Category Archives: วรรคทอง วรรคธรรม

บุญทุกโอกาส

บุญทุกโอกาส

วรรคทอง…วรรคธรรม #๓๓

#บุญทุกโอกาส

พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. #การให้
แม้แต่กับสัตว์เดรัจฉาน..ก็มีผลมาก
สัตว์เดรัจฉานตัวเล็กๆ ก็มีผลมาก
ให้กับมด อะไรอย่างนี้ !
เวลาโยมล้างจาน แทนที่จะเอาเศษอาหารทิ้งไปเลย
ท่านแนะนำว่า..
นำเศษอาหารนี้กลั้วน้ำ สาดให้กับมด
โดยตั้งใจว่า..
ขอให้สัตว์ทั้งหลายได้อาหารกิน นี่ก็ได้บุญแล้ว!

เรียบเรียงจากธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕

จิตตื่น

จิตตื่น

วรรคทอง…วรรคธรรม #๓๒
#จิตตื่น

เวลาเราเห็นความโกรธขึ้นมาครั้งหนึ่งนี่นะ!
เป็นขณะที่มีคุณค่ามาก เพราะทำให้จิตมีประสบการณ์ในการเห็นสภาวะ
ไอ้ตอนที่เรียกว่า #รู้ตัว
“รู้ตัว” นี่ก็คือ..มีสติรู้ว่ามีกิเลสอะไรเกิดขึ้น
อันนั้นเห็นสภาวะแท้ๆ
ซึ่งเดิมเราไม่เคยฝึกเลย พอมาเห็นสักครั้งหนึ่งนะ!
#จิตมันตื่นขึ้นมา
มันไม่เคยเห็นตัวนี้เลย พอเห็นแล้วนะ!.. มันตื่นขึ้นมา! มันเคยเห็นแต่ว่า..คนนั้นไม่ดี
คนนี้ไม่ดี.. มันเป็นบุคคลๆ อย่างนี้นะ
แต่พอมันเห็นแต่สภาวะล้วนๆ สักครั้งหนึ่งนะ! .. เห็นปุ๊บเนี่ยนะ! #จิตมันจะตื่นเต้น #ตื่นตัว
ทั้งตื่นเต้น และตื่นตัว
อย่างนี้..สภาวะอย่างนี้นะ
ครูบาอาจารย์บางทีก็จะเรียกว่า
#ตื่นแล้ว หรือว่า #รู้ตัวแล้ว

เรียบเรียงจากพระธรรมบรรยาย
โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ในหลักสูตร กองบุญอริยะ
ณ หิ่งห้อย ชาเลท์ รีสอร์ท
วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

คุณสมบัติพระโสดาบัน

คุณสมบัติพระโสดาบัน

วรรคทอง…วรรคธรรม #๓๑

#คุณสมบัติพระโสดาบัน

พระโสดาบันมีคุณสมบัติหลายอย่าง
ที่เราคุ้ยเคยกันเลย ก็คือเกี่ยวกับละ..
#สักกายทิฏฐิ
#วิจิกิจฉา
#สีลัพพตปรามาส
เคยได้ยินไหม ๓ ข้อนี้มันอยู่ใน #สังโยชน์ ๑๐
สังโยชน์ ๑๐ เนี่ย พระโสดาบันละได้ ๓ ข้อ …

สิ่งที่เราคุ้นเคยกัน เวลาพูดถึงพระโสดาบัน
เราจะนึกถึง ๓ ข้อนี้
ไม่รู้ว่าโยมจะนึกแบบนี้บ้างหรือเปล่านะ
นี่คือ…#ส่วนที่ไม่ดีที่ท่านละได้

มันยังมีคุณสมบัติส่วนที่ดี ที่ท่านฝึกฝนมา
สั่งสมเพิ่มเติมมา จนมีปริมาณมากพอ
หรือคุณสมบัติมากพอที่ทำให้ท่านผ่านภาวะที่ว่า
#มรรคและผลขั้นที่ ๑
ได้เห็นพระนิพพานในครั้งแรก
เรียกว่า รอบปฐมทัศน์…
#เห็นพระนิพพานครั้งแรก

นอกจากจะพูดในแง่ท่านละ อะไรได้แล้ว
ถ้าพูดในแง่ว่า..ท่านฝึกอะไรมา ?
น่าจะมีประโยชน์กับเรามากกว่า อย่างนั้นใช่ไหม?
ก็ที่ท่านละได้แล้ว แต่ฉันยังละไม่ได้น่ะ!
แต่ถ้าท่านฝึกอะไรมา สะสมสิ่งดีๆอะไรมา
น่าจะมีประโยชน์สำหรับพวกเรามากกว่า..

