Category Archives: ฝากคิด

วันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ ?? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๙ ตระกูลเจ้า…

วันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓
??
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๙

ตระกูลเจ้า ตระกูลหวัง

พวกฟุ้งซ่านเนี่ย! ทำสมาธิแบบอารัมปนูปนิฌานยาก
แต่อาศัยทักษะจากการเจริญสติดูจิต มาทำลักขณูปนิฌานได้นะ!

แรก ๆ วิธีทำเหมือนกัน จะเจริญสติดูจิต
หรือเจริญกรรมฐานถึงขั้นลักขณูปนิฌาน คือจิตตั้งมั่นเนี่ยนะ!
วิธีทำ ทำเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าตอนเห็นจิตมันเห็นคนละแบบ

เริ่มต้น..ต้องเริ่มจากมุมมองในการทำกรรมฐาน
คือไม่ได้หวังว่าจะต้องสงบ
ต้องไปอยู่ตระกูลเจ้า “เจ้าอย่าหวัง”

ถ้าเป็นพวก​ “หวังอยู่” คือคนที่หวังว่าจะสงบ มันก็จะหวังว่่จะสงบ
ก็คือ(หวัง​ว่า)​จิตต้องอยู่ตรงนี้ อย่าหนีไปไหน
คนที่หวังว่าจะสงบอยู่เนี่ยนะ!
พอจิตมันหนีไป..มันผิดหวัง
เพราะหวังอยู่ว่าจะสงบ
พอมันผิดหวัง คือจิตมันไม่สงบก็ผิดหวัง
(พอ)ผิดหวัง ก็จะไม่ชอบไอ้จิตที่มันไม่สงบ
จิตมันฟุ้งซ่าน จิตมันเผลอไป ไม่ชอบ!
เห็นจริงนะ! เห็นว่ามีเผลอจริงนะ
แต่มุมมองคือ ไม่ชอบ!

พอไม่ชอบทำไง?
รีบดึงกลับมา แล้วก็บังคับด้วยกำลังที่มากขึ้น
เพราะรู้สึกว่าเมื่อกี้บังคับน้อยไป มันจึงหนี
ดังนั้นต้องบังคับให้มากขึ้น
บังคับมากขึ้น ก็เครียดมากขึ้น จิตเป็นทุกข์
จิตเป็นทุกข์ ก็จะไม่เกิดสมาธิที่ถูกต้อง
สมาธิที่ถูกต้อง ต้องเกิดจากอารมณ์ที่เป็นสุข

ถ้ามุมมองของเรา​ “หวังอยู่” ว่าจะสงบ
ให้เปลี่ยนมุมมองใหม่เป็น “เจ้าอย่าหวัง”
คือไม่หวังจะสงบ
แล้วหวังอะไร?
หวังเรียนรู้ความจริงของจิต
ตระกูลหวังเหมือนกันนะ!
แต่หวังแบบไทย ๆ หน่อย คือ
หวังเรียนรู้ความจริงของจิต

หวังเรียนรู้ความจริงของจิต คืออะไร?
คือจิตจะดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้..ขอรู้
จิตจะสงบ​ก็ได้ ไม่สงบก็ได้..ขอรู้
จะฟุ้งซ่านก็ได้ จะมีราคะ
จะมีโทสะ โมหะ จะหดหู่
จะมีมานะ ถือตัว
อะไรก็ได้..ฉันจะรู้

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
??

เรียบเรียงจากไฟล์เสียง 620113 ตระกูลเจ้า vs ตระกูลหวัง
ณ สุรัตนธรรมสถาน
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2VcBf4K
(นาทีที่ 26.46-29.25)


อ่านบน Facebook

วัน​อังคารที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันเพ็ญมาฆะบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ…

วัน​อังคารที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
วันเพ็ญมาฆะบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๘

#สาวะกะสังโฆ

ความเป็นพระเนี่ยมันไม่ได้อยู่ที่จีวร
จะเป็นพระหรือไม่เป็นพระเนี่ย
ท่านเน้นไว้ที่ตัวคุณสมบัติที่เป็น “สังฆคุณ”

“สังฆคุณ” เคยสวดไหม?

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ก็คือในส่วนที่เป็น “สาวะกะสังโฆ”
สงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า…
ความหมายไม่เหมือนกันกับคำว่า “ภิกษุสงฆ์”

ที่เราสวดเจริญสังฆคุณ นี้คือ
“สาวกสงฆ์ / สาวะกะสังโฆ”

สาวะกะสังโฆ ไม่จำเป็นต้องห่มผ้าเหลืองแบบนี้ก็ได้
จะ(เป็น)​ชุดชาวบ้านก็ได้
แต่..ความแตกต่างก็คือว่า
มาฝึกฝนปฏิบัติธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ถ้าเป็นพระก็มาเน้นที่รักษาศีล
แล้วก็มาเจริญศึกษาด้านจิตใจ
แล้วก็มาศึกษาด้านปัญญา
ที่พูดสั้น ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
ศึกษาแล้วก็มีความเข้าใจตาม(คำสอน​ของ)พระพุทธเจ้า

ถ้ามีความเข้าใจตาม(คำสอน​ของ​)พระพุทธเจ้าแล้ว
ถ้าไม่ได้ห่มผ้า(จีวร)อย่างนี้ เป็นชุดฆราวาสนี้(ก็​เป็น​สงฆ์​ได้)​
ถ้ามีความเข้าใจในขั้นแรกก็คือ
เข้าใจว่า..”กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา”
เรียกบุคคลอันนี้ว่า..เริ่มเข้าสู่กระแส..
กระแสแห่งพระนิพพาน
ยังทำการเรียนไม่จบ แต่ว่าจะจบแน่!
เข้าสู่กระแสนิพพานแล้ว

