All posts by admin
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๑ #แสงโอภาสจากการทำสมาธิ ?? #ถาม: ทำไมเวลาผมนั่งหรือนอนทำสมาธิ ผมจะเห็นดวงสีม่วง ดวงสีแดง ดวงสีขาว ดวงสีแสด เล็ก ๆ ใหญ่ ๆ พระอาจารย์บางท่านบอกว่า “เป็นแสงโอภาส” “แสงโอภาส” คืออะไรครับ? #ตอบ: “โอภาส” เป็นภาษาบาลี แปลว่า แสงสว่าง เพราะฉะนั้น เห็นโอภาส คือ เห็นแสงสว่าง ก็แค่สักว่า “แสง” เท่านั้นเองไม่มีอะไร ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีอะไรน่ากลัว เวลาเห็น”แสง” แล้ว“ใจ”เป็นยังไง?..ให้รู้ทันใจ เห็นแสง..แล้วสงสัย ความสงสัยไม่ใช่แสงแล้ว ให้รู้ทันใจว่า..มีความสงสัยเกิดขึ้นกับใจ รู้ทันว่า..สงสัย เห็นแสง..แล้วดีใจ “โห! วันนี้ฉันปฏิบัติดี แสงสีม่วงสวยเชียว” อย่างนี้นะ! ให้รู้ทันว่า..ดีใจ “เฮ้ย! เห็นอย่างนี้ แสดงว่าเราปฏิบัติดี เก่ง” มีความภูมิใจในแง่ของถือตัว ว่าเราเป็นนักปฏิบัติที่ดี ให้รู้ทันว่า..ถือตัว นึกออกไหม? แสงที่เกิดขึ้น ก็สักว่าแสง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นแสงนั้นแล้ว ใจเราเป็นยังไง? ใจที่รับรู้แสงนั่นแล้ว เกิดอะไรขึ้น? สงสัย..ก็ให้รู้ กลัว..ก็ให้รู้ ดีใจ..ก็ให้รู้ ภูมิใจ เกิดมานะ..ก็ให้รู้ อย่างนี้นะ อย่างนี้เรียกว่าได้ประโยชน์จากการมี “แสง”ปรากฏ ตอนเห็นแสง.. แสงก็เป็นอารมณ์ของจิต แต่แสงก็อยู่ได้ไม่นาน เกิด-ดับไป มันไม่ได้มีแสงอยู่ตลอดเวลา เป็นเพียงนิมิตที่เกิดขึ้น เรียกว่า “นิมิตโอภาส” ภาษาบาลี “โอภาส” ก็แปลว่า แสงสว่าง นั่นเอง ก็คือ เห็นแสง..ก็รู้ว่า แสง มันคือ แสง เท่านั้นเอง! ไม่ต้องไปแปลค่า ไม่ต้องตีความ.. มันคือ แสง ทีนี้พอเห็นแล้ว “ใจ” เป็นยังไง? คราวนี้ย้อนมาดู ใจ พอย้อนดู ใจ แล้วนี่นะ..ก็จะเห็น จิต เกิด-ดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตทำงานของมัน กระทบแสงนี่.. บางที ใจ ก็ไม่เหมือนกัน เห็น แสง ครั้งนึง..จิต อาจจะดีใจ เห็นอีกครั้งนึง.. อาจจะ “ไม่ใช่แค่ดีใจ” อาจจะพลิกกลายเป็นกิเลสเลย! อย่างที่บอกว่า เริ่มจากดีใจ..แล้วกลายเป็นถือตัว หรือมีความภูมิใจเห็นว่าตัวเองเก่ง..กลายเป็นมานะอย่างนี้ เห็นว่า เราเป็นผู้ปฏิบัติที่รู้สึกเหนือกว่าคนอื่นแล้ว เวลามองคนอื่น รู้สึกว่า “เราเนี่ย! เหนือกว่าเขา” อย่างนี้ เห็นว่าเราเหนือกว่าเขานะ กลายเป็นมานะ มีการเทียบเขาเทียบเรา ก็ให้รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นด้วย บางคนเดินวิปัสสนามาอ่อนๆ แล้วเกิดแสงสว่าง ทำให้เข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผล อย่างนี้ก็เรียกว่า เกิด“วิปัสสนูปกิเลส” วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น วิธีแก้คือ พอจิตถลำไปหาแสง ให้รู้ทัน พอเห็นจิตถลำไป จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะเห็นว่า แสงก็เป็นเพียงสิ่งๆหนึ่ง ที่ถูกรู้ เท่านั้น เพราะฉะนั้น แสง ก็ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง ว่ามันจะดีหรือไม่ดี? ก็แค่..แสง เป็นสักว่า..แสง มันจะดีหรือไม่ดี?.. มันอยู่ที่ “จิต” หลังจากที่เห็นแสงแล้วนั้น มันเป็นยังไง? มันปรุงอะไรขึ้นมาอีก? ให้มารู้ทันที่จิต ไม่งั้นแล้ว ก็เห็นแสง..