#นิมฺมโลตอบโจทย์ เล่ม ๑ #อกหัก #รักแบบราคะ #รักแบบมีเมตตา #ความรักทำให้เกิดทุกข์ ถาม : อกหัก ผิดหวังจากความรัก ควรทำอย่างไรดี? ตอบ : ต้องมาสำรวจตัวเองดูก่อนนะ เวลาเราอกหักเนี่ยเราคิดอะไร? เราคิดว่าเขาไม่ดี เขาเลว หรือว่าเราคิดว่าเราเลว เราไม่ดี เราเอาอารมณ์ที่ผิดหวังอันนี้นะ วางไว้ก่อน เรามาลองประเมินตัวเอง แบบใจสบายๆ ใจเป็นกลาง ดูสิว่าเราบกพร่องอะไร? หรือว่าเขาเอง ไม่ดี หาคำตอบดูว่า ความไม่ดีมันอยู่ที่ใหน? ถ้าความไม่ดีอยู่ที่เขา แสดงว่า เป็นบุญของเราแล้วที่เขาไป แต่ถ้าความไม่ดีอยู่ที่เรา ก็เป็นโอกาส ที่เราจะมาสำรวจตัวเองว่า ความไม่ดีอันนั้นคืออะไร? และควรจะ ปรับปรุงอย่างไร? พอเราปรับปรุงตัวเองแล้ว ดีไม่ดีคนนั้นถ้าเขาเก่งจริง เห็นเราปรับปรุงตัวแล้วเนี่ย เขาอาจจะกลับมาก็ได้ หรือคนนั้นเขา ไปแล้วไปเลย มีคนใหม่ที่สายตาดีเห็นความดีของเรา กลับเข้ามาใน ชีวิตเราได้ แต่ถ้าเรามัวแต่มองคนอื่นว่า เขาไม่ดี ไม่ยอมมาดูตัวเองว่า แล้วเราล่ะเป็นยังไง ทำไมเขาถึงไม่ยอมอยู่กับเราต่อ อย่างนี้ก็เท่ากับว่า ใช้โอกาสตอนที่อกหัก สร้างโทสะ ทำร้ายตัวเอง การอกหักเป็นเครื่องยืนยันว่า “ความรักทำให้เกิดทุกข์” ตอนรักแรกๆ ก็มีสุขดี แต่พอสูญเสียสิ่งที่รักไป เกิดทุกข์เสมอ แสดงว่า ‘รัก’ ที่เรารัก อยู่เนี่ย มันเป็นรักที่พร้อมจะเกิดทุกข์ มันไม่ใช่ ‘รัก’ ที่ พระพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญ ‘รัก’ ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญเป็นอย่างไร? ความรักมีสองแบบ คือ ‘รักแบบเมตตา’ กับ ‘รักแบบราคะ’ สำรวจตัวเองว่า เรารักเขา เนี่ย ‘รักแบบเมตตา’ หรือ ‘รักแบบมีราคะ’ ‘รักแบบมีเมตตา’ คือปรารถนาให้เขามีความสุข เมตตากับคนไหน เรา ก็ต้องการให้คนนั้นมีความสุข ถ้าเป็นแม่กับลูก แม่ก็ปรารถนาให้ลูก มีความสุข เป็นเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนก็ปรารถนาให้เพื่อนมีความสุข คือปรารถนาให้บุคคลที่เราเมตตาด้วยเนี่ย..มีความสุข ถ้าราคะ คือปรารถนาให้เขามาทำให้เรามีความสุข ต้องมีเขาอยู่ด้วย ต้องมีเขานั่งตรงนี้ ต้องมีเขามาคุย ต้องมีเขามาอยู่ในชีวิต ฉันจึงจะ มีความสุข อย่างนี้เรียกว่า…มี ‘ราคะ’ ฉะนั้นให้พัฒนาตัวเอง เราจะพัฒนาให้ตัวเองมีความรักมากขึ้นโดย การ ‘รักแบบมีเมตตา’ ถ้าเขามีความสุขกับคนอื่น..ยินดีด้วย ถ้าเรา มีความรักตั้งต้นที่ดี คือมีเมตตา มันจะมีกุศลธรรมอย่างอื่นติดตามมา มากมายเลย เช่นว่า มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา ติดตามมา ไม่ใช่จม อยู่กับความรักแบบเดียว คือราคะ ถ้ามีความรักแบบราคะอย่างเดียว มันเป็นเหตุให้เราเกิดความทุกข์อยู่เสมอ ฉะนั้นพัฒนาจิตใจตนเองนะ! ให้มีความรักแบบมีเมตตา เมตตาให้ครบ ก็ต้องเมตตาตนเองด้วย พัฒนาตัวเองให้ดูดี ไปออกกำลังกายบ้าง พัฒนาสติด้วยการฝึกรู้ทันใจที่เผลอไปคิดถึงเขา เผลอทีไรก็ทุกข์ทุกที แต่รู้ทันทีไรทุกข์นั้นก็ดับทุกที รู้บ่อยๆ ไม่นานก็จะเห็นว่า อกหักก็ ไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป พร้อมกันนั้นก็เข้าใจโลกมากขึ้น พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบโจทย์ ในรายการทีวี ธรรมปทีป WBTV วัดยานนาวา Shortlink: December 7, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ขอกับอธิษฐานแยกแยะให้ออก #ถาม : “การอธิษฐาน” ต่างจาก “การขอ” อย่างไร? #ตอบ : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยเข้าใจผิดปนเปกัน เวลาเราไปสถานที่ที่เราเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนสักที่หนึ่ง เราก็จะไปอธิษฐาน..ไปขอ ขอได้ก็จะมาแก้บน ประมาณอย่างนี้นะ อันนี้ผสมปนเปกันไป *** คำว่า “อธิษฐาน” จริง ๆ แล้วในทางพระศาสนา แปลว่า “ตั้งใจมั่น” ตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะทำ แต่การ “ขอ” เนี่ย..ไม่สื่อถึงการ “ทำ”! การ “ขอ” เป็นการบอกความต้องการของตน แล้วให้คนอื่นทำให้ *** เช่นว่า เชื่อว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ มีเทวดาผู้มีศักดาใหญ่ ๆ เราก็ไป “ขอ” กับเทวดาที่นั่น ให้ท่านทำให้ แล้วเราก็รอ.. รอเสร็จแล้ว ถ้าได้สมประสงค์ ก็จะมาแก้บน ถ้าไม่สมประสงค์ ก็แสดงว่าไอ้ที่เราบนไว้เนี่ย น่าจะไม่ถูกใจท่าน ก็ไปหาสิ่งอื่น ที่บนแล้วน่าจะถูกใจเทวดาองค์นี้ การ “ขอ” ก็เรียกว่า ผู้ขอต้องคอยพะเน้าพะนอผู้ที่เราไปขอ แต่ไม่ทำเหตุให้ถึงสิ่งที่เราต้องการจะได้ !! นึกออกไหม? แต่เป็นการเอาอกเอาใจผู้ที่เราไปขอ ประมาณว่าให้ท่านดลบันดาลให้ แต่เราไม่ทำ !! การ “ขอ” ไม่สื่อถึง “ทำ” แต่..การ “อธิษฐาน” ในทางพระศาสนา หมายถึง “ทำ” เช่น พระอธิษฐานจำพรรษา การอธิษฐานจำพรรษา คือ จะอยู่ ณ อาวาสใดอาวาสหนึ่งตลอด ๓ เดือน – จะทำ ในที่นี้คือ จะทำการอยู่ประจำที่ หรือตอนที่พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ พระองค์อธิษฐานว่า “จะนั่งทำความเพียรอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่บรรลุ ไม่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะไม่ลุกไปไหน แม้ร่างกายเลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที ก็จะไม่หยุดความเพียร ไม่ลุกไปไหน” นี่เป็นการอธิษฐานเพื่อ “ทำ” ทำอะไร? “ทำกรรมฐาน” ณ ตรงนี้ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์นี้ อธิษฐานเพื่อทำ! เพราะฉะนั้น การอธิษฐานเนี่ย ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการตั้งใจเด็ดเดี่ยว หรือ อีกอย่างหนึ่งก็คือ มีเป้าหมายแน่วแน่ ชัดเจน..ว่าจะทำอะไร? อธิษฐานแล้วมันมีประโยชน์ตรงที่ว่า.. เมื่อมีเป้าหมายชัดเจนแล้ว ถ้ามีอะไรมารบกวน จะไม่ใส่ใจในสิ่งรบกวนนั้น หรือ อาจจะใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ไม่ไปเสียเวลากับสิ่งรบกวนนั้นนาน เหมือนกับเรามุ่งเดินทางไป แล้วมีหมาเห่า มีสุนัขเห่าอยู่ข้างทาง เราก็แค่ “เออ.. สุนัขเห่า” แต่เป้าหมายเราอยู่ตรงนี้ เราก็ไม่ใส่ใจที่จะไปทะเลาะกับหมา ไม่ไปทะเลาะกับสุนัข แล้วก็มุ่งหน้าจะเดินทางไปสู่เป้าหมายข้างหน้า การมีเป้าหมายก็คือ มีการอธิษฐาน..ตั้งใจมั่นว่าจะทำอะไร ? เหมือนอย่างพระโพธิสัตว์ตั้งเป้าหมายว่า “จะสั่งสมบารมี เพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต” การอธิษฐานก็เป็นหนึ่งในบารมี ที่พระองค์ตั้งเอาไว้ว่า จะต้องทำการตั้งใจมั่นว่า “ไม่ว่าจะสร้างบารมีอะไร..ก็เพื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ” การตั้งใจมั่นอย่างนี้ ถ้าท่านมีอธิษฐานบารมี ท่านก็มีความเด็ดเดี่ยวในการสร้างบารมี แม้จะยากลำบาก ต้องสละชีวิต สละเลือดเนื้อ สละดวงตา สละบุตรภรรยา สละราชสมบัติ ..