All posts by admin

วันศุกร์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #กรรมไม่ดำไม่ขาว เราเกิดมาควรทำอะไร? อันนี้มีคำตอบ.. เราเกิดมาเพื่อพัฒนากรรม! พัฒนากรรม สร้างกรรมดี ๆ ละกรรมไม่ดี รู้ทันกรรมที่ตนเองกระทำไป … มีกรรมอะไรบ้างที่ควรพัฒนา ? “กรรมฐาน” คือ มีความสงบบ้างไหม? สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เคยฝึกไหม? นอกจากพัฒนากรรมในแง่การแสดงออกทาง กาย วาจา ใจ แล้วเนี่ยนะ “กรรมฐาน” ก็ควรพัฒนาขึ้นมาด้วย เพราะว่า “กรรม” เนี่ยนะ พระพุทธเจ้าทรงแบ่งเอาไว้ ที่น่าสนใจ ก็คือ ๑. “กรรมดำ ให้ผลดำ” หมายความว่า ทำอกุศลกรรม แล้วมีวิบากที่เผ็ดร้อน ก็คือพาให้ลงอบาย ๒. “กรรมขาว ให้ผลขาว” คือทำกุศลกรรมแล้ว ทำให้มีผลมีความสุข แล้วมีวิบากที่ดี ทำให้มีความสุข เช่น.. ไปเกิดบนสวรรค์ ๓. “กรรมทั้งดำทั้งขาว” ก็คือ ทำกรรมปน ๆ กัน คือไม่บริสุทธิ์ทั้ง ๒ ส่วน จะไม่ดำล้วน และขาวล้วน เช่นอะไร.. ให้ทานแต่ก็เสียดาย หรือว่าให้แบบเหยียดคนรับ ให้แบบรำคาญ ๆ ประมาณนี้นะ คือไม่ได้มีใจเมตตา ไม่ได้มีใจกรุณา ให้แค่ตัดรำคาญไป ถามว่าให้ดีไหม? .. ดี! แต่ใจขณะนั้นไม่เป็นกุศล อย่างนี้นะ! ซึ่งมีการทำปน ๆ กัน ทั้งดำและขาว วิบากก็จะปน ๆ กัน มันก็จะให้ส่วนที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว แต่ก็ไม่น่าพอใจมันทั้งหมด ประมาณอย่างนี้ ที่น่าสนใจ คือ พระพุทธเจ้าให้ทำกรรมที่ ๔ ๔. “กรรมไม่ดำไม่ขาว” (ไม่เหมือนข้อ ๓ นะ เพราะข้อ ๓ กรรมทั้งดำทั้งขาว) แต่ข้อที่ ๔ คือ กรรมไม่ดำไม่ขาว คือทำแล้วจะพ้นกรรม พ้นการเวียนว่ายตายเกิด ทำกรรมขาวยังเวียนว่ายตายเกิดนะ! ไปเกิดบนสวรรค์บางทีก็เพลิน ลืม! ลืมสาเหตุว่าทำไมเราเกิดมาบนสวรรค์ ได้แต่เสพสุขไปเรื่อยๆ จนหมดอายุของบุญ พอหมดอายุของบุญเหลือแต่บาป แล้วก็ลงอบาย แล้วก็เป็นอย่างนี้กันมาก! … พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้เห็นว่า.. การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ และเกิดทีไรเป็นทุกข์ทุกที แม้แต่เกิดเป็นเทวดาก็เป็นทุกข์ ฉะนั้น ถ้าจะพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ต้องทำกรรมตัวใหม่ เขาเรียกว่า “กรรมฐาน” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคลิกใจให้ธรรม ตอน เกิดมาควรทำอะไร? https://youtu.be/F2xoVOG41ro (51.15-55.16)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #หัวใจเศรษฐี #อุอากะสะ #ถาม : โยมจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่อง “ลาภลอย” บางคนถูกหวยบ่อยๆ แต่บางคนไม่ถูกเลย เป็นเพราะอะไรเจ้าคะ? #ตอบ : โอ้! แสดงว่าไม่ได้ให้ทานเอาไว้ ไม่ได้สงเคราะห์คนยากคนจน ไม่ได้ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ..ประมาณนี้ คือ เวลาคนเขาเดือดร้อน เราไม่ได้ไปทำเซอร์ไพรส์ (surprise) เขา (surprise แปลว่า ทำให้ตื่นใจ, ประหลาดใจ, ไม่คาดคิดมาก่อน) เวลาเราจะถูกหวย หรือว่าจะถูกลาภลอยใหญ่ๆ มันต้องระดับเซอร์ไพรส์นะ เวลาเราไปช่วยใคร แล้วเขาปลื้มมากเลยนะ ในการที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากเรา มันก็จะเป็นเหตุให้เรา เวลาจะได้ลาภ ก็จะได้ลาภแบบเซอร์ไพรส์ ๆ ทีนี้ไอ้บุญพวกเรา มันทำแบบเนิบๆ มันก็ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ก็เป็นไปตามเหตุที่ทำนั่นล่ะ ถ้าเอาจริงๆ นะ “ไม่ต้องไปหวัง” อย่า! ไปหวังลาภแบบประเภทนี้ ลาภที่ว่า “จากการพนัน” นะ มันเอาแน่ไม่ได้!! ถ้าหวังจะมีกินมีใช้ให้.. ๑. ขยันหา ๒. รักษาไว้ให้ดี ๓. มีกัลยาณมิตร ๔. เลี้ยงชีวิตชอบ “อุ อา กะ สะ” คือหัวใจเศรษฐี ซึ่งนำมาจาก “ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตนิกธรรม)” ได้แก่ ๑. อุ – อุฏฐานสัมปทา มีความถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติการงานและการประกอบอาชีพที่สุจริต รวมถึงใช้ปัญญาหาวิธีที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จ ๒. อา – อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา เมื่อหามาได้ ก็ต้องรู้จักรักษาเอาไว้ ไม่ใช่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย คุ้มครองโภคทรัพย์และผลงานที่ทำมาด้วยหมั่นเพียรนั่นแหละ ๓. กะ – กัลยาณมิตตตา คบคนดีเป็นมิตร คือ คบเพื่อนดีด้วย เพื่อนที่มีน้ำใจ ร่วมสุขร่วมทุกข์ และเตือนเราได้ในคราวที่เราประมาท อย่าไปคบเพื่อนชวนเที่ยวกลางคืน ชวนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือว่าคบเพื่อนที่ชวนให้ไปอบายมุข ๔. สะ – สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตให้พอสมควร มีความเป็นอยู่เหมาะสมแก่ฐานะของตัวเอง เช่น มีรายได้หมื่น ก็อย่าไปใช้จ่ายเป็นแสน จัดสรรรายได้หนึ่งหมื่นนี้ ให้พอเลี้ยงชีพ ในการที่จะเลี้ยงตัวเองให้ผ่านไปให้ได้ ให้มีรายได้มากกว่ารายจ่าย อย่าใช้จ่ายเกินตัว รู้จักประหยัด แล้วก็กลับไปข้อ ๑ ใหม่.. ขยันหา หามาได้..รักษาให้ดี ๆ รักษาให้ดี ๆ ไม่ใช่ว่าจะไม่ใช้เลยนะ ใช้ ..ใช้แต่ให้มันสมเหตุสมผล พอสมควรแก่ฐานะของตัวเอง อะไรจำเป็นต้องใช้..ก็ใช้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ใช้เลย แล้วก็ข้อสำคัญข้อ ๓. คือ “กัลยาณมิตตตา” ก็คือคบเพื่อน “คบเพื่อน” เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญเลยว่า “เราจะไปดี หรือ ไปร้าย?” ก็คือ เพื่อนเนี่ยจะพาเราไป เราคบเพื่อนดี มันก็พาเราไปดี คบเพื่อนชั่ว มันก็พาเราไปชั่ว คบเพื่อนสำมะเลเทเมา มันก็พาเราไปสำมะเลเทเมา คบเพื่อนใช้จ่ายมาก ถ้าเราไปอยู่กลุ่มนี้นะ แล้วเราไม่จ่ายนะ เราก็ชักอึดอัดใช่ไหม? ก็ต้องดูว่า การคบเพื่อนของเรา.. – เราคบเพื่อนเหมาะกับฐานะเราไหม? – มันเป็นไปเพื่อความเจริญไหม? ถ้าเราอยู่ในฐานะเลือกได้ เช่นเป็นผู้บริหาร ก็ต้องเลือกบุคคลที่จะมาร่วมงานด้วย เพราะฉะนั้น การคบเพื่อนดี นอกจากจะไม่ใช่เพื่อนในระดับประเภทว่าอายุเท่าๆ กันนะ แม้แต่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์นี้ก็เป็นเพื่อนนะ เรียกว่า “เป็นกัลยาณมิตร” เพื่อนนี้ไม่ได้หมายความว่า เป็นเพื่อนร่วมเรียนร่วมชั้นเท่านั้นนะ พระพุทธเจ้า.. พระองค์ยังตรัสว่า พระองค์เป็นกัลยาณมิตรของทุก ๆ คน