Category Archives: ฝากคิด

วันจันทร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๒ วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ ???? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๓ พวกเราเนี่ย…

วันจันทร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๒
วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗
????
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๓

พวกเราเนี่ย เห็นญาติตาย เราน่าจะเตือนตัวเองได้แล้วว่า
“ถึงวาระของเราอีกไม่ช้าแล้ว ในอนาคตคงถึงลำดับเราแล้ว”

ตอนนี้เราอาจจะเป็นแค่คนรดน้ำศพ
เวลานี้เราอาจจะเป็นคนคอยจุดธูปเทียนหน้าศพ
วาระนี้เราอาจจะมาเป็นแขกผู้มีเกียรติ มาวางของถวายพระ
เวลาพระสวดจะมีตัวแทนมา
พระ ๔ รูป ก็คนสำคัญ ๔ คน
มาวางผ้าบังสุกุล มาถวายเครื่องปัจจัยไทยทาน

วันเผาศพก็เป็นผู้วางผ้าบังสุกุล
ลำดับมันค่อย ๆ เคลื่อนมาเรื่อย ๆ นะ
จากเราเป็นผู้มานั่งร่วมพิธี
แล้วเราก็กลายเป็นคนสำคัญ เข้าใกล้พิธีไปเรื่อย ๆ
สักวันหนึ่งเราจะเป็นคนเด่นที่สุดในพิธี
คือเป็น “ศพ” ให้เขาวางผ้าบังสุกุลนั่นแหละ!
เราจะเป็นผู้เด่นที่สุดในงานสักวันหนึ่ง

ถ้ายังคิดไม่ได้! มันก็ตายฟรีไปชาติหนึ่ง!

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
????
เรียบเรียงธรรมบรรยายไฟล์ 580411
งานพระราชทานเพลิงศพคุณแม่ผาณิต บุตรดี
วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๘

ลิงค์แสดงธรรม http://bit.ly/2xEuwce
(ระหว่างเวลา ๑๘.๔๓-๑๙.๕๘)


อ่านบน Facebook

วันอาทิตย์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๒ #ทางออกจากการปรุง…

วันอาทิตย์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
☘️☘️☘️
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๒

#ทางออกจากการปรุง

เบื้องหลังแห่งการปั้นหน้า มีการปรุงแต่ง(จิต)อยู่เสมอ
จริง ๆ แล้วเราจะมีการปรุงแต่ง(จิต)เสมอ
มี
๑.​ ปรุงเป็นบุญ
๒.​ ปรุงไม่ใช่บุญ
แล้วก็​ ๓.​ ปรุงแบบนักปฏิบัติ แบบปรุงว่าง ๆ

พวกไม่ได้ปฏิบัติก็จะมีปรุง(จิต)มีทั้งดีและไม่ดีด้วย
แต่ส่วนใหญ่จะเผลอ ออกแนวที่กิเลสเยอะ
แต่เขาปรุงดีก็มี พยายามปรุงเป็นมีเมตตา
คนไม่ได้ปฏิบัติเขาก็เมตตาได้ แสดงว่ามีน้ำใจอะไรประมาณนี้
ปรุงเป็นบุญ​ แบบด้วยใจซื่อๆ ก็มี
แต่​ก็ยังเป็นปรุงอยู่

คนส่วนใหญ่ก็จะมีปรุง(จิต)อยู่สองแบบหลัก ๆ
ก็คือ “ปรุงบุญ” กับ “อบุญ”
ภาษาบาลีคือ “ปุญญาภิสังขาร” กับ “อปุญญาภิสังขาร”
ปรุงเป็นบุญ กับ ปรุงไม่เป็นบุญ

ให้สังเกต​ที่ใจ สังเกต​ความปรุงแต่งพวกนี้
สังเกต​ความปรุงแต่งได้
ถ้าเข้าใจความปรุงแต่งเหล่านี้นะ
จะรู้สึกว่า(จิต)มันปรุงแต่งอยู่แทบตลอดเวลา
ตอนรู้เท่านั้นเอง ที่ไม่ได้ปรุงแต่ง
ปรุงดี..รู้..ตอนรู้..ไม่ได้ปรุง
ปรุงชั่ว..รู้..มันไม่ได้มีเจตนาปรุง
แต่ถ้าเจตนารู้..ก็ปรุง
ต้องให้รู้แบบธรรมชาติ ๆ

เจตนารู้จะเป็นตอนไหน?
รู้สึกว่า..รู้นั้นดี! ต้องประคองตัวรู้ไว้
นี้คือเจตนารู้..ไม่ถูก! เป็นการปรุงบุญอีกแล้ว
ปรุงไปปรุงมา ถ้าคนทำกรรมฐาน สมถกรรมฐาน, วิปัสสนากรรมฐาน
บางทีก็จะไปพอใจความนิ่ง ๆ ว่าง ๆ
ก็จะกลายเป็นปรุง “อเนญชาภิสังขาร”
แล้วบางคนปรุงได้เก่ง!
เก่งขนาดว่า..มีความว่างต่อเนื่องหลายขณะนาน ๆ
บางทีจะรู้สึกว่าถึงนิพพานแล้ว
อย่างนี้เรียกว่า “นิพพานจากการปรุง” ยังไม่ใช่ของจริง!
(เพราะ)มีการตั้งใจ ทำใจให้ว่าง ๆ

ทางออกจากการปรุงทั้งหลายเนี่ย!
( ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร)
พอดู ๆ ไปแล้วมีการปรุงแทบตลอดเวลาเนี่ย!
ทางออกมีอยู่ทางเดียว คือ “รู้จัก”
รู้จักว่ามีการปรุงเกิดขึ้น เห็นการปรุง
ตอนเห็นการปรุง ตอนรู้ไม่ได้ปรุง

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
☘️☘️☘️
เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “เจริญรอยตามพระพุทธองค์”
ณ บ้านจิตสบาย ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒
คลิปลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/ZFA9cH4WEvk
(ระหว่างนาทีที่ ๒๓.๕๕-๒๗.๐๓)


อ่านบน Facebook

วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ วันเพ็ญ​ เดือน​ ๖​ วิสาขบูชา ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๐ #เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า…

วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒
วันเพ็ญ​ เดือน​ ๖​ วิสาขบูชา
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๑๐

#เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า

ความเป็นพระนี้มันไม่ได้อยู่ที่จีวร
จะเป็นพระ หรือ ไม่เป็นพระนี้
ท่านเน้นไว้ที่ตัวคุณสมบัติที่เป็นสังฆคุณ

“สังฆคุณ” เคยสวดไหม?

