All posts by admin

วันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ 🌻🌻🌻 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๖ #รู้ที่ปลอดภัย ตัวกิเลสเบื้องหลังที่ทำให้เกิดอึน ๆ ไอ้ตัวนั้นคือ อยากดี อยากสุข อยากสงบ อยากได้สมาธิ อยากเก่ง มารู้ตัวนี้ ถ้ารู้ตัวกิเลส กิเลสจะดับ แต่ถ้ารู้ที่วิบาก วิบากก็ยังคงอยู่ บางทีนะ เรียกว่ามันมีแรงเฉื่อย รู้ที่ปลอดภัย และเห็นผลชัดที่สุด คือรู้กิเลส ถ้าจะรู้จิต ให้มารู้ที่ตัวกิเลสนี่จะเห็นผลของการปฏิบัติที่ชัดเจน คือกิเลสมันดับให้เห็นเลย เพราะตอนที่รู้..จิตเป็นกุศล ถ้ารู้ในสิ่งที่เป็นอกุศลนะ อกุศลนั้นจะดับทันที เพราะตอนรู้มันเป็นกุศล กระบวนธรรมเนี่ย พอถึงมีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ แล้วเนี่ยนะ หลังจากที่มีสมาธิ สมาธิที่ว่าเนี่ยหมายถึงมีจิตตั้งมั่น ไม่ใช่สมาธิแบบที่เราเข้าใจ คือ เพ่ง ไม่ใช่อย่างนี้นะ! สมาธิในที่นี้หมายถึง จิตตั้งมั่น คือมีผู้รู้ และสิ่งหนึ่งถูกรู้ นี่เรียกว่าจิตตั้งมั่น จิตไม่ไหลไปหาอารมณ์ จิตตั้งมั่นแล้วจะมีสภาวะหนึ่ง..ชื่อยาวหน่อย เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ใครเคยได้ยินคำนี้บ้าง? “ยถา” แปลว่า ตามนั้น “ภูตพุธ” คือ เป็น “ยถาภูตพุธ” คือ ตามที่มันเป็น “ญาณทัสสนะ” แปลว่า ญาณหยั่งรู้ “ทัสสนะ” คือการเห็น แต่ไม่ใช่แบบที่ตาเห็นนะ มันเป็นญาณ มีปัญญาหยั่งรู้เห็นว่าสภาวะนั้นเกิดขึ้นตามที่มันเป็น คือ “รู้ซื่อ ๆ” หรือว่า “รู้แบบไม่ตามไม่ต้าน” หรือว่า “รู้เฉยๆ” คำไหนเข้าใจง่ายสุด…เอาคำนั้นแหละ! ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรมเรื่อง “แค่รู้” 630111 คอร์สกองบุญสร้างอริยะ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์ไฟล์ https://youtu.be/jbhixCmMaZU