เกิดความภูมิใจ ไม่รู้ทัน ความภูมิใจ ก็กลายเป็นว่า ปรุงแต่งความภูมิใจ แล้วกลายเป็น ความถือตัว เป็นมานะ หรือเป็นวิปัสสนูปกิเลส อย่างนี้เป็นต้น ก็กลายเป็นว่า เอาสิ่งที่เห็น ซึ่งมันไม่ได้ดี ไม่ได้ร้ายอะไร กลายเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี เกิดขึ้นกับจิต ทีนี้ แทนที่จะไปดูแสง แล้วปล่อยให้จิตปรุงแต่งอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ กลับมาดูจิตด้วย เห็นจิตมันแสดงความจริงไปด้วย บางทีมันก็ปรุงดี บางทีมันก็ปรุงร้าย มันงง ๆ ไม่รู้จะเป็นยังไง?.. ให้รู้ทันไปเลยว่า สงสัย เป็นวิจิกิจฉา สงสัยขึ้นมา แสงจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ ไม่จำกัด ก็สักว่าแสงเท่านั้นเอง เป็นนิมิตขึ้นมา หลังจากที่เราทำจิตให้สงบไปสักพักนึง บางทีก็จะเป็นนิมิตที่เกิดจากเห็นสิ่งภายนอก เช่น มีเทวดามาก็มีแสงได้ แต่จริง ๆ ก็ไม่ต้องคิดมาก เห็นอะไร? เกิดสงสัย..รู้ทันว่า สงสัย อย่างนี้ดีกว่า พูดไปอย่างนี้ เดี๋ยวเกิดสงสัย หรือว่าไปปรุงแต่งกลายเป็นอะไร? ปรุงนำหน้าไป ทั้ง ๆ ที่จริงมันไม่มีอะไร เป็นเพียงผลจากการทำกรรมฐานเท่านั้นเอง สรุปแล้วคือ โอภาส แปลว่า แสง แล้วพอ เห็นโอภาส คือ เห็นแสงนั่นแล้ว..จิตเป็นยังไง? ให้รู้ทันจิต เอาอย่างนี้ดีกว่า พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ “ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอทhttps://youtu.be/ZKDjnBeK-k0 (นาทีที่ 1:19:20 – 1:24:20)
วันพุธที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๕ #โลกเปลี่ยนไป ให้รู้ทันกิเลสตัวเองนะ! จิตใจนี่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ โลกเปลี่ยนแปลงอะไรไปเนี่ย เราหวั่นไหวไหม? ถ้ารู้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก (จิต)เราหวั่นไหว..รู้ทันความหวั่นไหว แล้วต้องมีใจพร้อมพอที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้นะ แต่โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเนี่ย! เราห้ามเขาไม่ได้ เราเพียงแค่รู้เท่าทัน แล้วก็ปรับตัวให้อยู่กับโลกนี้ให้ได้..เท่าทันกับมันไป ส่วนที่ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ โลกนี้ คือ กายและใจนี้ โลก คือกายและใจนี้นะ ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจจริงๆ ก็คือที่ใจ ความเปลี่ยนแปลงทางกายนี่..ห้ามไม่ได้! ทำได้แค่เพียงชะลอ หรือ(ใช้เครื่องสำอาง)โบกเอาไว้ ปิดบัง(ความจริงของใบหน้า) กายกับใจเรานะ..เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ นะ ไอ้กายเปลี่ยนแปลงไปห้ามไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าปลงตก ในลักษณะที่ว่ายอมแพ้นะ ไม่ดูแลไม่รักษา หน้าหนาวไม่อาบน้ำ “ใจสะอาดพอแล้ว จิตใจสะอาด ไม่ต้องอาบน้ำก็ได้” อันนี้ไม่ใช่นะ ควรจะอาบน้ำด้วยนะ! ถ้าเจอน้ำเข้าไปในห้องน้ำ เจอน้ำแล้ว ใจมันเป็นอย่างไร? สยองไหม? สยองให้รู้ว่าสยอง ดูแลรักษาร่างกายเอาไว้ เพื่อเอาร่างกาย..เอาชีวิตนี้มาพัฒนาจิตใจ ตัวจิตใจเป็นตัวแกนนำ จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน ถ้าจิตเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะถ้าเกิดกิเลสขึ้นมา..ให้รู้ทันกิเลส ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากธรรมบรรยาย “โลกเปลี่ยนไป” รายการธรรมปทีป วัดยานนาวา ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ (ช่วงเวลานาทีที่ 1:05:20-1:08:21) ลิงค์สด https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1012589449122597&id=247204051973251
