คล้ายสุนัขแล้ว ให้รู้ทันว่าสิ่งนี้ไม่ดี เราไม่ชอบใจ อย่าเอาสิ่งที่น่าไม่ชอบใจนี้ ไปใส่ให้เขาตอบ ให้รู้ทันกิเลสว่า.. “นี่..เราไม่ชอบใจ ไม่พอใจแล้ว” การเผยแพร่กิเลสเป็นบาป เดี๋ยวนี้เผยแพร่กิเลสง่ายเนอะ! โพสต์ไปปุ๊บ! โทสะเกิดขึ้นทั้งประเทศเลย! โพสต์ไปปุ๊บ! ราคะเกิดขึ้นทั้งประเทศเลย! อย่าไปอยากเป็นเน็ตไอดอลในแนวนี้ ดังก็จริง แต่ว่าไม่ได้เป็นกุศลก็มี..ใช่มั้ย? อย่าเป็นอย่างนั้น สรุปวิธีจัดการกับกิเลส มี ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ รู้ทันมัน, ไม่ตาม, ไม่ต้าน (คือทำตามแนวทางวิปัสสนา) ข้อที่ ๒ ถ้ารู้ข้อ ๑ ไม่ทัน ให้ทำสมถะแก้ไข ข้อที่ ๓ คือถ้าทำวิปัสสนาก็ไม่ทัน และทำสมถะก็ไม่ทัน หลบไปก่อน…ถอย! ถอยแล้วตั้งหลัก แล้วกิเลสเกิดขึ้นอีกทำข้อ ๑ นะ! ไม่ได้ถอยไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ทำแต่ข้อ๓ นะ หรือทำแค่ข้อ ๒ ก็ไม่ได้นะ กิเลสเกิดขึ้นใหม่แล้วต้องทำข้อ ๑ เลย กิเลสก็แค่สิ่งเกิดใหม่ในจิตดวงใหม่ ธรรมบรรยายโดย.. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “ก้าวย่างในการภาวนา” คอร์สจิตเกษม https://youtu.be/Ebom8O5jhyY (ระหว่างนาทีที่ 43.51-45.48) Shortlink: January 17, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม #คอร์สจิตเกษม เรื่อง..#เห็นจิตเคลื่อน โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? สภาวะที่เห็นจิตเคลื่อน, จิตไหลเนี่ย มันสำคัญ! คือเห็นปุ๊บ! มันจะได้จิตตั้งมั่น ผลที่ได้จากจิตตั้งมั่นนั้น.. นำไปสู่การเดินปัญญาเช่นไร? รับชมและฟัง คลิปแสดงธรรม 621121B เห็นจิตเคลื่อน คอร์สจิตเกษม https://youtu.be/XMTEzxJaOow 621121B เห็นจิตเคลื่อน คอร์สจิตเกษม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be621121B เห็นจิตเคลื่อน คอร์สจิตเกษม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตท… Shortlink: January 14, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๘ #วิปัสสนู ต่างกับ #วิปัสสนา อย่างไร ?? #ถาม : “วิปัสสนู” เทียบเคียงกับ “วิปัสสนา” มันต่างกันยังไง? แค่ไหนครับ? #ตอบ : “วิปัสสนู” เป็นการเรียกสั้นๆ ที่จริงมีคำเต็มคือ “วิปัสสนูปกิเลส” แปลว่า อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด เป็นอุปกิเลสที่เกิดกับผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน เรียกว่า ตรุณวิปัสสนา คือ บางทีเจริญวิปัสสนาไปแล้ว..เกิดแสงสว่าง เช่น ดูจิตไปนี่..เห็นกิเลส กิเลสเกิดขึ้นแล้ว..เห็นกิเลส ตอนเห็นกิเลส..กิเลสดับ ตอนเห็นกิเลสแล้ว..กิเลสดับเนี่ย ขณะนั้นเรียกว่า “มีสติเห็นจิต” ตอนมีสติเห็นจิต..ก็เกิดกุศล ‘สติ’ เป็นตัวกุศลนะ พอกิเลสดับไปแล้ว..ใจก็สว่าง ที่ใจสว่างขณะนั้นนะ! ถ้าไปเข้าใจว่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นเป็นการบรรลุมรรคผล แสงสว่างนั้นก็กลายเป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา คนที่เจริญวิปัสสนามาถึงระดับนี้ เห็นกิเลสดับ แล้วจิตมันสว่างขึ้นมาเนี่ยนะ แล้วไปเข้าใจว่าความสว่างนี้เป็นมรรคผล ไอ้ความเข้าใจผิดอย่างนี้ เรียกว่า “อุปกิเลส” เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา จึงเรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” คนไทยก็มาเรียกสั้นๆ ว่า “วิปัสสนู” พอไปเทียบกับคำว่า “วิปัสสนา” มันก็เลยอาจจะงงว่าลงท้ายสระ “อู” กับลงท้ายสระ “อา” เนี่ย มันต่างกันอย่างไร? จริงๆ คำมันยาว “วิปัสสนูปกิเลส” มันมาจากคำ ๒ คำ คือ “วิปัสสนา” บวกกับคำว่า “อุปกิเลส” “อุปกิเลส” ก็คือ เครื่องเศร้าหมอง “กิเลส” ก็แปลว่า ความเศร้าหมอง ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ อย่างนี้นะ ฉะนั้น ความเศร้าหมองที่เกิดจากวิปัสสนา ก็คือว่า เจริญวิปัสสนามาแล้ว..แล้วเกิดปรากฏการณ์บางอย่าง แล้วเข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้น มันพิเศษเหลือเกิน น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม ประมาณนี้นะ! ก็เลยไม่ก้าวหน้าต่อไป เกิดเป็นความเศร้าหมองจากการเจริญวิปัสสนา.. มีอยู่สิบอย่าง ได้แก่ โอภาส คือ แสงสว่าง ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม ญาณ ความรู้ที่คมชัด ปัสสัทธิ ความสงบเย็นกายใจ สุข เป็นสุขที่ฉ่ำชื่นไปทั้งตัว อธิโมกข์ มีศรัทธาแรงกล้า ปัคคาหะ มีความเพียร อุปัฏฐาน มีสติชัดมาก อุเบกขา วางจิตเป็นกลาง นิกันติ ความติดใจพอใจ ดูดีทั้งนั้นเลยนะ! ครูบาอาจารย์บางทีท่านเคยบอกเล่าประสบการณ์ว่า.. ตอนมีสติชัดมากๆ เนี่ย เห็นแม้กระทั่งเม็ดในอากาศ เรียกว่า ความรับรู้มันชัดเจนมาก อย่างนี้นะ มีความเพียร.. ถ้าเพียรมาก ก็เข้าใจว่าความเพียรแบบนี้ น่าจะเป็นเครื่องหมายของการบรรลุอะไรอย่างนี้แหละ คือมันเป็นความเข้าใจผิด มีของดีต่าง ๆ เกิดขึ้น มีสภาวะดี ๆ เกิดขึ้นในใจหลังจากเจริญวิปัสสนาแล้ว แล้วเข้าใจว่า..มันเป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรม อย่างนี้นะ คือเรียกว่าเป็น “วิปัสสนูปกิเลส” ที่เข้าใจอย่างนี้ แล้วมันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เพราะว่ามันจะไม่เจริญต่อแล้ว เหมือนบอกว่า “สมบูรณ์แล้ว!” “สมบูรณ์แล้ว!..