อ่านต่อ

นิมฺมโล.คอม ขอประกาศยกเลิกการแสดงธรรม โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตาม #ปฏิทินธรรม เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ เนื่องจากมีการขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน โดยคำนึงถึงเหตุผลด้านสาธารณสุข ต่อสถานการณ์โควิด ๑๙ ระหว่างนี้พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ได้เมตตาแสดงธรรมผ่านคลิปวีดีโอ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา โดยท่านได้ยกข้อความในพระคัมภีร์ พร้อมให้ข้อคิด ข้อธรรม เพื่อสาธุชนทั้งหลายจะได้ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติพัฒนาตน และต่อสังคมต่อไปค่ะ ท่านสามารถศึกษาธรรมผ่านคลิปการแสดงธรรม รวมทั้งเสียงอ่านหนังสือต่างๆ ได้ที่ นิมฺมโล.คอม และ นิมฺมโลเพจ https://nimmalo.com ขอให้ทุกท่านมีความเจริญในธรรมยิ่งขึ้นไปค่ะ แอดมิน นิมฺมโลเพจ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๙ #การเห็นไตรลักษณ์ 🤔🤔 #ถาม : โยมทำในรูปแบบทุกวันเช้า-เย็น ทุกวันตั้งใจรักษาศีล ๕ ทำในรูปแบบ มีเครี่องอยู่กับพุธโธ แล้วดูจิตที่ไหลไป คิดก็รู้ เพ่งก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ โกรธเองก็รู้ เห็นการเกิดดับของสภาวะ อยากทราบว่าโยมได้เห็นไตรลักษณ์รึยัง? และตอนระหว่างวันก็ได้มีเครื่องอยู่ ยืน-นั่ง-นอน-เดิน แล้วดูจิตที่ไหลไปคิด ในระหว่างวันก็ได้ ฝึกสติได้เนืองๆ หลงบ้าง รู้บ้าง บางวันหลงไม่ยาว บางวันหลงยาว และระหว่างวันบางครั้งได้เห็นจิตที่ไหลไปอยู่กับความคิด และเหมือนมีอีกตัวเห็นมันทำงานของมันเอง อันนี้คือการเห็นไตรลักษณ์รึยังเจ้าค่ะ? ปัญหาคือไม่เข้าใจการเห็นไตรลักษณ์เจ้าค่ะ! #ตอบ : ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง หมายถึง ลักษณะที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ได้แก่ 1. อนิจจลักษณะ ความเป็นของไม่เที่ยง 2. ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ เป็นของคงทนอยู่ไม่ได้ 3. อนัตตลักษณะ ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลกันง่ายๆ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซึ่งความเป็นไปลักษณะนี้พระพุทธองค์ทรงค้นพบ แล้วนำมาเปิดเผยต่อชาวโลก ดังมีพุทธพจน์ว่า “ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ (ภาวะที่ตั้งอยู่ หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา) เป็นธรรมนิยาม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน) ว่า (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง … (๒) สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ … (๓) ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา … ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย ว่า ‘สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง … สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ … ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” “สังขาร” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม นั่นก็คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด “ธรรมทั้งปวง” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เป็นสังขารและไม่ใช่สังขาร คือรวมมาถึงพระนิพพานด้วย ผู้ที่มีปัญญาเห็นความจริงของสภาวธรรม พูดอีกอย่างว่าเห็นไตรลักษณ์ จึงจะเรียกได้ว่า “เจริญวิปัสสนา” ผู้ที่ยังไม่เห็นไตรลักษณ์ หรือยังเห็นไม่มากพอ ก็ยังมีความเห็นผิดว่า มีตัวตนเป็นเรา เราเป็นนั่น นั่นของเรา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดถืออะไร จึงเกิดทิฏฐิขึ้นว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา ภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป…เมื่อเวทนา…เมื่อสัญญา…เมื่อสังขาร…เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัย (รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร) วิญญาณ เพราะยึดมั่น (รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร) วิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิว่า นั่นของเรา, เราเป็นนั่น, นั่นเป็นอัตตา/ตัวตนของเรา” การเห็นอนิจจลักษณะ หรือลักษณะที่ไม่เที่ยงนี้ จะเห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นการเกิดและการสลาย คือ เกิดดับ-เกิดดับ มีแล้วก็ไม่มี 2. เห็นเป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลง แปรสภาพไปเรื่อยๆ 3. เห็นเป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะ 4. แย้งต่อความเที่ยง คือสภาวะที่เห็นนั้นมันปฏิเสธความเที่ยงอยู่เอง ไม่พบความเที่ยงเลย การเห็นทุกขลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นทุกข์ ก็เห็นได้ ๔ แง่ คือ 1. เห็นว่ามีความบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา 2. เห็นว่าเป็นสภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนไป กลายไป หมดสภาพไป 3. เห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือเมื่อโยงมาถึงคน ก็เป็นที่ก่อให้เกิดทุกข์ 4. แย้งต่อสุข คือ ความขัดแย้งบีบคั้นนั้น มันทำให้ไม่คล่อง ไม่สะดวก ไม่ราบรื่น การเห็นอนัตตลักษณะ หรือลักษณะที่เป็นอนัตตา ก็เห็นได้ ๖ แง่ คือ 1. เห็นเป็นสภาพว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ความเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีแก่นสารสาระที่เป็นตัวแท้ที่ยืนยงอยู่ตลอดไป 2. เห็นเป็นสภาพไร้เจ้าของ ไม่เป็นของใคร ไม่มีตัวตนใดๆ ที่จะเป็นเจ้าของครอบครอง 3. เห็นเป็นสภาพที่ไม่อยู่ในอำนาจใคร ไม่มีตัวตนที่ไหนจะมามีอำนาจสั่งบังคับได้ ไม่ขึ้นต่ออำนาจหรือความปรารถนาของใคร 4. เห็นเป็นสภาพเป็นกองแห่งธรรมล้วนๆ เป็นเพียงรูปธรรม-นามธรรม ที่เกิดจากองค์ประกอบรูป/นามย่อยๆ มาประชุมกัน 5. เห็นเป็นสภาพที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย องค์ประกอบทั้งหลายต่างก็สัมพันธ์เป็นปัจจัยแก่กัน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ 6. แย้งต่ออัตตา มีสภาวะตามที่มันเป็นอย่างนั้นเอง การที่โยมเห็นการเกิดดับของสภาวะ ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์แล้ว คือเห็นในแง่ว่ามัน “ไม่เที่ยง” และที่โยมเห็นว่า จิตทำงานของมันเอง ก็นับว่าเห็นไตรลักษณ์ได้เหมือนกัน คือเห็นในแง่ของ “อนัตตา” แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า ที่ว่า “เห็น” นั้น เป็นการเห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเทียบเคียง การคิดเทียบเคียง จะเป็นการเอาสภาวะอดีตมาเทียบกับปัจจุบัน เช่น “เมื่อกี้โกรธ ตอนนี้ไม่โกรธ” อย่างนี้คือคิดเทียบเคียง เป็นปัญญาเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา เพราะยังเจือความคิด การเห็นไตรลักษณ์ขั้นวิปัสสนา ก็ต้องเป็นการ “เห็น” ไม่ใช่ “คิด” คือจะต้องเห็นสภาวะปัจจุบันนั้นเองดับไป แปรไป ต่อหน้าต่อตาตรงนี้เลย การที่จิตจะเห็นไตรลักษณ์ได้ จึงต้องมีสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ พูดง่ายๆ ก็คือ ฝึกให้รู้สึกตัว และมีจิตผู้รู้ขึ้นมา เมื่อมีจิตผู้รู้ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่ใช่เรา ดูไปมากเข้า จิตผู้รู้นั้นเองก็ไม่ใช่เราด้วย ในระหว่างการฝึกรู้เท่าทันธรรมดาของโลก เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ ขึ้นมา ก็มักจะเกิดความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นไปจากสภาวะเหล่านี้ไปเสีย เมื่อรู้สึกอย่างนี้ ก็ต้องรู้เท่าทันอีกว่า นี่เป็น “ความไม่เป็นกลาง” เมื่อความเบื่อหน่าย รังเกียจ อยากจะหนีให้พ้นนั้นดับหายไปแล้ว จิตมีความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย จิตจึงจะพร้อมที่จะเข้าถึงความหยั่งรู้อริยสัจ และบรรลุมรรคผลไปเป็นลำดับ การเห็นไตรลักษณ์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความไม่ประมาท – เมื่อเห็นอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องเร่งรัดปฏิบัติให้ทัน มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลา มันย่อมแตกดับสลาย การเห็นไตรลักษณ์จึงกระตุ้นเตือนให้เร่งพัฒนาจิต เพื่อบรรลุภูมิธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าจะหลุดพ้นเป็นอิสระ – เมื่อเห็นทุกข์บีบคั้นอยู่ เหมือนเห็นภัยมาถึงตัว ท่าทีของใจก็ไม่มัวเมา – เมื่อรู้อยู่ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ย่อมเร่งสร้างเหตุที่ดี ไม่เผลอทำเหตุที่ชั่ว โดยเฉพาะจะเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุมรรคผล พ้นทุกข์พ้นภัยไป จิตนี้ยึดอะไร จึงเกิดมิจฉาทิฏฐิว่านี่เป็นเรา/ของเรา ก็ยึดขันธ์ ๕ นี้แหละ ดังนั้น พึงเร่งเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีขอบเขตอยู่ที่ขันธ์ ๕ นี้ ให้เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์​ ๕ นี้ เร่งภาวนาให้เห็นจริง เพราะชีวิตนี้ไม่เที่ยง และทุกข์ก็กำลังบีบคั้นอยู่นี่แหละ ให้สมกับคำเตือน อันเป็นปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ว่า “สิ่งทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่มุ่งหวังให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาท” พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๘ #ไม่อยากผูกพันให้วนเวียนในสังสารวัฏ 🤔🤔 #ถาม : โยมเห็นโทษภัยในการเวียนเกิดเวียนตาย ไม่อยากให้ใครมาโกรธเกลียดเราและทั้งไม่อยากให้ใครมารักเราด้วย รู้สึกว่ามันจะเป็นการผูกพันให้เราวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ควรจะทำอย่างไรดีคะ? #ตอบ : เดี๋ยวนะ! ต้องทำความเข้าใจกันใหม่นิดนึงก่อนนะ ถ้าต้องการจะพ้นจากวัฏสงสาร เราไม่ต้องรอให้ “ทุกคนในโลกนี้จงอย่ารักหรือชังเรา” นะ ถ้าจะรอให้ทุกคนเป็นกลางกับเรา ก็จะไม่เจอสภาวะนั้นสักที เพราะเหมือนกับบอกว่า รอให้ทุกคนบนโลกนี้เป็นพระอรหันต์กันทั้งหมดก่อน ฉันจึงจะพ้นทุกข์ได้ ต้องดูที่ใจเราต่างหาก! ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีโทสะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน ใจเราเผลอไปผูกพันในแง่มีราคะกับผู้อื่น ..ก็รู้ทัน แม้กระทั่ง เผลอไปผูกพันในภพต่างๆ เช่น ในรูปภพ อรูปภพ ..ก็รู้ทัน ด้วยวิธีนี้ต่างหาก จึงจะพ้นได้ ไม่ใช่ไปดูว่าใครคิดอะไรกับเรา พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ก็ยังมีทั้งคนที่ชอบใจและไม่ชอบใจพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย เมื่อพระองค์ให้คำแนะนำสั่งสอนเพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จนกระทั่งพุทธบริษัททั้งสี่เข้มแข็ง พระศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้มั่นคงแล้ว พระองค์จึงปลงอายุสังขาร พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ทั้งที่ยังคนจำนวนมากรักและอาลัยร้องไห้คร่ำครวญปรารถนาให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อ รวมทั้งยังมีเหล่าเดียรถีย์อีกมากที่ยังคงไม่ชอบใจ รอเวลาหักล้างทำลายศาสนาพุทธ “ความรักความชังของผู้อื่น” ไม่ได้เป็นสิ่งหน่วงเหนี่ยวเราไว้ในสังสารวัฏ “ความรักความชังของเรา” นั้นต่างหากเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งเราไว้ ให้เวียนเกิดมาเพื่อรอวันสมหวังที่จะได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารัก แลรอวันสมหวังที่จะได้ล้างแค้นกับคนที่เราเกลียด “ความรักความชังของเรา” นั่นแหละ ที่ควรรู้ทันมัน เพราะมันหลอกให้เราหลงหวัง หวังแล้วก็ต้องเกิดมาเพื่อทำความหวังให้เต็ม และก็เป็นอย่างนี้มาตลอดสังสารวัฏ ต้องย้อนกลับมาดู “กิเลสที่ใจเรา” นะ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๐ #ผู้ขอจัด ถ้าเราอยากอยู่แบบไม่คบใครเลยนะ..ให้ขอ! ขอเยอะๆ จะไม่มีใครคบ เราจะเป็นผู้อยู่วิเวก แต่จะเป็นวิเวกที่เต็มใจรึเปล่า? “การขอ” ทำให้ผู้ขอกับผู้ให้เนี่ย.. มีโอกาสที่จะห่างเหินกัน มีโอกาสที่จะผิดใจกัน มีโอกาสที่จะรังเกียจกัน ถ้าเราเป็นผู้ขอจัด ก็ทำให้คนอื่นพยายามรักษาระยะห่างกับเรา ถ้าเราไปขอเขาบ่อยๆ เขาก็จะห่างเราไปเรื่อยๆ ห่างจน.. ห่างไกลไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรมของเรา ไม่ปรับนิสัยของเรา เราจะกลายเป็นผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเขาหนีห่างไป.. ห่างไป.. ห่างไป! เราไม่ต้องกลัวว่าจะไปติดไวรัสจากใครเลย ถ้าเราเป็นผู้ขอจัด แต่เป็นการไม่ติดไวรัส โดยเหตุที่..เพราะเราเป็นที่น่ารังเกียจ…อย่างนี้ไม่ดี! ดังนั้น ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องมารักษาระยะห่างกันแล้วเนี่ย แต่ถ้าเรามีนิสัยที่ไม่ดี คนอื่นก็จะรักษาระยะห่างกับเรา..อย่างนี้นะ! คนอื่นเขามีความสุขกันแล้ว เราจะกลายเป็นผู้โดดเดี่ยว เดียวดาย เหงาหงอย คราวนี้ ถ้าเราไม่ปรับตัว ไม่ปรับพฤติกรรม.. เราก็จะอยู่กับชีวิตหลังโควิดยาก พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากรายการ คลิกใจให้ธรรม ตอน คนที่ควรห่าง ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ลิงค์ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=8Y2f-HlPN9U&t=618s (ระหว่าง นาทีที่ 32.17-36:13)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันอาสาฬหบูชา วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ☘️☘️☘️ พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๒ #พุทธานะสาสะนังฯ วิปัสสนาเป็นการทำจิตให้ฉลาด พอฉลาดก็จะมีปัญญา ละกิเลสเป็นลำดับๆ ฉลาดถึงระดับละกิเลสคือฉลาดในระดับเรียกว่า เกิดมรรคผล มรรคผลขั้นที่ ๑ เป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันก็ชำระกิเลส ไปได้ ๓ ข้อ ๓ ข้อเท่านั้นเอง พระโสดาบัน นะ! ๓ ข้อนั้น คือ สังโยชน์ ๓ ข้อต้น มีอะไรบ้าง? สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ชำระไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนขาวรอบ ขาวรอบจนหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ ไม่มีความเศร้าหมองทางใจเกิดขึ้นอีกแล้ว นี่คือ “พุทธานะ สาสะนังฯ” คือเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน ในอดีตที่ผ่านมาก็สอนอย่างนี้ องค์ปัจจุบันก็สอนอย่างนี้ องค์ที่จะตรัสรู้ต่อไปในอนาคตก็จะสอนอย่างนี้ จึงเรียกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฉะนั้น เกิดมาทันพระพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว ให้รีบฝึกรีบทำ เพราะไปรอพระองค์หน้าก็ต้องทำเรื่องนี้แหละ ถ้าชาติปัจจุบันเจอคำสอนนี้แล้ว..บอก “เอาไว้ก่อน” (คือยังไม่ฝึก) ชาติหน้าถ้ามีบุญเจอพระพุทธเจ้า..ก็จะ “เอาไว้ก่อน” มันจะติดนิสัย “เอาไว้ก่อน” ไปเรื่อยๆ ชาตินี้พบคำสอนนี้แล้ว..ทำ! ทำได้เท่าไรตามกำลัง…ตามกำลังของเรา เราต้องมีนิสัยอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับจิตแล้วว่า เจอคำสอนแล้ว..ทำให้เต็มที่ เจอคำสอนแล้ว..ทำให้เต็มที่ ถ้าชาตินี้ไม่จบ ไปเจอพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป เจอคำสอนแล้ว..ก็ทำให้เต็มที่ มันจะมีนิสัย “จะทำให้เต็มที่” นึกออกไหม? แต่ถ้าเราเป็นประเภทว่า “เอาไว้ก่อน” เจออีกก็..”เอาไว้ก่อน” มีนิสัย..”เอาไว้ก่อน!” “เดี๋ยวก่อน!” จาก “เดี๋ยวก่อน!” ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น..”เดี๋ยวนี้!” “ทำเลย” เพราะอะไร? เพราะจะตายเมื่อไรไม่รู้ ใช่ไหม? ตายแน่ แต่ตายเมื่อไรไม่รู้ ไอ้ตายเมื่อไรไม่รู้เนี่ย..น่ากลัว! เพราะว่าเราคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า ความตายเป็นของคนอื่น คนอื่นตาย ส่วนเราเนี่ยอีกนาน.. รู้สึกไหม..อีกนาน ถ้าจะมีข่าวคนตาย ก็เป็นของคนอื่น บุคคลอื่น ประเทศอื่น ชาติอื่น หรือว่าครอบครัวคนอื่น ไม่ใช่ครอบครัวของเรา สังเกตได้จากพอมีเรื่องเกิดขึ้นในครอบครัวของเรา หรือคนที่ใกล้ชิดเรา เราจะทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยคิด ฉะนั้น ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะตายเมื่อไรก็ได้ คนรักของเราจะตายเมื่อไรก็ได้ ครอบครัวเราจะมีการพลัดพรากเสียชีวิตกันเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าประมาท! อย่าประมาทในที่นี้ คือเห็นความตายของตนด้วย เห็นความตายของคนที่เรารักด้วย มองอย่างนี้นะ! เห็นความตายของตัวเอง จะทำความดีให้เกิดขึ้นกับตนเองให้มาก ให้ทันก่อนที่จะตาย ซึ่งจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ คำว่า..ชาติหน้ากับพรุ่งนี้…เคยมีสำนวนนี้ใช่ไหม? “ชาติหน้ากับพรุ่งนี้ ไม่แน่ว่า อะไรจะมาก่อน” ธรรมบรรยายโดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากการบรรยายธรรม ณ บ้านจิตสบาย วันมาฆบูชา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลิงค์แสดงธรรม https://www.youtube.com/watch?v=7IX5hNMcXuQ&t=4883s (ระหว่าง นาทีที่ 1:19:38-1:23:03)