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๑๐ #การดูจิตเหมาะกับคนช่างคิด ?? #ถาม : ขอให้พระอาจารย์ช่วยอธิบายถึงหลักการปฏิบัติที่ว่า “การรู้สึกตัว รู้ที่จิต” และ “รู้ถึงจิตที่รู้” ขั้นตอนการปฏิบัติในการเดินจิตค่ะ #ตอบ : การดูจิตนี่ เหมาะสำหรับคนที่เป็นประเภทพวกช่างคิด พวกช่างคิดนี่ จิตทำงานอยู่บ่อย ๆ จิตทำงานบ่อย ๆ นี่ คือมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตนี่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ก็เหมาะสำหรับคนที่พวกช่างคิดนี่จะมาดูจิต เพราะจิตมันทำงานเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่เป็นจิตนิ่ง ๆ ถ้าเป็นจิตนิ่งๆ ก็เป็นพวกทำสมาธิทำฌานได้ เขาจะมีจิตนิ่ง ๆ การดูจิตของคนจิตนิ่ง ๆ แล้วนี่นะ จิตไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ไตรลักษณ์คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตขณะนั้นที่นิ่งอยู่ มันไม่ได้แสดงไตรลักษณ์ แต่จิตที่กำลังทำงาน เดี๋ยวคิดนู้นเดี๋ยวคิดนี่ เป็นคนช่างคิดนี่นะ เหมาะที่สำหรับจะมาเจริญสติปัฏฐานในแง่ของการดูจิต แต่อยู่ ๆ จะไปดูจิตเลยเนี่ย บางทีก็ยาก ก็ควรจะทำสมถะไว้ก่อน ให้สมถะเป็นเพียงเครื่องเทียบให้เห็นว่า จิตที่เผลอจากสมถะนั้นหรือองค์ภาวนานั้น เป็นจิตที่เผลอ เช่น ดูลมหายใจ หรือว่า หายใจเข้า-หายใจออก หรือว่า หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นี่นะ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”เนี่ย เป็นที่อยู่สำหรับทำสมถะของเรา แต่ทำสมถะครั้งนี้ ไม่ได้ทำสมถะเพื่อรักษาจิตให้อยู่กับองค์ภาวนาของเราไปตลอดเวลา เพราะจิตคนที่เหมาะสำหรับคนดูจิตนี่นะ เป็นจิตที่ชอบล่อกแล่ก ชอบคิดชอบนึก ช่างปรุงช่างแต่ง ฉะนั้นเวลาอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นะ มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอก มันทนไม่ได้ เดี๋ยวมันก็ต้องคิดนู้นคิดนี่อยู่เรื่อย ๆ นะ แต่การคิดหลังจากที่เรามีการภาวนาเป็นสมถะ คือหายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”นี่ เราจะมีข้อสังเกตุได้ว่า ถ้ามันผิดไปจาก”พุทโธ”เมื่อไหร่ เรียกว่า..เผลอ เพราะเราตั้งใจ ตั้งกติกาไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า เราจะใช้”พุทโธ” หรือ”ลมหายใจ”นี่ เป็นเครื่องอยู่ของจิต ถ้ามันออกจากที่อยู่ตรงนี้ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) แสดงว่า มันเผลอ เราก็จะรู้ได้ง่ายว่า ทุกครั้งที่ลืม”พุทโธ” หรือ ลืม”ลมหายใจ”ไป ไปรู้เรื่องอื่น..ขณะนั้นเผลอแล้ว บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรชัดเจน แค่เบลอ ๆ แค่เบลอ ๆ มันลืมที่อยู่ (พุทโธ หรือ ลมหายใจ) ก็เรียกว่าเผลอแล้วเหมือนกัน ใจมันจะมีการลอย ก็เห็นว่า..จิตมันลอย มันมีการเคลื่อน ก็เห็นว่า..จิตมันเคลื่อน หรือว่า มันดับจากตรงนี้ แล้วไปเกิดตรงนู้น ก็เห็นว่า..มันเกิด-ดับ ๆ จิตมันจะแสดงอาการของมันอย่างไร ก็รู้ไปตามจริง ว่ามันเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เห็นจิตมันเกิดดับเปลี่ยนแปลง เห็นจิตมันเป็นไปเอง ตามเหตุ ตามปัจจัย เรียกว่า เห็นจิตแสดงไตรลักษณ์ให้ดู ตอนเห็นจิตแสดงไตรลักษณ์นี่ ถ้าเห็นตรงนี้ เรียกว่า “เจริญวิปัสสนา” ถ้าจิตอยู่กับที่นิ่ง ๆ อยู่ในอารมณ์นี้ เช่น ดูลมหายใจเข้า-หายใจออก แล้วอยู่กับมันนิ่ง ๆ นี่นะ ก็จะอาศัยลมหายใจนี้ เจริญสมถกรรมฐาน “สมถกรรมฐาน” แปลว่า งานฝึกจิตให้สงบ ให้จิตสงบอยู่กับอารมณ์ที่ต้องการ หรืออารมณ์ที่เราชอบหรือตั้งต้นเอาไว้ เช่นดูลมหายใจ ก็อยู่กับลมหายใจนาน ๆ อย่างนี้ ได้สมถะ แต่ถ้ามันไม่ยอมอยู่ ก็อาศัยที่มันไม่อยู่นี่แหละ ดูความจริงไปเลยว่า ความเผลอเกิดขึ้น ความเผลอเป็นความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ แล้วรู้ทันความเผลอ..เห็นความเผลอดับไป ความจริงที่เราเห็นนี่นะ เห็น หนึ่ง คือ”เห็นความเผลอ ที่เกิดขึ้นจริงๆ” สอง เห็นความเผลอที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้.. ดับไปแล้ว เห็นความจริงว่า “มันเกิด-ดับ” สาม เห็นความจริงว่าความเผลอที่มันเกิด-ดับเนี่ย..”