คนที่เริ่มเข้าสู่กระแสนี้ ก็เรียกคนเหล่านี้ว่า
สาวะกะสังโฆ เป็นสงฆ์สาวก

สงฆ์สาวก ก็มี​ทั้ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
จำแนกเป็น ๔ ประเภท​
(คือ​ โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี, อรหันต์)
ถ้ารู้ว่ามี ๔ ประเภท อย่างนี้แล้ว
เราเองควรจะเป็นหนึ่งในสงฆ์สาวกนี้ด้วย
ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ
เรียกว่าเจริญรอยตาม..
เจริญรอยตามนี้หมายถึง เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า..
เจริญรอยตามความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
เมื่อ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ลิงค์คลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=iGB3Tnr7SDA&t=
(ช่วงนาทีที่ 4:24 – 7:11)

?ถอดคำโดย อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

วันอังคารที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๗ #ตัวรู้ก็เกิดดับ…

วันอังคารที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๗

#ตัวรู้ก็เกิดดับ

เราเป็นพวก”เนยยะ”
ไม่ใช่เพียงฟังแล้วจะบรรลุแบบสาวกสมัยพุทธกาล
ฟังแล้วต้องเอาไปทำ!
ทำในทีนี้ ไม่ใช่คร่ำเคร่งทำ
ทำในที่นี้คือ..ไปดู
ไปดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจิต
ดูจิตบ้าง ดูกายบ้าง

.. เอากายเป็นที่อยู่ชั่วคราว
แล้วบางทีก็เห็นกายในกาย (เป็นคำในสติปัฏฐานสี่)
ตอนเราไม่มีสติเนี่ยนะ! จะเห็นอะไร?
เห็นกู! .. กูกำลังนั่ง
แต่ถ้ามีสติขึ้นมานะ พอเห็นกายนั่ง มันไม่มีกู
เห็นเป็นก้อนอะไรสักก้อนหนึ่งนั่งอยู่
ถ้าเดินก็เห็นกายเดิน กายเคลื่อนไหว
ถ้าไม่มีสติ จะเห็นกูกำลังเดิน
ไม่เหมือนกันนะ!

บางทีก็อาศัยกายเป็นที่อยู่ชั่วคราว แล้วเห็นจิต
เห็นจิตเผลอจากกายไปไหน! ก็รู้ทันจิต

เรียนแค่..”เผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้” ก็ได้
เผลอแล้วรู้ ๆ มันก็จะแสดงความจริงว่า
เดี๋ยวเผลอก็เกิดขึ้น เผลอก็ดับ
ไอ้ ‘ตัวรู้’ เกิดแล้วก็ดับ
ทั้ง ‘เผลอ’ และ ‘รู้’ เกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน

แรก ๆ เราจะรักษาตัวรู้เอาไว้
เฮ้ย! ตัวรู้นี่ดีจังเลย
เห็นความเผลอแล้วมีตัวรู้ด้วย
ตัวรู้นี่ดีจังเลย ทำยังไงจะรักษาตัวรู้นี้ไว้นาน ๆ
ถ้ารู้อยู่บ่อย ๆ เราน่าจะได้มรรคผลนิพพานเร็วขึ้น
ก็จะรักษาตัวรู้..จริง ๆ แล้วตัวรู้ก็เกิดและก็ดับด้วย
ก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เรียนรู้ความผิดพลาดไปเรื่อย ๆ

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากไฟล์ คนช่างคิด 601029
แผ่นซีดีบ้านจิตสบาย 10
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2hnYoiB
(นาทีที่ 1.10.38-1.12.52)


อ่านบน Facebook

จันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๕ คำ เดือนยี่(๒) ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๖ #อัตตาไม่มี…

จันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๕ คำ เดือนยี่(๒)
☘️☘️☘️
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๖

#อัตตาไม่มี

ชีวิตเราเนี่ยเป็นเพียงส่วนประกอบ
ของนามธรรม และรูปธรรมหลากหลาย
เราเองน่ะโง่..ตัวจิตเนี่ยโง่ เรานี่หมายถึงตัวจิต
จิตนี่แหละโง่ที่ไปยึดเอาส่วนประกอบทั้ง ๕
คือ​รูป,เวทนา,สัญญา,สังขาร,วิญญาณ มายึดเอามาเป็นเรา
“เรา” จริง ๆ ไม่มี!