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ก็คือในส่วนที่เป็น “สาวะกะสังโฆ”
สงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
สงฆ์ที่เป็นสาวกนี้ต่างกัน.. ความหมายไม่เหมือนกันกับคำว่า “ภิกษุสงฆ์”

ที่เราสวดเจริญสังฆคุณนี้ คือ “สาวกสงฆ์” (สาวะกะสังโฆ)
สาวะกะสังโฆ ไม่จำเป็นต้องห่มผ้าเหลืองแบบนี้ก็ได้
จะ​เป็น​ฆราวาส​ในชุดชาวบ้านก็ได้
แต่..ความแตกต่างก็คือว่ามาฝึกฝนปฏิบัติธรรม
ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ถ้าเป็นพระ..ก็มาเน้นที่รักษาศีล
แล้วก็มาเจริญศึกษาด้านจิตใจ แล้วก็มาศึกษาด้านปัญญา
ที่พูดสั้น ๆ ว่า (ศึกษา) ศีล สมาธิ ปัญญา

ศึกษาแล้วก็มีความเข้าใจตามพระพุทธเจ้า
ถ้ามีความเข้าใจตามพระพุทธเจ้าแล้ว
ถ้าไม่ได้เป็น​ผู้ห่มผ้าอย่างนี้ แม้เป็นชุดฆราวาสนี้
ถ้ามีความเข้าใจ​ธรรม​(ก็​เป็น​สงฆ์)​
เข้าใจขั้นแรกก็คือ​ เข้าใจว่า​ “กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่เรา”
เรียกบุคคลอันนี้ว่า(โสดาบัน)​..เริ่มเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน
แม้ยังทำการเรียนไม่จบ แต่ว่าจะจบแน่ เข้าสู่กระแส(นิพพาน)แล้ว

คนที่เริ่มเข้าสู่กระแสนี้ ให้เรียกคนเหล่านี้ว่า
สาวะกะสังโฆ
เป็นสงฆ์สาวก
สงฆ์สาวก จึงม​ี​ได้​ทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
พุทธ​บริษัท​ทั้ง ๔ ประเภท​ (ก็​สามารถ​เป็น​ได้)​

ถ้ารู้ว่ามี​โอกาส​ได้​ทั้ง ๔ ประเภท อย่างนี้แล้ว
เราเอง​จึงควรจะเป็นหนึ่งในสงฆ์สาวกนี้ด้วย
ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ
เรียกว่า “เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า”
เจริญรอยตามความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า

แต่บางอย่างเราเจริญรอยตามไม่ได้
เช่น วันวิสาขบูชา เนี่ย​
เรามาระลึก​ว่า​
พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
ในวันเพ็ญเดือนวิสาขบูชา ตรง​กันทั้งสามวัน

ประสูติมา แล้วอีก ๒๙ ปี จึงมาตรัสรู้
แล้วก็จนอายุ ๘๐ จึงจะมาปรินิพพาน
(ทั้ง​สาม​เหตุการณ์​นี้​เกิดขึ้น​ใน​วัน​เพ็ญ​เดือน​ ๖​ เหมือนกัน)​
เราเจริญรอยตามส่วนนี้ไม่ได้
แล้วลักษณะ​พิเศษแบบนี้่​ มีเพียงแค่พระพุทธเจ้า​เท่านั้น

แต่เราระลึกถึงความพิเศษ​นั้น เราจึงมาบูชา
ก็คือบูชาคุณของพระพุทธเจ้า
แล้ว​ “เจริญ​รอย​ตาม​พระ​พุทธเจ้า”
ด้วย​การ​ปฏิบัติ​ธรรม​ จน​รู้​ธรรม​ตาม​ที่​พระองค์​สอน

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เมตตาตน”
ณ บ้านจิตสบาย เมื่อ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ลิงค์วีดีโอ http://yt3.piee.pw/HU2U9
(ช่วงนาทีที่ ๔.๔๒-๘.๐๕)

ถอดคำโดย อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

วันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ⛓️⛓️⛓️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๙ #เครื่องผูก​หย่อน​ๆ…

วันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖
⛓️⛓️⛓️
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๙
#เครื่องผูก​หย่อน​ๆ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า..
โซ่ตรวน​ที่​ล่าม​ขา ที่โดนกันอยู่ข้างนอกนี้​ ดูมั่นคงแข็งแรง​ แต่ไม่น่ากลัว
ที่ไม่น่ากลัว​เพราะ แม้ถูกทำให้ตายก็ตายชาติเดียว
แต่โซ่ตรวนที่น่ากลัว.. เครื่องผูกมัดที่น่ากลัว
ไม่ใช่ผูกแบบแข็งแรงแบบนี้ มันผูกแบบหย่อนๆ!

แปลกมั้ย?​ เครื่องผูกที่หย่อนๆ นี้น่ากลัวกว่า!
เครื่องผูกหย่อน ๆ มีอะไรบ้าง?

ทรัพย์สิน เงินทอง คนรัก และลูก
สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องผูกใจ
และผูกไว้แบบหย่อน ๆ
ประมาณว่าเหมือนเรามีอิสระกับมัน
คือไปไหนก็ได้ แต่ไปแล้วก็พะวงถึงมันทุกที
นี่​คือผูกไว้หย่อน ๆ

ทรัพย์สมบัติ คิดว่าเราเป็นเจ้าของมัน
เรานี้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ
เราซื้อมาเองแท้ ๆ หรือเราหามาเองแท้ ๆ
เนี่ยของเรา เราเหนื่อยยากมา เราเป็นเจ้าของ
แต่ไปไหนทีไร ก็กังวลถึงมัน
ใครมาแวะนิดนึงก็ชัก เอ๊ะ! มามองอะไรกับข้าวของของเรา สมบัติของเรา
มันคิดจะขโมยหรือเปล่า? ต้องกั้นรั้ว
รั้วธรรมดาไม่พอ​ ต้องเสียบเหล็ก
แค่มาพิงรั้วก็อาจจะไม่พอใจ​ เพราะว่ารั้วของเรา

มันผูกเอาไว้! จริง​ๆ​ มันไม่ได้ผูกเรานะ! แต่ใจเราไปผูกเอง
แล้วผูกแบบหย่อน ๆ ผูกแบบพอรู้สึกว่าฉันมีอิสระ

กับสามีกับภรรยา ก็รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของ
เราเป็นเจ้าของสามี เราเป็นเจ้าของภรรยา
ใครรู้สึกว่าตัวเองถูกเป็นใครมีเจ้าของบ้าง?​ มีไหม?
ไม่ค่อยมีนะ! มักจะมีแต่ว่า..ฉันเป็นเจ้าของเขา
ูดูเหมือนว่า​เราเป็นเจ้าของ
แต่จริงๆแล้ว​ เราหมดอิสระทันที

มีลูก..อันนี้ยิ่งหนักเลย
คนไทยก็เลยเอามาเป็นอุทาหรณ์​ หรือเป็นเครื่องเตือนใจ
เวลาทำศพ มัดตราสัง ผูกมือ ผูกเท้า แล้วมีผูกคอด้วย
ผูกเท้า สื่อ​ถึงทรัพย์สมบัติ
ผูกมือ สื่อ​ถึงสามีภรรยา
ผูกคอ สื่อ​ถึงลูก
รวมแล้วก็คือว่า.. เป็นเครื่องผูกแบบหย่อน ๆ

ผูกหย่อนก็จริง แต่แก้ยาก
พระอริยะเจ้าแก้ทีละเปราะ ๆ ไปเรื่อย ๆ
แก้เปราะใหญ่ ๆ คือตอนเป็นพระอนาคามี
ตอนเป็นพระอนาคามีเห็นทุกข์เห็นโทษของกายแล้ว