ไม่ใช่เรา” เป็นเพียงสภาวะนึงที่เป็นนามธรรม..แล้วถูกรู้โดยจิตที่เป็น “ผู้รู้” นี้ เห็นมันแสดงความจริงอย่างนี้ สามระดับ บางคนเห็นระดับแรกอย่างเดียว คือว่าเห็นว่า..มีความเผลอเกิดขึ้น แต่ไม่เห็นว่า มันเกิด-ดับ ก็ให้ฝึกเห็นไปเรื่อย ๆ เจริญกรรมฐานไปเรื่อย ๆ เห็นความเผลอ..แล้วก็กลับมา อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานเดิมใหม่ หายใจเข้า”พุท” หายใจออก”โธ”ต่อไป ก็เห็นความเผลออีก จิตมันเผลอ..ก็เห็นความเผลออีก เห็นไปบ่อย ๆ ก็จะเห็นว่ามันเกิด-ดับด้วย เพราะทันทีที่เห็นมัน..มันไม่เผลอแล้ว ความเผลอเกิดขึ้น เห็นความเผลอ..ความเผลอดับ ก็จะกลายจะเป็นว่า เริ่มเห็นความจริงในระดับที่สอง คือ มีความเผลอเกิดขึ้นจริง..แล้วความเผลอนั้นก็เกิด-ดับด้วย แต่ยังรู้สึกว่า..ไอ้ความเผลอที่ว่านี่เป็นเรา คือเราเป็นผู้เผลอ ดูไป ๆ ไอ้ผู้เผลอ..ไม่ใช่เรา ประมาณว่า..ความเผลอนั้นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อกี้ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป “ไม่ใช่เรา” ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ ก็เริ่มพัฒนามากขึ้น ได้ “เจริญวิปัสสนา” เรียกว่า อาศัยสมถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ แล้วเจริญวิปัสสนาไปเรื่อย ๆ ใช้วิปัสสนานำสมถะ หรือเรียกอีกอย่างว่า ใช้ปัญญานำสมาธิ แล้วทำอย่างนี้แหละ มันจะทำให้มีสมาธิเกิดขึ้นง่าย สมาธิในแง่ที่ว่าเกิดขึ้นง่ายนี่ จะเป็นสมาธิที่เห็นจิตเคลื่อน พอจิตเคลื่อนไป..รู้ทัน จิตเคลื่อนไป..รู้ทันเนี่ย จิตเคลื่อน มันเป็นสภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่น “สมาธิ” แปลว่า จิตตั้งมั่น อย่าแปล สมาธิ ว่าเป็นจิตสงบนะ! สมาธิ แปลว่า จิตตั้งมั่น จิตที่เคลื่อนไป แสดงความไม่ตั้งมั่น เห็นจิตที่เคลื่อน..ได้จิตตั้งมั่น แต่เป็นตั้งมั่นหนึ่งขณะ! การตั้งมั่นหนึ่งขณะเนี่ย เรียกว่าได้สมาธิหนึ่งขณะ ภาษาบาลีเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” นี่เรียกว่า อาศัยเจริญปัญญาไปก่อน แล้วค่อยไปได้สมาธิภายหลัง เห็นความฟุ้งซ่าน.. เห็นความเผลอ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอเกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป ขณะที่เห็นอยู่นี่..มันจะเห็นว่าจิตมัน “มีการเคลื่อน” ด้วย..ที่เผลอนี่ มันเคลื่อนจากตรงนี้ ประมาณว่าตรงปลายจมูกนี่..แล้วมันเคลื่อนไป อย่างนี้ก็ได้ เห็นความเคลื่อนเกิดขึ้น..ได้ความไม่เคลื่อน เห็นความเผลอ..ได้ความไม่เผลอ เห็นความเคลื่อน..ได้ความไม่เคลื่อน ความเคลื่อนของจิต คือ จิตไม่ตั้งมั่น เห็นจิตเคลื่อน.. จึงได้ “จิตตั้งมั่น” แล้วอาศัยสติและสมาธิที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา แล้วก็พัฒนาปัญญาไปด้วย เห็นแม้กระทั่งว่า จิตที่เป็น “ผู้รู้” เนี่ย..ก็ไม่ใช่เรา! จากที่เคยเห็นว่า ไอ้ความเผลอ เกิดขึ้นมา..แล้วก็ดับไป เห็นความเผลอ เกิด-ดับ ก็จริง แต่รู้สึกว่า “เรา” เป็นผู้รู้ ดูไปๆ เนี่ย.. “ผู้รู้” ก็ “ไม่ใช่เรา” เพราะเดี๋ยวก็เป็น”ผู้รู้”..เดี๋ยวก็เป็น”ผู้คิด” เดี๋ยวก็เป็น”ผู้รู้”..เดี๋ยวก็เป็น”ผู้เผลอ” เห็นทั้งหมดนี่ แสดงไตรลักษณ์ให้ดู ความเผลอที่ถูกรู้..ก็แสดงไตรลักษณ์ ตัวรู้เอง..ก็แสดงไตรลักษณ์ด้วย ตัว “ผู้รู้” เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป..มันก็ไม่ใช่เรา เดี๋ยวก็เป็น “ผู้รู้” ..