ใน”อุปัฑฒสูตร” สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ข้อที่ว่าความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด ทีเดียวนั้นพึงทราบโดยปริยายนี้ ด้วยว่าเพราะอาศัยเราผู้เป็นมิตรดี เหล่าสัตว์ผู้มีชาติ (ความเกิด) เป็นธรรมดาย่อมพ้นจากชาติ ผู้มีชรา (ความแก่) เป็นธรรมดาย่อมพ้นจากชรา ผู้มีมรณะ (ความตาย) เป็นธรรมดาย่อมพ้นจากมรณะ ผู้มีโสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) เป็นธรรมดาย่อมพ้นจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส” เพราะฉะนั้นการคบเพื่อน ไม่ใช่ว่าจะเป็นแค่เพื่อนในรุ่นเดียวกัน เพื่อนต่างเจเนอเรชั่น (generation แปลว่า รุ่น) ก็ได้ เพราะฉะนั้น ‘คบครูบาอาจารย์’ ก็เป็นการ ‘คบเพื่อน’ ในแง่ของ ‘กัลยาณมิตร’ เหมือนกัน คือ.. – เป็นผู้ที่จะคอยตักเตือน – ที่จะคอยแก้ปัญหาให้ – หรือชี้ช่องทาง ให้เราเกิดปัญญาขึ้นมา – บอกทางพ้นทุกข์ให้เราได้ ประมาณนี้ การคบเพื่อนที่สามารถทำให้เราเจริญขึ้นเนี่ย ควรหา “กัลยาณมิตร” ในแง่นี้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=RVsLogVc3S4 (นาทีที่ 1.47.00 – 1.51.24)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #หยุดเวียนว่ายตายเกิด #ถาม : ทำอย่างไรถึงจะ “หยุด” วงจรการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้คะ? #ตอบ : ก็มาดูว่า “เหตุให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดนั้นคืออะไร?” ..ก็ไปละเหตุนะ เหตุที่เกิดการเวียนว่ายตายเกิดก็คือ “ตัวตัณหา” เพราะฉะนั้นจะไปละตัวตัณหานี้ได้ ไม่ใช่ไป “อยาก” ไม่ให้มีตัณหา วิธีการละตัณหา ก็คือไป “เจริญมรรค” ความหยุดเวียนว่ายตายเกิด คือ นิโรธ ตัวที่ทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด ก็คือ ตัณหา แต่วิธีไม่ใช่ว่า มีตัณหาแล้ว..ละตัณหา หรือว่าไม่เอามัน..มันทำยาก วิธีก็คือ เจริญ “มรรคมีองค์ ๘” “มรรคมีองค์ ๘” ก็สรุปเป็น ศีล สมาธิ ปัญหา แต่มรรคมีองค์ ๘ นี้ จะเริ่มด้วยปัญญาก่อน ๑. สัมมาทิฏฐิ (ปัญญา) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ปัญญา) ๓. สัมมาวาจา (ศีล) ๔. สัมมมกัมมันตะ (ศีล) ๕. สัมมาอาชีวะ (ศีล) ๖. สัมมมาวายามะ (สมาธิ) ๗. สัมมาสติ (สมาธิ) ๘. สัมมาสมาธิ (สมาธิ) สัมมา ๒ สัมมาแรกก็คือ เป็นเรื่องของ “ปัญญา” ๓ ข้อต่อมา เป็นเรื่องของ “ศีล” แล้วก็ชุดสุดท้าย เป็นเรื่องของ “สมาธิ” มันเป็นเรื่องของการพัฒนาตนเอง คือ มันต้องมีกระบวนการพัฒนาจิตใจ คนจะ “หยุด” วงจรการเวียนว่ายตายเกิดได้ ..ต้องมี “ปัญญา” แล้วก็ไม่ใช่ปัญญาระดับ..คิดนึกเอา ต้องเป็นปัญญาในระดับที่ว่า “เห็นสภาวะแสดงความจริง” ไม่ใช่เห็นสภาวะเฉย ๆ ด้วยนะ! เห็นสภาวะแสดงความจริงว่า มันไม่เที่ยง หรือ เป็นทุกข์ หรือ เป็นอนัตตา แง่ใดแง่หนึ่งใน ๓ แง่นี้ เรียกว่า “เห็นไตรลักษณ์” การจะมีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ได้ ก็ต้อง “เตรียมจิต” ให้พร้อมจะมีปัญญา ก็คือทำให้.. มีสมาธิ มีสติ มีความเพียร ตัวที่เราต้องการจริง ๆ คือตัวสัมมาสมาธิ แต่มันจะเกิด “สัมมาสมาธิ” ได้ ก็ต้องมี “สัมมาสติ” และ “สัมมาวายามะ” คือ มีความเพียรที่ชอบด้วย พอมีสัมมาสมาธิได้ มันจะมีกำลังในการ “เห็นสภาวะ” ที่จากเคยเห็นว่า ‘เป็นเรา’ มันจะแยกออกมาเป็นว่า ‘อ้าว! นี่มันรูป’ ‘นี่มันนามที่รู้’ มันแยกความเป็นเราออกมาเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนหนึ่งเป็นรูป ส่วนหนึ่งเป็นนาม สมมติว่ากายนี้นะ เมื่อก่อนถ้าไม่ภาวนาจะรู้สึกว่า ‘กายเรา’ แต่ภาวนาไป เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นมา หรือว่าเป็น “สัมมาสมาธิ” ขึ้นมา ก็จะเห็นว่า ‘กายนี้ถูกรู้ มีจิตเป็นผู้รู้อยู่ต่างหาก’ และ ‘ไอ้กายนี้ ไม่ใช่เรา’..ก็เหลือแต่นาม “นาม” นี้ก็จะมีทั้ง – เวทนา – สัญญา – สังขาร – วิญญาณ ..ก็เรียนรู้ไป คือจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เคยยึด หรือเคยเข้าใจว่าเป็นเรา..แสดงความจริงนี้ มันต้อง “เตรียมจิต” ให้มีคุณสมบัติพร้อมพอ ไม่ใช่คิดเอา! ต้องเป็นการที่จะไป “เห็น” เรียกว่า “ญาณทัศนะ” นั่นเอง “ญาณทัศนะ” นี้คือ “ญาน” เป็นคำหนึ่งที่เป็นเรื่องของปัญญา “ทัศนะ” คือ เห็น เห็นสภาวะนั่นเอง เห็นสภาวะแสดงความจริง ไม่ใช่คิด! ไม่ใช่คิด! คือ ครูบาอาจารย์อาจจะบอก หรือว่า พระพุทธเจ้าเองอาจจะตรัสเอาไว้ แสดงความจริงว่า “เป็นอย่างนี้ ๆ …” ถ้าผู้ฟังไม่มีประสบการณ์จริงจากการเห็นสภาวะ เอาแต่คิดเอานะ จะไม่เกิดปัญญาในระดับที่ว่า จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด มันจะเป็นความคิดเทียบเคียง เรียกว่า “วิตรรกะ” เป็นความคิดเอา “คิดเอา” ไม่เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ในระดับที่จะพ้นจากวัฏสงสารได้ มันต้องเป็นระดับ “ญาณทัศนะ” ญาณทัศนะนี้อย่างน้อย ๆ ก็คือมี “วิปัสสนาญาณ “ เห็นว่าสิ่งใดเกิด-สิ่งนั้นดับ ประมาณอย่างนี้ มันจึงจะไปได้ มันจึงจะไม่ไปเวียนว่ายตายเกิด คือหลุด! ตัดวงจรเวียนว่ายตายเกิดได้ การจะเตรียมจิต ก็ต้องมี “ปฏิปทา” หรือมีพฤติกรรมที่เอื้อด้วย ในการเป็นอยู่ ก็ต้องเป็นอยู่ที่ดี เรื่องนี้ก็อยู่ในเรื่องของ “ศีล” หรือ “วินัย” “ต้องมีศีลดี” ไม่ใช่ว่ามุ่งจะเอาแต่สมาธิ แต่ไม่รักษาศีล ก็จะกลายเป็นสมาธิที่ชั่ว ที่เลว พร้อมที่จะไปทำผิดศีลได้ เช่นว่า มุ่งอยากจะทำสมาธิ แต่ใจนี้อยากใหญ่ เช่น พระเทวทัต ..อยากใหญ่ ไปยุให้ลูกฆ่าพ่อ นี้ก็ไปทำให้เขาผิดศีล แล้วตัวเองก็พูดคำพูด ที่ทำให้เขาแตกความสามัคคีกัน จากพ่อลูกรักกันกัน ก็กลายเป็นว่าลูกคิดจะฆ่าพ่อ ใช้คำพูดไม่ดี ผิดศีลนะ จริง ๆ ผิดศีล มันต้องรักษาศีลด้วย รักษาศีล – มีปฏิปทาที่เมื่อย้อนดูแล้ว ไม่แหนงใจ ไม่ถูกการกระทำในอดีตทิ่มแทงใจ คือถ้าทำอะไรไม่ดี พอไปเจริญกรรมฐานนะ มันจะถูกความผิดพลาด ที่เราทำผิดศีลไปแล้ว มันมากวนใจ แล้วจริง ๆ สมาธิ ก็จะไม่ได้สมาธิที่ถูกต้อง อย่างเก่งเลย คือ อย่างพระเทวทัต ทำสมาธิได้ แต่สมาธินั้นยังไม่ใช่สมาธิที่ถูกต้องด้วยนะ ทำฌาน ทำฤทธิ์ได้ แต่ยังไม่ได้จิตตั้งมั่นนะ มันเป็นเพียงสมาธิแบบเอาไปทำอภิญญาบางตัวเท่านั้นเอง ยังไม่เกิดจิตตั้งมั่น ..