ตอนยึดว่ามี”เรา” ถ้าจะยึดเนี่ยนะ ไอ้”เรา”ที่ยึดก็ไม่มี
แต่ไปยึดว่าเป็น”เรา” นี่เป็นความเข้าใจผิด
ตัวนี้เรียกว่าเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” สำคัญผิดว่ามี”เรา”

ความยึดตรงนี้ ภาษาบาลีนี่ชัดเจนมากเลย
คือ​ “อัตตวาทุปาทาน”
อุปาทาน คือ​ ความยึดมั่น
ยึดมั่นในวาทะว่ามี”เรา”
ใน”วาทะ” นะ!​ วาทะ คือ​ เป็นความเห็น
ยึดมั่นในวาทะว่ามีเรา.. แสดงว่า..
อัตตวาทุปาทาน เป็น​ความยึดมั่นในวาทะว่ามีอัตตา
นี่..แปลอย่างนี้ยิ่งชัดมากขึ้น

อัตตา จริง ๆ ไม่มี
มีแต่”วาทะว่ามี”
วาทะว่ามีเรา เป็นความเห็นเฉย ๆ เท่านั้นเอง
เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ
จะเข้าใจตรงนี้ได้เนี่ย ก็จากการที่เจริญสติปัฏฐานนี่เอง
คนทำสมาธิได้ ให้ดูกาย กับเวทนา
คนทำสมาธิยังไม่ได้ ให้ดูจิต หรือดูธรรม

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
☘️☘️☘️
เรียบเรียงจากคลิปวีดีโอ 610128 “จิตเป็นอย่างนี้แหละ”
วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๑
ลิงค์คลิปวีดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=FpOqW3ky4pI
(ระหว่างนาทีที่ ๐๑.๔๒ – ๐๑.๔๔)


อ่านบน Facebook

วัน​จันทร์ที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ปรุงความสุข…

วัน​จันทร์ที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒)
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ

#ปรุงความสุข

ความสุขที่ “ปรุงแต่ง” ขึ้นมาเองได้

เราอยู่คนเดียว มีความสุขมั้ย?
บางคนบอก มีความสุขแป๊บเดียว
บางคนนะ.. ความต้องการขัดกัน
(อยาก​มี​เพื่อน)​เวลาอยู่กับเพื่อนก็รำคาญเพื่อน
(อยาก​วิเวก)​เวลาอยู่คนเดียวก็เหงา

แต่ถ้าคนที่่รู้จักปรุงแต่งสุขขึ้นมาเอง
เวลาที่เขาปรุงแต่งสุข โดยที่ไม่หวังพึ่งคนอื่น
เป็นสุขที่เกิดขึ้นจากใจที่มีคุณภาพดี ปรุงแต่งขึ้นมาเอง
ไม่ต้องรอให้มีการเสพ ไม่ต้องรอให้มีการกิน ไม่ต้องรอให้มีการดู
ปรุง(จิต​ให้​มี​คุณภาพ)​ขึ้นมาเอง อย่านี้เรียกว่า “คนที่ฝึกทำสมาธิ”

คนฝึกทำสมาธิเนี่ย.. ปรุงความสุขได้อยู่เสมอ
ถ้าไม่เคยปรุง​ก็ลองทำดู​นะ!

นั่งสบายๆ
หายใจเข้าสดชื่น หายใจออกผ่อนคลาย
หายใจเข้าสดชื่น บอกในใจตัวเองนะ ‘สดชื่น’
แล้วเวลาลมออกก็ ‘ผ่อนคลาย’
ทำใจตามคำที่เราพูดในใจ
จริง ๆ มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วนะ!
หายใจเข้าสดชื่น
เวลาหายใจออก ร่างกายจะผ่อนคลาย

นั้นเวลาเรามีความโศกเศร้า หายใจเข้าสดชื่น โศกหาย..
เวลาเครียด สดชื่นแล้ว เวลาหายใจออกก็หายเครียด..
เศร้า เครียดจะหายไป
คนที่ดูลมหายใจแล้วมีความสุข ก็จะมีความสุขได้ง่าย
ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาพะเน้าพะนอ ไม่ต้องรอคนนี้มาเอาอกเอาใจ
เรามีความสุขติดตัวได้ ด้วยการปรุงของตัวเอง
เรียกว่า ปรุงความสุขขึ้นมาเอง

การปรุง ถ้าปรุงเก่งก็จะได้สมาธิ ได้ฌานเป็นลำดับ ๆ ไป
แต่การปรุงที่ว่านี้ มันยังเป็นต้องปรุง
การปรุงแต่งทั้งหลาย ยังมีความเสื่อมได้
เข้าสมาธิ ก็ต้องออกจากสมาธิ
ฉะนั้น​ ถ้าเรามุ่งหวังจะเอาความสุขจากการปรุงแต่ง.. ถ้าปรุงเก่งก็ดีไป แต่ต้องหัดปรุงอยู่บ่อย ๆ จนชำนาญ
แต่ถ้าปรุงไม่ได้ ให้ทำชั่วคราว ทำได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี
เขาเรียวว่า “มีสมาธิชั่วขณะ”
ฝึก​บ่อย​ๆ​ ก็​มี​โอกาส​ที่​จะ​ได้สมาธิเกือบ ๆ จะแนบแน่น
ถ้าสมาธิที่แนบแน่นแล้ว ทำได้ระดับไหนเอาระดับนั้น
ไม่ต้องเครียดว่า ฉันต้องทำฌาน​สี่

คนที่ทำสมาธิได้ต้องมีจริต จริตแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ
ประเภทแรก คือ ทำสมาธิง่าย
ประเภทที่สอง คือ ทำสมาธิยาก

เราอยู่ในยุคที่ว่าทุกคนมักจะใช้ความเห็นกัน
ยุคนี้จึงหาคนที่ทำสมาธิยาก ทำยาก
แต่คนที่ทำสมาธิเก่ง​ในยุคนี้ก็ยังมีอยู่!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากไฟล์เสียงธรรม
204-591028_ธรรมะประสานสุข-กิจฯ CP Tower-R
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2ETgVky
(ระหว่างนาทีที่ ๓๗.๒๒-๔๑.๕๐)

