All posts by admin

วันจันทร์ที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๖ #อายุเป็นของน้อย ชีวิตเรามีสองแบบนะ ทั้งรูปธรรม นามธรรม รูปธรรม..รู้สึกอายุยืน แต่อายุยืนจริง ๆ เนี่ย ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า.. เซลล์แต่ละอย่างก็เกิด-ดับ ตายไปนะ! ไม่ใช่ว่าตอนเล็ก ตอนเด็ก ๆ เกิดมาแล้วจะมีเซลล์เดิมยั่งยืนจนถึงบัดนี้..ไม่มีเลย! เซลล์นั้นก็ผลันเปลี่ยนไป ตายไป เซลล์ที่อายุยืนสุด คือกระดูก กระดูกอายุอย่างมากสุดก็คือ ๙ ปี รูปธรรมของเราตั้งแต่เกิดมา.. จนถึงบัดนี้ เปลี่ยนไปแล้วไม่รู้กี่รอบ รูปปัจจุบันไม่ใช่รูปเดิมแล้ว รูปอดีตมันตายหายไป แต่ด้วยความต่อเนื่อง มันเลยรู้สึกว่า..เหมือนร่างกายนี้ ไม่ตาย จนกว่าธาตุทั้งสี่มันคุมกันไม่อยู่ คราวนี้มันจะตายจริง ๆ ให้เห็น แต่จริง ๆ แล้ว คนมีปัญญาจะเห็นว่า มันตายอยู่ทุก ๆ ขณะจิตอยู่แล้ว จิตเองก็เกิด-ดับ จิตอดีต คือจิตที่ตายแล้ว จิตอนาคต คือจิตที่ยังไม่เกิด จิตที่เป็นอยู่จริง ๆ คือจิตปัจจุบัน แล้วมันก็สั้นนิดเดียว สั้นอยู่หนึ่งขณะจิตเท่านั้นเอง ชีวิตในนามธรรมจึงสั้น..สั้นมาก! ในสายตาของพระอริยะ หรือพระพุทธเจ้านั้น ชีวิตสั้นเท่ากับหนึ่งขณะจิต พระพุทธเจ้าตรัสจึงว่า.. พระองค์เห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต นี่คือตรงนี้ คือเห็นจิตมันดับ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะ ทำไมพระองค์ถึงบอกทุกขณะ เพราะจิตแต่ละขณะคือจิตหนึ่งดวง ไม่ได้จิตมีดวงเดียวเที่ยวไปเที่ยวมา ไม่เกิด-ไม่ดับ ไม่ใช่ว่าจิตมีดวงเดียว เที่ยวไปมีสุข มีทุกข์ มีบุญ มีบาป มีดีใจ เสียใจ ..ไม่ใช่อย่างงั้น! จิตดีใจ ก็ขณะหนึ่ง จิตเสียใจ ก็ขณะหนึ่ง จิตรู้ตัว ก็ขณะหนึ่ง คนละขณะกัน ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง ตัวโง่ที่โผล่ขึ้นมา ณ ฐณิชาฌ์รีสอร์ท ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (นาทีที่ 5.21-8.01)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๕๖ #ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมยังมีกิเลส #นักปฏิบัติธรรมโกรธ ?? #ถาม: พระอาจารย์อธิบายว่า..เรามีราคะเกิดขึ้น-เรารู้-ราคะดับ มีโทสะเกิดขึ้น มีโมหะเกิดขึ้น เรารู้แล้วมันดับ ตรงนี้สงสัยว่าแล้วกิเลสแบบนี้มันจะลดลงได้อย่างไร? #ตอบ: ยังไม่ต้องไปลดกิเลสนะ ไม่มีเป้าหมายว่าจะลด..แต่เรามีเป้าหมายว่าจะรู้ #ถาม: อย่างสมมุติว่าเป็นพระโสดาบันท่านก็ยังเกิดขึ้นแล้วก็ยังเห็น #ตอบ: ท่านยังมีกิเลสนะ อย่าไปยั่วท่านนะ! เพราะท่านก็ยังโกรธได้ แล้วท่านก็ยังมีราคะอยู่ อย่าไปยั่วท่าน #ถาม: ถ้างั้นแสดงว่าหน้าที่ของเราแค่รู้ เราก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนดี ก็คือเราก็สามารถที่จะมีราคะได้ #ตอบ: ใช่..แค่รู้ว่ากิเลสมีอยู่ จะรู้เลยว่า เราไม่ใช่คนดี พอภาวนาไปแล้วจะรู้ว่า ยัยตัวร้ายคือเรานี่แหละ ถ้าเป็นผู้ชายก็ กูก็อยู่ในระดับพญามารตัวนึง #ถาม: คือเวลาอย่างในที่ทำงานอย่างนี้น่ะค่ะ บางทีเพื่อนก็บอกว่า เอ๊ะ! เห็นเรามาปฏิบัติธรรม ฟังธรรมอย่างนี้ แล้วเพื่อนก็บอกว่า เอ๊ะ! ทำไมขนาดไปปฏิบัติธรรม แล้วยังมีกิเลสอยู่ #ตอบ: “อ๋อ! กูยังไม่ใช่พระอรหันต์นะ” บอกไปเลย บอกเขาไปเลย “ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์นะยังมีกิเลสบ้าง อย่ามายั่วนะ แล้วนี่ก็ยังไม่ใช่พระอนาคามีด้วยนะ ยังมีโกรธนะ!” #ถาม: คือก็อธิบายเพื่อนนะว่าขนาดพระท่านบวชนะ พอสึกออกมาท่านก็ยังมีกิเลสอยู่ #ตอบ: แม้ว่ายังไม่สึก ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกิเลสนะ เคยอ่านข่าวมั้ย? หน้าหนาวที่ผ่านมา พระหนุ่มนอนอยู่ พระแก่ไปปลุก เป็นวันพระต้องมาตั้งบาตร ก็เรียกพระหนุ่มให้ไปช่วยตั้งบาตร กำลังนอนอุ่น ๆ เลยนะ พระหนุ่มโมโห ชกหน้าพระแก่เลย! แต่นั่นก็เกินไป อันนี้ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี เพียงแค่จะบอกว่าคนมาบวชพระก็ยังโกรธได้ โยมที่เป็นนักปฏิบัติก็เช่นกัน เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ถ้าจะให้ปลอดภัยจริง ๆ นะ อย่าไปโชว์ตัวว่าเราเป็นนักปฏิบัติ เวลาเราปฏิบัติในชีวิตประจำวันเนี่ยนะ ให้มีอิริยาบถแบบคนปกติเลย จะเดิน.. ต้องเดินย่อง ๆ มั้ย? ..ไม่ต้อง! ต้องเอามือมากุมตรงนี้มั้ย? ..ไม่ต้อง! ปกติเคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นแหละ รู้สึกตัวไป เวลากิเลสมันเกิดขึ้นมา มันจำกัดมั้ยว่า ต้องอยู่ท่าไหน? ไม่จำกัดใช่มั้ย ท่าไหนมันก็มีกิเลสได้ใช่มั้ย? แล้วมันจำกัดมั้ยว่าต้องท่าไหนจึงจะรู้ ? ไม่จำกัดด้วย นึกออกมั้ย? ท่าไหนมีกิเลสเกิดขึ้นมา..