#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สมาธิที่ขาดสติ #ถาม : “การเจริญสติ” สามารถทำพร้อมไปกับ “การนั่งสมาธิ” ได้หรือไม่ หรือควรทำแยกกัน? #ตอบ : “สติ” ควรทำตลอด ไม่มีเวลาไหนที่ไม่ควรทำ สมาธิ ถ้าขาดสติเนี่ย น่ากลัวนะ ทำสมาธิ เอาแต่สมาธิ แล้วไม่เน้นสติ!..? “สติ” คือ ความรู้สึกตัว คือ ความระลึกได้ว่า ตนเองทำอะไรอยู่ รู้สภาวะ รู้กายรู้ใจ เพราะฉะนั้นการที่มีสติ มันจำเป็นอยู่เสมอ มีพุทธศาสนสุภาษิตอยู่คำหนึ่งว่า “สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา” แปลว่า “สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง” “จำปรารถนา” หมายความว่า แม้เราไม่ปรารถนา ก็ ‘ต้อง’ ปรารถนา มัน ’จำปรารถนา’ เหมือน โต๊ะ จำปรารถนา พื้น ถ้าไม่มีพื้น ก็ตั้งโต๊ะไม่ได้ แม้ไม่อยากจะมีพื้น ก็ต้องมี มันต้องมี! “สติ” มันต้องมี ในที่ทุกสถาน ในการณ์ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ครูบาอาจารย์ จะคอยบอกคอยย้ำเตือน กับลูกศิษย์อยู่เสมอก็คือว่า “อย่าขาดสติ!” “สติ” อีกแง่หนึ่ง ก็คือ “ความไม่ประมาท” ถ้า “มีสติ” อยู่เมื่อไหร่ ก็ยัง “ไม่ประมาท” อยู่เมื่อนั้น ถ้า “ขาดสติ” เมื่อไหร่ ก็ “ประมาท” ทันที ถ้าเราจะปฏิบัติให้ตรง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ควรจะ “มีสติยู่เสมอ” พระพุทธเจ้า พระองค์มีปัจฉิมโอวาทเอาไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย พึงทำความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด” เพราะว่าสังขารทั้งหลาย มีอันเสื่อมไปเป็นธรรมดา ถ้าเราปล่อยใจขาดสติไป แม้จะมุ่งไปเอาสมาธิ แต่สมาธินั้นขาดสติ สมาธินั้นกลับเป็นของที่น่ากลัว และทำร้ายตัวเองได้ เช่น พระเทวทัต จิตเป็นอกุศลก็ไม่รู้ ก็คือ ขาดสติ ขาดสติ ไม่รู้ว่า.. จิตกำลังเป็นอกุศล จิตกำลังแค้นเคือง จิตกำลังอยากใหญ่ ..แล้วทำสมาธิ มีความโลภ มีความแค้น มีความอยากใหญ่ ..ไปหลอกเจ้าชายอชาติศัตรู (พระเทวทัต) มีสมาธินะ สามารถเหาะได้ แปลงกายได้ หลอกเจ้าชายได้ อย่างนี้ “สมาธิที่ขาดสติ” เพราะว่า “จิตที่เป็นอกุศลอยู่ ก็ไม่รู้ ไม่เห็น” “สติ” ก็คือ รู้ทัน “รู้ทันจิต” ที่มันเป็นอกุศล “รู้ทันกิเลส” ที่เกิดขึ้นในใจ สภาวะที่เป็นอยู่ขณะนี้ จิตขณะนี้มันเป็น กุศล? หรือ อกุศล? ก็ให้ “รู้” ด้วย เพราะฉะนั้น ขาดสติไม่ได้เลย ถ้าคิดจะเจริญสมาธิ หรือคิดจะนั่งสมาธิ สิ่งสำคัญ ก่อนจะนั่งสมาธิ คือ เจริญสติให้เป็นก่อน มองออกไหมว่า.. ขณะนี้ ‘เป็นกิเลส?’ หรือ ‘ไม่ใช่กิเลส?’ ขณะนี้ ’เป็นกุศล?’ หรือ ‘อกุศล?’ มองสภาวะให้ออกก่อน ไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะไปเจริญอกุศลอย่างเพ่งๆ คิดจะทำสมาธิ แต่ไปเจริญอกุศลอย่างเพ่งเอาไว้ด้วย มันก็กลายเป็นว่า เพราะขาดสติ ทำให้ทำมิจฉาสมาธิ ต้องระวังด้วยนะ! จริง ๆ แล้ว “สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในการณ์ทุกเมื่อ” “สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา” “สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง” ไม่ใช่ว่าจะนั่งสมาธิล้วนๆ ไม่เอาสติ..ไม่มีนะ ต้องมีสติอยู่เสมอ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=lIRLHmJNZjM (นาทีที่ 45:44 – 50:20) Shortlink: December 30, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เหตุที่ให้ได้พร ๔ ประการ “อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” เหตุที่ให้ได้พร ๔ ประการ พร ๔ ประการ เป็นภาษาไทยนะ! แต่มันคือ “ธรรมะ ๔ ประการ” ๔ ประการนี้จะปรากฏ เมื่อมีธรรม ที่เรียกว่า “อภิวาท” “อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง…” นั่นคือ เมื่อมีการอ่อนน้อม กราบไหว้ผู้ใหญ่กว่า “นิจจะ” ก็คือ เป็นประจำ “…วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ” “วุฒะ” ก็คือ ผู้ใหญ่ “จัตตาโร ธัมมา” พร ๔ … คำว่า “พร” นี้มันเกินมา ต้องว่า ธรรมะ ๔ ประการ (คำว่า พร จริงๆ ไม่มี) “วัฑฒันติ” จะเจริญ จะเพิ่มพูนขึ้น มีอะไรบ้าง? ธรรม ๔ ประการที่จะเพิ่มพูนขึ้น งอกงามขึ้น เจริญขึ้น มีอะไรบ้าง? ก็คือ “อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” ธรรมะที่เจริญย่อมมีกับผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ ก็คือ เป็นการแสดงที่มาของธรรมะ ๔ ประการนี้ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั่วไป “อายุ วรรณะ สุข และ พละ” ได้มาจากการที่มีปกติไหว้กราบ การที่เราประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เป็นบุญประเภทหนึ่ง เขาเรียกว่า เป็น “อปจายนมัย” ข้อ ๔ ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เป็นข้อที่เรียกว่า “ประพฤติอ่อนน้อม” การประพฤติอ่อนน้อมเนี่ย ไปที่ไหนไม่มีศัตรู เมื่อไม่มีศัตรู ก็อายุยืน ใจที่อ่อนน้อม ย่อมไม่แข็งกระด้าง ไม่แข็งก้าว ไม่ขี้โกรธ วรรณะก็ผ่องใส “อายุ วัณโณ สุขัง… มีความสุข