Category Archives: วรรคทอง วรรคธรรม

หลักประกันชีวิต

หลักประกันชีวิต

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๙
หลักประกันชีวิต

วันนี้..อาตมามาบอกว่า เป้าหมายชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ คือ
๑. ทำอย่างไร ให้ชาตินี้มีกินมีใช้
๒. ทำอย่างไร ให้มีหลักประกันว่า ชาติหน้าสบายด้วย

แล้วไม่ใช่ว่าถึงตรงนี้แล้วกลายเป็น”เป้าหมายลวง”นะ
เคยเจอเป้าหมายลวงมั้ย?
เขาบอกว่า ทนๆไป ถึงตำแหน่งนั้นแล้วจะพบความสุข
เราก็บากบั่นไป.. เคี่ยวเข็ญตัวเองจนเหน็ดเหนื่อยนะ
แล้วพอไปถึงเป้าหมายตรงนั้นแล้ว..มันไม่สุขจริง
ไปถามคนถึงเป้าหมายตรงนั้นแล้วดูสิ..”มันสุขจริงรึปล่าว?”
แต่บางทีไปถามนะ เขาอาจจะบอกว่า”ฉันสุขดี”
เพื่อจะหลอกเราให้ถึงเป้าหมายตรงนั้นบ้าง
ตัวหลอกอย่างนี้นี่นะ..มันจะมีทุกที่แหละ
คือหลอกว่าจะได้ลาภ หลอกว่าจะได้ยศ หลอกว่าจะได้ตำแหน่ง

แต่ลาภ/ยศ/สรรเสริญเหล่านี้..พระพุทธเจ้าตรัสว่า..มันเป็น“โลกธรรม”
มีลาภ..ก็เสื่อมลาภได้ มียศ..ก็เสื่อมยศได้
มีสุข..ก็มีทุกข์ได้ มีสรรเสริญ..ก็มีนินทาได้

อยากได้โลกธรรมฝ่ายดี แต่เราไปทำไม่ดี เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้น
อย่างนี้แสดงว่า เราถูกเป้าหมายแห่งโลกธรรมเหล่านี้หลอก
พอเราเจอโลกธรรมฝ่ายเสื่อม แล้วเอาแต่ทุกข์ระทมทับถมตน
อย่างนี้ก็แสดงว่า เราถูกเป้าหมายแห่งโลกธรรมเหล่านี้หลอก

แต่ถ้าเห็นว่า มันมีได้ก็เสื่อมได้ มันไม่เที่ยง
มันเป็นธรรมดาของมันอย่างนี้นะ
แล้วมาสะกิดใจตัวเองว่า..
ทำอย่างไรเราจะมี “หลักประกันชีวิต”..ที่จะต้องมาอยู่กับสิ่งเสื่อมๆ เหล่านี้
โดยที่เราไม่ถลำตัวไปทำไม่ชั่ว หรือปรุงทุกข์ทับถมตัว
ก็หาหลักประกันให้ตัวเอง..ก็คือ

หลักประกันสำหรับชีวิตชาตินี้ มีหลักประกันก็คือ “อุ-อา-กะ-สะ”
อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น
อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการักษา
กัลยาณมิตตตา มีเพื่อนดี
สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะ
ชีวิตนี้ก็มีทรัพย์มีเกียรติ

หลักประกันสำหรับชีวิตข้างหน้า..ชาติหน้า
เพราะเราคงไม่ใช่มีชีวิตอมตะ..เราต้องตายใช่ไหม?
แล้วถ้ายังไม่ใช่เข้านิพพาน..เราก็ต้องเกิดอีก
เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรที่จะให้เกิดในชาติหน้าอย่างมีหลักประกันว่า..ไปดี
ก็ให้มีศรัทธา, มีศีล, มีการบริจาค เฉลี่ยสุขให้ผู้อื่นบ้าง, แล้วก็มีปัญญา

ถ้าไม่อยากเกิดแล้วนะ.. ให้เจริญสติ เห็นความจริงในใจ คือเห็นกิเลสในใจ
มีราคะให้รู้ทันราคะ มีโทสะให้รู้ทันโทสะ มีโมหะให้รู้ทันความหลงความเหม่อ
ไม่ต้องไปห้ามมัน..เพียงแต่อย่าผิดศีล
ให้รู้ทัน !!
อย่าไปด่าเขา อย่าไปตบเขา อย่าไปตีเขา
ให้รู้ทันว่า..ตอนนี้มี”สิ่งหนึ่ง”เกิดขึ้นในใจ
เบื้องต้นนะ..ให้เห็นสภาวะที่เกิดขึ้นในใจตัวเองก่อน
จะเป็นราคะ โทสะ หรือโมหะ ..อะไรก็ได้ ที่มันเกิดขึ้นน่ะ
พอรู้ทัน ขณะรู้ก็เกิดสติ กิเลสก็ดับ
กิเลสเหล่านั้นก็จะแสดงความจริงออกมาว่า “มันไม่เที่ยง”