เดี๋ยวก็เป็น “ผู้คิด” ทั้งหมดแล้วก็คือ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนี้ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม แต่ถ้าเป็นพวกที่ช่างคิด ก็มาเรียนรู้เรื่องนามธรรมก่อน เพราะตัวหลักใหญ่ก็คือตัวนามธรรมนี่แหละ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่า”จิต”..เนี่ย เป็นเรา และ”กายนี้”..เป็นเพียงแค่ของเรา ไอ้ตัวสำคัญ คือตัวจิต ถ้าเราเห็นความจริงของจิตว่า..ไม่ใช่เราแล้ว ไอ้ร่างกายก็พลอยเห็นว่า..มันไม่ใช่เรา ไปแล้วด้วย จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ก็รู้ทันที่จิต ก็เข้าใจถึงชีวิตนี้ไปด้วย พอเห็นจิตนี้..ไม่ใช่เราแล้วเนี่ย ทั้งกายนี้ ใจนี้..ก็ไม่ใช่เราไป ถ้าเห็นความจริงว่าจิตนี้ไม่ใช่เรา ก็จะกลายเป็นพระโสดาบัน นี่คือวิธีการภาวนาของคนที่ เริ่มต้นจากทำสมถะไม่ค่อยได้.. แต่ว่าพัฒนาได้! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/clyuwC-c_JU (นาทีที่ 1:41:16 – 1:49:15 )
Nimmalo.com #วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑…
วันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ??? พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๓๔ #คนส่วนใหญ่มักจะทำสมถะเพื่อสมถะ จะเจริญวิปัสสนาได้ต้องมีสมถะรองรับ หรือมีสมถะเป็นบาทฐาน ที่เป็นห่วงอย่างเดียวคือ.. คนส่วนใหญ่มักจะ..”ทำสมถะเพื่อสมถะ” พอไม่สงบก็พยายามทำให้สงบ มันฟุ้งไป ก็ไม่เรียนรู้ว่า มีความฟุ้งซ่านเกิด-ดับ แต่ฟุ้งซ่านไป รีบทำให้มันสงบ ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้นี้มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏแล้วให้ดู คือ ฟุ้งซ่าน แทนที่จะรู้ว่าฟุ้งซ่านเฉย ๆ เห็นฟุ้งซ่านเกิด-ดับ กลับไปแก้ไขฟุ้งซ่านให้มันสงบ เมื่อกี้นี้มีราคะเกิดขึ้น แทนที่จะเห็นราคะเฉย ๆ แล้วเห็นมันเกิด-ดับ กลับไปทำให้มันสงบ..นึกออกมั้ย? ไปติดอยู่ตรงที่ว่า มัวแต่ทำความสงบ! แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำความสงบ.. ยังต้องทำความสงบนะ.. แต่ทำความสงบเพื่อให้เห็นจิตที่มันฟุ้งซ่านไป เห็นจิตที่มันเผลอไป เห็น..ให้มันแสดงไตรลักษณ์ให้ดู! มันจะเข้าสู่ทางแห่งความพ้นทุกข์ คือทางสายกลางนี้ให้ได้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงมา มันมีทางสุดโต่งสองด้านเนี่ย ก็ต้องเรียนรู้ว่าเราผิดแบบไหน! ตอนรู้ว่าผิด..จะถูกพอดี ตอนตามใจกิเลสเนี่ย คือคิดเรื่องนี้มันส์เหลือเกินนะ คิดยาว ๆ นี่ก็ตามใจกิเลส เป็น “กามสุขัลลิกานุโยค” ถ้าทำไป ก็เป็นของคนผู้มีกิเลสหนาเป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน อย่างนี้เรียกว่า ตามแบบสุดโต่งไปด้านหนึ่ง ด้านตามใจกิเลส ไม่อยากให้เผลอ..บังคับให้มันอยู่นิ่ง ๆ เครียด ๆ ไม่มีความสุข ไม่เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีสมาธิที่ถูกต้องก็ไม่เกิดปัญญา ฉะนั้น เพียงแค่ทำสมถะตามกำลังของเรา เราอาจจะเป็นพวกสมถยานิก หรือวิปัสสนายานิก อาจจะไม่ต้องสนใจตรงนั้นก็ได้ แค่ทำสมถะตามกำลังของเรา สมถะนั้นจะเอื้อให้เห็นเลยว่า เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวจิตนี้ก็จะทำงาน ต่าง ๆ นา ๆ ให้ดู เราจะศึกษาให้เห็นความจริงของจิต ว่ามันไม่เที่ยงอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็เกิด-ดับ เดี๋ยวก็เผลอไป เผลอไปแล้วรู้ทัน..เผลอดับ ไอ้ตัวรู้ก็ดับด้วย ดับแบบไล่ตามกันไป ไม่ใช่ดับพร้อมกันด้วยนะ! ไอ้ “เผลอ” ดับก่อน แล้ว “รู้” ดับตามกันไป เห็นอย่างนี้ ไม่มีเราในที่ไหนเลย! กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เราด้วย เนี่ย..ถ้าได้อย่างนี้เรียกว่า “มีดวงตาเห็นธรรม” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ??? เรียบเรียงจากการแสดงธรรมเรื่อง “ทางสายกลาง” แสดงธรรม ณ เรือนไทยริมน้ำ วัดสังฆทาน เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ ลิงค์ไฟล์เสียง 620822 ทางสายกลาง-วัดสังฆทาน http://bit.ly/2roHFnv (ระหว่างเวลา ๔๘.๓๑- ๕๑.๐๓)
