Category Archives: วรรคทอง วรรคธรรม

วิธีรบกับกิเลส

วิธีรบกับกิเลส

วรรคทอง..วรรคธรรม #๖๑

วิธีรบกับกิเลส

ในขณะที่เราจะรักษาศีล ให้มันถึงพร้อม
การมีสติรู้ทันกิเลสจะช่วยได้

“มีสติรู้ทันกิเลส” คือมีกิเลสเกิดขึ้นปุ๊บ! รู้ทัน!
ศีลจะสมบูรณ์แน่นอน จะไม่ละเมิด เพราะกิเลสมันไม่สามารถครอบงำจิตใจเราได้
เราอาจจะถอยอยู่นะ!..อาจจะถอยอยู่!
คือมีกิเลสเกิดขึ้นมาตัวใหญ่ๆ
เราก็ปะทะ-รู้ คือปะทะ คือรู้มันนะ!
แล้วก็ถอยมา ไม่ให้อาหารต่อ
ไม่ให้มันครอบงำใจ..ถอยไป! ไม่ปะทะ!

ขณะนี้เรียกว่ามีอะไร? มี อินทรีย์สังวร
รู้ว่าตอนนี้เรารบไม่ได้
กองทัพเรายังน้อยอยู่
“กองทัพเรา” คือกุศลในใจของเรา ..ยังน้อยอยู่ กำลังของกุศลเรายังน้อยอยู่ เดี๋ยวสะสมกุศล

วิธีสะสมกุศล ง่ายๆเลย..รู้ทันกิเลส!
รู้ทันกิเลส..มีกิเลสขึ้นมา..รู้ทันกิเลส
เราได้กุศลเพิ่มขึ้น
มีกิเลส..รู้ทันกิเลส..เราได้กุศลเพิ่มขึ้น

“วิธีสะสมกุศล”
คือ เอากำลังของศัตรูน่ะ..มาสะสม
“กิเลส” คือกำลังของศัตรูใช่มั้ย?
เรารู้ทันศัตรู..ได้ฝ่ายเรามาเพิ่ม!

รู้ทันศัตรู..ได้ฝ่ายเรามาเพิ่ม
เป็นการรบที่น่าสนใจนะ!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

ไฟล์ บ้านจิตสบาย 581227-สงครามและสันติภาพ _07.สงครามและสันติภาพ
นาทีที่ ๐๒.๔๑-๐๔.๒๒
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ bit.ly/1WOcJ4g

น้ำหนักของจิต

น้ำหนักของจิต

วรรคทอง..วรรคธรรม #๖๐

น้ำหนักของจิต

ขณะที่มีกุศล!
จิตจะคล่องแคล่ว ว่องไว เหมาะควรแก่การงาน เบา ๆ ไม่มีน้ำหนัก
ถ้าเกิดมีน้ำหนักขึ้นมา!
แสดงว่า..เราเข้าไปแทรกแซง
มีการกระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
สังเกตความเครียด! หรือสังเกตน้ำหนักในการปฏิบัติ
ถ้าจิตใจมันไม่มีความสุขในการดู ขณะนั้นพลาดแล้ว แล้วมันก็จะไม่ได้แม้กระทั่งสติ
ไม่เห็นสภาวะของจริง!
ไม่ได้แม้แต่สมาธิ!
เพราะสมาธิจะเกิดได้ เมื่อจิตมีความสุข
มีสุขก่อน..แล้วจึงมีสมาธิ
สุขเป็นบรรทัดฐาน เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการแสดงธรรม ณ คอร์สเสียดายตายไปไม่รู้ธรรม
๖-๘ เมษายน ๒๕๕๖

แผ่นซีดี เสียดายตายไปไม่รู้ธรรม๑ 05.หลักการภาวนาฯ นาทีที่ (๐๔.๔๐-๑๐.๐๓)
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ bit.ly/24Jgy0D

เอาชนะทิฐิ..ด้วยกรุณา

เอาชนะทิฐิ..ด้วยกรุณา

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๙

เอาชนะทิฐิ..ด้วยกรุณา

“ทิฐิ” คือ “ความเห็น”
ความเห็นของเราต้องถูกเสมอ!
ใครมากระทบความเห็นอันนี้
แล้วมันเริ่มกระเทือนขึ้นมาเนี่ยนะ! ถ้าเราไม่ละตัวนี้ เราก็จะสร้างเหตุขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน เถียงกัน
เป็นการ ‘ปกป้องทฤษฎีของตัวเอง’

มีการอธิบายยืดยาวมาก
เพื่อป้องกันความเห็นของตัวเอง
ว่า..ความเห็นอันนี้ถูกนะ! ความเห็นอันนี้ดีนะ! ความเห็นของคุณผิดนะ!

ถ้ามีการปกป้องความเห็นอย่างนี้เมื่อไหร่
ให้รู้ทัน! ว่าขณะนั้นมีกิเลสตัวนี้ ที่ชื่อว่า “ทิฐิ” ขึ้นมาในใจ

แต่ถ้าจะแสดงให้เห็นว่า
ที่เขาเห็นอยู่นี่ผิด..ด้วยกรุณา
ไม่เหมือนกันนะ!
ด้วยกรุณา คือต้องการจะให้เขาพ้นจากทุกข์
จากการยึดถือความเห็นอันผิด แล้วก็อธิบายเขาไป
อันนี้ไม่ได้อธิบาย..ด้วยถือทิฐิ

เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ไปปราบทิฐิมานะของคนทั้งหลายเนี่ย!
พระองค์ไปแสดงธรรมด้วยกรุณา

ฉะนั้น วิธีการพูดของพระองค์จึงไม่เหยียบย่ำ! ไม่ซ้ำเติม! ไม่ทำลาย!
บางทีก็โอนอ่อนกับผู้ฟังไปก่อนด้วยซ้ำไป
คือไม่ได้พูดเพื่อไปโจมตี ไปทับถม