ก็ไม่เจริญกว่านี้อีกแล้ว” มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์มากกว่าสมบูรณ์แล้วใช่ไหม? พอคิดว่าบรรลุธรรมแล้ว ก็เลยไม่ภาวนา ไม่ทำอะไรต่อที่จะให้เจริญมากกว่านี้ ฉะนั้น การที่เห็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ จากการภาวนา แล้วคิดว่า ไอ้ปรากฏการณ์ดีๆ แปลกๆ เหล่านั้น เป็นเครื่องหมายของการบรรลุธรรมเนี่ย เป็นการคิดแบบผู้ที่ตกอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสนะ บางที..คนที่ประสบกับวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย เพียงแค่เขารู้สึกตัวขึ้นมาว่า “ไอ้เนี่ย!..มันไม่ใช่” วิธีแก้ไข ก็คือว่า.. รู้ก่อนว่า “ไอ้เนี่ย!..มันไม่ใช่” เป็นเพียงปรากฏการณ์อันหนึ่ง วิธีจะพ้นจากสภาวะวิปัสสนูปกิเลส ก็ทำจิตให้ตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ไอ้ที่หลงวิปัสสนูฯไปเนี่ย เป็นเพราะจิตมันไม่ตั้งมั่น จิตไหลไปหาปรากฏการณ์นั้น เช่น มีแสงสว่างปรากฏขึ้นเนี่ย.. มีสติ..แล้วจิตมันสว่างขึ้นมา จิต..มันไหลไปหาแสงสว่างนั้น มันจมอยู่ในแสงสว่างนั้น ก็ให้รู้ทันว่า..จิตเมื่อกี้ มันเคลื่อนไป หรือไม่ต้องไปสนใจแสงสว่างนั้นแล้ว..มารู้สึกตัว ตอนมารู้สึกตัวเนี่ย ด้วยใจแบบนักปฏิบัติที่เคยทำมาจนถึงได้วิปัสสนา จนเกิดวิปัสสนูฯ เนี่ยนะ เพียงแค่เขาทำสมถะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ต้องเป็นสมถะเพื่อสมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน.. จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็จะรู้เลยว่า “ไอ้สภาวะแสงสว่างนั้น..ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกเห็น จิต..ก็รู้อยู่ต่างหาก” คราวนี้ ไอ้สภาวะแสงสว่าง ก็หลอกไม่ได้แล้ว ไอ้ตอนแรกที่เห็นความแสงสว่างนี่ มันตื่นเต้นดีใจ ก็ไหลไปหาแสงสว่างนั้น ก็คิดว่า “แสงสว่างนี้ ดีจัง!” แล้วก็เป็นสภาวะที่น่าจะเป็นเครื่องหมายว่า “ฉันบรรลุอะไรสักอย่างแล้ว!” อะไรอย่างนี้นะ ที่แท้ มันก็เป็นเพียง.. สิ่งๆ หนึ่งที่ถูกรู้ มันเป็นสภาวะ หรือเป็นปรากฏการณ์อันหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเท่านั้นเอง แล้วยังมีสภาวะอื่นอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตาทั้งหมดเลย..แม้แต่ ตัวรู้! เหมือน “ฉันรู้” อะไรนี่นะ จริง ๆ แล้ว “ก็ไม่ใช่ฉัน” ด้วย.. เป็นเพียง ตัวรู้ ซึ่งเดี๋ยวก็รู้..เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็รู้..เดี๋ยวก็คิด อย่างนี้ ทั้งหมดเนี่ย..ต้องเข้าใจว่า มันไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา ก็กลับมาเจริญวิปัสสนาใหม่ ทุกครั้งที่เห็นรูปธรรม นามธรรม แสดงไตรลักษณ์แง่ใดหนึ่ง คือไม่เที่ยง, เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตาเนี่ยนะ ก็เข้ามาสู่วงจรในระดับของวิปัสสนาอีกครั้งหนึ่ง หลุดพ้นจากการถูกอุปกิเลสของวิปัสสนาครอบงำ คำว่า “อุปกิเลสของวิปัสสนา” ก็เมื่อควบรวมคำแล้ว ก็กลายเป็นว่า “วิปัสสนูปกิเลส” นะ และจะเกิดกับผู้ที่เจริญวิปัสสนาเท่านั้นด้วย ฉะนั้นผู้ที่เกิดวิปัสสนูปกิเลสเนี่ย ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องเสียใจ และไม่ต้องกังวลใจ ก็เพียงแค่..ทำให้เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พอจิตตั้งมั่น มันก็มองออกแล้ว บางทีเนี่ย จะมีคำสรุปอาการของวิปัสสนูปกิเลส ด้วยคำสั้น ๆ ว่า “เป็นความฟุ้งซ่านในธรรม” มันเป็นฟุ้งซ่านนะ! แต่ไม่ใช่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ แบบคนทั่ว ๆ ไป แต่มันฟุ้งในธรรม ติดในธรรมสิบอย่าง ตามที่ว่ามานั่นแหละ ภาษาบาลีใช้คำว่า “ธัมมุทธัจจะ” สองคำรวมกัน “ธัมมะ” กับ “อุทธัจจะ” ..กลายเป็นคำใหม่ขึ้นมา เป็น “ธัมมุทธัจจะ” “อุทธัจจะ” แปลว่า ฟุ้งซ่าน แต่ฟุ้งซ่านเนี่ย..ฟุ้งซ่านในธรรม ฟุ้งซ่าน..ไปในเรื่องของ เห็นแสงสว่าง แล้วฟุ้งไปว่า.. “เราบรรลุแล้ว!” อะไรอย่างนี้นะ คิดไปเอง คิดเข้าข้างตัวเอง คือทุกคนเนี่ย เวลาจะมาภาวนาเนี่ย มันก็ต้องอยากบรรลุธรรมแหละ.. พอเจอสภาวะดีๆ ดูเหมือนว่ามันเที่ยง เราบังคับได้ ก็ชวนให้เข้าใจผิด ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น “อนิจจัง” และเป็น “อนัตตา” “ทำไมมันเที่ยง? ทำไมเราบังคับได้?” ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่า เราเองน่าจะผิด พอรู้สึกว่าเราเองน่าจะผิดเนี่ยนะ..ลองกลับมาเริ่มต้นใหม่ เริ่มจากทำกรรมฐานใหม่ ทำสมถกรรมฐานขึ้นมาก่อน แล้วก็ทำสมถะ..เพื่อรู้ทันจิต พอทำสมถะ เพื่อรู้ทันจิตเนี่ย..จิตเผลอไป..ก็รู้ จิตไหลจมไปในปรากฏการณ์ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสทั้งหลาย..ก็รู้ อย่างนี้ พูดง่าย ๆ ว่า จิตเผลอ..ก็รู้ จิตเพ่ง..ก็รู้ ไม่ว่าจะเผลอ หรือจะเพ่งเนี่ย.. แค่รู้เฉยๆ มันเผลอไป..ก็อันนี้เห็นง่าย แต่ไอ้เพ่งเนี่ย..อาจจะเห็นยากหน่อย บางทีเพ่งเบาๆ คือไปทำการประคับประคองให้มันอยู่นิ่งๆ กับอารมณ์นั้น ประคองปรากฏการณ์ที่ดีนั้น..ให้อยู่นานๆ ประมาณนี้นะ อย่างนี้ให้รู้เลยว่า.. “เนี่ย! ทำไปเพราะความอยากแล้วนี่” พออยากไปรู้ชัดๆ..จิตมันก็ไปสนใจสิ่งนั้น พอสนใจสิ่งนั้น พูดภาษาปัจจุบัน ก็เรียกว่า “มันมีการโฟกัส ณ จุดๆ หนึ่ง” ถ้ามีจุด, มีขอบ, มีเขต อะไรอย่างนี้นะ แสดงว่า เราเพ่งแล้ว ถ้าเพ่งอย่างนี้..ก็ให้รู้ทัน รู้ทันจิตที่มันไหลไปหาอารมณ์ อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็นจิตที่มันเคลื่อนไป เห็นจิตที่เคลื่อนไปเนี่ย.. ความเคลื่อนอันนั้นนะ!..ถูกเห็นนะ ขณะที่เห็น..