#เชิญฟังธรรม #ประชาสัมพันธ์ อบรมภาวนา อาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่ราชมงคล กรุงเทพ รายละเอียดอ่านจากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์Photos from Nimmalo.com’s post
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๐๙ #เดินจงกรมว่าพุทโธ #นอนว่าพุทโธ ?? #ถาม : การเดินจงกรม”พุทโธ” กับ การนอนภาวนา”พุทโธ” ต้องทำอย่างไรครับ? #ตอบ : เดินจงกรม กับ นอน แล้วมีคำบริกรรม”พุทโธ”ด้วยนี่นะ เอาเดินก่อนนะ.. เดินส่วนใหญ่ ถ้าใช้คำบริกรรม”พุทโธ” ก็จะสัมพันธ์กับการใช้ขาก้าวไป จะใช้ขาซ้ายก้าวไป พูดในใจว่า “พุท” ขาขวาก้าวไป พูดในใจว่า “โธ” อย่างนี้ก็ได้ “พุทโธ พุทโธ” พร้อมกับจังหวะการเดิน.. ก็อาศัย”พุทโธ”นั้นเป็นเครื่องอยู่ และ “พุทโธ”นั้น ก็พร้อมกับการเดินด้วย เดินไป”พุทโธ พุทโธ”ไป เดินไปจนถึงปลายทาง ทีนี้ เวลาเดินจงกรมในรูปแบบนี่ มันจะต้องมีจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นก่อนจะเดิน..ก็ต้องยืน ก็เริ่มด้วยยืน..แล้วทำความรู้สึกตัว ตอนยืน..ก็ไม่มี”พุทโธ”อะไร ทำความรู้สึกตัวว่า ตอนนี้รูปร่างกายเรากำลังอยู่ในท่ายืน.. เมื่อพอสมควรแล้ว ก็ทำไว้ในใจว่าจะเดินแล้ว จะเดิน..ก็ก้าวเท้า จะก้าวเท้าซ้ายก่อน หรือก้าวเท้าขวาก่อนก็ได้ ถ้าเราเริ่มด้วยเท้าซ้าย ก็พูดในใจว่า “พุท” ก้าวต่อไปเป็นเท้าขวา ก็พูดในใจว่า “โธ” ก็ “พุท”, แล้วก็ “โธ” สลับกันไปพร้อมกันกับการก้าวเดิน ถ้าจะเริ่มด้วยการก้าวเท้าขวาก่อน.. ก็พูดในใจว่า “โธ” ก่อน แล้วค่อยก้าวเท้าซ้าย “พุท” อย่างนี้ก็ได้ เดินไป ก็กลายเป็น “พุทโธ” ไปเอง ก็แล้วแต่ว่าใช้คำไหน? พร้อมกับการก้าวของขาไหน? แล้วแต่เราจะกำหนด อันนี้เป็นสมมุติเฉย ๆ อาศัยภาพ..คือร่างกายที่เคลื่อนไหว แล้วก็อาศัยเสียง..ที่เราพูดอยู่ในใจกำกับไปด้วย ทั้งภาพทั้งเสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวในท่าเดินนี่ ก็เป็นเครื่องอยู่ของจิตสำหรับทำความสงบ คือทำสมถะ ถ้าจิตมีความพอใจในการเคลื่อนไหว กับการบริกรรม”พุทโธ” มันก็จะเดินด้วยความสงบ ก็ได้สมถกรรมฐานกับการเดินครั้งนั้น ทีนี้ ถ้าเดินไป”พุทโธ”อยู่สองสามก้าว..แล้วเผลอคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือว่า แค่มีเสียงอะไรก๊อกแก๊กข้างๆ..แล้วมันก็เผลอไปฟัง จิตทำงานอย่างอื่นนอกจากเดิน แล้วก็มีคำบริกรรม อะไรก็ตามที่มันผิดไปจากนี้ เรียกว่า จิตมันทำงานนอกเหนือจากองค์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่ามันมี “ความเผลอ” เกิดขึ้น อาจจะเป็นเผลอคิด..เผลอเพลินไปเรื่องราวต่างๆ หรือจิตเผลอทำงาน.. เช่น หู..ไปได้ยินเสียง เราสนใจเสียงขึ้นมา มันก็กลายเป็น จิตทำงานผ่านหู การทำงานตรงนี้ เรียกว่า “โสตวิญญาณ” จากเดิมจิตมี “คำบริกรรม” เป็นอารมณ์ พร้อมกับมีท่าทางของการเดินเป็นเครื่องอยู่สำหรับทำสมถะ พอมีความเผลอเกิดขึ้น จิตมันออกจากการทำสมถะนี้ ก็ให้รู้ว่า จิตมีความเผลอเกิดขึ้น ก็เรียกว่าทำสมถะไป ถ้าออกจากสมถะ..ก็ให้รู้ทันจิตที่เผลอ อย่างนี้ก็ใช้ได้ เดินไป “พุทโธ”ไป..แล้วก็รู้ทันจิตที่เผลอ ตอนเผลอ..ถ้าเรารู้เฉย ๆ ว่ามีความเผลอเกิดขึ้น..