แต่ถ้าถือทิฐิต่อกัน..
วิธีการพูดมันจะเป็นการยกตัวเอง แล้วไปกดคนอื่น!
แต่ถ้าพูด “ด้วยกรุณา”
มันจะกลายเป็นว่า..ให้เกียรติกัน

ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการแสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๗

ไฟล์แผ่นซีดี บ้านจิตสบาย ๖
3.เวลาแห่งพุทธะ (571228)_09. มหาปุริสวิตก
ระหว่างเวลา ๓๔.๓๑-๓๖.๔๘
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ bit.ly/1KRUwST

การหมุนของเข็มนาฬิกา..เวลาที่ล่วงไป

การหมุนของเข็มนาฬิกา..เวลาที่ล่วงไป

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๘

การหมุนของเข็มนาฬิกา..เวลาที่ล่วงไป

“ชีวิตนี้น้อยนัก” เป็นคำในพุทธพจน์นะ
ชีวิตนี้น้อยนัก อย่าประมาท เวลาผ่านไปแล้วไม่สามารถเอากลับคืนมาได้
เราอาจจะหมุนเข็มนาฬิกา เอาเข็มหมุนทวนได้
แต่ในขณะที่เราเอาเข็มหมุนทวน เวลาก็ผ่านไปอีกแล้ว
เวลาเป็นสิ่งสมมุติก็จริง
แต่มันผ่านไปแล้วผ่านไปเลย…ไม่กลับคืนมา
ชีวิตเราก็ผ่านไป
ชีวิตนี้จะมีค่าหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ชีวิตแบบไหน
ใช้ชีวิตเพื่อจะเจริญสติ เพื่อจะทำจิตให้ยิ่ง
“อธิจิตฺเต จ อาโยโค” เนี่ย..เราทำหรือเปล่า? ถ้าไม่ได้ทำ เราก็ปล่อยชีวิตนี้ให้สะสม..
อย่างน้อย ๆ ก็ อนุสัย…น่ากลัวนะ!
ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม ไม่ปฏิบัติด้วยเนี่ยนะ
เราจะสะสมความไม่ดีอยู่เรื่อยเลย

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการแสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

ไฟล์ แผ่นซีดีบ้านจิตสบาย ๓ 02.2-มาฆบูชา (560224)
ระหว่างนาที ๒๒.๔๘ – ๒๓.๔๔
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ bit.ly/211lRUzhi

จิตอยู่ในกระจก (อุบายการฝึกดูจิตไหล)

จิตอยู่ในกระจก (อุบายการฝึกดูจิตไหล)

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๗

จิตอยู่ในกระจก
(อุบายการฝึกดูจิตไหล)

อีกที่หนึ่งที่จะฝึกได้ดีนะ..กระจก!
ห้องนี้มีกระจกที่เสา หันมองกระจก
ไปฝึกที่ห้องน้ำก็ได้

ตอนเห็นกระจกจริงๆเนี่ยนะ!
จิตอยู่ที่ไหน?
..จิตอยู่ในกระจก!
เราจะไม่รู้ตัวอยู่ที่ตัวจริงๆใช่มั้ย? จะเห็นตัวปลอมคือ..ตัวเงาในกระจก
แล้วจิตก็ไปอยู่ที่นั่น

ให้ฝึกมองกระจก แล้วก็ทำความรู้สึกอยู่ที่ตัวจริงคือตัวนี้
โดยที่ลืมตาอยู่..ไม่ต้องหลับตา แล้วก็สบตาเงาตัวเองในกระจก โดยที่ให้จิตอยู่กับตัวเองตรงนี้..
ไม่ไหลไป
แต่แล้วเดี๋ยวมันก็ไหลไป

อาการไหลไป..คือเคลื่อนไป
จะแสดงเลยว่า..ความไม่ตั้งมั่นเกิดขึ้น
แต่เห็นความไหลทีไร.. จิตก็ตั้งมั่นทุกที!
เห็นความไหลทีไร..ตั้งมั่นทุกที!

แล้วลองสังเกตดูว่า.. จริงๆชีวิตประจำวันของเราน่ะ
จิตไหลตลอดเลย เพียงแต่ว่า
ไม่มีตัวเปรียบเทียบให้ดูเท่านั้นเอง ไม่มีตัววิหารธรรมมาโดนตัวเปรียบให้เราเห็นว่า
#ความไหลมันมีเกิดขึ้นตลอดเวลา

จริงๆแล้วมันไหลอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่า ไม่มีตัวเปรียบใช่มั้ย?
เราเลยไม่รู้ว่า..จิตไหลเป็นอย่างไร
พอมีวิหารธรรม ก็จะเห็นได้ว่า ..จิตไหลเป็นอย่างนี้เองเหรอ..

ท่านจึงให้มีวิหารธรรมก่อน..

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงการบรรยายธรรม ณ ฐนิชาฌ์รีสอร์ท อัมพวา
๑ มกราคม ๒๕๕๙

ไฟล์ 590103-ฐนิชาฌ์รีสอร์ท-19.ตัวอย่างฝึกดูจิตไหล
ระหว่างเวลา ๑.๔๐.๑๖-๑.๔๒.๓๔
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/1VMup0

รักที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ

รักที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๖

รักที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ

“รัก”ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ..เป็นอย่างไร?
ความรักมีสองแบบ..คือ ‘รักแบบเมตตา’ กับ ‘รักแบบราคะ’
สำรวจตัวเองว่า..เรารักเขาเนี่ย ‘รักแบบเมตตา’ หรือ ‘รักแบบราคะ’

‘รักแบบเมตตา’ คือ ปรารถนาให้เขามีความสุข เมตตากับคนไหน เราก็ต้องการให้คนนั้นมีความสุข

ถ้าเป็นแม่กับลูก
แม่ก็ปรารถนาให้ลูกมีความสุข
เป็นเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนก็ปรารถนาให้เพื่อนมีความสุข
คือปรารถนาให้บุคคลที่เราเมตตาด้วย..มีความสุข