สัมผัสได้เลยว่าเขามีความสุข เพราะเขามีจิตใจที่อ่อนน้อม เจอใครมีความรู้มากกว่า ดีใจที่ได้เจอ ดีใจที่ได้เจอผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า…. มีพละ มีกำลัง มีศรัทธาในผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีคุณงามความดี ….. เวลาผู้หลักผู้ใหญ่ หรือครูบาอาจารย์ ถ้าท่านจะอบรมสั่งสอนใคร ท่านก็ต้องเลือกคนที่มีศรัทธาก่อน มีศรัทธาที่จะฟัง มีใจอ่อนน้อม ยอมรับคำสอน ท่านถึงจะสอน ดังนั้นการที่เรามีความอ่อนน้อม มันจึงได้ธรรมะ ๔ ประการขึ้นมา “อายุ วัณณะ สุขะ พละ” พละ.. ตัวสำคัญ! คือ “ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา” นี่เอง! เป็นพละสำคัญ มีกำลังที่จะดำเนินพัฒนาจิตใจของเราต่อไปสู่ความพ้นทุกข์ มีคำพรอีกแบบหนึ่ง ที่พระจะสวดกัน ที่คนไทยเรียกว่าเป็น “พร” นี่นะ ก็คือ อายุ วัณณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ อันนี้เป็นอานิสงส์จากการที่ถวายอาหารแก่พระภิกษุ การให้อาหารแก่พระภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. เป็นการให้ห้าอย่างนี้แก่พระภิกษุ ให้ปฏิภาณ ให้อย่างไร? ก็คือ การให้อาหารเนี่ยแหละ คนหิวเนี่ยนะ! โมโหหิวเนี่ยจะสมองตื้อ ปฏิภาณไม่เกิด นึกออกไหม? ให้อาหาร ท่านก็ดำรงชีพอยู่ได้ ดำรงอัตภาพอยู่ได้ แล้วก็ผ่องใส มีกายคล่องแคล่ว กายนี่ไม่ถูกความหิวรบกวน จิตใจก็ผ่องใส ปฏิภาณก็เกิดง่าย ฉะนั้น การให้ อายุ พละ วรรณะ สุข และปฏิภาณ มันได้อานิสงส์นี้ จากการที่เราถวายอาหารแก่พระภิกษุอย่างเดียว การให้อาหารครั้งเดียวเนี่ยแหละ เหมือนกับให้ ๕ อย่างนี้ แล้วผู้ให้ ๕ อย่างนี้ ก็จะได้รับ ๕ อย่างนี้ด้วย…. พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก คลิกใจให้ธรรม ตอน ให้ความเป็นสิริมงคล https://youtu.be/8WgB7G4j2aI (นาทีที่ 39.20-46.42) Shortlink: December 27, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #แผ่เมตตา #ถาม : ทุกครั้งที่โยมนำคุณพ่อสวดมนต์ นั่งสมาธิ ผ่าน Facetime หลังแผ่ส่วนกุศลเรียบร้อยแล้ว ท่านมักจะคุยเรื่องความทุกข์เก่า ๆ เอ่ยถึงบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว คนที่เกลียดท่าน ตำหนิท่าน เหตุการณ์ที่ทำให้ท่านจิตตก ใจท่านไม่สงบเลยเจ้าค่ะ โยมจึงเปิดภาพพระพุทธเจ้า ให้ท่านดูหลาย ๆ ภาพ พี่สาวรายงานโยมว่า ท่านนั่งพูดคนเดียวบ่อย ๆ บางทีโมโห ก่นด่าอยู่คนเดียวเสียงดัง มีธรรมวิธีข้อไหน จะนำใจของคุณพ่อให้ทุกข์น้อยลง? และ ท่านสามารถฝึกพ้นทุกข์ได้ไหม? ท่านจะจำวิธีทำสติ สมาธิ อนุโมทนาบุญ ได้อย่างไร? #ตอบ : ที่โยมนำพ่อสวดมนต์นั่งสมาธิ ก็ถือว่าดีนะ ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ทีนี้ก่อนจะแผ่ส่วนกุศล ให้นำคุณพ่อเจริญเมตตาก่อน ให้เห็นน้อมมาที่ตัวเองก่อน “เจริญเมตตา ให้เมตตาตนเองก่อน” บอกโยมพ่ออย่างนี้นะ เวลาเจริญเมตตา ให้เมตตาตนเองก่อน ทำเมตตาให้เกิดขึ้น แล้วค่อยแผ่ออกไป เวลาเมตตาตนเอง ในบทสวด ที่พระสวดจะใช้คำว่า “อะหัง สุขิโต โหมิ” แปลว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุข เราก็นำคุณพ่ออย่างนี้เลยนะ ถ้ามีบทสวด เราก็ใช้บทสวด ถ้าไม่มีบท เราก็พูดนำ.. “ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุข” “ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” “ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้จองเวรใคร” คำนี้สำคัญนะ! “ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้พยาบาทใคร” สองคำนี้สำคัญ! สองคำนี้ล่ะ คือ ปัญหา แล้วเราจะนำใจคุณพ่อให้น้อมมาเห็นปัญหาตรงนี้ เราปรารถนาความสุข ก็บอกให้ตัวเองมีความสุข ตรงนี้จะเกิดขึ้นง่าย นี่คือ เมตตาตนเอง “ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุข” “อย่าได้มีทุกข์” “อย่าได้จองเวรใคร” ไอ้ ‘จองเวร’ นั่นล่ะ เป็นตัวขัดขวางให้ไม่สุขแท้จริง “อย่าได้พยาบาทใคร” ไอ้ ‘พยาบาท’ ก็เป็นตัวปัญหาอีกตัวหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่มีความสุขเช่นเดียวกัน มันก็คือภาพรวมของ ”โทสะ” นั่นเอง แต่เป็นโทสะที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะไปเป็นพยาบาทได้ มันก็ต้องโกรธ ..แล้วก็คิดแล้วคิดอีก กลายเป็นพยาบาท พยาบาทเสร็จแล้ว ..จองเวรข้ามภพข้ามชาติ ไอ้จองเวรนี้ล่ะ เป็นตัวหนัก หนักสุด จองเวรนี้คือ เจอเมื่อไหร่ก็จะแก้แค้น แม้จะข้ามภพข้ามชาติ เหมือนอย่างที่พระเทวทัตจองเวรกับพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งมาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ยังจองเวรอยู่ “การจองเวร” ก็คือมาจากโทสะนั่นเอง เพราะฉะนั้นเวลาเรานำสวดมนต์นั่งสมาธิผ่านมาแล้ว ก่อนจะไปแผ่ส่วนกุศล คือมีบุญอะไรจะไปแผ่ให้คนอื่น ทำบุญอีกตัวหนึ่งขึ้นมาก่อน คือ “เจริญเมตตา” และเริ่มที่ “เมตตาตนเอง” อธิบายด้วยว่า เจริญเมตตาตนเอง คือ ขอให้ตนเองนี้มีความสุข ตัวคุณพ่อเองก็นึกถึงว่า.. ‘ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุข อย่าได้มีทุกข์ อย่าจองเวรใคร จิตนี้อย่าไปจองเวรใคร จิตนี้อย่าไปพยาบาทใคร จิตนี้จงอย่าได้มีทุกข์ใด ๆ (ไอ้ทุกข์ทั้งหลายก็มีจากจองเวรและพยาบาทนี้) จงรักษาตน ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลาย ทั้งสิ้น ทั้งปวง’ ก็คือ มีปัญญา.. มีสติ มีปัญญา รู้ทันสภาวะ มีทุกข์เกิดขึ้นมา เบื้องต้นเลย ส่วนใหญ่มันจะมาจากจิตที่มีกิเลส คือโทสะ คืออยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร จิตคิดถึงคนที่เกลียดท่าน ตำหนิท่าน ไปคิดถึงคน ๆ นั้นนะ โทสะเกิดขึ้นทันที แว็บเดียวที่คิดถึง..