ไม่ใช่ห้ามมันไม่ให้เกิดนะ ..ห้ามไม่ได้ !!
ถ้าห้ามได้นะ..แสดงว่าเราบังคับตัวเองได้
หรือจะบังคับใจให้เป็นพระอรหันต์ได้ ..ไม่ได้ใช่ไหม?
คราวนี้ที่มันห้ามไม่ได้ เพราะมันมีเหตุ
เหตุคืออะไร ?
เห็นหน้า”ไอ้นั่น” ..ดูหน้า”นังนั่น” ..อะไรอย่างนี้นะ
มันมีเหตุไง..เพราะมันมีเหตุอย่างนี้ โทสะก็เกิด
ก็รู้ทันโทสะที่เกิดขึ้นในใจ โทสะก็ดับ
โทสะดับ ก็เพราะมีเหตุ
เหตุคือ ..ดู”ใจ” !!

ธรรมบรรยายโดย พระกฤช นิมฺมโล
เทศน์ ณ บริษัท ไทยประกันชีวิต ศรีราชา
วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๘

เรื่องกรรม ไม่ใช่…แค่กฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว!

เรื่องกรรม ไม่ใช่…แค่กฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว!

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๘
เรื่องกรรม ไม่ใช่…แค่กฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว!

เวลาเรานึกถึง “กรรม” มักจะนึกในแง่ของกฎแห่งกรรม
“ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว”
แต่ยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่ง เป็นกรรมในทางสมมุติบัญญัติ คือ เป็นสิ่งที่บัญญัติที่จัดตั้งขึ้นมาให้ยอมรับร่วมกัน
ในทางพระจะเรียกว่า พุทธบัญญัติ
บัญญัติเป็นข้อๆ ก็เรียกว่า สิกขาบท
ส่วนทางโยมนั้นก็คือ กฏหมาย
หากทำผิดข้อบัญญัติ..ก็คือ ผิดเหมือนกัน!!
ไม่ใช่คนทำผิดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องรอกฎหมายจัดการ
ไม่ใช่ให้รอกฎแห่งกรรมจัดการอย่างเดียวนะ
พระพุทธเจ้าท่านไม่รอ…
เมื่อมีการทำผิด จะมีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน แล้วลงโทษ
เป็นกระบวนการการลงโทษในทางพระวินัย ก็เรียกว่าเป็นการ”ทำกรรม”

ใครที่สร้างบาปเอาไว้เยอะ ถ้ามัวแต่รอผลกฎแห่งกรรมแบบธรรมดา ที่ยังไม่ให้ผล
คนทั่วไปอาจเกิดความเข้าใจผิด ว่า…ทำชั่วแล้วไม่ได้รับผลชั่ว

ในสังคมที่อยู่ร่วมกัน เพื่อให้บรรยากาศเอื้อต่อการพัฒนาตนกันต่อไป
ใครทำผิด..ในสังคมควรจะลงโทษ!
เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งสังคมตัวอย่าง คือสังฆะหรือสงฆ์
ภิกษุสงฆ์อยู่ร่วมกัน ใครทำอะไรไม่เหมาะ พระองค์ก็บัญญัติสิกขาบท
ใครทำผิดร้ายแรง ก็ให้สงฆ์ลงโทษ“นิยสกรรม” คือถอดยศ
ถ้าร้ายแรงกว่านั้น ก็“ปัพพาชนียกรรม”ขับออกจากหมู่สงฆ์

กรรมไม่ใช่แค่ว่าปล่อยวาง ว่าให้กฎแห่งกรรมจัดการเอง
พระพุทธเจ้าท่านไม่รอ ถ้าปล่อยให้คนทำผิดวุ่นวาย ทำให้หมู่สงฆ์ปั่นป่วน
บรรยากาศแห่งการปฏิบัติธรรมจะไม่เอื้อเมื่อมีคนเลว’อายยาก’อยู่ด้วย
แล้วทำผิดไปเรื่อยๆ !!
ทางพระไม่ยอม ถ้ามีคนทำผิดแล้วไม่ตักเตือน ถือว่าไม่ทำตามคำพระพุทธเจ้า
ถ้าใครทำผิด พระพุทธเจ้าเห็นว่า เตือนได้ให้เตือน
เตือนแล้วไม่ฟังทำผิด ให้เตือนหนักๆ คือลงโทษ
ถ้าผิดแบบปราชิก..ต้องสึกอย่างเดียว