ถ้า ‘รักแบบราคะ’ ก็คือ
ปรารถนาให้เขามาทำให้เรามีความสุข
ต้องมีเขาอยู่ด้วย ต้องมีเขานั่งตรงนี้ ต้องมีเขามาคุย
ต้องมีเขามาอยู่ในชีวิต ฉันจึงจะมีความสุข
อย่างนี้เรียกว่า.. ‘รักแบบราคะ’

ฉะนั้น ให้พัฒนาตัวเองนะ! เราควรจะพัฒนาให้ตัวเองมีความรักมากขึ้น
โดยที่เป็น ‘รักแบบมีเมตตา’
เช่น ถ้าเขามีความสุขกับคนอื่น..ก็ยินดีด้วย
ถ้าเรามีความรักตั้งต้นที่ดี คือมีเมตตา มันจะมีกุศลธรรมอย่างอื่นติดตามมามากมายเลย
เช่นว่า มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา ติดตามมา
ไม่ใช่จมอยู่กับความรักแบบเดียว คือราคะ

ถ้ามีความรักแบบราคะอย่างเดียว.. มันก็จะเป็นเหตุให้เราเกิดความทุกข์อยู่เสมอ
เพราะว่าอยู่ต่อๆไปนะ ก็ต้องมีเหตุให้คนหนึ่งจากไป
ไม่เราจากเขาก่อน ก็เขาจากเราก่อน
เราก็จะมีความทุกข์เกิดขึ้นทันที หรือเขาเสื่อมไป สลายไป เปลี่ยนแปลงไป
ใจเขาเปลี่ยนไปนะ!เราก็มีความทุกข์ได้อีก
มันมีโอกาสที่จะทุกข์ได้เสมอ เพราะว่าเราฝากความสุขไว้กับคนอื่น
ฝากไว้กับคนๆนั้น กับบุคคลนั้น กับสิ่งของนั้น
ถ้า‘รักแบบราคะ’อย่างนี้เกิดขึ้นกับใจเรานะ!
เราก็พร้อมที่จะทุกข์อยู่เสมอเลย
ฉะนั้น พัฒนาจิตใจตนเองนะ!
ให้มี…‘รักแบบเมตตา’ มีเมตตาอย่างนี้แล้วก็สามารถเจริญกุศลตัวอื่นๆได้มากมาย

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากคำตอบในรายการ “ตอบโจทย์”
WBTV วัดยานนาวา วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ https://youtu.be/PafKrI46Npk

ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน!

ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน!

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๕

ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน!

มีกิเลสขึ้นมา..แล้วยอมให้มันครอบงำ
แล้วเราก็ไปผิดศีลบ้าง..
ไปทะเลาะกับคนนู้นบ้าง.. ทะเลาะกับคนนี้บ้าง..
อย่างนี้คือ..มีกิเลสแล้วถูกกิเลสครอบงำ
อย่างนี้ก็เปรียบเหมือนยอมตกเป็นประเทศราชเรียบร้อย

แต่ถ้ากำลังมันมา..มันกองทัพใหญ่อยู่นะ!
มันมีทั้งราคะ, โทสะ, โมหะ, ฟุ้งซ่าน, หดหู่
มีอุปกิเลสอีก ๑๖ … เยอะ! ทัพใหญ่มาก! โดยหัวโจกมันคือ “อวิชชา”
เราจะไปปราบอวิชชาเลยนี่นะ.. ยังไม่ใช่งานของเรา!
ถ้าขืนทำ..เขาเรียกว่า..ทำเกินตัว!

ให้มันมีอะไรมาแล้วก็รู้ทันๆ
เรียกว่า ปะทะ..แล้วก็ถอย
แล้วไม่ให้ที่อยู่มัน ไม่ให้มันอยู่ในใจเรา
ไม่ให้มันครองใจเรา
ไม่ให้อาหารมันด้วย!

ไม่ให้อาหารก็คือว่า..ไม่คิดเรื่องนั้นต่อ
เข้าใจมั้ย?
อาหารของราคะ โทสะ โมหะ คืออะไร?
คือ อกุศลวิตกทั้งหลาย
มีความคิดถึงสิ่งที่น่าพอใจ ก็เป็นอาหารของ ‘ราคะ’
มีความคิดถึงสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็เป็นอาหารของ ‘โทสะ’
มีความคิดอยู่ แล้วไม่รู้ว่าคิด ก็เป็นอาหารของ ‘โมหะ’

ถ้าเราให้อาหารมันอยู่นะ!
กองทัพมันก็ยังมีอาหารอยู่ ท้องมันก็อิ่ม
มันก็ยังรบกับเราต่อ

ไม่ให้อาหารมันคือ..ไม่คิดเรื่องนั้นซ้ำเติม ไม่คิดเรื่องนั้นซ้ำต่อ
คิดแล้วคิดอีก ซ้ำๆ เนี่ยนะ มันก็ซ้ำเรื่องนั้นต่อ จิตก็ขึ้นวิถีนั้นอีก

เหมือนอย่างที่เขาร้องเพลงน่ะ
นึกออกมั้ย.. “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน!” แล้วมันก็ซ้ำอยู่อย่างนั้น
“ไสว่าสิบ่ถิ่มกั๊นนนน..!” .. ซ้ำไปซ้ำมานะ!
จิตขึ้นวิถีนี้ทีไร
ก็เป็นการเอาทุกข์มาซ้ำเติมตัวเองทุกที..ใช่มั้ย?
“ไหนว่าจะไม่ทิ้งกัน แล้วทำไมมึงทิ้งกูๆ”
เนี่ย..ต้องแปลเป็นภาษากลางให้บ้าง..!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจาก ณ บ้านจิตสบาย
๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

สามารถรับฟังเสียงธรรมได้ที่
ไฟล์ 581227 แผ่นบ้านจิตสบาย 8. สงครามและสันติภาพ
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/1OZJ9V3

เตือนตัวเอง

เตือนตัวเอง

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๔

เตือนตัวเอง

เวลาอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ นี่นะ
ไม่มีใครเตือน..เราต้องเตือนตัวเอง!
แล้วเราก็เลือกสถานการณ์ไม่ได้
แต่เลือกวิธีการโต้ตอบได้

เจอคนนั้นด่ามา..เราเลือกไม่ได้
เลือกไม่ได้แม้กระทั่งคำด่า!
“อย่าด่าอย่างนี้สิ!”..ไม่ได้..เลือกไม่ได้ ใช่มั้ย?
“ด่าเพราะๆ หน่อยสิ!” ..เลือกไม่ได้
บังคับเขาไม่ได้ใช่มั้ย? เลือกไม่ได้!