อะไรก็แล้วแต่ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำ มีกำลังใจที่จะทำ เพราะมองเห็นประโยชน์ มองเห็นเป้าหมายที่จะทำ มีความมุ่งมั่น มีเจตนาที่เป็นกุศล “อธิษฐาน คือ เจตนาที่เป็นกุศล” แล้วมันจะพาให้ถึงการกระทำ เพื่อไปสู่จุดหมาย คือ ตรงตามเจตนานั้น ที่กำกับไว้ว่าต้องเป็น “กุศล” เพราะว่า บางทีมีบางคนเหมือนจะมีเป้าหมายที่แน่วแน่ แต่เป็น “อกุศล” อย่างนี้ “ไม่จัดว่าเป็นอธิษฐาน” เช่น “แค้นนัก ต้องแก้แค้นให้ได้!” ไอ้อย่างนี้ไม่ใช่อธิษฐาน อย่างนี้เรียกว่า “ผูกโกรธ” ต้องแยกให้ออกว่า “อธิษฐาน คือ เป็นการตั้งใจมั่น ในทางที่จะทำประโยชน์ หรือทำกุศล” แต่ถ้าไปทำอกุศล – ไปทำบาป – ไปจองเวรกัน..อย่างนี้ไม่ใช่เรียกว่าอธิษฐาน!! ต้องแยกแยะให้ออกด้วย สรุปแล้วคือ “อธิษฐาน” เนี่ย..ตั้งใจที่จะทำ แต่การ “ขอ”..ตั้งใจที่จะไม่ทำ แต่ให้คนอื่นทำให้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคนตัวเบา EP.139 ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=Tt5omh2pyGs&feature=youtu.be (นาทีที่ 6.05-10.50) Shortlink: December 6, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ??? #ปรับทัศนคติของการทำกุศล การทำกุศลที่ได้อานิสงส์มากจริงๆ ก็ควรคำนึงด้วยว่า ไม่ใช่ทำเพื่อเอาเข้าตัว-เสริมตน หรือ”งกบุญ” แต่จะทำด้วยความเข้าใจในคุณค่าของสิ่งที่ทำ และเป็นไปในลักษณะ “สละออก” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่มา: นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒ หน้า ๓๘ (บรรทัดที่ ๘-๑๐) Shortlink: December 4, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #บุพการี #บุคคลที่หายาก ??? #ถาม : บุคคลที่หายากต้องประกอบอะไรบ้าง และวิธีปฏิบัติที่จะเป็นบุคคลที่หายากทำอย่างไร? #ตอบ : บุคคลที่หายาก แง่หนึ่งเรียกว่า “บุพการี” “บุพการี” แปลว่า บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน เป็นผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นบุคคลที่หายาก คือ ยากที่จะมีใครทำดีกับเราก่อน ยากที่จะมีคนดูแลเราตั้งแต่เกิด คนที่เกิดมาแล้วมีคนดูแลเนี่ย เราได้คนที่หาได้ยาก อย่างน้อย ๆ คือมีพ่อมีแม่ ถ้ามีเกินกว่านั้น เช่นเป็นพี่หรือญาติมาช่วยกันดูแล บุคคลเหล่านั้นก็นับว่าเป็นผู้ที่หายากเช่นกัน เป็นบุพการีเพราะเป็นผู้ที่ทำคุณกับเราก่อน โดยที่เราไม่ได้ร้องขอ หรือแม้แต่ร้องขอก็เถอะ ถ้าเขาช่วย เขาก็คือบุคคลที่หาได้ยาก ***ใครจะมาเลี้ยงดูตั้งแต่ตอนเด็กแบเบาะ..ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของ “หน้าที่” ของคนที่ทำให้เราเกิด เขาอาจจะทำให้เราเกิด แล้วไม่เลี้ยงก็ได้!! แต่พอเขาทั้งให้กำเนิดด้วยและเลี้ยงดูจนเติบโตด้วยเนี่ย คือ “พ่อแม่เป็นบุคคลที่หายาก..เป็นบุพการี” *** ในครอบครัว พ่อแม่เป็นบุพการี เป็นบุคคลที่หาได้ยาก ทำไมถึงหายาก? พ่อตายไปแล้ว หาพ่อแทนได้ไหม..ไม่ได้ แม่ตายไปแล้ว หาแม่แทนได้ไหม..ไม่ได้ ญาติ ๆ เราตายไปแล้ว หาญาติแทนได้ไหม ก็หาได้ง่ายขึ้นหน่อยนะ แต่พ่อแม่เนี่ยหายากสุด ถึงได้พูดว่าเป็นผู้ที่หาได้ยากในแง่ที่ว่า มาทำคุณกับเราก่อน..หายากมาก เพราะฉะนั้นใครทำคุณกับเราก่อน บุคคลนั้นเป็นบุพการี-บุคคลหาได้ยาก หน้าที่ของเราผู้ได้รับการอุปการะก่อนก็คือ ต้องกตัญญูก่อน รู้คุณก่อน “กตัญญู” แปลว่า รู้คุณท่าน รู้คุณเฉย ๆ ไม่พอ ยังไม่พอ “อ้อ.. รู้แล้วว่ามีคุณ” แค่นี้ไม่พอ ต้อง “กตเวที” ด้วย เพราะฉะนั้น มีคำ ๒ คำนะ กตัญญู กับ กตเวที “กตเวที” คือ สนองคุณท่าน มีการกระทำเพื่อตอบแทน สำหรับวิธีกระทำเพื่อตอบแทนพ่อแม่ ก็ได้แก่ 1. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เราก็ทำการเลี้ยงดูท่านตอบ 2. ช่วยทำกิจของท่าน ขวนขวายในกิจการงานของท่าน สมัยก่อนเนี่ยจะชัดเจนเลย ถ้าพ่อแม่มีกิจการอะไร ลูกต้องช่วย แต่เดี๋ยวนี้บางทีพ่อแม่ทำอย่างหนึ่ง ลูกเรียนอีกอย่างหนึ่ง จบแล้วไปทำอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อย ๆ เมื่อมีโอกาสหาเงินมาได้ ก็มาช่วยกันออกค่าใช้จ่ายบ้าง อย่างนี้ก็ใช้ได้ 3. ดำรงวงศ์สกุล หมายถึงรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเอาไว้ 4. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท 5. ถ้าพ่อแม่แก่เฒ่าไปก็ทำการเลี้ยงดูพ่อแม่ อุปถัมภ์เลี้ยงดูพ่อแม่จนตาย ตายแล้วก็ยังไม่หมดหน้าที่นะ บุญคุณไม่ได้หมดไปแค่เพียงเพราะพ่อแม่ตายนะ เราเนี่ยเป็นผลผลิตจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่..เรายังอยู่ ผลงานท่านยังอยู่ ถ้าท่านไม่เลี้ยงดูตอนเราเป็นทารก ไม่ได้พาเราไปหาหมอตอนเราป่วย เราจะไม่อยู่ถึงขนาดนี้ ฉะนั้นแม้ว่าพ่อแม่จะตายไปแล้วก็ตาม แต่บุญคุณท่านยังค้างคาอยู่ บุญคุณเนี่ยยังมีปรากฏอยู่ ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตนี้อยู่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าพ่อแม่ตายแล้วเลิกกัน งานของลูกที่ทำต่อไปในคราวที่พ่อแม่ตายคือ ทำบุญอุทิศให้ กรณีที่พ่อแม่อาจจะพลาด ไปเกิดในอบาย ก็ยังมีโอกาสที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ให้พ้นจากอบาย ด้วยการที่ทำบุญแล้วก็อุทิศให้พ่อแม่ พ่อแม่อนุโมทนาแล้ว ก็จะเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ ไปสู่สุคติ ท่านไปสู่สุคติแล้ว ก็ยังไม่หมด ไม่ใช่ว่าหมดธุระของเราแล้ว เราก็ยังต้องทำบุญให้ท่านดู ให้ท่านได้มั่นใจ ได้พอใจว่า เออ.. ลูกหลานที่อยู่ในโลกนี้ ยังเจริญรอยตามท่าน ยังทำดีจนเป็นที่หมดห่วงกังวล เพราะฉะนั้นถ้าลูกที่มีชีวิตอยู่ แล้วพ่อแม่ที่ตายไปแล้วเนี่ยบางทีก็ยังมีใจผูกพัน ถ้าลูกเกะกะระราน ทำตัวเป็นภาระสังคม พ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์ พอมองลูก..ก็ไม่สบายใจ ยังเป็นห่วงเป็นกังวล อย่างนี้ไม่ใช่เป็นการกตัญญูกตเวที เพราะฉะนั้นถ้าลูกที่ดี ควรจะทำการกตัญญูกตเวทีด้วยการประพฤติตนให้เป็นที่เบาใจของพ่อแม่ แม้ท่านตายไปแล้ว แล้วทำบุญอุทิศให้ท่านสม่ำเสมอ..