คราวนี้ต้องตั้งใจฟังหน่อยนะ!
เพราะว่าเราจะต้องฟังแล้วเหมือนกับว่า
มีตัวอย่างว่า..ท่านทำอะไรมา ท่านจึงได้ผลอย่างนั้น
เราเองก็จะทำตาม
เขาเรียกว่า..เดินตามผู้ใหญ่ สุนัขไม่กัด
บอกชื่อไว้หน่อยหนึ่ง .. ชื่อนี้เรียกกว่า
#โสตาปัตติยังคะ
เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้แล้ว

โสตาปัตติยังคะ องค์คุณของพระโสดาบัน
มีอยู่ ๕ ข้อ ไม่มากนะ ๕ ข้อ !
พูดไล่ไปก่อนนะ จะได้จำไว้!!
ข้อแรก .. ศรัทธา
ข้อสอง .. ศีล
ศีลเนี่ย! อาตมาจะท่องออกเสียงไว้ในใจว่า “ศี-ละ”
เพราะว่ามันจะเข้าชุดกับคำบาลี
#ศรัทธา #ศีล #สุตะ #จาคะ #ปัญญา
จำได้ไหม! แต่ละคำๆ จะแปลว่าอะไร เรามาคุยกัน…

………….

อยากทราบความหมายของสิ่งดีๆ ที่พระโสดาบันมี..
สามารถดาวน์โหลด
ฟังต่อได้ที่ นาที 11.16
Track คุณสมบัติพระโสดาบัน
แผ่นซีดีชุด บ้านจิตสบาย ๒
www.bit.ly/1I0y4Sb

เรียบเรียงจากธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เทศน์ ณ บ้านจิตสบาย

เอาธรรมะเป็นใหญ่

เอาธรรมะเป็นใหญ่

วรรคทอง…วรรคธรรม #๓๐

เอาธรรมะเป็นใหญ่
..โลกดึงดูดให้เราลืมนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์..
เวลาที่เรามีปัญหาขึ้นมา!..ถ้าเราเลือกแก้ปัญหา โดยที่จะเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่
เรียกว่า “อัตตาธิปไตย”
ส่วนบางคนก็เกรงใจคนอื่นไปหมด
ตัดสินใจไม่ถูก
เรียกว่า “โลกาธิปไตย”
เราควรตัดสินใจโดย..เอาธรรมะเป็นใหญ่
แม้จะมีเสียงอะไร? เราก็มั่นคงในเส้นทาง
แต่ถ้ามีใครทักท้วง เราก็เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง..

ธรรมบรรยายโดย โดยพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการถ่ายทอดสดธรรมบรรยายในรายการ ‘ธรรมปทีป’ WBTV วัดยานนาวา
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

Youtube รายการธรรมปทีป วัดยานนาวา
http://youtu.be/PYTl5IalbAk

แบบฝึกหัด..ลักขณูปนิชฌาน

แบบฝึกหัด..ลักขณูปนิชฌาน

วรรคทอง..วรรคธรรม #๒๙

แบบฝึกหัด..#ลักขณูปนิชฌาน

วิธีง่ายๆ เลย ที่จะทำฌานอีกแบบหนึ่ง
ที่เรียกว่า ‘ลักขณูปนิชฌาน’

เราไม่เคยรู้จักเลยว่า..
ไอ้ลักขณูปนิชฌาน เป็นยังไง ?
เพราะ..ไม่เคยทำ! สิ่งนั้นไม่เคยปรากฏกับใจเราเลย! สิ่งที่เราคุ้นเคยที่สุดคือ..#จิตมันไปหาอารมณ์
เพราะฉะนั้น ถ้าจิตไปหาอารมณ์เมื่อไหร่
ก็คือ..ทำแบบเดิมทุกที!

วิธีที่เราจะทำแบบใหม่ง่ายที่สุดเลย
ก็คือ..#รู้ทันตอนมันไหลไป
ไม่ต้องไปสนใจอารมณ์นั้น.. รู้ทันตอนมันไหลไป
เพื่อให้เห็นอาการไหลง่ายๆ ก็คือ..
ให้มันมีที่อยู่ซะก่อน (หาที่อยู่ที่เห็นการเคลื่อนของมันได้ง่าย) ที่อยู่ก็เป็นอารมณ์นั่นแหละ เป็นอารมณ์แบบหนึ่ง แต่เป็นอารมณ์ที่เราตั้งสมมุติเอาไว้ว่าเป็นที่อยู่
แล้วจิตก็เป็นปกติของมันที่ว่า..ไม่ค่อยชอบอยู่บ้าน
เป็นปกติของจิต เป็นอย่างงี้แหละ!