แต่เราเลือกได้อยู่อย่างหนึ่ง
คือ เลือกวิธีการตอบโต้
ตอบโต้อย่างไร..ที่จะไม่ให้ผิดศีล
ตอบโต้อย่างไร..ที่จะไม่ซ้ำเติมสถานการณ์นั้นเข้าไปอีก

ฉะนั้น ทุกอย่างที่ปรากฎ..ที่กระทบกับเรา..เป็นเครื่องฝึกทั้งนั้นเลย!
แม้แต่ที่มากระทบ..แล้วเราพลาด! ความผิดพลาดที่เราทำไปเมื่อกี้นี้
ถ้าเรารู้ตัวว่าพลาด ความพลาดอันนั้นจะเป็นเครื่องสอนใจเราต่อไป
เราจะไม่พลาดอย่างนั้นอีก

แต่ถ้าพลาดไปแล้วไม่เป็นเครื่องสอนใจเลย
ก็พลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ฉะนั้น เหตุการณ์ต่างๆ แม้จะเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดนะ
ถ้าเป็นคนมีปัญญา..เราสามารถเอาไอ้เหตุการณ์เหล่านั้น แม้ที่ร้ายๆ นั้น นำมาเป็นประโยชน์กับเราได้
เป็นเครื่องสอนใจเราได้เสมอ
เรียกว่า..อยู่ด้วยปัญญา

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เทศน์ ณ บ้านจิตสบาย
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ไฟล์ 581122_ โพธิราชกุมาร
Track 06.สรุปจากชาดกโพธิราชกุมาร ระหว่างนาทีที่ ๐๔.๔๔-๐๖.๐๙
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/1S8DiRz

ครูสอนจิตที่แท้จริง

ครูสอนจิตที่แท้จริง

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๓

ครูสอนจิตที่แท้จริง

เวลาดูจิต!.. สิ่งที่เราจะเรียนจากสิ่งที่ปรากฎอยู่ในจิต
ก็คือเป็นกิเลสต่างๆ
ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ที่มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กับจิต
และดับไปทันทีที่เรามีสติเห็น! สิ่งเหล่านี้จะแสดงความจริงให้เราเข้าใจ

สิ่งเหล่านั้นแสดงความจริงในแง่ว่าไม่เที่ยง สิ่งที่เกิด-ดับในจิต..มันไวมาก
แต่มันก็ไม่เกินสติ..เข้าใจมั้ย?

สิ่งที่เกิด-ดับ แม้จะไวก็จริง
แต่สติเองก็ไว..ไวพอเหมือนกัน ไวพอที่จะไปรู้ว่า..มันคืออะไร?
รู้ว่า..เมื่อกี้นี้ มีอะไรเกิดขึ้น

ถ้าเรียกชื่อได้..ก็เรียก
ถ้าเรียกชื่อไม่ได้..ก็ไม่ต้องกังวล
อะไรก็ได้ ที่มันเกิด..แล้วเห็นจริงๆ ในขณะนั้น

บางคนกังวลว่า “มันชื่ออะไรหนอ?”
..ก็ให้ดูทัน”กังวล”ไป ความกังวลก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นขณะนี้จริงๆ
ไอ้ที่เห็นเมื่อกี้นี้ก็เห็นนะ แต่เรียกชื่อไม่ถูก

ถ้ากังวลว่ามันคืออะไร?
ให้รู้ทันความกังวลต่อไปเลย
อย่ามัวเสียเวลา มัวแต่คิดว่า ..
“เอ๊ะ.! มันจะเรียกว่าอะไรดี” นี่..เสียเวลา!

และทันทีที่เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในจิต
สิ่งเหล่านั้นจะแสดงความจริง คือมันไม่เที่ยง
และสุดท้ายจะเข้าใจว่า..มันไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา ไม่ว่าจะดูกาย หรือดูจิต ก็จะเห็นอย่างนี้

สรุปแล้วคือ..
ครูบาอาจารย์..สอนได้เพียงวิธีการ
พระพุทธเจ้าก็สอนได้เพียงวิธีการ
ไม่ใช่ว่าพระองค์จะมาเสกชุบจิตเราว่า
“เจ้าจงเป็นอรหันต์เดี๋ยวนี้” ..ไม่มี!
มีแต่ชี้ให้ดู!

ถ้าดูแล้วเข้าใจตาม..ก็เป็นพระอริยเจ้า
เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันต์ไป

แต่สิ่งที่ท่านชี้ให้ดูนี่นะ!
สิ่งนั้นจะสอนจิตคนนั้นเอง… เข้าใจมั้ย?
ท่านไม่ได้มีฤทธิ์ที่จะเสกให้จิตคนนั้นเป็นอย่างนี้ ให้จิตคนนั้นเป็นอย่างนั้น

แต่จิตที่เห็นน่ะ..สิ่งนั้นน่ะ!
สิ่งนั้นคืออะไร เห็นกายกับใจนี้
ใครถนัดดูกาย..ก็ดูกาย
ใครถนัดดูใจ..ก็ดูใจ
แล้วสิ่งที่เห็นนั้นน่ะ..จะเป็นครูสอนจิตดวงนั้นเอง!