ก็รู้ตอนท่านั้นแหละ ฉะนั้น ไม่ต้องมีท่าของนักปฏิบัติ เพราะถ้ามีท่าของนักปฏิบัตินะ คนก็จะเขม่น! #ถาม: กลัวว่าจะเป็นบาปค่ะ #ตอบ: บาปตรงไหน? #ถาม: เพื่อนมองว่าเราเป็นคนปฏิบัติ แล้วเราก็ยังทำแบบนี้อยู่ แล้วแบบฉันไม่อยากปฏิบัติแล้วอะไรอย่างนี้ จะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียค่ะ #ตอบ: ไม่ต้องกลัว พระพุทธศาสนาไม่เสื่อมด้วยเหตุนี้ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ กลัวว่า เราจะเสื่อมไปจากพระพุทธศาสนา นึกออกมั้ย? ที่ว่า “เสื่อมไปจากพระพุทธศาสนา” หมายถึงว่า เราเสื่อมศรัทธาลงไป เราไม่มาฝึก ไม่ศึกษาในศีล ในจิตและในปัญญา อย่างนี้เราก็จะเสื่อมไปเองจากพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็ยังเป็นพระพุทธศาสนา ถึงแม้คนทั้งโลกนี้จะลืมพระพุทธศาสนาไปแล้ว พระธรรมวินัยที่แสดงความจริงอันนี้ ก็ยังคงเป็นจริงอยู่นั่นเอง เพียงรอให้บุคคลอีกบุคคลหนึ่งมาตรัสรู้ความจริงอันนี้ รอพระสัมมาสัมพุทธะองค์ต่อไป เท่านั้นเอง ทีนี้ถ้าเรา “เสื่อมไปจากพระพุทธศาสนา” การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ก็ไม่เป็นประโยชน์กับเรา น่าเสียดายมากนะ เพราะเราอุตส่าห์เกิดมาเจอแล้ว ทีนี้เพื่อให้ปลอดภัย อย่าไปโชว์ตัวว่าเราเป็นนักปฏิบัติ เราไม่จำเป็นต้องไปป่าวประกาศว่า ไปปฏิบัติธรรมมานะ มาคอร์สมา อะไรอย่างนี้ ไม่ต้องไปบอกกับคนที่เขายังไม่พร้อมจะฟัง แต่คนที่ดูแล้วมีแววก็ชักชวนได้ ก็ดูเอาตามที่เหมาะสม ถ้าไปชักชวนหรือไปบอกกับคนที่เขาไม่พร้อมมันจะเจอสถานการณ์อย่างนี้ก็คือว่า เขาอาจจะมาลองดี “ยัยคนนี้ผ่านการปฏิบัติที่วัดนี้มาเนี่ย วัดนี้ดีสักแค่ไหน?” เขาก็จะลองแหย่แล้ว ถ้ามียี่ห้อติดว่าเราเป็นนักปฏิบัติเนี่ย เราก็จะมีคนมาลองดีอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราไม่มียี่ห้ออะไร เป็นคนธรรมดา คนธรรมดาก็กิเลสแบบคนทั่ว ๆ ไปเหมือนกัน แล้วเราก็ทำตามกิจวัตรของคนธรรมดา ไม่ต้องไปมีอะไรพิเศษไปจากคนธรรมดาทั่วไป จะแตกต่างจากเขาก็ตรงที่ มีความรู้สึกตัว แต่เราก็รักษาศีลด้วยนะ เพียงเราไม่ไปอยู่ในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ที่จะผิดศีล เราก็ป้องกันตัวเองได้เยอะแล้ว งานอบายมุขเราไม่ไป เช่น เที่ยวเตร่กลางคืนเราไม่ไป เราก็รอดพ้นจากอันตรายอะไรอีกเยอะแยะเลย คนเขาชักชวนเราไปงานนั้นงานนี้ที่เสี่ยง ก็ไม่ไป ก็รักษาตัวรอดได้ เพื่อนอาจจะตำหนิติเตียนบ้าง กระแนะกระแหนบ้าง อะไรอย่างนี้นะ ก็อาจจะเป็นครั้งสองครั้ง ครั้งที่สามสี่ห้าเขาก็ชินแล้ว เขาไม่ชวนเราแล้ว ทีนี้ก็สบาย รอดตัวไป ส่วนงานอื่นที่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์เราก็ทำ มีกิจกรรมดีๆ เราก็ทำ ถ้าเพื่อนกลุ่มนี้มันไม่เอาดี ไม่เอาประโยชน์เลย ก็ไม่ต้องเสียดาย ถ้าเรามีกิจกรรมใหม่ที่ดีทำ เราก็จะมีเพื่อนกลุ่มใหม่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง ฝึกใจให้เป็นอิสระ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ อาคารธรรมดีรุ่งโรจน์ ลิงค์ไฟล์เสียง 621215 ฝึกใจให้เป็นอิสระ-ธรรมดีรุ่งโรจน์ (ระหว่างเวลา๐๑.๒๘.๑๖ – ๐๑.๓๕.๑๘) http://bit.ly/391iGIs

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ความจริงโดยสมมติ กับ #ความจริงโดย​ปรมัตถ์​ ?? #ถาม​ : ช่วยอธิบายคำว่า “จิตรู้ในสิ่งที่อยู่เหนือบัญญัติ​” เป็นอย่างไรคะ? #ตอบ​ : คือความจริงในโลกนี้ ที่จิตจะรู้ได้ มีความจริง ๒ แบบ​ คือ ๑.​ ความจริงโดยสมมติ กับ ๒.​ ความจริงโดย​ปรมัตถ์​ ความจริงโดยสมมติ​ คือ​ ความ​จริง​ที่​ขึ้น​ต่อ​การ​ยอมรับ​ของ​คน​ จริง​ตาม​ที่​กำหนด​ตกลง​กัน​ไว้​ บางทีก็เรียกว่า​ “สมมติบัญญัติ​” หรือ​ “สมมติสัจจะ” ความจริงโดยปรมัตถ์​ คือ​ ความจริง​ที่​มี​อยู่​ตาม​ธรรมชาติ​ โดย​ไม่​ขึ้น​ต่อ​การ​ยอมรับ​ของ​คน​ เรียกว่า​ ปรมัตถสัจจะ​ จะเรียก​ว่า​ เหนือ​บัญญัติ​ หรือ​ พ้นจากสมมติ​ ก็ได้ พ้นจากสมมติ ก็คือ สภาวะ​ที่​ท่านแยกออกมาเป็น ๔ อย่าง​ ได้แก่ จิต​, เจตสิก​, รูป​, และ​ นิพพาน​ นี่เป็นความจริงโดยปรมัตถ์ จิต​ คือ​ ธรรมชาติ​ที่​รู้​อารมณ์​ เจตสิก​ คือ​ อาการ​หรือ​คุณสมบัติ​ต่างๆ​ ของ​จิต รูป​ คือ​ รูปธรรม​ทั้งหมด นิพพาน​ คือ​ สภาวะ​ที่​ไร้กิเลส​และ​ไร้ทุกข์​ ทีนี้ เวลาเราอยู่ในโลกปกติทั่ว​ๆ​ ไปเนี่ย เราจะอยู่กับสมมติบัญญัติมาก​ เช่น​ วันนี้มาคุยกับ “พระกฤช​” รวมกันกับทั้ง​ “พระชัยชนะ​” ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ​” อย่างนี้นะ​ ชื่อนี้..