Category Archives: ฝากคิด

วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์ ไอ้ตัวที่ทำให้ติดหนึบ, แน่น, นาน อีกตัวหนึ่งที่น่ากลัว ก็คือ.. ทิฏฐิ! ทิฏฐิที่เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ดังนั้นทิฏฐิ.. จึงเป็นตัวกาวอันเหนียวแน่น ที่ทำให้ “จิตเรา” ไปไหนไม่รอด!! เพราะว่าถ้าทิฏฐิ มันเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” มันจะคิดว่า.. จิตนี้เที่ยง คิดว่า.. จิตนี้เป็นเรา ถ้าคิดอย่างนี้เนี่ยนะ.. มันไปไหนไม่รอด! ตัวสำคัญเลยที่ พระพุทธเจ้ามาสอน ให้ชาวพุทธ “พ้น” หรือว่า อยู่ในกระแสที่จะพ้น ก็คือ.. ทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” รู้ว่ากายนี้ ใจนี้.. ไม่ใช่เรา เห็นว่าขันธ์ห้า.. เป็นขันธ์ห้า ไม่ใช่เรา เห็นว่า.. กาย คือ กาย เห็นว่า.. เวทนา คือ เวทนา เห็นว่า.. จิต คือ จิต เห็นว่า.. ธรรม.. ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงเป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา อยู่ที่ไหนเลย มันต้องเห็นขนาดนี้! พอเห็นขนาดนี้แล้ว อย่างน้อยๆ เป็น “พระโสดาบัน” แปลว่า.. เข้ากระแส สู่พระนิพพาน คือ มีสัมมาทิฏฐิ ที่สำคัญ เห็นว่า.. กายนี้ ใจนี้ หรือขันธ์ห้า ทั้งหมดทั้งปวงนี้ “ไม่ใช่เรา” แค่นี้.. พระองค์ก็ตรัสเรียก บุคคลประเภทนี้ว่า.. เป็นผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์ แต่ถ้ายังไม่เห็นอย่างนี้ ตัวทิฏฐิที่ยัง เห็นผิดๆ มันจะพาวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ พระองค์ จึงตรัสเปรียบเทียบ บุคคลผู้เป็น “พระโสดาบัน” ว่า เป็นผู้มีความประเสริฐ ยิ่งกว่าพระเจ้าจักรพรรดิ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “มงคลสูตร คาถาที่ ๑๐ จิตที่พ้นภัย” ออกอากาศวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/wogR_1XsEjU (นาที 26:48 – 28:45)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตปราศจากธุลี พระอรหันต์จะไม่มีการประคองรักษาจิตผู้รู้ … “จิตผู้รู้’ เปรียบเหมือนเรือ.. ใช่ไหม? เราจะไปฝั่งโน้นได้.. ก็ต้องมีเรือ ต้องพยายามต่อเรือ ถ้าไม่มี.. ก็ต้องต่อเรือ ถ้าไม่มีเรือ.. ก็ต้องเป็นแพ เอาอะไรสักอย่างหนึ่ง! ที่จะเป็นพาหนะ ที่จะพาเราข้ามพ้นฝั่งไปได้ แต่พอถึงฝั่งแล้ว ไม่ใช่แบกเรือขึ้นฝั่งต่อไป มันก็ต้องทิ้งเรือ ทิ้งแพนี้ไว้ที่ริมฝั่ง หมายถึงว่า.. “เราถึงฝั่งแล้ว.. เราก็ต้องทิ้งมันไป” “จิตผู้รู้” นี่ก็เหมือนกัน ต้องสร้างมันขึ้นมา เราคือผู้ฟังทั้งหลาย เข้าใจว่า.. น่าจะอยู่ในระดับปุถุชน เนี่ยนะ! ควรจะสร้าง “จิตผู้รู้” นี้ขึ้นมา แล้วเราก็พัฒนา “จิตผู้รู้” เพื่อให้เห็นความจริง! ความจริง.. ของรูป ความจริง.. ของนาม ความจริง.. ของส่วนประกอบอยู่ในนาม มันมีกิเลสต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้มันไป! มันแสดงไตรลักษณ์ เกิดขึ้นมาว่า.. มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่เรา มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่เรา พัฒนา.. มันขึ้นมา! พัฒนา.. จิตผู้รู้ เพื่อให้เห็นความจริง แต่พอขั้นสุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้เป็น “พระอรหันต์” จริงๆ “ต้องปราศจากธุลี” ไม่มีแม้แต่ความประคองรักษา “จิตผู้รู้” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “มงคลสูตร คาถาที่ ๑๐_จิตไม่หวั่นไหว” วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/NwSh8GftfRk (นาที 01:02:35 – 01:03:45)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #สัปปายะ..ที่ที่ควรอยู่ “สัปปายะ” แปลว่า สบาย แต่สบายที่ว่านี้นะ มันไม่ใช่! “สบาย” แบบที่คนไทยเรียกกันในปัจจุบัน ปัจจุบันคนไทยเนี่ยนะ คำว่า “สบาย” คือ “นอน” ตรงนี้สบายนะ.. แล้วอยากนอนเลย คือ สบายแล้ว.. คือ “พัก” แต่ “สบาย” ในคำทางพุทธศาสานา หมายถึง.. สภาพที่เหมาะ ที่จะทำให้ตัวเองอยู่ตรงนั้น แล้วพัฒนาต่อได้ คือ พัฒนาสะดวก มันเป็นสะดวกสบาย ที่จะพัฒนาต่อ ไม่ใช่! สะดวกสบายแล้ว จะพักผ่อน ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! ทัศนคติของคนไทยเนี่ย พอสบายแล้วก็จะนอนแล้ว จะพักผ่อนอย่างเดียว แต่ “สบาย” ในพุทธศาสนาเนี่ย คือ สบาย คือ “สะดวกที่จะพัฒนาต่อ” มี “อาหาร” พอสมควร ก็สะดวกที่จะพัฒนาต่อ “อากาศ สภาพภูมิอากาศ” เป็นอย่างไร? .. เหมาะไหม? สำหรับเราที่จะอยู่ตรงนี้ หรือว่า.. ตรงนั้นมีครูบาอาจารย์ไหม? มี “บุคคลสัปปายะ” ไหม? มี “ธรรมะสัปปายะ” ไหม? คือ ที่ ที่ว่า นี้ มันไม่ใช่สะดวก ในแง่ของวัตถุสิ่งของ โดยอย่างเดียว ก็ต้องดูว่า.. มีปัจจัยที่จะพัฒนาตนเองไหม? บางทีเนี่ยนะ เรื่องวัตถุสิ่งของความสะดวกสบาย แม้อาจจะบกพร่องไปบ้าง แต่ถ้ามี “บุคคลผู้มีธรรมะ” อยู่ตรงนั้น บางที.. แม้จะลำบากก็ควรอยู่ ตรงนั้น.. กลายเป็นว่า เป็น “ปฏิรูปประเทศ” สำหรับเราได้เหมือนกัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “ตั้งหลักชีวิต” วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://youtu.be/ipLInCEWjtE (นาที 10:12 – 11:48)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ประพฤติพรหมจรรย์ “ประพฤติพรหมจรรย์” เนี่ย! ไม่ได้บอกว่า.. จะต้องบวชเป็น “ภิกษุ” หรือ “ภิกษุณี” ถือศีล ในแง่ที่ว่า “อพรหมจริยา” ก็ถือว่าเป็น.. ประพฤติพรหมจรรย์ อย่างเช่น.. ในยุคนี้เราไม่มีภิกษุณี เนี่ยนะ ผู้หญิงที่จะประพฤติพรหมจรรย์ ก็ “สมาทานศีลแปด” ยาวๆ เลย จะเป็นแม่ชี หรือ จะเป็นอุบาสิกา ไว้ผมก็ตาม แต่ว่า “สมาทานศีลแปด” ยาวๆ นี่! เป็นการถือบวชของท่านเหมือนกัน เรียกว่า “ประพฤติพรหมจรรย์” แล้วก็เป็นการเห็นโทษของกาม ไม่เข้าไปหากามอีก แต่ถ้าประพฤติแบบอย่างหย่อนๆ หน่อย ก็คือว่า.. มาลองใช้ชีวิตของ “ผู้ประพฤติพรหมจรรย์” ดูบ้าง เพื่อคล้ายๆ กับว่า ให้เห็นว่า “สภาวะที่พ้นจากกาม” ก็มีอยู่นะ ! สภาพชีวิตที่ไม่ต้องมีกามเนี่ย มัน.. มีอยู่นะ! แล้วก็ลองมาสัมผัสชีวิตแบบนี้ดูบ้าง เป็นการเรียนรู้ แต่ถ้าจะเอาให้ระดับสูงขึ้นมา ก็คือ.. อยู่แบบนี้ตลอดชีวิต แต่.. ข้อดีของพระพุทธศาสนาคือ “ไม่บังคับ” มาเรียนรู้ชั่วคราวก็ได้! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “สิ้นภพจบพรหมจรรย์” วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/xfTe-396lf4 (นาที 57:24 – 58:54)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ต้องงดของแสลง ถ้าเรา “เผากิเลส” อาจจะต้อง ‘งด..ในสิ่งที่ชอบ’! แล้วก็ ‘ทำ..ในสิ่งที่ไม่ชอบ’ บ้าง ก็คือ.. มันต้องเผากิเลส งด!! เหมือนคนเป็นโรค ต้อง ‘งดของแสลง’ !! … อันนี้ก็เช่นเดียวกัน รู้อยู่ว่า “มีกิเลสอยู่” กิเลสเนี่ย.. มันหมักหมมมานาน แล้วก็.. หนาแน่น สำหรับบางท่าน อาจต้องมีข้อวัตรบางอย่าง เพื่อเผากิเลส วิธีการเผา ก็อาจจะต้องมีคุณธรรม เข้าไปกำกับว่า.. ไอ้ที่เรา ‘เผากิเลส’ น่ะ มันไม่ใช่ว่า..ไปเผาเพื่อ ‘ทรมานตนเอง’ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “สิ้นภพจบพรหมจรรย์” ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/xfTe-396lf4 (นาทีที่ 4.24-5.01)

อ่านต่อ

วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อดกลั้นต่อกิเลส “อดกลั้น” คือ อดทน.. ต่อความล่วงเกินของผู้อื่น ความล่วงเกินของผู้อื่น ก็จะมีคนที่ล่วงเกิน เมื่อเทียบกับเรา ก็จะมีบุคคลสามระดับ..ที่ล่วงเกินเรา อดทน ต่อคนที่ “ต่ำกว่าเรา.. ล่วงเกินเรา” อดทน ต่อคนที่ “เสมอกับเรา.. ล่วงเกินเรา” อดทน ต่อคนที่ “สูงกว่าเรา.. ล่วงเกินเรา” สามระดับ..ไม่เหมือนกัน!! ควรอดทนให้ได้ทั้งสามระดับเลย! ไม่ใช่แค่ระดับใดระดับหนึ่ง ทีนี้จะเอาระดับไหน..มาวัดว่าอดทนได้จริง? ถ้าเราอยู่กับ “ครูบาอาจารย์” แล้วอดทนได้เนี่ย ก็ถือว่าดีนะ! แต่ว่า.. ก็ยังใม่ใช่ตัววัด เพราะว่า.. บางทีทนได้เพราะ “กลัว” กับ “คนที่เสมอกัน” บางทีก็อดทนได้นะ! แต่..ยังไม่ใช่ตัววัด! เพราะบางทีที่อดทนอยู่ได้ เพราะอาจจะ ”แข่งดี” กัน … ทน.. ที่เป็นตัววัดได้ดีเลย คือ ทนต่อ “ผู้ที่อยู่ต่ำกว่า” สถานะต่ำกว่า คนเลวกว่า ถ้าทนได้ ถือว่า.. เยี่ยม!! ในกรณีที่ว่าเป็นตัววัดนะ คือ คนที่อดทน.. ต่อแม้แต่ผู้ที่อยู่ในสถานะต่ำกว่า.. ด่าว่าเอา! หรือ มาว่ากล่าวตักเตือน!! ทั้งว่า.. แบบไหนก็แล้วแต่ คือ เราทนได้ต่อคำสอน หรือ.. คำว่ากล่าวติเตียน ของเขาได้ อันนี้เรียกว่า “อดกลั้น” คำภาษาบาลี เรียกว่า “อธิวาสนขันติ” คือ อดทน..อดกลั้นต่อความล่วงเกินของผู้อื่น น แล้วถ้าสูงไปกว่านั้นอีก คือ.. “อดทนต่อกิเลส” หมายถึงว่า ทนต่อกิเลสในเวลาที่จิตใจ ถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่น่ารัก น่าชัง ใจก็ไม่ไหลโอนเอนไปกับกิเลสที่เกิดขึ้น เห็นอยู่..