สม่ำเสมอนะ ไม่ใช่แค่ทำตอนทำบุญ ๗ วัน แล้วก็เผา แล้วก็เลิกกัน ไม่ใช่แค่นั้น หรือว่า ๕๐ วัน แล้วมาทำอีกที แล้วพอ!.. ก็ไม่ใช่นะ ต้องหาโอกาสทำบุญสม่ำเสมอ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เกิดบุญอะไรขึ้นมาครั้งใด ให้อุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ด้วย นี่คือ บุพพการีในระดับครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้เมื่อมองในภาพกว้าง ในสังคมใหญ่ ๆ ในระดับสังคม ระดับประเทศ ยังมีผู้ที่เป็นบุพการีกับเราอีกมากมายเลย เรามีแผ่นดินอยู่ได้เพราะมีบรรพชน มีบุคคลที่เป็นบุพการีที่รักษาแผ่นดินนี้ไว้ พระมหากษัตริย์ทุก ๆ พระองค์ ทหารทุก ๆ คน บรรพบุรุษทุก ๆ ท่าน ที่ช่วยกันดูแลรักษาแผ่นดินนี้ไว้ ทำให้เรามีแผ่นดินอยู่ อย่างไม่ต้องเป็นทาสใคร อย่างไม่ต้องถูกกดข่ม หรือข่มเหงด้วยอำนาจของคนต่างชาติ ไม่เหมือนกับชาติอื่น ที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของต่างชาติ ประชาชนจะอยู่อย่างเป็นทุกข์มาก แต่เราเนี่ยอยู่อย่างสุขสบาย มีที่ดินอยู่อาศัย มีบ้านเมืองที่สงบร่มเย็น เป็นเพราะมีบรรพบุรุษผู้เป็นบุพการี ทำคุณแก่เราก่อน โดยที่เรายังไม่ได้ทำให้ท่านเลย เราจึงควรเป็นผู้กตัญญู คือรู้คุณของบุคคลผู้ที่รักษาแผ่นดินนี้ไว้ พระมหากษัตริย์ทุก ๆ พระองค์ บรรพบุรุษทุก ๆ ท่าน นอกจากจะรักษาแผ่นดินนี้แล้ว ยังรักษาศาสนาด้วย มีแผ่นดินอยู่แต่ถ้าไม่มีศาสนาเอาไว้พัฒนาจิตใจ ไม่รู้บุญรู้บาป ไม่รู้คุณรู้โทษ ไม่รู้จักวิธีพัฒนาจิตใจพัฒนาตน มันก็กลายเป็นว่า อยู่แบบเบียดเบียนกัน อยู่แบบใครมือยาวสาวได้สาวเอา คนไร้โอกาสก็ยิ่งไร้โอกาสมากขึ้น คนที่ได้โอกาสก็หาโอกาสได้มากขึ้น เบียดเบียนกันมากขึ้นอย่างนี้นะ สังคมแม้จะอยู่ได้ แต่ก็อยู่ด้วยการมีทุกข์มาก หลายสังคมเลยที่อยู่ด้วยการที่แต่ละฝ่ายเหยียดหยามกัน บางทีเหยียดหยามแค่เฉพาะสีผิว เนี่ย..ดูสิ! ของเราไม่มีเลย ไม่มีการเหยียดผิวกันเลย ไม่มีการเหยียดเชื้อชาติกันด้วย จะเป็นเชื้อแขก เชื้อไทย เชื้อจีน เชื้อญวน มาอยู่ในเมืองไทยนี้ เราเรียกว่าเป็นคนไทยทั้งหมด จึงเรียกว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” เป็นเพราะบรรพบุรุษสร้างขนบประเพณี แล้วก็สร้างมาตรฐาน ในการอยู่ร่วมกันของคนไทยเอาไว้ บรรพบุรุษของเรามีพระคุณมาก มีศาสนาเป็นเครื่องค้ำชู มีแผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัย เราระลึกถึงพระคุณของบุพการีเหล่านี้หรือยัง? ทำการกตัญญูหรือยัง? และกตเวทีหรือยัง? ..อย่าได้เป็นคน “อกตัญญู” ต้องเป็นคน “กตัญญู” ให้ได้ เมื่อเป็นผู้ที่ “กตัญญูกตเวที” ก็จะชื่อว่าเป็นคนดี และเป็น “บุคคลที่หาได้ยาก” อีกประเภทหนึ่ง ในเรื่องของ “บุคคลที่หาได้ยาก” ที่โยมถามมา ก็ตอบเท่านี้ก่อน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/2774644969522665 (นาทีที่ 1.43.40-1.51.45) Shortlink: December 3, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม เรื่อง #วงจรควายๆ โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? ขั้นตอนที่จะไปละกิเลสได้ มันต้องมีการเตรียมจิตให้พร้อมที่จะเจริญปัญญา ตรงนี้เรียกว่า “จิตตสิกขา” ขั้นตอนนี้เราทำผิดกัน แทนที่จะเตรียมจิตให้พร้อมที่จะไปเจริญปัญญา เรากลับเตรียมจิตให้ “เคลิ้ม” บ้าง “เครียด” บ้าง มันก็เลยวนเวียนอยู่กับ “วงจรควายๆ” รับฟังคลิปแสดงธรรม “วงจรควายๆ” ได้ที่ลิงค์ https://bit.ly/3lqAKR3 บรรยาย ณ พระธาตุโกฏิแก้ว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ Shortlink: December 1, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
#คลิปแสดงธรรม #ชวนแม่สวดมนต์ #สวดมนต์อย่างไรให้ได้ปัญญา โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เดี๋ยวจะชวนสวดมนต์แบบที่อาตมาสอนกับโยมแม่ เอาไหม? ลองไหม? ที่อาตมาสอนโยมแม่เนี่ยนะ คือ สวด “อิติปิโส ๙ จบ” แล้วก็ต่อด้วย “สฺวากขาโตฯ” แล้วก็ “สุปะฏิปันโนฯ” อาตมาเวลาสวดกับโยมแม่เนี่ย ตอนที่สวดจริง ๆ มีพระ ๓ รูป กับโยมอีก ๑ คน เพราะฉะนั้น จะสวดแบบเว้นวรรค.. “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ” เว้นวรรค “วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู” เว้นวรรค เพราะว่าถ้าสวดยาว ๆ ต้องมีพระหลายรูป แล้วแอบหยุดได้ ถ้าเราสวดคนเดียวนะ มันต้องหยุดแบบตั้งใจหยุดก็คือ หยุดแบบเว้นวรรค ใครไม่เคยสวดแบบเว้นวรรค ให้ฟังอาตมา สักรอบหนึ่งก่อน แล้วก็อีก ๘ รอบ ค่อยออกเสียง หลักเกณฑ์คือว่า ถ้าสามารถทำได้ก็คือ สวดไปเนี่ย “มีบทสวดถูกสวดอยู่ แล้วมีจิตผู้สวดอยู่ต่างหาก” อย่างนี้นะ ถ้าเริ่มต้นด้วยอย่างนี้ได้นะ..ดีมาก คือ สวดด้วยจิตตั้งมั่น ใจไม่ไหลไปหาบทสวด สวดก็สวดไปนะ บทสวดถูกสวด มีจิตเป็นผู้สวดอยู่ต่างหาก ถ้าเริ่มอย่างนี้ได้..ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ อนุโลมให้ใจไปรวมอยู่กับบทสวดก่อน อันนี้น่าจะง่ายกว่า คือ สวดไป ใจรวมอยู่กับบทสวด “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ” เนี่ยนะ ใจรวมอยู่กับบทสวดนะ แล้วถ้าจิตผิดไปจากนี้เมื่อไหร่ คือผิดไปจากบทสวดนี้เมื่อไหร่ ให้รู้ทัน! บางทีมันจะผิดในลักษณะที่ว่า มันไปคิด บางทีก็ไปฟัง บางทีอาจจะฟังเสียงคนข้าง ๆ นี่แหละ ไปติเขา.. “หือ.. เสียงแปร๋นเชียว” อะไรอย่างนี้นะ “คนนี้สวดผิดจังหวะ เนี่ย..แสดงว่าไม่ค่อยได้ซ้อมเลย” อย่างนี้นะ จิตไปรับรู้สิ่งอื่นนอกจากบทสวดเมื่อไหร่ให้รู้ทัน หรือบางทีก็ “เสียงเพราะจังเลย” ไปชื่นชมเขาก็ได้นะ ชื่นชมมันก็ไม่ใช่บทสวดอยู่ดี นึกออกไหม? ไม่ว่าจะคิดนึก ดีหรือไม่ดีก็ตาม มันคือไม่ใช่บทสวด ให้รู้ทัน!! เพราะฉะนั้น ที่มันจะเผลอ ส่วนใหญ่ก็เผลอคิดนี่แหละ แต่มันก็อาจจะเผลออย่างอื่น คือ เผลอไปได้ยิน เผลอไปดู มีบ้างเหมือนกัน แต่ไม่มาก เผลอไปดมเนี่ย โอกาสน้อยมาก นอกจากคนข้าง ๆ ตั้งใจ กลั้นไม่ไหว แอบปล่อยกลิ่น เพราะฉะนั้น ความเผลอที่จะเกิดบ่อย ๆ ก็คือ จิตมันคิดนึกในระหว่างที่สวดมนต์ ให้รู้ทันจิตที่มันรับรู้สิ่งอื่น นอกจากบทสวดมนต์ โดยไม่บังคับ! มีบทสวดมนต์เป็นเพียงแค่ “เครื่องเทียบ” .. ว่า “จิตถ้าผิดจากนี้ จะรู้ทัน แล้วรู้เฉย ๆ” อย่าไปแก้ไข! อย่าไปดัดแปลง! อย่าไปดึงกลับมา! เพราะจิตที่รู้นั้น มันเป็นปัจจุบัน จิตที่เผลอเป็นอดีตไปแล้ว ไม่ต้องไปแก้ไขจิตอดีต แล้วจิตที่รู้นั้นก็ดับ แล้วเอาจิตปัจจุบันดวงใหม่มาสวดต่อ นึกออกไหม? ไม่ทำอะไรเลยนอกจาก “รู้” ถ้าทำเกินรู้ ให้รู้ทันด้วยว่า มัน “ทำเกินรู้” *** มีงาน ๒ งาน.. – งานแรก คือ สวดมนต์ แล้วพอจิตที่ผิดจากบทสวดมนต์ให้รู้ทัน – งานที่สอง คือ ถ้ามันรู้ แล้วมันรู้ไม่ใช่เฉยๆ ทำเกินรู้ ให้รู้ทันด้วยว่า อันนี้มันรู้ด้วยใจไม่เป็นกลาง *** ถ้ารู้ด้วยใจเป็นกลาง คือ รู้เฉย ๆ ไม่นาน จะเกิดปัญญาแน่นอน!! พร้อม ไหม? ไม่ต้องขึ้นนะโมนะ ขึ้นอิติปิโสเลยนะ ๙ จบ ต่อด้วย สฺวากขาโตฯ และ สุปะฏิปันโนฯ.. “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ / วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู / อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ” (๙ จบ) “สฺวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม / สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก / โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ” (๑ จบ) “สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา / เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ” (๑ จบ) ใครไม่เผลอเลย มีไหม? ..