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “สงครามภายใน”
ณ บ้านจิตสบาย เมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒
ลิงค์คลิป https://www.youtubetofb.com/ytidBQhIY8RY1hQ
(ระหว่างนาทีที่ ๓๓.๕๖-๓๘.๓๐)


อ่านบน Facebook

วันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ ◽◾◽◾◽◾ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๗ #กรรมเหนือดี…

วันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๕
◽◾◽◾◽◾
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๗

#กรรมเหนือดี

สิ่งที่จะทำให้คนเข้าใจ..
แล้วก็หลีกเว้นการกระทำที่จะพาตนเองให้ไปสู่ทุคติ..
.. ก็เป็นเรื่องของ​ “กรรม”

จะทำอะไรให้พาไปสู่สุคติ..
.. ก็คือเรื่องของ​ “กรรม”

จะทำอย่างไรให้มันพ้นไปจากการวนเวียนของวัฏสงสารนี้..
.. ก็เป็นเรื่องของ​ “กรรม”
คือทำกรรมฐานต่าง ๆ

มีกรรมอยู่ ๔ เรื่อง คือ
๑. กรรมดำ มีวิบากดำ
คือทำอกุศลต่าง ๆ ทำบาป ทำชั่ว มีวิบากคือไปสู่ทุคติ

๒. กรรมขาว มีวิบากขาว
คือทำบุญ ทำกุศล มีผลก็คือสุคติ ที่เกิดที่ดี​ ที่สุขสบาย

๓. กรรมทั้งดำ-ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว
อันนี้ก็คือธรรมดาของคน (มัก​จะ)​ไม่ใช่ชั่วบริสุทธิ์ แล้วก็ไม่ได้ดีบริสุทธิ์
บางทีก็มีปน ๆ กัน เช่น ให้ทานแล้วก็เสียดาย
ในการทำกรรมหนึ่งครั้ง​ จึงมีทั้งขาวและดำปนกัน
หรือว่าของที่ให้​ทาน​ไปไม่บริสุทธิ์(เช่น​ ยักยอกมา) แต่อยากจะให้
การทำกรรมที่เราทำส่วนมากก็เป็นอย่างนี้

บางทีก็บริสุทธิ์ใจเลย เป็นกรรมขาวอย่างเดียว
หรือกรรมดำอย่างเดียว
แต่​ส่วนมากเลย​ ก็มีทั้งกรรมดำ-กรรมขาว ปน ๆ กันอยู่
อันนี้ก็เป็นเรื่อง​ของกรรมที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร

๔. กรรมไม่ดำ-ไม่ขาว มีผลคือพ้นจากวัฏสงสาร คือพ้นทุกข์
คือทำกรรมฐานไปก่อน ต้องทำกรรมก่อน
กรรมคือเจตนา มีเจตนาเมื่อไหร่ เขาเรียกว่ามีการทำกรรม
แรก ๆ จะต้องมีเจตนาในการทำกรรม(กรรมฐาน)​
ทั้ง ๆ ที่ต้องการจะพ้นจากวัฏสงสารเนี่ยนะ!
ก็มีการทำกรรม คือทำกรรมฐาน
คือทำสมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน

ทำสมถกรรมฐาน ก็คือ​ ทำกรรมที่ทำให้จิตสงบ
ทำวิปัสสนากรรมฐาน คือ​ ทำกรรมให้จิตฉลาด​ มีปัญญา​ เห็น รู้ เข้าใจความเป็นจริงของโลก
แล้วพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

พระอาจารย์ฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากการสนทนาธรรมในรายการ
“คลิกใจให้ธรรม ใบไม้ในกำมือ”
ตอน : #กรรมกำหนด (T.119) ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒
คลิกรับชม-ฟังที่ลิงค์ยูทูป http://yt3.piee.pw/ER5WY
(ระหว่างนาทีที่ ๐๗.๕๔ – ๑๐.๓๓)


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๔​ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๘ #คบเพื่อนสนิท”นายสติ”…

วันศุกร์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๔​ ค่ำ เดือน ๕
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๘
#คบเพื่อนสนิท“นายสติ”

แรกๆ​ ที่เราฝึก(เจริญสติ)
มันต้องมีเจตนาในการดูจิต
เหมือนต้องเจือความจงใจ
ภาษาอาตมาจะใช้คำว่า “แหงะดูนิดนึง”
แหงะดูนิดนึงว่า​ เมื้อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น(ในจิต)
ตอนแหงะดูมันมีเจตนาดู​ ว่าเมื่อกี้มีอะไรเกิดขึ้นกับจิต

แต่หลังจาก​ที่มีถิรสัญญา
มันจะเป็น​สติแบบอัตโนมัติ
(ถิรสัญญา แปล​ว่า​ ความจำ​ที่มั่นคง
ซึ่ง​เป็น​เหตุ​ใกล้​ให้​เกิด​สติ)
สติมันจะทำงานของมันเอง เพราะเรารู้จักเพื่อนสนิทของเราแล้ว
……

(กิเลส)ในใจมันจะหายไปได้เนื่องจากเรามีเพื่อนคนใหม่ที่เราคบบ่อย ๆ
เพื่อนที่เราคบอยู่บ่อย ๆ คน​นี้ชื่อว่า “นายสติ” ความรู้สึกตัว
เห็นนายสติที่ไรนะ อีร้าย ๆ ทั้งหลายมันหลบไปหมด!
พอสติมันหายไป อีร้าย ๆ มันมา!
ดังนั้น​ เราต้องหัดคบ​ “นายสติ” นี้บ่อย ๆ

ไม่ใช่คบคนชื่อสติ​นะ แต่คบสภาวะใหม่​ที่​เรียก​ว่า​ “สติ”
มีสภาวะใหม่ที่เกิดขึ้นในใจ​ ให้​ “สติ​” มาบ้านนี้บ่อย ๆ
ไม่ใช่ให้ในบ้านนี้มีแต่นังราคะ นังโทสะ นังโมหะ
นังถือตัว นังมายา อะไรทำนองนี้..ไม่เอา!
มัน​มี​อยู่ก็จริงนะ! แต่พอ​ “นายสติ” เข้ามาบ้านทีไรนะ
ไอ้พวกนี้กระเจิงออกไป แต่มันกระเจิงแบบหลบ ๆ
…..