จิตมันคอยชอบออกจากบ้าน
พอออกจากบ้านไปแล้วเนี่ยนะ!
คอยรู้ทันตอนที่มันออก
รู้ทันตอนที่ออกคือ…ขณะที่มันไหลไป
ขณะนั้นจิตไม่ได้รู้ที่อารมณ์ แต่จิตรู้ที่จิต
และมันกำลังแสดงอาการว่า..
มันไม่เที่ยง แสดงอาการที่มันเกิด-ดับ
แสดงอาการที่ว่ามันเป็นไปเอง
มันไหลไปเอง
เรียกว่าทำ ‘ลักขณูปนิชฌาน’
ไม่ได้ไปสนใจอารมณ์ ไม่ได้สนใจบ้านด้วย ไม่ได้สนใจปลายทางด้วย สนใจจิตที่มันกำลังเคลื่อน
อันนี้!..เราไม่ค่อยคุ้น

สิ่งที่เราจะดูได้..ที่จะไปหาลักขณูปนิชฌานได้นะ!
คือเห็นที่มันเคลื่อน คือไม่ไปใส่ใจอารมณ์ ไม่ได้ใส่ใจกระทั่งบ้านนะ!
ไปดูการเคลื่อน
นี่คือต้นทางที่จะไปหา.. #ลักขณูปนิชฌาน

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการแสดงธรรม ณ #บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๘

ศีลของนักปฏิบัติ

ศีลของนักปฏิบัติ

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๘

#ศีลของนักปฏิบัติ

ศีลในแง่ของนักปฏิบัติเนี่ยนะ!
หมายถึงว่า…มีความเป็นปกติของจิตอยู่เสมอ
มีอะไรมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้แต่ใจ
แล้วจิตมีกิเลสได้..
แต่กิเลสนั้นไม่ครอบงำให้ไปทำผิดต่างๆ
#รู้ทันกิเลส!!

ศีลของนักปฏิบัติ..ไม่ใช่ศีลที่จะมากดข่ม
แต่เป็นศีลของผู้มีสติรู้ทันกิเลส
แล้วกิเลสนั้นไม่มีอำนาจจะมาบงการ..
ให้เราไปทำผิดทางกาย ทางวาจา .. ๒ อย่างนี้นะ!
เพราะเราฝึกทางใจมาดี..เข้าใจมั้ย?
มันรวมกันหมดเลยเป็น ๓ อย่าง
คือทางกาย วาจา และใจ

แต่ศีล..ท่านดูที่การแสดงออก ..
เราแสดงออกทางกาย และวาจา
เพราะฉะนั้น การแสดงออกทางกาย และวาจา
ที่จะไม่ไปละเมิด ไม่ไปเบียดเบียนใคร เพราะมีใจที่รู้ทันกิเลสเหล่านั้น

แต่ไม่ได้ห้ามว่า..จงอย่ามีกิเลส!
ห้ามไม่ได้!! เพราะเราเป็นปุถุชน
เพราะฉะนั้น กิเลสยังมีอยู่.. ยอมรับความจริงซะดีๆ
เพราะว่ามันมีอยู่จริง..!
ให้รู้ทันนะ..ใจจะเป็นปกติ..แล้วศีลจะรักษาได้เอง

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมในหลักสูตร #กองบุญอริยะ ณ หิ่งห้อยชาเลท์รีสอร์ท
วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

อย่าพูด!

อย่าพูด!

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๗

#อย่าพูด!!!

อย่าพูดคำที่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกัน
เพราะทะเลาะกันแล้ว…
จิตมันจะฟุ้งซ่าน…ไม่ตั้งมั่น!

เมื่อ #จิตไม่ตั้งมั่น..#ก็ไม่มีสมาธิ
เมื่อไม่มีสมาธิ..ก็ไม่มีเหตุที่จะให้เกิดปัญญา
ฉะนั้น แม้แต่ “คำพูด”ที่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกัน
ถ้ามีอยู่…ก็เงียบซะ..นิ่งซะ!
ถ้าอยู่กับบุคคลที่เขามีความผิดมากๆ
อย่าไปอยู่ด้วย!!!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
“ข้าวลีบ-ให้ผัดออกไปซะ” นาทีที่ ๕๒
วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖

ข้อคิดจากบรู๊ซ ลี

ข้อคิดจากบรู๊ซ ลี

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๖
“#ข้อคิดจากบรู๊ซ ลี”

มันต้องทนเหมือนกันนะ!
เรื่องความอดทนนี่..นึกขึ้นได้อีกอย่างหนึ่ง..
‘บรู๊ซ ลี’ ! ..รู้จักมั้ย?
‘บรู๊ซลี’ มีชื่อเสียงในด้านศิลปะการต่อสู้
มีคนไปถามว่า…
ที่เขาต่อสู้มามากมาย…เขากลัวใครบ้าง?
เขาบอกว่า…
ในบรรดาคู่ต่อสู้ของเขา..
เขาไม่กลัวเลย..คู่ต่อสู้ประเภทที่ว่า..ชกได้หลายท่า..เตะได้หลายท่า..มีกระบวนท่าหลายกระบวน.. พวกนี้ไม่กลัวเลย!! เขาจะกลัวเฉพาะไอ้คนที่แม้จะมีท่าเดียว..
แต่มันทำท่าเดียวนั้นอยู่ได้ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง!