แล้วก็ทนได้! คือไม่ไปปรุงต่อ ไม่ไปตามกิเลส เห็นอยู่.. แล้วก็ทนได้!! อันนี้มันเป็นธรรมะชั้นสูงเลย เป็นมงคลชั้นสูงเลย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ใจที่พร้อมเจริญธรรม” วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/KWq7KvSKWCY (นาที 06:30 – 09.39)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล วันวิสาขบูชา พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คุณของพระพุทธเจ้า “พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เลิศที่สุดในโลก” เลิศในระดับที่เรียกว่า.. คนปุถุชนทั้งโลกนี้ เอาความดีมารวมกัน ยังไม่เท่าพระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลยนะ เอาคุณความดีของ.. ปุถุชนทั่ว ๆ ไป ร้อยคน พันคน ก็ยังไม่เท่า พระโสดาบันหนึ่งท่าน พระโสดาบัน ร้อยท่าน พันท่าน ก็ยังไม่เท่า พระสกิทาคาเพียงหนึ่งท่าน พระสกิทาคามี ร้อยท่าน พันท่าน รวมกันแล้วคุณธรรมก็ยังไม่เท่า พระอนาคามีหนึ่งท่าน พระอนาคามี ร้อยท่าน พันท่าน ก็ยังไม่เท่า พระอรหันต์หนึ่งท่าน พระอรหันต์ หนึ่งร้อยท่าน พันท่าน รวมกันก็ยังไม่เท่า พระอัครสาวกท่านเดียว พระอัครสาวก ร้อยท่าน พันท่าน ก็ยังไม่เท่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วในตำราบอกว่า.. ให้พระปัจเจกพุทธเจ้า นั่งเอาจีวรชนกันเลย สังฆาฏิชนกันเลยประมาณนี้ ห่มจีวร ห่มสังฆาฏิ ให้ชิดกันแบบผ้าชนกัน นั่งไปจนถึงสุดขอบจักรวาล แสดงว่าไม่ใช่ร้อยท่าน ไม่ใช่พันท่านแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้า นั่งเรียงกันจนถึงสุดขอบจักรวาล ก็ยังไม่เท่า พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ..นี่คือคุณของพระพุทธเจ้า ตรงนี้โยมอาจจะสงสัย ‘ทำไมถึงไม่เท่า?’ เพราะพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์ ไม่ได้ทำให้พระองค์พ้นทุกข์ไปเพียงพระองค์เดียว พระองค์ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว โดยคุณเฉพาะแค่นี้ เท่ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่ได้หยุดแค่นี้ คุณของพระองค์ไม่ได้หยุดแค่นี้ พระองค์สอนคนนับไม่ถ้วนเลย ที่พ้นทุกข์ไปเนี่ย นับไม่ถ้วนเลย มนุษย์ ก็นับไม่ถ้วน เทวดาทั้งหลาย ก็นับไม่ถ้วนเลย ..ที่พ้นทุกข์ไปนะ ที่เป็นพระอรหันต์ นับไม่ถ้วน ที่เป็นพระอนาคามี สกิทาคามี เป็นพระโสดาบัน นับไม่ถ้วน แล้วยังมีอีก ยังไม่หยุดด้วย ยังมีอีก! ยังไม่หยุด! ท่านที่เป็นโสดาบัน ก็ยังไม่หยุดที่จะภาวนา ที่จะพัฒนาตัวท่านเอง ไปเป็นพระสกิทาคามี ปุถุชนทั้งหลาย อย่างผู้ฟังของเรานี้ สามารถฟังไป แล้วก็ไปพัฒนาจิตใจ ปฏิบัติธรรม ทั้งการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา จากปุถุชนพัฒนาไปถึงขั้นเป็นพระโสดาบัน ก็ยังมีอยู่อีกเรื่อย ๆ ยังมีอยู่อีกเรื่อย ๆ ไม่หยุด! ไม่จบ! เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว จึงมีคุณอย่างมหาศาล ประมาณมิได้ เรียกว่าอย่างที่เราเคยสวดในพระปริตรนะ “อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ …ฯลฯ…” คือ พระพุทธเจ้ามีคุณอันประมาณมิได้ พระธรรมมีคุณอันประมาณมิได้ พระสงฆ์มีคุณอันประมาณมิได้ สัตว์อื่นนอกจากนี้มีคุณพอประมาณได้ ฯ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://youtu.be/KmtSmTm_DkQ (34.29 – 37:54)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ผู้มีอินทรีย์ภาวนา “สังขตธรรม” ยังเป็นความปรุงแต่งอยู่นะ! ยังเป็นของหยาบ ยังมีที่ละเอียดกว่านี้! ที่เราจะพัฒนาให้เกิด “การรับรู้” ขึ้นมาได้ ก็คือ.. ใจที่เป็น “อุเบกขา” ความรับรู้ ความพอใจ ไม่พอใจชอบใจ ไม่ชอบใจ.. นี่นะ! อย่าไปปฏิเสธมัน.. ให้รู้ทันมันก่อน! ตอนนี้ยังไม่อุเบกขา ก็ไม่เป็นไร แต่รู้ว่า.. ยังมีสภาวะที่ละเอียดกว่านี้ คือ “อุเบกขา” ถ้าเราฝึกรู้ทันความชอบใจ และไม่ชอบใจ ตอน “รู้” นั่นแหละ.. จะ “อุเบกขา” ชอบใจ.. ถ้าเรารู้ทันเร็ว ความชอบใจ.. ก็สั้นๆ แล้วจากนั้น.. ก็จะเป็น “อุเบกขา” ไม่ชอบใจ.. ถ้าเรารู้ทันเร็วๆ ไม่ชอบใจ.. ก็จะสั้นๆ แล้วจากนั้น.. ก็จะเป็น “อุเบกขา” ฝึกอย่างนี้! ฝึกรู้ทัน.. ความชอบใจก็ตาม ไม่ชอบใจ.. ก็ตามที่เกิดขึ้น จากการที่อินทรีย์ ไปกระทบ รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส, ธรรมารมณ์ ต่างๆ แล้วพัฒนาขึ้นมา จากที่…มันมีแต่ ชอบใจ-ไม่ชอบใจ ก็กลายเป็นรู้ทัน.. ความชอบใจ-ไม่ชอบใจ กลายเป็น “อุเบกขา” ขึ้นมา พระองค์เปรียบเหมือนว่า.. เหมือนคนตาดีเนี่ย กระพริบตา ให้ไวขนาดนี้เลยนะ! ชอบใจ.. และรู้ทัน! เหมือนกระพริบตา หนึ่งกระพริบตา ถ้าฝึกได้ขนาดนี้.. ดี!! เรียกว่า เป็นการฝึกแล้วเกิดการเจริญอินทรีย์ เป็น “ผู้มีอินทรีย์ภาวนา” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “พร้อมไหมที่จะให้อภัย” รับชมและฟังได้ที่ลิงค์ https://youtu.be/3v859_mgjO4 (นาทีที่ 33.59-35.42)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ฟังธรรมตามกาล น้อมธรรมะมาสู่ชีวิต มาปฏิบัติให้ได้ เรียกว่า.. “ได้ประโยชน์จากการฟังธรรม” คุณสมบัติของ “ผู้ฟังที่ดี” ก็คือ ฟังแบบ.. ไม่ลบหลู่ ไม่ดูแคลน.. ผู้แสดง ไม่คิดจะข่ม.. ผู้แสดง ไม่ฟัง.. ด้วยจิตกระด้าง ไม่ฟัง.. แบบจะจับผิด ไม่ฟัง.. แบบถือว่า ตัวเองเข้าใจแล้ว ประมาณนี้.. เนี่ยนะ! แล้วก็ฟังอย่างไตร่ตรองตามธรรมไปด้วย ฟังอย่าง “ผู้ที่เป็นนักศึกษา” ผู้ที่พร้อม ที่จะรับรู้ว่า.. มีผู้ที่รู้ก่อนเรา คือ “พระพุทธเจ้า” พระองค์ มีความรู้อะไร ที่เราควรจะรู้ตามบ้าง แล้วมันอาจจะไม่ใช่ว่า.. ฟังปุ๊ป!.. บรรลุปั๊ป! ฟังแล้ว..ก็นำไปศึกษา และปฏิบัติ ฟังแล้ว.. ฟังอีก! ท่านจะเรียกว่า “ฟังธรรมตามกาล” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ฝึกใจให้เป็นผู้พร้อม” ออกอากาศวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/ich14PivtSo (นาที 01.01.49 – 01:02:49)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #หัวใจเศรษฐี #ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ “หัวใจเศรษฐี” เคยท่องไหม? “อุ อา กะ สะ” เคยท่องไหม? … “อุ” นี่คือ อุฏฐานสัมปทา คือ.. ขยันหา “อา” คือ อารักขสัมปทา