สติเนี่ยนะ! ด้วยความที่มันเป็นเพื่อนใหม่​ มันจะมาแว้บเดียว
ด้วยความที่มันเกรงใจเรา จึงมาแว้บเดียว​ แล้วก็ไปเลย
ฉะนั้น​ ต้องเชิญมันมาบ่อย ๆ คือรู้สึกตัวบ่อย ๆ

คบเพื่อนสนิทคนนี้ (นายสติ) ขึ้นมาแล้ว
เพื่อนคนนี้จะพาเพื่อน​ดี​ๆ​ อีกคนมาด้วย
อาจจะมาหลายคน​ก็​ได้นะ!
แต่คนสำคัญที่จะมา​ ชื่อ “สมาธิ”

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เพื่อนสนิท”
ณ บ้านจิตสบาย ๒๘ เมษายน ๒๕๖๒
ช่วงระหว่างนาทีที่ 1:06:37-1:09:18


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๖ #เจริญสติตอนกินกับเม้าท์​…

วันศุกร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๖

#เจริญสติตอนกินกับเม้าท์​

ในชีวิตประจำวันเวลาที่เจริญสติยาก คือ
เวลากิน กับ เวลาเม้าท์​

เม้าท์​เนี่ยนะ! มันจะลงไปในเรื่องราว
พอลงในเรื่องราวก็จะลืมตัว.. ยาว..
ยิ่งคนที่​ชอบเม้าท์​ด้วยนะ จะพูดได้มันส์มาก
สมมุติเป็นพวกฟุ้งซ่าน มันจะต่อเรื่องยาวไปเลย
หาจุดจังหวะที่จะมารู้สึกตัวเนี่ย..ยาก!

มันไม่เหมือนกับทำงานคนเดียว
ทำงานบ้าน ถูบ้าน​ อะไรอย่างนี้ อันนี้ง่าย
เห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจลอยไป
ใจไหลไปที่เรามองอยู่
หรือว่า​ไหล​ไป​ที่ต้นเสียงที่เราฟัง​ ก็​เห็น​ได้​ง่าย​กว่า​

ฉะนั้น​ อยู่กับคนที่ชวนให้คุยเรื่องราวต่าง ๆ เนี่ย เจริญสติยาก!

กับ..ตอนกิน.. ตอนกิน​ก็เจริญสติยาก
เพราะว่าผัสสะมันประดังประเดเข้ามา
เจริญสติยาก แต่ก็ควรฝึก!
ตั้งใจไว้ว่า​ ก่อนจะกินนะ ลองดูว่า..
ครั้งนี้เราจะกินด้วยความรู้สึกตัวสักกี่คำ ?

ฉะนั้น(วิธีฝึก)..
อย่างแรก ไปทำในรูปแบบให้ประจำมากขึ้น
อย่างที่สอง ในชีวิตประจำวันเนี่ย หาที่อยู่เอาไว้สักที่นึง

ทุกครั้งที่อยู่ในชีวิตประจำวันเนี่ย! ให้นึกอยู่เสมอว่า
‘มันเป็นงานอะไรสักงานนึง’

หางานให้จิตทำสักอย่าง​หนึ่ง
นั่งอยู่..งานของจิตคือ รู้กายที่นั่ง
เดินอยู่..งานของจิตคือ เห็นกายที่เดิน
จิตเห็นกายที่มันเคลื่อนไหว.. เป็นที่อยู่เท่านั้นนะ!
เห็นอย่างนี้แล้ว พอมันเผลอไป มันจะเห็นได้ง่ายขึ้น

เม้าท์​ไปเนี่ยนะ! ก็จะเห็นปากตัวเองพะงาบ ๆ
เห็นเป็นที่อยู่ไป อย่างนี้
ก็จะทำให้มีขณะแห่งความรู้ตัวได้ง่ายขึ้น

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากคำถาม-เจริญสติตอนกินข้าวกับตอนเม้าท์​
ซีดีบ้านจิตสบาย ๑๒
ลิงค์ไฟล์ https://bit.ly/2Iz2ovH
(ระหว่างนาทีที่ ๐๐.๔๕ – ๐๔.๓๗)


อ่านบน Facebook

วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๕ #หลงโลก..ลืมทุกข์…

วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๕

#หลงโลก..ลืมทุกข์

เมืองไทยมีเทศกาลสงกรานต์คนมาเที่ยวกันเยอะ!
ถ้าเราไม่รักษาคุณความดีในประเพณีของเราไว้นะ!
มีแต่อะไรเละ ๆ เทะ ๆ ไปลวนลามกันในเทศกาลแบบนี้
ก็จะเสียคุณค่าของประเพณี
แล้วแทนที่คนจะมาชื่นชมประเพณี เขาก็ไปหา​ที่​ที่เขาเริ่มมีวัฒนธรรม

“วัฒนธรรม” หมายถึง ธรรมะที่เจริญขึ้น
เรามีวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว ก็ควรจะรักษาเอาไว้

ถึงเวลาปีใหม่ของไทย..ควรจะรักษาคุณค่าของวัฒนธรรมเหล่านี้

ที่ครูบาอาจารย์จะตักเตือนกันก็คือ
มักจะใช้เวลาเหล่านี้​ ที่​คน​ทั้งหลาย​มาหลงโลก มาสนุกสนาน ลืมทุกข์​ อวยพรกันก็อวยพร “ให้มีสุข”
แล้วก็เวลา ก็ใช้เทศกาลหลงโลก ลืมทุกข์
ลืมมองเห็นความจริง

พอลืมทุกข์เนี่ย ..จริง​ ๆ มันเป็นนิสัยประจำตัว
ไม่ใช่ของชาติเราอย่างเดียวนะ ของคนทั่ว ๆไป
เวลามีทุกข์มักจะไม่เผชิญหน้ารับรู้มันตรง ๆ

เวลามีทุกข์ ก็จะหลบเลี่ยง
เช่นจะพูดถึง ความเจ็บ ความป่วย ความตาย
“อย่าไปพูด! เดี๋ยวหาว่าแช่งตัวเอง” อะไรอย่างนี้นะ!
เลี่ยงมันไป..หลีกเลี่ยงความจริง
ความจริงซึ่งมีทุกข์รออยู่
ก็พยายามไม่พูดถึง ลืม ๆ มันไปซะ​!
พอถึงคราวจะตายจริง ๆ ทำใจไม่ได้

ทุกข์ที่มีอยู่ ทุกข์​ที่​จะต้องเจอ ควรจะระลึกถึงมัน
เพื่อที่จะต้องเผชิญหน้ากับทุกข์นั้น โดยที่ใจไม่ทุกข์

แต่คนทั่ว ๆ ไปเนี่ย เวลาพูดถึงทุกข์ก็จะไม่กล้าเผชิญหน้า
เวลาไม่กล้าเผชิญหน้า.. ก็ทำเป็นลืม ๆ
เวลามีเทศกาลก็สนุกสนานเฮฮา
กินเหล้าให้ลืม เที่ยวให้ลืม ให้ลืม ๆ ทุกข์ไป
นี่เป็นนิสัยประจำของสัตว์โลก

แต่ชาวพุทธไม่เป็นอย่างนั้น
ชาวพุทธจะเป็นยังไง?
“รู้ทุกข์” ในอริยสัจสี่ พระพุทธเจ้าสอนข้อแรก
อริยสัจมีสี่ข้อ
ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค
ทุกข์.. ให้รู้
สมุทัย.. ให้ละ
ตัวละจริง ๆ คือสมุทัย