เรื่องกรรม…
จึงไม่ใช่…แค่กฎแห่งกรรม ทำดีได้ ทำชั่วได้ชั่ว
ไม่ใช่แค่นั้น มันมี”กรรมของคนอยู่ร่วมกัน”ด้วย
คนที่จะอยู่ร่วมกัน จะต้องมีการบัญญัติกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน
และผู้ที่จะเป็นผู้บัญญัติได้ดี..ก็ต้อง “รู้ธรรม”
เพราะข้อบัญญัติที่ไม่ตรงธรรม ก็จะเบียดเบียนสังคมที่อยู่ร่วมกัน
และ “ต้องบัญญัติเพื่อธรรม” ด้วย
ข้อกำหนด ข้อห้าม ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นไปเพื่อให้สังคมมีบรรยากาศที่ดี
เพื่อให้สมาชิกสังคมนั้นมีโอกาสที่ดีที่จะพัฒนาตนเองเพื่อจะ “เห็นธรรม”
“ธรรมะ” จึงเป็นทั้งพื้นฐาน และ เป้าหมาย
คนที่บัญญัติได้ดี ต้องรู้ธรรม และมีเป้าหมายที่เป็นไปเพื่อธรรม
เช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท..
โดยที่พระองค์รู้ธรรมอยู่แล้ว และบัญญัติเพื่อความเป็นไปแห่งธรรมะ

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เทศน์ ณ บ้านจิตสบาย
๒๕ มกราคม ๒๕๕๘

สวัสดีปีใหม่

สวัสดีปีใหม่

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๗

นี้วันพระต้องบอกว่า “สวัสดีปีใหม่” ใช่ไหม? ให้เข้ากับหัวข้อ..
ตอนปีใหม่นี่ เราส่งความสุขกัน เราอวยพรกันไหม?
และเรารับพรคนอื่นไหม? .. รับนะ
แล้วตอนนี้ยังมีพรอยู่ไหม? .. มีอยู่นะ
รักษาเอาไว้ด้วยนะ พรทั้งหลาย..ความดีทั้งหลายที่เราให้เขาไปนี่
พรนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ได้ เมื่อเรามีพรก่อน..
เรามีคุณความดีขึ้นมาก่อน..มีปากที่ศักดิ์สิทธิ์ !
ก็มาจากใจที่เรามีคุณความดี ..มีใจที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
เวลาพระท่านให้พร.. ถ้าอย่างที่สุรินทร์นี่
ถ้าหลวงปู่ดุลย์ยังอยู่ แล้วถ้าหลวงปู่ดุลย์ให้พรนี่
เราจะรู้สึกว่า “โอ้!..ศักดิ์สิทธิ์!”
เพราะเราเชื่อมั่นในคุณธรรมของท่านว่า ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบ
ไม่ใช่ว่าคำพูดของท่านไพเราะ หรือคำพูดของท่านที่ให้พรถูกใจเรา
แต่เรามั่นใจว่า คำพูดของท่านมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ มีจิตใจที่ศักดิ์สิทธิ์
ฉะนั้น ปีใหม่ผ่านมาแล้ว เราให้พรเขาไปยังไงก็แล้วแต่
หรือเขาจะให้พรเรามายังไงก็แล้วแต่
ไม่สำคัญเท่ากับว่า .. เวลานี้ ขณะนี้ .. เรามี”พร“นั้นแล้วหรือยัง?

ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๖
ที่ โรงพยาบาลสุรินทร์

วิธีหากัลยาณมิตร..ขั้นแรก!

วิธีหากัลยาณมิตร..ขั้นแรก!

วรรคทอง..วรรคธรรม #๑๖
วิธีหากัลยาณมิตร..ขั้นแรก!