ไปทำอภิญญา แล้วไป “สนองกิเลสตัวเอง” การได้สมาธิกลับกลายเป็นว่า ทำให้การทำชั่วยิ่งใหญ่ขึ้น ชั่วมากขึ้น เหมือนคนคิดจะทำเลว แต่ไม่มีอุปกรณ์ ก็ทำเลวได้น้อย แต่ถ้ามีอุปกรณ์ มีอาวุธ อะไรขึ้นมา ยิ่งอาวุธนั้นร้ายแรง ก็จะยิ่งทำชั่วได้ร้ายแรงมากขึ้น ..แบบเดียวกัน สมาธิมันเหมือนเป็นอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นจะทำให้อุปกรณ์นั้น มีประโยชน์ ไม่มีโทษ ก็ต้องรักษาศีลก่อน ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นมาตรฐาน เป็นมาตรฐานเอาไว้ รักษาศีลได้ดี เวลามาทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง ก็จะมีแต่ความผ่องแผ้ว มีความสุข สุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ สรุปแล้วก็คือ มาเจริญ “ไตรสิกขา” ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าในแง่โยมก็คือ ทำ “บุญกิริยาวัตถุ ๓” ทาน ศีล ภาวนา ถ้าจะพูดกันในแง่ของว่า โดยองค์ประกอบหลัก ๆ ก็คือ “มรรคมีองค์ ๘” มันเป็นเรื่องที่เราต้องฝึก ต้องเจริญ ต้องพัฒนาตนเองขึ้นมา ไม่ใช่คิด อยากจะหยุด.. วงจรการเวียนว่ายตายเกิดอย่างเดียว มันต้องทำเหตุด้วย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=ONtGU586HWU (นาทีที่ 1.54.20-2.02.12 )

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #อธิษฐานในพรรษา #ถาม : จะออกพรรษาแล้ว ผู้ที่อธิษฐานเข้าพรรษาไว้ ก็จะมีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ขอพระอาจารย์ให้มุมมองในการวางใจ #ตอบ : จะขอทำความเข้าใจคำว่า “ออกพรรษา” นิดหนึ่งก่อน โดยความเข้าใจของโยมทั้งหลายก็คือ พรุ่งนี้ (21 ตุลาคม 2564) ..วันนี้เป็นวันโกน พรุ่งนี้เป็นวันพระใหญ่ เป็นวันพระสุดท้ายของการจำพรรษาของพระภิกษุ โยมก็จะเรียกกันง่าย ๆ ว่า “วันออกพรรษา” แต่จริง ๆ ยังไม่ออกนะ ออกจริง ๆ ในวันรุ่งขึ้น วันพรุ่งนี้ยังต้องอยู่ในวัดนะ อธิษฐานอยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ที่นั่น ยังออกไม่ได้ วันสุดท้ายของการจำพรรษา ซึ่งมีชื่อเรียกในทางพระวินัยเป็นคำเฉพาะว่า “วันปวารณา” แปลว่า เปิดโอกาส หมายความว่า พระภิกษุที่อยู่จำพรรษาด้วยกัน ไม่ว่าจะกี่รูปก็แล้วแต่ เมื่อถึงวันปวารณาให้มาปวารณากัน คือปกติในวันขึ้น ๑๕ ค่ำก็ตาม แรม ๑๕ ค่ำก็ตาม บางเดือนอาจจะเป็นแรม ๑๔ ค่ำ คือ เดือนละ ๒ ครั้ง จะมาประชุมเพื่อทบทวนสิกขาบท เรียกว่า วันอุโบสถ แล้วก็มาทำการทบทวนสิกขาบท เรียกว่า “สวดปาฏิโมกข์” แต่ในวันพรุ่งนี้ (วันนี้ ๑๔ ค่ำ) พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำนะ พรุ่งนี้ถ้าเป็นวันปกติตลอดปี ก็จะเป็นวันอุโบสถ แต่พรุ่งนี้จะเป็นวันพิเศษกว่าวันอื่น คือเป็นวันอุโบสถสุดท้ายของการจำพรรษา พระพุทธเจ้าก็จะให้วันนั้น เป็นการแสดงความสามัคคี ของภิกษุที่อยู่จำพรรษาด้วยกัน ให้ภิกษุที่อยู่จำพรรษานั้น ใช้วันอุโบสถสุดท้ายของการจำพรรษา มาปวารณากัน “ปวารณา” ก็คือ เป็นการเปิดโอกาส เปิดโอกาสคือ “เปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ที่นั้น ให้ตักเตือนได้” เรียกว่า.. ท่านจะไปที่ไหนต่อไปนี้ ถ้าได้เห็น หรือได้ยิน หรือแม้แต่สงสัยว่าท่านทำผิด ก็จงอาศัยความกรุณา ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ใช่ว่าอาศัยความโกรธนะ อาศัย “ความกรุณา” ว่ากล่าวตักเตือน ถ้าท่านเห็นว่าผิด ท่านก็จะได้ว่าแก้ไขปรับปรุง ภาษาทางคัมภีร์จะเรียกว่า “ทำคืน” ทำคืน ภาษาบาลีจะใช้คำว่า “ปฏิกรรม” แก้ไขทำให้มันดีขึ้น ถ้าอาบัติเล็กน้อยก็จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น ก็คือไปปลงอาบัติ ถ้าเป็นอาบัติหนักกว่านั้น ก็ต้องไปอยู่กรรม เป็นสังฆาทิเสส ถ้าอาบัติหนักสุดเลย ก็ต้องลาสิกขาบท ออกจากความเป็นพระภิกษุ จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ผิดอะไร ก็ตักเตือนกัน อย่างนี้เรียกว่า เป็นการปวารณา ซึ่งจะทำในวันพรุ่งนี้ ส่วนคำว่า”ออกพรรษา” เรามาเรียกกันเอง ในภาษาบาลีไม่มีคำว่า “ออกพรรษา” มีแต่คำว่า “ปวารณา” การออกพรรษานั้นจะออกโดยอัตโนมัติ คือในตอนวันเข้าพรรษานี้มีนะ วันเข้าพรรษาจะ “อธิษฐานจำพรรษา” พออธิษฐานจำพรรษา ในคำอธิษฐานจำพรรษา ก็จะบอกว่าจะอยู่ตลอดไตรมาส ไตรมาสแปลว่า ๓ เดือน บางท่านก็จะพูดทั้ง ๒ คำเลย “ตลอดไตรมาส ๓ เดือน” มันก็ไม่เป็น ๖ เดือนนะ มันก็คือแปลในคำว่าไตรมาส ตลอดไตรมาส ก็คือ ๓ เดือนนี้ จะอยู่จำพรรษาในเขตนี้ ซึ่งวันนั้นพระทั้งหลายก็จะมีการชี้ว่าเขตที่เราจะจำพรรษานะ เราจะจำในขอบเขตไหน จะไม่ไปรับอรุณนอกเขตนี้ หมายถึงว่า จะไม่ไปค้างคืนที่อื่นนอกเขตนี้ ไม่ไปรับอรุณนอกเขตนี้ อธิษฐานไว้ ๓ เดือน พอครบ ๓ เดือน ไม่ต้องอธิษฐานออกพรรษา พอครบแล้วก็เป็นอันว่าจะไปไหนก็ได้เลย ไม่ต้องมาทำพิธีออกนะ มีแต่พิธีเข้า คือ “อธิษฐาน” เหมือนกับโยมเวลาอธิษฐานอุโบสถ อธิษฐานอุโบสถ ถือศีล ๘ ข้อ จะมีคำว่า “ตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง” วันหนึ่งคืนหนึ่งจะถือศีล ๘ ข้อนี้ พ้นวันหนึ่งคืนหนึ่งแล้ว ก็ไม่ต้องมาลาศีล มันจะเป็นการกลับไปสู่ศีล ๕ โดยอัตโนมัติ อย่างนี้เช่นเดียวกัน การอธิษฐานของภิกษุที่อยู่จำพรรษา ๓ เดือน พอครบในวันพรุ่งนี้แล้วเนี่ย ก็จะไม่ต้องอยู่จำพรรษา ไม่มีความจำเป็น แต่ใครจะอยู่ต่อก็ได้ ไม่ได้ห้ามนะ แต่ใครจะเดินทางจาริกไป ต่อไปก็ได้ นี่เป็นเรื่องของพระวินัย แบบชี้แจงคำว่า “ออกพรรษา” แล้วก็คำว่า “อธิษฐาน” คร่าว ๆ นะ “อธิษฐาน” จะแปลว่า ตั้งใจมั่น คือตั้งใจอย่างมั่นคง ว่าจะทำให้สำเร็จ แต่เวลาเรามาใช้ในภาษาไทยมันจะเพี้ยนไปนิดหนึ่ง แต่ก็เพี้ยนไปมากเหมือนกัน คือเวลาเราพูดว่า “อธิษฐาน” ในหมู่คนไทยด้วยกัน “ไปอธิษฐานกับหลวงพ่อองค์นั้นสิ กับพระพุทธรูปองค์นั้นสิ” เรามักจะเป็น ‘การขอ’ รู้สึกไหม? ในหมู่คนไทยพอบอก “ไปอธิษฐานหลวงพ่อโต อย่างนี้นะ” ไปอธิษฐานหลวงพ่อโต หมายถึงว่าจะไป ‘ขอกับหลวงพ่อโต’ มันเพี้ยนไปนะ อธิษฐานไม่ได้แปลว่า “ขอ” ถ้าจะเป็นการขอ ก็เป็น “ขอที่จะทำ” ขอที่จะทำ ก็คือว่า อย่างพระจะจำพรรษาสามเดือน ณ ที่ใดที่หนึ่งก็อธิษฐาน ก็คือ ตั้งใจที่จะอยู่ ณ ที่นั้น ๓ เดือน อธิษฐาน คือตั้งใจ อธิษฐานบริขาร ก็เป็นการตั้งใจจะใช้สิ่งนั้นเป็นบริขาร ตั้งใจจะใช้จีวรนี้เป็นจีวรครอง ก็ต้องอธิษฐาน อธิษฐานใช้จีวร