แต่คนทั่ว ๆไป คือ
ทุกข์.. ให้หนี
ทุกข์.. ให้ลืม
ทุกข์.. ให้เลี่ยง

แต่ถ้าเป็นชาวพุทธทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คือ ทุกข์ให้รู้
ต้องรู้จักทุกข์ เพราะชีวิตนี้มันคือมีแต่ทุกข์
ถ้าเราไม่เรียนรู้ทุกข์ ก็ไม่เรียนรู้ชีวิตนี้เหมือนกัน

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากไฟล์แสดงธรรมเรื่อง “แม้เคยร้าย 610422”
แผ่นซีดีบ้านจิตสบาย ๑๒
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2GaONZE
(นาทีที่ ๐๔.๔๕-๐๘.๒๖)


อ่านบน Facebook

วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๔ ระวัง!…

วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๔

ระวัง! รักษาตน​ กับ​ รักษา​ผู้อื่น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า…
ในการที่เราจะพัฒนาตัวเองให้เป็นประโยชน์เนี่ยนะ
ต้องคำนึงถึงประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน!
ก็คือทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ต้องคำนึงถึงด้วยกันทั้งคู่

ระวังตน กับระหวังคนอื่น ต้องระวังไปด้วยกัน
จะระวังตน​ ก็เท่ากับ …ได้ระวังรักษาคนอื่นด้วย
ระวังรักษาคนอื่น ..ก็เท่ากับระวังรักษาตนด้วย ถ้าระวังถูก!

นึกออกไหม?
ถ้าเราระวังรักษาตนให้ปลอดภัย อย่างถูกต้องตามธรรม จะเท่ากับเป็นการระวังรักษาคนอื่นด้วย
ถ้าระวังรักษาคนอื่นอย่างถูกต้องตรงตามธรรม
ก็เท่ากับระวังรักษาตนด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า…
การระวังรักษาตน กับ​ การระวังรักษาผู้อื่น
จะชัดเจนก็ต่อเมื่อ มีธรรมะเข้ามากำกับ
ถ้าระวังรักษาคนอื่น ก็คือใช้ธรรมะในข้อ
มีศีล มีเมตตา มีความเอื้อเฟื้อ
คือระวังว่า การแสดงออกของตัวเอง ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น​ ด้วยการมีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา​
มีอุเบกขา ในบางวัน บางเวลา บางกาล
รวมทั้งการแสดงออกไป​ไม่เบียดเบียนคนอื่น
ด้วยการรักษาศีลเอาไว้
นี่คือระวังรักษาคนอื่น

นี่ในแง่มุมหนึ่งที่อาจารย์บอกกับลูกศิษย์(ว่าให้​ระวังรักษา​ผู้อื่น​ ตาม​เรื่อง​ใน​นิทาน)​

ในแง่มุมของลูกศิษย์ที่เข้าใจของลูกศิษย์​เอง(ว่า​ให้​ระวัง​รักษา​ตน​ ตาม​เรื่อง​ใน​นิทาน)​ ก็คือ
ระวังรักษาใจของตัวเอง
ใจของตัวเอง..ถ้าในแง่ของธรรมะ​ คือระวังไม่ให้ใจนี้ มีกิเลส
หรือถ้ามีกิเลสแล้ว..รู้ทัน
อย่าให้กิเลสนั้นมีอานุภาพแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
ถ้าจะพูดง่ายๆคือ มีสติปัฎฐาน

(ข้อธรรมนี้พระอาจารย์ยกนิทานประกอบเรื่อง
ศิษย์-อาจารย์ กับ​ กายกรรมบนไม้ไผ่)

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม เรื่อง จริต 2
ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เมื่อ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
ลิงค์คลิปแสดงธรรม https://bit.ly/2FJ8He5
(ช่วงเวลา ๗:๕๔-๙:๕๘)

ถอดคำโดย : อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๗ ?? #ถาม : วิธีที่จะทำให้ฝุ่นในดวงตาน้อยลง ที่จะเข้าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะบรรลุธรรมมีกี่วิธี?…

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๑๕๗
??

#ถาม : วิธีที่จะทำให้ฝุ่นในดวงตาน้อยลง ที่จะเข้าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะบรรลุธรรมมีกี่วิธี? วิธีที่ง่ายสุดคือทำอย่างไร? พระพุทธเจ้าเคยตรัสบอกหรือไม่?

ตอบ : คำว่า “ฝุ่น” หรือ “ธุลีในดวงตา” หมายถึง กิเลส คือ ราคะ โทสะ และโมหะ
คำนี้ปรากฏในพุทธประวัติ ช่วงที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงดำริว่า “ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต” แล้วทรงดำริถึงสัตว์ทั้งหลาย ว่ายังติดอยู่ในกามคุณ ยากที่จะมาเห็นปฏิจจสมุปบาทตามพระองค์ได้ ถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้ตามไม่ได้ การแสดงธรรมก็จะเป็นการลำบากเปล่า จึงน้อมพระทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม

ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมได้ทราบพุทธดำริ ก็คิดว่า “โลกจะฉิบหายหนอ โลกจะพินาศหนอ เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม” จึงรีบมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอร้องให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ด้วยเหตุผลว่า “สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นปรกติก็มีอยู่ หากมิได้สดับย่อมเสื่อมจากธรรม สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่แท้”

พระพุทธเจ้าทรงทราบการอาราธนาของพระพรหม และทรงอาศัยพระกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงสอดส่องดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายบางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปรกติเห็นโทษในปรโลกว่าเป็นภัยอยู่
เปรียบเหมือนกอบัวและดอกบัวชนิดต่างๆ เกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ บางเหล่ายังจมอยู่ในน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าพ้นน้ำขึ้นมาแล้ว

พระพุทธองค์จึงได้ตรัสตอบท้าวสหัมบดีพรหมว่า
“ประตูอมตะ เราเปิดแล้วเพราะท่าน ชนผู้ฟังจงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูกรพรหม เราจะไม่มีความสำคัญในความลำบาก แสดงธรรมอันประณีตที่ชำนิชำนาญในหมู่มนุษย์”

(ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ อายาจนสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค)

และด้วยพุทธประวัติตอนนี้ ชาวพุทธทั้งหลายจึงนำมาเป็นคำอาราธนาธรรมว่า
“พ๎รัห๎มา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ ,
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ ,
สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา ,
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง”
แปลว่า “ก็ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งโลก กระทำอัญชลีแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้า ผู้กำจัดความมืดแก่โลกว่า หมู่สัตว์ผู้มีธุลีในจักษุน้อยในโลกนี้มีอยู่ ขอพระองค์ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก จงทรงแสดงธรรมเถิด พระเจ้าข้า”

ทรงดำริพิจารณาหาบุคคลผู้สมควรจะรับฟังพระปฐมเทศนา ในชั้นแรกพระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ทั้งสองที่พระองค์เคยเข้าไปศึกษา ท่านแรกคือ อาฬารดาบส แต่ได้ทราบว่าท่านได้ถึงแก่กรรมไปได้ ๗ วันแล้ว และอีกท่านหนึ่ง คือ อุทกดาบส แต่ก็ได้ทราบด้วยพระญาณว่าท่านเพิ่งจะสิ้นชีพไปเมื่อวันวานนี้เอง ทั้งสองท่านไปเกิดในอรูปภพ ไม่อาจฟังธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงดำริถึงทั้งสองท่านนี้ว่า เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะเป็นผู้เสื่อมเสียจากมรรคผลที่จะพึงบรรลุ

ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ผู้ซึ่งเคยมีอุปการคุณแก่พระองค์เมื่อสมัยทำทุกรกิริยา ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นปฐมเทศนา ท่านโกณฑัญญะได้มีดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุเป็นพระโสดาบัน อีก ๔ ท่านที่เหลือก็ได้บรรลุเป็นพพระโสดาบันในวันต่อๆมา ด้วยปกิณกธรรมของพระพุทธองค์ จากนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมมาตลอด ๔๕ พรรษา แม้ในวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ก็ยังตอบคำถามให้กับสุภัททปริพาชกว่า “ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ (ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ตามลำดับ) ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย”
ท่านสุภัททะได้บรรพชาอุปสมบทในคืนนั้น และบรรลุอรหัตตผลเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่

ก่อนจะปรินิพพาน พระองค์มีพระปัจฉิมวาจาว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

ถ้าถามว่า “คำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะบรรลุธรรมมีกี่วิธี?”
ก็ต้องเข้าใจว่า ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงแสดงธรรมไว้มากมาย ให้กับบุคคลทุกประเภท ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ คำสอนก็มีหลายระดับ แยกแยะไปตามความเหมาะสมของผู้ฟัง คำสอนของพระองค์จึงมีมากมาย ดังมีสำนวนว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ บางท่านฟังเพียงคาถาเดียวก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ บางท่านฟังเพียงสองสามพระสูตรก็บรรลุ บางท่านฟังแล้วต้องมาปฏิบัติด้วยความเพียรจึงบรรลุ ก็เหมือนบัว ๓ เหล่า ตรงตามที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบไว้เมื่อครั้งรับอาราธนาจากพระพรหม

วิธีปฏิบัติให้บรรลุธรรม จะสรุปลงเป็น
– ไตรสิกขา (อธิสีลสิกขา, อธิจิตตสิกขา, อธิปัญญาสิกขา) ก็ได้
– ภาวนา ๒ (สมถภาวนา, วิปัสสนาภาวนา) ก็ได้
– มรรคมีองค์ ๘ ก็ได้
– สติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
– โพชฌงค์ ๗ ก็ได้
หรือธรรมหมวดอื่นที่จัดอยู่ในประเภท “ภาเวตัพพธรรม”(ธรรมที่พึงปฏิบัติ) ก็ใช้ได้ทั้งหมด

ถ้าถามว่า “วิธีที่ง่ายสุดคือทำอย่างไร?”
สำหรับอาตมา ตอบว่า วิธีที่ตรงกับจริต

เช่นใน สติปัฏฐานสูตร ท่านแบ่งผู้ฝึกหัดปฏิบัติธรรมเป็น ๒ ประเภท คือ ตัณหาจริต กับ ทิฏฐิจริต และแบ่งเป็น ผู้เป็นสมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน) กับ วิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดยส่วนทั้งสอง คือ ปัญญาน้อย และปัญญามาก โดยแบ่งดังนี้
– กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์หยาบ เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญาน้อย
– เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์ละเอียด เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญามาก
– จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนักเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญาน้อย
– ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญามาก

เปรียบเหมือนประตูเมือง ๔ ทิศ จะเข้าประตูไหนก็ถึงเมืองเหมือนกัน
เมือง หมายถึง นิพพาน
ประตูทั้ง ๔ หมายถึง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน, เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จะเข้าประตูไหน ก็ดูที่จริต

ตัณหาจริต คือ ผู้มีพื้นจิตหนักไปทางตัณหา พวกนี้จะรักสุขรักสบาย รักสวยรักงาม จริตแบบนี้ก็เหมาะที่จะดูกายกับเวทนา ซึ่งแล้วแต่ว่ามีปัญญามากหรือน้อย
ทิฏฐิจริต คือ ผู้มีพื้นจิตหนักไปทางทิฏฐิ พวกนี้จะคิดมาก เจ้าความคิดเจ้าความเห็น ชอบหาเหตุหาผล ชอบวิจัยวิจารณ์ จริตแบบนี้ก็เหมาะที่จะดูจิตกับธรรม ซึ่งก็แล้วแต่ว่ามีปัญญามากหรือน้อย

ถ้าภาวนาตรงกับจริต การภาวนาก็จะได้ผลง่าย

๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒

หมายเหตุ : คำถามต่อเนื่องจาก โพสต์ #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๓
ลิงค์โพสต์ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1128988423950864&id=354448708071510


อ่านบน Facebook

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๓ #ทำฝุ่นควันให้มันน้อยลง…

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๓

#ทำฝุ่นควันให้มันน้อยลง

พระพุทธองค์พิจารณาสัตว์โลกทั้งหลาย
แบ่งเป็น ๓ ประเภท เปรียบเหมือนบัวสามเหล่า
เราได้ยินคุ้นเคยว่าเป็นบัวสี่เหล่านะ!
จริงๆ ถ้าในพุทธพจน์ ในพระสูตรมีแค่สามเหล่า

เหล่าแรก คือ บัวที่พ้นน้ำ
เหล่าที่สอง คือ บัวที่ปริ่มน้ำ
เหล่าที่สาม คือ บัวที่อยู่ในน้ำ

บัวลำดับแรก เพียงแค่รับแสงก็บาน
บัวลำดับสอง คือที่ปริ่มน้ำอยู่นี่ อีกวันหนึ่งก็จะบาน
ส่วนบัวเหล่าที่สาม ที่อยู่ในน้ำเนี่ย รอเวลาเพาะบ่มอีกสักหน่อย​
เดี๋ยวก็จะมาปริ่มน้ำ เดี๋ยวก็มาพ้นน้ำ แล้วเดี๋ยวก็จะบาน

พิจารณาสัตว์โลกว่า มีลักษณะอย่างนี้
คือสัตว์โลกที่จะฟังธรรมของพระองค์นั้นแล้วได้ผล
มี ๓ ประเภท จึงตัดสินพระทัยว่าจะแสดงธรรม

ตอนนี้อรรถกถาจะอธิบายเป็น ๔ เปรียบเทียบว่า

บัวที่พ้นน้ำ
คือบัวประเภท “#อุคฆฏิตัญญู”
ตรัสรู้เร็ว คือ ฟังธรรมครั้งแรกก็บรรลุธรรมขึ้นใดขั้นหนึ่ง
อาจจะเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
หรือกระทั่งเป็นพระอรหันต์​
(คือ​มี​ปัญญา​เฉียบแหลม​ ได้​ฟัง​เพียง​แค่​หัวข้อ​ก็​เข้าใจ)​

ส่วนบัวประเภทที่สอง
เปรียบเหมือนบุคคลที่เรียกว่า “#วิปจิตัญญู”
ก็คือฟังธรรมครั้งแรกอาจจะยังไม่บรรลุ
ต้องฟังอีกสักครั้ง หรือสองครั้งจึงจะบรรลุ
(คือ​บรรลุ​ธรรม​ได้​ต่อ​เมื่อ​ได้​ฟัง​การ​อธิบาย​ขยายความ)​