?ถอดคำโดย ไนท์ ศิลา


อ่านบน Facebook

วันอาทิตย์​ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๔ …

วันอาทิตย์​ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒)
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๔

#น๊านนานจะมีกุศลเกิดขึ้น

คนที่เป็น(พวก)วิปัสส​นา​ยานิก
ให้ทำสมถะ..เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการเรียนรู้จิต..เท่านั้นพอ!
จิตแสดงความจริงอะไร..ก็เรียนรู้ไปตามจริง
ดีก็ได้ ไม่ดีได้ และ​ส่วนใหญ่ไม่ดี
ยอมรับไปเลย

ไอ้ดีเนี่ยนะ! น๊านนานจะมาสักที
(สภาวะ)​ขยันเนี่ย! ขยันแป๊บเดียว!
คิดไว้​ว่า​ ‘วันนี้จะขยัน จะนั่งสักสองชั่วโมง’
ตอนคิดเนี่ยนะ! เริ่มขยันแล้วนะ
แต่​ขยัน​อยู่แป๊บเดียว!
ไม่ถึงสองชั่วโมง​หรอก ความขี้เกียจเริ่ม​มา!

คิดว่าจะเจริญเมตตา
คิดว่าจะกรุณา อะไรประมาณนี้นะ
จะเจริญศรัทธา.. ไม่ค่อยมี!
มันไม่ค่อยมี..เพราะอะไร ?
เพราะเป็นปกติอยู่แล้ว
จิตของคนฟุ้งซ่าน จิตของคนที่มีโมหะ
จิตของคนที่มีราคะ มีโทสะ มากอยู่แล้วเนี่ยนะ!
น๊านนานจะมีกุศลเกิดขึ้น

ถ้าเราตั้งเป้าจะดูกุศลอย่างเดียวนะ!
สงสัยชาตินี้จะมีสภาวะให้ดู..สักกี่ครั้ง?
แล้วถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว จะมีสติเห็นมันแท้ ๆ หรือเปล่า? ..ยากมาก!

ไอ้ตัวที่เกิดบ่อย ๆ คือพวกราคะ โทสะ โมหะ​ ฟุ้งซ่าน หดหู่
ดังนั้นเวลาเจริญสติปัฏฐาน ในข้อจิตตานุปัสสนาฯ​ พระพุทธเจ้าจึงเริ่มที่กิเลสสามตัว​เลย

ไม่ใช่ว่าจะเริ่มว่า จะดูศรัทธา ดูวิริยะ
ดูเมตตา ดู​กรุณา ท่านไม่ได้เริ่มด้วยกุศลเลยนะ​
เพราะท่านเข้าพวกเราดี เข้าใจมากกว่าพวกเรา​เข้าใจ​ตนเอง
พระ​องค์เข้าใจว่าพวกเราเป็นปุถุชน
(ปุถุชน แปลว่าผู้หนาไปด้วยกิเลส)

ฉะนั้นเป็นธรรมดามากที่จะมีกิเลสพวกนี้เกิดขึ้นกับจิต

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากไฟล์เสียง 165-611108
สติปัฏฐาน เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา-คอร์สจิตหนึ่ง
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2OWnTWH
(นาทีที่ 16.59-18.37)


อ่านบน Facebook

วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๓ #เห็นจริงแล้วหน่าย…

วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒)
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๓

#เห็นจริงแล้วหน่าย

มุมมองในการศึกษา​ คือ ดูความจริงที่มันเป็น
การเห็นความจริง​ตามที่มันเป็นได้นี้นะ
จะมีศัพท์เรียก​(สภาวะ)​ขณะที่เห็นนี้ว่า
“ยถาภูตญาณทัสสนะ”
( อ่าน​ว่า​ ยะ-ถา-พู-ตะ-ยา-นะ-ทัด-สะ-นะ)

ยถาภูต คือ​ ตามที่มันเป็น
ยถากรรม คือ​ ตาม​กรรม

ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ​ ญานเห็นตามที่มันเป็น
(“ญาณ”​ แปล​ว่า​ ปรีชา​หยั่ง​รู้​ เป็น​ปัญญา​ ไม่ใช่”ยาน”บังคับ ไม่ใช่โดรน)​
มี​”ยถาภูต​ญาณทัสสนะ” คือ​ มี​ญาณ​ความ​รู้​ความ​เห็นตามที่มันเป็น​จริง

จะเห็นตามที่มันเป็น​ได้เนี่ย​ ก็ต้องไม่บังคับ​ เห็นโดยที่ไม่แทรกแซง​ การ​เห็น​สภาวะ​อย่าง​นั้นจึงจะเรียกว่า​ ยถาภูตญาณทัสสนะ

เห็นโดยที่ไม่แทรกแซงมัน​ ก็​คือ..
มันจะเป็นไปยังไง.. ก็รู้ทัน
รู้​แล้วมันจะเกิดความเข้าใจ
เพราะเห็นตามเป็นจริง​ ความเข้าใจตรงนี้ จึงเบื่อหน่าย
จะใช้คำว่า “เบื่อหน่าย” ก็เกินไปคำหนึ่ง ก็คือคำว่าเบื่อ
เอาคำว่า “หน่าย” พอ!
เพราะ​เห็น​ตาม​เป็น​จริงจะหน่าย!
“หน่าย” ตัวนี้เรียก​ตาม​ศัพท์ว่า “นิพพิทา”