กัลยาณมิตรก็คือ มิตรที่ดี เพื่อนที่ดี
ถ้าใครมีลูกนะ..ก็จะมีปัญหาตรงนี้ว่า
..ทำยังไงให้ลูกเราไปคบเพื่อนดีๆ

ขั้นแรกเลย..
ทำตัวเองให้เป็นเพื่อนที่ดีก่อน..
มันจึงจะมีเพื่อนที่ดีมาคบกับเรา

ถ้าเราทำตัวเป็นคนเลวนะ..
มันก็จะเป็นแรงดึงดูด”คนเลว”เข้ามาในชีวิตของเรา
เราก็เลยได้คบแต่คนเลว

ดังนั้น..ทำตัวเราเองให้ดีก่อน
เพราะว่าถ้าเราเป็นคนเลว..
ถึงแม้เราอยากจะคบคนดีนะ..
เจอคนดีแล้ว..คนดีก็หนีเรา..!!
เพราะว่า”คนดี”เขาจะรู้จักแยกแยะว่า..ใครดี-ใครเลว
ไอ้นี่เลวมา..ฉันไม่คบ ฉันก็หลีกไป!

ถ้าเรายังทำตัวดีไม่ได้นะ! อย่าคิดเลยว่าจะมีคนดีมาคบ
คนดีก็อาจจะมาแค่สงเคราะห์เราบ้างบางคราว
แต่ถ้าเราไม่ยอมพัฒนาตัวเองนะ..
เขาก็สงเคราะห์ ๒-๓ ครั้ง แล้วเขาก็ปล่อยไปตามกรรม
“ให้มันรับกรรมของมันไป” ..ประมาณอย่างนี้นะ

เพราะฉะนั้น จะให้รู้จักคบเพื่อน คบกัลยาณมิตร..
ควรรู้จักมองให้ออกด้วยว่า..ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว
บางที’คนดี’กับ’คนเลว’นี่มันปนอยู่ในตัวเดียวกัน..รู้สึกมั้ย?
แม้แต่ตัวเราเองใช่มั้ย..!!
แม้แต่เราเองนี่มันก็มีทั้งเลวทั้งดีใช่มั้ย?
แล้วมองออกมั้ยว่า…ตัวเอง’ดี’ตอนไหน..ตัวเอง’เลว’ตอนไหน
..มองออกมั้ย?
ถ้ามองออกอย่างนี้ก็พอจะแยกออกได้ใช่มั้ย?
พอ’เลว’เกิดตอนไหน เราเห็นตอนนั้นเลยปั๊บ!..
อย่างนี้เขาเรียกว่า “มีสติ”แยกแยะความดีความเลวของตัวเอง
มีสติเมื่อไร ก็ดีทันที
ทีนี้ถ้าเราอยากจะคบคนดี..
เราก็ต้องทำตัวเองให้เป็นคนดี
ฉะนั้น ต้องมอง’ความเลว’ของตัวเองให้ออก

คือเรานี่นะ..มันไม่ใช่ว่าจะดีหมดทุกอย่างใช่มั้ย?
มันมีข้อดี ข้อเสีย ข้อบกพร่อง
ดังนั้น ถ้าเรามองข้อบกพร่องตัวเองไม่ออกนะ…
เราจะดียาก!
ความดีเป็นยังไงก็ไม่รู้อีกนี่นะ จะรักษาความดีไว้ก็ไม่ได้.. ยิ่งแย่เลย
ต้องแยกแยะให้ออกว่า
ไอ้เลวเป็นยังไง ไอ้ดีเป็นยังไง
แล้วเรามีเลวอะไรบ้างมีดีอะไรบ้าง

มองคนอื่นน่ะ มองง่ายนะ!
คนนี้น่ารัก คนนี้น่าคบ คนนั้นไม่น่าคบ..มองง่ายนะ
แต่มองเราตัวเองเนี่ย มันมักจะเข้าข้างตัวเองน่ะ
เราต้องตัดตัวเข้าข้างตัวนี้
ให้มองด้วยความเป็นกลาง
มองตัวเองให้เห็นตามความจริงว่า
ขณะนี้..“เรามี’ดี’อะไร…เรามี’เลว’อะไร”

ธรรมบรรยายโดย พระกฤช นิมฺมโล
“วิธีหากัลยาณมิตร..ขั้นแรก!”
เทศน์ ณ บริษัท ไทยประกันชีวิต ศรีราชา
วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๘

เปิดใจรู้รู้ซื่อๆ

เปิดใจรู้รู้ซื่อๆ

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๕
เปิดใจรู้รู้ซื่อๆ

ในระหว่างที่คุยธรรมะกันเนี่ย!
ผู้แสดงก็แสดงไปตามตรง
ตรงตามที่พระพุทธเจ้าแสดงเอาไว้ เปิดเผยเอาไว้
ผู้ฟังก็รับฟังด้วยใจซื่อๆ คือ เปิดใจรับฟัง
เปิดใจขอรับรู้ว่าพระพุทธเจ้าแสดงว่าอย่างไร
ไม่ได้ฟังเพื่อจำ..
แต่ฟังเพื่อเอามาทำ เพื่อมาให้เห็นจริงๆ