ก็ทุกข์เลย โทสะเกิดขึ้น ทุกข์ทันที เพราะฉะนั้นให้รู้ทันตัวขัดขวางความสุข คือไอ้โทสะนี้ รู้ทันมัน ก่อนที่มันจะขยายกลายเป็นพยาบาท และเป็นจองเวร เวลาจูงใจให้เจริญเมตตา ทำอย่างนี้ แล้วก็ค่อยแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่ออกไป ยังไม่ต้องระบุว่าให้กับคนที่เกลียดหรือคนที่เป็นศัตรูก็ได้ แผ่ออกไปแบบทั่ว ๆ ไป ถ้าไปนึกถึงศัตรูก่อนนะ บางทีเมตตาหายไปเลย กลายเป็นโทสะขึ้นมาอีก ให้คิดแบบทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องนึกถึงหน้าใครก็ได้ ถ้าจะนึก ให้นึกถึงหน้าคนที่เรารักก่อน คนในครอบครัว คนใกล้ชิดที่เป็นมิตรกัน – แผ่เมตตาออกไปจนถึงคนไม่รู้จัก – สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เขาทุกข์อยู่ ขอให้เขาพ้นทุกข์ไป ขอจงมีความสุข ใครที่มีทุกข์อยู่ก็ขอให้พ้นทุกข์ – ใครที่ประสบความสำเร็จอะไร เราดีใจด้วย – แล้วก็ข้อสุดท้าย เจริญอุเบกขา ทำในใจว่า ‘สัตว์โลกเป็นตามกรรม’ กรรมมี ๓ แบบ “สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม” โดยภาพรวมก็คือ ใครทำกรรมดี ..ย่อมได้รับวิบากที่ดี ที่เป็นสุข ใครทำกรรมที่ไม่ดี ..ย่อมได้รับวิบากที่ไม่ดี ที่เป็นทุกข์ และกรรมที่ทำได้ง่ายมาก คือ มโนกรรม กรรมทำได้ ๓ ทาง ก็คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อยู่บ้านไม่ได้ไปไหน มีมโนกรรม คิดถึงคนไม่ชอบ แล้วเครียด..ทุกข์ คิดถึงคนไม่ชอบ แล้วก็มีโทสะ..ทุกข์ อันนี้เรียกว่าทำกรรมแล้ว เป็น “มโนกรรมที่เป็นอกุศล” ..ให้รู้ทัน! รู้ทันมโนกรรมที่เป็นอกุศล แล้วเมตตาตนเองไป คิดอย่างนี้ซ้ำ ๆ ‘มีทุกข์เกิดขึ้นมาให้เมตตาตนเอง มีทุกข์เกิดขึ้นมาให้เมตตาตนเอง อย่าได้พยาบาทใคร อย่าได้จองเวรใคร ขอให้จิตนี้พ้นทุกข์’ เมตตาตนเอง แล้วก็แผ่ออกไป แผ่ออกไปซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ถ้าทำได้ครบถ้วนอย่างนี้ แรก ๆ อาจจะยังติดขัดบ้าง เพราะยังไม่คุ้น แต่พูดซ้ำ ทุกวัน ๆ ๆ จิตใจก็จะคุ้นชินที่จะเจริญเมตตา ขอให้มีฉันทะในการที่จะนำคุณพ่อให้พ้นจากความคิดในแง่ร้ายแบบนี้ ด้วยการเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั่นก็คือ “เจริญพรหมวิหาร” นั่นเอง ก่อนที่จะแผ่ส่วนกุศล ตัวนี้เป็นกุศลสำคัญที่จะทำให้คุณพ่อพัฒนาขึ้น ..ลองทำดู แล้วตอนแผ่ส่วนกุศลก็นึกถึงบุญ ใน ๓ รูปแบบ คือ บุญจากการให้ทาน บุญจากการรักษาศีล บุญจากการเจริญภาวนา บุญจากการให้ทานมีทั้งวัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทาน ตัวเจริญเมตตาเมื่อสักครู่นี้ เป็น “อภัยทาน” มีอานิสงส์มากกว่าวัตถุทานด้วย แล้วบุญที่ได้จากการเจริญเมตตานั้น เราเป็นผู้ได้ก่อนเลย เราเจริญเมตตา เราเป็นสุขก่อนเลย ..แล้วก็แผ่ไปให้ผู้อื่น อย่างนี้ การแผ่ส่วนกุศล จะมีอานุภาพมากขึ้น เพราะใจเป็นบุญจริง ๆ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=wW0q91-EkRw&t=2399s (นาทีที่ 30:43 – 40.02) Shortlink: December 25, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #พัฒนารักให้เป็นเมตตา ความรักที่พระพุทธเจ้าปรารถนาให้เรามี ก็คือ.. “เมตตา” (ในที่นี้)หมายความว่า.. เราจะมองอย่างให้อภัย ตอนที่เราเจอกันใหม่ๆ เนี่ย ก็เป็นที่รู้กันว่า ‘มักจะมองในแง่ดีต่อกัน’ แต่พออยู่ไปนานๆ ‘มักอาจจะเห็นความไม่ดีของเขา’ ซึ่งเป็นปกตินะ! ไม่มีใคร.. เพอร์เฟค (perfect) ไม่มีใคร.. ดีสมบูรณ์ ทีนี้พอถ้าเรามุ่งหาความสุขจากราคะอย่างเดียว มันก็จะเป็นไปได้มากเลยที่จะมีความขัดแย้ง เพราะว่า.. ต่างฝ่ายต่างปรารถนา ต่างฝ่ายต่างต้องการให้เขามาทำให้เรามีความสุข มันเป็น “รักแบบเรียกร้อง” แต่ถ้าเราพัฒนาความรัก ให้เป็นเมตตา มันจะเป็นความรักแบบใจกว้าง ยอมเสียสละได้ ไม่คิดถึงเรื่องว่า.. ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ มันก็แค่ว่า.. ปรารถนาให้อีกฝ่าย หรือผู้ที่เรารักนั้นมีความสุข แล้วมันต้องเสมอกัน คล้ายๆ กับว่า ต่างฝ่ายต่างพัฒนาตนเอง ให้เกิดความรักแบบเมตตาด้วยกัน คำว่า “เสมอภาค” คือ ให้มีธรรมะเสมอกัน ไม่ใช่โยนให้อีกฝ่ายรับธรรมะไปปฏิบัติ ส่วนฉันยังคงเรียกร้องเหมือนเดิม.. ไม่ใช่อย่างนั้น! ความรักเสมอกัน ที่เรียกว่า มี “ศีล” เสมอกัน มี “ศรัทธา” เสมอกัน มี “จาคะ” เสมอกัน มี “ปัญญา” เสมอกัน ก็คือ.. มีธรรมะ มีความรับผิดชอบ ในการที่จะพัฒนาตนเองด้วยกัน เสมอกัน ไม่ใช่.. เรียกร้องสิทธิ์ ไม่ใช่.. เรียกร้องความเท่าเทียม ในแง่ของการได้มา แต่มีสำนึกอยู่เสมอว่า ‘เราจะพัฒนาตนเอง’ อาศัยชีวิตคู่เนี่ย..