หามาได้แล้ว.. ต้องอย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ต้องเก็บรักษาไว้ด้วย ต้องรู้จักเก็บรักษา เก็บรักษาเนี่ยนะ! ก็ต้องเก็บรักษาในที่ๆ ปลอดภัย สมัยนี้จะมีธนาคาร ฝากไว้กับธนาคาร หรือว่า.. เอาไปลงทุน ประมาณเนี่ยนะ! ให้มันงอกเงย.. แต่ว่าก็ต้องรู้จักลงทุนด้วย ไม่ใช่ว่า.. ลงแล้วหายๆ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่า.. เก็บรักษาแล้ว อย่างนี้เรียกว่า.. ใช้จ่ายโดยที่ไม่มีปัญญารู้ทันตลาด อะไรต่างๆ “กะ” คือ กัลยาณมิตตตา คือ คบเพื่อนดี คบเพื่อนไม่ดี.. ก็จะพาเราล่มจม พาเราวุ่นวาย ฉิบหาย พินาศ ดังนั้นเราก็ต้องหาเพื่อนที่ดี แล้วก็ต้องมีปัญญาพอที่จะมองเห็นด้วยว่า.. ใครเป็นเพื่อนดี, ใครเป็นเพื่อนร้าย แล้วเราควรจะเป็นเพื่อนดีของเขาด้วย เพราะว่า.. ถ้าเขาดีจริง เขาต้องมองออกว่า.. ใครดี-ใครร้าย เรามัวแต่พยายามจะหาเพื่อนดี แต่เราไม่ทำตัวให้ดี เพื่อนดีคนนั้น.. เขาก็ไม่คบเรา เพราะเขาก็ถือคติ “คบเพื่อนดี” เหมือนกัน เข้าใจไหม? เพราะฉะนั้นเราจะหาเพื่อนดี แต่เราไม่ยอมเป็นคนดี เขาก็ไม่คบเรา คติ “กัลยาณมิตร” ก็คือ.. เราเองต้องเป็นกัลยาณมิตรของเขาด้วย สุดท้าย.. “สมชีวิตา” เลี้ยงชีวิตให้สมกับสภาวะของเราเอง เรามีรายได้เท่านี้..ใช้จ่ายเท่านี้ พอสมควร ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย..ใช้ได้! ไม่ใช่ว่า! มีรายได้เท่านี้…แต่เพื่อนเราเขามีรายได้มากกว่า แล้วเขาใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราจะไปใช้ชีวิตแบบเขา.. เราก็ล่มจม! ไม่ได้! ต้อง “สมชีวิตา” ใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับตนเอง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก บรรยายธรรม โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” หัวข้อ “ขอให้รวย” วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/watch/?v=939771763373701 (นาที 41.15-43:47)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #อภัยทาน “อภัยทาน” ไม่ใช่ว่า.. เขาทำผิดก็ไม่เป็นไร ฉันไม่รู้.. ไม่ชี้! เหมือนไปช่วยปกปิดความผิดของเขาด้วย อย่างนี้ก็ยิ่งแย่! ถ้าที่ทำงานเป็นบริษัทอยู่..บริษัทก็จะไม่เจริญ นึกออกไหม? แบบคนนี้ก็ผิด คนนั้นก็ผิด แล้วก็ถือว่า..‘ให้อภัย’ ให้อภัย..ไม่ใช่อย่างนี้! “ให้อภัย” หมายความว่า เขาด่าเรา.. เราไม่โกรธตอบ ไม่ด่าตอบ ไม่จองเวร .. ไม่ผูกพยาบาทว่า.. ‘เออ! แก.. คราวหน้าอย่าพลาดก็แล้วกัน’ หรือไม่คิดว่า.. ‘คอยดู..ถึงทีฉันบ้าง’ ไม่ใช่อย่างนั้น! นี่คือ.. ให้อภัย แต่ไม่ใช่ว่า.. “ไม่เอาเรื่องเอาราว” หรือไปช่วยปกปิด!! นึกออกไหม? วิธีการที่จะปฏิบัติต่อคนที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน “วิธีการ”-จะแตกต่างกัน แต่ “ใจ”-เหมือนกัน ใจ..มีเมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา เช่นเดียวกัน แต่วิธีการที่จะแสดงต่อบุคคลประเภทต่างๆ.. วิธีการ-ไม่เหมือนกัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “พร้อมไหม…ที่จะให้อภัย” ออกอากาศวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/3v859_mgjO4 (นาที 12:51– 14.06)