ความเผลอก็ดับให้ดู เห็นความเกิด-ดับ อย่างนี้เรียกว่า เจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่ถ้าจิตอยู่กับการเดิน ขวา”พุท” ซ้าย”โธ”, ขวา”พุท” ซ้าย”โธ”..ไปเรื่อย ๆ นะ ถ้าอยู่แต่ตรงนี้ไม่เผลอไปไหน ก็เรียกว่า ได้ทำสมถะกรรมฐาน ทำจิตให้สงบอยู่กับอารมณ์”พุทโธ”พร้อมกับการเดิน ..นี่คือ เดิน”พุทโธ”นะ … ส่วนนอน”พุทโธ” ก็น่าจะใช้กายที่หายใจในอิริยาบถนอน รู้กายที่มีลมเข้ากับลมออก พร้อมกับมี “คำบริกรรม” กายมีอิริยาบถคือนอน ถ้ายังไม่ตายก็มีลมหายใจ ฉะนั้น เราก็เอาลมหายใจนี่ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นอารมณ์สำหรับการทำสมถะกรรมฐาน ที่นี้ สำหรับคนบางคนนี่ ดูลมอย่างเดียวมันจะฟุ้งซ่านง่าย ก็อาศัยคำบริกรรมกำกับไปด้วย ก็คือ หายใจเข้า”พุท”, หายใจออก”โธ” มีอิริยาบถคือนอน แล้วมันไม่นอนนิ่งๆ กายนี้ยังไม่ตาย มันก็ทำงานก็หายใจ..ก็เห็นว่า กายนี้กำลังหายใจ กายหายใจเข้า ก็นึกบริกรรมในใจว่า “พุท” กายหายใจออก ก็นึกบริกรรมในใจว่า “โธ” ถ้าเผลอจากนี้ไป ให้รู้ทันว่าเผลอ นอนๆไป คิดเรื่องอื่น ก็ลืม “พุทโธ” คิดเรื่องอื่นเรียกว่า “เผลอ” ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไร ก็เรียกว่า “เผลอ” ทั้งหมด รู้ทันว่าเผลอ..ความเผลอก็ดับ ก็กลายเป็น ขณะที่รู้ทันนี่..ขณะที่รู้จิตเผลอ เป็นขณะที่มีกุศลเกิดขึ้นแล้ว รู้ทันว่าจิตเผลอ..ความเผลอ ก็ดับไป อันนี้ แทนที่เราจะรู้..แล้วปล่อยลอย ๆ เมื่อรู้แล้ว..ก็กลับมารู้ที่กายกำลังนอนและกำลังหายใจ กลับมา.. ถ้ากำลังหายใจออก..ก็”โธ”ไปเลย หายใจเข้า..ก็”พุท” คือจะรู้ตอนไหน..เราก็บังคับไม่ได้ เราจะกลับมารู้สึกตัวตอนที่หายใจออกก็ได้.. กลับมารู้สึกตัวตอนหายใจเข้าก็ได้.. แต่ตอนเริ่มต้นเนี่ย ครูบาอาจารย์จะแนะนำว่า ตอนเริ่มต้นให้เริ่มด้วยหายใจออกก่อน ให้เริ่มรู้ตัวตอนหายใจออก เพราะว่าถ้าเริ่มด้วยรู้ตัวตอนหายใจเข้านี่ มันมักจะเพ่ง! ตอนหายใจเข้าเนี่ย มันมักจะสูดลมเข้าไป แล้วก็รู้สึกว่าแน่น ๆ ลองเริ่มต้นด้วยการหายใจออกนะ หายใจออกแล้วก็รู้สึกตัว บริกรรมว่า “โธ” ไปก่อนก็ได้ หายใจเข้า ก็บริกรรม “พุท” หายใจไป ก็กลายเป็น “พุทโธ” ไปเอง “พุทโธ”ไป..แล้วก็รู้ทันจิตที่เผลอ ตอนเริ่มต้นด้วยหายใจออกเนี่ย ใจมันจะไม่หนักไม่แน่น เพราะมันเป็นการผ่อนคลาย การหายใจออก มันร่างกายผ่อนคลาย จิตใจก็ผ่อนคลายได้ง่าย เป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการภาวนา ก็ปรับไปใช้กับอิริยาบถอื่นก็ได้ เช่น อิริยาบถนั่ง..ร่างกายอยู่ในท่านั่ง นั่งนิ่ง ๆ แต่มันไม่นิ่งจริง ร่างกายมันทำงานอยู่ มันมีการหายใจ ก็หายใจเข้า”พุท”, หายใจออก”โธ” “พุทโธ”ไป..แล้วก็รู้ทันจิตที่เผลอ อย่างนี้ก็ได้นะ ถ้าเผลอจาก “พุทโธ” นี้ไป ก็รู้ทันว่า..จิตทำงานอย่างอื่นแล้ว เห็นความเผลอ..ความเผลอดับ ไม่ต้องดูเรื่องที่คิด แต่เห็นว่ามีการทำสมถะอยู่ คือ เห็นกายหายใจ แล้วก็มีคำบริกรรม “พุทโธ” ไป เผลอจากสมถะนี้เมื่อไหร่ เรียกว่าเผลอ คือทำสมถะ เพื่อให้เห็นจิตที่เผลอ เผลอเนี่ย เผลอหลากหลายมาก เราไม่ต้องบอกเจาะจงว่า เผลอไปคิดเรื่องนั้น.. เผลอไปคิดเรื่องนี้.. เพราะพอจะคิดว่าเผลอไปคิดเรื่องอะไร..จะกลายเป็นฟุ้งซ่าน! แค่เรารู้ว่าเผลอ.. เมื่อกี้เผลอไป.. ไม่ต้องไปลงรายละเอียดว่าเผลอเรื่องอะไร.. อย่างนี้จะดีกว่า คือมันจะเห็นว่า มีสภาวะคือเผลอเกิดขึ้น..แล้วก็ดับไป มันจะเข้าวิปัสสนาได้ง่ายกว่า! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ” วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/xyVWwqKi7oo (นาทีที่13:55 – 21:00 )