เพื่อเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่มาอยู่แล้วกลายเป็นภาระ แบบต้องเรียกร้องซึ่งกันและกัน ไม่ใช่อย่างนั้น!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ธรรมบรรยาย “พัฒนารักให้เป็นเมตตา” ลิงค์ไฟล์ https://youtu.be/VSBv5ixBi_E (นาทีที่ 7.07-9.44) Shortlink: December 19, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ปฏิเสธการให้เงินกับคนขี้เกียจทำงาน #ถาม : การปฏิเสธการให้เงินใช้ กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะว่าเขาขี้เกียจทำงาน ไม่กระตือรือร้น เขาคิดอยู่เสมอว่า คนรอบ ๆ ข้างจะช่วยเขา จึงทำให้เขาเคยตัวเป็นนิสัย โยมกำลังช่วยอยู่ แต่ด้วยเหตุผลข้างบนนี้ ทำให้โยมไม่อยากช่วยแล้ว..จะบาปไหม? #ตอบ : บางทีเราอาจจะต้องให้เขาเรียนรู้บ้างว่า ผลของการขี้เกียจนั้นเป็นอย่างไร? ก็สามารถให้บทเรียนเขาได้ แต่ต้องระวังว่า ไม่ใช่เพราะโกรธ หรือ แค้น ไม่ใช่เพราะมีโทสะ แต่ทำด้วยใจอุเบกขา ปรารถนาให้เขาเรียนรู้ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ถ้าทำอกุศลกรรม ก็จะได้รับผลที่เป็นอกุศล คือ ไม่น่าพอใจ “ความขี้เกียจ เป็น อกุศล” เพราะฉะนั้น ผลของความขี้เกียจเนี่ย ไม่เป็นที่รักของคนอื่นเลย คนก็จะมองในแง่ที่ว่า ‘คนนี้ไม่น่าคบหา’ ‘ไม่น่าใช้งาน’ ‘ไม่น่าจ้าง’ ‘ไม่ควรที่จะได้รับค่าจ้างแพง ๆ’ เพราะว่า.. ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ได้ตามที่สั่ง เพราะว่า “ขี้เกียจ” ก็ควรจะให้เขาได้เรียนรู้ผลของความขี้เกียจนั้น แต่ด้วยใจอุเบกขา ไม่ใช่โทสะ ..ทำได้นะ ทำได้ คือเป็นการช่วยเขาอย่างหนึ่ง เป็นการช่วยให้เขาได้รู้ว่า ความขี้เกียจมีโทษอย่างนี้ เขาจะได้เข็ดจากความขี้เกียจนั้น แล้วก็ไม่ขี้เกียจอีก ..ขยันมากขึ้น เรียกว่าเจตนาเพื่อจะช่วยเหลือเขานั่นล่ะ แต่เพราะเขาทำเหตุที่ไม่ดี คือ ขี้เกียจ เขาย่อมได้รับผลที่ไม่ดี คือให้เขาเห็นผลของกฏแห่งกรรมนั่นเอง ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลที่ดี ทำกรรมที่ไม่ดี ก็ย่อมได้รับผลที่ไม่ดี นี่เขาทำกรรมไม่ดี ทำเหตุไม่ดี ก็จะได้รับผลไม่ดี ก็สามารถทำได้นะ แต่ “ระวังใจ” เท่านั้นเอง ใจของเราต้องเป็นกุศลด้วย กุศลในที่นี้คือ “วางอุเบกขา” ออกอากาศวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=SAEU0b97XBg&t=6502s (นาทีที่ 1.45.45-1.48.19) Shortlink: December 16, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ดีร้ายสะท้อนจากจิต ถ้าไปคบกับคนพาล มันก็จะพาลไปหาผิด เวลาคิดอะไรก็คิดผิด..เหมือนคนพาลที่ไปคบด้วย …. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า.. “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นนาย สำเร็จได้ด้วยใจ” ฉะนั้น ถ้าใจคิดผิด.. ก็จะสำเร็จไปในทางที่ผิด ใจคิดถูก.. ก็จะสำเร็จไปในทางที่ถูก พาไปให้ได้รับผลดีจากการปฏิบัติ จากการที่ระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดร้ายๆ ต่างๆ จากการที่มีสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ.. สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ อะไรๆ ก็ตามมา คนจะพูดร้ายๆ ก็เพราะมีความคิดร้ายอยู่ในใจก่อน ‘คิดร้าย’ แล้วจึง “พูดร้าย” พอ ‘คิดดี’ ก็จะออกมาเป็น “คำพูดที่ดีๆ” มันไม่ได้พูดดีแบบว่า.. ตีสองหน้า มันเป็นพูดดีจาก ‘จิตสำนึก’ ของเขาเลย ไอ้คนพูดร้าย ก็ร้ายไปตามจิตสำนึกของเขานั่นแหละ! นั่นก็คือ.. คิดอะไรร้ายๆ สั่งสมเอาไว้ พูดออกมานี่ เรารู้เลยว่า “โอ้โห!.. นี่ร้ายมาก!” ความคิดของเขา จมอยู่ในความร้าย มีอกุศลอะไรมากมายเลย หลุดคำพูดอะไรออกมา..จิตใจเขาสะท้อนมาจากคำพูดเขาเลย การวางตัว บุคคลิกอะไรๆ ก็ออกมาแบบนั้น สีหน้า ท่าทางเป็นแบบนั้น กิริยา พูดร้าย ทำร้าย ทำลายข้าวของ ทำลายชีวิต ทำร้ายคนที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง ก็เรียกว่า.. ผิดในกาม ก็ทำไปได้โดยที่ไม่คิดว่าตนเองทำผิดอะไร ยังวนเวียนกับการทำผิด เพราะคิดผิดนั่นเอง! ผิดจนไม่รู้สึกสะทกสะท้าน! ทำผิดแบบหน้าตาย คือเห็นผิดมากๆ เลย ถ้าทำผิดอยู่ แล้วรู้ว่ามันผิด ก็ยังพอไปได้ พัฒนาได้ แต่ถ้าทำผิด แล้วไม่รู้ว่าผิดเลย แล้วเห็นว่ามันควรทำ อย่างนี้นะ! อันนี้มันจะทำผิดซ้ำๆ ซึ่งสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับตนเอง เขาจะต้องได้รับวิบากอันเผ็ดร้อน พอตกนรก ก็จะสำนึกได้บ้าง พอมาเกิดใหม่ แล้วมันจะลืม! ก็จะยังมีนิสัยคล้ายๆ เดิม ถ้ายังไม่เจอครูบาอาจารย์ที่มาแนะนำสั่งสอนให้สำนึกถูกขึ้นมาได้ ก็จะวนเวียนในการทำตน ให้รับวิบากร้ายๆ จากการที่มีการคิดผิด ดำริผิด แล้วแสดงออกไปในทางวาจา และทางกาย แบบผิดๆ สร้างกายกรรมที่ผิดๆ สร้างวจีกรรมที่ผิดๆ แล้วจะได้รับวิบากอันเผ็ดร้อนเอง ไม่มีใครทำให้!