อ่านต่อ

วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ 🍃🍃🍃 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๗๑ #พยานในการพ้นทุกข์ ให้รู้ตามที่มันเป็น แม้ยังติดอยู่เป็นอัสสาทะ(ส่วนที่น่าชื่นชมยินดี) ก็รู้ว่าติด ตอนรู้ก็หลุดออกมา หลุดออกมาก็รู้ด้วย แล้วความติดเนี่ยมันเป็นโทษ เป็นทุกข์ ก็รู้ทันโทษทุกข์ของมันด้วย ถ้าไม่เห็นโทษ ไม่เห็นทุกข์ มันก็จะไม่เบื่อหน่าย ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า..ให้รู้ทันความติด รู้ทันแล้ว ก็รู้ทันโทษของมันด้วย รู้ทันโทษ มันก็จะเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายแล้วก็จะมีการแสวงหาทางออก การแสวงหาทางออกเนี่ย ครั้งแรกๆ ก็จะออกเป็นชั่วคราว ออกเป็นขณะๆ ก็รู้ทันว่ามีการออกชั่วคราว ถึงคราวบารมีเต็มขึ้นมา ก็จะมีการหลุดพ้น ถึงมรรคถึงผลขึ้นมา การปฏิบัติธรรมก็จะประสบความสำเร็จ คือเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากโลกไป หลุดพ้นจากโลก ก็คือหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง ก็ขอเป็นกำลังใจให้นักปฏิบัติทั้งหลายนะ! ให้ “รู้ตามที่มันเป็น” ให้รู้ตามที่มันเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นพยานให้ตนเองในการหลุดพ้นด้วย ขอเจริญพร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจาก ชุดคัมภีร์ธรรมะในสวนธรรม เรื่อง “อัสสาทสูตร” ลิงค์คลิป https://youtu.be/CSG7ShwkHAU บันทึกคลิปวีดีโอเมื่อ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา (นาทีที่ 5.55-6.55)