จิตที่เห็นสิ่งเหล่านั้นแสดงความจริง
คือมันแสดงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
จิตจะเข้าใจเอง
แล้วก็จะปล่อยวางความเข้าใจผิดเดิมๆ ที่เป็นมิจฉาทิฐิ
ที่เคยคิดว่าเข้าใจว่า..
“กายนี้เป็นเรา ใจนี้เป็นเรา” อย่างนี้
มันจะปล่อยวางความเข้าใจผิดอย่างนี้เป็นเบื้องต้น

คนที่มีความเข้าใจถูกอย่างนี้ขึ้นมาเรียกว่า
มีสัมมาทิฐิในขั้นที่เป็นพระโสดาบัน แต่ยังมีความเข้าใจผิดอื่นๆ อีก ยังต้องเรียนต่อนะ! เรียกว่ายังเรียนไม่จบ..เป็นพระเสขะบุคคล
แต่มีความเข้าใจถูกแล้วว่า “กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา”

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย
ณ ฐนิชาฌ์รีสอร์ท อัมพวา
๓ มกราคม ๒๕๕๙

ไฟล์ 5901033-ฐนิชาฌ์รีสอร์ท-08.ครูสอนจิตที่แท้จริง
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/1Om4TMJ

มีปัญญา..จึงพ้นทุกข์

มีปัญญา..จึงพ้นทุกข์

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๒

มีปัญญา..จึงพ้นทุกข์

เบื่อแบบปัญญานี่นะ..มันไม่ได้มีโทสะ
คือ มันเห็นเกิด-ดับ
เห็นเกิด-ดับ อยู่เรื่อยๆ นะ
เห็นเกิด-ดับ เห็นซ้ำไปซ้ำมา..
เห็นซ้ำไปซ้ำมา.. จนมันเห็นโทษ.. เห็นโทษของจิตที่มันเกิดตามภพภูมิต่างๆ

บางทีเราก็ไปเพ่ง..เกิดเป็นภพภูมิของ ‘พรหม’
บางทีก็มีความสุขดี..ก็เป็นภพภูมิของ ‘เทวดา’
แต่ทุกครั้งที่เกิด..ก็ดับทุกที!
ทุกครั้งที่เกิด..ดับทุกที!

เห็นไปเรื่อยๆ นะ
ทุกครั้งที่เกิด-ดับทุกที!
เดี๋ยวก็มีความสุขดี..แล้วก็ดับ!
เดี๋ยวก็มีความทุกข์..แล้วก็ดับ!
เดี๋ยวก็หงุดหงิด เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน หงุดหงิดทีไรนะ..ก็เป็น ‘สัตว์นรก’
ฟุ้งซ่านทีไร..ก็เหมือนเป็น ‘สัตว์เดรัจฉาน’

จิตแต่ละขณะๆ มันเป็นคุณสมบัติของภพต่างๆ
จิตโลภ..ก็เป็นคุณสมบัติของพวก ‘เปรต’ จิตที่มีความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป..ก็เป็นภพภูมิของ ‘เทวดา’
จิตที่ทำสมาธิได้ แม้ชั่วขณะแวบๆ มีความสงบอยู่ชั่วแวบๆ ..ก็เป็นภพภูมิของ ‘พรหม’

แต่ทุกครั้งเลย ถ้าเรามีสติตามดูสภาวะไปเรื่อยๆ นะ!
จะเห็นว่า มันเกิด..แล้วก็ดับ มันเกิด..แล้วก็ดับ
เห็นซ้ำๆ อย่างนี้นะ..จะกลัว!
กลัวต่อการเกิดในภพต่างๆ
เห็นภพต่างๆ เป็นเหมือนถูกไฟไหม้
ไปเกิดทีไร..ก็ต้องตาย
เกิดทีไร..ก็ตาย
มีโทษประหาร รออยู่ทุกภพเลย
ไปเกิดเป็นพรหม ก็ต้องถูกประหาร..ตายจากพรหม
ไปเกิดเป็นเทวดา ก็ถูกประหาร..ตายจากเทวดา
เกิดเป็นคน ก็ต้องถูกประหาร..ตายจากคน
ตายเอง!..ไม่ต้องรอให้คนอื่นประหารนะ!
มันหมดอายุของมันเอง
ถ้ามันถูกฆ่าตาย ก็แสดงว่าตายก่อนอายุขัยไปอีก

ฉะนั้น ทุกครั้งที่เกิดในภพภูมิต่างๆ จะต้องมีโทษประหาร คือ “ตาย” มีความตายรออยู่เสมอ!
ทุกครั้งที่เกิด จะมีดับรออยู่เสมอ
จะเห็นเหมือนเป็นโทษเป็นภัย
จะเบื่อหน่ายจากการอยู่ในภพ
เห็นความเกิด..ดับ เห็นโทษเห็นภัยของมัน
อยากจะพ้นไปนะ..แต่พ้นไม่ได้

ทุกครั้งที่อยากจะพ้นนะ มันไม่รู้จะพ้นไปไหน
เพราะขันธ์ ๕ อยู่ที่ไหน มันก็มีภพที่นั่น

ถ้ามีแค่ขันธ์ ๑ จะมีภพมั้ย? มีอยู่ที่ไหน? ก็เป็นภพ เป็น’พรหมลูกฟัก’ มีแต่รูป ไม่มีจิต

ส่วนภพที่มีเพียงขันธ์ ๔ เป็นยังไง รู้จักมั้ย?
รู้จักสัตว์ที่มี ๔ ขันธ์ มั้ย?
คือผู้ที่ทำอรูปฌาน ตายไปแล้วก็เป็น ‘อรูปพรหม’
อรูปพรหม คือไม่มีรูป
เคยเป็นคนมีขันธ์ ๕
ทำอรูปฌานแล้วตาย
ตอนเข้าอรูปฌานกลายเป็นอรูปพรหม
ไม่มีรูป ก็เหลือแต่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เป็นภพของขันธ์ ๔