จะกลายเป็น “จิตที่ไม่เคลื่อน” จิตไม่เคลื่อนเนี่ย..พูดอีกแง่หนึ่งก็เรียกว่า “จิตตั้งมั่น” ฉะนั้น เห็นจิตเคลื่อน.. ก็ได้ “จิตตั้งมั่น” พอจิตตั้งมั่น..ก็จะเห็นความจริงเลย ภาษาพระ ก็เรียกว่าเกิด “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ศัพท์ยากหน่อย แปลว่า “ความรู้ความเห็นตามที่มันเป็น” เห็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ที่เคยถูกหลอก..ก็เห็นว่า มันเป็นเพียงการปรากฏการณ์อันหนึ่ง แล้วจิต..ก็เป็น ผู้รู้ อยู่ต่างหาก ความจริงอันนี้..พอเห็นไปแล้วนะ แทนที่จะไปติดไอ้อาการที่ดีๆ เหล่านั้น..ก็กลายเป็นว่า คลายวาง เห็นความจริง..แล้วก็หน่าย พอหน่าย..แล้วก็คลายวาง พอคลายวาง..ก็ หลุดพ้น อย่างนี้นะ ถ้าหลุดพ้นเพียงชั่วคราว..ก็ให้รู้อีก ถ้าหลุดพ้นเพราะมรรคผล..ก็จะมีอาการอีกแบบหนึ่ง คือมันจะย้อนมา ไม่ว่าจะย้อนมาดูตอนไหน ก็จะเห็นเลยว่า สังโยชน์ถูกละไป ถ้าเป็นพระโสดาบัน ก็ละสังโยชน์ ๓ ตัว คือ.. ละสักกายทิฏฐิ มองมาในกายนี้ ในใจนี้..ก็จะไม่เห็นเรา ไม่เห็นความเป็นเรา ละวิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย มีความศรัทธาตั้งมั่น, เชื่อไม่คลอนแคลนในพระพุทธเจ้า, พระธรรม และพระสงฆ์ ละสีลัพพตปรามาส ไม่ถือการปฏิบัติในศีลและพรตที่ผิดๆ ตัวสำคัญที่ชัดหน่อยคือ ข้อแรกนั่นเอง คือ รู้ว่า, มีความเห็นว่า กายนี้..ไม่ใช่เรา และใจนี้..ก็ไม่ใช่เราด้วย แต่ต้องดูนาน ๆ หน่อยนะ บางทีคนที่ทำถึงขั้นที่ว่า วิปัสสนูปกิเลสเนี่ย ก็น่าจะทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานมามากพอสมควร บางทีในขณะที่ทรงฌาน..มันจะไม่เห็นว่ามีเรา แต่พอออกจากฌานแล้ว..อาจจะมี ฉะนั้น อย่าไปดูตอนทรงฌาน อย่าไปดูตอนเข้าสมาธิ ให้ดู..ตอนชีวิตปกติ เวลาถูกคนด่า..เราโกรธ แล้วมันโกรธ ก็โกรธได้นะ!..แต่มันมีเราไหม? หรือว่า อยากจะกินอะไร..มันเหมือนเราอยากจะกินจริงๆ นะ.. มีเราจริงๆ นะ อย่างนี้ ก็ให้ดูตอนที่เผลอ ตอนเผลอ..มันจะแสดงตัวตนออกมา ถ้ายังไม่ใช่เป็นพระอริยะนะ ยังเป็นปุถุชนอยู่นี่..ความรู้สึกว่ามีตัวตน จะมี จะผุดขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์อะไร จริงๆ แล้ว ถ้าจะให้ปลอดภัย คืออย่าเพิ่งเชื่อ ดูไป ดูไปนานๆ แล้วความจริงก็จะปรากฏเอง แล้วก็ไม่ต้องคิดจะไปต่อยอด เอาแค่ว่า..เริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ ครูบาอาจารย์จะใช้คำว่า “นับหนึ่ง! นับหนึ่งใหม่!” ทุกๆ ขั้นตอนของการภาวนา ให้นับหนึ่งใหม่ คือ เริ่มต้นรู้สึกตัว บางคนเนี่ยนะ ก็ใช้ว่า “เห็นกายหายใจ” เห็นกายหายใจ แล้วดูจิต..เผลอไป การนับหนึ่ง ก็คือ การกลับมาเห็นกายหายใจ แล้วจิตเผลอ..รู้ทัน แล้วนับหนึ่ง ไม่ต้องไปนับ สอง, สาม, สี่.. เห็นจิตเผลอ..แล้วรู้ทันเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าเห็นเผลอ..แล้วคือ สอง แล้วก็ เห็นเผลออีกครั้ง..คือ สาม ไม่ใช่อย่างนั้น นับหนึ่ง คือเริ่มต้น.. รู้สึกว่ากายกำลังหายใจ แล้วพอเผลอไป..รู้ทัน ไม่ต้องนับอะไรนะ! แล้วกลับมานับหนึ่งใหม่ ตอนที่ไม่รู้ตัวเลยเนี่ย..ศูนย์! ไม่มีอะไรเพิ่มเลย กลับมานับหนึ่ง.. คือรู้ว่ากายกำลังหายใจ โดยมีเป้าหมายว่า การเห็นกายหายใจครั้งนี้ เป็นเพียงแค่เครื่องเทียบ เพื่อดูว่าจิตจะเผลอไปเมื่อไหร่? ไม่ใช่มาเห็นกายหายใจเพื่อรักษาให้จิตอยู่กับกาย ไม่ใช่ว่าจะบังคับจิตให้อยู่กับกาย เพียงแค่เป็นจุดเริ่มต้น แล้วถ้าจิตจะทำงาน..ก็ให้มันทำงานไป เรียกว่ามีความปล่อยอิสระ ให้จิตมันมีความคล่องตัวในการทำงาน ไม่ใช่ไปกดจิตให้อยู่นิ่งๆ บังคับจิตให้อยู่นิ่งๆ ถ้าบังคับ ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า มันรู้สึกหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ อย่างนี้นะ อย่างนี้ไม่พร้อมที่จะเดินปัญญา สรุปว่า วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่นนะ วิธีแก้ ก็ทำจิตให้ตั้งมั่น เท่านั้นเอง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ Shortlink: January 14, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม จากคอร์สจิตเกษม เรื่อง #ภาวนาถูกหรือยัง โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ?? ข้อผิดพลาดของนักปฏิบัติคือ มันจะชอบหวังดีกับตัวเอง จะไปทำจิตดีๆ เห็นจิตนี้ไม่ดีแล้วก็ชอบเข้าไปแทรกแซง ทีนี้เราลองมาเช็คตัวเองดูนะ! ว่าเราภาวนาถูหรือยัง? จากคลิปแสดงธรรม 621121-ภาวนาถูกหรือยัง-คอร์สจิตเกษม โดย-พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล https://youtu.be/7ioZwBNzTUA 621121-ภาวนาถูกหรือยัง-คอร์สจิตเกษม โดย-พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be621121-ภาวนาถูกหรือยัง-คอร์สจิตเกษม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิต…. Shortlink: January 13, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๙ มการาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๘ #ปริญญาดูจิต ….ถ้าเราตั้งใจเพียงแค่ว่า..จะศึกษาเรื่องจิต จิตจะดี..ก็ดี รู้ว่าดี แต่ก็ไม่รักษามัน เพราะจะเรียนรู้เฉย ๆ จิตไม่ดี..