นิพพิทาญาณ (นิพ-พิ-ทา-ยาน) ปัญญาเห็น​ความจริง(ใน​ขันธ์)​แล้วหน่าย
หน่ายเพราะอะไร?
หน่ายตรงที่ว่า..กูบังคับไม่ได้!
อยากให้ดี มันไม่ดีตามที่อยาก
อยากให้พัฒนา มันก็ไม่พัฒนาตามที่อยาก
อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่เป็นตามที่อยาก
อยากให้สุขนานๆ ไม่สุขตามที่อยาก
เห็น​จริงแล้ว.. ลองบังคับมันแล้ว บังคับไม่สำเร็จสักที

เห็นตามความเป็นจริงจึงหน่าย
เพราะมีอะไร?
เพราะ​มี​ “ยถาภูตญาณทัสสนะ”
นั่น​คือ.. เพราะเห็นความจริงจึงหน่าย

เพราะหน่ายจึงคลายวาง
จากที่เคยยึดว่า จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เป็นเรา เป็นของเรา ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
พอเห็นว่าเป็นอย่างนี้แล้ว ว่ามันไม่เที่ยง
เห็นตามที่มันเป็นแล้วเนี่ย ก็หน่าย
พอหน่ายก็วาง

เพราะวางจึงหลุดพ้น
พอหลุดพ้นก็เกิดจิตทวน(เข้า)มา..รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

จุดสำคัญคือ เห็นตามที่เป็น

ตัวที่เราขาดกันอยู่ตรงนี้คือ ส่วนใหญ่จะไปบังคับ
ที่บังคับเพราะมีจิตสำนึกลึก ๆ อยู่ในใจว่า
อยากดี, อยากสุข, อยากสงบ
ดี, สุข, สงบ มันก็ดี
มันเป็น”สมถะ”นะ! แต่ก็เกิด-ดับ
ดีก็ดี แต่เดี๋ยวก็ดีดับ ดีแตก
สุข..เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์
สงบ..เดี๋ยวก็สงบ เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน

ดี, สุข, สงบ พวกนี้เป็นตัวหลอก
เป็น​ตัว​หลอกทำให้เรามีมุมมองในการปฏิบัติผิด

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย
(611125 2/2) เหยื่อล่อจิต ณ บ้านจิตสบาย
ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=QvYqqDujZdI&t=2891s
(ระหว่างนาทีที่ 47:30 – 50:20)

?ถอดคำโดย อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

วันเสาร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๒ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๒ #สำรวมอินทรีย์…

วันเสาร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๒
วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑)
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๒

#สำรวมอินทรีย์

ให้เตือนตัวเอง
อย่ารอให้คนอื่นมาเงื้อดาบเตือนเรา.. ไม่มี!
เราไม่ใช่นักโทษประหาร ที่ว่ามีเพชฌฆาตเดินตาม
แต่​เราเป็นนักโทษประหาร ประเภทที่มีความตายรออยู่ข้างหน้า

ความตายไม่ได้วิ่งตามมาข้างหลัง​ แต่ดักอยู่ข้างหน้า

และมีไฟของกิเลสที่เตรียมแผดเผา
ถ้าเราเผลอไปเสพโลกแล้วไม่รู้ทันกิเลส
ถ้ากิเลสมันอยู่นาน​ ไฟมันจะกองใหญ่ขึ้น
แล้วเผาใจให้ร้อนรน
เป็นไฟแบบไฟทิพย์ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่รู้สึกได้ด้วยใจ

มันยากตรงนี้แหละ!
มันยากที่มันไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่พอ​กิเลส​เกิด​ขึ้น​มา​สร้างทุกข์ทีไร.. ร้อนใจทุกที
เพราะอะไร? เพราะเราไม่สำรวมอินทรีย์

เห็น​โลกได้..ใช้ชีวิตต่อไป
เห็นได้..แต่พอเห็นแล้วเกิดกิเลสให้รู้ทัน!
อย่าให้กิเลสนั้นครอบงำใจ
ฟังได้..ฟังแล้วเกิดกิเลสให้รู้ทัน!
อย่าให้กิเลสนั้นครอบงำใจ
ดมได้..จมูกไม่ตันก็ดมไป
ดมไป..แล้วก็เกิดกิเลสให้รู้ทัน

อยู่​แบบชีวิตปกติ​ มีกิเลสได้..
แต่มีกิเลสแล้วให้รู้ทัน!
กิเลสก็เกิดจาก ตากระทบรูป
หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น
ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสต่างๆ
จิตคิดนึกอะไรไป เป็นปกติ
อินทรีย์ทั้งหลายทำงานตามปกติ
แต่พอทำงานแล้วเกิดกิเลสให้รู้ทัน
อย่าให้(กิเลส)ครอบงำใจ
วิธีที่จะไม่ให้(กิเลส)ครอบงำใจ
นั่นก็คือ รู้ทันบ่อย ๆ
นี่คือเรียกว่า “สำรวมอินทรีย์”

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

บรรยายธรรม ณ คอร์ส​ อบจ.นครสวรรค์
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
เรียบเรียงจาก ไฟล์ 07.นิทาน-สำรวมอินทรีย์
ระหว่างเวลา ๑๘.๐๗ – ๑๙.๔๔
ลิงค์เสียง http://bit.ly/2R9Iagw
ลิงค์แผ่นซีดี ขยายผล๒
https://wp.me/s5bBOI-expand2


อ่านบน Facebook

มาส่งท้ายปีเก่า..ด้วยคลิปรวม พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ 2561 จากโพสต์บนเพจ นิมฺมโล.คอม http://yt3.piee.pw/DL5RX…