อ่านต่อ

วันพุธที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ☘️☘️ #พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๓ #ธนู ๒ ดอก ถ้าเราป่วยขึ้นมาจริงๆ นี่นะ ก็ต้องให้ความเจ็บป่วยมันสอนเราด้วย อย่าให้มาเจ็บป่วยกายแล้วใจก็ป่วย อย่างนี้เรียกว่าโดน ๒ ดอก ถูกทิ่มแทงด้วยลูกธนู ๒ ดอก กายป่วย แต่ใจก็ต้องไม่ป่วย นี่คือเรียกว่า “บุรุษอาชาไนย” ถึงความเจ็บป่วยแล้ว ก็สลดสังเวชขึ้นมา เห็นความจริง “สลดสังเวช” ไม่ได้หมายความว่า เศร้าเสียใจ คำว่า “สังเวช” นั้นในภาษาบาลี หมายความว่า เห็นความจริงแล้วคึกคัก ได้ปลุกสำนึก มีใจคึกคัก มีความไม่ประมาทเกิดขึ้น …. แม้เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องปรินิพพาน เราเห็นคนอื่นตาย ได้ยินข่าวคนอื่นตาย เห็นคนอื่นตายเป็นญาติเราด้วย แม้กระทั่งเป็นตัวเอง เราก็เกิดความสังเวช ไม่ประมาท ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ จากจุดนี้จนถึงเวลาที่เราตายเนี่ย ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจ ถ้าเราถึงความเจ็บป่วยจริง ๆ ก็เห็นกายนี้มันป่วยไป ใจไม่ป่วยด้วย ถ้ากายนี้จะตายก็ไม่เสียดาย เพราะกายนี้เป็นแค่ก้อน ๆ หนึ่ง ที่มันเป็นก้อนทุกข์ “ก้อนทุกข์มันจะตายไป จะเสียดายอะไร” อย่างนี้นะ! จริงๆ ไม่ต้องรอให้เราป่วย ถ้าเป็นบุรุษอาชาไนยที่พัฒนาขึ้นมา ก็ไม่ต้องถึงให้เราป่วย.. ญาติเราป่วย เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาได้แล้ว! ไม่ต้องให้ญาติเราป่วย แค่เห็นคนอื่นป่วย เราก็ต้องรู้สึกตัวให้ได้แล้ว! ไม่ต้องเห็นเขาป่วย แค่ได้ยินข่าว ได้ฟังข่าวว่าประเทศนั้นประเทศนี้มีคนป่วย จังหวัดนั้น จังหวัดนี้มีคนป่วย คนอื่นที่เราไม่เคยรู้จักเขาเลย เขาป่วย เราก็ต้องเกิดความสลดสังเวช แล้วเตรียมพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับมือกับความเจ็บความป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็ได้ เมื่อคราวที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมาจริงๆ เราจะได้ไม่ตีอกชกตัว ไม่ไปโทษคนนั้น ไม่ไปไหนโทษคนนี้ เห็นความจริงของมัน เห็นกายซึ่งเป็นก้อนทุกข์นี้แสดงความจริง ใจไม่ทุกข์ เห็นกายเป็นก้อนทุกข์อยู่ต่างหาก ใจเป็นผู้รู้อยู่ต่างหาก กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย ถ้าหมอจะรักษาอย่างไร ก็ให้เขารักษาไป หายได้ก็ดี ไม่หายก็ไม่เป็นไร เราเข้าใจความจริงว่ากายนี้เป็นก้อนทุกข์ นี่เรียกว่า เข้าใจความจริงของโลก ดังนั้นให้เรามาสำรวจตัวเองว่า… เราเป็นหนึ่งในบุรุษอาชาไนย ๔ ประเภทนี้ ประเภทไหนบ้าง ได้ยินได้ฟังแล้วก็สลดสังเวช ก็เป็นอาชาไนยประเภทที่ ๑ ถ้าต้องเห็นด้วยตาตัวเอง แล้วสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๒ ถ้าต้องถึงขั้นเป็นญาติของเรา แล้วจึงสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๓ ถ้าต้องให้ถึงกับเราเป็นผู้ป่วยเอง แล้วจึงสลดสังเวช ก็เป็นประเภทที่ ๔ แม้กระนั้นขอให้สลดสังเวช ขอให้รู้สึกตัวขึ้นมา ขอให้มีความไม่ประมาทเกิดขึ้น ก็ยังนับว่าเป็นบุรุษอาชาไนย แต่ถ้าถึงขนาดว่าตัวเองป่วยแล้ว เจ็บแล้ว ใกล้จะตายแล้ว ยังไม่สลดสังเวช มัวแต่นึกถึงว่า..ทำไมต้องเป็นตัวเรา มัวแต่นึกถึงว่า..ฉันจะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว จากครอบครัวไป ตีโพยตีพาย ไม่สลดสังเวช ไม่มาเห็นความจริงของกายและใจ ไม่พัฒนาจิตใจให้เห็นความจริงของโลกนี้ คือกายและใจนี้ ตามความเป็นจริง อย่างนี้เราก็ไม่จัดว่า เป็นประเภทของอาชาไนย ประเภทใดประเภทหนึ่งเลย! เพราะฉะนั้นให้เหตุการณ์(โรคระบาดโควิด-19)ครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกับจิตใจของเรามาก ให้มันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตใจ ในแง่ของความสลดสังเวช และมาพัฒนาจิตใจให้เห็นความจริง รู้ทันความเป็นจริง แล้วจะไม่เป็นทุกข์กับความจริงที่ปรากฏขึ้นมา ให้เป็นบุรุษอาชาไนย ประเภทใดประเภทหนึ่งให้ได้ ขอเจริญพร พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคลิปแสดงธรรม “ปโตทสูตร-ปฏักอยู่ที่ไหน” ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๑๖ เมษายน ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/7DffDOcBBp8 (นาทีที่ 17:42-22:48)

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๕ #เหงามากจะปฏิบัติต่อใจอย่างไร? 🤔🤔 #ถาม​ : แฟนเสียชีวิตอาทิตย์ที่แล้ว​ แต่โยมอยู่บ้านคนเดียว​ เคยอยู่กันสองคน​ โยมก็เลยเศร้ามาก​ เหงามาก​ ให้ดิฉันปฏิบัติต่อใจอย่างไรดีคะ? #ตอบ​ : เหงาด้วย..เศร้าด้วย​ ใช้​ “พุทโธ” เป็นเพื่อนนะ​ เอา​ “พุทโธ” เป็นเพื่อน #ถาม : “พุทโธ” ก็เอาไม่อยู่ค่ะ #ตอบ : นั่นแหละ.. มีเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ มี “ความเผลอ”..เป็นเพื่อนอีกตัวแล้ว​ ​! เห็นไหม? แต่ไอ้ “ความเผลอ” เนี่ย.. เป็นเพื่อนไม่ดี​ เราไม่เอา เราเห็นมันนะ แล้วเราอยู่กับ​ “พุทโธ” ต่อ เอางี้นะ! คือมาคุยกับอาตมานี่นะ​ โยมมีอาตมาเป็นเพื่อน​ แต่อาตมานี่อยู่ตรงนี้ได้ไม่นานหรอกเพราะว่าหกโมงเย็น​ อาตมาก็จะไปแล้ว โยมก็ต้องมีเพื่อนด้วยตัวของตัวเองให้ได้ วิธีจะให้มีเพื่อนด้วยตัวของตัวเอง​ง่ายๆ ก็คือใช้​ “พุทโธ” นี่​ เป็นเพื่อน​ ใช้​ “ลมหายใจ” เป็นเพื่อนด้วย​ก็ได้ มีลมหายใจด้วย​ แล้วมีคบริกรรมำ​ “พุทโธ” ไปด้วย​ มันจะได้มีเพื่อนมีที่พึ่งของตัวเอง #ถาม​ : สวดมนต์วันนี้ก็สวดอยู่นะคะ​ แต่ใจมันเหงาน่ะค่ะ #ตอบ​ : “ความเหงา” เป็นเพื่อนอีกตัวหนึ่งแล้ว​ ! นอกจาก​ “พุทโธ” แล้ว..ยังมี “ความเหงา” ด้วย​ รู้ทันว่า​ เนี่ย!​ มี “ไอ้เหงา” อีกตัวแล้ว นึกออกไหม? #ถาม​ : แล้วยังมีใครอีกล่ะคะ? #ตอบ​ : เออ! ลองดูซิ​ว่า​จะมีใครอีก? โยมจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเรามี​ “พุทโธ” มาก่อนนะ!​ บริกรรม “พุทโธ” ไป เดี๋ยว “ไอ้เหงา” โผล่มา​ “อ้าว!..นี่! ไอ้เหงา”..ทักมันด้วยนะ “ไอ้เหงา!​ ฉันเห็นแกแล้ว” แล้วก็กลับมา​ “พุทโธ” ใหม่ #ถาม​ : เวลาดูบ้านดูช่อง​ ดูที่แฟนเคยอยู่เคยทำ เวลานี้แกจะขี่รถมา​ แล้วเราก็คอยมอง.. ก็เลยไม่อยากเปิดบ้านเลย​ แบบไม่อยากเห็นภาพเดิม​ ๆ​ นะคะ #ตอบ​ : มันเป็นอย่างไร? เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร? #ถาม​ : เหงามากเลย​ หมูหมากาไก่ตีระเบิด #​ตอบ​ : ภาวนา “พุทโธ” ไปนะ​ แล้วเห็น “ไอ้เหงา” ที่มันแอบมาขอเป็นเพื่อนไปเรื่อย​ ๆ ทัก “ไอ้เหงา” บ่อย​ ๆ​..”ฉันเห็นแกอีกแล้ว..ไอ้เหงา! ฉันเห็นแกอีกแล้ว” ดูบ่อย​ ๆ​ “แกมาอีกแล้ว!” เห็นมัน แต่ไม่อยู่กับมัน ยิ่งมาบ่อย​ ๆ​ แล้วเห็นมันบ่อย​ ๆ​ นะ..เราจะมีสติได้เร็วขึ้น​ มีสติ​ ก็คือ​ รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตเมื่อกี้นี้​ “ไอ้เหงามาอีกแล้ว” บางทีก็มี​ “ไอ้เศร้า” นะ! ​​ ไอ้เศร้า,​ ไอ้โศก​, ไอ้เหงา​ ทำความรู้จักเพื่อนที่อยู่รอบ​ ๆ​ ตัวนี้บ่อย​ ๆ อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็ผุดความเหงาขึ้นมา.. “อ้าว! ไอ้เหงามาอีกแล้ว” อยู่​ ๆ​ เดี๋ยวก็มีความเศร้าขึ้นมา..”อ้าว! ไอ้เศร้ามาอีกแล้ว” ไม่ต้องบังคับมัน..แค่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น​ ไม่ต้องบังคับนะ! ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไร..ก็​ “พุทโธ​” ไป ” พุทโธ” ไว้ที่แถวๆ จมูกนี่แหละ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรนะ “พุทโธ” ไปก่อน “พุทโธ​ ๆ​ ไป​”.. ไอ้เหงามาอีกแล้ว! ” รู้ทันไอ้เหงา “พุทโธ​”ๆ​ ไป​ ..เบื่อ​! “อ้าว! ไอ้เบื่อ” ​ จากไอ้เหงา..ตอนนี้เป็น “ไอ้เบื่อ” แล้ว​ “โอ้ย! เพื่อนเยอะเลย” ไม่ต้องกลัวเหงาเลย​ เพื่อนเยอะ! พระอาจารย์กฤช​ นิมฺมโล เรียบเรียงจากการตอบปัญหาธรรม ในรายการ​ “ธรรมะสว่างใจ” วันที่​ ๒๒​ มกราคม ๒๕๖๓ ลิงค์วีดีโอ https://youtu.be/E7HpvEzlYYo (นาทีที่​ 1:31:04​ -​ 1:36:56)