ดีมาก ไม่ใช่ดีมากที่เผลอนะ ดีมากที่รู้ แล้วแต่จะเผลอนะ สารพัดเผลอ.. “เอ.. ท่านอาจารย์จะนับมั่วไหมเนี่ย ๙ จบ?” อะไรอย่างนี้นะ พอทำได้ไหม? อันนี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ในการที่จะภาวนา เป็นภาวนาในรูปแบบก็ได้ ถ้าใครนับเวลา ก็เอาเวลาสวดมนต์เนี่ยไปบวกได้ เป็นการภาวนาในรูปแบบ ถ้าสวดได้ถูกต้องมันจะเป็นการ “เพิ่มกำลังให้จิต” เพราะว่าสวดปุ๊บ! อย่างน้อย ๆ ระหว่างที่สวดเนี่ยนะ ถ้าจิตอยู่กับบทสวด ก็ได้สมถะในแง่ “อารัมมณูปนิชฌาน” จิตเผลอไป เห็นจิตเผลอ ถ้ารู้ทันด้วยใจเป็นกลาง ก็เป็น “ลักขณูปนิชฌาน” จิตตั้งมั่น เห็นจิตเคลื่อนไปจากบทสวดมนต์ ก็ได้จิตตั้งมั่นอีก ก็สวดมนต์ต่อ สวดมนต์ต่อได้ “อารัมณูปนิฌาน” ทำสมถกรรมฐานต่อ จะเห็นว่าตลอดเวลาที่สวดมนต์เนี่ย จะเติมกำลังอยู่ตลอด สวดมนต์ได้กำลังแบบหนึ่ง เผลอไปรู้ทันเผลอ ได้กำลังอีกแบบหนึ่ง เป็นกำลังพร้อมจะเดินปัญญา แล้วก็ได้พักกับการสวดมนต์ แล้วเดี๋ยวจิตทำงาน.. รู้ทันจิตทำงาน ได้เจริญปัญญา เพราะฉะนั้น สวดมนต์เพียงแค่นี้นะ กำลังอร่อยกับการภาวนา หยุดเสียแล้ว! ใจมันจะมีฉันทะที่จะทำอย่างนี้ต่อในคราวหน้า คราวหน้าที่ว่าเนี่ยอาจจะไม่ใช่วันพรุ่งนี้ก็ได้ เดี๋ยวสักพักหนึ่ง ถ้ามีเวลาอีกสักไม่กี่นาทีจะสวดอีกก็ได้ เมื่อกี้สวดแล้วกี่นาทีเนี่ย จับเวลาได้หรือเปล่า?” ..ไม่นานเลยนะ ประมาณไม่ถึง ๑๐ นาที ทีนี้เวลาว่างอีกไม่ถึง ๑๐ นาที เราสามารถจัดเพื่อมาสวดมนต์ได้ ซึ่งง่ายมาก ถ้าเกิดว่าจะต้องสวดต่อกันหลาย ๆ บท คราวนี้มันต้องจัดเวลานานใช่ไหม? เกิดว่างไม่ลงล็อกเนี่ย ทำไม่ได้แล้ว อย่างนี้ถ้าเกิดว่า เราอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ก็เจียดเวลาได้ง่าย สมมติว่ามารอพระ แล้วก็นั่งสวดในใจไปก็ได้ นั่งสวดในใจ อิติปิโส ๙ จบ ต่อด้วย สฺวากขาโตฯ สุปะฏิปันโนฯ ได้ทำสมถกรรมฐานบ้าง วิปัสสนากรรมฐานบ้าง “วิปัสนา” ก็มาจากตอนที่ว่า เห็นจิตเผลอไป-จิตดับ (จิตที่เผลอดับ) เห็นจิตเผลอทีไร-จิตที่เผลอดับ คือกลายเป็นวิปัสสนาแล้ว ไม่ได้อยากเผลอเลย มันเผลอเอง อย่างนี้ก็ได้เจริญวิปัสสนา “โอ้.. จิตนี่มันร้ายจริง ๆ” อะไรอย่างนี้นะ ไอ้ตอนคิดว่า จิตร้ายจริง ๆ ..นี่ฟุ้งซ่าน ตอนเห็นจิตมันเผลอเองเนี่ยนะ เรียกได้ว่า ได้เห็นจิตมันแสดงอนัตตาให้ดู นี่ก็เกิดวิปัสนาแล้ว พอเห็นจิตมันแสดงวิปัสนาให้ดู เห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดูเนี่ยนะ แล้วก็มาบ่นในใจว่า “แหม.. จิตมันช่างร้ายกาจ” ขึ้นมาอย่างนี้นะ ไอ้ตอนนี้กำลังฟุ้งซ่าน ก็รู้ทัน “โอ้..จิตมันเป็นอย่างนี้ ทำงานอย่างนี้ ๆ” เราก็จะเห็นลีลาของจิตมากมาย ในระหว่างที่สวดมนต์ ทั้ง ๆ ที่สวดแล้วฟุ้งซ่านแท้ ๆ เลย แต่ได้ความรู้ทุกครั้งเลย นั่นเป็นประโยช์อย่างหนึ่งของการสวดมนต์ แล้วมันก็เป็นกรรมฐานที่ไม่น่าเบื่อ วันนี้ก็มาแนะนำ กรรมฐานที่อาตมาสอนโยมแม่อยู่ทุก ๆ วัน วันไหนที่อยู่ที่สวนธรรม ก็จะใช้โอกาสนี้สอนแม่สวดมนต์ โดยการสวดแล้วได้ทั้งสมถะ และวิปัสสนา ในการสวดมนต์หนึ่งจบ หนึ่งคราว.. โยมก็สามารถทำได้ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “วงเวียนควาย ๆ ช่วงถาม-ตอบ” บรรยาย ณ วัดพระธาตุโกฏิแก้ว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://bit.ly/3lkGdJk (นาทีที่ 1:20:52-1:34:27) Shortlink: November 30, 2020คลิปแสดงธรรมadmin อ่านต่อ
วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ความตายสมบูรณ์แบบ จิตนี้เองที่มันเกิด-ดับอยู่ทุกขณะ พระพุทธเจ้าเห็นจิตเกิด-ดับทุกขณะ ดับเป็นขณะ ๆ เรียกว่า “เห็นความตายอยู่ทุกขณะ” เห็นจิตที่เกิด-ดับ ทุกขณะนี่แหละ จึงจะนำไปสู่การตายที่สมบูรณ์แบบ เข้าใจว่า “จิตนี้ไม่ใช่เรา” มันเป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง ก็เพราะเห็นจิตเกิด-ดับเป็นขณะ ๆ จะเห็นการตายของจิตทุก ๆ ขณะได้ ก็ต้องอาศัยมีสติ รู้จิต จะเห็นจิตตายเป็นขณะ ๆ ได้ ก็อาศัยทำสมถะอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเห็นจิตที่เผลอไป มันก็คือตายจากสมถะเมื่อกี้นี้ มาเกิดเป็นจิตที่เผลอ เห็นจิตที่เผลอ..ความเผลอดับ ความเผลอตายไปแล้ว กลายเป็นจิตที่รู้ จิตรู้เกิดขึ้นมา แล้วจิตรู้ก็เกิดเพียงขณะเดียว ก็ดับ แล้วก็เผลอต่อ ถ้าไม่เรียนรู้ต่อ ก็จะไม่เห็นจิตเกิด-ดับอีก ฉะนั้น ถ้าจะให้เรียนรู้ต่อเนื่องได้..ก็คือ กลับมาทำสมถะ ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก หายใจเข้า ‘พุท’ หายใจออก ‘โธ’ จิตมาเกิดอยู่ที่องค์กรรมฐานตัวนี้ใหม่ แล้วเดี๋ยวก็เผลออีก ตายจากองค์กรรมฐานไป เกิดเป็นหลงที่ไหนก็แล้วแต่..เมื่อรู้ทันความหลง ความหลงดับ ความหลงตายให้ดู ฉะนั้น ที่เรียกว่า “เห็นความตายอยู่ทุกขณะ” นั้น เป็นไปได้ จากการเจริญสติ เห็นจิตเกิด-ดับ ไม่ว่าจะเกิดเป็นกุศล หรืออกุศล..ก็รู้ทัน เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนว่า.. จิต “มีราคะ” ก็รู้ จิต “ไม่มีราคะ” ก็รู้ จิต “มีโทสะ” ก็รู้ จิต “ไม่มีโทสะ” ก็รู้ จิต “มีโมหะ” ก็รู้ จิต “ไม่มีโมหะ” ก็รู้ จิต “ฟุ้งซ่าน” ก็รู้ จิต “หดหู่” ก็รู้ สังเกตดูว่า..ไม่ใช่จิตที่ดีเท่าไหร่เลย ใช่มั้ย! จิตมีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ไม่ใช่จิตที่ดีเลย แต่รู้แล้วได้ประโยชน์ทุกที คือเห็นว่ามันเกิด-ดับ เพราะทุกครั้งที่รู้ คือเป็นกุศล ‘กุศล’ กับ ‘อกุศล’ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ฉะนั้นเวลามีกุศลเห็นจิต มีสติเห็นจิตขึ้นมา จิตที่มีอกุศลเมื่อกี้นี้..ดับแน่นอน แล้วถ้ารู้ด้วยใจเป็นกลาง..รู้เฉย เหมือนอย่างที่หลวงปู่สังวาลย์สอน มันจะเป็นพยาน ไอ้ ‘อกุศล’ เมื่อกี้นี้..มันจะเป็นพยานว่าดับแล้ว ‘ความเผลอ’ เมื่อกี้นี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” ‘ราคะ’ เมื่อกี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” ‘โทสะ’ เมื่อกี้นี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ ”รู้” ‘ฟุ้งซ่าน’ เมื่อกี้นี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” ‘หดหู่’เมื่อกี้..ดับแล้ว เพราะตอนนี้ “รู้” เพราะฉะนั้น เปลี่ยน’หลง’เป็น’รู้’ แล้วจะรู้ว่า..จิตเกิด-ดับอยู่ทุกขณะ แล้วจะพัฒนาจิตใจตนเองฉลาดขึ้น พาให้เข้าใกล้ต่อความตายสมบูรณ์แบบ และไม่กลับมาเกิดเป็นทุกข์อีกต่อไป ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากไฟล์ 631111 ตายอย่างไรให้สมบูรณ์แบบ-งานศพ พอจ.