มาส่งท้ายปีเก่า..ด้วยคลิปรวม
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ 2561
จากโพสต์บนเพจ นิมฺมโล.คอม
http://yt3.piee.pw/DL5RX

ขออนุโมทนากับท่านที่ช่วยส่งข้อคิด
ข้อเตือนใจ ข้อควรปฏิบัติ ข้อควรจำแบบโดนๆ
อันเป็นสิ่งที่จริงและดี เพื่อนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ
จากธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

#ข้อคิดนั้นจะมีคุณค่าถ้านำมาปฏิบัติ

เจริญในธรรมทุกท่านค่ะ


อ่านบน Facebook

วันอาทิตย์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๑ ??? #ความสุขจากกาม…

วันอาทิตย์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๑
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑)

พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๑
???

#ความสุขจากกาม

“กามสุข” ก็คือ​ สุขที่ได้รับจากทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย
ได้เห็นอะไรสวยๆ …ได้ยินเสียงอะไรเพราะๆ
ได้กลิ่นหอมๆ ได้สัมผัสที่นุ่มนิ่มหรือว่าเย็นสบาย
อย่างนี้เรียกว่า “กามสุข”
แล้วเราก็ใฝ่หา​มัน

กามสุขเนี่ยมีทั้งคุณและโทษ
แต่ส่วนใหญ่​ เหตุ​ที่เราใฝ่หา
ก็​เพราะว่า..เราเห็นคุณของมัน
คุณ(ของ​กาม​)​เนี่ย.. เห็นได้ง่าย!
แต่ว่าโทษ(ของ​กาม)​เนี่ย.. เห็นยาก!

โทษ(ของ​กาม)​นอกจาก​จะ​เห็นยากแล้ว​ ยังเห็นแป๊บเดียว!
เวลาเห็นโทษของกามจะเห็นแป๊บนึง!

ถ้าเราหวังความสุขอย่างเดียว​ ​ในด้านกามนะ
ชีวิตเราจะพบความผิดหวังอยู่บ่อยๆ
เพราะว่ากามมันจะส่งผลร้ายของกามออกมา
เรามุ่งที่จะเสพความสุขจากกาม
แต่ไม่ทันรู้ว่ามันมีพิษอยู่เหมือนกัน
เราก็จะเสพแล้วโดนพิษมันอยู่เรื่อยๆ
แล้วก็จะระบบ ระทม ระทวย ระทึก ฤทัยหมองหม่น

คนที่มุ่งหวังแต่​สุข​จากกามด้านเดียว​ จะ​เป็น​อย่าง​นี้!

“กาม” พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธ ว่ามันไม่สุขนะ!
สุขเหมือนกัน ท่านก็ให้ชื่อด้วยว่า”กามสุข”
แต่ว่า”กามสุข”เนี่ย..ให้สุขด้วยและให้ทุกข์ด้วย
ตอนให้ทุกข์เนี่ย มันเป็นธรรมดาของมันด้วย​นะ​
ไม่ใช่ว่ามันให้ทุกข์กับเราคนเดียว
มันให้ทุกข์​กับทุกคนนั่นแหละ
แต่เวลาเราทุกข์ เราจะรู้สึกว่า ‘ทำไมต้องเป็นฉัน’
เป็นเช่นนั้นมั้ย?
…..
ภูมิ​จิต​ของ​เรา​ยัง​หวัง​สุข​จาก​กาม.. ก็​หา​ไป
แต่ต้องระวัง!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมมฺโล
???
เรียบเรียงจากไฟล์ 214-59102 “ธรรมะประสานสุข”
กิจนิมนต์ CP Twoer-R
รับฟังได้ที่ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2ETgVky
(นาทีที่ ๐๑.๑๑-๐๔.๕๔)

?ถอดคำโดย ไนท์ ศิลา


อ่านบน Facebook

วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๑ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย (๑) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๐ #ทุกขาปฏิปทา…

วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๑
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย (๑)
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๙๐

#ทุกขาปฏิปทา

มี​ธรรมอยู่ชุดหนึ่ง เรียกว่า “ปฏิปทา​ ๔”
๑. ปฏิบัติเป็นอย่างทุกข์ บรรลุช้า (ทุกฺขา​ ปฏิปทา​ ทนฺธาภิญฺญา)​
๒. ปฏิบัติเป็น​อย่างทุกข์ บรรลุเร็ว​ (ทุกฺขา​ ปฏิปทา​ ขิปฺปาภิญฺญา)​
๓. ปฏิบัติเป็น​อย่างสุข บรรลุช้า (สุ​ขา​ ปฏิปทา​ ทนฺธาภิญฺญา)​
๔. ปฏิบัติเป็น​อย่างสุข บรรลุเร็ว (สุ​ขา​ ปฏิปทา​ ขิปฺปาภิญฺญา)​

ตอน​ปฏิบัติ​จ​ะ​เป็น​อย่าง​ทุกข์​หรือ​อย่าง​สุข..
อันนี้มันขึ้นอยู่กับว่า..
ผู้ปฏิบัตินั้นมีกิเลสรุนแรงแค่ไหน!
ถ้ามีกิเลสรุนแรง ก็ต้องมีปฏิปทาที่จะเป็นทุกข์บ้าง
แต่ทุกข์นั้น ทำให้ท่านมีสติได้ง่าย
แล้วก็ทำให้ท่านไม่มีความประมาท
ทำแล้ว เกิดเจริญสติ รู้สึกตัวได้ง่าย
แล้วก็ไม่มีความประมาท