อ่านต่อ

วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ​ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ 🍀🍀🍀 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๒ #เผชิญปัญหาด้วยปัญญา ปัญหาไม่ได้หมดไปด้วยการหนี ต้องเผชิญ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Face to Face) คือเผชิญ ไม่ใช่หนี เผชิญกับปัญหา ก็คือยอมรับก่อน..ว่ามันมีปัญหาจริง! พอมีปัญหาจริงแล้วเนี่ย เราจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร? อย่างแรกคือ ต้องรักษาใจให้เป็นกลาง ไม่ไปต่อต้าน แล้วก็ไม่จมไปกับมัน เรียกว่ารับรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ถ้าใจไม่เป็นกลางแล้วเนี่ย จะไม่พร้อมพอที่จะแก้ปัญหา ต้องแก้ด้วยนะ! ปัญหามีต้องแก้ แต่ต้องแก้ด้วยใจที่เป็นกลาง พอใจเป็นกลางแล้วเนี่ย มันจะมีปัญญาขึ้นมา มันไม่ได้ไปเอนเอียงว่า จะเข้าข้างฝ่ายไหน พอมีใจเป็นกลางขึ้นมาเนี่ย มันพร้อมที่จะแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นกลาง แล้วมีปัญญาที่จะแก้ โดยที่ไม่เอนเอียงด้วย ๔ อย่าง ๑. เอนเอียง..ด้วยความพอใจ ๒. เอนเอียง..ด้วยความไม่พอใจ ๓. เอนเอียง..ด้วยความโง่ ๔. เอนเอียง..ด้วยความกลัว ถ้าใจยังถูก​ความ​เอนเอียง ๔ อย่างนี้​ คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ ความไม่รู้(ความโง่) แล้วก็ความกลัว ถ้าถูก ๔ อย่างนี้ครอบงำอยู่เนี่ย เราจะแก้ปัญหาอย่างผิด ๆ ชอบคนนี้..เราก็ตัดสินเข้าข้างคนนี้ ก็แก้ปัญหาผิดแล้ว ไปเสริมปัญหาด้วยซ้ำไป ไม่ชอบคนนี้..ก็โยนความผิดให้ไปเลย เป็นแพะรับบาปไป แทนที่จะแก้ปัญหา ก็เสริมปัญหาเข้าไปอีก ไม่รู้ข้อมูล..แก้ปัญหา​มั่ว​ ๆ ไป ก็ยิ่งเสริมปัญหาไปอีก ใช่มั้ย? กลัว​ รนราน วิตกกังวล เกินไป ไม่ทันได้​ทำใจให้ปกติก่อน แก้ปัญหาด้วยความรนราน ความกลัว ก็ไปเสริมปัญหาใหม่ ฉะนั้นต้องให้รู้ทัน! รู้ทันสิ่งที่ปรากฏในใจเรานี้ก่อน ทำใจให้เป็นกลางก่อน เวลาเรามาเรียน แล้วนิมนต์พระมาพูดนะ! ก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแนวพุทธ ก็คงมิใช่แก้ปัญหาแนวอื่น พุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้หนีปัญหา พุทธศาสนา สอนให้เผชิญปัญหา แล้วอยู่กับปัญหาได้ โดยใจไม่ทุกข์ นี่คือ ประเด็นหลักของพระพุทธศาสนา ยอมรับว่ามีปัญหา แต่ไม่เอาปัญหามาทับถมจนใจเป็นทุกข์ ยอมรับความเป็นธรรมดาของโลกนี้ย่อมมีปัญหา ประเดี๋ยวก็มีปัญหานี้ ประ​เดี๋ยวก็มีปัญหานั้น บางทีปัญหาก็ต่อเนื่องกัน แต่ใจไม่ไปจมในปัญหานั้น เห็นปัญหาเป็นปัญหาไป แล้ว​แก้​ปัญหา​ด้วย​ปัญญา มี​ปัญหา​ ก็​ไม่​จำเป็นต้อง​เป็น​ทุกข์​นะ ปัญหาไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ ในอริยสัจสี่นะ! “ปัญหา” ไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ แต่อะไร เป็นเหตุแห่งทุกข์? “ตัณหา” ต่างหาก! มันลงท้ายด้วย “หา” เหมือนกันนะ! ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากธรรมบรรยายเรื่อง “เผชิญปัญหาชีวิตด้วยปัญญา” ๕ สิงหาคม ๒๕๖๑ ลิงค์วีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=PKhWREvxT0Y&t=4230s (ระหว่างนาทีที่ 3.46-7:32)