ก็รู้ว่าไม่ดี แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนใจ กับสิ่งที่ไม่ดีเมื่อกี้นี้ เพราะเราจะเพียงแค่เรียนรู้ว่า จิตเมื่อกี้นี้มันไม่ดี พอเรารู้แล้วจิตไม่ดี มันก็ดับด้วย แล้วดับจริง ๆ แต่ถ้าตั้งใจจะให้มันดี พอจิตไม่ดีเกิดขึ้น เห็นว่าไม่ดีนะ ไอ้ความไม่ดีเมื่อกี้นี้เป็นศัตรู เช่น มีความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธนี้เป็นศัตรูของสติ หรือเป็นศัตรูของการทำความสงบ ก็จะรีบดับมัน ความเผลอเมื่อกี้นี้ไม่ดี เพราะมันเป็นศัตรูของการเจริญกรรมฐานของเรา กรรมฐานที่ดีมันควรจะอยู่ตรงนี้ ไม่เผลอไปไหนเลย มีเผลอแล้วรีบดึงกลับมา ดึงกลับมาได้..ก็ดีใจชั่วขณะ ดึงกลับมาไม่ได้..ก็เสียใจ หมดกำลังใจ นึกออกมั้ย? จะไม่เห็นสภาวะตามที่มันเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะไม่เกิด เพราะเห็นมันเป็นศัตรู แต่ถ้าเราตั้งใจเพียงแค่ว่า..จะศึกษาเรื่องจิต ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ จะเห็นความจริงทันทีเลยว่า..มีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้ว พอเห็นปุ๊บ! ถ้ามันเป็นของไม่ดีนะ จะดีมาก คือมันจะดับให้ดูเลย ความจริงที่ปรากฏกับจิต ก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ความจริงเบื้องต้นคือ มีสภาวะนี้(ดีหรือไม่ดี) เกิดขึ้นจริง สภาวะนี้..ที่ว่านี้มักจะเป็นของไม่ดีด้วย เวลาพระพุทธเจ้าให้ดูจิต จะให้ดูของที่ไม่ดีก่อน ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ของไม่ดีทั้งนั้นเลย แต่เห็นทีไรนะ! จะเกิดของดีขึ้น คือเห็นมันดับ เพราะฉะนั้น ความจริงที่เราเห็นเนี่ยจะพัฒนาขึ้น ตรงนี้มีศัพท์ด้วยเรียกว่า “#ปริญญา” (ความรู้) ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง #ฝึกใจให้เป็นอิสระ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ #อาคารธรรมดีรุ่งโรจน์ ลิงค์ไฟล์เสียง 621215 ฝึกใจให้เป็นอิสระ-ธรรมดีรุ่งโรจน์ http://bit.ly/391iGIs (ระหว่างเวลา ๐๑.๐๕.๒๕ – ๐๑.๐๗.๐๔) Shortlink: January 9, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๗ #สามีเสียชีวิต กับ #วิธีตัดใจในความเศร้า ?? #ถาม : สามีเสียชีวิตไปปีกว่าแล้ว แต่โยมยังมีอาการร้องไห้คิดถึงเขาอยู่ทุกวัน ทำใจไม่ได้ จะตัดใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ : วิธีตัดใจนะ! ถ้าสมมุติว่าสามีโยมนี่ตายไปแล้วไปสู่สุคติแล้วไปเป็นเทวดาแล้ว ถ้าเขามาดูอดีตภรรยา เห็นเรายังร้องไห้ทุกวันเลย เรายังรู้สึกว่าเศร้าใจ สามีก็จะเศร้าใจ คงจะนึกประมาณว่า “แทนที่จะทำบุญให้เรา กลับทำอกุศลให้เรา นึกถึงเราทีไร ก็ร้องไห้ทุกที” นี่ มันส่งอกุศลนะ! เพราะการร้องไห้นี่ก็เพราะมีความเศร้าโศก จิตเศร้าหมอง มันไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครเลย กับตัวเอง..ก็ไม่ได้ กับสามีที่ตายไปแล้ว..ก็ไม่ได้ สมมุติเขาไม่ได้เป็นเทวดา..ไปเป็นเปรต..สมมุตินะ! สมมุติว่าเขาเป็นเปรต กำลังรอบุญอยู่ คงจะนึกประมาณว่า “แล้วไหนล่ะบุญ? ไม่เห็นมีบุญส่งมาเลย มีแต่น้ำตา มีแต่ความทุกข์” อย่างนี้ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย แล้วก็กลับกลายเป็นซ้ำเติมกันเองอีก เพราะเขาก็กำลังทุกข์ ต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น ทำใจให้สบาย ๆ ก่อนนะ ที่นี้ เราระลึกได้ว่า เราเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกัน เคยมีสุขมีทุกข์ร่วมกัน เห็นอย่างนี้แล้ว เราระลึกถึงเขาแล้วเนี่ย เห็นความเอื้อเฟื้อที่เคยมีต่อกันอย่างนี้ ก็ควรจะทำบุญ ทำบุญมีอะไรได้บ้าง? มีให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ให้ทานก็มีได้ทั้งให้วัตถุทาน ให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน จะเห็นว่าบุญทั้งหมดนี้ที่ว่ามานี้ มีเสียตังค์อยู่แค่ส่วนเดียว นอกนั้นเนี่ย.. ให้อภัยทานไม่ต้องเสียตังค์ ได้บุญมากด้วย แล้วก็ให้ธรรมทาน คือให้ความรู้ของเรามีประโยชน์กับคนอื่นต่อ ธรรมทานระดับสูง ก็คือว่า ได้ธรรมะแล้ว รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว ก็มาบอกต่อ แต่เราไม่ถึงขั้นนั้น ยังไม่รู้ธรรมเห็นธรรม ก็ดูว่า เรามีความรู้ความสามารถอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็ไปถ่ายทอด เช่น ทำขนมเก่ง ก็ไปสอนเขาทำขนม ทำกับข้าวเก่ง ก็ไปสอนเขาทำกับข้าว อย่างนี้นะ มีฝีมือในการประดิษฐ์อะไร ก็ไปสอน ให้คนเขาได้รับความรู้ความสามารถพัฒนาตัวเองต่อไป ทำแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นประโยชน์ด้วยนะ จิตก็เป็นกุศล บุญก็ได้มาก ได้บุญแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลไปให้สามีด้วยนะ ไม่ใช่มานั่งจมกับความเศร้า คิดถึงสามีด้วยจิตเศร้า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับใครเลย พยายามหาเวลา ทำตนเองให้เป็นประโยชน์ จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า คุณค่าที่เกิดขึ้นนี่ จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ทีนี้ก็จะใช้ชีวิตขลุกอยู่กับบุญ ลืมร้องไห้คร่ำครวญไปเลย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “#ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/XP0EvakOHTk (นาทีที่ 10:34 – 14:00) Shortlink: January 8, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม เรื่อง..#ก้าวแรก โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? “#การลงมือทำเมื่อไหร่ก็ผิดทุกที” จากประสบการณ์การปฏิบัติของพระอาจารย์ ท่านนำมาเล่าให้ฟัง..