ท่านบอกว่า…ให้เปิดใจรู้ รู้ซื่อๆ รู้ตรงๆ
รู้ซื่อๆ รู้ตรงๆเนี่ย มาจากคำว่า..“อุชุปฏิปนฺโน”
เคยได้ยินมั้ย? ..รู้ซื่อๆ รู้ตรงๆ
“อุชุ” แปลว่า ตรง
รู้ไปตรงๆ ปฏิบัติตรงๆ ด้วยความซื่อตรง
ซื่อตรงต่อคำสอน ไม่ต้องไปปั้นแต่ง
ไม่ต้องไปตั้งท่า ไม่ต้องไปกีดกัน
เวลามีกิเลสนี่..เราตั้งท่ากีดกันมั้ย?
อยากให้มันดับมั้ย?
เราไม่รู้ตรงๆ ใช่มั้ย?

แต่ตอนที่จะมาดู เจริญสติจริงๆ นี่นะ..
ตอนนี้ไม่ต้องปั้นแต่ง ไม่ต้องหลอกตัวเอง
มีอะไรเกิดขึ้น…รู้ไปตามตรง
ไม่ต้องกลัวว่า…ตัวเองเลว
ไม่ต้องกลัวว่า…ตัวเองไม่ได้เรื่อง มันไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว!
มันมีกิเลสเยอะ…รู้ไปตามตรงนะ! รู้ไปตามตรง

ถ้าเราไม่ยอมรับ เราก็จะไม่เห็นของจริง
และไม่พัฒนาได้จริง
เราจะพัฒนาตัวเองได้ เมื่อรู้สิ่งผิด
กิเลสต่างๆ เป็นสิ่งผิด ไม่ต้องกลัว!
ถ้าปฏิเสธที่จะรู้สิ่งผิด จะไม่มีการพัฒนาเกิดขึ้นเลย!

การพัฒนาจะเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่า…มีความผิด
พอรู้สิ่งผิด มันจึงมีการ”รู้”ทันที..ตอนนั้นนะ!
“รู้”ปุ๊บ! ตอนนั้น…ถูกทันที
พอถูกทันที! ก็เริ่มมีสิ่งดีแล้วใช่มั้ย?
เริ่มมีสิ่งถูกแล้ว เดี๋ยวก็เผลอปั้นใหม่
มันจะมีผิดอยู่เรื่อยๆ นะ!
ให้ดูว่าตัวเองผิดอะไรบ้าง…

ธรรมบรรยายโดย …
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
จากธรรมบรรยายในหลักสูตร “คอร์สผู้บริหารนครสวรรค์”
ณ ศูนย์ฝึกอบรมการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
จ.ฉะเชิงเทรา
วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๗

วันทำงาน

วันทำงาน

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๔
“วันทำงาน”

ถ้าคนเราตั้งเป้าหมายในชีวิตถูกต้อง
วันทำงาน..ก็คือการทำงานเพื่อคนอื่นและเพื่อตนเอง
เพื่อคนอื่น..คือ ช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวโลก
และเพื่อตนเอง..คือ การสร้างบารมี
คนที่คิดว่า “งานนั้นคือการสร้างบารมี” คือ..
จะพอใจในผลของงานแท้ๆ
แต่ถ้าคนไม่คิดถึงตรงนี้
คิดแค่ว่า..ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียวนี่นะ!
จะเห็นว่า วันทำงาน..เป็นวันที่ทรมาน
วันหยุด..คือวันที่เราได้สุขสบาย เพราะไม่อยากทำ

การงาน..เป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ
แต่จำเป็นที่ต้องทำ เพราะต้องการเงิน
ทำให้ระหว่างทำงาน เป็นเวลาที่ทุกข์ทรมาน ขัดแย้งในใจ
ขัดแย้งใจตัวเองไม่พอ ขัดแย้งกับคนอื่นต่อไปอีก