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก คลิกใจให้ธรรม ตอน “เพราะไม่รู้จึงเบียดเบียน” ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=xTwwdoIwEas (นาทีที่ 57.37-1.01) Shortlink: December 12, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ไวยาวัจกร #ถาม : กราบนมัสการค่ะ มีความเข้าใจว่า การมอบปัจจัยโดยตรงที่พระสงฆ์ คือ “ผิด” แต่หลายครั้ง เวลาตักบาตร คนอื่นใส่เงินในย่ามกันทุกคน มีเราคนเดียวไม่ได้ใส่ แบบนี้ แปลว่า.. เรายึดติดเกินไปหรือเปล่าคะ? แล้วควรหรือไม่ สำหรับยุคนี้? #ตอบ : ถ้าเรารู้ว่ามันผิด แล้วจะทำทำไมล่ะ?.. ใช่ไหม? คนอื่นเขาไม่รู้ ..เขาเลยทำ คนอื่นเขาไม่รู้ เลยทำ ..ก็ปล่อยเขาไป สถานการณ์ตรงนั้น ถ้าเราจะไปบอกว่า “คุณอย่าไปทำอย่างนั้น!” เราอาจจะถูกมองไม่ดี บางทีเราคนเดียวใช่ไหม? แล้วเขาใส่กันมา ๑๐ คนแล้ว เรา..ผู้ปฏิบัติถูก อาจจะถูก”ผู้เข้าใจผิด”มองเราไม่ดี เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไร เขาไม่รู้ เขาจึงทำอย่างนั้น แต่เรารู้แล้ว ถ้าเราทำ.. แสดงว่า.. “เราไม่เอื้อเฟื้อ” เพราะฉะนั้น เมื่อรู้แล้ว ถ้าเราจะถวายปัจจัย เราก็ไปตามถวายไปที่วัด ถ้าท่านมีลูกศิษย์มาด้วย ก็เอาปัจจัยนี้ฝากกับลูกศิษย์ บอกลูกศิษย์ว่า “นำปัจจัยนี้ถวายพระอาจารย์” แล้วก็บอกกับพระด้วยว่า “ได้ถวายปัจจัย ฝากไว้กับลูกศิษย์” เรียกว่า..ให้ท่านไป cross check (ตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง) กันเอง คือ มอบปัจจัยให้กับลูกศิษย์ แล้วก็บอกกล่าวกับพระภิกษุด้วย ว่า “ได้มอบให้กับลูกศิษย์ไว้” “ลูกศิษย์” ในที่นี้ก็จะเป็นไวยาวัจกร คือ คอยจัดการช่วยเหลือรับใช้ ผู้ที่เป็น “ไวยาวัจกร” คือ รับปัจจัยของเราไปแล้ว ก็ไปจัดการตามที่พระประสงค์ ต้องการอะไรที่เหมาะกับสมณเพศ ท่านก็จะไปบอกกับลูกศิษย์ (ผู้ที่เป็น “ไวยาวัจกร”) อันนี้เป็นวิธีที่ถูก เรารู้วิธีที่ถูกแล้ว ก็ควรจะทำให้ถูก ไม่ใช่ไปทำผิดตามคนที่เขาไม่รู้ มันก็เลยยิ่งตอกย้ำความผิดกับไปใหญ่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=yOFtaItcsO0&t=6079s (นาทีที่ 1.38.48-1.41.16 ) Shortlink: December 5, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ “ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ” แล้วพระอยู่ที่วัด(ในที่นี้)คือ..ทำใจให้เป็นพระ อยู่ที่บ้านนั่นเอง โดย ฟัง..แล้วปฏิบัติ ที่บ้านนั่นแหละ ไม่มีปัญหาขัดข้องอะไร จัดเวลาให้เหมาะสม จัดสถานที่ให้ดี ถ้าอยู่บ้านคนเดียว ก็ง่ายเลย ถ้าอยู่บ้านกับคนอื่น ก็แบ่งเวลาให้ดี ทำหน้าที่ของตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรม แล้วไม่ทำงานอะไร ปฏิบัติธรรมก็คือทำงานนั่นล่ะ ทำงานไป … ทำงานด้วยใจที่มีสติ กายเคลื่อนไหวก็รู้ทัน จะล้างจาน จะซักผ้า จะกวาดบ้าน ทำความสะอาดอะไร กายเคลื่อนไหวรู้ทัน งานอะไรก็ตามที่ไม่ต้องใช้ความคิดมาก ไม่ต้องวางแผนอะไรมาก ไม่ต้องถึงขนาด ต้องคิดวางแผน ไม่ใช่ขนาดนั้นเนี่ยนะ ทำงานที่หนักไปทางเคลื่อนไหวร่างกาย ก็เจริญสติกับการเคลื่อนไหวของร่างกายไป ใจเผลอ..ให้รู้ทัน ใจหงุดหงิด..รู้ทัน ใจลอย..ให้รู้ทัน ประมาณอย่างนี้นะ เห็น ‘ร่างกายเคลื่อนไหว’ เอา “กาย” ที่เคลื่อนไหวนี้เป็น “ที่ตั้ง” เป็นที่ตั้งต้น เรียกว่า “ทำสมถะ” โดยการเห็นกายเคลื่อนไหว แล้วพอใจคิดนึกปรุงแต่งอะไรขึ้นมา..ให้รู้ทัน รู้ทันจิตที่มันเผลอไปนั่นเอง เห็นความเผลอ..ความเผลอดับให้ดู เห็นบ่อย ๆ แล้วเดี๋ยวจะรู้แจ้งในความเผลอว่า ‘มันไม่ใช่เรา’ ‘มันเกิด-ดับ’ ‘มันแสดงไตรลักษณ์ให้ดู’ แล้ว “ตัวรู้” เองก็ไม่ใช่ “เรา” ด้วย ฝึกที่วัดก็ได้ ฝึกที่บ้านก็ได้ สะดวกที่ไหนเอาที่นั่นนะ “ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ” นั่นล่ะดี! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล รายการธรรมะสว่างใจ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=H8orzKIbpYQ&t=6962s (นาทีที่ 2.15.16-2-17.30) Shortlink: December 4, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ถีนมิทธะ..ง่วงเหงาหาวนอน “ถีนมิทธะ” ตัวนี้น่าสนใจมาก! “ถีนมิทธะ” คือ ง่วงเหงาหาวนอน ตัวอาหาร(ให้กับนิวรณ์ตัวนี้) ก็คือ มี “อโยนิโสมนสิการ” คือ ไม่แหยบคาย ในสิ่งที่ไปเติมความขี้เกียจ ไม่ขยัน.. เวลาจะไปทำอะไร แล้วก็ขี้เกียจ แล้วตามใจมันเลย!.. คือ ขี้เกียจ อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวถึงขนาดว่า.. อาการ “บิดขี้เกียจ” เป็นการเติมอาหารให้กับนิวรณ์ตัวนี้ (ถีนมิทธะ) บิดขี้เกียจ ไม่ใช่หายขี้เกียจนะ! มันเป็นการทำตามความขี้เกียจ เราขี้เกียจ จนกระทั่งต้องบิดขี้เกียจ อาการขี้เกียจ เป็นการเติมอาหารให้นิวรณ์ แต่ไม่ใช่ออกกำลังกายนะ! อย่างฤาษีดัดตน ยืดเส้นยืดสาย.. อย่างนี้ได้ แต่ถ้าอาการ “บิดขี้เกียจ” เป็นการแสดงออกของ “ความขี้เกียจ” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน “สังเกตดูระดับของกิเลส” https://youtu.be/4xrLiEo1sCs Shortlink: November 27, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ทำบุญ #กรวดน้ำไม่จำกัดเวลา #ถาม : เวลาที่เหมาะสม สำหรับการกรวดน้ำหลังจากทำบุญ ควรเป็นเวลาก่อนเพลไหมคะ? #ตอบ : “เพล” หมายถึง ๑๑.