#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๐๘ #มีความทะนงตัวว่าตนดีกว่าผู้อื่น ?? #ถาม : น้องสาวของโยมอยู่กับแม่ แล้วก็ดูแลแม่อยู่ น้องสาวสวดมนต์เยอะมาก และมักคิดว่าเธอทำถูกแล้ว และตนเป็นคนดีกว่าคนอื่น น้องมักเอาความคิดของตัวเองพูดให้แม่เชื่อแต่ตัวเธอเอง และคนอื่นไม่ดีเท่าเธอ เราจะมีวิธีแก้ไขตัวเธอ?หรือว่ามีการปรับปรุงความคิดนี้ได้อย่างไรดีเจ้าคะ? #ตอบ : มันพูดยาก.. คือเจ้าตัวต้องมารู้ตัวเอง ตัวน้องสาวต้องเห็นความผิดพลาดของตัวเอง ในแง่ที่ว่า ตัวเองทำดีนะดีแล้ว แต่ถ้ามันเลยเถิดถึงขั้นมองคนอื่นไม่ดี เรียกว่าขณะนั้นมี “มานะ” มีความทะนงตัว มีความคิดในเชิงเปรียบเทียบระหว่างตนเองกับผู้อื่น เป็น “อุปกิเลส” ตัวหนึ่ง คนที่จะมาดูตรงนี้ได้ ต้องเจริญสติสักหน่อย ก็คือ มีสติรู้ทันจิตใจตัวเอง กิเลสตัวนี้เป็นกิเลสที่พอรู้แล้วจะละอาย เจ้าตัวจะละอาย แต่ถ้ามีคนอื่นมาบอกนี่นะ..จะโกรธ เขาเองควรจะรู้ของเขาเอง ถ้าคนอื่นไปเตือนนี่นะ คนเตือนเนี่ยจะเสี่ยงมาก ครูบาอาจารย์เวลาเห็นลูกศิษย์มีมานะนี่นะ จะต้องดูก่อนว่าคนนี้ พร้อมจะรับฟังไหม? ถ้าพร้อมรับฟัง..ก็จะบอกได้ ถ้าไม่พร้อมจะรับฟังนี่นะ..บางทีท่านก็ปล่อยไปก่อน ยังไม่บอก ท่านบอกว่า “เปรียบเหมือนควาย มันอาจจะแว้งขวิดเราได้” อุปกิเลสที่เรียกว่ามานะถือตัว คือเห็นว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นเนี่ยนะ.. .. ไอ้ความดีน่ะ.. ดี! แต่ตัวที่ถือว่า “ตัวเองดีกว่าคนอื่น” น่ะ..ไม่ดี! เพราะฉะนั้น เวลาเราเจอบุคคลที่มีมานะ จะทำอย่างไรให้เขารู้สึกตัวได้? ก็ต้องให้เขาลองเจริญสติ ลองหาซีดีธรรมะของครูบาอาจารย์ในแง่ของสอนเจริญสติดูจิต ให้เขาไปฝึก บางทีเขาฝึกๆไป เห็นความไม่ดีของตัวเอง.. อย่างนี้เริ่มง่ายล่ะ!.. แต่ถ้ายังเห็นความดีของตัวเองอยู่เรื่อยๆนี่นะ อย่างนี้ก็ยังเรียกว่าเป็นการยากอยู่ แม้เราจะไปเตือน.. พี่ไปเตือน.. พระไปเตือน ก็อันตรายทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือจะเป็นพี่ก็อาจจะถูกแว้งกัดเอาได้ ฉะนั้น คนที่มีมานะ ถือตัว ทะนงตัว บางทีอาจต้องได้รับบทเรียนแบบเจ็บๆ ประมาณว่าทำให้อายขายหน้า แล้วตัวเองก็จะรู้สึกว่า “โอโห้! บทเรียนครั้งนี้แพงมาก” เช่น มีอยู่คนหนึ่ง รู้สึกว่าตนเองเนี่ยภาวนาดีมากเลย ไปกราบเรียนกับครูบาอาจารย์ว่า “ดิฉันภาวนามาถึงขั้นที่ไม่โกรธแล้ว” ไม่โกรธแล้วเหมือนเป็นพระอนาคามีแล้ว! ครูบาอาจารย์ดูแล้วไม่ใช่..ท่านก็ด่าเลย “อีตอแหล!” อย่างนี้นะ อย่างนี้ครูบาอาจารย์ท่านทำได้ พอบอกโดนด่าว่า “อีตอแหล” เท่านั้น.. โยมคนนั้นโกรธเลย ทั้งๆที่เมื่อกี้บอกว่า.. ภาวนามาถึงขั้นที่ไม่โกรธแล้วนี่นะ มันโกรธเลย.. ลืมตัว ชี้หน้าว่าพระเลย..”พระอะไร.. พูดจาหยาบคาย!” แล้วก็เดินตึงตังๆออกนอกวัดไปเลย พ้นวัดไปแล้ว จึงรู้ตัวว่า “อ้าว! เมื่อกี้เราโกรธซะแล้ว” ก็เลยเห็นความไม่ดีของตัวเอง เห็นความผิดพลาดของตัวเอง แล้วจึงกลับไปกราบขอขมาและขอขอบคุณครูบาอาจารย์ที่่ท่านชี้ให้เห็นว่าเรายังมีกิเลส นี่โยมคนนี้ดีนะ ที่ยังเห็นกิเลสของตัวเอง แล้วกลับมาขอขมากับครูบาอารย์ท่านนั้น นี่เรียกว่า.. อาจจะต้องเจอครูบาอาจารย์ที่แบบโหดๆ อย่างนี้บ้าง ทีนี้ ถ้าเราไม่ถึงขั้นครูบาอาจารย์จะไปเตือนแบบนั้น คือเขาไม่ศรัทธาเรามากพอ เราก็รอรอจังหวะก่อน บางที่อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะมาเห็นกิเลสตัวนี้ของเขา อดทนหน่อย! พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ”ธรรมะสว่างใจ” เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/apvXItStMqw (นาทีที่ 1:23:10 – 1:27:52)
ทิพยะวิลล่า เชียงใหม่ ชุดที่ 2

Play
Stop
«Prev