แต่ถ้าเรามองงาน..มองธรรมชาติงาน..ตามผลของงานแท้ๆ…
ตั้งเป้าหมายให้ถูก มองงานให้ถูกต้อง
ผลของงานเป็นอย่างไร…
ให้พอใจในผลของงานจริงๆ
ทำผลงานสำเร็จไปเท่าไร ก็ยิ่งพอใจเท่านั้น!
ให้ดีใจว่ามีงานทำ!
งานหนัก…แสดงว่ามีงานทำอยู่
ยังมีเรี่ยวแรงทำงานได้…ให้ทำไป
เพราะงานที่เราทำนั้นเป็นการสร้างบารมี

ถ้าตั้ง “เป้าหมาย” อย่างนี้นะ!
จะไม่ท้อถอย ไม่ท้อแท้ในการทำงาน…จะยินดี
เวลาเห็นมีคนทุกข์เข้ามา จะยินดีเข้าไปช่วยเหลือ
เพราะเราต้องการจะปลดทุกข์ให้เขา…

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
ณ สวนธรรม ศรีปทุม จ.ปทุมธานี
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

คนรู้ใจตนเอง

คนรู้ใจตนเอง

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๓
“‪คนรู้ใจตัวเอง‬”

เรามาเรียนธรรมะ เพื่อรู้หลัก แล้วนำไปปฏิบัติ ไปฝึกจิตนะ!
วิธีก็คือ..สำรวมอยู่ในจิต
เวลาสำรวมอยู่ในจิต..ให้จิตมันมีที่อยู่
แล้วรู้ทันว่าจิตมันเผลอไป-ไหลออกไป
…รู้ทันจิต…
ไม่ต้องห้ามว่า..จิตอย่าไปรู้ข้างนอก..ห้ามไม่ได้
จิตมันข่มยาก..แต่ฝึกได้
จิตมันเกิด-ดับเร็ว มีธรรมดาที่จะรู้อารมณ์ที่ใคร่ ไม่ต้องห้ามมัน
แต่พอรู้อารมณ์แล้วเกิดกิเลส สำรวมเข้ามาสักครั้งหนึ่ง
รู้ทันว่า..เมื่อกี้จิตมันเป็นอย่างไร?
แหงะมาดูสักนิดหนึ่ง
แหงะมาดูบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ จิตจะได้รับข้อมูล…ข้อมูลที่แท้จริง!
ก็ต้องเห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นความจริง
ถ้าอดีต..มันต้องคิดนึกแล้ว..ใช่มั้ย?
เพราะอดีต..ผ่านมาแล้ว ไม่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้..ต้องคิดนึกเอา
อนาคต..ยังไม่เกิด! ก็ต้องคิดนึกใช่มั้ย?
วันนี้คนจะออกจากบ้านเยอะมากมั้ย?
รถจะติดมั้ย? กังวลมั้ย?
กังวล ! …ให้รู้ทันความกังวลนะ! นี่แหละ..ให้รู้ทันจิต
ขณะที่จิตเคลื่อนไป…
ถ้าเห็นทัน ตอนมันออกไป เห็นความเคลื่อนของมัน…
ตอนเห็นความเคลื่อนของมัน..จิตไม่เคลื่อน เพราะเห็นซะแล้ว !
มีสติ…รู้กิเลส มีสมาธิ…รู้จิตเคลื่อน
แล้วไม่ต้องบังคับ
ดูไปนะ!…..ฝึกนะ!
ฝึกให้เป็น“คนรู้ใจตัวเอง”

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายในหลักสูตร “เสียดาย..ตายไปไม่รู้ธรรม” ครั้งที่ ๒
ณ เขื่อนท่าทุ่งนา จ.กาญจนบุรี
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

จุดตั้งต้น

จุดตั้งต้น

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๒

“จุดตั้งต้น”
เวลาดูกิเลสหรือดูจิตเคลื่อนแล้ว..
ให้กลับมาที่วิหารธรรม..มาที่จุดตั้งต้น
เหมือนกับว่าเวลาดูลมหายใจ..ลมหายใจก็เป็นแค่จุดตั้งต้น
เวลาดูกายเคลื่อนไหวในท่าเดินจงกรม..กายที่เคลื่อนไหวตรงนั้นก็เป็นแค่จุดตั้งต้น

จุดตั้งต้น..สำคัญ แต่ไม่ใช่กุญแจ!
ไม่ใช่ว่า ทำตรงนี้ดีแล้ว ไม่เผลอไปไหนเลย
แล้วจะทำให้ไปสู่จุดหมายคือบรรลุมรรคผลนิพพานอะไร
มันเป็นเพียงแค่จุดตั้งต้น…
ถ้าไม่ตั้งต้นเลย ก็จะไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ก้าวหน้าเลย
แต่ถ้าจะเอาแต่ก้าวหน้า โดยไม่เริ่มที่จุดตั้งต้นเลย ก็ออกนอกทางหรือตกทางไปเลย
จุดตั้งต้น…
จะว่าสำคัญก็ไม่สำคัญ เพราะมันไม่ใช่จุดหมาย
จะว่าไม่สำคัญก็สำคัญ เพราะมันได้มีจุดเริ่มสังเกตว่าจิตมันเคลื่อนได้
มันสำคัญว่าเป็นจุดตั้งต้น..แต่ไม่ใช่ปลายทาง!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

อย่าสร้างทุกข์ที่ไม่มีขึ้นมาทับถมตน!!