คือไม่กลัวคนที่มีกระบวนท่า ๑๐,๐๐๐ ท่า แต่กลัวคนที่ทำอยู่ท่าเดียวได้ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง
คือไอ้คนนี้ #อดทน
เมื่ออดทนดีแล้ว ก็จะมีทักษะในท่านั้น คนที่ทนอย่างนี้ได้นี่… น่ากลัว!

เวลาเราปฏิบัติธรรมนี่นะ! เราจะมีความคิดอันหนึ่งว่า…
‘เอ..! เรามันต้องระดับนี้แล้ว เราต้องแยกขันธ์’ ก็พยายามแยกขันธ์..แล้วลืมกระบวนท่าเดิม!
มีอะไรเกิดขึ้นตอนนี้…ลืมดู! อยากจะได้มรรคผล…ลืมดูตัว”อยาก” อย่างนี้เรียกว่า”#กระบวนท่าเดิมไม่มั่นคง” กระบวนท่าเดิม หรือกระบวนที่เห็นว่า’นับหนึ่ง’นี่นะ..
บางคนจะดูแคลน..คิดว่า..
‘ฉันเนี่ย..มันระดับนี้แล้ว.. จะมาดูแค่เฉพาะสภาวะโลภ-โกรธ-หลง..
เฮอะ..กระจอก!!’

อาจารย์มาสอนให้ดูแค่สภาวะ ก็ไม่อยากฟัง..
ฉันอยากจะอัพเกรด..
ฉันอยากจะฟังประเภทว่า..ต้องแยกขันธ์.. หรือต้องเป็นกระบวนการตอนถึงนิพพาน..
ตอนถึงมรรคผลมันเป็นยังไง?
อยากจะฟังตรงนั้น
ลืมดูว่า…ขณะนี้มีกิเลสอะไรอยู่? ขณะนี้มีความโลภอยู่ ..
ขณะนี้มีความถือตัวอยู่ .. ลืมดู
#ลืมดูสภาวะ !!

ฉะนั้น #อย่าว่าแต่ว่าจะอัพเกรดเลยนะ #เกรดเดิมยังไม่ผ่านเลย !!!

เราต้องทนต่อการที่จะอยู่ในเกรดเดิมนะ
ทำพื้นฐานให้แน่น !
พอพื้นฐานแน่นแล้ว มันจะได้เวลาอัพเกรดเอง มันจะมีสภาวะใหม่ให้เห็นเองนะ

ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะล้าหลัง ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองยังแช่อยู่ขั้นนี้…
#นับหนึ่ง บ่อยๆ..
ทำพื้นฐานให้แน่นนะ !

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
“ข้อคิดจากบรู๊ซ ลี”
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม
ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
หรือดูคลิป ‘นับหนึ่ง’ กับบรู๊ซ ลี
ใน Nimmalo YouTube Channel

มรรคสามัคคี-สมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน

มรรคสามัคคี-สมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๕

#มรรคสามัคคี-#สมาธิแบบลักขณูปนิชฌาน

ตัวสำคัญเลยก็คือ ตัวตั้งมั่น
ตัวจิตตั้งมั่นเนี่ย! จึงจะเป็นศูนย์กลางรวบรวมเอามรรคองค์อื่นๆ ทั้งเจ็ดมารวมกัน
ถ้าไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นนะ..มันไม่มีจุดรวม!
บางทีท่านจึงเรียกมรรคที่เหลือทั้งเจ็ดว่าเป็น ‘บริขารของสมาธิ’
สมาธินี่เป็นองค์มรรคที่เป็นตัวแกนกลางเลยนะ!
นอกนั้นเป็นบริขาร หรือเป็นบริวารรอบล้อม
องค์มรรคที่เหลือทั้งเจ็ดนี่เป็นบริขาร.. หรือบริวารรอบล้อมสมาธิ
แต่สมาธินั้น.. ต้องเป็นสมาธิที่เป็น‘ลักขณูปนิชฌาน’นะ จึงจะเป็นแกนกลางตัวนี้ได้

ถ้าทำตรงนี้ได้ ธรรมทั้งหลายจะมารวมสามัคคีกัน
คราวนี้เป็นความสามัคคีในเรื่องของกุศลธรรม
เป็นเรื่องความสามัคคีขององค์มรรคต่างๆ เข้ามารวมกัน