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีขาล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #รู้ทันตัวหงอย หดหู่ ท้อถอย ซึมเซา ง่วงเหงา หาวนอน ให้รู้ไปเลยว่ามันคือ “ถีนมิทธะ” หรือจะบอกว่า.. มันคือ “ไอ้ตัวหงอย” นี่ก็ได้ เอาคำเดียวก็ได้ “ไอ้เจ้าหงอย.. ฉันเห็นแก่แล้ว!” มันหงอยอีก.. รู้อีก ยิ่งรู้บ่อยๆ มันจะจำได้ ตอนเห็นครั้งแรกนะ มันเป็นแค่รู้จักกัน ว่านี่คือ “อาการหงอย” เราก็ทำงานของเราต่อนะ! อย่าไปหงอย..แล้วก็จม… เราก็ขยับตัวทำงานของเราต่อไป ถ้าอยู่ในการทำรูปแบบ เราก็ทำสมถะของเราไป ถ้าในชีวิตประจำวัน เราก็ทำงานของเราไป มันเกิด “หงอย” อีก..ก็รู้ทันอีก! “ฉันเห็นแก่แล้ว!!” … แรกๆ ต้องฝึกก่อนนะ !! แรกๆ ในการฝึกที่จะรู้จักมันเนี่ย ต้องมีเจตนาในการดูสักหน่อย มีความหงอยแล้ว.. “ฉันรู้จักแก่แล้ว” หงอยอีก.. “ฉันรู้จักแก่แล้ว” รู้ไปเรื่อยๆ คือ มีเจตนาในการดู อันนี้อยู่ในขั้นฝึก ฝึกไปเรื่อยๆ เนี่ยนะ พอจำได้แม่นเนี่ย “สติ” มันจะเอามาใช้ตอนที่ว่า … มันมีข้อมูลเป็น “ความจำ” เต็มที่แล้ว มั่นคงดีแล้ว เสถียรแล้ว พอมี “ความหงอย” เกิดขึ้นมา… มันเทียบได้กับ “ของเก่า” “ของเก่า” ที่เก็บไว้เป็น “สัญญา” เนี่ย สัญญาเอามาใช้ในกรณีนี้ คือ “สติ” แปลว่า “ระลึกได้” ในภาษาไทยทั่วๆ ไปก็จะใช้คำนี้กัน มันก็คือ เอามาใช้ในขั้นตอนที่เรียกว่า มี “ถิรสัญญา” คือ มีสภาวะความหงอยเกิดขึ้น มันเอาไปเทียบกับของเก่า ระลึกได้ว่า.. นี่คือ “ความหงอย” และ การทำงานอย่างนี้ มันทำงานเอง ตอนนี้ เรียกว่า “ระลึกได้” แท้ๆ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน “ฝึกใจไม่ให้หดหู่ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/MddicOf8zGE (นาที 30.55-33:35)

อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๕ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #คุ้มครองจิต สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ ฯ ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต ที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ (ตกไปในกาม) เพราะว่าจิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ ที่ว่า “ตกไปในกาม” เนี่ย! อย่าคิดว่า..ตกไปแบบฝันหวาน หรือตกเฉพาะทางเพศอะไร.. ไม่ใช่อย่างนั้นนะ!’ คิดเรื่องไม่ดี.. ก็คือเรื่อง “กาม” เหมือนกันนะ! แต่มันผิดหวัง “ผิดหวังในกาม” นึกออกไหม? “คนตกนรก” นี่คือ.. ตกอยู่ในกามาวจรภูมิ !! ไม่ใช่ว่า “กามาวจร” จะต้องสุขสบายเสมอไป คืออย่าคิดว่า เป็นภูมิที่สุขสบาย มีกามอันดีเสมอไป ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! “กามาวจร” ที่แย่.. ตกนรก ก็มีนะ! อยู่ในอบายเลยก็มี จิตของเราเนี่ย! กำลังอยู่ในกามาวจรที่เป็นอบาย กำลังเป็นทุกข์อยู่ แต่มันตกมาแล้ว..