ประเภทที่สาม คือ บัวในน้ำ
บัวในน้ำเนี่ย ต้องรอเวลาอบรมบ่มนิสัย
ประคบประหงม จนกว่าจะพ้นน้ำ ต้องใช้เวลาหลายวัน
บุคคลประเภทนี้เรียกว่า “#เนยยะบุคคล”
(คือ​ผู้​ที่​พอ​จะ​ฝึก​สอน​อบรม​ให้​เข้าใจ​ธรรม​ได้​ต่อไป)​
บุคคลประเภทนี้คือ บุคคลที่ฟังธรรม(ครั้งแรก)​แล้วยังไม่บรรลุ
สองครั้งก็แล้ว สามครั้งก็แล้ว สี่ครั้งก็แล้ว ห้าครั้งก็แล้ว ยังไม่บรรลุ
(แต่​ก็​จะ​บรรลุ​ได้​ใน​ชาติ​นี้)​

เราก็คงนับครั้งไม่ถ้วนแล้วล่ะ
คงจะเป็นประเภท”เนยยะ”นี่แหละ!
ฟังแล้วไม่ได้ฟังธรรมดา
แต่ฟังแล้วเอาสิ่งที่ฟังนั้นเอามาประพฤติปฏิบัติ
ฟังให้ได้หลักการปฏิบัติ แล้วเอาไปปฏิบัติ
คือ(สิ่ง​ที่)​ฟังแล้ว​ เรียกว่าเป็นภาคปริยัติ
ก็เอาสิ่งที่ฟังมาปฏิบัติจนกว่าจะได้รับผล
ซึ่งขั้นตอนตั้งแต่ฟังปฏิบัติจนถึงได้ผลเนี่ยนะ
จะสั้นจะยาวแล้วแต่อินทรีย์ของแต่ละคน
ก็คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา​ ๕​ อย่างนี้​ ว่าใครจะมีอินทรีย์แก่กล้าแค่ไหน?
…..
ในอรรถกถา​ยังอธิบายในประเภทที่สี่
ว่ามีเหมือนกัน​ ที่ว่าฝึกชาตินี้เท่าไหร่ ก็ยังไม่สำเร็จ​
เพราะว่าอินทรีย์ยังอ่อนมาก
ภาษาพระจะเรียกว่า “#ปทปรมะ”
(อ่าน​ว่า​ ปะ-ทะ-ปะ-ระ-มะ​ แปล​ว่า​ ผู้​มี​บท​เป็น​อย่าง​ยิ่ง)
คือได้อย่างยิ่งก็เพียงแค่จำตัวบท คือจำธรรมะได้
จำหลักการได้ ปฏิบัติสมถะ วิปัสสนากรรมฐานได้
แต่ยังไม่ถึงขึ้นมรรคผล เพราะอินทรียังอ่อน
อ่อนเกินไป แต่ก็ยังได้ประโยชน์

คำสอนของพระพุทธองค์มีประโยชน์แม้กระทั่ง​พวกปทปรมะ
ชาติต่อๆไป ชาติหน้าของบุคคลปทปรมะ
เกิดมาจะภาวนาง่ายขึ้น
เราอาจจะเป็น”ปทปรมะ”มาหลายชาติแล้วก็ได้
ชาตินี้ขอให้เป็น”เนยยะ”ก็แล้วกัน!
เหลืออยู่ประเภทเดียวที่พอจะหวังได้คือ
เราน่าจะเป็น”เนยยะบุคคล”
ฝึกฝนตน​ ก็คือ ทำธุลีในดวงตาให้มันน้อยๆลง
ทำฝุ่นควันให้มันน้อยลง!

ธรรมบรรยายโดย
พระกฤช นิมฺมโล
???
เรียบเรียงจากไฟล์เสียง159-620210 ธุลีในดวงตา-วัดอินทาราม​c
ลิงค์ไฟล์เสียง https://bit.ly/2OiFBos
(นาทีที่ ๐๗.๒๔-๒๕:๐๘)

ถอดคำโดย ไนท์ ศิลา


อ่านบน Facebook

วันพุธที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ?? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๒ จาก #นิทานนิมฺมโล…

วันพุธที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
??
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๒
จาก #นิทานนิมฺมโล เรื่อง #ปลาถูกทอดทิ้ง
??
วันหนึ่ง​ แม่ทอดปลาทู แล้วปลาถูกทอดทิ้ง!
รู้จักมั้ย..? ปลาถูกทอดทิ้ง!
ปลาถูกทอดทิ้ง คือปลาไหม้
ที่ถูกทอดทิ้งเพราะว่าแม่ทำงานหลายอย่าง พอเอาปลาลงกะทะ แล้วก็ไปทำอย่างอื่น ลืม!..ลืมปลา..
กลับมาอีกครั้ง อ้าว!ได้กลิ่นแล้วว่าไหม้!
แต่ไม่มีปลาตัวอื่นมาเปลี่ยน ก็ต้องเสริฟอาหารนั้นบนโต๊ะให้กับครอบครัว ทั้งๆที่ไหม้อยู่

ลูก ๆ ก็เห็นแล้วว่าปลาไหม้ ก็ดูพ่อจะว่าไง?
แต่พ่อไม่ว่าไง ตักปลากิน แล้วก็คุยเรื่องอื่น
พ่อถามลูกว่า..”เป็นไงบ้าง? เรียนอะไรบ้าง? มีการบ้านอะไรบ้าง?”
พ่อไม่สนใจว่าปลาเป็นอย่างไร​เลย
กิน!..ไม่สนใจ ไม่ใช่ว่าไม่กินนะ! กิน!..
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กินข้าวเสร็จ ทำธุระอะไรเรียบร้อยแล้ว ลูก ๆ ทำการบ้าน แอบได้ยินว่า..แม่ขอโทษพ่อ ที่ทำปลาไหม้
พ่อบอกว่า “ไม่เป็นไร ผมชอบ ปลาไหม้ๆ ผมชอบปลาทูไหม้ ๆ กรอบดี หางมันไหม้ ๆ นะ โห! อร่อย หัวไหม้ ๆ นะ ยิ่งอร่อยใหญ่เลย”
ลูกได้ยินแล้วก็นึกว่า..จริงเหรอ? แอบสงสัยนะ แต่ไม่กล้าถาม

พอตอนนอนพ่อก็จะมาส่ง มากล่อมลูกนอน ลูกก็เลยฉวยโอกาสตอนนั้่นถามพ่อ
“พ่อ.. ถามจริง ๆ เถอะ ชอบปลาไหม้ จริง ๆ เหรอ?”
พ่อ​ตอบว่า “ปลาไหม้ ไม่เคยทำร้ายใคร”

พ่อเข้าใจนะว่าลูกถามนั้นหมายถึงอะไร
พ่อบอกว่า “ปลาไหม้ ไม่เคยทำร้ายใคร
แต่คำพูดของคนที่ให้ร้ายกัน จะทำร้ายกัน
เราต้องเข้าใจแม่ ว่าแม่ก็มีภาระเยอะ..”