เป็น​สมมติบัญญัติ​ หมดเลย ฟังอาตมาแล้ว..งง​ ความงง เนี่ย​..เป็นสภาวะหนึ่งในใจ​ เป็น​อาการ​ของ​จิต​ ถ้ารู้จัก ความงง.. ก็คือรู้ เจตสิก​ มีปรากฏการณ์อันหนึ่งเกิดขึ้นในใจ..ว่า​ งง เผอิญว่าฟังอาตมาไป..แล้วเกิด​ เข้าใจ​ ความเข้าใจ​ ก็​เป็น​เจตสิก เข้าใจ..แล้ว ดีใจ​ ความดีใจ..เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในใจ เป็น​เจตสิก คำว่า​ “ดีใจ​”.. เป็นสมมติ​สัจจะ​ เป็นสมมติ​บัญญัติ แต่​สิ่ง​หนึ่ง​ หรือสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ​ ที่เรา​เรียกว่า​ ดีใจ​ เนี่ย​.. เป็น​ปรมัตถสัจจะ​ ให้มา​รู้​สภาวะ​ที่ว่านี้​ ที่ไม่ต้องไปเรียกชื่อมันก็ได้​ รู้สึกว่า​เมื่อกี้นี้มีอะไรเกิดขึ้นในใจ.. แล้ว​พอรู้ทัน.. มันก็ดับไป ตอนที่เผลอคิด.. ตอนคิดเนี่ย​ เรื่องราวในความคิด..ก็เป็นสมมติบัญญัติ​ แต่ตอน​รู้ทัน​ว่า​เผลอ​คิด..มันจะไม่รู้ลงในเรื่องราว​..จะรู้เพียงแค่ว่า​ เมื่อกี้เผลอคิด​ มี​ความ​เผลอ​เกิด​ขึ้น​ในใจ ไอ้ตอนที่รู้ว่า​เผลอคิดเนี่ยนะ​..มันไม่ลงในสมมติบัญญัติ จะ​เรียก​ว่า​ มี​สติรู้ในสิ่งที่อยู่เหนือบัญญัติ​ ก็ได้​ ถ้าคิด..แล้วรู้เรื่องราวในความคิดนะ​..ก็อยู่ในเรื่องสมมติ​บัญญัติ​ นึกออกไหม? แต่ถ้า รู้เพียงว่าเมื่อกี้จิตมันเผลอไป​..อย่างนี้​ก็เรียกว่า​ รู้ปรมัตถสัจจะ​ ไม่หลงไปในสมมติบัญญัติ​ หรือ​สมมติ​สัจจะ #ถาม​ : เมื่อกี้เหมือนกับที่ โยมออกจากสมาธิเนี่ย แล้วก็เดินออกมาข้างนอกใช้ชีวิตปกติ แล้วจิตคิดเนี่ย แล้วเรารู้ พอเราเห็นความคิดนั้น ความคิดนั้นดับไป #ตอบ​ : ดับเองนะ​? ถ้าดับเองเนี่ย..ก็​คือเห็นว่า เมื่อกี้เผลอคิด​ แค่​รู้..ไอ้​ที่​คิด​ก็​ดับปั๊ปเลย! มันจะเห็นทันทีเลย แล้วก็มันแสดงความจริงทันทีเลยว่า..มันไม่เที่ยง​ แล้วที่มันดับเนี่ย..ดับเองด้วย เรา​​ไม่ได้ตั้งใจดับเลย​..เราแค่​รู้​ นั่นแหละ​ ถ้าเห็นจริงนะ..มันจะเจริญวิปัสสนาทันทีเลย หรือถ้าไม่เจริญวิปัสสนา..ก็จะเอื้อให้เกิดวิปัสสนาได้ง่าย​ ๆ​ เพราะความจริงมันแสดงให้เห็นชัด​ ๆ​ เลยขณะนั้น ว่ามันเกิด-ดับ​ มันดับเอง​ด้วย #ถาม​ : พระอาจารย์กฤชคะ แล้วอย่างเราออกจากสมาธิแล้วเนี่ย​ ปัญญาเกิดขึ้น อย่างเช่นว่า.. เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วเราคิดไม่ออก​ แต่อยู่ดี​ ๆ​ เกิดขึ้นมา แล้ว​มีปัญญาตอบคำถามนั้นได้เองเลย #ตอบ​ : ใช่!​ คือจิตมันมีคุณภาพ​ แต่ว่าคล้าย​ ๆ​ กับ​ว่า​ มันมีคำถามในใจอยู่ก่อนนะ​! แต่ตอนทำกรรมฐานเนี่ย..ไม่ต้องไปสนใจคำถามนั้น​ คล้าย​ๆ​ ว่า​มีเป้าหมายไว้นิดหนึ่ง​ จิตมันมีเป้าหมายของมันเองอยู่แล้ว​ว่า..มันสงสัยเรื่องนี้​ หรือมีติดขัดเรื่องนี้อยู่นะ​ แล้วพอจิตมันสงบลงไปนะ​.. มันจะมีความรู้ขึ้นมาเอง​ว่า..​ “ไอ้ที่ติดขัดเนี่ย​ มันต้องหาทางออกแบบไหน​?” หรือว่า.. “ควรจะทำอะไรกับมัน​?” จะมีคำตอบออกมาเอง #ถาม​ : พระอาจารย์คะแล้วทำอย่างไรถึงจะพัฒนาต่อไปอีกนะคะ​? จะมีวิธีฝึกยังไง? #ตอบ​ : ถ้า​จะ​ให้พัฒนาต่อ​ ก็​คือทำประจำ​ #ถาม​ : โยมถนัดที่จะดูลมหายใจมากกว่าดูร่างกายที่เป็นอสุภกรรมฐานนะคะ #ตอบ​: ก็เอาอย่างนี้​นะ ก็ดูลมหายใจไป​ แล้วก็หายใจ..เพื่อรู้จิต​ หายใจไปนะ​ หายใจไป..แล้วก็รู้ทันจิต หายใจไป..แล้วรู้ทันความปรุงแต่งของจิต หายใจไป​..แล้วก็เห็นว่าจิตมันเกิด-ดับ เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลง หายใจไป..แล้ว​ก็จะเข้าใจไปเรื่อย​ ๆ​ แล้วพอหายใจแล้ว​.. ด้วยความเข้าใจ​จิตนี้​นะ! หายใจแล้วหลุดพ้น​ ก็จะรู้ว่า..หลุดพ้นด้วย​ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/W8m1Tx0SPQ0 (นาทีที่​ 48:18 -​ 53:58)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๔ #การเจริญกรรมฐานให้ตั้งความหวังไว้ว่า #จะเรียนรู้เรื่องจิต ?? #ถาม​ : เราจะทำสมาธิอย่างไร ให้สงบและเร็วต่อการปฏิบัติ ให้ได้ปัญญาค่ะ #ตอบ​ : โยมทำสมาธิอย่างไร? เคยทำไหม? #ถาม​ : ทำอยู่ค่ะ!​ ก็ทำเนืองๆ #ตอบ​ ​: ทำอย่างไร? ลองเล่าให้ฟังซิ! #ถาม​ : ก็ตื่นตีสาม​-ตีสี่​ เดินจงกรม​ ถ้าบางครั้งสติก็จะขาดไประยะหนึ่ง​ พอได้สักพักนึง ก็จะกลับคืนขึ้นมาใหม่​ ก็จะมาดูกายดูใจ​ แต่อยากถามพระอาจารย์ตรงที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เราไม่ส่งจิตออกเลย ​ มันเป็​น​ชั่วขณะนึง​ แล้วเดี๋ยวก็ออกไป​ เดี๋ยวก็กลับเข้ามา​ #ตอบ​ : ทำไม่ได้! #ถาม​ : คือ ได้ค่ะ​ มันได้เป็นบางขณะ! #ตอบ​ : มันได้แป๊ปเดียว​! คืออย่างนี้​..