เพื่อเป็นแนวทาง เป็นก้าวแรกของนักภาวนาใหม่ รับชมและฟัง ก้าวแรกของนักปฏิบัติ ได้ที่ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/_Is83QOcNX0 บรรยายธรรม ณ กลุ่มบ้านอริยะ หมู่บ้านธาริณี ๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ 621208-ก้าวแรก-โดย-พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.beก้าวแรก โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ….. Shortlink: January 7, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๖ #การเจริญสติปัฏฐาน ?? #ถาม : อยากทราบวิธีดู กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมครับ? #ตอบ : อันนี้เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะมีคำเป็นชุดอยู่ว่า “ตามดูกายในกาย… ตามดูเวทนาในเวทนา… ตามดูจิตในจิต… ตามดูธรรมในธรรม…” ที่ว่า “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” เนี่ย ก็มีอธิบายได้ ๒ แง่ใหญ่ ๆ ยกตัวอย่าง อย่างดู “กายในกาย” ก่อน “กายในกาย” ในแง่ที่หนึ่ง ก็คือ กายมันมีหลายส่วน ก็ดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ เป็นตัวแทนของกาย เรียกกายในกาย เช่น ดูลมหายใจ ลมหายใจนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย ก็รู้ว่านี่เป็นเพียงกาย ในกายทั้งหมดนี้ หรือว่าจะดู ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง ก็คือแต่ละส่วน ๆ ก็คือส่วนหนึ่งของกาย ในกายทั้งหมดนี้ เวลาดูกายก็คือ ยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมาพิจารณา และเห็นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด จึงใช้คำว่า “กายในกาย” ดู “เวทนาในเวทนา” ก็เช่นเดียวกัน เวทนาก็มีสุข, ทุกข์ หรือเฉย ๆ คือไม่สุขไม่ทุกข์ ภาษาบาลีเรียกว่า “อทุกขมสุข” เห็นสุข ก็คือ เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย เห็นทุกข์ ก็เห็นเป็นแค่เวทนาในบรรดาเวทนาทั้งหลาย นี่คือ เห็น “เวทนาในเวทนา“ เห็น “จิตในจิต” ก็คือ เห็นจิตมันแสดงการปรุงแต่งต่าง ๆ นานา พระพุทธเจ้าเวลาให้ดูจิตในจิตเนี่ย พระองค์ให้ดูว่า.. จิตมีราคะ ก็ให้รู้ว่า..มีราคะ จิตไม่มีราคะ ก็ให้รู้ว่า..ไม่มีราคะ เป็นต้น ราคะ ก็เป็นหนึ่งในความปรุงแต่งในจิตนี้ อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต“ เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เช่น เห็นความลังเลสงสัย ก็รู้ว่า นี่เป็นเพียงสภาวะหนึ่งในนิวรณ์ เป็นต้น แง่นี้คือ เห็นส่วนย่อยในส่วนองค์รวม อีกแง่หนึ่ง “กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม” ก็คือว่า เห็น “กายในกาย” ก็คือมันเป็นแค่ “กาย“ คนเวลาเห็น “กายที่ไม่ใช่กาย“ มันจะเห็นเป็นยังไง? ก็เห็นเป็น “กู“ เห็นเป็น “ฉัน” อย่างนี้นะ อย่างนี้ไม่ใช่.. ความจริงมันก็คือ “กาย” นั่นแหละ! ลม ก็คือ “กาย“ ผม, ขน, เล็บ ก็คือ “กาย“ ‘ไม่ใช่ผมฉัน ไม่ใช่เล็บฉัน ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ฉัน’ ถ้ากำลังนั่ง ก็เป็น “กาย” อยู่ในอิริยาบถนั่ง ถ้าเดินจงกรมอยู่ ก็เห็น “กาย” กำลังอยู่ในอิริยาบถเดิน ไม่ใช่ “กู” เดิน ไม่ใช่ “ฉัน” เดิน นี่ก็คือ เห็น “กายในกาย“ เวลาเห็นเวทนา ก็เวทนานั่นแหละ เห็นสุข ก็คือ สุขเวทนา เห็นทุกข์ ก็คือ ทุกขเวทนา ‘ไม่ใช่ฉันทุกข์ ไม่ใช่ฉันสุข ไม่ใช่ฉันเฉย ๆ ด้วย’ มันเป็นแค่ “เวทนา” เห็น “เวทนาในเวทนา” ก็คือ.. เห็นเป็นเวทนา ไม่ใช่เห็นเป็น “ฉัน” ไม่ใช่เห็นเป็น “เรา“ ไม่ใช่เห็นเป็น “กู“ เวทนา ก็เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เวลาดูจิต เห็นราคะ.. ก็แค่ราคะ ไม่ใช่เป็น ”เรา” มีราคะ ไม่ใช่ “ฉัน” มีราคะ ‘ไม่ใช่ฉันโกรธ ไม่ใช่ฉันโลภ ไม่ใช่ฉันหลง’ มันเป็นแค่ เป็นความปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ เรียกว่า เห็น “จิตในจิต” เห็นโทสะในจิต, เห็นโมหะในจิต, เห็นฟุ้งซ่านในจิต, เห็นหดหู่ในจิต อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็น “จิตในจิต“ แล้วคือ มันเป็นเพียงแค่สภาวธรรม เป็นรูปธรรมบ้าง เป็นนามธรรมบ้าง ถ้าเห็นรูป..ก็เป็นรูปธรรม ถ้าเห็นเวทนา หรือเห็นจิตแสดงเป็นกิเลสต่าง ๆ ..ก็เป็นนามธรรม ก็สักแต่ว่า รูปธรรมบ้าง-นามธรรมบ้าง ที่เกิดขึ้นมา ให้สติไปรู้เข้าเท่านั้นเอง ไม่มีเราในบรรดาสิ่งเหล่านี้เลย รูป..ก็ไม่ใช่เรา เวทนา..ก็ไม่ใช่เรา จิตทั้งหลาย..ก็ไม่ใช่เรา ธรรมทั้งหลาย ก็เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ เป็นต้น ..ก็ไม่ใช่เรา ขันธ์ ๕ มี รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ..ไม่ใช่เรา อายตนะทั้ง ๖ นี้ ก็มีอะไรบ้าง? ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ คู่กับ รูป, รส, กลิ่นเสียง, สัมผัส, ธรรมารมณ์ เหล่านี้..ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย เห็นเป็นเพียงสภาพธรรม อันนี้เห็น “ธรรมในธรรม” นะ! เห็นเป็นสภาพธรรมของมันไปตามอย่างนี้..ไม่มีเรา เรียกว่าเห็น “กายในกาย”.. ‘ไม่ใช่เห็นกูในกาย เห็น “เวทนาในเวทนา” ‘ไม่ใช่เห็นว่ากูเจ็บ กูปวด’ เห็นเพียงแค่เวทนา เห็น “จิตในจิต“ ก็คือ เห็นมันแสดงความปรุงแต่ง เป็นราคะ, โทสะ, โมหะ, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ เป็นต้น เห็น “ธรรมในธรรม” ก็เห็นสภาวะธรรมที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง มี นิวรณ์, ขันธ์, อายตนะ เป็นต้น ก็เป็นเพียงสภาวะธรรม เห็นทีไรก็เข้าใจมากขึ้น ว่าชีวิตนี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของรูปธรรมนามธรรมมาประกอบกัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/xGwa3WUjc4Y (นาทีที่ 12:30 -17:43) Shortlink: January 3, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#เชิญฟังธรรม วันจันทร์นี้ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๙.