สังฆาฏิ สบง อธิษฐานใช้บาตร คือตั้งใจจะใช้ของใช้เหล่านี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าให้ใช้หนึ่งชุด ก็คือต้องอธิษฐานใช้ จะใช้อันนี้เป็นบาตร จะใช้ใบนี้ คือตั้งใจ ไม่ใช่ว่าล้างเสร็จไปคว่ำ แล้วก็ของใครก็ไม่รู้ คว้ามา มันก็เรียกว่าใช้เหมือนเป็นของส่วนกลางไม่ได้ คือ ต้องรักษาสมบัติส่วนตัวอันนี้ไว้ ไว้ใช้ คือต้องอธิษฐาน ต้องจำว่า ว่าบาตรนี้ของเรา จีวรนี้ของเราทำพินทุกัปปะ คือทำตำหนิเอาไว้ด้วย นี้เรื่องของอธิษฐาน ….. ที่นี้เรื่องของอธิษฐานในพรรษา การอธิษฐานจำพรรษาเป็นเรื่องของพระภิกษุ โยมไม่จำเป็นต้องมาอธิษฐาน มันไม่มีวินัยข้อไหนที่จะบอกให้โยมมาจำพรรษา แต่โยมนี้อาศัยว่า.. พระภิกษุยังอธิษฐานจำพรรษาเพื่อที่จะมาศึกษาเล่าเรียนคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเอามาใช้ด้วย คือเรียนว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร แล้วท่านก็เอามาปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ในการจำพรรษาจึงเป็นการปฏิบัติที่พระภิกษุในเมื่ออยู่ประจำที่แล้ว เป็นเวลาที่แน่นอนไม่ไปไหน ก็จะเป็นโอกาสที่จะมาเล่าเรียน โดยเฉพาะพระใหม่ ก็จะเรียนพุทธพจน์ต่างๆ ปัจจุบันก็จะปรับมา เรียกว่า “เรียนนักธรรม” หรือจะเรียบบาลีอะไรอย่างนี้นะ ก็จะเป็นเวลาที่ท่านจะได้ใช้เวลาในการศึกษาเต็มที่ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเวลาที่จะปฏิบัติด้วย บางท่านนอกจากจะศึกษาแล้ว ก็เป็นเวลาที่ท่านจะปฏิบัติ ในโอกาสอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์เป็นเวลา ๓ เดือน อย่างนี้นะ ก็จะใช้โอกาสนี้ปฏิบัติ เผื่อว่าเวลามีปัญหาอะไรจะได้สอบถามได้ หรือว่าจะได้รับการตักเตือนชี้แนะให้พัฒนาต่อไป เมื่อญาติโยมเห็นพระใช้เวลานี้ในการพัฒนาตน ญาติโยมก็ปรารถนาจะพัฒนาตนบ้าง ดังนี้การอธิษฐานของโยมในช่วง ๓ เดือนนี้ ตอนนี้แหละ โดยดูสิว่าตนเองบกพร่องในส่วนไหนก็จะอธิษฐานเพื่อป้องกันความบกพร่องนั้น ไม่ให้มันมีมาก หรืออย่างน้อย ๆ ไม่ให้มันมีข้อบกพร่องนี้ต่อไป คือให้พัฒนาตนเอง อะไรที่เป็นกุศลที่ยังไม่มี ก็จะพัฒนาสิ่งนั้นขึ้นมา อะไรที่เป็นอกุศล ก็พยายามอธิษฐานที่จะไม่ทำ ตรงนี้เรียกว่าเป็นการอธิษฐานของโยม โดยใช้เวลาในช่วง ๓ เดือนนี้ บางท่านทำสำเร็จ ก็เป็นเรื่องน่าอนุโมทนา บางท่านทำไม่สำเร็จ อาตมาว่าก็เป็นเรื่องดีกว่าไม่ทำ คือบางคนอธิษฐานจะถือศีล ๘ ตลอด ๓ เดือน ถ้าถือมาได้ตลอด..อย่างนี้เป็นเรื่องน่าอนุโมทนา แต่ถ้าถือมาแล้ว ๒ เดือน แล้วพลาดไป พลาดไปก็ยังได้ตั้ง ๒เดือน ! ถ้าฉลาดก็จะอธิษฐานต่อเลย อีกเกือบหนึ่งเดือนอธิษฐานต่อเลย เราพลาดไปหนึ่งวัน มันก็คือพลาดแค่วันเดียว ไม่ใช่ว่าจะเสียทั้งหมด ในการที่เราผิดพลาดอะไรไปจากการตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง ก็เป็นโอกาสให้เราตรวจสอบ “เอ้า..เราผิดพลาดเพราะมีเหตุอะไร?” เวลามีเหตุอย่างนั้นเกิดขึ้นมาเราจะได้ระวัง หลีกเลี่ยงเหตุนั้น ไม่เอาตนเองเข้าอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ก็ดูก็แล้วกันว่า ที่เราพลาดไปมันเป็นเพราะเหตุใด อย่างน้อยการตั้งใจทำดี แม้จะมีข้อผิดพลาด มันก็ยังดี..ดีกว่าไม่ทำ ยิ่งถ้าใครทำสำเร็จ ก็ยิ่งอนุโมทนาเลยนะ ทีนี้ในตอนที่ออกพรรษาแล้ว จะทำอย่างไรต่อ? คล้ายๆ ว่า ๓ เดือนนี้เราได้ตั้งใจทำดีอย่างหนึ่ง ออกพรรษาแล้ว..อาจจะตั้งใจอีกแบบหนึ่งก็ได้ ใน ๙ เดือนต่อไปนี้จะทำอะไรจะฝึกอะไร ก็อธิษฐาน จะแบ่งซอยเวลาย่อย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องถึง ๙ เดือนก็ได้ เช่น ฤดูหนาวนี้ หรืออีกเดือนหนึ่งข้างหน้านี้ มันยังไม่หมดฤดูฝนตามพระวินัยนะ มันจะมีอีก ๑ เดือนจนถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ อีก ๑ เดือน ลองฝึกต่อ อาจจะฝึกต่อในข้ออื่น ๓ เดือนนี้อาจจะถือศีล ๘ มา อีกหนึ่งเดือนต่อไปอาจจะไม่ต้องมาฝึกศีล ๘ ก็ได้ มาฝึกข้ออื่น เช่นว่า “จะฝึกที่จะไม่พูดร้ายกับใคร มีใจโกรธได้ แต่ถ้าจะพูดจะไม่พูดร้ายกับใคร” สมมตินะ ก็เรียกว่าลองฝึกต่อไป ในช่วงที่ออกพรรษาไปแล้ว อะไรที่เป็นจุดด้อยของเรา ก็ลองฝึกดู เพื่อจะให้จุดด้อยนั้นไม่มารบกวน เรามีจุดด้อยข้อไหนก็ลองฝึกแก้ไขจุดนั้น บางคนก็ฝึกตั้งใจว่า “ถ้ายังไม่ให้สิ่งของอะไรกับใคร ก็จะไม่บริโภคเอง” ก็ขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน ถ้าใครอธิษฐานทำความดีอะไร แล้วพลาดไปบ้าง ก็ขอให้เป็นบทเรียน พรรษาหน้าทำใหม่ให้ดียิ่งขึ้น คุณความดีต้องงดงามเพิ่มพูน ต้องพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นให้ได้ ไม่ตกต่ำไปกว่านี้ ออกอากาศวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=imIZUKfS1o8

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู (วันปวารณา) พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เกร็ดผ้ากฐิน ผ้าที่เป็นผ้ากฐินนี้ เวลาโยมเป็นเจ้าภาพมาถวาย จะไม่ประเคนกับองค์ใดองค์หนึ่ง ถ้าประเคนไปแล้ว.. ผู้รับประเคน ก็กลายเป็น เหมือนเป็นเจ้าของไปเลย จะใช้วิธีว่า พระภิกษุทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้ อยู่เป็นหมู่สงฆ์นี้ ..โยมเอาผ้ามาวางมาเอาไว้ คำที่พระท่านอุปโลกน์ ก็คือว่า “ผ้านี้บริสุทธิ์ ประดุจดังผ้าทิพย์ เลื่อนลอยมาแต่นภากาศ เหมือนตกลงมาท่ามกลางสงฆ์…” จริง ๆ ไม่ได้ตกหรอก โยมมาวางไว้ แต่ท่านก็พูดเปรียบเทียบไปว่า เป็นผ้าทิพย์ เลื่อนลอยมาแต่นภากาศ มาปรากฏอยู่ท่ามกลางสงฆ์ “…จะได้เฉพาะเจาะจง กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็หาไม่ได้ ก็ให้สงฆ์ในที่นี้ พิจารณาดูว่า รูปไหนเหมาะที่จะเป็นผู้ครองผ้าผืนนี้” โยมอาจจะถวายมา ๓ ผืน แต่ผ้ากฐิน..เลือกเอาผืนเดียว ผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาไตรจีวรนี้ เวลาคัดเลือกพระ ก็ต้องเลือกผู้มีคุณสมบัติด้วย คือต้องรู้ว่า จะต้องไปทำอย่างไรต่อ กับผ้าผืนนี้ เพราะมันมีพิธีกรรมพิเศษ เกี่ยวกับผ้ากฐิน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พินทุ แล้วก็อธิษฐาน เหมือนผ้าปกติทั่ว ๆ ไป ..