ตอนเริ่มต้นทำเนี่ย​ เราปรารถนาอะไร? #ถาม​ : คือปรารถนาสงบอย่างเดียวค่ะ #ตอบ : ถ้าตั้งปรารถนาสงบเนี่ยนะ​ มันจะผิดหวัง มันจะไม่สมปรารถนา​ ก็ตั้งความปรารถนาใหม่​ คือ ปรารถนา​จะเรียนรู้เรื่องจิต​ ถ้าเราปรารถนาจะเรียนรู้เรื่องจิต.. – จิตดี..ก็รู้ – จิตไม่ดี..ก็จะรู้​ เราจะ​มีความสุขสมปรารถนาอยู่เสมอกับการภาวนา​ และก็มีฉันทะที่จะทำภาวนาอยู่เรื่อย​ ๆ​ เพราะว่า เราจะเรียนรู้เรื่องจิต​ ถ้าเราจะทำเพียงแค่​หวัง​สงบนะ​ พอไม่สงบ เราก็ไม่ชอบ​ เพราะมันผิดหวังใช่ไหม? หวังว่าจะสงบ​ แล้วมันไม่สงบก็ผิดหวัง​ #ถาม​ : พระอาจารย์ จะถามว่า​ พอเราไม่สงบเนี่ย​ หนูจะเปลี่ยนเป็นเดิน #ตอบ​ : นั่นสิ! มันก็เลยไม่เรียนรู้​ เพราะว่า​ จริง​ ๆ​ เนี่ย​ มันควรจะเรียนรู้ว่าความไม่สงบก็เกิดขึ้นจริง​ แล้วพอรู้ทันว่า..เมื่อกี้​มันไม่สงบ​ ตอนรู้ทันน่ะ..สงบแล้ว! ทีนี้ถ้าเราตั้งความหวังว่าจะทำความสงบ​ มันจะไม่เกิดการเรียนรู้​ นึกออกไหม? มันก็จะเห็นว่า​ “แหม! ไอ้จิตนี่​ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย” ​ก็รีบดึงกลับมา​ กลายเป็นวงจรอุบาท​ว์ คือ​ อยาก​สงบ​-ไม่​สงบ​-ไม่​ชอบ-ดึง​-ไม่​สงบ-เครียด #ถาม​ : ห้ามดึงใช่ไหมเจ้าคะ​? #ตอบ​ : การดึงเป็นการแทรกแซง​ แล้วก็แฝง​ไว้ด้วยการไม่ยอมรับความจริง​ เราจะฉลาดได้ต่อเมื่อเห็นความจริง​ และเห็นมันแสดงความจริงด้วยว่า มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา​ ฉะนั้น​ ให้ตั้งความหวังไว้ใหม่ว่า​ “จะเรียนรู้เรื่องจิต” ไม่ใช่จะไปบังคับจิตให้อยู่นิ่ง​ ๆ​ หรือให้สงบนะ​ เพราะว่าการตั้ง​ใจจะให้สงบ หรือให้นิ่งเนี่ย​ พอจิต​ไม่สงบไม่นิ่ง​ เราก็จะไม่ชอบ​ แล้วเป็นทุกข์​ แล้วก็ไปแทรกแซงทำจิตให้มันแปลก​ ๆ​ หรือว่าบังคับจิตให้มันอยู่กับที่นิ่ง​ ๆ​ นี่นะ​ ทำไม่ได้จริง​ แต่ถ้าเราจะ​เรียนรู้เรื่องจิต​ จิตดี..ก็รู้​ จิตไม่ดี..ก็รู้​ จิตสงบ..ก็รู้​ จิตฟุ้งซ่าน..ก็รู้​ ได้​รู้​ตลอดเลย​ และสมหวังตลอดด้วยนะ! ขอฝากเอาไว้สำหรับผู้จะเจริญกรรมฐานต่อไป​ว่า ให้ตั้งความหวังไว้ว่า​ “จะเรียนรู้เรื่องจิต” พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่์ 1:52:15 – 1:55:40)

อ่านต่อ

#อัพเดตปฏิทินธรรมตามที่มีประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ในช่วงเวลานี้ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขอนามัย จึงมีการงดการแสดงธรรมในบางงาน กรุณาตรวจสอบกำหนดการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ในปฏิทินธรรม เป็นระยะๆ #ปฏิทินธรรม #เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ?รายการสด #ธรรมะสว่างใจ ณ สถานี​โทรทัศน์​ SBBTV วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ?พุธที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) ●●● ? #ยกเลิกคิวแสดงธรรมนี้ค่ะ วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #ทิพยวิลล่า จ.เชียงใหม่ ติดต่อ คุณเซ็ต 091-995-5652 ●●● ?วันเสาร์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐- ๑๖.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ บริษัท วินเซลล์ รีเซิร์ช จำกัด จ. สมุทรปราการ ติดต่อ คุณแก้วตา 0815543562 (แผนที่ บริษัท วินเซลล์ รีเซิร์ช จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ https://bit.ly/2uv9E7a ) ●●● ?#เลื่อนโดยยังไม่มีกำหนดค่ะ วันพุธที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๑.๓๐ – ๑๓.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ บริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด เขตจตุจักร กรุงเทพ ฯ ติดต่อ มิงค์ 098-464-9564 ( แผนที่ https://g.co/kgs/MMo8g5 ) ●●● ?#เลื่อนโดยยังไม่มีกำหนดค่ะ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ๑๐.๔๕-๑๒.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ติดต่อ บ๊อบ 085-480-3693 ●●● ?#ยกเลิกคิวแสดงธรรมนี้ วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ จัดโดย #ชมรมกัลยาณธรรม (แผนที่ โรงพยาบาลสมุทรปราการ https://maps.app.goo.gl/LnG78Ue2JirBWRoQ8) ●●● ?#เลื่อนโดยยังไม่มีกำหนดค่ะ วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ #บริษัทไทยโคโคนัท ติดต่อ คุณวัฒน์ 091-510-5555 ●●● ?#ยกเลิกคิวแสดงธรรมนี้ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ #อาคารปฎิบัติธรรมสุรัตนธรรมสถาน ถ.จักรพงษ์ ติดถนนใหญ่ ฝั่งเดียวกับวัดชนะสงคราม เยื้องสหกรณ์กรุงเทพ บางลำพู กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 087 -082 9707-8 , 081-933 0559 (คุณสุรัตน์) ●●● ?วันเสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. บรรยายธรรม ในรายการ WBTV #วัดยานนาวา ๔๐ ถนน เจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 081 – 919 7423 คุณพันทิพา (แผนที่ วัดยานนาวา https://goo.gl/maps/2bg7cRKjqZ32) เทศน์ ณ WBTV วัดยานนาวา 15.00 -16.00 น. ●●● ?วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 ( แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) ●●●