๓๐ น. ขอเรียนเชิญไปฟังธรรม ณ ลานปฏิบัติธรรม วัดสังฆทาน นนทบุรี แสดงธรรมโดย พระอาจารย์กฤช นิมมฺโล แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) Shortlink: December 30, 2019เชิญฟังธรรมadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๕ #ทำไมภาวนาแล้วเห็นจิตมีแต่ทุกข์ ?? #ถาม : โยมสวดมนต์เองบ้างไปสวดที่วัดบ้าง นั่งทำสมาธิได้น้อยมากไม่ค่อยได้นั่งทำเป็นกิจลักษณะ พยายามตามดูรู้ใจตามดูความคิด ก็เห็นแต่จิตทุกข์, จิตโกรธ, จิตกลัว, จิตกังวล, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ปนเปกันไปว้าวุ่นวุ่นวาย ปฏิบ้ติไปนาน ๆ เข้า จิตมีแต่ความทุกข์ ไม่เห็นจิตจะมีพุทธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เลยค่ะ #ตอบ : เวลาจิตเป็นทุกข์ จิตมันจะจมอยู่ในเรื่องราว ถ้ารู้ทันว่าจิตมันจมอยู่ในเรื่องราว ก็จะเห็นว่าจิตที่เป็นทุกข์เมื่อสักครู่นี้ถูกรู้ จิตปัจจุบันก็เป็นจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก ถ้าดูไม่ทัน หรือไม่รู้ว่าจะภาวนายังไงต่อ ก็ให้กลับไปทำสมถะ เช่น กลับมารู้ที่กาย หรือเห็นกายหายใจก็ได้ เดี๋ยวก็จะเห็นจิตมันทำงานเอง ทบทวนหลักที่หลวงพ่อได้สอนไว้นะ คือ 1. ดูจิตได้ ให้ดูจิต 2. ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย 3. ดูจิตไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ให้กลับไปทำสมถะ มีเวลาที่ไม่ต้องกังวลเรื่องภาวนาอยู่สองเวลา คือ 1. ตอนนอนหลับ 2. ตอนทำงานที่ต้องใช้ความคิด เวลานอกนั้น ภาวนาตามหลักสามข้อข้างบนนะ โยมไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก เพียงแค่บางทีมันลืมหลักไปน่ะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล Shortlink: December 30, 2019นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๔ #วางใจยังไงเพื่อไปสุคติภูมิ ?? #ถาม: ปุถุชนทั่วไป ซึ่งค่อนข้างจะไม่รู้เกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ควรวางจิตอย่างไร ที่ให้พ้นจากนรก หรือเดรัจฉานครับ? #ตอบ: ถ้าจะให้อาตมาแนะนำก็คือ อย่ารอถึงวันตาย! คนปุถุชนชนทั้งหลาย ที่ตามสเปคที่โยมว่ามานี้นะ ถ้ารอถึงวันตายเนี่ย..ช่วยยาก ก็ต้องให้เขามาตระหนักความจริงที่ว่า คนเราเกิดมาต้องตายนะ แล้วทางไปหลังจากตายเนี่ย มันไปได้หลายทาง มีทั้งไปดีและไปไม่ดี ไปสุคติกับไปทุคติ ถ้าใจเรามีทุนไม่พอที่จะไปสุคติ มันก็มีโอกาสมากเลยที่จะไปทุคติ ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หวังว่าไปวางใจยังไงตอนใกล้ตาย แต่ควรจะลึกถึงความตายเสียแต่บัดนี้ แล้วสร้างเหตุที่จะไปสุคติ ถ้าต้องการจะเวียนว่ายตายเกิดต่อนะ ก็สร้างเหตุที่จะไปสุคติซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้ อะไรที่ควรทำ สิ่งที่จำเป็นสิ่งเร่งด่วน เพื่อที่จะเตรียมตัวไปสุคติ ก็ต้องทำซะแต่เดี๋ยวนี้เลย ศึกษาวิธี..ถ้าไม่รู้..ก็เข้าหาครูบาอาจารย์ว่าต้องทำอะไรบ้าง? สรุปง่าย ๆ สิ่งที่ต้องทำก็คือ… ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็คือ การทำบุญ นั่นเอง การทำบุญ ก็ควรให้เกิดมีความอิ่มอกอิ่มใจในการทำด้วย ไม่ใช่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำ ถ้าถูกบังคับให้ทำ เจ้าตัวให้ทานไปก็รู้สึกว่า “เสียดาย!” แทนที่จะได้บุญมาก บางทีอาจจะได้บาปด้วยซ้ำไป มัวแต่คิดเสียดาย หรือมัวแต่คิดตำหนิผู้รับอย่างนี้นะ ก็บางทีมันไม่คุ้ม #เรื่องการให้ทาน : ก็ต้องให้เขาเห็นประโยชน์ จากการที่จะสละสิ่งของให้กับบุคคลอื่น ได้รับความชุ่มชื่นใจ ที่ได้เห็นคนอื่นรับสิ่งของที่เราสละไปนั้น แล้วผู้รับเขามีความสุขขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น เห็นเขามีชีวิตดีขึ้น เราผู้ให้ก็อิ่มอกอิ่มใจ #เรื่องการรักษาศีล : ก็ควรจะรู้สึกว่า “การระวังรักษาการแสดงออกทางกายวาจา ที่จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปล่วงเกินคนอื่น“ เป็นเรื่องดี เป็นการดี ที่ได้ทำตนให้ไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ด้วยการ.. – ไม่ไปทำร้ายชีวิตเขา – ไม่ไปทำลายทรัพย์สมบัติของคนอื่นเขา – ไม่ไปทำลายคนรักของคนอื่นเขา – ไม่ไปพูดร้าย ๆ ทำให้คนอื่นเขาต้องเสียผลประโยชน์ต่าง ๆ นะ คือ ไม่พูดปด, ไม่พูดส่อเสียด, ไม่พูดคำหยาบ, ไม่พูดเพ้อเจ้อ – แล้วก็รักษาตนเองให้เป็นผู้มีสติ ให้สังคมหรือคนที่อยู่รอบข้างที่พบเราแล้ว เขารู้สึกปลอดภัย ก็คือทำตนให้เป็นผู้ไม่มึนเมา รักษาตนด้วยการรู้ว่าถ้าเสพสิ่งนี้แล้วมึนเมา..อย่าไปยุ่ง! อย่าไปเกี่ยว ยุคนี้ ก็มีเสพวัตถุที่ทำให้เรามึนเมาได้หลายอย่าง..ก็ต้องหลีกเลี่ยงมัน แล้วก็ไม่พาตนเองไปในที่ที่อันตราย ที่เราอาจจะต้องไปเสพสิ่งเหล่านี้ด้วย ก็คือ..พัฒนาตนเอง ด้วยการ “ระวังรักษาการแสดงออกทางกายวาจา ที่จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปล่วงเกินคนอื่น“ #เรื่องการเจริญภาวนา : พอพัฒนาตนเองด้วยการทำบุญได้ถึงรักษาศีลแล้ว ก็ต้องพัฒนาไปถึงขั้นที่จะพัฒนาจิตใจด้วย..