ปฏิบัติเหมือนเป็นทุกข์..
หมายถึงว่า..มีทุกขเวทนาแต่ไม่ทุกข์ใจ
ทุกข์นั้นกระตุ้นให้ท่านไม่ประมาท
มีทุกข์แล้ว ทำให้ปฏิบัติดี
บางท่านอดอาหาร แล้วมีสติดี
บางท่านอดนอน แล้วมีสติ..อย่าง​นี้​นะ!
อดนอนแล้วมีความเพียรดี สติดี
มีแต่กุศลเกิด มีแต่กุศลเจริญขึ้นมา
อย่างนี้เรียกว่า..มีทุกขาปฏิปทา
เข้าใจไหม?
ต้องเดิน.. เดินไกลๆ หน่อย
ไปอยู่ในที่ลำบากหน่อย
แล้วรู้สึกว่า..จะ(กระตุ้น​ให้​)​มีความเพียรดี
จะมีการกระตุ้นความรู้สึกตัว
แล้วกระตุ้นความไม่ประมาทขึ้นมา
อย่างนี้เรียกว่า..มี​ “ทุกขาปฏิปทา”
…..​

แต่ถ้ากิเลสไม่รุนแรงไม่หยาบ
ก็ปฏิบัติแบบเป็น​อย่างสุข..”สุขาปฏิปทา”..ก็สามารถบรรลุได้

กิเลสรุนแรงหนา​แน่น​ แต่ว่าอินทรีย์แก่กล้า
มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาแก่กล้า ก็​ “ทุกขาปฏิปทา” แต่บรรลุได้เร็ว

ตัวที่จะตัดสินว่าท่านควรจะมีทุกขาปฏิปทา หรือ สุขาปฏิปทา
อยู่ที่กิเลส ว่าหนาแน่นแค่ไหน?
รุนแรงแค่ไหน?

ส่วนตัวที่จะตัดสิน​ว่าบรรลุเร็วแค่ไหน?
มันอยู่ที่ตัวกำลัง..
กำลังในที่นี้คือ​ อินทรีย์​
ว่ามี​อินทรีย์แก่กล้า​แค่​ไหน?

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง
“ปฏิบัติธรรมอย่างมีความสุข”
ครั้งที่ ๓๓ พุทธปัญญาปากน้ำ
๓๐ เมษายน ๒๕๖๐

ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=pNAKTXf-0nA
(นาทีที่ 58:12-1:01:03)

ถอดคำโดย..อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๘ #ห้าห้าม…

วันศุกร์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๑
วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๘
#ห้าห้าม

คนจีนจะมีคำสอน “คำพูด” ๕​ คำที่ไม่ควรพูด
ให้สอนลูกหลานเอาไว้ว่าอย่าไปพูดคำนี้
…..
๑.​ “ยาก”
เคยพูดมั้ย?
พอพูดมานี่นะ​ มันจะเป็นการปิดกั้นความสามารถของตัวเอง
พอคิดว่ายากนะ ไอ้งานนั้นมันยากไปเลยจริงๆ!
ถ้ามันยาก แต่เราไม่พูดนะ พยายามหาช่องทางที่จะทำ
มันยากยิ่งดี เพราะมันยิ่งฝึกตัวเอง
งานง่ายๆ ถ้าทำสำเร็จนะ มันไม่ภาคภูมิใจ

๒.​ “ท้อ”
คำนี้ก็ไม่พูด ท้อใจ..ก็ให้รู้ว่าท้อใจ
แต่ไม่พูดคำว่า”ท้อ”ขึ้นมา
เพราะถ้าพูดขึ้นมานะ! มันจะสั่งร่างกายเลย
จะ​ทำให้หมดพลังที่จะทำงานต่อ

๓.​ “ขี้เกียจ”
แม้แต่พูดเล่นก็ห้ามพูด!
พูดคำนี้ขึ้นมานะ​ “โอ้!วันนี้ขี้เกียจจังเลย”
ถ้า​พูด.. ใจมัน​จะโปรแกรม(ให้​ขี้เกียจ​จริง​ๆ)​
พอใจมันคิดคำว่าขี้เกียจขึ้นมา​ แล้วพูดขึ้นมาด้วยนะ! คราวนี้ร่างกายก็จะไปด้วย

๔.​ “เหนื่อย”
มีไหม?.. เหนื่อย!
พอพูดคำว่าเหนื่อยขึ้นมานะ!..จะอยากนอน
อยากหยุดงาน “จะหยุุดงานแล้ว ไม่ทำแล้ว..เหนื่อย!”