อ่านต่อ

? #เชิญฟังธรรม วันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. ขอเชิญผู้ที่สนใจฟังบรรยายธรรม โดย… พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาล บางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๔๑ #สวดมนต์ดูจิต เวลาสวดมนต์..ถ้าออกเสียงก็ควรจะออกเสียงเพราะ ๆ ด้วย (ให้ออกเสียง)เพราะเท่าที่เรา(จะสวด)เพราะได้ แต่อย่าให้ถึงกับขั้นดัดจริต เอาเท่าที่เราสวดด้วยเสียงปกติ มันจะเพราะเอง! บทสวดมนต์เนี่ย..มีความอัศจรรย์อย่างหนึ่งคือ ออกเสียงให้ตรงเท่านั้นเอง..(เสียง)เพราะเลย การสวดมนต์เนี่ย ได้ทั้งสมถะ-วิปัสสนา..ทำได้นะ! ถ้าใจอยู่กับบทสวด ก็คือการทำสมถะ ถ้าใจเผลอไป ตอนนั้นไม่ได้ทำสมถะ แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้ทำวิปัสสนา แต่เป็นโอกาสที่จะทำวิปัสสนาตรงที่ว่า… เผลอ! เห็นเผลอ.. เผลอ! เห็นเผลอ..เผลอดับ! เผลอดับ..เผลอก็แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ก็ขึ้นวิปัสสนา พอเผลอดับไปแล้ว..งานอื่นไม่มี ก็ต้องมาสวดมนต์ มันมีงานคือการสวดมนต์ที่ต้องทำอยู่ จริง ๆ การสวดมนต์ เป็นตัวอธิบายได้ง่าย ๆ เลยว่า..เราจะภาวนายังไง? ก็คือ..มีหลักอะไรสักอย่างหนึ่ง(ให้จิตอยู่) แล้วก็พอจิตเผลอไป ให้รู้ทัน แล้วก็เริ่ม(ไปสวดต่อ) ก็คือไม่ต้องดึงจิตกลับมา สวดมนต์ถึงตรงไหน..ก็มาสวดตรงนั้นต่อ พร้อมนะ! สวดไปแล้วก็ดูจิตไปนะ! (ฝึกซ้อมสวดอิติโสฯ ๙ จบ ตามพระอาจารย์ ในนาที ๑.๔๒.๒๐-๑.๔๘.๕๔) ใครไม่เผลอเลย..มีมั้ย? มันมีเผลออยู่ ๒ แบบนะ คือ เผลอเพลิน กับเผลอเพ่ง ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย เรื่อง “ภาวนาโดยการสวดมนต์” คอรส์กองบุญสร้างอาริยะ ๙ มกราคม ๒๕๖๓ พระอาจารย์สอนเทคนิคสวดอิติปิโสฯ ดูจิต ที่ลิงค์ https://youtu.be/zzOFJi7rjPE (นาทีที่ 1.29.10-1.49.05)

อ่านต่อ

#ปฏิทินธรรม กุมภาพันธ์#ปฏิทินธรรม #กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ กำหนดการแสดงพระธรรมเทศนา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล​ (สวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ?รายการสด #ธรรมะสว่างใจ ณ สถานี​โทรทัศน์​ SBBTV วัดสังฆทาน ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ?พุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ?พุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลาออกอากาศ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. ปรึกษาธรรมะในรายการ : โทร 02 – 496 1163 ฝากคำถามในรายการ : โทร 02 – 496 1164 (แผนที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177″>https://maps.google.com/maps?q=13.823627%2C100.493177) ?วันเสาร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. บรรยายธรรม ใน คอร์สปฏิบัติธรรม #คอร์ส๒๖๗ ติดต่อ​ คุณฝุ้น​ 081-400-8980 ?อาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ศาลาไตรสิกขา #บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย ๒ ซ.สุขาภิบาลบางระมาด กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 – 448 3392 (แผนที่ บ้านจิตสบาย https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42″>https://goo.gl/maps/8p9PGTgvwE42) ?วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนฯราชมงคลกรุงเทพฯ งานอบรมภาวนา ครั้งที่ ๔๑ จัดโดย #ชมรมกัลยาณธรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-7027353 หรือ 086-8414778 หรือ แอด line official จากลิ้งค์ https://lin.ee/8RtYwab”>https://lin.ee/8RtYwab (แผนที่ ม.เทคโนฯราชมงคลกรุงเทพฯ https://maps.app.goo.gl/G69Z9aTT8Ftt3TB46″>https://maps.app.goo.gl/G69Z9aTT8Ftt3TB46 ) ?วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. บรรยายธรรม ณ ห้องสัมมนา #ฐณิชาฌ์รีสอร์ท อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 034 – 751942 , 062 – 324 2915 (แผนที่ ฐณิชาฌ์ เฮลท์ตี้ รีสอร์ท https://goo.gl/maps/mjx4kqh7nZP2″>https://goo.gl/maps/mjx4kqh7nZP2 ) ?วันเสาร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ – อาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ บรรยายธรรม ณ #ทิพยะวิลล่า อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่​ คุณ​แดง​ 081-829-4121 (แผนที่ ทิพยะวิลล่า เชียงใหม่ https://maps.app.goo.gl/DM5t8XsPV4NhuNJa8″>https://maps.app.goo.gl/DM5t8XsPV4NhuNJa8) ติดตามตารางกิจนิมนต์พระอาจารย์ ได้ที่ เมนูหน้าปฏิทินธรรม www.nimmalo.com หรือ https://nimmalo.com/calendar/”>https://nimmalo.com/calendar/

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๐ #ไม่เข้าใจอนัตตลัษณะ ?? #ถาม​ : ใน​เมื่อ​ทุก​สภาวะ​มัน​เป็น​อนัตตา​ แล้ว​เรา​จะ​ทำ​อย่างไร? กำหนดอย่างไร? #ตอบ​ : ความหมาย​ของ​ “อนัตตา” นัย​หนึ่ง​ มี​ความหมาย​ว่า​ “ไม่​เป็นไป​ใน​อำนาจ​” ก็​คือ​ ไม่มี​ใคร​มี​อำนาจ​บังคับ ทำ​ได้​เพียง​ ศึกษา​ให้​รู้​เหตุ​ปัจจัย​ แล้ว​ทำ​ให้​ถูก​ตาม​เหตุ​ปัจจัย​นั้น ดัง​ที่พระ​พุทธเจ้า​ตรัส​ไว้​ว่า “บุคคล​ย่อม​ไม่​ได้​ตาม​ปรารถนา​ใน​รูป​ว่า​ รูป​ของ​เรา​จง​เป็น​อย่างนี้​ รูป​ของ​เรา​อย่า​ได้​เป็น​อย่างนี้” (และ​ใน​ขันธ์​อื่น​ๆ​ ก็​เช่น​เดียว​กัน​) อธิบาย​ขยาย​ออก​มา​เป็น​ข้อ​ให้​ชัด​ขึ้น​ได้​ดังนี้ ๑.​ สิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวง​ไม่มี​ตัวตน​ รูปธรรม​นามธรรม​ทั้งหลาย​เกิด​ดับ​ ไม่​ยืนยง​คงที่​ ๒.​ สภาวะ​ต่าง​ๆ​ ที่​ปรากฏ​ ก็​เกิด​จาก​องค์​ประกอบ​มากมาย​มา​ประชุม​กัน ๓.​ บรรดา​องค์ประกอบ​เหล่านั้น​ก็​เกิด​ดับ​ตลอด​เวลา ๔.​ การ​เกิด​ดับ​ของ​องค์​ประกอบ​เหล่านั้น​ก็​สัมพันธ์กัน​ ใน​ลักษณะ​ที่​เป็น​ปัจจัย​แก่​กัน ๕.​ การ​ที่​เป็น​ปัจจัย​กัน​และ​กัน​ เนื่อง​กัน​ กลายเป็น​กระบวน​ธรรม​ และ​มี​กระบวน​ธรรม​ย่อย​ๆ​ หลาย​กระบวน ๖.​ กระบวน​ธรรม​ย่อย​ๆ​ ทั้งหลาย​ ก็​มี​ความ​สัมพันธ์​เป็น​ปัจจัย​ต่อ​กัน​อีก ที่​คน​ทั่วไป​ทุกข์​กัน​ทุกวัน​นี้​ จะ​พูด​ว่า​เป็นเพราะ​ “ไม่​เข้าใจ​อนัตตลักษณะ” ก็ได้ คือ​ ๑.​ เข้าใจ​ว่า​ “มี​เรา” ๒.​ ไม่​รู้​ว่า​ สิ่ง​เหล่านี้​เป็น​เพียง​สภาวะ ๓.​ ไม่​เคย​เห็น​สภาวะ​เกิด​ดับ ๔.​ ไม่รู้​ว่า​ สภาวะ​ต่าง​ๆ​ สัมพันธ์​เป็น​เหตุ​ปัจจัย​ต่อ​กัน ๕.​ ไม่รู้​กระบวน​ธรรม​แห่ง​เหตุ​ปัจจัย​ต่าง​ๆ​ ๖.​ จึง​อาศัย​แต่​อยาก​ให้​เป็น​อย่าง​นั้น​ อยาก​ไม่​ให้​เป็น​อย่างนี้​ แล้ว​ก็​จะ​ได้​ผล​ แต่​ไม่​ทำ​เหตุ​ที่​จะ​ให้​เกิด​ผล​นั้น การ​เรียนรู้​เรื่อง​ “อนัตตา” จึง​ไม่ใช่​ว่า​จะ​ไม่​ทำ​อะไร แต่​ทำ​ตาม​เหตุ​ปัจจัย​ เพื่อ​ให้​ได้​ผล​ตาม​จุด​มุ่งหมาย ต้องการ​พ้น​ทุกข์​ คือ​นิพพาน​ ก็​ต้อง​ทำ​เหตุ​ คือ​ มรรค​ มรรค​จะ​เกิด​ ก็​ต้อง​ทำ​เหตุ​ คือ​ ทำ​องค์​ทั้ง​ ๘​ ของ​มรรค​ให้​สมบูรณ์ รู้​กาย​รู้​ใจ​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​สติ รู้​จน​จำ​สภาวะ​ได้​แม่น​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​สัมมา​สติ รู้​สภาวะ​บ่อย​ ๆ​ กุศล​เกิด​บ่อย​ ก็​ได้​ความ​เพียร​ที่​ถูกต้อง​ มี​สัมมา​วา​ยา​มะ รู้​ทัน​กิเลส​ กิเลส​ดับ​ เหตุ​ที่​จะ​ผิด​ศีล​ก็​ดับ​ ก็​มี​สัมมา​วาจา, สัมมา​กัมมันตะ​ และ สัมมา​อาชีวะ​ คิด​ไม่​ดี​ก็​รู้​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​สัมมา​สังกัปปะ รู้​ทัน​จิต​เคลื่อน​ ก็​เกิดจิต​ตั้งมั่น​ มี​สัมมา​สมาธิ​ มี​สมาธิที่ถูกต้อง​ คือ​จิต​ตั้งมั่น​ เห็น​ไตรลักษณ์​ของ​รูป​นาม​ ก็​เป็น​เหตุ​ให้​เกิด​ปัญญา​ ม​ีสัมมา​ทิฏ​ฐิ​ มี​แต่​เรื่อง​ทำ​เหตุ​ทั้งนั้น​เลย​ ทำ​เหตุ​ปัจจัย​ทั้งหลายพอ​แก่​การ​ให้​ผลแล้ว​ ผล​ก็​เกิด​ขี้นมา​เอง เพราะ​ว่า​มัน​เป็น​ “อนัตตา” พระอาจารย์ฤฤช นิมฺมโล ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๒๐ #ทำไมหมาชอบมาหอนตอนเวลาทำวัตรสวดมนต์ ?? #ถาม​ : เวลาเปิดเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น​ทางทีวี ตอนกลางคืน แล้วเปิดดังมาก หมามาหอนที่บ้านประจำเลยค่ะ แล้วหมาที่อื่นก็จะมาหอนที่บ้านโยมตลอดเลยค่ะ อยากถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้นคะ? #ตอบ​ : ไม่เป็นไรหรอก เปิดไป​! มันคงอยากจะร่วมสวดมนต์ด้วยน่ะ! บางที​นะ คนเราเป็นนักปฏิบัติเนี่ยนะ แต่ปฏิบัติยังไม่ถึงที่​ ปฏิบัติแล้ว​ก็มีโมหะ มีความฟุ้งซ่าน ทำแล้วก็บางทีก็มีอกุศลอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ไม่รู้ตัว​นะ พอตายไปเนี่ยนะ​ กุศลมันไม่พอ​ มันไปเสวยอกุศลก่อน​ ไปเสวยวิบากในแง่​ที่ไม่ดีก่อน​ บางทีก็กลายเป็นสุนัข​ สุนัขบางตัวเนี่ยนะ​ พอเกิดเป็นสุนัขแล้ว​เนี่ย ใจยังเป็นคนอยู่​ คนพูดอะไรเนี่ยนะ​ ฟังรู้เรื่องหมดเลย​ แต่​จะพูดสื่อกับคนให้รู้เรื่องนี่​..