ด้วยการทำสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ภาวนามี ๒ เรื่อง คือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา “สมถะ” คือ รู้จักทำจิตให้สงบบ้าง ที่มันฟุ้งซ่านวุ่นวายเนี่ย..ก็รู้จักทำความสงบบ้าง ทำความสงบได้แม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วนะ..จะรู้สึกแล้วว่า “ไอ้ความสงบเนี่ยนะ มันดีจังเลย!” เราวุ่นวายมามากเนี่ยนะ..พอสงบไปนิดเดียว จะรู้สึกว่า.. “ไอ้ที่เราสงบเนี่ย! เป็นความสุขอย่างมากเลย” “ไอ้ที่วุ่นวายทั้งหมดเนี่ย! มันเป็นเรื่องหยาบ ๆ แล้วก็ใจเป็นทุกข์” พอได้สงบสักนิดนึง ได้ลิ้มรสของความสงบนะ..ก็จะมีกำลังใจที่จะภาวนาต่อ ทีนี้พอสงบแล้วเนี่ย! อย่าให้สงบเพียงแค่พัก..แล้วก็ฟุ้งใหม่ สงบแล้ว..ฟุ้งใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้เฉย ๆ ก็ให้ความสงบนั้นมาเป็นบาทฐานให้เกิดความเข้าใจชีวิตจริงอันนี้ด้วย หาความจริงของชีวิตที่ว่า “กายนี้..ตกลงมันเป็นเราหรือเปล่า?” “ใจนี้..มันเป็นเราหรือเปล่า?” ที่เราเศร้า หรือที่เราทุกข์ทุกวันนี้ เพราะว่ามันมีการยึดถือ กายนี้..เป็นเรา ใจนี้..เป็นเรา แล้วพยายามแสวงหาอะไรต่างๆ มาสนองเรา ใครมาขัดขวาง..ก็โกรธเขา กายมันจะเจ็บ จะป่วย..ก็เดือดร้อนใจ กายมันจะตาย..ใจก็กระวนกระวาย จิตใจที่กระวนกระวายนั่นแหละ! จะพาไปทุคติ ถ้าเจริญวิปัสสนาด้วย..ก็จะเห็นความจริง มันเป็นธรรมดาอย่างนี้ ยอมรับความจริงได้ เพราะวิปัสสนา คือ กระบวนการเรียนรู้กายใจตามที่มันเป็น มันจะแก่ จะเจ็บ จะตาย.. ก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่ไปเดือดร้อนอะไรกับมัน แต่รักษานะ! รักษามัน รักษา..เพื่อเอาชีวิตมาภาวนาต่อ มาพัฒนาจิตใจของเราให้เต็มที่ แต่ถ้ามันถึงที่สุดแล้ว รักษาไม่ได้ มันป่วย..ถึงขั้นที่จะต้องตายแล้ว หรือว่า มันแก่..จนกระทั่งมันจะต้องตายแล้วเนี่ยนะ ก็รับความจริง ไม่ทุกข์กับมัน เพราะเห็นมามากแล้ว เรียนรู้กายใจตามที่มันเป็นมามากแล้ว อย่างนี้นะ การที่เราภาวนา ก็เพื่อที่จะมาถึงวาระสุดท้าย เห็นว่า..มันเป็นธรรมดาของมันอย่างนี้ ไม่เสียดาย ไม่อาลัยอาวรณ์ เข้าใจความจริงของมัน ใจที่มันมีปัญญาอย่างนี้ ถ้าแม้ว่าไม่บรรลุมรรคผล ก็จะไปสู่สุคติ แล้วก็จะไปภาวนาต่อที่สุคตินั้นได้ด้วย ไม่เหมือนกับคนที่ฟลุ๊ค ๆ ตายไปเป็นเทวดานะ ฟลุ๊ค ๆ เป็นเทวดานี่นะ ไปเป็นเทวดาแล้ว..ก็เพลิน.. ไม่ได้ภาวนาอะไรต่อหรอก ใช้ชีวิตเสวยบุญ หมดบุญ..แล้วก็ต้องตาย ตกอบายอยู่ดี ! เพราะวิบากกรรมก็ยังรอให้ผล และยังไม่เคยชินที่จะภาวนาเติมบุญกุศลให้พ้นทุกข์ ฉะนั้นก็ แทนที่จะรอให้ “ถึงวันถึงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะตาย แล้วจะวางใจยังไง?” เนี่ยนะ คิดอย่างนี้ประมาทไป ต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/W8m1Tx0SPQ0 (นาทีที่ 1:23:44 - 1:30:17) Shortlink: December 26, 2019นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
พุธที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๗ #สมปรารถนา พอผิดหวังจิตไม่ดี รีบทำให้มันดี แล้วคิดว่าที่ดีต้องนิ่ง ต้องสงบ แล้วก็รีบที่จะกดข่ม บังคับจิตให้อยู่กับที่ การกดข่ม บังคับจิตให้อยู่กับที่เนี่ย มันคือทำความเครียดให้กับจิต..จิตเป็นทุกข์ จิตเป็นทุกข์..ไม่เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ คือ สุข สุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ ฉะนั้น กระบวนการก็คือว่า ต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้องด้วยนะ! มีที่อยู่เอาไว้สักที่หนึ่ง แล้วเจตนาที่จะเรียนรู้ว่า..จิตมันทำงานยังไง? พอจิตทำงานยังไง? จิตจะเป็นจิตที่ดีก็ได้ จิตที่ไม่ดีก็ได้ จิตดีก็จะรู้ จิตไม่ดีก็จะรู้ รู้ทีไร..ได้สมปรารถนาทุกที เพราะเราจะเรียนรู้เรื่องจิต จิตไม่ดีก็รู้ เราได้สมปรารถนาแล้ว ถ้าเราปรารถนาเพียงแค่ให้สงบ มันจะสมปรารถนาตอนที่สงบเท่านั้น ตอนที่ไม่สงบจะไม่สมปรารถนา..แล้วเครียด กระบวนการจะออกมาในแนวเครียด ถ้าตั้งใจไว้ว่า..จะมีที่อยู่เอาไว้เพื่อจะเรียนรู้ว่าจิตมันทำงานยังไง พอจิตทำงานดี ก็จะเรียนรู้ว่ามีกุศลเกิดขึ้น จิตทำงานไม่ดี ก็เรียนรู้ว่ามีอกุศลเกิดขึ้น ได้ความรู้ทั้งที่มันเป็นกุศลและทั้งที่เป็นอกุศล นึกออกมั้ย? อย่างนี้..แค่ตั้งใจไว้ว่า จะเรียนรู้เรื่องจิตนะ มีที่อยู่เอาไว้สักที่หนึ่ง แล้วจะเรียนรู้เรื่องจิต เราจะได้คะแนนอยู่เสมอ จะสมปรารถนาอยู่เสมอด้วย และจะภาวนาด้วยความสุข เพราะสมปรารถนาอยู่เสมอ ความสุข คือสมปรารถนา นึกออกมั้ย? ถ้าผิดหวัง คือไม่มีความสุขแล้ว ใช่มั้ย? หวังจะสงบแล้วมันไม่สงบ ผิดหวัง แต่หวังรู้ แม้ไม่สงบก็รู้ เราก็สมหวัง ฉะนั้น มีที่ตั้งหรือมีที่อยู่ไว้เพื่อเรียนรู้เรื่องจิต ปรารถนาว่าจะเรียนรู้เรื่องจิต แล้วไม่ว่าจิตแสดงอะไรออกมา จะได้ความรู้อยู่เสมอ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ☃️☃️☃️ เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมเรื่อง “โลกเปลี่ยนไป” วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ วัดยานนาวา ลิงค์ไฟล์เสียง 621207 โลกเปลี่ยนไป-วัดยานนาวา http://bit.ly/2PJfABk (นาทีที่ ๐๑.๐๙.๑๓ – ๐๑.๑๑.