อ่านต่อ

เนื่องจากยังเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โควิด ๑๙ นิมฺมโล.คอม ขอประกาศยกเลิกการแสดงธรรม โดย..พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ตาม #ปฏิทินธรรม เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ซึ่งในช่วงนี้พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ได้เมตตาแสดงธรรมผ่านคลิปวีดีโอ ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา โดยท่านได้ยกพระสูตร พร้อมให้ข้อคิด ข้อธรรม เพื่อสาธุชนทั้งหลายจะได้ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติพัฒนาตนและสังคมต่อไปค่ะ ท่านสามารถติดตามคลิปการแสดงธรรม รวมทั้งเสียงอ่านหนังสือต่างๆ ได้ที่ นิมฺมโล.คอม และ นิมฺมโลเพจ https://nimmalo.com ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมค่ะ แอดมิน นิมฺมโลเพจ

อ่านต่อ

พุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓ วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ 🍁🍁🍁 พระกฤช #ฝากคิด #ฝากคำ ๒๖๑ # ตัวห่างไกล ใจใกล้พระ เห็นธรรม ได้ลึกซึ้งมากแค่ไหน เห็นความจริง ได้มากแค่ไหน ยิ่งใกล้พระพุทธเจ้ามากเท่านั้น ยิ่งใกล้ครูบาอาจารบ์มากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้เว้นระยะทางสังคมก็จริง (Social Distancing ) แต่ไม่ได้เว้นระยะระหว่างธรรมะเลย เพราะธรรมะอยู่ที่กาย ที่ใจของเรานี่เอง เราแยกออกมาจากสังคม ตัวห่างกันนะ แต่เราก็อยู่กับเราเนี่ยแหละ ร่างกายก็อยู่เนี่ยแหละ จิตใจก็อยู่ตรงนี้แหละ จิตเผลอไป แต่ไอ้กายก็เป็นถ้ำของจิตใช่ไหมล่ะ? ออกไป..ก็รู้ทัน ออกไป..ก็รู้ทัน ฉะนั้นถ้าใช้เวลานี้ ทำงานที่บ้าน ก็ทำงานไป เว้นระยะห่าง ก็เว้นระยะไป ดำรงชีพในเหตุการณ์ที่มีโรคระบาด ก็ดำรงชีพให้เหมาะกับกาละเทศะนี้ไป แต่ก็ไม่ละเลยกับการเรียนรู้ ความจริงของกายและใจ ถ้าเราเรียนรู้อย่างนี้ไป ก็ชื่อว่า ไม่ห่างไกลพระพุทธองค์ ไม่ห่างไกลจากพระธรรม และไม่ห่างไกลจากพระสงฆ์ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของเรา ขอให้เวลาที่อยู่กับบ้าน ที่เว้นระยะทางสังคมนี้ เว้นเพียงระยะทางร่างกาย แต่จิตใจยังคลุกคลีอยู่กับธรรมะอยู่เรื่อย ๆ ก็ขอให้พวกเราคลุกคลีอยู่กับธรรมะในลักษณะอย่างนี้ แล้วสักวันนึงไม่นานเลย เราจะเข้าใจธรรมะ เพราะจิตใจเราคลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้แล้ว จิตใจเราคลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้แล้ว มันย่อมเข้าใจได้ ใช้เวลาไม่นานเลย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เรียบเรียงจากคัมภีร์ธรรมะในสวนธรรม ตอน “ตัวห่างไกลใจใกล้พระ” ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๘ เมษายน ๒๕๖๓ ลิงค์คลิป https://youtu.be/NHHFHLj5Wno”>https://youtu.be/NHHFHLj5Wno (ช่วงเวลา 13.30-15.02) อ้างอิง : สังฆาฏิสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ลิงค์พระสูตร http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6335&Z=6360″>http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6335&Z=6360