กมล มุฑิโต ณ วัดสังฆทาน วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์คลิปแสดงธรรม https://bit.ly/2UMcy0K (ระหว่างนาทีที่ ๒๙.๓๖-๓๒.๔๖) Shortlink: November 30, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#แผงหนังสือนิมฺมโล พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ เล่ม ๖ ??? รวบรวมข้อคิด ข้อธรรมคำสอนของพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ในรูปแบบ EBook และ พ๊อคเกจบุ๊ค สามารถคลิกอ่านได้ที่ลิงค์ https://nimmalo.com/bookshelf/ Shortlink: November 29, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #นับญาติกับกิเลส ครูบาอาจารย์ฝากมาว่า… “ที่เราจะพัฒนากันไปได้เนี่ย อย่าละเลยที่จะ..รู้สึกตัว” รู้สึกตัว คือ รู้ทันความจริงว่า.. มีสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง มี’ความโลภ’เกิดขึ้นจริง มี’ความโกรธ’เกิดขึ้นจริง มี’ความเผลอ’เกิดขึ้นจริง ถ้าดูโลภได้..ให้ดูโลภ ดูราคะได้..ให้ดูราคะ ดูโทสะได้..ให้ดูโทสะ แต่ถ้าดูเผลอ(โมหะ)ได้..จะดีมาก เพราะว่าไม่ว่าจะมีโลภ โกรธ มันจะต้องมีเผลอ(โมหะ)อยู่ด้วยเสมอ จะโลภก็ต้องมีเผลอ(โมหะ) จะโกรธก็ต้องมีเผลอ(โมหะ) เพราะฉะนั้นถ้าดูเผลอ(โมหะ)ได้ จะดูสภาวะได้บ่อยครั้ง แล้วบ่อยครั้งมันดีอย่างไร? “บ่อยครั้ง” มันดีตรงที่ว่า.. จิตมันจะจำสภาวะนั้นได้แม่นยำได้เร็ว จำอย่างแม่นยำได้เร็วเนี่ย ตอนที่มีขณะจำได้แม่นยำ..ภาษาบาลีเรียกว่า “ถิรสัญญา” ถ้าเราเห็นสภาวะเผลอ(โมหะ)ได้ มันจะมีความเผลอ(โมหะ)ให้ดูบ่อยครั้งมาก แต่ถ้าเราดูแต่ความโกรธนะ! ถ้าเราเป็นคนขี้โกรธ มันก็จะดูความโกรธได้บ่อยเหมือนกัน..ก็ใช้ได้ แต่ถ้านาน ๆ โกรธที กว่าจะมี’ถิรสัญญา’ก็นาน นึกออกไหม? จะดูราคะก็ได้ ถ้าเราเป็นคนราคะจัด เห็นอะไรก็อยากได้ เห็นคนก็อยากได้คน เห็นของก็อยากได้ของ ก็ดูราคะก็ได้ แต่ถ้าเรามีราคะเหมือนกัน แต่ว่านาน ๆ จะเกิดขึ้นสักที โอกาสที่จะจำสภาวะราคะได้แม่นยำ ก็น้อยลง แต่ไม่ว่าจะมีราคะ หรือมีโทสะ จะต้องมีโมหะอยู่ด้วยเสมอ อันนี้โดยทฤษฎี และโดยสภาพความเป็นจริง เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เผลอ(โมหะ)จะไม่มีราคะ ถ้าไม่เผลอ(โมหะ)จะไม่มีโทสะ เผลอ(โมหะ)ไปชอบ เผลอ(โมหะ)ไปอยากได้ ก็กลายเป็นราคะ อยากได้แล้วไม่สมอยาก ก็กลายเป็นโทสะ เห็นเส้นทางของกิเลสไหม? “ราคะ” มันจึงมีแม่เป็น “โมหะ” .. นึกออกไหม? มันมีโมหะขึ้นมาก่อน หลงไปก่อน พอหลงไปแล้วอยากได้ จึงกลายเป็น “ราคะ” ถ้าอยากได้แล้วไม่สมหวัง กลายเป็น “โทสะ” เพราะฉะนั้นโทสะ เป็นลูกของราคะอีกที ..นับญาติได้หรือยัง? ถาม : เพราะฉะนั้น “โทสะ” กับ “โมหะ” เป็นอะไรกัน? ตอบ : โมหะเป็นยายของโทสะ (อันนี้เป็นการเปรียบเทียบพอขำ ๆ นะ) เพราะฉะนั้น เวลามีความรู้สึกตัวนะ! เห็นกิเลสเนี่ย.. ถ้าเราสามารถเห็นความเผลอได้จะดีมาก แต่ถ้าดูไม่ได้ ดูไม่ทัน ก็ดูราคะไป ดูโทสะไป ถ้าเราขี้โกรธ ดูโทสะไปบ่อย ๆ ก็จะมีถิรสัญญาในการจำความโกรธได้แม่นยำได้เหมือนกัน แล้วยุคนี้นะ คนที่จะดูความโกรธ แล้วจำความโกรธได้แม่นเนี่ย น่าจะมีเยอะอยู่… ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย ณ ฐณิชาฌ์ รีสอร์ท อัมพวา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://www.facebook.com/thanicha.kladham/videos/1321500408214415 (นาทีที่ 19.46-23.12) Shortlink: November 23, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #เกร็ดเรื่องกฐิน #สันโดษในปัจจัยสี่ #ถาม : พระไม่รับปัจจัยทอดกฐิน บาปไหม? ?? #ตอบ : จริง ๆ แล้ว กฐิน แปลว่า สะดึง สะดึง คือ ไม้ที่เอาไว้เป็นอุปกรณ์ สำหรับการเย็บผ้า ถ้ายุคที่ผ่านมา ที่เคยเห็นก็คือ เป็นสะดึงกลม ๆ ไว้ ปักชื่อนักเรียน ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังใช้กันอยู่หรือเปล่า? ที่โรงเรียนในชั่วโมงที่สอนเย็บปักถักร้อยเนี่ย จะยังมีใครใช้ตัวนี้ไหม? อาจจะต้องอนุรักษ์กันไว้นะ ช่วยสอนไว้หน่อย เพื่อให้พระอธิบายเรื่องกฐินได้ง่ายขึ้น ส่วนสะดึงสำหรับทำจีวร ต้องใหญ่กว่านั้น สะดึงทำจีวรจะเป็นกรอบใหญ่ ๆ เหตุที่ขนาดใหญ่ก็เพื่อเย็บจีวร ก็ต้องใหญ่หน่อย เพราะฉะนั้นเวลาพระจำพรรษาเสร็จแล้ว จะมีการหาผ้าเพื่อมาทำผ้ากฐิน ก็คือเอาผ้ามาเข้าสะดึงเพื่อเย็บ ให้สำเร็จเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง จีวรผืนใดผืนหนึ่งหมายถึงว่า เป็นจีวร เป็นสบง หรือเป็นสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง ถ้าเป็นเรา ก็น่าจะเลือกเอาผืนเล็กที่สุด เย็บง่ายที่สุด ก็คือ สบง เหตุที่เลือกผ้าผืนที่เย็บง่ายที่สุด ก็เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาว่า ต้องทำผ้าให้เสร็จภายใน ๑ วัน พระก็ไปหาผ้ามา ผ้าที่ได้มาคือ ผ้าที่ไม่มีเจ้าของ ก็คือผ้าบังสุกุล ไปหาตามกองขยะ ไปตามป่าช้า สมมติว่าไม่มีโยมมาเกี่ยวข้องเลย ก็คือ พระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันเนี่ย ไปช่วยกันหาผ้า แล้วมามอบให้พระภิกษุรูปหนึ่ง ผ้านั้นเรียกว่า ผ้ากฐิน เพราะต้องเอาไปเข้ากฐิน คือ เข้าสะดึง ไปทำต่อ พระที่รับผ้ากฐินนั้นมา ก็ต้องเอาผ้าไปเข้าสะดึง หรือเข้ากฐินนี้ แล้วก็ไม่ได้ทำคนเดียว พระที่ช่วยหามานั่นแหละ ท่านเหล่านั้นก็มาช่วยทำต่อด้วย ทั้ง ๆ ที่มอบให้กับพระผู้รับกฐินนั้นแล้วนะ ก็ต้องมาช่วยกันทำ ให้สำเร็จเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งขึ้นมา ก็คือมาตัด มาเย็บ มาย้อม ถ้าเกิดเป็นผ้าจากที่สกปรก เช่น จากกองขยะ จากผ้าห่อศพ ต้องมาซักก่อน ก็เริ่มขั้นตอนตั้งแต่ซัก แล้วก็มากะ(คือคำนวนและขีดเส้น) มาตัด มาเย็บ มาย้อม จนสำเร็จ เป็นผ้าขึ้นมา เมื่อสำเร็จแล้วผ้านั้นอยู่ในมือของพระผู้รับกฐิน พระรูปนั้นก็จะมาบอกกับสงฆ์ บอกว่า “ผ้ากฐินสำเร็จแล้วครับ ขอท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาเถิด” พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายก็อนุโมทนากัน อย่างนี้เป็นเรื่องของผ้า กฐิน คือ เรื่องของผ้า ไม่มีเรื่องเงินทอง จริง ๆ บริวารต่าง ๆ เช่น หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ อะไรต่าง ๆ เนี่ย เดิมก็ไม่มีด้วย แต่ทีนี้พอโยมเห็นพระไปหาผ้าตามกองขยะ ตามป่าช้า โยมก็อยากจะช่วย เห็นพระลำบากเหลือเกินในการทำผ้าให้สำเร็จมาเป็นผืน ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ ขั้นต้นเห็นพระลำบากในการหาผ้าบังสุกุลที่เป็นผ้าขาว โยมก็ไปหาผ้าขาวมาให้ คราวนี้เอาผ้าขาวมาถวาย พอเอาผ้าขาวมาถวายเนี่ย คล้าย ๆ กับว่าต้องแจ้งกับพระด้วยว่า “ปีนี้ท่านทั้งหลายไม่ต้องไปหาผ้านะ เดี๋ยวโยมจะเอาผ้ามาถวายเอง” เมื่อโยมเอาผ้ามาถวายต่อสงฆ์แล้ว สงฆ์ก็ต้องมีการปรึกษากัน ประมาณว่า “ผ้านี้ประดุจดังผ้าทิพย์ อันเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ…” ทำไมต้องเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ เพราะว่าถ้าไม่มีผ้านี้นะ ต้องไปหาตามกองขยะ ต้องไปหาตามป่าช้า แต่ตอนนี้ เหมือนเป็นผ้าทิพย์เลย เราไม่ต้องไปเดินหาตามกองขยะ ไม่ต้องไปหาตามป่าช้า มันปรากฏอยู่ข้างหน้า โยมที่เอามาถวาย เราจึงเรียกว่า เป็นเปรียบประดุจดังผ้าทิพย์ อันเลื่อนลอยมาแต่นภากาศ “…แต่ไม่เจาะจงจะให้ใคร เป็นสังฆทาน…” กฐินนี่เป็นสังฆทานนะ ไม่ได้เจาะจงให้ใคร “…เราทั้งหลายในที่นี้ มาประชุมกันตรงนี้ จงพิจารณากันเถิดว่า ผ้านี้ควรแก่ใคร” เป็นเรื่องของผ้านะ ยังเป็นเรื่องของผ้าอยู่ ไม่มีปัจจัยอะไรเข้ามาเลย โยมเอาผ้ามาถวาย พระก็มาปรึกษากันว่า ‘อ้าว ผ้านี้ปรากฏขึ้นกับสงฆ์แล้ว ควรที่จะยกผ้านี้ให้กับใคร?’ ถ้ามีการปรึกษากัน ๒ รูป อีกรูปหนึ่งก็เสนอเลย “รูปนี้คุณสมบัติพร้อมพอ ขอเสนอท่าน (…..) เป็นผู้ครองผ้ากฐินผืนนี้” ถ้าผ้าได้เป็นผ้าขาว ท่าน (…..) ก็ต้องเอาผ้านี้ไปรีบจัดการให้เป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งขึ้นมา โดยมีพระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันไปช่วยด้วย เรียกว่า แม้จะมอบให้แล้ว ไม่ได้มีกรรมสิทธิแล้ว แต่ต้องไปช่วยด้วย นี่คือแสดงความสามัคคีกัน ถ้าเป็นผ้าที่สำเร็จมาแบบพร้อมเลย ตัดเย็บแล้ว เหลือแต่ย้อม ก็รับผ้ามาถวายท่าน (…..) บอกว่า ท่าน (…..) ครองผ้ากฐินนะ ท่าน (…..) ก็มีหน้าที่อย่างเดียว คือไปย้อม ถ้าย้อมเสร็จแล้ว เป็นผ้าสำเร็จรูปเหมือนเดี๋ยวนี้ ผ้าตัดเย็บแล้ว ย้อมสีเรียบร้อยแล้ว เมื่อโยมถวายมาแล้ว งานหรือหน้าที่ที่จะไปทำอะไรกับผ้านี้มีเพียงแค่ พินทุ อธิษฐาน แล้วก็บอกกับหมู่สงฆ์ว่า เรียบร้อยแล้วครับ ผมกรานกฐินแล้ว ท่านทั้งหลายพึงอนุโมทนา กรานกฐิน ก็คือว่า ตั้งแต่ เอาผ้าไปซัก ไปกะ ตัด เย็บ ย้อม จนสำเร็จเป็นผ้าขึ้นมา ตอนนี้มันสำเร็จแล้ว ก็เหลือแต่พินทุ และอธิษฐาน การกรานกฐิน คือ กระบวนการทำผ้าที่แม้จะหาจากซากศพ หรือหาจากกองขยะ ทำให้สำเร็จเป็นผ้าผืนหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า กรานกฐิน นี่แหละเรื่องของผ้าทั้งนั้นเลย สิ่งของอื่นนอกนั้นเรียกว่า บริวาร บริวารก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ บางทีโยมเอาผ้ามาถวายแล้วก็รู้สึกว่า “เอ.. ท่านอยู่วัดเนี่ยนะ อาจจะต้องใช้อุปกรณ์บางอย่าง เครื่องมือบางอย่างในการที่จะอยู่ที่วัดนั้น เวลาผ่าฟืน..มีขวานหรือยัง? เวลาจะสับแก่น (แก่นขนุน) มีมีดหรือยัง? เวลาจะทำเตา มีอุปกรณ์เครื่องมือแบบช่างหรือเปล่า? จะต้องมีอุปกรณ์ คือเกรียงในการใช้ปูนไหม? ถ้ายังไม่มีก็หาอุปกรณ์มา เหล่านี้เรียกว่า บริวารกฐิน ยังไม่มีเงินด้วยซ้ำไป มันยังเป็นเรื่องบริวารกฐิน ไอ้เงินเนี่ยคือ บางทีรุ่นหลังมาวัดแล้วเห็นว่า บางสิ่งบางอย่างเช่น อาคารสถานที่ ต้องใช้ปัจจัยมาก คือใช้เงินมากในการทำให้สำเร็จ คนที่มาถวายกฐินก็เห็นว่า “เออ.. อาคารนี้ยังสร้างค้างอยู่ ก็น่าจะมีปัจจัยเพื่อจะสร้างอาคารนี้ต่อ” ก็ถวายปัจจัยมา ปัจจัยนี้มาทีหลัง “อ้าว.. ที่ดินขยายไว้ ยังค้างคาค่าที่ดินเขาอยู่” ก็เอาปัจจัยมา เพื่อที่จะให้ทางวัดจ่ายให้กับเจ้าของที่ดิน อะไรที่มันต้องใช้เงินมาก ก็เลยต้องมีปัจจัยคือเงินเนี่ย มาถวายตอนทอดกฐินด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระวินัยจริง ๆ คือ ผ้า แม้แต่หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ ขวาน พร้า อะไรเนี่ย ก็ยังเป็นเพียงบริวารเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัจจัยก็เป็นบริวาร ห้อยตามบริวารที่กล่าวมาด้วยซ้ำไป ก็จริง ๆ แล้วเนี่ย ถ้าได้เพียงผ้า การทอดกฐินวันนั้น ก็ไม่บกพร่องไปเลย อย่าว่าแต่ได้เงินเป็นหมื่นแสนเลย อันนั้นเป็นเพียงส่วนเกินด้วยซ้ำไป และโดยเฉพาะความเป็นพระภิกษุ ท่านควรจะยินดีในปัจจัยเท่าที่มี เรียกว่ามีสันโดษ.. สันโดษในปัจจัย ๔ ไม่ควรจะไปเรียกร้องเอาจากโยมให้มากอย่างนั้น มันจะสร้างความลำบากใจให้กับผู้ให้ผู้ถวาย ก็ถ้าปัจจัยน้อย แล้วเราจะต้องมีงานก่อสร้างอย่างนี้นะ ถ้ามันไม่พอก็หยุดแค่นั้น แสดงว่าโยมไม่ศรัทธาจะทำต่อ ที่เราสร้างก็เพราะว่า เพื่อประโยชน์กับญาติโยม ไม่ใช่ประโยชน์กับตนเอง กุฏิเราก็มีแล้ว อาหารเราก็มีแล้ว บิณฑบาตทุก ๆ วัน ก็เท่าที่อยู่ได้ เราก็ภาวนาของเราเพื่อให้พ้นทุกข์ต่อไป ส่วนอาคารสถานที่ เท่าไหร่ก็เท่านั้น… ครั้งหนึ่ง มีพระไปกราบเยี่ยมหลวงพ่อพุทธทาส คราวก่อนที่เคยมา เห็นว่ามีอาคารหลังหนึ่งกำลังก่อสร้าง แล้วก็ลาท่านไปจำพรรษาที่อื่น กลับมาก็เลยถามถึงอาคารหลังนั้น “เสร็จหรือยังครับ?” หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า “เสร็จแล้ว” โอ้ ท่านก็ดีใจว่าเสร็จแล้ว อยากจะไปดูผลงานอาคารหลังนั้นเหลือเกินว่า พอเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ไปดู “ไหนว่าเสร็จแล้ว?!?! เสาชั้นที่สองยังเป็นเหล็กเส้นอยู่เลย” มันมีแค่ชั้นล่างเท่านั้นเอง แล้วก็เทพื้นชั้นสองไว้ แต่เสาชั้นสองขึ้นไปเนี่ย ยังเป็นเหล็กเส้น มีปลอกเหล็ก ก็เลยกลับมาหาหลวงพ่อ บอกว่า “หลวงพ่อครับ หลวงพ่อบอกว่าเสร็จแล้ว แต่ผมไปดู มันยังไม่เสร็จครับ หรือว่าหลวงพ่อตั้งใจจะสร้างไว้แค่นี้ครับ?” หลวงพ่อพุทธทาสจึงตอบว่า “ทำไมจะไม่เสร็จ มันเสร็จของมันทุกวันแหละ วันนี้ก็เสร็จ พรุ่งนี้ก็เสร็จ วันต่อๆไปมันก็เสร็จของมันทุกวัน” “พอทำวันนี้ได้เท่าไหร่ เราก็วางมันลงจากใจ ไม่กังวล ไม่คิดว่ายังไม่ได้ทำตรงนั้น ไม่ได้ทำตรงนี้ เราไม่คิด เราวางเลย” ถ้าพูดให้สั้นก็คือ “มันเสร็จเท่าที่เสร็จ” หมายความว่า วันนี้เสร็จแค่นี้ ก็ถือว่าเสร็จแล้ว ถ้ามีปัจจัยทำต่อ ก็ทำต่อไป ถ้าไม่มีปัจจัยทำต่อ มันก็เสร็จแค่นี้ ทำใจแบบหลวงพ่อพุทธทาส ก็คือถ้ามีอะไรค้างคาอยู่ ทำใจว่า วันนี้เสร็จแค่นี้ คือมันได้แค่นี้ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องก่อสร้างที่อาจจะยังทำไม่เสร็จ แต่ไม่ทราบว่า ในคำถามนี้ พระท่านมีการก่อสร้างอะไรยังค้างอยู่หรือเปล่า? ไม่ทราบนะ พูดถึงพระทั่ว ๆ ไปก็แล้วกันว่า ถ้ามีญาติโยมถวายปัจจัย แล้วมีความรู้สึกเหมือนไม่พอต่อการก่อสร้าง ให้ทำใจเหมือนอย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสทำ ก็คือ วันนี้ทำได้แค่นี้ ก่อนจะเสร็จสิ้นของวันนี้ หมายถึงว่าจะเสร็จงานวันนี้ เก็บของให้เรียบร้อย เหมือนเสร็จแล้ว ใครมาก็จะได้ดูว่ามันไม่เกะกะใคร เหมือนทำงานเสร็จเรียบร้อยอยู่ทุก ๆ วัน วันนี้เสร็จเท่านี้ ถ้าวันนี้เราตายไป พรุ่งนี้ไม่ได้มีโอกาสมาทำต่อ ก็ไม่ติดใจกังวล มันก็คือเสร็จ มันไม่ค้างคาใจ ไม่ใช่ตายไปแล้วก็กังวลอยู่ว่า อาคารนั้นยังไม่เสร็จ ก็อาจจะไปเป็นจิ้งจก หรือว่าเป็นคางคก อยู่ตามซอกหลืบอะไรสักอย่าง แถวๆอาคารที่มันยังไม่เสร็จนั่นเอง ใจต้องเป็นอิสระจากโลกนี้ด้วย ไม่ใช่ออกบวช คือออกจากเรือนมาแล้ว มาติดวัดอีกเนี่ย..