๒๘) Shortlink: December 25, 2019ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๓ #จิตและเจตสิกคืออะไร ?? #ถาม : ที่พระสวดอภิธรรมแปล ที่ว่า จิต และ เจตสิก คืออะไรคะ? #ตอบ : จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบจิต จิต และ เจตสิก เป็นนามธรรมด้วยกันทั้งหมด รู้จักขันธ์ ๕ ไหม? ขันธ์ ๕ ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมกันเป็นชีวิต ได้แก่ รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ เคยได้ยินนะ? รูปขันธ์ เป็นส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรม..ยกเอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูดถึง ในส่วน นามธรรมมี เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ เราแบ่งอย่างนี้ว่า เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์..เป็น เจตสิก ส่วนวิญญาณขันธ์..เป็น จิต ในอภิธรรมจะแยกอย่างนี้นะ! จิต พูดง่ายๆ คือ ความรับรู้ รับรู้ทางตา เรียกว่า จิตมันเกิดทางตา ศัพท์บาลีเรียกว่า “จักขุวิญญาณ” จิตที่รับรู้เสียงทางหู ภาษาบาลีเรียกว่า “โสตวิญญาณ” จิตที่รับรู้ทางจมูก คือรู้กลิ่น เรียกว่า “ฆานวิญญาน” จิตที่รับรู้ทางลิ้น คือรู้รส เรียกว่า “ชิวหาวิญญาน” จิตที่รับรู้สัมผัสทางกาย คือ เย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง เรียกว่า “กายวิญญาณ” จิตที่รับรู้เรื่องราวทางใจ เรียกว่า “มโนวิญญาณ” เป็นวิญญาณนะ! วิญญาณ คือ จิต อาการหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิต เช่น เวลาเราไปเห็นอะไร มีจักขุวิญญาณนี่นะ.. เห็นแล้วเนี่ย เกิดรัก-เกิดชัง.. เป็นเรื่องของ สังขาร มีความปรุงแต่ง เห็นแล้ว มีความสุข ..ความสุขเป็นเวทนา เห็นแล้ว จำได้ว่า “นี่! คนนี้เคยเห็น จำได้” ..ก็มีความจำ เรียกว่า สัญญา จิต และ เจตสิกเนี่ย เกิด-ดับพร้อมกัน มีอารมณ์เดียวกัน นึกออกไหม? อย่างโยมฟังเสียงอาตมานี่นะ! ฟังแล้วเนี่ย.. “โอ้โห! พระเสียงดีจัง” สมมุตินะ! ไอ้ตอนฟังเสียงเนี่ย..จิตรับรู้เสียง เป็น “โสตวิญญาณ” ฟังแล้วมีความสุข สุข..ก็เป็นเวทนา เรียกว่า สุขเวทนา แล้วก็หมายรู้ว่า เสียงนี้เป็นพระ แน่ ๆ .. หมายรู้ว่าเป็นพระ ความหมายรู้ ก็คือ สัญญา ฟังแล้วชอบใจ “เสียงดีจัง” ไอ้ที่คิดว่า “เสียงดีจัง” ..เป็นความปรุงแต่ง เรียกว่า สังขาร นึกออกไหม? เนี่ย เกิดพร้อม ๆ กันเลย จากการที่ฟังเสียงเนี่ย..มีนามธรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน-ดับพร้อมกัน มี โสตวิญญาณ ฟังเสียงนี้อยู่ด้วย..ก็เกิด-ดับด้วยกัน พร้อมกัน เวลาเราศึกษาเรื่องจิตนี่นะ จะแยกออกได้ว่า จิต เป็นเพียงแค่ “ตัวรับรู้“ ไอ้ที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับ จิต เช่น สุขนี่ ไม่ใช่จิตหรอก..เป็นเพียง ความรู้สึก ไอ้จำได้หมายรู้นี่ ไม่ใช่จิตหรอก..เป็นเพียง สัญญา ไอ้ที่ปรุงแต่ง เป็นสงสัย, เป็นศรัทธา, เป็นบุญ, เป็นบาป, เป็นกุศล, เป็นอกุศล นี่นะ มันไม่ใช่จิตหรอก ..เป็นเพียง สังขาร เป็นความปรุงแต่ง ไอ้ตัวจิต เป็นเพียงแค่ ตัวรับรู้, เป็นผู้รู้, เป็นตัวรับรู้ไปเรื่อย ต่อไป ฟังสวดอภิธรรมจะเข้าใจมากขึ้นแล้วนะคราวนี้! ฟังคำตอบเข้าใจแล้ว ก็ลองไปฝึกภาวนาเองด้วย ดูจิต.. จิต มันเป็นยังไง? ไอ้ความรับรู้ทาง ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ เนี่ย มันเป็นยังไง? สัญญา เป็นยังไง? สังขาร เป็นยังไง? เวทนา เป็นยังไง? ลองรับรู้ แล้วดูจริง ๆ ไม่ใช่ว่าฟังเอาเพียงปริยัติ แต่ต้องเอาไปปฏิบัติด้วย ปริยัติมันเป็นเพียงแค่ว่าฟังเป็นข้อมูลมา ฟังข้อมูลมาแล้ว ต้องลองเอาไปปฏิบัติให้ได้ผลจริง ว่า.. จิต เป็นอย่างนี้นะ เวทนา ..เป็นอย่างนี้นะ ความปรุงแต่งเป็นบุญเป็นบาป ..เป็นอย่างนี้นะ มันมีอยู่ในชีวิตนี้จริง ๆ แล้วชีวิตที่ควรเรียนรู้ คือ ชีวิตของเรา..ที่เรากำลังรู้สึกว่าเป็นเรานี่แหละ เรียนรู้ไป เราจะรู้สึกว่า “อ้าว! ไอ้พวกเหล่านี้นะ เป็นเพียงนามธรรมเกิด-ดับ ไม่ใช่เรา” ไอ้รูปขันธ์ ก็เป็นเพียง รูปธรรม เกิด-ดับ ไม่ใช่เรา นามธรรม ที่แบ่งออกมาเป็น ๔ อย่างนี่นะ..มันก็เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เรา ดูอย่างนี้ด้วย ให้เห็นความจริง ไม่ใช่เพียงท่องจำ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่ 1:35:33 – 1:43:04) Shortlink: December 23, 2019นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
พฤหัสบดีที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๖ #ดัดมิจฉาทิฐิ เวลาทำบุญต้องทำให้ครบวงจร พระพุทธเจ้าสอนการทำบุญไว้ถึง ๓ อย่าง คือ การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ต้องภาวนาด้วย ต้องพัฒนาจิตใจ ด้วยการสงบให้เป็น แล้วก็ให้ฉลาดให้ได้ ฉลาด คือ รู้เท่าทันความจริงของชีวิตนี้ ชีวิตนี้มีรูป มีนาม หรือ มีกาย มีใจ มีชีวิตแล้วก็มีความเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าคิดว่า..กายนี้เป็นเรา หรือเป็นของเรา คิดว่า..ใจนี้เป็นเรา หรือเป็นของเรา หรือมีเราในกายนี้ แต่อาจจะไม่เป็นของเรา แต่มีเราอยู่ในกาย มีเราอยู่ใจนี้ด้วย มีความเป็นเราแฝงอยู่ ความเข้าใจเหล่านี้ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ จะดัดมิจฉาทิฐิได้ต้องมีสัมมาทิฐิ ที่เกิดจากการปฏิบัติ..เห็นจริง! ก็คือ..มีสติมารู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม “นิทานเปรตผมยาว” ณ ฐณิชาฌ์ รีสอร์ท วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/2tvdZq4 (นาทีที่ 59.56-1.01.00 น.) Shortlink: December 19, 2019ฝากคิดadmin อ่านต่อ