ก็ต้องรู้วิธีในการทำ ผ้าถ้ายังทำไม่เสร็จ (ยังไม่สำเร็จพร้อมใช้) คือถวายเป็นผ้าขาวมา ก็ต้องรู้วิธีว่า จะไปทำอย่างไรต่อไป ให้สำเร็จเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง ขึ้นมาให้ได้ ความน่ารักของพระภิกษุ หรือจะว่า เป็นความละเอียดอ่อนของพระพุทธเจ้า ก็คือ พระองค์บัญญัติเอาไว้ว่า ตกลงกันแล้วว่าจะถวายให้ใคร สมมติว่าถวายรูปหนึ่ง แล้วที่จำพรรษากัน ๕ รูปนะ อีก ๔ รูป ต้องไปช่วยกัน ทำให้ผ้านี้สำเร็จเป็นจีวรด้วย ยกให้แล้ว ไม่ใช่ว่า.. “ท่านไปจัดการเองก็แล้วกัน” ไม่ใช่อย่างนี้นะ! อีก ๔ รูปต้องมาช่วยกันทำ แล้วทำอย่างนี้ มันเป็นการทำทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้! ผ้าผืนนี้ ยกให้ท่านไปแล้ว แต่ก็ต้องช่วยกันทำ! แสดงว่าพระที่มาทำอย่างนี้ได้ ต้องสามัคคีกัน รักกัน รักใคร่กลมเกลียวกันดี จึงจะทำสำเร็จ ถ้าทำไปแล้วก็เขม่นกัน ผ้าน่าจะไม่เสร็จ ประมาณว่า เหม็นขี้หน้ามาตั้งแต่ ๓ เดือนที่แล้ว โอ้ย! อย่างนี้..ยิ่งไม่ได้เลย! ..แสดงว่าตลอด ๓ เดือนมานี้ อยู่กันด้วยดี มีความรักใคร่สามัคคีกันดี ถึงคราวทำกฐิน ก็ต้องพร้อมเพรียงกันทำ แล้วมันมีเวลาบีบบังคับด้วย ต้องให้เสร็จภายในวันนั้น (วันนั้น หมายถึงในแง่ของพระวินัย ก็คือว่า หนึ่งวันนี้ จะนับตอนอรุณรุ่ง) เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=T01b5D6mSkw&list=PLk2lJFD9MrhJ9rZ2VDlur1c9ny6vd50Xq&index=8 (นาทีที่ 15.12-18.02)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ตัวง่วง #จิตมีนิวรณ์ #ถาม : กราบท่านอาจารย์ ผมนั่งสมาธิ ฟังธรรม และง่วงมาก แต่ผมเห็นตัวง่วง และสติสัมปชัญญะก็จับตัวง่วงได้ทัน ผมเห็นชัดว่าตัวง่วงจะเข้ามาช่วงระหว่างจิตหนึ่งดับและจิตหนึ่งเกิด #ตอบ : โอ้โห! อันนี้ไม่ใช่จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา-ดับไป แล้วจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา-ดับไป แล้วมีตัวง่วงแทรก ไม่ใช่อย่างนี้นะ “ตัวง่วง” มันอยู่ที่จิต จิตมีนิวรณ์ – ถีนมิทธะเกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจิตนี้ดับไป แล้วมีอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่จิต ที่เรียกว่าตัวง่วงขึ้นมา แล้วมีจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมารู้ไอ้ตัวง่วง ไม่ใช่อย่างนี้นะ “ตัวง่วง” นั่นแหละอยู่ในจิตดวงหนึ่ง ที่ว่าแทรกขึ้นมาเนี่ย ไม่ใช่ว่าไม่ใช่จิตนะ “ความง่วง” มันอยู่ในจิตขณะหนึ่ง เอาอย่างนี้ดีกว่า สมมติว่าเราภาวนาๆ ไป “พุทโธ พุทโธ” ไป จิตก็เกิด-ดับอยู่กับลมหายใจ หรือว่าพุทโธไปเนี่ยนะ สุดท้ายพุทโธไปแล้ว จิตดวงหนึ่งเนี่ยมันเคลิ้ม มันไหล ไอ้จิตเนี่ยมันมีนิวรณ์ที่เรียกว่า “ถีนมิทธะ” อยู่ด้วย เราจึงเรียกจิตนี้ว่า “ง่วง”.. ง่วงแล้ว จิตดวงหนึ่งเห็นไอ้จิตเมื่อกี้ ที่มันเคลื่อนเตรียมจะหลับเนี่ยนะ.. แล้วก็เห็น ไอ้อันนี้คือความง่วงที่เกิดในจิตเมื่อกี้นี้ เราเห็นว่าง่วงเนี่ยนะ จริงๆ เราเห็นจิตเมื่อกี้นี้มีความง่วงเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่า.. ‘จิตที่ภาวนาอยู่ดับไป แล้วจิตที่รู้เป็นจิต แต่ไอ้ง่วงไม่ใช่จิต’ อันนี้เข้าใจผิดนะ! ความง่วง ก็คือ สภาวะที่เกิดอยู่ในจิตขณะหนึ่ง แล้วจิตดวงที่มีสติเนี่ยไปรู้เข้า เพราะฉะนั้นที่บอกว่า.. “ตัวง่วงเข้ามาในช่วงระหว่างจิตหนึ่งดับและจิตหนึ่งเกิด” เหมือนจะดีแล้ว แต่ว่ามีความเข้าใจผิดตรงนี้ว่า.. จริงๆ แล้วความง่วงมันก็คือ “สภาวะ” อยู่ในจิตขณะหนึ่งเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าความง่วงเป็นตัวอะไรสักตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างจิตขณะหนึ่งกับจิตอีกขณะหนึ่ง ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ถ้าเห็นความง่วงแสดงว่า “เห็นจิต” แต่เป็น “จิตที่ประกอบด้วยความง่วง” เมื่อกี้นี้ เหมือนกันกับว่าถ้าเราเบิกบาน สมมติว่าถ้าเราเบิกบานนะ เห็นความเบิกบานเมื่อกี้นี้ ก็คือ “เห็นจิต” ที่ประกอบด้วย ‘ความเบิกบาน’ จิตมีความสุข ไม่ใช่เห็นความสุขแล้วความสุขไม่ใช่จิต.. คือ “เห็นจิต” ที่มี ‘ความสุข’ เมื่อกี้นี้ เห็นมีความทุกข์.. เห็นทุกข์..อ้าว! ก็คือ “เห็นจิต” ที่ประกอบด้วย ‘ความทุกข์’ เมื่อกี้นี้ เหมือนกันเลยนะ ความง่วงก็คือ .. ถ้าเห็นว่า “ง่วง” ก็คือ “เห็นจิตเมื่อกี้มันง่วง” มี ‘ความง่วง’ ใน “จิต” เมื่อกี้นี้ เหมือนกับว่าภาวนาไปแล้วเผลอ.. เห็นเผลอ ไม่ใช่ว่าเผลอเนี่ยมันเป็นตัวประหลาดอะไรที่ไหน มันก็คือกิเลสตัวหนึ่งที่อยู่ในจิตเมื่อกี้นี้ แล้วจิตดวงที่รู้เนี่ยไปเห็นเข้า เพราะฉะนั้น ไอ้ตอนที่เห็นอย่างนี้ ก็เรียกว่า “เห็นจิต” เวลาพระพุทเจ้าสอนให้ดูจิต ใน ‘จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน’ เนี่ย ท่านจะบอกไว้เลย.. “จิตมีราคะก็รู้ จิตไม่มีราคะก็รู้” สังเกตคำนะ!! ไม่ใช่ว่ารู้ราคะล้วนๆ.. “จิต” มีราคะ จิตมีราคะก็รู้ จิตไม่มีราคะก็รู้ จิตมีโทสะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ จิตมีโมหะก็รู้ จิตไม่มีโมหะก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตหดหู่ก็รู้ ไอ้ง่วงเนี่ยมันอยู่ในหดหู่ หรือว่าจริงๆ กลุ่มใหญ่ก็คือเป็น subset (กลุ่มย่อย) อีกทีของโมหะนั่นเอง เป็นตัวกระจายมาว่าโมหะมีอะไรบ้าง ก็มาอยู่ในเรื่องฟุ้งซ่านกับหดหู่นี้ พอเข้าใจนะ? ..มันก็คือดูจิตเห็นจิตนั่นเอง แล้วก็ไอ้ตัวง่วงไม่ใช่ว่าเกิดลอยๆ โดยไม่อยู่ในจิตไหนเลย ไม่ใช่อย่างนั้น ..มันก็คือ “จิต” เมื่อกี้นี้มีความง่วงปนอยู่ แล้ว “จิตที่รู้” ไปเห็นเข้าแล้ว และตอนที่จิตรู้เนี่ย สังเกตดีๆ ตอนรู้ไม่ง่วง ตอนรู้ ถ้ารู้จริงเนี่ย ตอนรู้..ไม่ง่วง แต่มันเห็นจิตที่ง่วงเมื่อกี้นี้ เพราะฉะนั้น แค่รู้ – กิเลสดับ แค่รู้ – นิวรณ์ดับ ไม่ต้องไปทำหน้าที่ดับนิวรณ์หรือดับกิเลสอะไรเลย “แค่รู้” อย่างนี้ถ้าโยมทำไปเนี่ยนะ ลองไปดูตรงนี้ น่าจะเห็นได้ง่ายแล้ว เพราะว่าเริ่มจับได้แล้วว่ามันมีปรากฏการณ์อันหนึ่งขึ้นมา ไอ้ปรากฏการณ์นั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์แบบไม่มีจิตเลย ไม่ใช่อย่างนั้น ..มันมีจิตขณะหนึ่งที่มีปรากฏการณ์ คือง่วง ปรากฏอยู่เมื่อกี้นี้ ถ้าเห็นความง่วงคือเห็นจิต แล้วจะเห็นว่าจิตเมื่อกี้นี้ที่มีความง่วงอยู่..ดับแล้ว จิตปัจจุบันเป็นจิตรู้ แล้วหลังจากนั้นภาวนาต่อนะ กลับมาที่ลมหายใจของเราต่อ เราทำสมถะอะไรก็กลับมาทำสมถะนั้นนะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=Z-RLdFXAPbU (นาทีที่ 1.15.27-1.20.58 )

อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ทำกรรม_กรรมฐาน เราก็มีโอกาสที่จะพ้นไปจากวัฏฏะนี้ โดยการที่มา “รู้ทันกิเลส” ในขณะที่ตอนรู้ทันกิเลส เราได้ทำกรรมตัวหนึ่ง เรียกว่า “กรรมฐาน” “กรรมฐาน” จะเป็นการทำกรรม เพื่อพ้นจากกรรมที่มันจะเกิดวิบาก ..แล้วก็มีกิเลส ..แล้วก็ทำกรรม คือ พ้นจากไตรวัฏฏ์นี้เอง ที่เรามาเรียนรู้พุทธศาสนา ก็คือมาเรียนรู้ที่จะรู้จักกิเลส เพื่อจะได้ไม่ถูกมันครอบงำ แล้วจะได้ไม่หลงวนเวียนอยู่ในไตรวัฏฏ์อันนี้ ก็ต้องทำความรู้จัก.. “กิเลสไม่ได้อยู่ที่อื่นใดเลย มันอยู่ที่ใจ” เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเวลาสอนให้เจริญสติปัฏฐาน จึงมาให้ดูที่ “จิตตัวเอง” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=0uL7F3FS-5Q (นาทีที่ 3.16-8.29)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #จิตใจระดับพระโพธิสัตว์ ใครก็ตามที่ตั้งใจ ที่จะบำเพ็ญบารมี เพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาทุก ๆ ท่านนะ คือมันเป็นการแสดงออก ถึงความปรารถนา ที่จะทำงานที่ยิ่งใหญ่ ต้องสร้างสมบารมี สร้างสมคุณสมบัติส่วนตัวมากมายเลย เพื่อที่จะทำงานที่ปรารถนาให้สำเร็จขึ้นมาได้ เหมือนกับว่า คนจำนวนมากในเวลานี้ หรือคนที่เราเคยพบ เคยเห็นมา มีประสบการณ์ผ่านมา ที่ยอมลำบากเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของคนอื่น เป็นการสร้างบารมี ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ ถ้าใครเกิดทัน “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” จะหลับตานึกภาพ.. ‘พระราชกรณียกิจของพระองค์’ ใครที่เห็น แล้วก็เคยศึกษาพุทธศาสนา จะไม่สงสัยเลย ถ้าจะมีครูบาอาจารย์บอกว่า “เป็นพระโพธิสัตว์” จะไม่สงสัยเลย เพราะว่าชีวิตทั้งชีวิต บำเพ็ญประโยชน์ให้กับคนอื่น แล้วคนอื่นที่ว่าไม่ใช่น้อย ๆ ..เป็น “มหาชน” ทั้งประเทศ ไม่ได้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เคยมีฝรั่ง ไปสัมภาษณ์พระองค์ “ที่ทำมานี้ ต้องการชนะคอมมิวนิสต์ใช่ไหม?” ในหลวง (รัชกาลที่ ๙) ถามกลับ “คอมมิวนิสต์คือใคร? ที่เราทำนี้ ไม่ได้รบกับคอมมิวนิสต์ เรารบกับความลำบากยากจน ความไม่มีกิน เราไปสร้างน้ำให้เกษตรกร ทำดินให้อุดมสมบูรณ์ สร้างโอกาสให้คนมีกินมีใช้ พ้นความลำบาก ถ้าคอมมิวนิสต์อยู่ในจุดที่เราไปพัฒนา เขาก็มีความสุขไปด้วย” .. พระองค์ไม่แบ่งฝ่าย ไม่ได้แบ่งว่าราษฎรนี้เป็นฝ่ายไหน? ถ้าชื่อว่า “เป็นคนไทย พระองค์ทำให้ทุกคน” อย่างนี้คือ “จิตใจระดับพระโพธิสัตว์” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ 30 กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=HjM9IhQO1cI (นาทีที่ 5.23-8.05)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #สัจจะ #ถาม : ถ้าตั้งสัจจะกับผู้มีคุณธรรมสูง แล้วทำไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้จากที่ได้ว่าไว้ บุญบารมีที่ตั้งใจทำมา จะหมดไปจริงหรือไม่เจ้าคะ? #ตอบ : บุญบารมีที่ตั้งใจทำมา มันก็แค่ “ทำไม่ได้ คือ ไม่มี” ไม่มีไอ้ที่จะทำ..แล้วทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าบุญบารมีทำมาแต่อดีต จะ “หมด” หายไปด้วย ไม่ใช่อย่างนั้น! ก็คือ “ตั้งสัจจะ” ไว้กับท่านใดท่านหนึ่ง ว่าจะทำอะไร แล้วทำไม่สำเร็จ ไอ้สิ่งที่ตั้งสัจจะไว้ ก็ไม่สำเร็จ เท่านั้นเอง ไอ้ที่ตั้งสัจจะไว้ว่า ‘จะทำ’ ก็ไม่สมกับ ที่ตั้งสัจจะไว้ คือ “ไม่สำเร็จ” แต่ไม่ใช่หมายความว่า บุญบารมีที่สะสมมาแต่อดีต จะหายไปหมด ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ไม่ใช่อย่างนั้น แค่ไอ้ตรงที่ตั้งสัจจะไว้..ไม่สำเร็จ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เป็นอุทาหรณ์ว่า ถ้าจะตั้งสัจจะอะไร ให้ดูกำลังของตัวเอง “ให้ดูกำลังของตัวเอง” ไม่ใช่ว่า ..เคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ตั้งสัจจะไว้ว่า “แม้เลือดเนื้อนี้จะแห้งไป ก็จะไม่ลุก!” เอา..จะเอาบ้าง อย่า! อย่า! ..กำลังเราไม่พอ! เลือดเนื้อยังไม่ทันแห้ง เหงื่อจะตกเสียเปล่า ๆ เอาอย่างนี้ดีกว่า ..ดูกำลังของตัวเอง ดูกำลังของตัวเองว่า.. สมมติว่า เคยนั่งกรรมฐานทำสมถะได้ ๑๕ นาที ก็เพิ่มไป จะเพิ่มอีก ๕ นาที เป็น ๒๐ นาที ..ค่อย ๆ เพิ่มอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเคยนั่งได้ ๒๐ นาที ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ‘จะนั่งตลอดรุ่ง’ ไม่ไหว มันเกิน เกินกำลัง นึกออกไหม? เพราะฉะนั้น จะตั้งสัจจะ ให้ดูกำลังของตัวเองด้วยว่า ทำได้หรือเปล่า? ถ้ามันออกแนวว่า จะไม่สำเร็จ อย่า! ไปถึงขั้น “ตั้งสัจจะ” เพียงแค่ว่า ‘เราจะลองพยายามให้เต็มที่ เต็มกำลัง สุดความสามารถ’ อย่างนี้นะพอได้ แต่ถ้าถึงกับ ลั่นวาจาไปว่า “ขอตั้งสัจจะ” ถ้าผิดจากคำนี้ไป.. ถ้าทำไม่ได้.. เราเองจะรู้สึกผิด มันจะกลายเป็นว่า “คาใจ” ..”ค้างคาใจ” อย่างกรณี ถ้าไปตั้งสัจจะกับผู้มีคุณธรรมสูง แล้วทำไม่ได้นะ ก็ต้องไปบอกกล่าวกับท่านว่า “ที่ได้เคยตั้งสัจจะ ต่อหน้าท่าน ว่าอย่างนี้… ขออนุญาต ‘ถอน’ สัจจะนั้น” แล้วก็ขอขมาท่านด้วย ที่ได้ไปตั้งสัจจะ แล้วทำไม่สำเร็จ มันจะได้ไม่รู้สึกว่า ‘เราผิด’ แล้วรู้สึกว่า ‘เราทำไม่ได้’ แล้วก็จะกลายเป็น ‘ท้อถอย’ แล้วจะทำอะไร..ก็ ‘ค้างคาใจ’ กับเรื่องนี้ มันกลายเป็นว่า สิ่งนี้มารบกวนใจอยู่เสมอ ก็ขอแนะนำอย่างนี้ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=GxGhzAWKmZg (นาทีที่ 1.07.41-11.11.04)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #เห็นความจริงของจิต ไอ้ความจริงปรากฏขึ้นมาจากการเห็น ไม่ใช่ความคิด ตรงนี้เรียกว่า “เกิดญาณทัศนะ” เห็น.. ญาณทัศนะ ก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆนะ เห็นความเกิด-ดับ พอเห็นความเกิด-ดับ เห็นความไม่เที่ยง (ความเกิด-ดับ คือ ความไม่เที่ยง) เห็นความไม่เที่ยงแล้ว จะเห็นว่า.. สิ่งเหล่านี้ คล้ายๆ กับว่า.. ไปฝากความหวังอะไรกับมันไม่ได้เลย! มันรู้สึกเห็นโทษ เห็นทุกข์ของสิ่งที่ปรากฏอยู่ เมื่อก่อนคิดว่า.. ทุกอย่างมันมั่นคง พอเห็นความไม่เที่ยง.. อ้าว! ไม่มั่นคงนี่นา เริ่ม ‘เห็นโทษเห็นทุกข์’ ของสิ่งต่างๆ ที่เคยยึดเอาไว้ แต่ใจก็ยังยึดอยู่นะ!! คล้ายๆ ยังไม่มีอะไรที่จะไปยึดต่อ ไม่รู้จะไปยึดอะไร ไอ้นี่..