ถ้าไม่มีจุดรวมคือ ไม่มีสมาธิที่เป็น’ลักขณูปนิชฌาน’นะ
มันจะไม่มีห้องประชุม.. ไม่มีที่ประชุมของสิ่งดีๆทั้งหลาย
สิ่งดีๆหรือกุศลธรรมทั้งหลายก็ยังกระจัดกระจายกันอยู่
คือมีอยู่! .. แต่กระจัดกระจาย ไม่มีที่รวม
มันกระจายกันอยู่..ก็เลยไม่มีกำลังพอ
ฉะนั้น ต้องมีสัมมาสมาธิเป็นจุดรวม
ตัวนี้สำคัญนะ! เป็นจุดสำคัญ
เป็นตัวตัดสินเลยว่า…จะได้มรรคผลกันหรือเปล่า?

อยู่ตรงที่ว่า..
ทำ’ลักขณูปนิชฌาน’ ตัวนี้เป็นกันมั๊ย?
ทำได้มั๊ย?
ถ้ายังทำไม่ได้นะ.. ให้ไปฝึก!!
โดยหาที่อยู่..ให้ใจมีที่อยู่ไว้สักที่หนึ่ง
แล้วพอเผลอ..ก็รู้ทันว่า’เผลอไป’
… รู้ทันว่า’ไหลไป’
ทุกครั้งที่รู้…ใช้ได้
ทุกครั้งที่รู้ว่า’เผลอ’..ใช้ได้…ได้สติ
ทุกครั้งที่รู้ว่า’ไหลไป’…ได้ทั้งสติ และสมาธิ
และเป็นสมาธิที่เป็น’ลักขณูปนิชฌาน’ด้วย
…ไปหัดตรงนี้กันนะ!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๘

จิตถึงฐาน

จิตถึงฐาน

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๔

#จิตถึงฐาน

…ถ้าจิตไหลไป
แล้วรู้ทันความไหลของจิต
ขณะนั้นจะได้..
“#สมาธิแบบจิตตั้งมั่น”
ความไหลของจิต..
มันแสดงความไม่ตั้งมั่น
จิตถ้าไหลได้..
ก็แสดงความไม่ตั้งมั่น
ถ้ารู้ทันว่าจิตไหลไป
ขณะนั้นตั้งมั่นพอดี
เพราะจิตมันรู้จิต …
พอรู้จิต..จิตไม่ไหล
ครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่า “#ถึงฐาน”

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงธรรมจากแผ่นซีดี
“งานยุ่งทั้งวันจะปฏิบัติธรรมอย่างไร”
560828-11-รู้ทันจิตไหลได้สมาธิจิตตั้งมั่น.mp3

แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ?

แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ?

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๓

“แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ?”
“ปุพเพกตปุญญตา”.. คือมีบุญที่ทำแล้วในกาลก่อน ..
อ้าว! .. กาลก่อนก็คืออดีต….แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ?
คนมีบุญที่ทำแล้วในกาลก่อนนี่นะ ..ทำให้เกิดมาดี มีอวัยวะครบสมบูรณ์
เกิดในตระกูลสูง..ตระกูลคนรวย ..เกิดบนกองเงินกองทอง
บางคนเกิดมาสวยเลย ไม่ต้องไปเสริมเติมแต่งอะไรเลย
บางคนเกิดมาหล่อเลย…เพราะทำบุญมาดี
อันนั้นก็เป็นบทพิสูจน์ว่า..บุญเก่ามีจริง

ถ้าบุญเก่าไม่มีจริง..คนทั้งหลายที่เกิดมาควรจะสวยเหมือนกัน
ควรจะหล่อเหมือนกัน แต่เพราะเราทำบุญมาแตกต่างกัน
รวมทั้งทำบาปมาแตกต่างกันด้วย
มันจึงทำให้แต่ละคนมีหน้าตาอย่างนั้นบ้าง..หน้าตาอย่างนี้บ้าง
ผิวอย่างนั้นบ้าง ผิวอย่างนี้บ้าง
รวยบ้าง เลิศบ้าง ยากจนบ้าง
ฉลาดบ้าง โง่บ้าง อะไรอย่างนี้นะ เพราะบุญเก่าไม่เท่ากัน
แล้วมันมีประโยชน์อะไร?..