ก็รู้ทัน! และมันจะตกบ่อยๆ ก็รู้บ่อย ๆ และก็.. เข้าใจ ให้อภัยตัวเองหน่อยว่า.. วันไหน หรือ ขณะไหน.. ไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร! เพราะว่า.. มันเห็นได้ยาก! มันละเอียด มันเห็นได้ยาก ให้อภัยตัวเอง.. ไม่เป็นไร.. ดูต่อ!! รักษาไปเรื่อยๆ มันเห็น ไม่เห็น.. ก็ทำสมถะต่อไป มันทุกข์อีก.. ก็ ‘เอ้อ! ทุกข์อีกแล้ว’ ทุกข์อีกแล้ว ก็แสดงว่า.. “ตกลงไปในกาม” อีกแล้ว อย่างนี้นะ! “รักษาจิต” ก็คือ รู้ทัน.. เอามาทำสมถะต่อ “มันเห็นได้ยาก” แต่มันเห็นได้ทีเนี่ยนะ ควรให้รางวัลตัวเอง ควรจะดีใจ.. เพราะมันเห็นได้ยาก! มันละเอียด.. มันเห็นได้ยาก พอเห็นได้ที ควรจะดีใจ ให้รางวัลตัวเองหน่อย ‘โห! ฉันเห็นแล้ว ของเห็นได้ยาก.. ฉันเห็นแล้ว..’ ให้ดีใจ “จิตตัง คุตตัง สุขาวะหัง” “คุตตะ” แปลว่า “คุ้มครอง” การทำอย่างนี้ เรียกว่า.. เป็นการ “คุ้มครองจิต” โดยจิตเองที่ฝึกมาดี จิตที่คุ้มครองดีแล้ว.. นำสุขมาให้ สุขในที่นี้.. ไม่ใช่สุขแค่ในเรื่องของกามแล้ว แต่เป็นสุขในระดับสูงขึ้นไป..สูงขึ้นไป.. จนกระทั่งถึง.. “พระนิพพาน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “ฝึกใจไม่ให้หดหู่ ” วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/MddicOf8zGE (นาที 16:10 – 17:58)

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๕ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #สันทิฏฐิโก..การเห็นเอง ในความหมายที่พระพุทธเจ้าแสดง กับ พราหมณ์ เพื่อบอกว่า…ไอ้การฝึกอย่างเนี่ย ! มันก็ต้อง “เห็นด้วยตนเอง” เหมือนกัน ราคะ.. ดับไป! ราคะ.. แสดงไตรลักษณ์ โทสะ.. ดับไป! โทสะ.. แสดงไตรลักษณ์ เนี่ย ! มันก็อยู่ในเรื่องของ “สันทิฏฐิโก” ทั้งหมด ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้ง “ตน” และ”ผู้อื่น” เมื่อเห็นกิเลสแล้ว เนี่ยนะ! มันไม่มีกิเลสขึ้นมาบงการ ให้ไปมีความประพฤติ.. ไปเบียดเบียนใคร พระองค์ตรัส ถึงขนาดว่า.. ไม่เบียดเบียน ”ตน” ไม่เบียดเบียนทั้ง “ผู้อื่น” และไม่เบียดเบียน “ทั้งคู่” ไปพร้อมๆ กัน นี่คือ.. สิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ด้วยตนเอง คือ.. นอกจาก “ตนเอง” จะปลอดภัยแล้ว “ผู้อื่น” ก็ปลอดภัยด้วย “สังคมต่างๆ” ก็ปลอดภัยด้วย จากการที่เราฝึกฝนตนเอง.. เห็นเอง เห็น ”กิเลส” ที่เกิดขึ้นในใจตนเอง การที่เราฝึก “สันทิฏฐิโก” มันไม่ได้ฝึกเพียงแค่ประโยชน์ตน แต่.. มันได้ประโยชน์ผู้อื่นด้วย ได้ประโยชน์กับคนรอบข้าง.. สังคมทั้งหลาย ฝึก “คนเดียว” ได้ขนาดนี้ ฝึก ”หลายๆ คน” ก็ย่อมทำให้.. สังคมเนี่ย! ปลอดจากภัยต่างๆ อีกเยอะเลย.. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการ “คลิกใจให้ธรรม” ตอน “สันทิฏฐิโก ” วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๕ ลิงค์รายการ https://youtu.be/X-cAAGxLLZs (นาทีที่ 22:45 – 24:09 )

อ่านต่อ