ยึดไม่ได้! เห็นโทษเห็นทุกข์ ก็จะเกิด”นิพพิทาญาณ” ก็จะไล่ไปเรื่อยๆ (จิต)ก็จะพยายามขวนขวาย หาทางที่จะไป พ้นไปจากสภาวะ ตรงนี้ยังอยู่ในเรื่อง “ญาณทัศนะ” ทั้งหมด เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” จนกระทั่งดิ้นรนแล้ว-ดิ้นรนเล่า พยายามรักษาสุข..ให้สุขนานๆ พยายามหนีทุกข์..ให้หายไปเร็วๆ มันทำไม่ได้เลย.. ยิ่งดิ้นรน.. ยิ่งรู้สึกทำไม่ได้!! ทุกอย่างอยู่นอกเหนือการบังคับของตัวตนของเรา แล้วก็เห็นว่า..มันเป็นไปตามเหตุ-ตามปัจจัย ก็เริ่มเข้าใจ มีปัญญามากขึ้น เห็นสภาวะมากขึ้น ก็จะเกิดญาณทัศนะตัวสำคัญ เรียกว่า.. “สังขารุเปกขาญาณ” คือ.. ความวางใจเป็นกลางกับการเห็น เห็นแล้ว.. ไม่เข้าไปยุ่ง เห็นแล้ว.. ไม่เข้าไปแทรกแซง เกิดใจเป็นกลางขึ้นมา พอใจเป็นกลางขึ้นมา มันก็พร้อมจะเห็นสภาวะนั้น ลงในเรื่องของ “อริยสัจ” เห็นสิ่งที่เห็นนั้นเป็นทุกข์.. ..เป็นทุกข์ในอริยสัจ! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก คลิกใจให้ธรรม ตอน “เข้าใจเรื่องจิตแล้ว.. เรื่องอื่นเข้าใจหมด” https://www.youtube.com/watch?v=mu1kRLw37qg&t=11s (นาทีที่ 22.24-24.51)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #ทำอย่างไร.. กับคนเสพติด fake news (ข่าวปลอม) #ถาม : คนในบ้านเสพติด fake news (ข่าวปลอม) ทางทวิตเตอร์ แล้วมากดดันให้โยมเห็นตาม คือเขาต้องการให้เราคิดเหมือน คือช่วยด่า แล้วพอเราเงียบ คือแค่ฟังและถ้าคุยด้วยเหตุและผล เขาก็ว่าเราเป็นฝั่งตรงข้าม ตอนนี้วัดก็ปิด กิจกรรมก็ไม่มีค่ะ ทำใจอย่างไรดี? #ตอบ : ก็ดีแล้วนะ หมายถึง โยมทำดีแล้ว เงียบไว้.. เงียบไว้ คนที่เขาฝังหัวไปแล้ว เราก็ไปเปลี่ยนเขายาก อย่างน้อย ๆ ที่เราจะช่วยได้นะ คือ ไม่เติม “วจีทุจริต” ในการสนทนากัน ทำให้เห็นว่า “วจีทุจริต” ต่าง ๆ ไม่จำเป็น แล้วยิ่งถ้าเขาด่า ยิ่งเขาแสดงความหยาบคาย.. มันจะยิ่งเห็นชัด ตัวคนด่าเอง อาจจะรู้สึกว่า ‘สะใจ ที่ได้ด่า’ แต่ถ้าเราฟังคำด่า แล้วไม่ด่าตอบ หรือไม่ไปโต้ตอบอะไร หรือถ้าจะโต้ตอบ ก็คุยด้วยเหตุผล คุยด้วยคำสุภาพ มันจะมีสักวันหนึ่ง ที่เขาเริ่มเห็นว่า ‘นี่กูบ้าอยู่คนเดียว!’ แต่ตอนนี้ มันยังไม่ถึงขั้นนั้น มันยังอยู่ในขั้นที่เรียกว่า อยู่ในขั้นหลงผิดอยู่ หาเรื่องทะเลาะกับคนโน้น หาเรื่องด่าคนนี้ แล้วก็ชักชวน ให้คนมารวมกันด่า รวมกันยิง..ด้วยคำพูด เอาอาวุธ คือคำพูด ใช้คำพูดนี้ แทนอาวุธ อาวุธสมัยนี้ ก็คือกระสุน สมัยก่อนนะ พระพุทธเจ้าจะเปรียบว่า “เอาคำพูดนี้ แทนหอกดาบ” สมัยก่อน อาวุธที่มันน่ากลัว ก็คือ หอกดาบ ใช้คำพูด แทนหอกดาบ ประหัตประหารกัน มีพระทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าก็เตือนนะ เตือนไม่ฟัง พระองค์ก็ปลีกวิเวกเลย พระสองฝ่ายทะเลาะกัน ด้วยเหตุเพียงแค่ พระท่านหนึ่ง ไปเหลือน้ำไว้ในห้องน้ำ ไม่ได้คว่ำภาชนะน้ำเอาไว้ เหตุแค่นี้เท่านั้นเอง แล้วกลายเป็นทะเลาะ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย พระพุทธเจ้าก็เตือน เตือนให้ “ให้อภัยกัน ให้สมัครสมานสามัคคีกัน” พระสมัยนั้น.. ไม่น่าเชื่อเลยนะ พระพุทธเจ้าเตือนขนาดนี้ พระกลุ่มที่กำลังทะเลาะกัน บอกกับพระพุทธเจ้าว่า “พระองค์เสวยวิมุติสุขของพระองค์เถิด กระหม่อนฉันจะทะเลาะกันต่อ” ประมาณอย่างนี้ ถ้าพูดแบบให้มันหนัก ๆ นะ “พระองค์อยู่ส่วนพระองค์ไป เดี๋ยวผมจะทะเลาะกันต่อ” เวลาคนโง่นี่.. มันโง่จริง ๆ นะ ไม่แบ่งว่าเป็นพระเป็นโยมด้วยนะ สมัยนั้นเป็นอย่างนั้นเลยนะ เพราะฉะนั้นช่วงนี้..เราเป็นใคร? เราเป็นใคร? พระพุทธเจ้าเตือนพระ ยังถูกพระบอก “พระองค์ไปทางโน้น” พูดง่ายๆ นะ “พระองค์ไปทางโน้น เดี๋ยวผมจะทะเลาะกันต่อ” ..แล้วเราเป็นใคร? ถ้าเราอยู่ ๆ จะไปห้าม “เฮ้ย! หยุด!” มันจะฟังเราหรือ? พระพุทธเจ้ายังถูกไล่ออกไปข้างนอกเลย มีวิธีเดียวคือว่า “อย่าไปเสริมทุจริต” วจีทุจริต กายทุจริต มโนทุจริต อะไรต่าง ๆ ไม่เอา! ไม่เข้าไปเสริม เพราะคนพวกนี้ต้องการเอาชนะ ต้องการเอาชนะ ด้วยใจที่ขุ่นมัว มีโมหะ มืดดำ ตอนนี้อยู่ ๆ เราจะไปทำให้เขาหยุดนะ..ยากอยู่ ก็ต้องให้เขาได้รับวิบากอะไรสักอย่างหนึ่ง โดยเขาเองนะ อย่างพระในยุคนั้น พอพระพุทธเจ้าปลีกวิเวกออกไป ในเมื่ออยากทะเลาะ ก็ทะเลาะไป พระองค์ก็ปลีกไปป่า ชาวบ้านทั้งหลาย.. ‘อ้าว! พระพุทธเจ้าไปไหน?’ อยากจะทำบุญกับพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าหายไปไหน? แล้วก็ทราบข่าวว่า เพราะพระพุทธเจ้าเตือนให้พระสองฝ่ายหยุดทะเลาะ แล้วไม่ยอมหยุด พระพุทธเจ้าก็ปลีกวิเวก โยมก็เลยทำโทษพระสองกลุ่ม ที่กำลังทะเลาะกัน ว่า “ถ้าอยากทะเลาะ ก็ทะเลาะไป เราไม่ใส่บาตร!” ใครมีแรงทะเลาะ.. ก็ทะเลาะไป! เจอโยมใช้มาตรการนี้เข้าไป พระก็หมดแรงทะเลาะ แต่นั้นเป็นเรื่องในอดีต ในสมัยพุทธกาล ยุคนี้ก็ต้องใช้ลักษณะอย่างนี้ อย่างที่โยมทำนี้ล่ะ คือไม่ต้องไปเถียง ไม่เถียงด้วย แล้วถ้าจะพูด ให้พูดด้วยเหตุผล พูดด้วยมีสติอย่างยิ่ง ไม่ชวนทะเลาะกับใคร ไม่ไปเหน็บ ไม่ไปใช้คำทิ่มแทงอะไรด้วย ถ้าจะอธิบาย ก็อธิบายไป ไปตามเหตุ ตามผล ตามข้อมูลที่มีจริง คนชวนทะเลาะ คนที่เสพข่าวที่ไม่จริงนะ บางทีก็ไม่รับรู้ข้อมูลอะไรที่มันตรงข้ามกับที่ตัวเองเชื่อ เราเองก็ต้องทำใจ ถ้าจะพูด.. ให้พูดความจริง ข้อมูลที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้ บางทีเราก็ไม่ต้องชวนทะเลาะอะไรมากนะ เดี๋ยวนี้ก็จะมีเพื่อนบ้านช่วย เช่น มีประเทศจีนช่วยนะ คนจีนมองออกว่า ‘พวกนี้มันอะไรของมัน?’ ..บอยคอต (boycott) เลย ไม่คบด้วย เสียลูกค้าไปเอง! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=sg_MuJyunsQ (นาทีที่ 37.40-45.00