ธรรมะข้อนี้มีประโยชน์อะไร?
มีประโยชน์ตรงที่ว่า…
เพราะปัจจุบันจะต้องเป็นอดีตของอนาคต อยู่ทุกๆ ขณะ นึกออกมั้ย?
อดีตเราทำบุญมา..จึงทำให้ปัจจุบันเรามีผลเป็นอย่างนี้
แล้วปัจจุบันมันเที่ยงมั้ย? ปัจจุบันจะต้องดับไปอยู่เสมอ
แล้วเป็นผลไปสู่อนาคตอยู่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น..ปัจจุบันนี้แหละทำบุญให้มากๆ
เพื่อจะไปเป็นผลสู่อนาคตที่ดีๆ
ในอนาคต..เราจะได้มีอดีตที่ทำบุญมาไว้ดี
ธรรมข้อ “ปุพเพกตปุญญตา” นี้..
ไม่ใช่ให้ยอมจำนน ..หรือยอมแพ้ว่า
‘อ้อ..ที่ชีวิตปัจจุบันฉันมาได้แค่นี้
เพราะบุญเก่ามาแค่นี้’..แล้วก็ยอม!!
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรายอมแพ้แบบนั้น เข้าใจมั้ย?
“ปุพเพกตปุญญตา”..สอนมาเพื่อให้ทำปัจจุบันนี้แหละ
เพื่อให้เป็น”ปุพเพกตปุญญตา”สำหรับอนาคต
เพราะเรารู้แล้วว่า..ในอดีตเราก็เคยทำอะไรมา..ทั้งดีและเลว
บุญที่เราทำมาก็ส่งผลให้เราเป็นอย่างนี้ แล้วก็มันก็มีบาปด้วย
เราจึงทุกข์บ้าง สุขบ้าง
เราเชื่อในกรรมและการให้ผลของกรรม
แล้วระมัดระวังไม่ทำบาปอีก
เชื่อในผลของบุญ รู้ว่าทำบุญแล้วมีผลดีจริง เราก็ทำบุญ..เพื่อให้เป็น”ปุพเพกตปุญญตา”สำหรับอนาคต
ไม่ใช่หวังลมๆ แล้งๆ ว่า
‘อยากจะบรรลุผลเป็นพระอริยบุคคล..แบบฟังธรรมแล้วปิ๊งเลย’ !!..
มันไม่ได้ทำ “ปุพเพกตปุญญตา” มาแต่ไหนแต่ไร
มันจะปิ๊งได้ยังไง?.. เข้าใจมั้ย ?
มันต้องมีเหตุ จึงจะมีผล ถ้าไม่มีเหตุ ก็ไม่มีผล
เพราะฉะนั้น จึงต้องทำเหตุ
ถ้าต้องการพ้นทุกข์..ต้องทำเหตุ
เหตุของความพ้นทุกข์ คือ
เจริญสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง
ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ธรรมบรรยายโดย พระกฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายในหลักสูตร “งานยุ่งทั้งวัน จะปฏิบัติธรรมอย่างไร”
ณ สวนธรรมศรีปทุม
วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖

จิตไม่รู้..”อีโหน่อีเหน่”

จิตไม่รู้..”อีโหน่อีเหน่”

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๒

จิตไม่รู้..”อีโหน่อีเหน่” !!
สภาวะที่เกิดขึ้นที่เป็นนามธรรม
มีให้ดูมากมายพอกิเลสเกิดขึ้น..แล้วมีสติรู้
จะเห็นว่า..กิเลสถูกรู้อยู่
“ตัวผู้รู้” กับ “กิเลส” ก็อยู่ต่างหากกันกิเลสนั้น..เป็นสังขารขันธ์
..เป็นความปรุงแต่ง..ที่จิตปรุงขึ้นมาเอง
ถ้าจิตปรุงกิเลสขึ้นมา แล้วไม่มีสติรู้ ..ไอ้กิเลสที่ปรุงขึ้นมานั้น
ก็กลับครอบงำจิตอีกทีหนึ่ง !!
น่าสงสารจิตมากเลย…ด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่…

รู้จักคำว่า “อีโหน่อีเหน่” มั้ย?
‘โหน่’ กับ ‘เหน่’ คงจะเป็นเพศหญิงนะ!
#จิตไม่รู้อีโหน่อีเหน่..ในที่นี้ก็คือ
เมื่อจิตรู้อารมณ์ แล้วปรุงกิเลสขึ้นมา..
แล้วจิตนั้น #ไม่มีสติรู้กิเลส ที่ตัวจิตเองปรุงขึ้น..
จิตก็จึงถูกกิเลสนั้นครอบงำ! ..
แล้วไปทำผิดต่างๆ ฉะนั้น ถ้าจะให้ดี
..ก็ต้องทำความรู้จัก‘คุณโหน่’ กับ ‘คุณเหน่’ บ้างนะ!