อ่านต่อ

#นิมฺมโลตอบโจทย์ ๒๖๔ #ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ 🤔🤔 #ถาม : ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ สำหรับตัวคุณแม่เอง และ ลูกๆของท่าน ๑. คุณแม่อายุ ๘๕ ปี เป็นคนจีน ที่ทำบุญ ทำทาน แบบเทาๆ ยังไม่มีศรัทธาพระพุทธศาสนา 100% ทำบุญแบบมีอคติ ไม่สวดมนต์ ไม่ฟังธรรม แต่ท่านเป็นคนที่มีจิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ตอนนี้เพิ่งตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ อยู่ระหว่างการตรวจรักษาและรอวินิจฉัยจากคุณหมอว่าจะสามารถรักษาได้หรือไม่? ๒. โยมอายุ ๕๓ ปี ทำงานบริษัทฯ เริ่มที่จะมีศรัทธาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยการได้ฟังโอวาทธรรมพระอาจารย์กฤช ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เป็นต้นมาฟังแล้วเข้าใจทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอ เพราะเป็นคนฟุ้งซ่าน ขี้โกรธ ขี้โมโห คิดมาก #ตอบ : แนวเดียวกับอาตมาเลย 555 ดูจิตไปนะ ฟุ้งซ่านก็คอยรู้ไปนะ ตอนฟุ้งมันเอาแต่คิด ตอนรู้มันไม่ได้คิด มันแค่รู้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้นะ ทำไว้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ตอนที่จิตมันลืมกรรมฐานนั้นไป เห็นจิตที่เผลอ แล้วก็เริ่มใหม่ เก็บแต้มไปเรื่อยๆ สนุกดี ๓. ถาม : เราควรทำอย่างไรบ้างเพื่อให้แม่เห็นธรรม เริ่มสวดมนต์ (บทไหน?) และทำบุญทำทานด้วยศรัทธาพระศาสนาด้วยใจจริง อยากให้ท่านแนะนำบทสวดมนต์และการปฏิบัติเพื่อให้จิตท่านไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ตกไปอบาย หลังจากเสียชีวิตค่ะ #ตอบ : ถ้าไม่เคยสวดบทไหนเลย ก็แนะนำให้สวดบทพุทธคุณ ที่มีคำสวดว่า “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.” สวดซ้ำ ๆ บทเดียวก็ได้ และแนะนำให้ดูคลิป “รายการคลิกใจให้ธรรม ตอน สิ่งที่ควรรู้ก่อนสวดอิติปิโส” ด้วยนะ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของบทสวด สามารถดูได้ตามลิ้งค์นี้นะ https://youtu.be/dXJbzU-z8j8 ๔. ถาม : ในฐานะลูกที่เป็นคนดูแลแม่ พาแม่ไปหาหมอโดยตลอด ตอนนี้จมความทุกข์ ความเศร้า รู้สึกว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่พาท่านตรวจร่างกายให้ครบทุกด้าน จึงทำให้ท่านป่วยโรคมะเร็ง มีความเครียดมากๆ งานการเริ่มล่าช้ากระทบกับเจ้านายและลูกน้อง ตอนนี้เราควรทำอย่างไรเพื่อให้พ้นจากสภาวะนี้ค่ะ #ตอบ : ทำความเข้าใจใหม่นะ ความเครียดและความกังวล ไม่ได้ช่วยให้แม่หายป่วย รวมทั้งไม่ได้ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น มันเป็นสภาวะที่ไม่จำเป็นต้องมีในขณะนี้ ให้รู้ทัน และไม่คิดต่อเรื่องกับมัน โยมก็บอกเองว่า พาแม่ไปหาหมอโดยตลอด แล้วจะมีความผิดอะไร? ถึงจะตรวจให้ครบถ้วน บางทีก็ไม่เจอ บางคนตรวจสม่ำเสมอ ผลตรวจออกมาก็ปกติ มาพบอีกทีก็ขั้นร้ายแรงแล้ว อย่างนี้ก็มีมากมาย ทำใจให้เป็นปกติ ร่างกายแม่ ก็ให้หมอดูแลไป เรามาช่วยดูแลใจแม่กันดีกว่า ๕. คำถาม : การตัดสินใจที่จะรักษาโดยการผ่าตัด 50:50 ถ้าแม่ตายเราก็รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่ผ่าตัด เราก็ต้องเห็นแม่ทรมานจากการปวดท้อง ไปตลอดจนกว่าจะเสียชีวิต การเลือกตัดสินใจของเราทั้งหมดโดยที่ไม่บอกคุณแม่ว่าท่านเป็นมะเร็ง ถือว่าเราทำบาปมากไหมคะ ทำอย่างไรให้จิตเราดีขึ้น #ตอบ : ปรึกษาหมอว่า ถ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป วิธีไหนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ถ้าแม่จะจากไป วิธีไหนที่แม่จะมีทุกขเวทนาน้อยกว่า ย้ำกับคุณหมอว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องยื้อชีวิต ขอให้จากไปแบบธรรมชาติ เรามีเจตนาให้แม่จากไปอย่างสงบ ส่วนประเด็นที่ว่า จะบอกความจริงกับคุณแม่ดีไหม? อันนี้โยมต้องช่วยกันประเมิน ถ้าคุณแม่จิตใจเข้มแข็งพอ ก็ควรจะบอกความจริงได้ แต่การบอกก็ต้องมีศิลปะนะ ผู้บอกก็ต้องมีใจที่สบาย ผู้ฟังก็จะไม่เครียด เช่น เสริมว่า “ดีกว่าติดโควิดเนอะ ถ้าติดโควิดแม่ต้องนอนป่วยอยู่คนเดียว นี่ยังมาเยี่ยมมาเฝ้าได้ บีบนวดกันได้ มาสวดมนต์ด้วยกันได้ ยังกอดกันได้ หอมแก้มกันได้” พูดเสร็จก็กอดท่าน แล้วก็หอมแก้มสักฟอด 555 เวลานี้สำคัญที่จิตใจ จิตใจดี ก็พลอยให้ร่างกายดีด้วย บางคนเป็นมะเร็งเต้านม หมอบอกว่าอยู่ได้ ๖ เดือน แต่เขาใช้ธรรมโอสถ สวดมนต์ เจริญสติ แถมเป็นจิตอาสาคอยดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่หนักกว่า ปรากฎว่าเธออยู่มาได้สิบกว่าปี ยังไม่ตาย ผู้ป่วยคนอื่นๆ มักจะถามว่า “คุณเป็นมะเร็งจริงๆหรือ? ดูไม่ออกเลย” เธอก็เปิดเสื้อให้ดู เอาผ้าขนหนูที่ยัดไว้ออกมา หน้าอกมีแต่รอยเย็บ มะเร็งเป็นได้แค่ที่กาย แต่ใจไม่เป็นมะเร็ง ใจมีแต่ความเบิกบาน ที่ได้ฝึกสติ สวดมนต์ และทำตนให้เป็นประโยชน์ ๖. ขอคำแนะนำสำหรับตัวโยมที่เพิ่งเริ่มฟังธรรมได้ดี แต่จิตยังไม่ชอบการสวดมนต์ และนั่งสมาธิ ไม่สามารถทำได้ถูกต้องต่อเนื่องทุกวัน ในเวลานี้ควรทำอย่างไรเพื่อให้มีบุญกุศลต่อเนื่อง และอุทิศให้แม่ได้มากที่สุด ตอบ : ทำใจสบายๆ นะ ฝากใจไว้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นะ นึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก เราระลึกบ่อยๆ ใจก็เป็นกุศล และมีที่พึ่ง ไม่เคว้งคว้าง ใจที่ไม่มีที่พึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่า “อนาถา” นาถ แปลว่า ที่พึ่ง หรือผู้เป็นที่พึ่ง นึกถึงพระพุทธเจ้าบ่อยๆ สวดอิติปิโส ให้ขึ้นใจ ใช้เป็นธรรมโอสถได้ด้วยนะ นิมฺมโลตอบโจทย์ #ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการสูญเสียคุณแม่ ทำใจสบายๆ นะ ฝากใจไว้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นะ นึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึก เราระลึกบ่อยๆ ใจก็เป็นกุศล และมีที่พึ่ง ไม่เคว้งคว้าง พระกฤช นิมฺมโล ๑๔ เมษายน ๒๕๖๓

อ่านต่อ

#คลิปแสดงธรรม #ชุดคัมภีร์ธรรมะในสวนธรรม ตอน: #ตัวห่างไกลใจใกล้พระ โดย: พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล 📚📚📚 คลิปนี้พระอาจารย์ยกพระสูตร #สังฆาฏิสูตร เพื่อให้ข้อคิด ข้อธรรมว่า.. “…ตอนนี้เว้นระยะทางสังคมก็จริง (Social Distancing ) แต่ไม่ได้เว้นระยะระหว่างธรรมะเลย เพราะธรรมะอยู่ที่กาย ที่ใจของเรานี้…. ไม่ละเลยกับการเรียนรู้ ความจริงของกายและใจ ถ้าเราเรียนรู้อย่างนี้ไป ก็ชื่อว่า ไม่ห่างไกลพระพุทธองค์ ไม่ห่างไกลจากพระธรรม และไม่ห่างไกลจากพระสงฆ์ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของเรา…” 📚📚📚 อ้างอิง : สังฆาฏิสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ลิงค์ชุดคัมภีร์ธรรมมะในสวนธรรม ตอน ” ตัวห่างไกล ใจใกล้พระ” https://youtu.be/NHHFHLj5Wno ณ สวนธรรมประสานสุข ศรีราชา ๘ เมษายน ๒๕๖๓ 20200408-ตัวห่างไกล ใจใกล้พระ โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโลyoutu.be20200408-ตัวห่างไกล ใจใกล้พระ โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล สอนให้ มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วย จิตที่ตั้ง…..

อ่านต่อ