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู 🌸🌸🌸 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ Fake News(ข่าวปลอม).. อย่าถูกหลอก ที่พูดวันนี้ก็ คือ เรื่องของ “ข่าวปลอม” แต่ข่าวปลอมในเรื่องของทางโลกนี้ ยังไม่สำคัญเท่าข่าวปลอม ที่มันหลอกเราอยู่มาตลอดสังสารวัฏ ข่าวปลอมอันนี้..ถ้าเราไม่รู้ เราจะต้องเวียนเกิด-เวียนตาย ไปอีกนับชาติไม่ถ้วน ฉะนั้น ชาตินี้ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น กับโลก กับสังคม อย่างน้อย ๆ เราต้อง “อย่าถูกหลอก” ในแง่ว่า – มันสวยไหม? – มันเที่ยงไหม? – มันสุขไหม? – มันเป็นเราจริงไหม? พอเรามีพื้นฐานในการรับรู้อย่างนี้แล้ว เวลาไปอยู่กับโลกภายนอก เราก็พอประเมินได้ว่า ‘ไอ้ข่าวสารที่ออกมานี้ เราควรจะรับมือกับมันอย่างไร?’ อย่างน้อย ๆ ก็ จากที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน “ชาวกาลามะ” รับรู้แล้ว ข้อมูลแหล่งต่าง ๆ ที่ว่ามานี้ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ! แต่ที่แน่ ๆ คือ.. รับรู้แล้ว..โกรธ.. “โกรธ” นี้.. – เชื่อได้จริง – เป็นจริง – ปรากฏขึ้นจริง ถ้ารู้ทัน อย่างใจเป็นกลาง มันจะเห็นความจริง..ลึกไปอีกว่า ‘มันไม่เที่ยง’ หรือ ‘มันไม่ใช่เรา’ ให้มาดูตัวจริง! ปรากฏจริง! ที่มันปรากฏอยู่จริง ๆ ในใจตัวนี้ ให้มาก ๆ ให้บ่อย ๆ ส่วนแหล่งข้อมูล.. ก็อดไม่ได้หรอก มันก็รับรู้มา แต่ “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ”! สิ่งที่จะเชื่อได้จริง ๆ คือ “สิ่งที่ปรากฏอยู่(ในใจ)” ไม่ว่าจะเป็น สิ่งดีก็ตาม สิ่งไม่ดีก็ตาม ดูด้วยใจเป็นกลาง ด้วยใจที่ตั้งมั่น เห็นมันบ่อย ๆ แล้วสิ่งที่ปรากฏนั้น จะแสดงความจริง แล้วเราจะไม่ถูกสิ่งต่าง ๆ หลอกลวงเอา พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการคลิกใจให้ธรรม ออกอากาศวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=hBFextGlmIo (นาทีที่ 1.07.24-1.09.22)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ #บุญคนละแนว.. #อุทิศแทนกันไม่ได้ #ถาม : บุญกุศลจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะสามารถอุทิศบุญกุศลนี้ ให้แปรเป็น อาหาร เสื้อผ้า และเปลี่ยนภพภูมิ ให้แก่ญาติผู้ล่วงลับได้หรือไม่? #ตอบ : ยากนะ มันบุญคนละแนว บุญมันมีแนว หรือว่าเป็นที่เกิดของบุญอยู่ ๓ ทาง (๑) บุญจากการให้ทาน (๒) บุญจากการรักษาศีล (๓) บุญจากการภาวนา ผู้ที่จะรับบุญกุศล ที่เราอุทิศไปให้ ในแง่..เป็นอาหาร เสื้อผ้า ต้องเป็นบุญที่มัน ‘ตรงกัน’ เขาหิวอยู่ เราไปนั่งภาวนาให้เขาดู ..เขาไม่หายหิว เขาเปลือยอยู่ เราไปนั่งภาวนาให้เขาดู ..เขาไม่หายเปลือย เราต้องให้ผ้า ทำ “ผ้า” นั้นให้เป็นทาน แล้วอุทิศ “บุญ” จากการทำทานนั้น ไปให้เขา แล้วเขาอนุโมทนา ผ้าจะปรากฏกับเขา เขาหิวอาหาร เราก็เอา “อาหาร” ไปทำทาน แล้วอุทิศ “บุญ” จากการทำทาน ด้วยอาหารนั้น ไปให้เขา มันจึงจะตรงทาง มันไม่ใช่ว่าจะมานั่งกรรมฐานให้เขาดู แล้วเขาจะดีใจ แล้วก็ได้เสื้อผ้า แล้วอิ่มขึ้นมาเลย มันยาก !! เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่า ‘บุญอย่างนี้มันสูงแล้วนะ เขาน่าจะอนุโมทนา แล้วก็รวบยอดไปเลย’ มันไม่ง่ายอย่างนั้น อย่างสมมติ “เปรต” มีเปรตมากมาย พระก็นั่งกรรมฐานกัน เปรตพอเห็นพระนั่งกรรมฐาน เปรตจะพ้นอบายไหม? ..ไม่พ้นนะ ไม่พ้น ก็คือถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะช่วยเปรตได้?” พระเหล่านั้น ถ้ารู้นะ ก็ต้องไป “ทำทาน” ขนาดพระสารีบุตรนะ พระสารีบุตร เจอเปรตกินน้ำ กินเท่าไหร่ น้ำนั้นก็ไม่เข้าปากสักที ท่านต้องไปเอาน้ำ ไปถวายพระ แล้วอุทิศบุญจากการให้น้ำนั้น ให้กับเปรต ขนาดพระสารีบุตรนะ พระสารีบุตรไม่ได้บอกว่า “อาตมาเป็นพระอรหันต์แล้วนะ อนุโทนากับความเป็นพระอรหันต์ของอาตมา” เปรตไม่อนุโมทนา เปรตหิวน้ำ เข้าใจไหม? เพราะฉะนั้น ต้องเอาน้ำให้เขาเห็น “นี่น้ำ ถวายเป็นบุญ ขออุทิศให้เธอ” อย่างนี้ จึงจะได้ คือ คนกำลังมีทุกข์เรื่องนี้ ไม่มีกะจิตกะใจจะมาอนุโมทนาในเรื่องของละเอียด ๆ ระดับทำวิปัสสนากรรมฐาน.. อย่าว่าแต่วิปัสสนากรรมฐานเลย พระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์แล้ว เจริญวิปัสสนาจนจบแล้ว จะอุทิศ “อรหัตตผล”ให้กับเปรต ยังไม่ได้เลย !! ..ดูอย่างนี้ก็แล้วกัน พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=fQWR8dKGGYE (นาทีที่ 1.24.13-1.27.41)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๔ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีฉลู 🍁🍂🍂🍁 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ #ไม่มีพุทธศาสนา..เป็นช่วงที่มืดมน พระพุทธเจ้าไม่ได้มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่ได้มีอุบัติขึ้นบ่อย ๆ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้ว ควรใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะคำสอนที่จะทำให้พ้นทุกข์ไม่ได้มีอยู่นาน ในสังสารวัฏ ถ้านับเป็นระยะเวลาโดยรวมแล้ว โอกาสที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วสั่งสอน มีแค่แว็บเดียว สมมติว่าเป็นเส้นเวลา (timeline) เวลาในสังสารวัฏตลอดมา ช่วงเวลาที่ “ไม่มีพุทธศาสนา” จะเป็นช่วงเวลาที่ “มืดมน” มืดมนในแง่..ไม่ใช่ว่าดวงอาทิตย์ไม่มี แต่มืดมนในแง่ของปัญญา ช่วงเวลามืดมนนี้จะมีอยู่แทบตลอดเวลา!! ช่วงเวลาที่มีพุทธศาสนา จะเป็นเพียงแค่ประกายแสงสว่าง ‘วาบ’ ขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้นเอง..แล้วก็ดับไป แล้วอีกกัปหนึ่ง จึงจะมีอีก ‘วาบ’ หนึ่ง..แล้วก็ดับไป แล้วในระหว่างกัปนั้นก็มืด ช่วงเวลาที่มีพุทธศาสนาเป็นเพียงแสงวาบ นี่มองในสายตาแบบเทวดาที่มีอายุยืน ๆ เช่น พระพรหม จะเห็นว่า ‘วาบอีกวาบหนึ่งแล้ว’ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วอีกองค์หนึ่ง..แล้วก็ดับไป ผ่านไปยาวเลย แล้วก็ ‘วาบ’ ขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เราอยู่นี้ มันเป็นช่วงแห่งแสงสว่างแห่งปัญญาวาบขึ้นมา มีบุคคลที่ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเอามาปฏิบัติ แล้วได้ปัญญาวาบขึ้นมา ยังมีอยู่เป็นประจำอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ ในแง่ที่พัฒนาตนเองให้วาบบ้าง ให้มี “ความวาบทางปัญญา” เป็นมรรคผลเกิดขึ้นมาบ้าง พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ ออกอากาศวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔ ลิงค์รายการ https://www.youtube.com/watch?v=fQWR8dKGGYE (นาทีที่ 51.19-53.23)

อ่านต่อ