นั่นคือ..มีสติรู้ทันว่า..มี”อะไร”เกิดขึ้น!
มีสติรู้ทันว่า เมื่อกี้..มี”กิเลสตัวไหน”เกิดขึ้น!
ตอนที่รู้ทัน..ตอนนั้นไม่เผลอ
ตอนที่มีกิเลส..ตอนนั้นเผลอ
คือ…เผลอไม่เห็นกิเลส
ตอนเผลอ..มันเห็น ‘อีโหน่อีเหน่’ มั้ย?
..ไม่เห็นเนอะ! ..แล้วเห็นอะไร ?
เห็นคน .. เห็นสัตว์ ..เห็นแมววิ่งมา เห็นหมาวิ่งไล่ ..
เห็นรถขายไอติม..เห็นกิ๊กยิ้มแย้ม..
เห็นเมียแจมอยู่ข้างหลัง..!
…เห็นโลงศพ!!!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายในหลักสูตร
“เสียดาย..ตายไปไม่รู้ธรรม” ครั้งที่ ๒
ณ เขื่อนท่าทุ่งนา จ.กาญจนบุรี
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

บุคคลผู้หายากในโลก

บุคคลผู้หายากในโลก

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๑

#บุคคลผู้หายากในโลก
มี ๒ บุคคลนะ..ที่หายากในโลกน่ะ!

(๑) บุคคลแรกคือ “บุพการี”
#บุพการี คือ ผู้ที่ทำคุณความดีกับผู้อื่นก่อน
โดยไม่ต้องคอยคิดถึงประโยชน์ตอบแทน
ทำก่อน
“ปุพพะ” แปลว่า แรก หรือ ก่อน
“การะ” แปลว่า การกระทำ
“การี” ก็เป็น ผู้กระทำเป็นปกติ

กระทำก่อน..ไม่ใช่หมายถึงว่าไปตบเขาก่อน ไปเตะเขาก่อนนะ! ..ไม่ใช่อย่างนั้น !!
แต่หมายถึง เลี้ยงดูก่อน เกื้อกูลก่อน ให้ก่อน สอนก่อน
..เรียกว่าทำสิ่งดีๆ ให้ก่อน
คนอย่างนี้..หายากมั้ย?
มีแต่คนคิดอยากจะได้ ไม่อยากให้ใช่มั้ย?

แต่เราเกิดมานี่นะ! มีบุคคลที่ให้เราก่อน เลี้ยงดูเราก่อน ดูแลเราก่อน
บุคคลนั้นก็คือ พ่อและแม่
ท่านจึงเป็นบุพการีของเรา

ถ้าไม่มีพ่อ ไม่มีแม่..
ก็คนที่เลี้ยงดูเรามานั่นแหละ เป็นบุพการีของเรา อาจจะเป็นลุง, เป็นป้า, เป็นน้า, เป็นอา, เป็นพี่ ฯลฯ คนเหล่านั้นก็เป็นบุพการีของเรา
นี่เป็นบุคคลที่ ๑ ที่หายาก

(๒) บุคคลที่ ๒ ที่หายากก็คือ “#กตัญญูกตเวที”
ผู้ที่รู้คุณ แล้วตอบแทน

ส่วนใหญ่..พอได้รับอุปการะแล้ว..
ก็ยากที่จะนึกถึงคุณความดีของผู้ที่อุปการะ
มันมักจะไปมองถึงคนอื่นต่อ
ถ้าเป็นลูก..พอเจอแฟนก็จะไปนึกถึงแฟน
ลืมนึกถึงพ่อแม่ !
หายาก..ที่เจอแฟนแล้วคิดถึงพ่อแม่.. ใช่มั้ย?
มันจะคิดถึงแฟนเตลิดไป
เจอเพื่อนก็คิดถึงเพื่อน
มาทำงานก็คิดถึงเจ้านาย..คิดถึงลูกค้า วงจรชีวิตจะไปอยู่กับเรื่องอื่น
ลืมคิดถึงพ่อแม่ !
พอจะนึกถึงบ้าง..ก็นึกถึงในแง่ว่าจะไปขอ.. ใช่มั้ย?
‘อ้อ! แฟนเราอยากกินไอ้นี่! เดี๋ยวไปขอแม่ดีกว่า’ ‘แฟนเราอยากจะได้ไอ้นี่! เดี๋ยวไปขอพ่อดีกว่า’
มันนึกในแง่ว่า…พ่อแม่เป็นที่พึ่ง เป็นที่ขอของเรา
ไม่ได้นึกในแง่ว่า..
พ่อแม่ทำดีกับเราก่อน เรามีหน้าที่ต้องตอบแทนท่าน
ฉะนั้น “กตัญญู” หมายถึงว่า
รู้ว่าท่านมีบุญคุณกับเรา ทำให้เราก่อนด้วย
“กตเวที” คือ ทำการตอบแทน
ตอบแทนด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ

พระพุทธเจ้ายังตรัสย้ำไว้อีกว่า… กตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของคนดีในโลกนี้
ถ้าไม่มีกตัญญูกตเวที..ก็ไม่ใช่คนดีเลย! คนดีธรรมดายังเป็นไม่ได้เลย
อย่าว่าจะมาเป็นโสดาบัน
อย่าว่าจะมาเป็นพระอรหันต์
อย่าว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า คนดีปกติยังเป็นไม่ได้เลย
คนไม่กตัญญู.. ใช้ไม่ได้!!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ถอดความจากธรรมบรรยาย “บุคคลผู้หาได้ยากในโลก”
ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๘

การเจริญสติ คือ…ใช้จิตไปรู้ในสิ่งที่ปรากฏ

การเจริญสติ คือ…ใช้จิตไปรู้ในสิ่งที่ปรากฏ

วรรคทอง…วรรคธรรม #๒๐

การเจริญสติ คือ…ใช้จิตไปรู้ในสิ่งที่ปรากฏ
ถ้าเราเรียนด้วยวิธีว่า..ถามว่า…นิพพานเป็นยังไง?..
พระอรหันต์เป็นยังไง?..
พระสกิทาคาพระอนาคาท่านเป็นยังไง?.. อย่างนี้นะ!
โดยที่เราไม่ได้สัมผัส ไม่ได้รู้สภาวะนั้น ไม่เคยเห็นเลยเนี่ย..
ถามเสร็จแล้วเราก็ไปนึกๆ เอา
แล้วก็ไม่หายสงสัยสักที..เพราะไม่เคยเห็น !
เหมือนถามว่า…
ภรรยาของประธานาธิบดีประเทศ”วานูอาตู”หน้าตาเป็นยังไง?
ลองนึกซิ..นึกออกมั้ย?
นึกไม่ออก..เพราะอะไร?
เพราะไม่เคยเห็น !!
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะเรียนต่อไปคือ…
เรียนในสิ่งที่ปรากฏ.. เฉพาะในสิ่งที่ปรากฏกับใจ
ถ้ายังไม่ปรากฏ ไม่ต้องเรียนก็ได้..ยังไม่ต้องเรียน !
ถ้าตอนนี้ทุกคนโกรธ..ก็ให้รู้ว่าโกรธ
แต่ถ้ายังไม่โกรธล่ะ..ก็ยังไม่ต้องดูสิ .. เข้าใจมั้ย?
ตอนนี้มีอารมณ์ดี มีความผ่องใส.. ก็รู้ทันความผ่องใส
อยากฟังนิทานต่อ.. ก็ให้รู้ความอยาก .. เข้าใจมั้ย?
ให้รู้ความอยากที่เกิดขึ้น ให้ความผ่องใสชื่นบานที่เกิดขึ้นในใจ
ไม่ใช่ว่า “เอาล่ะ…ต่อไปฉันจะดูความโกรธ” จ้องดู..
แล้วมาบ่นกับตัวเองว่า “ความโกรธ..เมื่อไหร่จะมาซักที”
..หงุดหงิดแล้วก็ยังไม่รู้เลย !!
สรุปแล้วก็คือว่า อย่ามัวไปกังวลในสิ่งที่ยังไม่ปรากฏ
ให้รู้สิ่งที่ปรากฏ !
เพราะสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นจึงแสดงความจริง
สิ่งที่ปรากฏที่จะแสดงความจริง ต้องรู้ให้ตรงที่เป็นสภาวะที่เป็นสภาวะแท้ๆ
ไม่เข้าไปในเรื่องราว
สภาวะแท้ๆ ก็คือว่า ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ นี่เป็นสภาวะแท้ๆ
ส่วนความเข้าใจ..ไม่ใช่ไปมัวแต่คิดอย่างเดียว
ความเข้าใจคือความเข้าใจ ความคิดก็คือความคิด
ความเข้าใจเนี่ยมันมีเหตุมาจากเห็นมากๆ
เห็นบ่อยๆ จนมันเข้าใจ
แต่จะเข้าใจเมื่อไหร่เนี่ย..บอกไม่ได้
จุดที่จะปิ๊งขึ้นมาเข้าใจนี่นะ.. เมื่อไหร่ไม่รู้
ที่เราทำได้จริงๆ ก็คือ มีสติรู้สภาวะที่ปรากฏ
ต้องเป็นสภาวะที่ปรากฏเท่านั้น
ที่ยังไม่ปรากฏหรือที่ปรากฏไปแล้ว ใช้ไม่ได้
ที่ปรากฎไปแล้วก็คืออดีต ที่ยังไม่ปรากฏคืออนาคต จะมาหรือปล่าวก็ไม่รู้
ฉะนั้น ดูที่ปรากฏจริงๆ ขณะนี้เวลานี้เท่านั้นเอง
จึงจะเป็น”ของจริง”ที่สติจะไปรู้ได้

ธรรมบรรยายโดย พระกฤช นิมฺมโล
รู้สิ่งที่ปรากฏ
บรรยาย ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๘