สัตว์นอกนั้นมีขันธ์ ๕
สัตว์เดรัจฉานมีขันธ์ ๕ สัตว์นรกมีขันธ์ ๕ เปรตมีขันธ์ ๕ เทวดามีขันธ์ ๕ รูปพรหมมีขันธ์ ๕ มนุษย์มีขันธ์ ๕
มีขันธ์ก็ต้องไปหาที่อยู่ของขันธ์
ที่จะพ้นไปนะ..
ก็ต้องเกิดจากปัญญามีความเข้าใจ แล้วมันทิ้งขันธ์ไป

แต่ตอนนี้ อาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น
เอาแค่ว่า เห็นมันเกิดดับ..เห็นมันเกิดดับ นะ
ความเบื่อหน่าย ที่เป็น ‘#นิพพิทาญาณ’
คำนึงเห็นด้วยความหน่าย
(ญาณขั้นที่ ๘ ในโสฬสญาณ ๑๖-ผู้ถอดคำ)
คือเห็นมันเกิดดับ จนเบื่อที่จะเกิดในภพ
เพราะอยู่ที่ไหนก็ดับทุกที อยู่ที่ไหนก็ตายทุกที
อยู่ไม่ได้แล้ว ก็ต้องหาทางไป
ซึ่งไม่มีทาง!.. ไม่มีทาง… มีแต่ภพรอดักอยู่ตลอดเลย..!
ต้องไปด้วยปัญญา..เห็นโทษภัยของขันธ์ ๕ นี้ ไม่ใช่เห็นเฉพาะโทษภัยของภพอย่างเดียว
เห็นโทษภัยของขันธ์ ๕ นี้
สุดท้ายแล้ว..ตัวขันธ์ ๕ นี่แหละ..เป็นทุกข์!
ไม่ใช่ว่าภพภูมิทั้งหลายเป็นทุกข์
เห็นขันธ์ ๕ นี้..เป็นทุกข์!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
คอร์สปฏิบัติธรรมเนยยะ
ณ ศูนย์ฝึกอบรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางปะกง
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
บรรยายช่วงค่ำ
ไฟล์ 581127-พระอาจารย์กฤช ช่วงค่ำเกมส์ถั่ว2 Track 581127_12.มีปัญญาจึงพ้นทุกข์
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/1IQr4eQ

เปิดกล่องของขวัญปีใหม่

เปิดกล่องของขวัญปีใหม่

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๑

เปิดกล่องของขวัญปีใหม่

อนุโมทนากับทุกๆ คนนะ
ที่วันนี้ได้มาหาของขวัญปีใหม่ให้กับตัวเอง
ของขวัญปีใหม่ก็คือ.. มีความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากพระพุทธเจ้า
รักษามาโดยครูบาอาจารย์ พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย
ของขวัญอันนี้ยังมีอยู่อีกไม่นาน เรารีบเปิดของขวัญให้เร็วๆ นะ! รีบปิดของขวัญให้ไวๆ
ของขวัญนี้มีอยู่ชั่วคราวในวัฎสงสาร
ของขวัญอันนี้มีผ่านมาหลายครั้งแล้ว แต่เราไม่เคยรู้
หรือรู้แล้ว แต่เปิดกล่องไม่ได้สักที ก็คือมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติแล้วหลายพระองค์
เราก็อยู่ในวัฎสงสารนี้แหละ! อยู่ร่วมยุคร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้ามาแล้วหลายพระองค์ แต่อาจจะไม่เห็นคุณค่า
หรืออาจจะอยู่ในถิ่นห่างไกล
ตอนนี้ ชาตินี้ ขณะนี้เดี๋ยวนี้
เราอยู่ในยุคที่มีของขวัญอันนี้เกิดขึ้นแล้ว
ก็ให้พยายามฝึกฝนตนเอง ฝึกฝนให้มีภูมิรู้ มีกุศลธรรมมากพอที่จะไปเปิดของขวัญอันนี้ให้ได้
กุศลธรรมที่เราจะฝึกให้มีมากขึ้นเรื่อยๆได้ ก็คือ
ฝึกให้มีสติ ฝึกให้มีจิตตั้งมั่น ฝึกให้มีปัญญา ฝึกรักษาศีล.. ฝึกรักษาศีลที่ดีโดยที่มีสติ อย่างนี้ศีลจะสมบูรณ์
ศีลสมบูรณ์แล้วก็จะมีคุณธรรมที่เกิดต่อเนื่องเป็นกระบวนธรรมขึ้นมาเอง

อย่างที่อาตมาได้บอกแล้วว่า..
แม้ไม่เจตนา..ก็จะมีความไม่มีความขัดเคืองใจ
ไม่มีความร้อนใจ และก็จะมีปราโมทย์
มีปีติ มีปัสสัสธิ มีสุข มีสมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทา วิราคะ
และก็มี วิมุตติญาณทัสสนะ โดยลำดับ

ก็ขอให้ทุกคนพัฒนาจิตใจตัวเอง มีกุศลธรรม เพิ่มพูนมากขึ้น
ได้รับผลประโยชน์จากการ เป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาในชาตินี้
ให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
ขออนุโมทนากับทุกๆ คน

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

ไฟล์ 581227-สงครามและสันติภาพ 2 of 2 นาทีที่ 61.32 – 64.25
รับฟังได้ที่ http://bit.ly/1OCkuef
581227-สงครามและสันติภาพ 1 of 2 สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/1IJjUJs

ดูให้เห็น..ไม่ใช่ดูให้หาย!

ดูให้เห็น..ไม่ใช่ดูให้หาย!

วรรคทอง..วรรคธรรม #๕๐

ดูให้เห็น..ไม่ใช่ดูให้หาย!

บางคนเนี่ย!..เวลาเจริญสติในชีวิตประจำวัน
จะมีปัญหาว่า..
เห็นความโกรธแล้ว..ความโกรธไม่ดับ!
เคยเป็นมั้ย?
แล้วก็พยายามหาวิธี..ทำยังไง..ให้มันดับ..?