ยิ่งยุคนี้ไม่ได้เป็นแม่บ้านอย่างเดียวนะ ก็ต้องไปทำงานด้วย เหนื่อยจากที่ทำงานมา กลับมาบ้านต้องทำอาหารให้เรากินอีก
ดังนั้นปลาไหม้ก็​ยัง​กินได้

เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ความผิดพลาดตรงนี้แม่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้แกล้ง
ถ้าเราพูดไม่ดี เราอยากกินปลาที่สุกพอดี ๆ แต่มันไหม้ขึ้นมาแล้วเราก็ไปโทษแม่..
คำพูดของเรา​นี่แหละจะทำร้ายแม่ ซึ่งไม่จำเป็นเลย
เขาไม่ได้มีความผิดมากจนขนาดที่เราจะไปให้คำร้ายๆ ซึ่งไปทำร้ายจิตใจของแม่
คนที่จะทำร้ายกันได้มากที่สุด คือคนที่ใกล้ชิดนี่แหละ โดยเฉพาะคนที่รัก
คือแม่รักเรา แล้วเรากลับไปพูดไม่ดีกับแม่ แม่จะรู้สึกเป็นทุกข์มาก
ทุกข์กับคนที่​แม่รัก​ รักแล้วพยายามทำอาหารให้ แล้วยังไปว่า​แม่เขาอีก

จริงๆ​ พ่อแค่จะบอกว่า “ปลาทูไหม้ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดนี่ทำร้ายกัน” แล้วลูกก็เข้าใจ

นี่เป็นการยกตัวอย่าง ว่า​ในครอบครัวให้ใช้เวลาให้กัน
เรียนรู้ความผิดพลาดซึ่งกันและกัน​ ด้วยมุมมองที่ว่าให้อภัย
เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบเขา เราอาจจะไม่ได้ดีเท่าเขา

เล่าโดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
??
เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง ภัยที่ปกปิด
ณ บ้านจิตสบาย เมื่อ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๒
รับฟังนิทานได้ที่ลิงค์ไฟล์ http://bit.ly/2GLoomS
(ช่วงเวลา 1.20.03-1.24.01)


อ่านบน Facebook

วัน​พุธที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๑ #สีลานุสสติ…

วัน​พุธที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔
???
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๑

#สีลานุสสติ

ศีลเนี่ย! แรกๆ ก็เป็นการระวังไม่ให้กาย วาจา ไปเบียดเบียนใคร
ระวังไประวังมา ถ้ารักษาศีลเป็น จะสามารถทำสมาธิได้ด้วย
(คือ)ทำสมถกรรมฐานได้ด้วย เรียกว่า “สีลานุสสติ”

นึกถึงศีล(ของ)ตัวเองแล้วมีความผ่องแผ้วในใจ
นึกถึงศีลแล้วสบายใจ
ที่ผิดมาก็ผิด เป็นเรื่องของอดีต
แต่ว่านับตั้งแต่คิดจะระวังรักษา(ศีล)
พอมีสิ่งยั่ว(กิเลส)มา..ไม่ทำ!

มันจะมีสิ่งยั่ว(กิเลส)นะ!
ยิ่งคิดว่าจะระวังรักษา(ศีล)เมื่อไรนะ!
มันจะเริ่มทดสอบเราทันทีเลย

จะรักษาศีลข้อนี้นะ!
มันจะมีการทดสอบว่า จริงเหรอ? อะไรประมาณนี้นะ!
จะมาทดสอบ ถ้าเราผ่านไปได้ด้วยการไม่ไปละเมิดศีลนะ
จิตใจเราจะเข้มแข็งมากขึ้น
แล้วเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เราผ่านมาได้เนี่ย
จะทำให้เราทำสมาธิได้ง่ายขึ้นด้วย ทำสมถะได้ง่ายขึ้น
เพราะนึกไปแล้ว มีความผ่องแผ้วในใจเรียกว่า “สีลานุสสติ”

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากบรรยายธรรมเรื่อง
“ศีลห้า ละเมิดข้อใดบาปสุด (611125)-1/2” ณ บ้านจิตสบาย
ลิงค์คลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=XEg3X2oLhEw
(ช่วงนาทีที่ 41:03-42:07)

*รับฟังเพิ่มเติม* พระอาจารย์ยกนิทานประกอบ..
พระในสมัยพุทธกาล ประสงค์จะฆ่าตนเองตาย
เพราะเห็นคนอื่นได้เป็นพระอรหันต์กันหมด
แต่ท่านได้แต่ทำสมถะกรรมฐานเจริญแล้วก็เสื่อมๆ
แต่ท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนจะสิ้นชีวิต
เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อาศัยถึงการระลึกว่ารักษาศีลไว้ดีแล้ว”

ถอดคำโดย : อารยา สุวะมาตย์


อ่านบน Facebook

วันอังคาร​ที่​ ๕ มีนาคม ๒๕๖๒ วันพระ​ แรม ๑๔​ ค่ำ เดือน ๓ ?️?️?️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๐ #มองโลกแบบสบายๆ…

วันอังคาร​ที่​ ๕ มีนาคม ๒๕๖๒
วันพระ​ แรม ๑๔​ ค่ำ เดือน ๓
?️?️?️
พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๐๐

#มองโลกแบบสบายๆ

เวลามองโลก..อย่าไปจริงจังกับมันมากนัก
มองโลกเนี่ยนะ! อย่าจริงจัง
อย่าเอาเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
เรื่องใหญ่อยู่แล้ว​ก็ให้มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ขึ้นมา
เรื่องเล็กอยู่แล้ว​ก็ให้มันดูเหมือนไม่มีเรื่องไป
มองแบบสบาย ๆ
แต่ว่า หมายถึงว่า มองกับคนอื่นนะ!

มองกับคนอื่นน่ะ!
อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
เรื่องใหญ่..ให้ทำเป็นเรื่องเล็กได้
เรื่องเล็ก..ให้มันไม่มี​ก็ได้

แต่กับตัวเองเนี่ย!..ต้องมองให้ละเอียด ๆ
ไม่ปล่อยผ่านในปรากฏการณ์เล็กๆ น้อยๆ
..ไม่ให้ผ่าน

แต่กับคนอื่นเนี่ย ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
อย่าไปถือสาอะไรให้มาก

มองโลกแบบสบาย ๆ
ถ้าไปเอาเรื่องกับเขานะ เราจะมีเรื่องทุกวัน
ไม่มีใครทำให้เราพอใจได้สมบูรณ์สักทีเดียว

ธรรมบรรยายโดย
พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

?️⛅⛅
เรียบเรียงจากไฟล์เสียง 620127 ภัยที่ปกปิด-บ้านจิตสบาย
ที่ลิงค์เสียง http://bit.ly/2GLoomS
นาทีที่ ๐๑.๑๖.๓๙ – ๐๑.๑๗.๔๓


อ่านบน Facebook