๐๐ น. .. “ก่อนเพลไหม?” .. “ไม่จำเป็น!” อันนี้ทำไมถามว่าเป็นเวลาก่อนเพล!?! คือ สมมติว่า เราจะอุทิศให้ “เปรต” เนี่ยนะ เปรตไม่ได้ถือศีลข้อ “วิกาลโภชนาฯ” ดังนั้น ทำบุญตอนบ่าย ก็อุทิศตอนบ่ายได้ ทำบุญตอนเย็น ก็อุทิศตอนเย็นได้ “บุญ” มันไม่ใช่ว่าจะจำกัดเวลา สมมติว่า เราใส่บาตรตอนเช้า ใส่เสร็จแล้ว มีความปลื้มใจ ปีติใจ กับการทำบุญนั้น ก็อุทิศ-กรวดน้ำได้เลย ไม่ต้องรอก่อนเพล! สมมติ..ลองแทนใจนะ ลองแทนใจ “เปรต” ที่กำลังรอรับส่วนบุญอยู่นี้ เห็น..เรากำลังใส่บาตร.. ‘เอ.. เขาจะอุทิศให้เราไหมหนอ?’ เราใส่บาตรเสร็จ แล้วเราเดินกลับบ้าน เราทำอะไรไปเรื่อย ๆ เนี่ยนะ ไม่ได้สนใจจะอุทิศให้ใคร ไม่ได้กรวดน้ำเลย ..เขาร้องไห้กลับไปแล้ว จะมากรวดน้ำทีหลังนี่..เขาไม่รู้แล้ว! กำลังมีบุญอยู่ตอนไหน ..กรวดน้ำตอนนั้น กำลังมีบุญอยู่ขณะไหน กำลังปลื้มใจ บุญยังไม่หดหายไปไหนเลยนะ.. ก็กรวดน้ำตอนนั้น! ไม่ต้องรอก่อนเพล-หลังเพลอะไรไม่เกี่ยวเลย กำลังมีความปลื้มใจปีติใจในบุญ ให้อุทิศตอนนั้น! ในเวลาที่กำลังมีความปลื้มใจปีติใจ เรื่อง “ก่อนเพล-หลังเพล” นั้นไม่เกี่ยว ไม่ต้องไปรอ แล้วไม่จำกัดว่า หลังเพลจะอุทิศไม่ได้นะ..อุทิศได้ ทำบุญ ตอนเย็น, ตอนค่ำ, ตอนดึก ถ้ามีนะ..ก็อุทิศได้ “เนื้อนาบุญ” ก็ไม่ใช่จำกัดเฉพาะพระเท่านั้นนะ ใครก็ตาม มีศีล เราก็ให้ได้ เพราะฉะนั้น.. เวลาที่เหมาะสมสำหรับการกรวดน้ำ คือ “เวลาที่กำลังมีบุญ” บุญเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่าเพิ่งให้เวลาปล่อยไปเนิ่นนาน เพราะผู้ที่จะมาอนุโมทนา เขาจะหมดกำลังใจ แล้วก็หมดหวัง ร้องไห้กลับไปซะก่อน ออกอากาศวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=H8orzKIbpYQ&t=6962s (นาทีที่ 1.53.24-1.56.05) Shortlink: November 25, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #กระทง(ไม่)หลงทาง #ถาม : เคยได้ยินว่า “ถ้าเราทำบุญร่วมกับใคร ก็จะมีโอกาสมาพบกันอีก ในชาติภพต่อ ๆ ไป” ถ้าเราไม่อยากเจอกับคนนั้นอีก เราไม่ควรทำบุญร่วมกับคนนั้นหรือเปล่า? #ตอบ : “ทำบุญ” .. ทำบุญกับใคร ก็ดีทั้งนั้นล่ะ! ถ้าไม่อยากเจอกันอีกนะ ให้ทำบุญที่เป็น “กรรมฐาน” ทำบุญที่เป็นกรรมฐานนี้ จะเป็น “สมถกรรมฐาน” – “วิปัสสนากรรมฐาน” คู่กัน ถ้าเราทำกรรมฐาน แล้วเขาไม่ทำ.. ก็ไม่เจอกัน ! เรียกว่า เราสร้างบุญในแง่ที่ว่า ระดับสูงหน่อย เขามาไม่ถึง ก็ไม่เจอกัน จะให้ดีเลย ก็คืออธิษฐานว่า “จะอยู่กับคนนั้น” คือเราต้องการอยู่กับใคร ก็อธิษฐาน.. มีเหมือนกันนะ ในสมัยพุทธกาล มีโยมอยู่คู่หนึ่ง อธิษฐานมาเจอกันมาทุกชาติ พอมาถึงชาตินี้ ก็ยังมีความพอใจ ที่จะอยู่ด้วยกันต่อ แล้วก็ยังบอกว่า “ยังขอเจอกันทุกชาติไป” ก็.. – ทั้งคู่ต่างเป็นคนดี – ทั้งคู่ต่างมีความพอใจที่จะอยู่ด้วยกันต่อ – ต่างก็รักษาศีล – ต่างก็มีความซื่อสัตย์ต่อกัน – มีความประพฤติดีงาม อยู่แล้วพอใจ อย่างนี้เขาอยากเจอกันต่อ ก็เป็นความปรารถนาของเขา ส่วนการ “ไม่อยากเจอกับคนนั้นอีก” ให้ดูว่าเรามีโทสะไหม? ถ้ามีโทสะ – ให้รู้ทันโทสะ มันจะพัฒนาตนเองได้ดีกว่า ถ้ามีความ “อยาก” ที่จะ “ไม่” มันคือ “ตัณหา” อย่างหนึ่ง – ให้รู้ทันตัณหาไป ตัณหาในกรณีนี้ มันเป็น “อยาก” ที่จะ”ไม่” ไม่ได้ “อยาก” เจอ ก็คือ “อยาก” ที่จะ “ไม่เจอ” ให้รู้ทัน “ตัณหา” ที่เกิดขึ้นในใจ เราภาวนาของเราไปดีกว่า จะทำบุญร่วมกับใครนี้นะ เราก็เคยทำบุญร่วมกันมากับคนมากมาย ครูบาอาจารย์เคยเปรียบเทียบว่า “คนเรานี้ การที่จะอยู่กับใคร หรือว่า จะจากกันไปนะ มันไม่แน่ไม่นอน” ครูบาอาจารย์เทียบเหมือนกับกระทง เคยไปลอยกระทงไหม? นี่เดี๋ยวจะเดือนสิบสองแล้วนะ “ลอยกระทง” กระทง ปล่อยจากมือ ๒ มือ ดูคู่กันดีนะ กระแสน้ำก็พัดไป..จากกัน จากกระทงนี้ ไปใกล้กับกระทงโน้น จากกับกระทงโน้น แล้วไปใกล้กับกระทงโน้นอีก เขาเรียกเป็น “ความไม่แน่นอนของสังสารวัฏ” เพราะฉะนั้น เราอย่าไปผูกใจกับใคร! ดูว่ามันเป็น “ความอ่อนแอทางใจ” ของเราเอง พอใกล้ใคร..ก็ชอบ ใกล้ใคร..ใจก็อ่อน นี่เป็นความอ่อนแอทางใจของเราหรือเปล่า? ลองดูก็แล้วกันนะ ถ้าเห็นอย่างนี้จะปลอดภัยกว่า ส่วนชาติหน้าจะไปเจอใคร มันก็เรื่องของกระทง ที่ลอยไปตามสังสารวัฏ ลอยไปตามกระแสความเกิด-ดับ ในสังสารวัฏ ถ้าเบื่อ ก็มาทำกรรมฐาน ทำกรรมฐาน ให้มันไม่ลอย ไม่เป็นกระทงที่ลอยไปตามยถาอย่างนั้น อีกต่อไป ให้เห็น..