พูดไม่ออก​ จะส่งเสียง อยากจะพูดอะไรกับคนเนี่ยนะ​..มันได้แต่เสียงเห่า​ บางทีมีเสียงอย่างนี้​ ได้ยินเสียงสวดมนต์นะ​ ก็อยากจะสวดมนต์กับเขา​ด้วยนั่นแหละ​ บางทีมันอยากจะสวดด้วย​ ให้นึกว่าเนี่ย​ มันก็เคยเป็นคนมาก่อน​ แต่ว่ามันเป็นคนที่ทำบุญยังไม่ถึงพร้อม​ เราได้ยินเสียงหมาหอนทีไร​นะ ให้เตือนตัวเองเลยว่า​.. “เราเป็นนักปฏิบัตินี่นะ​! จะไม่พลาดให้เป็นอย่างนี้อีกแล้ว​” คือเวลามีอะไรเกิดขึ้นกับใจ​ มีกิเลสเกิดขึ้นกับใจ​ เราจะรู้ทัน​ จะไม่ปล่อยเพลินหลง​คิดยาว ๆ ไอ้หลงคิดยาว ๆ เนี่ยนะ​ เขาเรียกว่า​ ตกอยู่ในโมหะ สัตว์เดรัจฉานเนี่ย เป็นกลุ่มของสัตว์โลกประเภทที่มีโมหะมาก​ จะแบ่งกลุ่มของสัตว์โลกอย่างนี้นะ​ ว่ากิเลสตัวไหนเด่น​? เช่น​ โทสะเด่น..พวกโทสะมาก ๆ​ นี้นะ​ ส่วนใหญ่แล้วจะไปเกิดเป็น​สัตว์นรก​ พวกมีความโลภมาก ๆ​ อยากได้นู่น​อยากได้นี่​อยู่เรื่อย ๆ นี่นะ แล้วก็ไปทำผิดศีล ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็น​เปรต​ พวกที่ถือตัวมาก ๆ มีความหวาดระแวง แล้วก็เจ้าความคิดเจ้าความเห็น​นี่นะ​ แล้วเป็นพวกหวาดระแวงด้วย พวกนี้จะไปเป็​น​อสูรกาย​ พวกที่มีโมหะมาก ๆ หลงเพลิน ลองดูสิ! เวลาสุนัขมันนอน มันนอนไม่มีสติหรอก​ เพลิน ๆ​ แมวอยู่บ้าน..เคยเลี้ยงแมวไหม​? แมวก็นั่งกระดิกหางไปเรื่อย ๆ มันไม่รู้สึกตัวหรอก​ มันเรียกว่า​ สะสมโมหะ พวกกลุ่มโมหะนี่..ก็จะกลายเป็น​ สัตว์เดรัจฉาน​ จะเห็นว่า​ สัตว์เดรัจฉานเนี่ยก​ลุ่มใหญ่​ มี​เพื่อนเยอะ แต่เราอย่าไปเป็นเพื่อนเขาเลย เรา​ก็พัฒนาจิตใจตัวเอง​ ให้ดูว่าสัตว์พวกนี้นะ..น่าสงสาร​ บางที​ก็เป็นคนที่ใฝ่ดีมาก่อน​ แต่ใฝ่ดีแบบหมดกำลัง​ กำลังของเขาน้อย ใฝ่ดีอยู่แป๊บเดียว ดีไม่นาน​ สติไม่มากพอ​ ไม่พอที่จะเห็นกิเลส​ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพวกสัตว์เดรัจฉานที่เราเห็น​นี่นะ ส่วนใหญ่จะ​เป็นพวกโมหะมาก​ พอโมหะมาก​ ตายไปพร้อมกับโมหะ​ ก็จะไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน​ พอเป็นสัตว์เดรัจฉาน​แล้ว รู้สึกถึงตัวเองแล้วเนี่ย.. “อ้าว! เราเคยยืนสองขา ต้องมายืนสี่ขา​ ต้องมาอยู่กับพวกที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน​ เป็นตัวขวาง ๆ ด้วยกัน​ เวลาจะส่งเสียงคุยกับใคร​ ก็เคยพูดได้​ ก็พูดไม่ได้แล้ว​”..เขาจะตกใจเลยนะ! ทีนี้เวลาได้ยินเสียง​ธรรมะ หรือเสียงสวดมนต์เนี่​ย มัน​จะเป็นการเตือนสติเลยว่า​.. “โห! เสียงสวดมนต์แล้ว” บางทีเขาจะหอน​รับดีใจ​ มันมีแง่นี้อยู่นะ​! อย่าไปกลัวว่า​.. “เอ๊ะ​! ผีมาหรือเปล่า​?” มีสุนัขบางตัวนี่นะ​ ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟัง​ว่า​มันรู้สึกตัว​ เหมือนเป็นคนที่ฝึกสติมา​ แต่พลาดยังไงก็ไม่รู้​? กลายไปเป็นสุนัข​ ตอนมันอยู่นี่นะ​ มันจะพยายามทำบุญ​ เวลาคนให้อาหาร​ ถ้ามีแมวมา​..มันจะ​ยังไม่กิน จะให้แมวกินก่อน​ ถ้ามีนกมา​..มันยังไม่กิน​ ให้นกกินก่อน​.. รู้จักให้ทาน​ ไม่ส่งเสียงเห่าพร่ำเพรื่อ รู้จักรักษาวาจาของมัน​ ไม่ส่งเสียงกวนใครพร่ำเพรื่อ​ จะเห่าเหมือนกัน​ เพราะสุนัขก็ต้องเห่าใช่ไหม​? เวลามีคนมาหน้าบ้าน​ ดูท่าทีแล้ว ดูไม่ดี​..ก็เห่า​ ​เพื่อให้เจ้าของได้รู้ว่ามีคนมา ประมาณนี้นะ ทำหน้าที่อย่างนี้ แต่ว่าไม่ใช่เห่าน่ารำคาญ​ เป็นสุนัขที่มีมารยาทดี แสนรู้ เลี้ยงง่าย​ รู้จักให้ทาน​ เวลามีอะไรให้สัตว์อื่น​ สัตว์อื่นที่ดูอ่อนแอกว่าก็เอื้อเฟื้อ​ ตอนตายเนี่ย ตายด้วยความรู้สึกตัว​ #ถาม​ : สุนัขบ้านโยมมันใจร้ายค่ะ #ตอบ​ : ก็เป็นพวกที่มีโมหะด้วย แล้วก็ใจร้ายด้วย #ถาม : มันฆ่าแมวค่ะ..