อย่าสร้างทุกข์ที่ไม่มีขึ้นมาทับถมตน!!

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๑

อย่าสร้างทุกข์ที่ไม่มีขึ้นมาทับถมตน!!
ใจเรานี้มีธรรมชาติที่ปรุงแต่งอยู่เสมอ
การทำงานของจิตเราชอบที่จะปรุงแต่ง
มันจะปรุงแต่งได้ทั้ง “ปรุงดี” และ “ปรุงร้าย”

คนเราก็จะมีปรุงอย่างนี้แหละ!
มันจึงทำให้เกิดคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมาว่า…
ให้ระวัง! อย่าสร้างทุกข์ที่ไม่มี…ขึ้นมาทับถมตน
เพราะว่า…คนส่วนใหญ่จะถนัดปรุงร้าย
เห็นอะไร…ปรุง เห็นอะไรก็..ปรุง
แต่ส่วนใหญ่ปรุงขึ้นมาแล้วทับถมตน
ทำดี…ก็ปรุงดีตอนแรก
แล้วก็พลิกมากลายเป็นปรุงร้ายทับถมตนเองก็มี
เห็นเขาสงสารเขา อยากช่วยเขา
พอเขาไม่ยอมรับความช่วยเหลือ กลายเป็นโกรธเขาก็มี
ทีแรกก็ปรุงดี…พอเขาไม่รับ โกรธเขา พลิกกลับมาเป็นปรุงร้าย
มันพร้อมที่จะสร้างทุกข์ให้ตนเองอยู่เสมอ
ท่านจึงให้ระวังตัวนี้!!

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมในหัวข้อเรื่อง “ความสุขสร้างได้ด้วยใจเราเอง”
โรงพยาบาลสมุทรปราการ
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558

สุข…ดี…สงบ

สุข…ดี…สงบ

วรรคทอง…วรรคธรรม #๑๐

สุข…ดี…สงบ
3 ตัวนี้ …ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง
เป้าหมายปลายทาง คือ ให้เกิดปัญญาเห็นว่า…
สิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ไม่ใช่ไปเจอเอาของดี..แล้วเก็บเอาไว้ รักษาไว้ ประคองไว้
เห็นว่าสงบแล้ว รักษาภาวะอันนี้ของความสงบเอาไว้
ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นแค่ทางผ่าน
ทำไปแล้วจะเจอความดี ความสุข ความสงบ อันนี้
แต่ว่าไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่เจอแล้ว ประคองเอาไว้ รักษาเอาไว้
มันจะเสื่อมก็ได้ มันจะดับก็ได้
ให้มันเสื่อม ให้มันดับไป ให้เห็นความจริง
ดี..เดี๋ยวก็ไม่ดี สุข..เดี๋ยวก็เป็นทุกข์ สงบ..เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน
ให้ดูอย่างนี้…