แล้วเบื่อ ดีกว่า เพราะฉะนั้น ในระหว่างนี้ “ให้ดูใจตัวเอง” ให้ดูใจตัวเองว่า มันอ่อนแอในแง่ที่ว่า มัน “หลง” พอใจ “หลง” ไม่พอใจ กับคนใกล้เคียงหรือเปล่า? ถ้าดูตรงนี้ได้ทัน ก็จะปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ตอนนี้เราอยู่ในฐานะที่จะพอใจเขาได้ไหม? ถ้าไม่ควรจะพอใจ มีความพอใจเกิดขึ้น ก็ไม่ทำตาม ให้รู้ทันอย่างนี้ดีกว่า ดีกว่าจะมาอธิษฐานว่า ‘อย่าเจอคนนี้’ มันเป็นอย่างไร ? คล้าย ๆ กับว่า ถ้ายังเวียนเกิดเวียนตาย ก็เหมือนกระทงยังอยู่ในกระแสน้ำ เดี๋ยวมันก็ไปใกล้กระทงโน้น เดี๋ยวมันก็ใกล้กระทงนี้ อันนี้เล่นยาก เขาเรียกว่า ในเมื่อมันยังไม่สามารถละกิเลสในแง่ของกาม หรือว่ากามภพ มันยังอยู่ในกามภพ มันก็อดไม่ได้ ที่จะพอใจคนโน้นคนนี้ ลำบากนะ! ให้รู้ทันว่า ตอนนี้เราอยู่ในฐานะที่จะพอใจเขาได้ไหม? ถ้าไม่ควรจะอยู่ในฐานะที่จะพอใจใคร ตอนนี้นะ ก็อย่าไปพอใจ รู้ทันว่า ‘ตอนนี้เป็นเรื่องต้องห้าม’ ก็อย่าไปยุ่งเกี่ยว!! ออกอากาศวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=IPviWygnkFA (นาทีที่ 47.55-53.46) Shortlink: November 18, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันศุกร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #แมวกับหมา..ตัวเตือนใจ ถ้า(ญาติ คนรู้จัก) เกิดเป็นแมวเป็นสุนัขแล้วเนี่ย เราทำบุญอุทิศไปนะ เขาไม่รู้หรอก เขาไม่รู้! แมว.. ก็มัวแต่มองจิ้งจก มองหนูอะไรไป สุนัข.. ก็มัวแต่เห่าโน่น เห่านี่ไป ..มันไม่รู้นะ ในแง่ที่ว่า ถ้าเราทำบุญกุศล ทำกรรมฐาน แผ่เมตตา..แผ่เมตตา อาจจะรับรู้ได้ แต่ทำกุศล แล้วก็อุทิศให้เนี่ยนะ..ไม่ได้ผล! เว้นแต่ว่า เราอยู่ตรงนั้น และ “เลี้ยงเขาอย่างดี” ที่จะทำได้ก็คือ เราอยู่ตรงนั้น – เห็นเขาแล้ว – มีเมตตาต่อเขา – เลี้ยงเขาอย่างดี ทำให้เขามองมนุษย์ในแง่ที่ดี เผื่อเขาจะอยากเป็นมนุษย์บ้าง เห็นมนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ มีใจกรุณา มีใจเมตตา ไม่ใช่ว่า.. จะทำร้ายเขา ด้วยใจที่มีโทสะโมหะรุนแรง ทำให้เขามีความคุ้นชินที่จะอยู่กับมนุษย์ แล้วเราก็.. สวดมนต์ให้เขาได้ยิน ตักบาตรให้เขาเห็น เรียกว่า “ทำสภาพแวดล้อม ให้เขาเกิดกุศลขึ้นมา” “สุนัข” หรือ “แมว” บางทีก็อาจจะเป็น “คน” ที่เป็น “นักปฏิบัติ” นี่ก็ได้นะ เป็นไปได้นะ! ..แต่เขาพลาด!! นักปฏิบัติที่ยังไม่มั่นคง บางทีก็อาจจะใจเพลินเผลอไปด้วย “โมหะ” ตอนตาย ไอ้ตอนหลงตอนตาย.. มีโอกาสมากเลย ที่จะมาเกิดเป็นสุนัข เป็นแมว ถ้าเป็นสุนัขแมว แบบเลี้ยงเชื่อง ๆ เนี่ยนะ ลองดูดี ๆ ลองสร้างบรรยากาศในบ้าน ให้เขาได้อยู่ แล้วก็ได้ซึมซับบรรยากาศที่เป็นกุศล ที่เราฝึกฝนให้เกิดขึ้นในบ้าน ฝึกตนเองด้วย แล้วก็ให้มันเกิดผล กับสุนัขกับแมวด้วย แล้วอาศัย “สุนัขกับแมว” นี้ เป็น “ตัวเตือนใจ” เป็นตัวเตือนใจเราว่า.. “ระวังนะ.. ถ้าเราประมาท พลาดพลั้งไป มัวแต่ส่งจิตออกนอก มัวแต่เผลอ มัวแต่เพลิน อยู่กับโลกนี้ ดีไม่ดี..เราอาจจะไปเป็นสุนัข หรือแมว ที่ไปอยู่กับบ้านญาติของเราก็ได้” ให้สุนัขและแมว ที่เราเลี้ยงนี่แหละ เป็นเครื่องเตือนใจ!! ส่วนเขาจะ.. เป็นน้อง? เป็นเพื่อน? คนรู้จัก? หรือเปล่า ..ก็ช่าง จะเป็นจริงก็ตาม ตอนนี้.. เขาเป็นแมวแล้ว เขาเป็นสุนัขแล้ว เราก็เลี้ยงดูเขา ให้พอสมควรแก่ฐานะ แล้วก็สร้างบรรยากาศ สร้างกุศลให้เกิดขึ้นในบ้าน ถ้าอยากจะสงเคราะห์เขาให้เต็มที่ก็คือ สร้างบรรยากาศที่เป็นกุศล ให้เกิดขึ้นในบ้าน ให้เป็นประจำ ให้เขาอยู่ด้วยใจที่เป็นกุศล บางทีเขาตายแล้ว อาจจะไม่ได้เป็นคนนะ อาจจะไปเป็นเทวดาได้เลย เพราะว่าใจเป็นกุศลอยู่เนือง ๆ อยู่บ่อย ๆ ทำให้เขาดู! ทำให้เขารู้! ทำให้เขาเห็น! แล้วเขาก็จะได้มี “ความซึมซับบรรยากาศแห่งกุศล” อันนั้น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=H9A4zWqxHKc (นาทีที่ 1.00.01-10.04.05) Shortlink: November 12, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ธรรมดาต้องพลัดพราก #ถาม : เราจะทำใจให้ “เบิกบาน” ได้อย่างไร? ขณะที่เราจะต้อง “พลัดพรากจากสิ่งที่รัก” #ตอบ : ยังไม่ต้องเบิกบานก็ได้ ..แค่ยอมรับ แค่ยอมรับว่า ‘มันเรื่องปกติ’ เป็นเรื่องปกติ ของทุกชีวิตที่เกิดมา.. พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคน พิจารณาอยู่เนือง ๆ (เนือง ๆ แปลว่า บ่อย ๆ) พิจารณาบ่อย ๆ ว่า เราจะต้อง ‘มีความแก่ เป็นธรรมดา’ ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เราจะต้อง ‘มีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดา’ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เราจะต้อง ‘มีความตาย เป็นธรรมดา’ ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้อง ‘มีความพลัดพราก จากของรักของเจริญใจ เป็นธรรมดา’ คือมีของรัก แล้วก็ต้องพลัดพรากอยู่ดี นอกจากจะไม่รักอะไรเลย ก็จะไม่ต้องพลัดพรากใช่ไหม? แต่มันมีรักแล้ว ก็จะต้องพลัดพราก เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะต้องพลัดพราก จากของรัก จากคนรัก ถ้าดูอย่างนี้ ถ้าพิจารณาบ่อย ๆ แล้วเกิดมีความพลัดพรากขึ้นมา ..ก็ ‘ว่าแล้ว! กูว่าแล้ว! ว่าจะต้องพลัดพราก’ ..