๕.​ “ทำไม่ได้หรอก”
ถ้า​พูด​ว่า​ “งานนี้ทำไม่ได้หรอก”
พอพูดคำนี้ขึ้นมานะ มันปิดกั้นการพัฒนาการของเรา
แทนที่เราจะคิดว่า​ “มันต้องทำได้”
แล้วก็หาทางพัฒนาปัญญาของเรานี้
พอบอก​ “ทำไม่ได้หรอก” ..เลยเลิกกัน!
งานนี้ไม่ทำแล้ว ทำไม่ได้หรอก
ปิดจ๊อบ! (ในที่นี้)แปลว่าไม่สำเร็จ

ยาก, ท้อ, ขี้เกียจ, เหนื่อย, ทำไม่ได้หรอก
คำพวกนี้..อย่าไปพูด!
แล้วถ้ามันเกิดขึ้นในใจ..ให้รู้ทันด้วย
เพราะสิ่งเหล่านี้​เป็น​”ตัวบั่นทอนพลังชีวิต”

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

เรียบเรียงจากไฟล์เสียงธรรม
611115 ห้าห้าม สามควร
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2FE6C5g
(นาทีที่ 17.37-20.43)


อ่านบน Facebook

วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๙ #รู้ไปตรงๆ…

วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑)
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๙

#รู้ไปตรงๆ

เราเองก็เหมือนกันนะ! เวลาอยู่ในสังคม
เราเหมือนจะปั้นท่าเพื่อจะสร้างตัวตนให้คนอื่นดู

แต่ความที่เวลาเข้าสังคม
ถ้าอยู่ในพิธีการก็ต้องรู้จักกาละและเทศะ

แต่ตอนที่จะมาเจริญสติจริงๆ ตอนนี้ไม่ต้องปั้นแต่ง
ไม่ต้องหลอกตัวเอง มีอะไรเกิดขึ้นรู้ไปตามตรงๆ
ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองเลว
ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง
มันไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว !
มันมีกิเลสเยอะ รู้ไปตามตรง
ถ้าเราไม่ยอมรับ เราก็จะไม่เห็นของจริง
และไม่พัฒนาตัวเองได้จริง

เราจะพัฒนาตัวเองได้..เมื่อรู้สิ่งผิด
กิเลสต่างๆเป็นสิ่งผิด ไม่ต้องกลัว!
ถ้าปฏิเสธสิ่งผิด..จะไม่มีการพัฒนาเกิดขึ้นเลย

การพัฒนาจะเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่ามีความผิด
พอรู้สิ่งผิด พอรู้ทันทีตอนนั้นนะ..
รู้ปุ๊บตอนนั้นถูกทันที !
พอถูกทันที..ก็เริ่มมีสิ่งดีแล้วใช่มั้ย?
เริ่มมีสิ่งถูกแล้ว.. เดี๋ยว.. อ๋อ.. ปั้นใหม่!!
มันจะมีผิดอยู่เรื่อยๆนะ
ให้ดูว่าตัวเองผิดอะไรบ้าง?

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

เรียบเรียงจากไฟล์ 09.หมูกระดาษ_570308_1
แผ่นซีดีชมรมเรียนรู้กายใจนครสวรรค์ ๑
ลิงค์ไฟล์เสียง bit.ly/1TEXDPc
(นาทีที่ ๔๕.๓๓-๔๗.๒๕)
ลิงค์ซีดี http://wp.me/p5bBOI-rQ


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๖ #รู้จำ…

วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๑๘๖

#รู้จำ #รู้จัก #รู้จริง #รู้แจ้ง

“รู้จำ” คือเรียนรู้ภาคทฤษฎี
“รู้จัก” ก็คือเอาภาคทฤษฎีที่เรียนมา เอามาปฏิบัติ

เห็นกายว่าเป็นกาย นี่คือรู้จัก
แต่ถ้าส่องหน้าที่กระจก แล้วคิดว่า
‘วันนี้ฉันสวยจัง’
อย่างนี้เรียกว่า..ยังไม่รู้จัก!

รู้จัก คือเห็นกายที่กายนี้
จะเห็นส่วนใดส่วนหนึ่งก็เรียกว่ากาย
เห็นผมก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย
เห็นตา เห็นจมูก เห็นปาก.. เห็นกาย
ภาษาในพระสูตรจะใช้คำว่า “กายในกาย”

เห็น​”กายในกาย” คือเห็นตรงไหนก็เป็นกาย
เห็นกายส่วนย่อยๆ ในกายส่วนใหญ่ๆ
เห็นผมก็คือเป็นกาย ดูลมหายใจก็ยังเป็นกาย
เห็นกายในกายอย่างนี้​ เรียกว่า..รู้จักกายแล้ว
เริ่ม”รู้จัก”แล้ว

คนจะรู้จักกาย แล้วพัฒนาไปถึงขึ้นเจริญปัญญาจนรู้จริง รู้แจ้งได้
จะต้องเป็นคนที่สมาธิดีหน่อย
เคยได้ยินใช่ไหมว่า..
แบ่งคนเป็นสองประเภทที่จะมาเจริญ(วิปัสสนา)​กรรมฐาน
คนประเภทแรก ทำสมาธิง่าย ทำสมถะง่าย
เรียกว่า.. สมถยานิก

สมถยานิก​ คือ คนที่ทำสมาธิง่าย
เอาจิตไปอยู่อารมณ์​ใดอารมณ์หนึ่ง
แล้วก็ไม่ค่อยหนีไปไหน
จิตอยู่นิ่งๆ กับอารมณ์นั้น
คนอย่างนี้จะมาดูกายแล้วรู้จักกาย
แล้วก็รู้ความจริงของกายว่า
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนััตตา

“รู้จริง” คือ​ เห็นไตรล้กษณ์สามอย่างนี้
(ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา) อย่างใดอย่างหนึ่ง

ตอน​”รู้แจ้ง” คือรู้ว่าไม่ใช่เรา ทั้งกายและใจ
ต้องทั้งกายทั้งใจนะ!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???

เรียบเรียงจากธรรมบรรยายจากคอร์ส กลต.
รู้จำ รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง – 611022
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2zm5v4q
(นาทีที่ 3.41-6.05)


อ่านบน Facebook