บอกมันว่าทำไมใจร้ายจัง #ตอบ : ให้อภัยมัน มันประเภทว่า สติยังไม่ค่อยดี ก็สั่งสอนมันไปนะ ค่อย ๆ สอนมันไป​ จริง ๆ แล้วคือ ที่อยากจะบอกก็คือว่า​ ให้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในรอบตัว​เนี่ย ให้มันเตือนตัวเอง​ ไม่ใช่ได้ยินเสียงหมาหอน แล้วก็สงสัยว่า​.. “เอ๊ะ! มันเกิดอะไรขึ้น​ จะมีใครมา​? หรือมันปวดหูหรือเปล่า​?” แล้วก็ไป​ปิดเสียงสวดมนต์ซะ​ อย่างนี้นะ​ ในกรณีนี้ ให้มันเตือนตัวเองว่า.. สัตว์จริง ๆ แล้วเนี่ย​ มันก็คือ​เคยเป็น​คน​ เทวดาทั้งหลาย​ก็เคยเป็น​คน​ เปรตทั้งหลาย​ก็เคยเป็น​คน​ สัตว์นรกทั้งหลาย​ก็เคยเป็น​คน​ แต่ว่า​คนที่ทำกรรมต่างกัน​ ทำกรรมอะไรไว้​ มันก็รับวิบากแบบนั้น​ ทำกุศลกรรม​ ก็ได้รับวิบากที่เป็นกุศล ทำกุศลกรรม​ ถ้าตายด้วยกุศล.. ก็จะไปเป็น​เทวดา​ ถ้าทำอกุศลไว้มาก​ ตายไปแล้ว ก็เสวยวิบากที่เป็นอกุศล​ ก็กลายเป็น​ สัตว์เดรัจฉาน​, เป็นเปรต​, เป็นอสุรกาย​, เป็นสัตว์นรกอย่างนี้เป็นต้น​ เรียกว่า อยู่ในทุคติ เหล่านี้ล้วนเคยเกิดเป็นคน​ แล้ว​เราก็ตอนนี้ขณะนี้เป็นคนอยู่​ เวลาเขามีปฏิกิริยาอะไรเกี่ยวกับโลกนี้​ ก็​เตือนตัวเอง ​:- เราจะไม่โกรธ​..ถ้าโกรธก็จะรู้เร็วๆ ไม่สร้างเหตุที่จะเป็น​สัตว์นรก​ เราจะไม่​โลภ​.. ถ้าโกรธก็จะรู้เร็วๆ ไม่สร้างเหตุที่จะกลายเป็น​เปรต​ เราจะไม่​หลง​.. ถ้าหลงก็จะรู้เร็วๆ ไม่สร้างเหตุที่จะกลายเป็น​สัตว์เดรัจฉาน ถ้ากิเลสมันเกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ทัน​ไว ๆ​ เพราะเราเป็นปุถุชน​ ย่อมมีความโลภ​, มีความโกรธ,​ มีความหลง​อยู่เป็นปกติ​นะ ถ้ารู้ทันไว ๆ ความโลภ,​ ความโกรธ,​ ความหลงทั้งหลายก็จะ​ไม่มีอิทธิพลมาครอบงำใจเรา​ ฉะนั้น แม้จะมีกิเลสอยู่เป็นปุถุชน​ธรรมดาที่มีกิเลส​นะ อาศัย​กิเลสนั้นพัฒนาจิตใจตัวเอง อย่าให้กิเลส​ครอบงำ แล้วทำให้ไปสร้างกรรม​ แล้วเราจะกลายเป็น​ผู้เสวยวิบากแห่งกรรมที่เป็นอกุศล​เหล่านั้น ดูตัวอย่างสุนัขแมวที่เราอยู่ใกล้ชิดนี่แหละ​ ให้เตือนตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ว่า​ สัตว์ในภพอื่นก็มี เห็น ๆ กับตานี่คือ พวกสัตว์​เดรัจฉานนั่นเอง​ แล้วเราจะฉลาดมากขึ้น​ แล้วก็จะ​มีฉันทะที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม​ เพื่อป้องกันตนเอง​ เรียกว่า สร้างฉันทะเพื่อมีหิริและโอตตัปปะด้วย​ เห็นเขาเป็นทุกข์ ก็ไม่อยากจะเป็นทุกข์อย่างนั้น​​ มีหิริ​ คือมีความละอายใจต่อการทำบาป มีโอตตัปปะ คือมีความเกรงกลัวต่อการรับผลของบาป​ ใช้สิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวเป็นประโยชน์​ เพื่อเตือนตน และพัฒนาตนนะ พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FKI7va98dI0 (นาทีที่ 1:43:05​ – 1:52:14)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #โรคระบาดในสมัยพุทธกาล โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? ไวรัส(โคโรนา)ที่ร่างกายมนุษย์ยังไม่รู้จัก เมื่อยังไม่รู้จัก..ก็ยังไม่มีแอนตี้บอดี้ ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เนื่องจากมันเป็นสายพันธุ์ใหม่ พูดในแง่นี้ก็คือ..จะโยงมาถึงการปฏิบัติธรรม กิเลสตัวที่เราไม่รู้จัก มันจะครอบงำใจ แต่ถ้าเคยเห็นแล้ว เหมือนมีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ว่ากิเลสตัวนั้นจะไม่เกิดอีก หรือว่ามันจะหายไปเลย แต่จะรู้ทันเร็วขึ้น! กิจนิมนต์ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ รับฟังพระอาจารย์เล่านิทานโรคระบาดในสมัยพุทธกาล ที่ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2uq6CRo (นาทีที่ ๒๙.๐๖…)

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม เรื่อง #เคลิ้ม-#เครียด โดย..พระอาจารยกฤช นิมฺมโล ??? เคลิ้ม ๆ เครียด ๆ คนทำเคลิ้ม ๆ ก็เข้าใจว่าสงบแล้ว คนทำเครียด ๆ ก็เข้าใจว่าเครียด ๆ ถึงจะสงบ ตัวที่พลาดกันมากคือ “ตัวเครียด” เป็นตัวที่พลาดแล้วแก้ยาก! แล้ว เคลิ้ม ๆ เครียด ๆ จะแก้กันยังไงดีล่ะ! รับชมและฟังธรรมบรรยาย 63-01-12 เคลิ้ม-เครียด ได้ที่ลิงค์ https://youtu.be/5dlv5GyRcLI #คอรส์กองบุญสร้างอาริยะ ๙ มกราคม ๒๕๖๓ 630112 เคลิ้ม-เครียด ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ในคอร์สกองบุญสร้างอริยะyoutu.be630112 เคลิ้ม-เครียด ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั….

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม เรื่อง #แค่รู้ โดย..พระอาจารยกฤช นิมฺมโล ??? ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน ผ่านการภาวนามาไม่เหมือนกัน ใช้กรรมฐานต่างกัน แต่สอนเรื่องเดียวกันคือ “มีสติรู้จิต” แต่ละท่านจะใช้ภาษาบอกยังไง..ให้เราเข้าใจ? เราเข้าใจคำไหน..ก็เอาคำนั้นแหละ! แค่รู้..รู้ที่ปลอดภัย แล้วเห็นผลชัดที่สุด คือรู้อะไร? ฟังคำตอบนี้ได้ที่คลิปลิงค์วีดีโอ 63-01-11 แค่รู้ https://youtu.be/jbhixCmMaZU #คอรส์กองบุญสร้างอาริยะ ๙ มกราคม ๒๕๖๓ 630111-แค่รู้ ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be630111-แค่รู้ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้งมั่น…..

อ่านต่อ