ก็เห็นเป็นธรรมดา จะไม่ทุกข์ จะไม่โศก จนกลายเป็นเรื่องทำร้ายตัวเอง มันอาจจะทุกข์ อาจจะโศก อาจจะกระเทือนใจบ้าง แต่เราพิจารณาอยู่บ่อย ๆ อยู่แล้ว “เราจะต้องมีความพลัดพราก เป็นธรรมดา” พอพิจารณาอย่างนี้ พอมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ก็..เป็นธรรมดา มันลงที่ คำ “ธรรมดา” ได้เมื่อไหร่ ก็ไม่จำเป็นต้องบอกว่าให้ “เบิกบาน” “เบิกบาน” นี่อาจจะไม่จำเป็นเลย แต่มีความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ความเบิกบานจะไม่มี ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร มันไม่ต้องมาแสร้งทำเบิกบาน ในยามที่ต้องมีความพลัดพราก แต่พลัดพรากแล้วเข้าใจ เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เป็นอย่างนี้ ที่มันเป็นทุกข์.. เพราะว่ารู้สึกไม่ธรรมดา!! ‘ทำไมต้องเป็นกู?’ ‘ทำไมต้องเกิดกับชีวิตฉัน?’ มันไม่ยอมรับความจริง พอไม่ยอมรับความจริง ก็จะเป็นทุกข์ เพราะมันปรารถนาในสิ่งที่ฝืนกับความจริง แต่ถ้าเห็นความจริง..เป็นความจริง ยอมรับมันได้ ไม่ขัดกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คือ มันไม่เที่ยง เคยมีความสุข สุขนั้นไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยง แล้วไม่ขัดแย้ง ยอมรับความจริง.. ไม่ทุกข์ เข้าใจไหม? มันบังคับไม่ได้ บังคับใจเขาไม่ได้ บังคับใจตัวเองยังไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น.. ถ้ามันมีความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา ธรรมดา.. มันอยู่นอกความควบคุม อยู่นอกการบังคับ ไม่สามารถบังคับอะไรได้ ใจตัวเองก็ยังบังคับไม่ได้ ถ้าเห็น ‘ธรรมดา’ จะปลอดภัย ไม่ต้องไปแสร้งทำเบิกบาน แม้ไม่เบิกบาน แต่มีความเข้าใจอยู่ มันก็เรียกว่า เป็นการสงบระงับ ขอเพียงไม่ทุกข์ เท่านั้นพอ วิธีไม่ทุกข์ที่จะปลอดภัย ก็คือ ‘เข้าใจ’ ความเป็นธรรมดา ของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นเพียง.. ปรากฏการณ์หนึ่งในชีวิตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น.. ความพลัดพรากก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเราไม่รัก ก็ไม่เกิดการพลัดพรากอย่างนี้ ไม่พลัดพรากจากคนรัก ไม่เกิดพลัดพรากจากของรัก ถ้าเราไม่รักคนนี้ ก็จะไม่เกิดความพลัดพราก..จากคนรักคนนี้ ถ้าไม่รักของสิ่งนี้ มันก็จะไม่เกิดการพลัดพราก..จากของสิ่งนี้ ทั้ง ๆ ที่มันก็จะต้องแตกสลายเป็นธรรมดา เราก็รู้สึก ‘ธรรมดา’ ว่ามันจะต้องแตกสลายไป อาจจะเผลอรักไปแล้ว แต่ก็เป็นเวลาที่เราจะทำความเข้าใจว่า ‘มันเป็นเรื่องธรรมดา’ ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ ไม่ต้องเบิกบานก็ได้ มันจะมีคุณค่ายิ่งกว่าเบิกบานด้วย มันคือเป็น “ปัญญา” เข้าใจความจริงของชีวิตไปเลย ออกอากาศวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=jZsiBniU64I (นาทีที่ 2.04.31-2.08.51) Shortlink: November 10, 2021นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู 🌿🌿🌿 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตเกิดดับทุกขณะ อายุกายมันยืนยาว! เห็น “กายเป็นเรา” ยังสามารถที่จะมอง และพอเข้าใจได้ และยังสามารถแก้ความเข้าใจผิดได้ง่าย แต่จิตเนี่ยนะ พระองค์ทรงตรัสว่า.. ถ้าเห็นว่า “จิตเป็นเรา” อันนี้ไม่ประเสริฐเลย เพราะถ้าเราดูจิตจริงๆ จะเห็นว่า.. “จิตนี้ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดทั้งคืนทั้งวัน” แม้ในชีวิตนี้เอง เนี่ยนะ “จิตแต่ละขณะ ไม่ใช่ดวงเดิม” อย่าว่าแต่ไป(เกิดใหม่) ชาติหน้าเลย ที่(ถาม)ว่า.. เอาจิตเก่าไปเกิดชาติหน้าไหม? มันไม่ได้ใช้จิตเก่า แต่เป็นจิตใหม่ที่มีจิตเก่าเป็นเหตุ แต่ไม่ใช่เอาจิตเก่าไปเกิด “จิตนี้เกิด-ดับ อยู่ ทุกๆ ขณะ” จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วดับไป เป็นเหตุให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วจิตดวงนี้ก็ดับไป แล้วเกิด-ดับ เกิด-ดับ ต่อเนื่อง และเร็วมาก เร็วมาก.. จนขนาดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. ถ้าจะยึดถือกาย ยังประเสริฐกว่า เพราะจิตนี้เกิด-ดับ อยู่ ทุกๆ ขณะ มันไม่สามารถจะยึดว่าเป็น “เรา” ได้เลย ถ้ามองเห็นความจริงนี้ จะไม่ยึดว่าเป็น “เรา” เลย อันนี้ก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าบุคคลมาเห็นความจริงของจิต เจริญจิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน แล้วเห็นว่า “จิตนี้เกิด-ดับ” เวลามีสติเห็นราคะ เห็นราคะว่ามีจริง แล้วดับไปแล้ว เพราะตอนมีสติ..ไม่มีราคะ มันก็จะเห็นว่า.. จิตเมื่อกี้มีอยู่จริง แล้วดับไปแล้ว มองในแง่นี้ ผู้มีสติดูจิตก็จะเริ่มมีความเข้าใจ ว่า.. แท้จริงแล้ว จิตมันเกิด-ดับ อย่างนี้นี่นา เราจะมายึดเอาเป็น “เรา”.. ยึดตรงไหนล่ะ?!! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา https://youtu.be/dmVKuuc3dQg นาทีที่ 08.21-10.49 Shortlink: November 4, 2021ฝากคิดadmin อ่านต่อ