ก็ลำบากเหมือนกัน ก็ลองดูนะ ให้เหตุการณ์ต่าง ๆ แม้จะผิดพลาดไป ก็ให้เรียนรู้ว่า มันเป็นบทเรียนของท่านเหล่านั้นก็แล้วกันนะ ก็ไม่ใช่ว่าผิดพลาดอย่างนี้แล้วก็จะต้องเอาถึงตาย เอาเป็นว่า ท่านพลาดไป ต่อไปนี้ก็ให้รู้ว่า มันไม่ใช่ว่าไปให้ความสำคัญกับปัจจัย จนลืมแก่นของพิธี คือผ้ากฐิน ให้เรียนรู้พระวินัยให้ถึงว่า โดยแท้จริงแล้ววินัยข้อนี้ท่านมุ่งเอาอะไร มุ่งเอาที่ผ้า เมื่อเข้าใจอย่างแล้ว ใจก็มุ่งไปที่ผ้า ได้ผ้าสำเร็จที่จะให้ทำตามพระวินัยได้แล้ว ก็พอใจเท่านี้ ส่วนสิ่งอื่นนอกนั้น เป็นอดิเรกลาภทั้งนั้นเลย อดิเรกลาภ แปลว่า ลาภส่วนพิเศษ ลาภเกินปกติ หม้อ อ่าง กระถาง กะทะ ผ้าทิพย์อะไร หรือว่าปัจจัยที่ติดพ่วงมา ถือเป็นอดิเรกลาภ แม้จะมีทรัพย์ไม่พอที่จะสร้างอาคารจนสำเร็จเนี่ย แต่มันก็คือกำไรแล้ว เพราะเป็นส่วนพิเศษ ที่เกินปกติ อันนี้เรียกว่า มีปัจจัยทำได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น แล้วก็เป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างในวัดนั้นด้วย รับผิดชอบในการทำงาน แต่อย่าถึงขนาดที่ว่าเป็นทุกข์ กับการที่ได้ปัจจัย ไม่ได้ตามคาดตามหวัง เรียกว่า เพราะมีหวัง..จึงทุกข์เพราะผิดหวัง ก็ต้องระวัง อันนี้เราหวังเพียงแค่ผ้า จริง ๆ แม้ไม่ได้ผ้า ยังไม่ต้องผิดหวังเลยด้วยซ้ำไป ปีนี้จำพรรษาแล้ว ไม่มีโยมมาเป็นเจ้าภาพถวายผ้ากฐินเลยก็ไม่ต้องเดือนร้อนอะไร ก็เพียงแค่ปีนี้ไม่ได้รับกฐินเท่านั้นเอง ก็ไม่บาปอะไร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/1020478765092235 (นาทีที่ 1.40.44-1.54.50) Shortlink: November 20, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ตั้งใจเรียนรู้ความจริงของจิต เพื่อไม่ให้เป็นการผิดพลาด ก่อนจะทำกรรมฐาน ต้องตั้งใจไว้ว่า “ไม่ได้ทำความสงบ” แต่จะตั้งใจ “จะเรียนรู้ความจริงของจิต” ไม่ว่าจิตจะแสดงตัวอะไรมา?..ฉันจะรู้! เพราะถ้าตั้งใจทำความสงบนะ! พอมันไม่สงบ เราจะหงุดหงิดขึ้นมาเลย คล้าย ๆ ผิดหวัง เราหวังว่ามันจะสงบ แล้วมันไม่สงบ ก็จะผิดหวัง! เนี่ยมันผิดตั้งแต่ตั้งใจ ตั้งแต่ก่อนทำ พอเกิดสภาวะขึ้นมา ก็ไม่ดูสภาวะนั้นแบบด้วยใจเป็นกลาง ดูด้วยใจที่เป็นปฏิปักษ์กับสภาวะ คือไม่พอใจความไม่สงบ เมื่อไม่ชอบใจความไม่สงบ มีความไม่สงบปรากฏอยู่ตรงหน้าต่อ ก็รีบแก้ไขไอ้จิตที่ไม่สงบนั้นกลับมา ซึ่งทำไม่ได้! พอทำไม่ได้ มันก็ไปอีก พอดึงกลับมาก็กลับมาแบบเครียด ๆ วงจรมันเป็นวงจรอุบาทว์ เริ่มตั้งแต่ตั้งใจผิด คิดจะเอาแต่ความสงบ พอเผลอไปก็เห็นสภาวะแบบอย่างไม่เป็นกลาง มีการแก้ไขแทรกแซง รีบดึงกลับมา ตอนกลับมาก็กลับมาแบบเพ่ง ๆ เครียด ๆ เพราะพยายามบังคับ ยิ่งทำยิ่งเครียด พอออกแรงมาก ก็หมดแรง ตอนหมดแรง..ก็หลับ วงจรมันจึง เครียด-หลับ อยู่อย่างนี้เอง! ฉะนั้น อย่าอยากสงบ ! ถ้าจะอยากนะ ให้อยาก “แบบมีฉันทะ” อยากสงบ..เป็นตัณหา อยากแบบมีฉันทะ คือ อยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ อันนี้เป็นฉันทะ มีความใฝ่รู้ ฉันทะ อีกแง่หนึ่งเป็นความใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ความจริงของจิต เพราะฉะนั้น จิตมันดี..ก็จะรู้ จิตไม่ดี..ก็จะรู้ จะเรียนรู้มัน! การเรียนรู้เนี่ย ถ้าเป็น “การเรียนรู้แบบฉันทะ” มันจะไม่เข้าไปแทรกแซง จะเรียนรู้แบบนักวิจัย จิตดีก็รู้ จิตไม่ดีก็จะรู้ แล้วก็ไอ้จิตดี ก็ไม่ค่อยมีให้ดู มักจะมีจิตที่ไม่ดี..หลากหลายมาก! ธรรมบรรยาย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “จากกฐินสามัคคี สู่มรรคสามัคคี” บ้านจิตสบาย ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/FbPDhGcjlpE Shortlink: November 15, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ # พลาดแล้วให้ขอโทษ ?? #ถาม : เคยเอาไม้ตีหัวเป็ด ๑๐ ที แล้วเป็ดถึงตาย จะแก้บาปนี้ได้อย่างไร? #ตอบ : เราไม่ได้ไปแก้ในแง่ที่ว่า ปฏิเสธว่า “ไม่ได้ทำ” นะ ก็ยอมรับไปตามตรงว่า “บาปนี้เราได้ทำไปแล้ว” กรรมอันนี้ซึ่งเป็นอกุศล เราได้ทำไปแล้ว วิธีที่จะทำต่อไปก็คือว่า สมาทานไว้เลยว่า “ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก” ที่ทำไป..อาจจะทำด้วยโทสะ ที่ตีหัวเป็ดไปเนี่ย แสดงว่าทำด้วยโทสะ ถ้ามีภาพการกระทำนี้ขึ้นมา หรือมีภาพเป็ดผุดขึ้นมา..ให้นึกถึงบุญกุศล เพื่อที่จะอุทิศบุญกุศลไปให้ ให้นึกขอโทษด้วย และให้นึกอุทิศบุญกุศล อุทิศให้บ่อย ๆ ที่ว่า “นึกขอโทษ” ก็คือ คล้าย ๆ กับว่า ยอมรับผิด ยอมรับว่าตัวเองผิด ถ้ามีภาพนิมิตลักษณะนี้ขึ้นมา ให้นึกขอโทษ แล้วถ้ามีโอกาส ก็ทำบุญกุศลอุทิศให้ ทำบุญกับเป็ดตัวอื่นด้วยก็ได้ ทำบุญกับเป็ดตัวอื่นบ่อยๆ.. ทำบุญกับเป็ดบ่อยๆ จนกระทั่งเห็นเป็ดครั้งต่อไป..คราวนี้เราเห็นแล้ว เราจะมีประสบการณ์ใหม่ คือ จะมีการกระทำที่มีกรุณา มีเมตตากับเป็ด มีความเอื้อเฟื้อต่อเป็ด ก็คือ มีกุศลใหม่มาทำให้มันมีภาพจำในแง่ที่ดี ๆ เกี่ยวกับเป็ด ไม่ใช่ว่ามีภาพเป็ดขึ้นมา แล้วเราก็มีแต่ความทรงจำในแง่ที่ว่า “โอ้.. กูไปฆ่าเป็ดมาอย่างนี้, ตีหัวเป็ดอย่างนั้น” มันก็กลายเป็นว่า มีความทรงจำแง่ร้ายแง่เดียว เพราะฉะนั้นเวลา ต่อไปนี้ เราเห็นเป็ดเมื่อใด ให้เป็นโอกาสเกิดกุศลขึ้นมา อาจจะซื้ออาหารให้เป็ด หรือว่าจะทำอย่างไรก็ได้ ที่เป็นการสนับสนุน ให้เป็ดมีชีวิตที่สุขสบาย หรืองดงามขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ถ้ามีภาพเกิดขึ้นในใจ แล้วเราไม่สบายใจ ให้นึกขอโทษ แต่ขอโทษอย่างเดียวไม่พอนะ..ต้องทำบุญอุทิศให้ด้วย!! การขอโทษเนี่ย มันเหมือนเป็นการที่เราเจอคู่กรณี แล้วขอโทษเขา บางทีเขายังไม่ให้อภัยแก่เรา “การที่จะให้เขาให้อภัยได้เร็วขึ้น ก็คือว่า ทำคุณความดีให้เขาเห็น แล้วก็ยกคุณความดีให้เขาด้วย” เหมือนเราไปทำผิดกับใคร แล้วเราก็มีของติดไม้ติดมือ ประกอบคำขอโทษนั้นด้วย ไม่ใช่ไปขอโทษอย่างเดียว และการขอโทษนั้น ให้ “ขอโทษล้วนๆ” ไม่ต้องไปใส่เหตุผลอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปบอกว่า “วันนั้นเนี่ย ฉันจำเป็นต้องทำอย่างนั้นๆ นะ” ยิ่งให้เหตุผล เขายิ่งโกรธมาก! นึกถึงตัวเอง..