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๗

ความโกรธ

ความโกรธ

วรรคทอง…วรรคธรรม #๙

“ ความโกรธ ”
ความโกรธ นั้นทำหน้าที่อยู่ 2 อย่าง
1. ทำลายสิ่งที่ถูกรู้ คือ ทำลายอารมณ์นั้น
และ.. 2. ทำลายจิต !
เมื่อจิต คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ …
จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์ อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้..
เมื่อมีความโกรธขึ้นมา… มันทำลายหมดเลย !
ทำลายอารมณ์ด้วย ..
ทำลายจิตเองด้วย !!
มีความโกรธขึ้นมา..ใจนั้นถูกทำลายไปแล้ว
จิตที่มีความโกรธเกิดขึ้น..พร้อมกันนั้นก็ถูกทำลาย.. ทำให้ ‘ทุกข์’
จิตขณะนั้นจึงเป็นทุกข์ทันที
ทุกครั้งที่มีความโกรธ… จิตถูกทำลาย ถูกทำร้าย
เป็นจิตเสีย และมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นประกอบพร้อมทันที
โดยไม่ต้องเรียกของแถมจากไหนเลย
นี่ ความโกรธ…
ถ้าไม่เห็น.. มันก็จะทำลายอยู่นั่นแหละ!
ทำลายจิตตัวเอง แล้วก็ไปทำลายคนอื่น
ทำให้คนอื่นโกรธ ก็มีจิตคนอื่นที่ถูกทำร้าย
แล้ว(จิตคนนั้น)ก็ไปทำลายคนอื่นต่อ …เป็นวงจรอุบาทว์
ความโกรธ… ถ้าไม่เห็นมัน มันก็ยังคงคุกคาม ครอบงำ
ทำลายทั้งตัวเองและทำลายสิ่งที่ถูกรู้นั้นอยู่เรื่อยๆ
จนกว่าจะเปลี่ยนอารมณ์ใหม่ เป็นอารมณ์ที่น่าพอใจ
หรือเปลี่ยนสิ่งรู้ใหม่
เพราะฉะนั้น …สิ่งที่เราจะต้องทำ ต้องฝึก
คือให้รู้ว่า..แม้แต่ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว มันทำลายตัวเองแล้ว..
แต่มันก็มีคู่ปรับ เรียกว่า “สติ”
“สติ” มีหน้าที่รักษาจิต
เพียงแต่สร้างสติ ขึ้นมาบ่อยๆ
เมื่อมีความโกรธ หรือมีอกุศลเกิดขึ้น ให้มี “สติ” ไว้ !

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๔

วรรคทอง…วรรคธรรม #๘

วรรคทอง…วรรคธรรม #๘

วรรคทอง…วรรคธรรม #๘

อย่ายึดมั่น…ในขันธ์ที่เป็นอดีต
อย่ายึดมั่น…ในขันธ์ที่เป็นอนาคต
และแม้ปัจจุบันเองก็…อย่าไปยึดมั่น

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย

แสงสว่างของพระพุทธเจ้า

แสงสว่างของพระพุทธเจ้า

วรรคทอง … วรรคธรรม #๗

“…แสงสว่างของพระพุทธเจ้า…”
ธรรมะ…ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของพระนะ!
ธรรมะ…เป็นเรื่องของทุกคน
เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ช่วยแสดงวิธีการที่จะออกจากทุกข์
เวลาเรามีความทุกข์ขึ้นมา ถ้าเราไม่รู้วิธีออกจากทุกข์
มันน่าสงสารจริงๆ
มันมืดตื้ดตื๋อ หาแสงสว่างไม่ได้
น่าสงสารจริงๆ
ที่ว่า…แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
แม้อยู่ไกลลิบ สว่างนิดหนึ่ง ก็มีคุณค่า…
“…แสงสว่างของพระพุทธเจ้า…”
ไม่ใช่แค่ปลายอุโมงค์ แต่เจิดจ้าไปทั่วโลก
เพียงแต่เราลืมตาดูหรือยัง ? เปิดหูฟังหรือเปล่า ? …เท่านั้นเอง

ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย
วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

พุทธปณิธาน

พุทธปณิธาน

วรรคทอง…วรรคธรรม #๖

“พุทธปณิธาน”
“พ้นทุกข์”…นี่คือเป้าหมายของชาวพุทธ
เป็นเป้าหมายที่พระพุทธเจ้าตั้งปณิธาน
เอาไว้ว่า “จะช่วยให้คนพ้นทุกข์”
ถ้าท่านพ้นแล้ว จะช่วยให้คนอื่นพ้นด้วย
ถ้าเราจะทำตัวเองให้สมกับพุทธปณิธาน
ต้องตั้งเป้าว่า … “เราจะพ้นทุกข์ให้ได้ ”
ไม่ใช่…แค่เป็นคน คนอยู่กับโลก
แค่มีกิน มีใช้ สุขสบายแล้วตายไป
ทิ้งสมบัติให้ลูกหลาน แค่นี้ไม่พอ!
ต้องถึงขนาดที่ว่า… เกิดมาชาตินี้พบพระพุทธศาสนานี่นะ! ต้องใช้ชีวิตให้สมกับพุทธปณิธาน

ธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมในงานเปิดนิทรรศการศิลปะธรรมะ
“จิด-ตระ-ธานี เกิด จุติ” ครั้งที่ ๒ หอศิลป์ เซเว่นรังสรรค์ อาคารธาราสาทร กรุงเทพฯ
วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๗