จริงๆแล้ว การเจริญสติที่ถูกต้องเนี่ย
ให้เห็นเฉยๆ ไม่ใช่ให้ดับ
ดูให้มันเห็น..ไม่ใช่ดูให้มันหาย!
เข้าใจมั้ย?

ดูให้มันเห็น! .. เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น
แต่ถ้าอยากให้มันดับเนี่ย มันเป็นความตั้งใจผิด
มันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำวิปัสสนา
แต่ตั้งใจที่จะทำสมถะ

สมถะ แปลว่า สงบ
มีกิเลสอะไรขึ้นมา!..แล้วจงใจทำอะไรสักอย่าง
ให้กิเลสนั้นดับไป..สงบไป ขณะนั้นกำลังทำ “สมถะ”

แต่ถ้า..มีกิเลสอะไรขึ้นมา!
แล้วรู้ทันกิเลสนั้น ให้มันจะดับก็ดับเอง
อย่างนี้เรากำลังทำ “วิปัสสนากรรมฐาน”

ถ้ามีกิเลสขึ้นมา..แล้วไม่ชอบกิเลส
พยายามไปดับมัน ขณะนั้น..เรากำลังแทรกแซง!

ถ้าเราแทรกแซงเมื่อไหร่
สิ่งนั้นจะไม่แสดงความจริงให้ดู
แทรกแซงแล้ว..พอมันดับไป
เราก็จะรู้สึกว่า มันดับเพราะ”เราทำ”
แล้วจะเข้าใจว่า ..
“นี่ไง..กูเก่ง!
กิเลสมาเมื่อไหร่..กูจัดการมันได้ทันทีทุกทีเลย”
อย่างนี้ก็กลายเป็นว่า..เราบังคับได้
จะไม่เห็นอนัตตา

ถ้ากิเลสเกิดขึ้นมาทีไรนะ เราปัดมัน..กดมัน..ข่มมัน
อะไรก็แล้วแต่..ที่ทำกับมัน..ก็เป็นการแทรกแซง
การแทรกแซงครั้งนั้น
จะทำให้เราไม่เห็นความจริงของสภาวะนั้น

ถ้าเราแค่เห็นเฉยๆ มันจะดับเอง!

แต่ใจเรา ส่วนใหญ่จะอดไม่ได้!
เราจะไม่ชอบกิเลส
โดยเฉพาะกิเลสที่มีแล้วเราทุกข์ใจทันที
ก็คือ..กิเลสตัวที่เป็น ‘โทสะ’
โทสะนี่มีทีไร เป็นทุกข์ทุกที!
เพราะฉะนั้นตัวนี้ เกิดขึ้นทีไร เราก็อยากจะดับมัน

ให้รู้ทันว่า..เรามีความไม่เป็นกลางกับสิ่งที่เห็น
หรือมีการแทรกแซงการกระทำอันนั้นนะ!
เห็นแง่ใด แง่หนึ่งก็ได้
คือ เห็นว่า..”มันไม่เป็นกลาง”
หรือ เห็นว่า..”เมื่อกี้ เราแทรกแซง” ก็ได้!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากคอร์สปฏิบัติธรรม เนยยะ
ณ ศูนย์ฝึกอบรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางปะกง
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ไฟล์ 581127-พระอาจารย์กฤช ช่วงค่ำ เกมส์ถั่ว2
Track 581127_07 ดูให้เห็นไม่ใช่ดูให้หาย

สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงค์ http://bit.ly/1PKGiV6

พูดเพ้อเจ้อ..ฆ่าผู้อื่น..ฆ่าตนเอง

พูดเพ้อเจ้อ..ฆ่าผู้อื่น..ฆ่าตนเอง

วรรคทอง…วรรคธรรม #๔๙

พูดเพ้อเจ้อ..ฆ่าผู้อื่น..ฆ่าตนเอง

ไม่พูดเพ้อเจ้อ !!..
ทำไมไม่ให้พูดเพ้อเจ้อ ?!?
เอ๊ะ! เพ้อเจ้อ..จะมีบาปอะไรมากมาย ?
พอนึกๆ ดูนะ…
เวลาของเรา..ชีวิตของเรานี่ มันมีจำกัด!
แล้วถ้าเราเสียเวลาในการพูดเพ้อเจ้อ..
เท่ากับว่า..เราพูดฆ่าตัวเอง! แล้วพูดฆ่าคนที่ฟังด้วย!
เวลา..คือชีวิตที่ผ่านไป..เอาคืนไม่ได้ เล่นไลน์วันละกี่ชั่วโมง..?
เล่นเฟชวันละเท่าไหร่..?
รวมแล้วมันกี่ชั่วโมง!!
แล้วไอ้ที่เล่นอยู่นี่ เพ้อเจ้อรึเปล่า?
หรือว่าทำงาน หรือว่าทำอะไร?
เลิกเล่นไลน์ เจอหน้ากัน แล้วคุยเรื่องอะไรกัน? ที่คุยกันนี่มีประโยชน์มั้ย? คุยในเรื่องงานก็เบื่อขี้เกียจคุย..
พอที่ประชุมคุยเรื่องอื่น รู้สึกสบายใจ….
เราพอใจในการคุยเรื่องที่ไร้สาระ..เท่ากับว่า เราฆ่าตัวเอง..ด้วยคำพูดตัวเอง..
เราพูดให้คนอื่นเขาฟัง แล้วเขาก็ต้องทนฟังเรา..ก็เท่ากับฆ่าเขาด้วย..
เพราะว่าเวลาผ่านไป เอาชีวิตผ่านไปทุกนาที ..ทุกนาทีๆ
แล้วทำทุกวัน และไม่เห็นโทษของการพูดอย่างนี้ เท่ากับว่า เราทิ้งเวลา..ทิ้งชีวิต ผ่านไป..ผ่านไป
แล้วมันจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ..
มันไม่ได้ตายตอนอายุ ๗๐ หรือ ๘๐ เสมอไปใช่มั้ย..
จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ! แล้วถ้าเราไม่ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาจิตใจตัวเองเลย แถมใช้คำพูด..ไปฆ่าตัวเองบ้าง..ฆ่าคนอื่นบ้าง
อย่างนี้..เราใช้คำพูดเพ้อเจ้อ..
เป็นคำพูดที่เรียกว่า เป็น “วจีทุจริต”
ทีแรกคิดไม่ถึงแง่นี้
ว่า “วจีทุจริต” ทำไมรวมมาถึง “เพ้อเจ้อ” ด้วย คิดว่ามันน่าจะรุนแรงเกินไป
..แต่พอคิดในแง่นี้ …… “ใช่ !”
..’เวลา’ที่เราเสียไปนะ ..เท่ากับ’ชีวิต’เราเสียไปด้วย!!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์ กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ที่นครสวรรค์
วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