เวลาถูกกระทำ เวลาเขาพูดไม่ดีกับเรา เราโกรธ.. เราก็ต้องการเพียง “คำขอโทษ” เท่านั้น ไม่ใช่คำบอกแก้ตัวว่า “ไอ้ที่ทำไปนั้นนะ เพราะปรารถนาดี” หรือว่า มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งมีเหตุผลมากนะ ไอ้คนที่เราไปขอโทษด้วยเนี่ย บางทีจะยิ่งโกรธ บางทีถ้าเป็นคนมีชีวิตอยู่ ก็อาจจะด่าใส่ “อย่ามาเถียง ๆ “ อย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ให้ “ขอโทษล้วนๆ” ขอโทษด้วยความสำนึกผิดจากใจของเราเลย สำนึกว่า “เราทำผิดไปแล้วจริง ๆ” สำนึกอย่างนี้ แล้วขอโทษไป ด้วยใจที่สำนึกเนี่ย จะเป็นตัวช่วยให้เขาใจอ่อนลงได้ และถ้าจะอ่อนลงมาก ถึงขั้น “ให้อภัย” ก็ต้องประกอบด้วยความจริงใจในแง่ที่ว่า เราทำดีอะไร..เราก็นึกถึงเขา ทำดีอะไร ทำบุญอะไร..ก็อุทิศให้เขา นึกถึงเขา อุทิศบุญให้เขาบ่อย ๆ เรียกว่า จนกว่าเราจะตายไปเลย คือ สิ่งที่เราทำไป มันติดตาติดใจเรามากแค่ไหน ยังนึกถึงอยู่เมื่อไหร่ ก็ทำบุญอุทิศให้ ขอโทษเขาไป โดยที่ทำด้วยใจที่ “สำนึกผิด” แต่.. ไม่ใช่มาตอกย้ำ..!! อันนี้ต้องระวังให้ดีว่า อย่าไปสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ในแง่ที่ว่า มาตอกย้ำตนเองในแง่ “ฉันผิด ฉันชั่วไปแล้ว” แล้วก็กลายเป็นเศร้า-ทุกข์ กับสิ่งที่นึกถึง ทุกคนเคยพลาดได้ แต่พลาดแล้วให้ขอโทษ แล้วก็ปรับตัวขึ้นมาใหม่ ทำตนให้ดีขึ้นมาใหม่ ในกรณีนี้ก็คือ “ขอโทษ.. แล้วก็ทำบุญ และพัฒนาตนเองต่อไป” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/384290336289674 (นาทีที่ 1.56.47-2.01.25) Shortlink: November 12, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ
วันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กรรมเพื่อปรับภพภูมิ กรรมที่ทำประจำสม่ำเสมอในทางดี เรียกว่า “เป็นอาจิณกรรม” ในทางดีทางเป็นกุศล เช่น การสวดมนต์ ให้ทำ “อาจิณกรรม” ที่เป็นกุศลเป็นประจำ จนให้ใจคลุกคลีอยู่กับบุญกุศล จนเทวดานั้นอยากให้ไปอยู่ด้วย ถ้าไม่มี “ครุกรรม” คือทำฌานไม่ได้ ให้ทำ “อาจิณกรรม” เช่นสวดมนต์เป็นประจำ นั่งกรรมฐานเป็นประจำ ที่ว่านี้ให้ทำทั้งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน อย่าเลือกอย่างเดียว ให้ทำสองอย่างได้ ตอนเผลอไปใจไม่สงบ ไม่ได้สมถกรรมฐาน แต่เป็นโอกาสที่จะทำวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือรู้ทันจิตที่มันไม่สงบนั้น ตอนรู้ทัน..ขณะนั้นไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน เป็นขณะที่รู้ แต่พอรู้ว่าหลง จาก “หลง” ก็กลายเป็น “รู้” ขึ้นมา ขณะที่รู้นั้น..เป็นขณะของกุศล ตอนหลงคิดเรื่องอื่น..เป็นขณะที่เป็นอกุศล ถ้ารู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ได้ทำอะไรเกินกว่ารู้ จิตใจก็จะเรียนรู้ว่า..ความเผลอเมื่อกี้ที่เกิดขึ้นมา..ดับไปแล้ว และไอ้รู้เนี่ย..ก็จะดับตามไปด้วย ตอนที่ “รู้” ว่าเผลอคิด ขณะ “เผลอ” ก็ดับไปแล้ว การรู้อย่างนี้ประกอบไปด้วยสติและสมาธิ ถ้าทำฌานไม่ได้ ไม่มีครุกรรมด้านดี ก็ทำอาจิณกรรมให้จิตมีความคุ้นชิน การทำทาน เป็นการกำจัดความตระหนี่ เพื่อป้องกันการยึดติด เพื่อป้องกันความเสียดายทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ถ้าเราไม่หัดสละเสียบ้าง ตอนสุดท้ายที่เราจะตายจริง ๆ เราจะเสียดายอย่างมาก เพราะไม่เคยเสียสละ ไม่เคยตัดความตระหนี่ แจกจ่ายเขาบ้าง ถ้าเราไม่หัดเสียสละด้วยการให้ทาน เราจะไม่มีความคุ้นชิน ในการที่จะต้องสูญเสีย ในวาระสุดท้าย คือตอนตาย จะลำบาก เพราะต้องสูญเสียทุกอย่างที่มี การให้ทาน เป็นสิ่งที่ดี สุขใจผู้ให้ ซึ้งใจผู้รับ ประทับใจผู้พบเห็น จำไว้ ถ้าไม่มี “ครุกรรม” ให้ทำ “อาจิณกรรม” ถ้าไม่มี “อาจิณกรรม” บางคนจะไปหวังเอาตอนใกล้ตาย จะมีกรรมอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “อาสัณกรรม” ซึ่งเสี่ยงมาก กรรมฐานอีกอย่างที่ควรฝึก คือ เจริญเมตตา “ศัตรูของเมตตา” คือความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท ความจองเวร ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นมาในใจ ให้รู้ทันด้วย เจริญเมตตาบ่อย ๆ และรู้ทันศัตรูของเมตตาที่เกิดขึ้นมา จะให้ช่วยตัวเองด้วยการทำความคุ้นชินของจิตในการคลุกคลีอยู่กับธรรมะ ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงการบรรยายธรรมเรื่อง กรรมเพื่อปรับภพภูมื ณ วัดผาณิตาราม ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ https://bit.ly/2JEddit Shortlink: November 8, 2020ฝากคิดadmin อ่านต่อ
#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สวดมนต์ให้ได้หลักภาวนา ?? #ถาม : ทุกวันนี้เวลานั่งภาวนาจะต้องเปิดบทสวดมนต์ อิติปิโส พาหุง และธรรมจักร มีความรู้สึกว่าถ้าสวดไปด้วยตัวเองจะรู้สึกว่านิ่งกว่าไม่เปิดค่ะ ได้มั๊ยคะแบบนี้? #ตอบ : ได้นะ ก็อาศัยบทสวดมนต์ที่เปิดนั้นเป็นที่อยู่ของจิตไปนะ หรือจะสวดไปเองด้วยก็ได้ ถ้าจิตเผลอไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนต์ที่กำลังสวด ก็ให้รู้ทันว่า เมื่อกี้เผลอไป ถ้าเห็นว่ามีความเผลอเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าได้เจริญสติปัฏฐานแล้ว เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สวดมนต์ต่อไปอีก การสวดมนต์มีข้อดีในแง่ที่ว่าจะเผลอได้ไม่นาน โดยเฉพาะถ้าสวดด้วยตนเอง เนื่องจากว่าถ้าเผลอนานก็จะสวดต่อไม่ได้ เผลออีกก็รู้อีก ถ้าเห็นว่าตอนที่เผลอ จิตมันเคลื่อนออกไปจากมนต์ที่สวด นั่นคือเห็นสภาวะจิตที่ไม่ตั้งมั่น ขณะที่เห็นจิตไม่ตั้งมั่น ก็จะเป็นขณะที่จิตตั้งมั่นพอดี นี่ก็เท่ากับได้ทำสมาธิที่ถูกต้องแล้ว สวดมนต์ต่อไปอีก เผลออีก ตอนเผลอคือตอนที่จิตคิดเรื่องอื่นๆ ตอนรู้ว่าเผลอ-ไม่ได้คิด ความเผลอก็หยุดลงในขณะที่รู้นั้น ถ้าเห็นได้อย่างนี้ ก็คือ เห็นว่าเมื่อกี้สภาวะความเผลอมีอยู่จริง แต่ตอนนี้ดับไปแล้ว ความเผลอก็แสดงความไม่เที่ยงให้ดู นี่ก็เท่ากับได้เจริญวิปัสสนาแล้ว สวดมนต์ต่อไปอีก เผลออีก บางทีจะเห็นว่ามันเผลอเอง ไม่ได้อยากเผลอเลย นั่นคือเห็นว่าความเผลอไม่ใช่เรา ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของเรา แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ความเผลอก็แสดงความเป็นอนัตตาให้ดู นี่ก็เท่ากับได้เจริญวิปัสสนาแล้วเช่นกัน ถ้าเห็นว่าจิตที่เป็นตัวรู้สภาวะต่างๆ นั้น เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอ จิตผู้รู้นั้นก็ไม่เที่ยง และไม่ใช่เรา ละความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวของตนลงได้ ก็เท่ากับว่าได้ปัญญาในระดับมรรคผลเลยทีเดียว ฉะนั้น สวดมนต์ต่อไปนะ ถ้าสวดจนจดจำได้คล่องแล้ว ก็ไม่ต้องเปิดเสียงนำแล้วนะ สวดมนต์ด้วยตนเอง จะเห็นสภาวะได้ดีกว่า สวดให้ได้หลักภาวนานะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ Shortlink: November 6, 2020นิมฺมโลตอบโจทย์admin อ่านต่อ