ดาวน์โหลดเสียง/รับฟังเสียง ได้ที่ http://bit.ly/1M2u3LD
สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงค์ http://bit.ly/1RDMIVm ระหว่างนาทีที่ ๒๕.๔๐-๒๗.๔๐

ปรมัตถสัจจะ..ของจริงแท้ๆ

ปรมัตถสัจจะ..ของจริงแท้ๆ

วรรคทอง…วรรคธรรม #๔๘

ปรมัตถสัจจะ..ของจริงแท้ๆ

ตอนที่เห็นว่า..มี’ราคะ’บ้าง มี’โทสะ’บ้าง มี’โมหะ’บ้าง ที่เกิดขึ้น
โมหะ คือหลงไป มีความฟุ้งซ่าน มีความหดหู่
ทุกครั้งที่ ‘รู้’ ..มันจะเก็บเป็น’สัญญา’ว่า..
อ๋อ..’ราคะ’เป็นอย่างนี้!
อ๋อ..’โทสะ’เป็นอย่างนี้!
อ๋อ..’ฟุ้งซ่าน’เป็นอย่างนี้!
จิตทำงานเอง เราไม่ต้องสั่งเลยนะ!
ไม่ต้องลงโปรแกรม ไม่ต้องโหลดแอพอะไรเลย
มันทำงานเอง..
ทำงานอย่างนี้.. คือจำว่า
‘ราคะ’เป็นอย่างนี้
‘โทสะ’เป็นอย่างนี้
‘โมหะ’เป็นอย่างนี้
แล้วเดี๋ยวก็เผลอใหม่!
ก็ให้มันเผลอไป..
เพราะมันมีปกติอย่างนี้อยู่ ไม่ต้องไปบังคับ

แต่ถ้ามันเหนื่อยนะ..ก็ไปทำสมถะ เอาจิตมาอยู่กับที่
แล้วเราก็ทำได้แป๊บเดียว! ..ตามกำลังของเรา
ก็ให้มันแป๊บเดียวนั่นแหละ!
แล้วพอมันเผลอไป รู้ทันว่า’เผลอ’
แม้ว่าเราจะได้พักนิดนึง แต่จิตก็มีกำลังพอที่จะดูได้แล้ว
ว่าเดี๋ยวจะมีกิเลสอะไรเกิดขึ้น!
ใจที่ไม่นิ่ง มีกิเลส ..แล้วรู้ทันกิเลส..
ดีกว่าให้มันนิ่งๆ ..แล้วไม่รู้
เพราะรู้ทันกิเลสทีหนึ่งนะ
จิตได้สะสมความรู้อีกทีหนึ่ง

แต่ตอนที่มันนิ่งๆ ทื่อๆ แช่ๆ เนี่ย จิตไม่ได้ความรู้อะไรเลย
ให้มันหลงไปแล้วรู้ทันดีกว่า เพราะจิตจะฉลาดขึ้นทุกทีที่เห็น
จิตจะสะสมข้อมูลไปเรื่อยๆ
การสะสมตรงนี้ได้’สัญญา’ ได้ความจำ
แต่ไม่ได้จำว่าหน้าใคร ไม่ได้จำว่าใครเลว
แต่จำลักษณะของ’ของจริงแท้ๆ’
ที่เรียกว่าเป็น “ปรมัตถสัจจะ”
จำว่า’ราคะ’เป็นอย่างนี้
จำว่า’โทสะ’เป็นอย่างนี้
จำว่า’โมหะ’เป็นอย่างนี้
อันนี้เป็นความจำและเป็นประสบการณ์ ที่ควรจะให้จิตมันรู้

เราไปหลงว่า ‘รถคันนี้สวย’
หลงว่า ‘โทรศัพท์รุ่นนี้ดี..อยากได้’
มันรู้เรื่องข้างนอก เป็นเรื่องของ “สมมติ”
สาวกไอโฟน ก็ว่าไอโฟนดี
สาวกซัมซุง ก็ว่าซัมซุงดี
ไอ้คนปฏิเสธทั้งสองข้าง ก็บอกว่าอีกยี่ห้อหนึ่งดี ใช่ไหม?
แต่ที่เห็นแล้ว’ชอบ’ ‘อยากได้’
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคือ..’ราคะ’
กูสาวกนี้ มันสาวกนั้น ก็เถียงกัน เกิด’โทสะ’
ใครดีกว่าไม่รู้ แต่เกิด’โทสะ’
‘โทสะ’เกิดขึ้นจริงตอนนี้ เข้าใจไหม?
ดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้
แล้วทุกครั้งที่เห็นของจริง จิตก็ได้ประสบการณ์
ว่าโทสะเป็นอย่างนี้ ราคะเป็นอย่างนี้
และจำไว้ด้วย!
‘จำ’จนกว่ามันจะพอ
ตอนนี้เราต้องตั้งใจ..มีสติแบบตั้งใจไว้ก่อนนะ
ยังไม่ใช่สติแบบอัตโนมัติ

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจาก ซีดีชุด ขยายผล ๑
คอร์สปฏิบัติธรรม ณ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ

สามารถดาวน์โหลดเพื่อรับฟังเสียงได้ที่ลิงค์
570908-1_09 สะสมอนุสัย.mp3 http://bit.ly/1jwGcSs